ทนายปั๊บ รับว่าความ

ทนายปั๊บ รับว่าความ ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ทนายปั๊บ รับว่าความ, บริการด้านกฎหมาย, Bangkok.

律師 Lawyer

(รับ) ปรึกษา / ว่าความ / บริการด้านกฎหมาย

โทร / Line ID : 061-659-0058
[มีค่าปรึกษา / ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี]

• คดีแพ่ง
• คดึอาญา
• คดีแรงงาน
• คดีเยาวชนและครอบครัว
• คดีอสังหารัมทรัพย์ (ที่ดิน บ้าน คอนโด)
• คดีทรัพย์สินทางปัญญา
• คดีปกครอง

06/08/2026

ในเรื่องบริษัท แม้ผู้ถือหุ้นตาย บริษัทจำกัดไม่เลิกกัน ทายาทรับมรดกของผู้ถือหุ้นได้ ไม่เป็นสิทธิเฉพาะตัว
(ฎ. ๓๑๐/๒๕๑๐ ประชุมใหญ่)

04/08/2026

[ สภาทนายความ เปิดให้คำปรึกษากฎหมายฟรีทุกวัน ไม่มีค่าใช้จ่าย ]

สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ส่งเสริมการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชน ด้วยการเปิดให้บริการ ให้คำปรึกษาทางกฎหมายโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมีทนายความผู้มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ คอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับปัญหากฎหมายในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องก่อนตัดสินใจดำเนินการทางกฎหมาย
การให้คำปรึกษาครอบคลุมปัญหาทางกฎหมายที่ประชาชนพบในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่ง คดีอาญา คดีแรงงาน คดีครอบครัว มรดก ที่ดิน สัญญา หนี้สิน หรือปัญหาข้อพิพาทอื่น ๆ โดยมุ่งหวังให้ประชาชนได้รับคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพทนายความอย่างถูกต้องและเป็นธรรม
สภาทนายความให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิของประชาชน และเชื่อว่าการได้รับคำปรึกษาทางกฎหมายตั้งแต่ต้น จะช่วยป้องกันการเกิดข้อพิพาท ลดความเสียหาย และทำให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิของตนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ประชาชนสามารถเข้ารับบริการได้ ทุกวัน ไม่มีวันหยุด ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ สำนักงานสภาทนายความ เลขที่ 249 ถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร
สภาทนายความยืนยันว่าจะยังคงทำหน้าที่เป็นองค์กรวิชาชีพที่ยืนหยัดเคียงข้างประชาชน พร้อมให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายอย่างเป็นกลาง โปร่งใส และยึดมั่นในหลักนิติธรรม เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่ถูกจำกัดด้วยฐานะหรือค่าใช้จ่ายในการขอคำปรึกษา
สภาทนายความมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานการให้บริการประชาชน หากพบว่าทนายอาสาผู้ปฏิบัติหน้าที่มีพฤติการณ์ไม่เหมาะสม ไม่ให้บริการ ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ หรือเรียกรับผลประโยชน์ใด ๆ ขอให้ประชาชนแจ้งมายังสภาทนายความโดยตรง เพื่อดำเนินการตรวจสอบและพิจารณาทางวินัยอย่างเด็ดขาด พร้อมปรับปรุงการให้บริการให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนต่อไป
#ให้คำปรึกษา
#ทนายอาสา

19/07/2026

เงินรายได้จากกิจการโรงแรม

รวมทั้งร้านตัดผมที่ได้มาหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย

มิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย เพราะมิใช่ทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนหรือในขณะที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย

แต่เป็นดอกผลของโรงแรม

แม้จำเลยจะยักย้าย ปิดบังก็ไม่ถูกกำจัดมิให้ได้มรดก

(ฎ. ๖๗๘ - ๖๙๐/๒๕๓๐)

25/06/2026

มีคนถามผมบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ว่า AI เก่งขนาดนี้แล้ว เจ้าของธุรกิจร่างสัญญาเองเลยได้ไหม จะได้ไม่ต้องจ้างทนาย
คำตอบตรงๆ ของผมคือ ร่างได้ครับ แต่ "ร่างออกมาเป็นตัวหนังสือ" กับ "ร่างออกมาแล้วปกป้องคุณได้จริง" มันคนละเรื่องกัน
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ AI เขียนภาษากฎหมายไม่เป็น มันเขียนเป็น และเขียนสวยด้วย ปัญหาอยู่ที่ว่าคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการ จะไม่รู้ว่า "ต้องสั่งให้มันเขียนอะไรบ้าง" และ "อะไรที่มันเขียนมาแล้วผิด"
**รายละเอียดที่อันตรายที่สุด คือรายละเอียดที่คุณไม่รู้ว่ามันหายไป**
สัญญาฉบับหนึ่งไม่ได้วัดกันที่ข้อที่เขียนไว้ แต่วัดกันที่ข้อที่ "ลืมเขียน" ครับ
เวลาเกิดเรื่อง คู่สัญญาไม่ได้มาเถียงกันเรื่องข้อที่ตกลงกันชัดอยู่แล้ว เขามาเถียงกันเรื่องที่สัญญาไม่ได้พูดถึง เช่น ถ้าส่งของช้าแล้วยังไงต่อ ใครรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดกับบุคคลที่สาม เลิกสัญญากลางคันแล้วเงินที่จ่ายไปแล้วคืนไหม ขึ้นศาลที่ไหน ใช้กฎหมายประเทศอะไร
AI จะไม่เติมข้อพวกนี้ให้ ถ้าคุณไม่รู้จักที่จะถาม เพราะมันตอบตามที่คุณสั่ง ไม่ได้นั่งคิดแทนคุณว่าธุรกิจคุณมีความเสี่ยงตรงไหนเป็นพิเศษ
**AI ไม่รู้บริบทธุรกิจของคุณ และไม่รับผิดถ้าพลาด**
ทนายที่ดีไม่ได้แค่ร่างสัญญา แต่ถามคุณก่อนว่าฝั่งตรงข้ามเป็นใคร อำนาจต่อรองเป็นยังไง ที่ผ่านมาเคยมีปัญหาแบบไหน เงินก้อนนี้ใหญ่แค่ไหนเมื่อเทียบกับสายป่านของคุณ แล้วถึงเลือกว่าจะ "เขียนแข็ง" หรือ "เขียนยืดหยุ่น" ตรงไหน
ที่สำคัญกว่านั้น ถ้าทนายร่างพลาดแล้วคุณเสียหาย มีคนรับผิดชอบ แต่ถ้า AI ร่างพลาด คนที่รับผิดชอบเต็มๆ คือตัวคุณเองครับ
ผมไม่ได้บอกว่าอย่าใช้ AI นะครับ ผมใช้ทุกวัน และมันช่วยงานผมได้จริง แต่ผมใช้ในฐานะ "คนที่รู้อยู่แล้วว่าผลลัพธ์ที่ถูกต้องหน้าตาเป็นยังไง" เลยตรวจจับจุดที่มันพลาดได้ทัน คนที่ไม่ได้อยู่ในวงการจะไม่มี layer ตรงนี้
**นี่คือเหตุผลที่ผมแนะนำให้ธุรกิจมีที่ปรึกษากฎหมายแบบรายเดือน**
ธุรกิจส่วนใหญ่ไม่ได้มีคดีความทุกเดือน แต่มี "เรื่องเล็กๆ ที่ถ้าปล่อยไว้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่" แทบทุกสัปดาห์ครับ ลูกค้าส่งสัญญามาให้เซ็น พนักงานลาออกแล้วจะเอาข้อมูลไปด้วย พาร์ตเนอร์ขอแก้ข้อตกลง จะออกโปรโมชั่นแบบนี้ผิดกฎหมายไหม
เรื่องพวกนี้ไม่คุ้มที่จะจ้างทนายเป็นรายคดี เพราะกว่าจะเปิดเรื่อง คุยขอบเขต ตกลงราคา เรื่องก็ผ่านไปแล้ว แต่ถ้าปล่อยไว้ไม่ถามใครเลย ก็เสี่ยงเกินไป
ที่ปรึกษารายเดือนแก้ปัญหาตรงนี้พอดี คุณมีคนที่รู้จักธุรกิจคุณอยู่แล้ว ทักไปถามได้เลยโดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง ได้คำตอบเร็ว และค่าใช้จ่ายคาดเดาได้ ไม่ใช่ก้อนใหญ่ตอนเกิดเรื่องแล้ว
**ทีนี้มาดูว่าค่าใช้จ่ายทนายมีกี่แบบ จะได้เลือกถูก**
ผมขอแยกให้เห็นภาพว่าโครงสร้างค่าวิชาชีพในงานกฎหมายมีหลักๆ อยู่ห้าแบบครับ
แบบที่หนึ่ง คิดรายชั่วโมง (Hourly) เหมาะกับงานที่ยังไม่รู้ขอบเขตแน่ชัด เช่น เจรจาที่อาจยืดยาว คิดตามเวลาที่ใช้จริง ข้อดีคือยุติธรรมตามงาน ข้อเสียคือคุมงบยาก
แบบที่สอง เหมาจ่ายต่อชิ้น (Fixed fee) เหมาะกับงานที่ขอบเขตชัด เช่น ร่างสัญญาหนึ่งฉบับ จดทะเบียนบริษัท รู้ราคาตั้งแต่ต้น ไม่บานปลาย เป็นแบบที่เจ้าของธุรกิจชอบที่สุดเพราะคุมงบได้
แบบที่สาม ที่ปรึกษารายเดือน (Retainer) จ่ายค่าบริการคงที่ต่อเดือน แลกกับการปรึกษาได้ในขอบเขตที่ตกลงไว้ เหมาะกับธุรกิจที่มีเรื่องกฎหมายเข้ามาเรื่อยๆ แต่ไม่หนักพอจะมีทนายประจำ ถ้าใช้เกินขอบเขตค่อยคิดส่วนเกินเพิ่ม
แบบที่สี่ คิดตามความสำเร็จ (Success fee) มีค่าวิชาชีพพื้นฐานบวกกับส่วนเพิ่มเมื่อทำงานสำเร็จ เหมาะกับงานนอกศาลที่วัดผลเป็นตัวเงินได้ชัด เช่น เจรจาเก็บหนี้นอกศาล วางแผนประหยัดภาษี ที่ปรึกษาดีล
แบบที่ห้า คิดตามทุนทรัพย์ (% ของมูลค่างาน) คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าที่เกี่ยวข้อง คำนวณแบบขั้นบันได ใช้เป็นฐานตั้งราคา ไม่ใช่การพนันกับผลแพ้ชนะ
**ตรงค่าตามความสำเร็จนี่แหละ คือจุดที่มี "ข้อห้ามทางวิชาชีพ" ซ่อนอยู่ และเป็นตัวอย่างที่ดีว่ารายละเอียดมันลึกกว่าที่คิด**
ศาลฎีกาวางบรรทัดฐานมานานและสม่ำเสมอครับ ว่าสัญญาจ้าง "ว่าความ" ในศาล ที่คิดค่าจ้างเป็นส่วนแบ่งจากทรัพย์สินหรือเงินที่ลูกความจะได้มาเมื่อชนะคดี เป็นโมฆะ เพราะถือว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เท่ากับทนายเข้าไปมีส่วนได้เสียในคดีทำนองซื้อขายความกัน (เทียบ ฎีกา 5622/2530, 191/2539, 921/2542, 6919/2544, 4016/2548)
แปลว่าถ้าตกลงกันแบบ "ฟ้องได้เท่าไหร่ ขอส่วนแบ่งสามสิบเปอร์เซ็นต์" ในคดีความ สัญญานั้นบังคับไม่ได้เลย ต่อให้เซ็นกันมาเป็นอย่างดี
แต่เส้นแบ่งมีรายละเอียดอีกชั้น ฎีกา 10707/2550 วางว่า ถ้าค่าจ้างอิงผลคดีโดยที่ลูกความไม่ได้ทรัพย์เพิ่มจากการชนะ เช่น เป็นจำเลยที่ชนะแล้วแค่รักษาทรัพย์เดิมไว้ อันนั้นไม่ถือเป็นการแบ่งส่วนจากมูลพิพาท สัญญาใช้ได้ และงานนอกศาลอย่างเก็บหนี้นอกศาลหรือที่ปรึกษา การคิดตามความสำเร็จก็ทำได้ตามปกติ
ประเด็นคือคนทั่วไปแยกเส้นนี้ไม่ออก และ AI ก็จะร่างสัญญาค่าจ้างแบบส่วนแบ่งให้คุณอย่างราบรื่นโดยไม่เตือนว่ามันเป็นโมฆะ นี่คือรายละเอียดประเภทที่ทำให้ผมยืนยันว่าควรมีคนที่รู้จริงคอยดูครับ
นอกจากค่าวิชาชีพแล้ว ยังมี "ค่าใช้จ่ายจริง" (Disbursements) ที่แยกออกมาต่างหากครับ เช่น ค่าธรรมเนียมศาล ค่าอากรแสตมป์ ค่าเดินทาง ค่าแปลเอกสาร อันนี้เรียกเก็บตามจริง ไม่ใช่กำไรของทนาย และถ้าลูกค้าเป็นนิติบุคคล ก็จะมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จากค่าวิชาชีพตามกฎหมาย
ภาพรวมคือ AI ทำให้การร่างเอกสารเร็วขึ้นจริง แต่มันแทนคนที่ "รู้ว่าควรถามอะไร และรับผิดชอบผลที่ตามมา" ไม่ได้ครับ
ถ้าธุรกิจคุณยังไม่ถึงขั้นต้องมีฝ่ายกฎหมายของตัวเอง การมีที่ปรึกษารายเดือนไว้สักคน คือจุดสมดุลที่คุ้มที่สุดระหว่างความเสี่ยงกับค่าใช้จ่ายครับ

01/06/2026

กรณีที่ผู้ต้องหาไม่มีทนายความ พนักงานสอบสวนต้องจัดหาทนายความให้เสมอ แม้ผู้ต้องหาไม่ต้องการทนายความก็ตาม
๑. คดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต
๒. คดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกิน ๑๘ ปี ในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา

06/05/2026

⚖️ อุทธรณ์-ฎีกา อย่างไรให้ชนะคดี? เปิดกลยุทธ์สำคัญที่ทนายความต้องรู้!

การเขียนอุทธรณ์-ฎีกา ไม่ใช่แค่การเขียนโต้แย้งคำพิพากษาไปตามเรื่อง แต่คือ "ยุทธศาสตร์การว่าความ" ที่ต้องวางแผนตั้งแต่เริ่มคดี

คลิปนี้ผมและอาจารย์เพิ่มบุญ เปลี่ยน ได้มาถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนมุมมอง ทั้งในเรื่อง:
✅ คุณสมบัติของทนายความชั้นศาลสูง
✅ การเตรียมตัวก่อนยื่นอุทธรณ์-ฎีกา
✅ การโต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณาอย่างมืออาชีพ
✅ จิตวิทยาและตรรกะในการทำคดี

ใครที่กำลังมองหาแนวทางเพื่อพัฒนาทักษะการว่าความให้เฉียบคมยิ่งขึ้น ห้ามพลาดคลิปนี้ครับ!
รับชมคลิปเต็มได้ที่นี่: https://youtu.be/GcFPEULgHiI

22/04/2026

ทนายความหลายคนว่าความโดยอาศัยความรู้กฎหมายเพียงเท่าที่จำได้ และข้อเท็จจริงรวมทั้งพยานหลักฐานเพียงเท่าที่ลูกความหามาให้ ต้นเหตุเกิดจากไม่มี “ยุทธศาสตร์(Strategy)” นำทาง จึงไม่มีการประเมินความเป็นไปได้ก่อนกำหนดเป้าหมายหรือจุดหมายของคดี ไม่มองการณ์ไกลในมุมกว้างเพื่อจะได้เห็นภาพรวมของปัญหาที่อาจต้องเผชิญแล้ววางแผนล่วงหน้าแต่จะคิดไปทีละก้าวและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทีละเปลาะ หากเจอทางตันก็หา “ช่องทาง(ผิด)ธรรมชาติ” ที่บ่อยครั้งไม่อาจหวังได้ว่าจะมีอยู่จริง บังเอิญว่ามักเจอฝ่ายตรงข้ามที่ทำงานด้วยวิธีและมาตรฐานเดียวกันก็เลยยังไม่รู้สึกตัวว่าผิดพลาด

การอาศัยความรู้กฎหมายเพียงเท่าที่จำได้เป็นความ “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” เพราะรู้ทั้งรู้ว่าการศึกษากฎหมายของประเทศไทยทั้งในชั้นปริญญาตรีและเนติบัณฑิตไทยนั้นเป็นการศึกษาแบบแยกส่วน และหลายมาตราในกฎหมายหลักรวมทั้งกฎหมายปลีกย่อยอีกมากมายหลายฉบับไม่มีการสอนหรือกระตุ้นเตือนว่ามีความสำคัญเมื่อต้องใช้งานในชีวิตจริงของการว่าความ และด้วยทัศนคติของนักเรียนนักศึกษาไทยที่มุ่งเรียนเพียงเพื่อเอา “วุฒิการศึกษา” มากกว่าเก็บเกี่ยว “ความรู้” ทำให้หลายเรื่องที่เคยจำและนำไปใช้ตอบข้อสอบจนสอบผ่านมาได้นั้นเลือนหายจากสมองไปตามกาลเวลา บางคนแม้แต่หลักกฎหมายในเรื่องการบอกเลิกสัญญาก็จำได้เพียงกระท่อนกระแท่น จนออกหนังสือบอกเลิกสัญญาไปโดยไม่ถูกต้องตามวิธีหรือขั้นตอนและเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้จึงไม่มีผลทางกฎหมาย นอกจากนี้เนื่องจากกฎหมายไม่หยุดนิ่งแต่มีวิวัฒนาการอยู่เสมอทำให้ข้อกฎหมายที่จำได้อาจ “ตกยุค” เนื่องจากมีการตรากฎหมายใหม่หรือยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายเดิม และแม้แต่ไม่มีการยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงก็อาจมีแนวการวินิจฉัยหรือการตีความในแง่มุมที่ปรับเปลี่ยนตามบริบทสังคม หรือหากขาดความใส่ใจในรายละเอียด เช่น อ่านข้ามเพียงคำเดียว หรือลืมนึกถึงข้อยกเว้น ผลของคดีอาจพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือได้

ในหนังสือ “ยุทธศาสตร์การว่าความ” มีเนื้อหาที่สะท้อนให้เห็นภาพความเสียหายจาก “การว่าความด้วยข้อกฎหมายเพียงเท่าที่จำได้” อยู่หลายกรณี ทั้งการที่ทนายความคนหนึ่งยื่นฟ้องคดีเรียกร้องให้ชำระเงินตามเช็คโดยขาดอายุความเพราะจำไม่ได้ว่ากำหนดอายุความ ๑ ปีนั้นไม่ได้เริ่มนับจากวันที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินแต่ต้องนับจากวันที่ลงในเช็ค หรือกรณีที่หญิงคนหนึ่งโดยสารรถทัวร์ไปประสบอุบัติเหตุต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเกือบปีแล้วไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล จึงถูกฟ้องเรียกค่ารักษาพยาบาลเป็นเงินเกือบหนึ่งล้านบาท เธอขอให้ผู้ประกอบการรถโดยสารส่งทนายความมาดูแลคดี ผลคือทนายความที่มาดูแลคดีนั้นใช้เพทุบายประวิงเวลาให้เกินหนึ่งปีนับจากวันเกิดเหตุก่อนจะยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกผู้ประกอบการรถโดยสารซึ่งก็คือนายจ้างของเขาเองเข้ามาเป็นจำเลยร่วม แล้วหลังจากนั้นก็ยื่นคำให้การของผู้ประกอบการรถโดยสารต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความแล้ว ทำให้ในที่สุดศาลพิพากษาให้หญิงคนนั้นรับผิดเต็มตามฟ้อง ขณะที่ในส่วนของผู้ประกอบการรถโดยสารนั้นศาลพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุขาดอายุความแล้ว หลังจากนั้นเธอไปปรึกษาทนายความหลายคนรวมทั้งไปปรึกษาฝ่ายช่วยเหลือประชาชนของสภาทนายความด้วย ซึ่งก็ตอบในทางเดียวกันว่าทำอะไรไม่ได้เพราะคดีขาดอายุความในฐานละเมิดไปแล้ว แต่เมื่อเธอมาปรึกษาผมก็สามารถฟ้องให้ผู้ประกอบการรถโดยสารต้องรับผิดได้โดยอาศัยบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เรื่อง “รับขนคนโดยสาร” ซึ่งไม่มีใครสอนในมหาวิทยาลัยหรือแม้กระทั่งเนติบัณฑิตยสภา กับอีกกรณีหนึ่งเป็นคดีฟ้องขับไล่ที่หลังจากฝ่ายโจทก์วางแผนทำทีเป็นชวนให้จำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินจากเจ้าของเดิมไปตกลงยกเลิกการเช่า โดยจะให้จำเลยใช้ที่ดินนั้นอยู่อาศัยและทำการเกษตรต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องชำระค่าเช่า แต่ทำบันทึกกันไว้ว่าถ้าโจทก์ต้องการใช้ที่ดินเมื่อใดจำเลยจะต้องออกไปจากที่ดิน ทั้งนี้มีการพูดจาหว่านล้อมว่าโจทก์ไม่มีโครงการที่จะใช้ประโยชน์ในที่ดินเพราะซื้อเก็บไว้เพียงเพื่อเก็งกำไร แล้วไม่ทันไรก็เอาบันทึกนั้นเป็นฐานในการมาฟ้องขับไล่จำเลย โชคดีที่ทนายความฝ่ายจำเลยไม่ลืมว่าสัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับเจ้าของที่ดินเดิม อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่คู่สัญญาจะเลิกสัญญากันเองไม่ได้ ทำให้สัญญาเช่ายังคงมีผลบังคับอยู่จึงใช้เป็นข้อต่อสู้และในที่สุดฝ่ายโจทก์ก็ต้องยอมจ่ายค่าทดแทนให้เป็นที่พอใจของจำเลยแลกกับการที่จำเลยจะย้ายออกไป

ในส่วนของการอาศัยข้อเท็จจริงรวมทั้งพยานหลักฐานเพียงเท่าที่ลูกความหามาให้นั้น ไม่ว่าจะเกิดจากความ “อ่อนหัด” หรือ “เกียจคร้าน” ก็คือการทำให้ได้ข้อเท็จจริงที่ไม่ครบถ้วนเพียงพอ ที่สำคัญคือลูกความอาจบอกเฉพาะข้อเท็จจริงที่ทำให้ตัวเองดูดีหรือเป็นฝ่ายถูก โดยจงใจละเว้นข้อมูลที่เป็นผลร้ายต่อตนเองหรือจำผิดพลาดคลาดเคลื่อน หรือไขว้เขวเอา “ความรู้สึกนึกคิด” มาเป็นข้อเท็จจริงที่บอกเล่าให้ทนายความฟัง กว่าที่ทนายความจะรู้ตัวว่าได้ข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้องครบถ้วนมาก็มักจะสายเกินแก้ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานหลายอย่างไม่อยู่ในวิสัยที่ลูกความซึ่งเป็นคนทั่วไปจะรู้ว่ามีอยู่ จึงเป็นหน้าที่ของทนายความในฐานะ “นักวิชาชีพกฎหมาย” จะต้องแสวงหามาเพิ่มเติมเพื่อให้ผลของคดีเป็นไปตามที่พึงประสงค์

เป็นหน้าที่ของทนายความที่จะต้องรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมดที่เป็นสาระแก่คดีรวมทั้งต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานนั้นด้วย และทนายความหลายคนก็ตั้งใจทำเช่นนั้นแต่หลงไปติด “กับดัก” ของการสอนกันผิด ๆ ต่อเนื่องกันมานานแล้วว่าให้รวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้ครบถ้วนก่อนที่จะนำมาวิเคราะห์ข้อกฎหมายว่าควรฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีอย่างไร ซึ่งด้วยวิธีผิด ๆ เช่นนี้ไม่ต่างจากการจ่ายตลาดก่อนจะรู้เมนูอาหารที่ต้องทำ ส่งผลให้ “วัตถุดิบ” หลายอย่างที่อุตส่าห์หามากลายเป็นส่วนเกินแต่วัตถุดิบสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับเมนูนั้นกลับไม่ได้เตรียมไว้

ความบกพร่องในการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานดังกล่าวข้างต้นเกิดจากการไม่รู้ว่าคดีดังกล่าวต้องอาศัยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอะไรอย่างไรบ้าง เพราะขณะที่แสวงหาและรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานนั้นยังไม่รู้ว่าจะฟ้องร้องหรือต่อสู้โดยอาศัย “ข้อกฎหมาย” เช่นไร ทำให้ “ไม่มีกรอบและทิศทาง” ในการทำงาน แต่หากทนายความจะพัฒนาตนเองให้มี “มุมมองของสหวิทยาการ” (เป็นแนวคิดที่มีมานานแล้วก่อนจะถูกนำมาเผยแพร่ในประเทศไทยเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๐) แล้วสนใจศึกษา “ยุทธศาสตร์สมัยใหม่ (Modern Strategy)” ก็จะเข้าใจหลักการของยุทธศาสตร์ว่าต้องเริ่มจากการกำหนดเป้าหมาย > หาเส้นทาง > หาเครื่องมือหรือวิธีการ ซึ่งเป้าหมายของคดีก็คือคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ฝ่ายเราต้องการ ขณะที่เส้นทางก็คือข้อกฎหมาย โดยมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นเครื่องมือ ทางที่ถูกจึงต้องเริ่มจากกำหนดเป้าหมายหาเส้นทางแล้วจึงค่อยไปหาเครื่องมือหรือวิธีการ เมื่อเราลัดขั้นตอนข้ามไปหาเครื่องมือกันโดยยังไม่รู้ว่าจะใช้เส้นทางไหนก็เป็นธรรมดาว่าจะหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างเรื่อยเปื่อยสะเปะสะปะ ถ้าโชคดีหรือบังเอิญเป็นคดีที่ไม่ซับซ้อนก็มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานครบถ้วนได้แต่ส่วนมากมักไม่เป็นเช่นนั้น

ใครที่พอจะมีความรู้เรื่อง SWOT Analysis ก็ลองวิเคราะห์ตนเองว่ามีจุดแข็งหรือจุดอ่อนตรงไหนที่จะเป็นโอกาสหรืออุปสรรคในการทำงานวิชาชีพทนายความบ้างนะครับ
................................................................

ขอบคุณภาพประกอบจาก Gemini

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ทนายปั๊บ รับว่าความผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ทนายปั๊บ รับว่าความ:

ทางลัด

แชร์