สำนักงานกฎหมาย เจแอลพี James Legal & partners

สำนักงานกฎหมาย เจแอลพี James Legal & partners ให้คำปรึกษา คดีความทุกคดี
สำนักงานกฎหมาย เจแอลพี James Legal&partners

🏛️ คำพิพากษาฎีกาที่ 569/2563จำเลยใช้อาวุธลูกปืนซองซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงโดยสภาพและกระสุนปืนจะกระจายออกเป็นวง ยิงเข้าไปในบ้...
09/06/2026

🏛️ คำพิพากษาฎีกาที่ 569/2563

จำเลยใช้อาวุธลูกปืนซองซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงโดยสภาพและกระสุนปืนจะกระจายออกเป็นวง ยิงเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุในยามวิกาลโดยจำเลยทราบอยู่แล้วว่ามีผู้เสียหายและบุคคลในครอบครัวของผู้เสียหายพักอาศัยอยู่ จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหายหรือบุคคลอื่นภายในบ้านที่เกิดเหตุถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่า เมื่อจำเลยลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเนื่องจากผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมชน ตาม ป.อ.มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 376

จำเลยปีนเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุในเวลากลางคืน
ซึ่งมีเพียงผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิงอายุ 70 ปี กับหลานผู้เสียหายพักอาศัยอยู่โดยพกพาอาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงโดยสภาพติดตัวไปด้วย ถือว่าจำเลยเป็นผู้ก่อภัยขึ้นก่อน จำเลยย่อมไม่อาจอ้างได้ว่าการที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงสวนกับผู้เสียหายเป็นการกระทำโดยป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือบันดาลโทสะได้ การที่จำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหายไม่ใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.อ.มาตรา 68 และไม่ใช่การกระทำโดยบันดาลโทสะ ตาม ป.อ.มาตรา 72

📌 ลูกหนี้หัวหมออ้างว่า "ยังไม่ได้รับเงินกู้" กฎหมายจะช่วยเรายังไง?⚖️ คำพิพากษาฎีกาที่ 4684/2536ก่อนที่ผู้ค้ำประกันจะเข้า...
08/06/2026

📌 ลูกหนี้หัวหมออ้างว่า "ยังไม่ได้รับเงินกู้" กฎหมายจะช่วยเรายังไง?

⚖️ คำพิพากษาฎีกาที่ 4684/2536
ก่อนที่ผู้ค้ำประกันจะเข้าค้ำประกันการกู้เงินของลูกหนี้ต่อธนาคาร ได้ให้ลูกหนี้ทำสัญญากู้เงินไว้กับตนจำนวน 80,000 บาทเพื่อเป็นหลักประกัน
แม้ในขณะทำสัญญา ลูกหนี้จะยังไม่ได้รับเงินกู้โดยตรง อันอาจทำให้สัญญากู้ยังไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย แต่ต่อมาธนาคารได้หักเงินจากบัญชีของผู้ค้ำประกันไปชำระหนี้แทนลูกหนี้เป็นจำนวนเท่ากับหนี้ตามสัญญา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อลูกหนี้ได้รับประโยชน์จากการที่มีผู้ชำระหนี้แทนแล้ว ย่อมถือได้ว่าลูกหนี้ได้รับเงินตามสัญญากู้ สัญญากู้จึงสมบูรณ์และมีผลผูกพันตามกฎหมาย

🔎 ข้อคิดทางกฎหมาย
การได้รับประโยชน์จากเงินกู้ ไม่จำเป็นต้องเป็นการรับเงินสดเข้ามือเสมอไป หากมีการนำเงินไปชำระหนี้ของลูกหนี้ หรือทำให้หนี้ของลูกหนี้ระงับลง ก็อาจถือได้ว่าลูกหนี้ได้รับเงินกู้แล้ว
ดังนั้น การอ้างว่า "ยังไม่ได้รับเงินกู้" อาจไม่ใช่เหตุให้หลุดพ้นความรับผิด หากข้อเท็จจริงแสดงว่าลูกหนี้ได้รับประโยชน์จากเงินดังกล่าวแล้ว

#ความรู้กฎหมาย #คำพิพากษาฎีกา #กฎหมายแพ่ง #สัญญากู้ยืมเงิน #ผู้ค้ำประกัน #สำนักงานกฎหมายเจแอลพี

📌 เมาแล้วขับ ย้อนศร ไม่ใช่แค่ผิดกฎหมาย แต่อาจถูกริบรถได้ขับรถยนต์ในขณะเมาสุราและขับรถย้อนศรสวนทิศทางการเดินรถไม่เป็นไปตา...
07/06/2026

📌 เมาแล้วขับ ย้อนศร ไม่ใช่แค่ผิดกฎหมาย แต่อาจถูกริบรถได้

ขับรถยนต์ในขณะเมาสุราและขับรถย้อนศรสวนทิศทางการเดินรถไม่เป็นไปตามทิศทางที่กำหนดไว้ อันเป็นการขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น

⚖️ รถยนต์จึงถือเป็นทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง อันพึงริบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4730/2564

#กฎหมายน่ารู้ #เมาแล้วขับ #ขับรถย้อนศร #ริบรถ #คำพิพากษาศาลฎีกา #สำนักงานกฎหมายเจแอลพี

เรื่องของสัญญาทางปกครอง (คดีปกครอง)❗️สัญญาทางปกครองมีลักษณะพิเศษต่างจากสัญญาแพ่งตรงที่คู่สัญญาฝ่ายรัฐ มีอำนาจบอกเลิกสัญญ...
06/06/2026

เรื่องของสัญญาทางปกครอง (คดีปกครอง)❗️

สัญญาทางปกครองมีลักษณะพิเศษต่างจากสัญญาแพ่งตรงที่คู่สัญญาฝ่ายรัฐ มีอำนาจบอกเลิกสัญญาได้ฝ่ายเดียวโดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายผิดสัญญา หากการบอกเลิกนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ

แต่อำนาจนี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐทำอะไรก็ได้ เพราะเอกชนคูสัญญามีสิทธิเรียกค่าชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงได้เต็มจำนวน รวมถึงกำไรที่ควรจะได้รับหากสัญญาดำเนินต่อไปจนครบกำหนด

หากหน่วยงานรัฐปฏิเสธการชดเชยหรือชดเชยไม่ครบ เอกชนมีสิทธิฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อบังคับให้ชำระได้ภายในอายุความห้าปีนับแต่รู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี

📌 หากท่านอยู่ในสถานการณ์นี้ เรายินดีให้คำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ✍️

โทรปรึกษา 062-980-7396
✅️สำนักงานกฎหมายเจแอลพี

📌 คำพูดที่เกิดจากความน้อยใจ ไม่ใช่ทุกกรณีจะเป็นการหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากคำพูดของจำเลยเป็นเพียงการ...
05/06/2026

📌 คำพูดที่เกิดจากความน้อยใจ ไม่ใช่ทุกกรณีจะเป็นการหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากคำพูดของจำเลยเป็นเพียงการกล่าวด้วยความน้อยใจ ระบายความรู้สึก หรือแสดงความไม่พอใจในขณะเกิดเหตุ โดยไม่ได้มีเจตนาทำให้ผู้ให้ต้องเสียชื่อเสียง หรือเป็นการหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง ย่อมไม่เป็นเหตุให้ผู้ให้มีสิทธิฟ้องขอถอนคืนการให้ได้

⚖️ การจะเพิกถอนการให้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 531 (2) ต้องพิจารณาจากเจตนาและความร้ายแรงของการกระทำเป็นสำคัญ มิใช่อาศัยเพียงถ้อยคำที่เกิดขึ้นจากอารมณ์ชั่ววูบหรือความน้อยใจเท่านั้น

📚 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5997/2564

#กฎหมายน่ารู้ #คำพิพากษาศาลฎีกา #ถอนคืนการให้ #หมิ่นประมาท #คดีกฎหมายแพ่ง

มีสิทธิเดินผ่านทางแล้ว จะขอใช้รถยนต์ผ่านได้หรือไม่❗️❗️❗️ประเด็นข้อกฎหมาย❗️การใช้ทางพิพาทเป็น ทางเดินเข้าออก โดยสงบ เปิดเ...
04/06/2026

มีสิทธิเดินผ่านทางแล้ว
จะขอใช้รถยนต์ผ่านได้หรือไม่❗️❗️❗️

ประเด็นข้อกฎหมาย❗️
การใช้ทางพิพาทเป็น ทางเดินเข้าออก โดยสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกิน 10 ปี ทำให้ได้สิทธิ ทางภารจำยอมโดยอายุความ หรือไม่
และเมื่อผู้ซื้อที่ดินรู้อยู่แล้วตั้งแต่ขณะซื้อว่า ไม่อาจใช้รถยนต์แล่นเข้าออกผ่านทางพิพาทได้ จะอ้างภายหลังว่าทางพิพาทเป็น ทางจำเป็นสำหรับรถยนต์ ได้หรือไม่

ข้อเท็จจริง❗️
โจทก์ซื้อที่ดินและตึกแถวจากเจ้าของเดิม โดยมีการใช้ทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยออกสู่ทางสาธารณะ
โจทก์และครอบครัวใช้ทางพิพาทเป็น ทางเดินเข้าออก มาตั้งแต่ปี 2519 โดยจำเลยไม่ได้โต้แย้งหรือหวงห้าม อีกทั้งได้ความว่าจำเลยมีเจตนาให้ทางพิพาทเป็น ทางภารจำยอม มาแล้วตั้งแต่ปี 2516

ต่อมาโจทก์ซื้อที่ดินและตึกแถวเมื่อปี 2532 โดยรู้อยู่แล้วว่าไม่อาจใช้รถยนต์แล่นเข้าออกผ่านทางพิพาทได้ คงใช้ทางพิพาทได้เฉพาะ การเดินเข้าออก เท่านั้น
ภายหลังโจทก์ซื้อรถยนต์เมื่อปี 2535 และอ้างว่าจำเลยนำเสาเหล็กมาปักกั้นทาง ทำให้รถยนต์เข้าออกไม่ได้ จึงฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนทางพิพาทเป็นทั้ง ทางภารจำยอม และ ทางจำเป็นสำหรับรถยนต์ พร้อมทั้งขอให้รื้อถอนเสาเหล็กออกจากทางพิพาท

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5114/2540 วินิจฉัยวางหลักว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์และครอบครัวใช้ทางพิพาทเป็น ทางเดินเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ตั้งแต่ปี 2519 เป็นต้นมา โดยจำเลยไม่ได้โต้แย้งหรือหวงห้าม อีกทั้งได้ความว่าจำเลยมีเจตนาให้ทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมมาแล้วตั้งแต่ปี 2516 การใช้ทางพิพาทของโจทก์จึงมิใช่การใช้โดยถือวิสาสะ

เมื่อโจทก์ใช้ทางดังกล่าวเป็นทางเดินโดยสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว โจทก์จึงได้สิทธิ ภารจำยอมสำหรับทางเดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382

แต่ในส่วนการใช้รถยนต์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะที่โจทก์ซื้อที่ดินและตึกแถว โจทก์รู้อยู่แล้วว่าไม่อาจใช้รถยนต์แล่นเข้าออกผ่านทางพิพาทได้ คงใช้ทางพิพาทได้เฉพาะการเดินเข้าออกเท่านั้น

เมื่อโจทก์ยอมรับสภาพการที่จะไม่ใช้รถยนต์เข้าออกในทางพิพาทตั้งแต่ขณะซื้อที่ดินและตึกแถว อีกทั้งก่อนซื้อรถยนต์ก็รู้อยู่แล้วว่าไม่อาจนำรถยนต์เข้าออกผ่านทางพิพาทได้ เท่ากับโจทก์ยอมรับสภาพที่จะต้องจอดรถยนต์ไว้ในสถานที่อื่น

ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจอ้างได้ว่า ทางพิพาทเป็น ทางจำเป็นเพื่อการใช้รถยนต์ และไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยถอนเสาเหล็กที่ปักอยู่ในทางพิพาทออกไป

ผลคดี❗️
ศาลฎีกาให้โจทก์ได้สิทธิใช้ทางพิพาทเป็น ทางภารจำยอมสำหรับทางเดินเข้าออก
แต่ไม่ให้โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็น ทางรถยนต์
และไม่ให้บังคับจำเลยรื้อถอนเสาเหล็กออกจากทางพิพาท

กล่าวโดยสรุปคือ❗️
“โจทก์ได้ทางเดิน แต่ไม่ได้ทางรถยนต์”
หรือพูดให้เข้าใจง่ายว่า
“มีสิทธิเดินผ่าน ไม่ได้แปลว่ามีสิทธิขับรถผ่านเสมอไป”
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349
เรื่องทางจำเป็น กรณีที่ดินถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะ เจ้าของที่ดินแปลงนั้นอาจผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ โดยต้องเลือกทางและวิธีที่จำเป็นและเสียหายแก่ที่ดินที่ล้อมอยู่น้อยที่สุด

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382
เรื่องการได้กรรมสิทธิ์หรือทรัพยสิทธิโดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นหลักที่นำมาใช้ประกอบการได้ภารจำยอมโดยอายุความในคดีนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401
เรื่องภารจำยอมอาจได้มาโดยอายุความ โดยนำหลักเรื่องอายุความได้สิทธิตามมาตรา 1382 มาใช้ประกอบ
ฎีกาย่อ

การที่โจทก์และครอบครัวใช้ทางพิพาทเป็นทางเดินเข้าออกสู่ทางสาธารณะตั้งแต่ปี 2519 เป็นต้นมา โดยจำเลยไม่ได้โต้แย้งหรือหวงห้ามไม่ให้ใช้ทางเดินแต่อย่างใด แต่กลับได้ความว่าจำเลยมีเจตนาให้ทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมมาแล้วตั้งแต่ปี 2516 ดังนี้ การใช้ทางพิพาทของโจทก์จึงหาใช่ใช้โดยถือวิสาสะไม่ เมื่อโจทก์ได้ใช้ทางดังกล่าวเป็นทางเดินโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลากว่าสิบปีแล้วจึงได้ภารจำยอม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382 โจทก์ซื้อที่ดินและตึกแถวโจทก์รู้ดีอยู่แล้วว่าโจทก์ไม่อาจใช้รถยนต์แล่นเข้าออกผ่านทางพิพาทได้ คงใช้ทางพิพาทได้เฉพาะการเดินเข้าออกเท่านั้น ดังนี้ เมื่อโจทก์ยอมรับสภาพการที่จะไม่ใช้รถยนต์เข้าออกในทางพิพาทขณะที่โจทก์ซื้อที่ดินและตึกแถวมา ทั้งก่อนที่โจทก์จะซื้อรถยนต์โจทก์ก็รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ไม่อาจนำรถยนต์เข้าออกที่ดินและตึกแถวของโจทก์ผ่านทางพิพาทได้ เท่ากับโจทก์ยอมรับสภาพที่จะต้องจอดรถยนต์ไว้ในสถานที่อื่น โจทก์จึงไม่อาจอ้างได้ว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเพื่อการใช้รถยนต์

อ้างอิง✅️
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5114/2540
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349, มาตรา 1382, มาตรา 1401

คำค้นที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5114/2540, ภารจำยอมทางเดิน, ทางจำเป็นสำหรับรถยนต์, มีสิทธิเดินผ่าน ขอใช้รถยนต์ผ่านได้ไหม, ทางภารจำยอมโดยอายุความ, ทางเดินกับทางรถยนต์, ซื้อที่ดินรถเข้าไม่ได้, ทางพิพาท, ป.พ.พ. มาตรา 1349, ป.พ.พ. มาตรา 1382, ป.พ.พ. มาตรา 1401, ฎีกาศึกษา

📌 ลานจอดรถของวิทยาลัยเทคนิค = สถานที่ราชการหรือไม่?คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8106/2548 วินิจฉัยว่า ลานจอดรถของวิทยาลัยเทคนิคเป...
03/06/2026

📌 ลานจอดรถของวิทยาลัยเทคนิค = สถานที่ราชการหรือไม่?

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8106/2548 วินิจฉัยว่า ลานจอดรถของวิทยาลัยเทคนิคเป็นเพียงสถานที่ที่ทางราชการจัดไว้สำหรับจอดรถ ของนักศึกษา ผู้มาติดต่อราชการ และข้าราชการเท่านั้น มิใช่สถานที่ที่ใช้ปฏิบัติราชการโดยตรง

ดังนั้น การลักรถจักรยานยนต์ในบริเวณลานจอดรถดังกล่าว ไม่ถือเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) แต่ยังคงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 335 (7) วรรคแรก

⚖️ คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า การตีความคำว่า "สถานที่ราชการ" ในทางกฎหมายอาญา ต้องพิจารณาจากลักษณะการใช้ประโยชน์ของสถานที่นั้นโดยตรง มิใช่เพียงเพราะสถานที่ดังกล่าวตั้งอยู่ภายในหน่วยงานของรัฐ

#ความรู้กฎหมาย #คำพิพากษาศาลฎีกา #ลักทรัพย์ #กฎหมายอาญา #สถานที่ราชการ #ทนายความ

ยายยกที่ดินให้หลาน โดยทำใบมอบอำนาจให้หลานไปทำนิติกรรมแทน แม้หลานนั้นจะยังไม่บรรลุนิติภาวะก็เป็นผู้รับมอบอำนาจได้❗️❗️❗️──...
02/06/2026

ยายยกที่ดินให้หลาน โดยทำใบมอบอำนาจให้หลานไปทำนิติกรรมแทน แม้หลานนั้นจะยังไม่บรรลุนิติภาวะก็เป็นผู้รับมอบอำนาจได้❗️❗️❗️
────────────────
โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินโฉนดที่ 917 เนื้อที่ 70 ไร่เศษ มีชื่อโจทก์ทั้งสามกับนางผิน นายเที่ยมและนางปุ่นมารดาโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ที่เฉพาะส่วนของนางปุ่นราว 10 ไร่ นางปุ่นยกให้โจทก์ทั้งสามรวมกัน 5 ไร่เศษ อีก 5 ไร่ยกให้จำเลย โจทก์ครอบครองมา 13-14 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ จำเลยหลอกลวงให้นางปุ่นลงพิมพ์มือในใบมอบฉันทะยกที่ดินของนางปุ่นทั้ง 10 ไร่เศษให้จำเลยคนเดียว และในมอบอำนาจนั้นยังใส่อายุจำเลยว่า 20 ปี ซึ่งความจริงอายุจำเลยยังไม่ครบ 20 ปี ยังเป็นผู้เยาว์อยู่ จำเลยนำใบมอบอำนาจไปทำนิติกรรมแทนนางปุ่นเป็นการไม่ชอบ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินเฉพาะส่วนที่โจทก์ครอบครองอยู่ 5 ไร่เศษ เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง ขอให้ถอนชื่อจำเลย และใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของ
จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นบุตรนางผิน นางปุ่นเป็นยายจำเลย นางปุ่นได้ยกที่ดินของนางปุ่นรายนี้ให้จำเลยโดยชอบ แม้จำเลยเป็นผู้เยาว์ก็รับมอบอำนาจได้ ไม่ต้องห้าม และให้การต่อสู้ประการอื่นอีก

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า หากได้มีการยกให้โจทก์แล้วจนเข้าครอบครองจริงก็น่าจะได้โอนโฉนดใส่ชื่อโจทก์ในส่วนที่พิพาทแล้ว เมื่อใส่ชื่อนางปุ่นไว้ก็ยังเป็นของนางปุ่นอยู่ แม้โจทก์จะทำในที่พิพาทก็ถือว่าทำนางปุ่น จะฟังว่านางปุ่นยกที่พิพาทให้โจทก์แล้วก็ยังฟังไม่ถนัด ได้ความจากพยานโจทก์แต่เพียงว่าจะยกให้เท่านั้น เมื่อฟังไม่ได้ว่านางปุ่นยกที่พิพาทให้โจทก์แล้ว โจทก์ก็ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลย ส่วนที่นางปุ่นประสงค์จะโอนให้จำเลยเพียงไร หรือจำเลยทำผิดไปจากเจตนาของนางปุ่นประการใด เป็นเรื่องระหว่างนางปุ่นกับจำเลยจะว่ากล่าวกัน ไม่เกี่ยวกับคดีนี้ และการมอบอำนาจของนางปุ่นให้จำเลย แม้จำเลยจะยังไม่บรรลุนิติภาวะ ก็เป็นผู้รับมอบอำนาจได้ หาเสียไปไม่ พิพากษายืน

📌 หลักกฎหมายสำคัญจากคำพิพากษานี้:
ผู้เยาว์สามารถเป็น “ผู้รับมอบอำนาจ” ได้ แม้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เพราะกฎหมายไม่ได้ห้ามไว้ และการรับมอบอำนาจไม่ใช่นิติกรรมที่ผู้รับมอบอำนาจต้องรับภาระผูกพันในฐานะคู่สัญญาโดยตรง.

⚖️ ผู้รับทรัพย์สินที่มีผู้ให้โดยเสน่หา ควรระมัดระวังการแสดงออกต่อผู้ให้ เพราะการกระทำที่เป็นการดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือทำ...
31/05/2026

⚖️ ผู้รับทรัพย์สินที่มีผู้ให้โดยเสน่หา ควรระมัดระวังการแสดงออกต่อผู้ให้ เพราะการกระทำที่เป็นการดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือทำให้ผู้ให้ได้รับความอับอายเสียหาย อาจมีผลทางกฎหมายได้

📌 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3874/2566

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (2) ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาททางอาญา เพียงข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ามี “เจตนาดูหมิ่น” ก็อาจถือเป็นการ “ประพฤติเนรคุณ” ได้

🔎 ข้อเท็จจริงในคดี

จำเลยซึ่งได้รับที่ดินจากโจทก์ซึ่งเป็นน้าเขย ได้กล่าวถ้อยคำต่อโจทก์ว่า

“ไอ้แก่ ไอ้ขี้โกง กูจะเอามึงเข้าคุก”

พร้อมทั้งชี้หน้าโจทก์ต่อหน้าผู้อื่น และแสดงกิริยาดังกล่าวภายในสถานีตำรวจ ขณะเจ้าหน้าที่กำลังทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

ศาลเห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาดูหมิ่น ไม่ให้ความเคารพต่อโจทก์ซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ และทำให้โจทก์ได้รับความอับอาย เสื่อมเสียชื่อเสียง จึงเข้าลักษณะเป็นการหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง

✅ ผู้ให้จึงมีสิทธิฟ้องขอถอนคืนการให้ได้ เนื่องจากผู้รับประพฤติเนรคุณ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 531 (2)

📚 คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นว่า ความรับผิดในทางแพ่งเรื่องการประพฤติเนรคุณ อาจเกิดขึ้นได้ แม้การกระทำนั้นจะไม่ถึงขั้นเป็นความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาทก็ตาม

#คำพิพากษาศาลฎีกา #ประพฤติเนรคุณ #ถอนคืนการให้ #กฎหมายแพ่ง #หมิ่นประมาท #ความรู้กฎหมาย #สำนักงานกฎหมายเจแอลพี

☎️ 062-980-7396

📌 สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6295/2568⚖️ เรื่องจำเลยให้การรับสารภาพแล้ว ขอถอนคำให้การเดิมเป็นให้การปฏิเสธในวันนัดฟังคำพิพาก...
30/05/2026

📌 สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6295/2568

⚖️ เรื่อง

จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว ขอถอนคำให้การเดิมเป็นให้การปฏิเสธในวันนัดฟังคำพิพากษา ต้องแสดงเหตุอันควรในคำร้อง

---

🔎 ประเด็นข้อกฎหมาย

จำเลยที่เดิมให้การรับสารภาพ
ต่อมาขอถอนคำให้การรับสารภาพ และขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธ
ก่อนศาลพิพากษา

ต้องแสดง “เหตุอันควร” ในคำร้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง หรือไม่

---

📚 ข้อเท็จจริง

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อโดยประมาท ล้ำเข้าไปในช่องเดินรถอีกฝั่งหนึ่ง บริเวณทางโค้ง เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถที่นางสาว ส. ขับมา ทำให้นางสาว ส. ถึงแก่ความตาย

หลังจากนั้น รถที่จำเลยขับยังเฉี่ยวชนกับรถยนต์อีกคันหนึ่งซึ่งนาย อ. จอดไว้ตรงขอบไหล่ทาง ได้รับความเสียหาย

แต่จำเลยไม่หยุดรถ ไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่แสดงตัว และไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที

จำเลยให้การรับสารภาพ

ต่อมาในวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยยื่นคำร้องขอถอนคำให้การรับสารภาพ และขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธ แต่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต

---

⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวางหลักว่า

การที่จำเลยประสงค์จะขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การ โดยขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การรับสารภาพ แล้วขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธนั้น

จำเลยต้องยื่นคำร้องแสดงเหตุอันควรว่า
มีความจำเป็นต้องแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การเพราะเหตุใด

ไม่ใช่เป็นไปตามอำเภอใจของจำเลย

คดีนี้ เดิมจำเลยให้การรับสารภาพ และในวันนัดสอบคำให้การ ศาลได้สอบถามจำเลยแล้ว จำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความ และยืนยันให้การรับสารภาพตามฟ้อง

ต่อมา ล่วงเลยมาจนถึงวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยจึงยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมเป็นให้การปฏิเสธ

แม้จำเลยจะอ้างภายหลังว่า วันนัดสอบคำให้การจำเลยถูกควบคุมตัว ตื่นตระหนกตกใจ ไม่มีความรู้ความเข้าใจในรูปคดี ไม่มีทนายความ และคดีเกิดจากความประมาทของผู้ตายก็ตาม

แต่เหตุเหล่านี้ต้องแสดงไว้ในคำร้องขอถอนคำให้การเดิมและขอให้การใหม่ตั้งแต่ต้น

การที่จำเลยเพิ่งมากล่าวอ้างเหตุผลดังกล่าวในชั้นอุทธรณ์และฎีกา จึงเป็นการล่วงเลยเวลาที่กฎหมายกำหนดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง

ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องขอแก้คำให้การของจำเลย จึงชอบแล้ว

---

✅ สรุป

คดีนี้สรุปหลักได้ว่า

1. จำเลยสามารถขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การก่อนศาลพิพากษาได้

2. แต่ต้องมี “เหตุอันควร” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง

3. ถ้าจะถอนคำให้การรับสารภาพ แล้วขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธ ต้องแสดงเหตุผลในคำร้องให้ชัดเจน

4. การยื่นเพียงคำให้การใหม่ว่า “ปฏิเสธฟ้องโจทก์ทั้งสิ้น” โดยไม่แสดงเหตุอันควร ย่อมไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย

5. การเพิ่งมากล่าวอ้างเหตุผลในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ถือว่าล่วงเลยเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว

---

📌 ผลคดี

ศาลฎีกาพิพากษายืน

จำเลยมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และฐานไม่หยุดรถ ไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่แสดงตัว และไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

ศาลลงโทษรวมจำคุก 4 ปี 1 เดือน
จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง
คงจำคุก 2 ปี 15 วัน

---

📖 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78, 91, 291

พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78, 160

---

📌 หมายเหตุสำคัญ

คดีนี้ไม่ได้วางหลักว่า “จำเลยห้ามเปลี่ยนคำให้การ”

แต่ศาลฎีกาวางหลักว่า
หากจำเลยจะถอนคำให้การรับสารภาพและขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธ ต้องทำให้ถูกขั้นตอน โดยต้องแสดงเหตุอันควรในคำร้องตามที่กฎหมายกำหนด

ไม่ใช่รอจนถึงวันนัดฟังคำพิพากษา แล้วเพียงยื่นคำให้การใหม่ปฏิเสธฟ้องโดยไม่แสดงเหตุผล

อ้างอิง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6295/2568

ที่อยู่

Pattaya
Pattaya

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักงานกฎหมาย เจแอลพี James Legal & partnersผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์

ประเภท