พิชิตคำบรรยายเนติบัณฑิต

พิชิตคำบรรยายเนติบัณฑิต สำนักงานกฎหมาย รวบรวมติดตามการบรรยาย เนติทุกภาค ทั้งภาคปกติ ภาคค่ำ และภาคทบทวน

ขอให้ทุกท่านโชคดีในการสอบ ผู้ช่วยผู้พิพากษา ในวันแรกครับ✌️✌️
27/10/2024

ขอให้ทุกท่านโชคดีในการสอบ ผู้ช่วยผู้พิพากษา ในวันแรกครับ✌️✌️

20/10/2024

📌ฎีกาที่ ๔๔๒๓/๒๕๖๔ จำเลยหลอกคนขับรถแบ็คโฮว่าดินที่ขุดออกไปเป็นของ จำเลย จำเลยเป็น “ผู้กระทำความผิดเองโดยอ้อม” ในความผิดฐานลักทรัพย์ของผู้เสียหายโดยใช้ คนขับรถเป็น “ตัวแทนโดยบริสุทธิ์" (Innocent Agent) เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด เพราะคนขับรถมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๕๙ วรรคสาม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ “โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป” โดย “ใช้ยานพาหนะ” แต่ผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเท่านั้น

🔴ข้อสังเกต
คนขับรถไม่เป็น “ตัวการ” ร่วมกับจำเลยเพราะ “ขาดเจตนา”

เคาะสนิมกันหน่อย
19/10/2024

เคาะสนิมกันหน่อย

งามมาก👏👏👏
29/12/2021

งามมาก👏👏👏

#ทบทวนอาญา ลักทรัพย์,เจตนาทุจริตเกิดขึ้นภายหลัง

• ผู้เสียหายกลัวจะถูกข่มขืนกระทำชำเรา”จึงถอดสร้อยคอทองคำให้ผู้กระทำผิด #ไปเอง” โดยผู้กระทำผิดไม่ได้ขู่เข็ญหรือใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อมุ่งประสงค์ต่อสร้อย การที่ผู้กระทำผิดรับเอาสร้อยไป “ #เป็นเจตนาทุจริตที่เกิดขึ้นภายหลัง” ไม่ผิดชิงทรัพย์ แต่ผิดลักทรัพย์

ฎ.1513/2562 ผู้เสียหายกลัวจำเลยจะข่มขืนกระทำชำเรา’จึงถอดสร้อยคอทองคำที่สวมอยู่ให้จำเลยไปเอง’ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยขู่เข็ญหรือใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายเพื่อมุ่งประสงค์ต่อสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายหากแต่ผู้เสียหายคิดว่าเมื่อจำเลยได้สร้อยคอทองคำแล้วจะปล่อยตัวผู้เสียหาย การที่จำเลยรับเอาสร้อยคอทองคำจากผู้เสียหายไป เป็นเจตนาทุจริตที่เกิดขึ้นภายหลัง การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334


#สรุปกฎหมายอาญา
#ทบทวนสอบเนติสมัย74
~~~~~~~~~~~~~~~~

 #โดราเอมอนไม่มีลิขสิทธิ์คุ้มครองในประเทศไทยแล้วนะจ๊ะ
08/08/2019

#โดราเอมอนไม่มีลิขสิทธิ์คุ้มครองในประเทศไทยแล้วนะจ๊ะ

ตัวการ์ตูนโดราเอมอน.ไม่มีลิขสิทธิ์คุ้มครองแล้วในประเทศไทย
ดังนั้นหากใครที่ถูกจับ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนโดราเอมอน แสดงว่าคุณถูกหลอกจับ..แจ้งความกลับได้เลยครับ.!

#คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5756/2551..โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานที่นำภาพการ์ตูนโดราเอมอนมาดัดแปลงเป็นงานศิลปะ ใช้ประยุกต์กับวัสดุสิ่งของ เครื่องใช้ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มและนำมาใช้ในทางการค้าลักษณะงานตามฟ้องจึงเข้าลักษณะเป็นงานศิลปประยุกต์ กล่าวคือ เป็นงานที่นำเอางานภาพการ์ตูนไปใช้เพื่อประโยชน์อย่างอื่นนอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่าของตัวงานดังกล่าว โดยนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้าตามนิยามคำว่า "งานศิลปประยุกต์" ในมาตรา 4 แห่งพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ซึ่งมาตรา 22 บัญญัติไว้ว่าลิขสิทธิ์ในงานศิลปประยุกต์ให้มีอายุยี่สิบห้าปี นับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก งานของผู้เสียหายมีการโฆษณางานเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2512 งานดังกล่าวจึงมีอายุการคุ้มครองอยู่ถึงเพียงวันที่ 1 ธันวาคม 2537 ขณะเกิดเหตุในคดีนี้ งานที่นำภาพตัวการ์ตูนโดราเอมอนมาดัดแปลงเป็นงานศิลปะ ใช้ประยุกต์กับวัสดุสิ่งของ เครื่องใช้ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มและนำมาใช้ประโยชน์ทางการค้าตามฟ้องจึงไม่มีลิขสิทธิ์อีกต่อไป
แหล่งที่มา : กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
เผยแพร่เมื่อ : 29 ก.ย. 2552

-----------///

หมายเหตุ..ตัวการ์ตูนโดราเอม่อน หมดความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ของไทย ไปตั้งแต่ วันที่ 1 ธันวาคม 2537 แล้ว ดังนั้นใครที่ถูกจับว่าผิด พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนโดราเอมอน แสดงว่าถูกหลอกจับกุม ต่อไปหากใครโดนจับ ก็เอาคำพิพากษาศาลฎีกานี้ให้ตำรวจดูว่า ตัวการ์ตูนโดราเอม่อนไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ของไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2537 แล้ว จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อกลุ่มคนที่หลอกจับกุมพ่อค้าแม่ค้าประชาชน ที่ไม่รู้กฎหมายได้อีกต่อไป..ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ของประเทศไทย ได้บัญญัติไว้ว่า ลิขสิทธิ์ในงานศิลปะประยุกต์ให้มีอายุ 25 ปี นับแต่ที่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก สำหรับตัวการ์ตูนตัวอื่นๆ ของต่างประเทศ ถ้าไม่แน่ใจว่าลิขสิทธิ์ยังคุ้มครองอยู่หรือไม่ ก็ให้ไปค้นดูว่าการ์ตูนตัวนั้นๆ เริ่มเผยแพร่ครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อไหร่ จากนันก็นับตั้งแต่วันที่เริ่มเผยแพร่ไปจนถึงปีพ.ศ.ปัจจุบัน ถ้ายังมีอายุไม่ถึง 25 ปี แสดงว่าการ์ตูนหรือศิลปะประยุกต์ตัวนั้นยังมีลิขสิทธิ์อยู่ครับ.

ในเรื่องของ "เครื่องหมายการค้า" ยังคงได้รับความคุ้มครองอยู่ การละเมิดเครื่องหมายการค้า เป็นคดีที่ยอมความไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะตกลงโดยจ่ายเงินชดเชยความเสียหาย เพื่อยอมความ แลกกับการไม่ดำเนินคดีต่อไปไม่ได้นะครับ.!

-----------------------///

ขอขอบคุณเครดิตเจ้าของภาพ Cr. #บริษัทสำนักกฎหมายนิพัธปิ่นแสงแอนด์พาร์ทเนอร์สจำกัด

>>แต่งกายให้เรียบร้อยก่อนไปติดต่อราชการที่เนตินะจ๊ะ
03/08/2019

>>แต่งกายให้เรียบร้อยก่อนไปติดต่อราชการที่เนตินะจ๊ะ

 #เนติบัณฑิตสมัยที่71
03/08/2019

#เนติบัณฑิตสมัยที่71

12/05/2019

...ขอขอบคุณเจ้าของบทความครับ.

" การจับ การค้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายผู้ถูกกระทำมีสิทธิป้องกันสิทธิของตนหรือไม่ "

#คำพิพากษาฎีกาที่ 8722/2555

1. อัยการโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2550 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ

1.1 ตามวันเวลาดังกล่าวขณะที่ดาบตำรวจสุวิทย์ สิบตำรวจโทกรุง และสิบตำรวจตรีไพรัช เจ้าพนักงานตำรวจ สภอ. เมืองอ่างทอง

ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่ตรวจค้นปราบปรามและจับกุมผู้กระทำผิด ได้เข้าตรวจค้นจำเลยโดยมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีสิ่งของผิดกฎหมายไว้ในครอบครอง

อันเป็นการกระทำตามหน้าที่ จำเลยได้พูดจาดูหมิ่นเจ้าพนักงานตำรวจว่า “คุณไม่มีสิทธิทำการตรวจค้น คุณไม่ใช่นายตำรวจ คุณเป็นแค่ตำรวจชั้นประทวน”

ขณะที่สิบตำรวจโทกรุง และสิบตำรวจตรีไพรัชคืนกระเป๋าสตางค์ของจำเลยที่ตรวจค้นแล้วให้จำเลย จำเลยพูดดูหมิ่นเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสองว่า

“ตำรวจทำท่ามีพิรุธเหมือนจะยัดสิ่งของผิดกฎหมายให้ผม” ต่อมาขณะดาบตำรวจสุวิทย์ นำรถยนต์สายตรวจมารับจำเลย
จำเลยพูดดูหมิ่นดาบตำรวจสุวิทย์กับพวกว่า “พวกมึงเป็นตำรวจรังแกประชาชน จะยัดสิ่งของผิดกฎหมายให้กู กูจะไม่ให้มึงอยู่อ่างทอง”

ดาบตำรวจสุวิทย์กับพวกจึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่...

1.2 ขณะที่ดาบตำรวจสุวิทย์กับพวกเข้าทำการตรวจค้นและจับกุมจำเลยอันเป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่ จำเลยต่อสู้ขัดขวางโดยใช้กำลังประทุษร้าย

ด้วยการผลักหน้าอกดาบตำรวจสุวิทย์กับสิบตำรวจโทกรุง ในขณะเดียวกันจำเลยใช้กำลังต่อสู้ขัดขวางขณะตำรวจจะนำตัวขึ้นรถยนต์สายตรวจ

โดยใช้เท้าถีบกระบะท้ายรถเพื่อขัดขวางไม่ยอมขึ้นรถและเพื่อมิให้ถูกจับกุม

1.3 ต่อมาจำเลยไม่ยอมบอกชื่อ ชื่อสกุลและที่อยู่แก่ดาบตำรวจสุวิทย์ สิบตำรวจโทกรุง และสิบตำรวจตรีไพรัช
เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวถามชื่อจำเลยเพื่อแจ้งข้อหาและทำบันทึกการจับกุมอันเป็นการถามชื่อเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย

1.4 อัยการโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 91, 136, 138 วรรคสอง, 367

2. จำเลยให้การปฏิเสธเมื่อสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จแล้ว
ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งทำการตามหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา 136 ให้จำคุก 2 เดือนและปรับ 2,000 บาท

ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้ายตาม ป.อ. มาตรา 138 วรรคสอง จำคุก 2 เดือนและปรับ 3,000 บาท
ฐานไม่ยอมบอกชื่อหรือที่อยู่แก่เจ้าพนักงานซึ่งถามเพื่อปฏิบัติการตามกฎหมาย ปรับ 100 บาท โทษจำคุกให้รอไว้...

2.1 ผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นเช่นนี้ จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ

3. จำเลยยื่นอุทธรณ์ ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

3.1 ผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายกฟ้องเช่นนี้ อัยการโจทก์ไม่ต้องห้ามที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218

4. อัยการโจทก์ยื่นฎีกา ประเด็นขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกามีดังต่อไปนี้

4.1 การที่สิบตำรวจโทกรุง และสิบตำรวจตรีไพรัช ค้นตัวจำเลยเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า สิบตำรวจโทกรุงและสิบตำรวจตรีไพรัช
ค้นตัวจำเลยในที่สาธารณสถานซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 93 บัญญัติว่า “ห้ามมิให้ทำการค้นบุคคลใดในที่สาธารณสถาน เว้นแต่ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้ค้นในเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่า

บุคคลนั้นมีสิ่งของในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิดหรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิด หรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด”

แสดงว่าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะทำการค้นบุคคลใดในที่สาธารณสถานไม่ได้ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นของกฎหมายดังกล่าว

คดีนี้ ได้ความจากคำเบิกความของสิบตำรวจโทกรุงและสิบตำรวจตรีไพรัชว่า บริเวณหลังซอยโรงถ่านมีเหตุอาชญากรรมประเภทความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ
และความผิดเกี่ยวกับทรัพย์เป็นประจำ วันเกิดเหตุเข้าไปตรวจหลังซอยโรงถ่านแล้วไม่พบความผิดปกติ จึงได้ขับรถจักรยานยนต์ออกจากซอยดังกล่าวทางด้านท้ายซอย
เมื่อมาถึงถนนซึ่งมีสนามเด็กเล่นและห้องน้ำเก่าตั้งอยู่ พบจำเลยนั่งโทรศัพท์อยู่ริมถนนจึงเข้าทำการตรวจค้น ซึ่งบริเวณที่เกิดเหตุการณ์ตรวจค้นอยู่บนถนนสุทธาวาส

ไม่ได้อยู่หลังซอยโรงถ่านตามที่สิบตำรวจโทกรุงและสิบตำรวจตรีไพรัชอ้างว่ามีอาชญากรรมเกิดขึ้นประจำแต่อย่างใดและทางพิจารณาก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีท่าทางพิรุธ
นอกจากนั่งโทรศัพท์อยู่ริมถนนสุทธาวาสเท่านั้น

4.2 ศาลฎีกาพิจารณาต่อไปว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าบริเวณที่เกิดเหตุอยู่บนถนนสุทธาวาสไม่ใช่หลังซอยโรงถ่านและจำเลยไม่มีท่าทางเป็นพิรุธ

คงเพียงแต่นั่งโทรศัพท์อยู่เท่านั้น การที่สิบตำรวจโทกรุงและสิบตำรวจตรีไพรัชอ้างว่า เกิดความสงสัยในตัวจำเลยจึงขอตรวจค้น

โดยไม่มีเหตุผลสนับสนุนว่าเพราะเหตุใดจึงเกิดความสงสัยในตัวจำเลยจึงเป็นข้อสงสัยที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้สึกเพียงอย่างเดียว

ถือไม่ได้ว่ามีเหตุอันควรสงสัยตามกฎหมายดังกล่าวที่จะทำการตรวจค้นได้ การตรวจค้นตัวจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
จำเลยซึ่งถูกกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงมีสิทธิโต้แย้งและตอบโต้เพื่อป้องกันสิทธิของตนตลอดจนเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งใดๆ

อันสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง

ผลของการค้นโดยมิชอบ เกิดผลทางกฎหมายดังนี้

1. ผู้จะถูกค้นจะต่อสู้ขัดขวางการค้น ไม่มีความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานตาม ป.อ. มาตรา 138

2. ผู้จะถูกค้นกระทำการโต้ตอบต่อผู้ค้นอ้างป้องกันได้

3. เจ้าพนักงานผู้ค้นมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157

4. ผู้ถูกค้นมีสิทธิฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้รับผิดในผลแห่งละเมิดตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

5. ตามข้อเท็จจริงตามฎีกานี้ เจ้าพนักงานตำรวจผู้ค้นและจับกุมมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 310 ฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังด้วย

เครดิต ทบทวนหลักกฏหมายกับอาจารย์ประยุทธ

https://www.facebook.com/prayutlaw/posts/591102820921698

15/01/2018

>>สามี มีชู้ ภรรยาฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงที่เป็นชู้ได้ แต่จะฟ้องห้ามมิให้มีความสัมพันธ์ทางชู้สาวมิได้

#ประมวลกฎหมายแพ่งแลพะาณิชย์

มาตรา 213 ,1523

#คำพิพากษาฎีกาที่ 4014/2530

การที่จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาวนั้น โจทก์จะขอให้ศาลบังคับจำเลยให้ระงับการมีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับสามีโจทก์ด้วยไม่ได้ เพราะโจทก์เพียงแต่มีสิทธิที่จะเรียกค่าทดแทนจากจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสองทั้งโดยสภาพของคำขอดังกล่าวไม่เปิดช่องให้ศาลบังคับคดีได้.

ที่อยู่

Pattaya
20150

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พิชิตคำบรรยายเนติบัณฑิตผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์

ประเภท