12/05/2019
...ขอขอบคุณเจ้าของบทความครับ.
" การจับ การค้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายผู้ถูกกระทำมีสิทธิป้องกันสิทธิของตนหรือไม่ "
#คำพิพากษาฎีกาที่ 8722/2555
1. อัยการโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2550 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ
1.1 ตามวันเวลาดังกล่าวขณะที่ดาบตำรวจสุวิทย์ สิบตำรวจโทกรุง และสิบตำรวจตรีไพรัช เจ้าพนักงานตำรวจ สภอ. เมืองอ่างทอง
ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่ตรวจค้นปราบปรามและจับกุมผู้กระทำผิด ได้เข้าตรวจค้นจำเลยโดยมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีสิ่งของผิดกฎหมายไว้ในครอบครอง
อันเป็นการกระทำตามหน้าที่ จำเลยได้พูดจาดูหมิ่นเจ้าพนักงานตำรวจว่า “คุณไม่มีสิทธิทำการตรวจค้น คุณไม่ใช่นายตำรวจ คุณเป็นแค่ตำรวจชั้นประทวน”
ขณะที่สิบตำรวจโทกรุง และสิบตำรวจตรีไพรัชคืนกระเป๋าสตางค์ของจำเลยที่ตรวจค้นแล้วให้จำเลย จำเลยพูดดูหมิ่นเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสองว่า
“ตำรวจทำท่ามีพิรุธเหมือนจะยัดสิ่งของผิดกฎหมายให้ผม” ต่อมาขณะดาบตำรวจสุวิทย์ นำรถยนต์สายตรวจมารับจำเลย
จำเลยพูดดูหมิ่นดาบตำรวจสุวิทย์กับพวกว่า “พวกมึงเป็นตำรวจรังแกประชาชน จะยัดสิ่งของผิดกฎหมายให้กู กูจะไม่ให้มึงอยู่อ่างทอง”
ดาบตำรวจสุวิทย์กับพวกจึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่...
1.2 ขณะที่ดาบตำรวจสุวิทย์กับพวกเข้าทำการตรวจค้นและจับกุมจำเลยอันเป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่ จำเลยต่อสู้ขัดขวางโดยใช้กำลังประทุษร้าย
ด้วยการผลักหน้าอกดาบตำรวจสุวิทย์กับสิบตำรวจโทกรุง ในขณะเดียวกันจำเลยใช้กำลังต่อสู้ขัดขวางขณะตำรวจจะนำตัวขึ้นรถยนต์สายตรวจ
โดยใช้เท้าถีบกระบะท้ายรถเพื่อขัดขวางไม่ยอมขึ้นรถและเพื่อมิให้ถูกจับกุม
1.3 ต่อมาจำเลยไม่ยอมบอกชื่อ ชื่อสกุลและที่อยู่แก่ดาบตำรวจสุวิทย์ สิบตำรวจโทกรุง และสิบตำรวจตรีไพรัช
เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวถามชื่อจำเลยเพื่อแจ้งข้อหาและทำบันทึกการจับกุมอันเป็นการถามชื่อเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย
1.4 อัยการโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 91, 136, 138 วรรคสอง, 367
2. จำเลยให้การปฏิเสธเมื่อสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จแล้ว
ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งทำการตามหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา 136 ให้จำคุก 2 เดือนและปรับ 2,000 บาท
ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้ายตาม ป.อ. มาตรา 138 วรรคสอง จำคุก 2 เดือนและปรับ 3,000 บาท
ฐานไม่ยอมบอกชื่อหรือที่อยู่แก่เจ้าพนักงานซึ่งถามเพื่อปฏิบัติการตามกฎหมาย ปรับ 100 บาท โทษจำคุกให้รอไว้...
2.1 ผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นเช่นนี้ จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ
3. จำเลยยื่นอุทธรณ์ ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
3.1 ผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายกฟ้องเช่นนี้ อัยการโจทก์ไม่ต้องห้ามที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218
4. อัยการโจทก์ยื่นฎีกา ประเด็นขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกามีดังต่อไปนี้
4.1 การที่สิบตำรวจโทกรุง และสิบตำรวจตรีไพรัช ค้นตัวจำเลยเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า สิบตำรวจโทกรุงและสิบตำรวจตรีไพรัช
ค้นตัวจำเลยในที่สาธารณสถานซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 93 บัญญัติว่า “ห้ามมิให้ทำการค้นบุคคลใดในที่สาธารณสถาน เว้นแต่ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้ค้นในเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่า
บุคคลนั้นมีสิ่งของในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิดหรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิด หรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด”
แสดงว่าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะทำการค้นบุคคลใดในที่สาธารณสถานไม่ได้ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นของกฎหมายดังกล่าว
คดีนี้ ได้ความจากคำเบิกความของสิบตำรวจโทกรุงและสิบตำรวจตรีไพรัชว่า บริเวณหลังซอยโรงถ่านมีเหตุอาชญากรรมประเภทความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ
และความผิดเกี่ยวกับทรัพย์เป็นประจำ วันเกิดเหตุเข้าไปตรวจหลังซอยโรงถ่านแล้วไม่พบความผิดปกติ จึงได้ขับรถจักรยานยนต์ออกจากซอยดังกล่าวทางด้านท้ายซอย
เมื่อมาถึงถนนซึ่งมีสนามเด็กเล่นและห้องน้ำเก่าตั้งอยู่ พบจำเลยนั่งโทรศัพท์อยู่ริมถนนจึงเข้าทำการตรวจค้น ซึ่งบริเวณที่เกิดเหตุการณ์ตรวจค้นอยู่บนถนนสุทธาวาส
ไม่ได้อยู่หลังซอยโรงถ่านตามที่สิบตำรวจโทกรุงและสิบตำรวจตรีไพรัชอ้างว่ามีอาชญากรรมเกิดขึ้นประจำแต่อย่างใดและทางพิจารณาก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีท่าทางพิรุธ
นอกจากนั่งโทรศัพท์อยู่ริมถนนสุทธาวาสเท่านั้น
4.2 ศาลฎีกาพิจารณาต่อไปว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าบริเวณที่เกิดเหตุอยู่บนถนนสุทธาวาสไม่ใช่หลังซอยโรงถ่านและจำเลยไม่มีท่าทางเป็นพิรุธ
คงเพียงแต่นั่งโทรศัพท์อยู่เท่านั้น การที่สิบตำรวจโทกรุงและสิบตำรวจตรีไพรัชอ้างว่า เกิดความสงสัยในตัวจำเลยจึงขอตรวจค้น
โดยไม่มีเหตุผลสนับสนุนว่าเพราะเหตุใดจึงเกิดความสงสัยในตัวจำเลยจึงเป็นข้อสงสัยที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้สึกเพียงอย่างเดียว
ถือไม่ได้ว่ามีเหตุอันควรสงสัยตามกฎหมายดังกล่าวที่จะทำการตรวจค้นได้ การตรวจค้นตัวจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
จำเลยซึ่งถูกกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงมีสิทธิโต้แย้งและตอบโต้เพื่อป้องกันสิทธิของตนตลอดจนเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งใดๆ
อันสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง
ผลของการค้นโดยมิชอบ เกิดผลทางกฎหมายดังนี้
1. ผู้จะถูกค้นจะต่อสู้ขัดขวางการค้น ไม่มีความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานตาม ป.อ. มาตรา 138
2. ผู้จะถูกค้นกระทำการโต้ตอบต่อผู้ค้นอ้างป้องกันได้
3. เจ้าพนักงานผู้ค้นมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157
4. ผู้ถูกค้นมีสิทธิฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้รับผิดในผลแห่งละเมิดตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
5. ตามข้อเท็จจริงตามฎีกานี้ เจ้าพนักงานตำรวจผู้ค้นและจับกุมมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 310 ฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังด้วย
เครดิต ทบทวนหลักกฏหมายกับอาจารย์ประยุทธ
https://www.facebook.com/prayutlaw/posts/591102820921698