22/09/2026
⚖️ คนต่างชาติอยากทำธุรกิจในไทย ต้องรู้! ธุรกิจไหนทำได้ ธุรกิจไหนติดข้อจำกัด
หากถามว่า คนต่างด้าวอยากทำธุรกิจในไทย “ทำได้ทุกธุรกิจ” จริงหรือ?
คำตอบคือ “ไม่ใช่”
แต่ในทางกลับกัน ก็ไม่ได้หมายความว่า คนต่างด้าวจะทำธุรกิจในประเทศไทยไม่ได้เลย
เพราะกฎหมายไทยไม่ได้ห้ามคนต่างด้าวประกอบธุรกิจทุกประเภท แต่กำหนดว่า ธุรกิจบางประเภทถูกห้าม บางประเภทต้องขออนุญาต และบางประเภทอาจอยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะอื่น
นี่จึงเป็นเรื่องที่ต้องตรวจให้ชัด ก่อนลงทุน ก่อนตั้งบริษัท และก่อนโอนเงินเข้าธุรกิจ เพราะถ้าเริ่มต้นผิด โครงสร้างบริษัทที่วางไว้ทั้งหมดอาจกลายเป็นปัญหาทางกฎหมายได้
หลักสำคัญอยู่ที่ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
และกฎหมายฉบับนี้มีการทบทวนประเภทธุรกิจตามบัญชีท้ายเป็นระยะ ดังนั้นการตรวจสอบว่าธุรกิจใดอยู่ในบัญชีใด ควรใช้ข้อมูลกฎหมายและแนวทางของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่เป็นปัจจุบันประกอบด้วย
⚖️ **ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนว่า “คนต่างด้าว” ไม่ได้แปลว่า “ห้ามทำธุรกิจ”**
มาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ แบ่งข้อจำกัดออกเป็นกลุ่มสำคัญ ๆ
# # #1️⃣ บัญชีหนึ่ง — “ห้ามประกอบธุรกิจ”
เป็นธุรกิจที่กฎหมายไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการด้วยเหตุผลพิเศษ
ตัวอย่างที่สำคัญ คือ
📌 “การค้าที่ดิน”
ดังนั้น หากคนต่างด้าวเข้ามาลงทุนซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาและขายในลักษณะเป็นธุรกิจ ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะไม่ได้มองเพียงว่า “ชื่อใครอยู่ในโฉนด” แต่ต้องพิจารณาถึง ผู้ที่เป็นเจ้าของเงินทุนและผู้ประกอบธุรกิจที่แท้จริง
# # #2️⃣ บัญชีสอง — ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ศิลปวัฒนธรรม หรือทรัพยากร
โดยหลัก คนต่างด้าวจะประกอบธุรกิจกลุ่มนี้ไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตตามเงื่อนไขของกฎหมาย
มาตรา 8 (2) กำหนดถึงธุรกิจ เช่น
🔸 ธุรกิจที่เกี่ยวกับความปลอดภัยหรือความมั่นคงของประเทศ
🔸 ธุรกิจที่มีผลกระทบต่อศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี และหัตถกรรมพื้นบ้าน
🔸 ธุรกิจที่มีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม
การอนุญาตในกรณีนี้มีขั้นตอนและผู้มีอำนาจอนุญาตแตกต่างจากบัญชีสาม
# # #3️⃣ บัญชีสาม — “ทำได้ แต่ต้องขออนุญาต”
มาตรา 8 (3) เป็นอีกจุดที่นักลงทุนต่างชาติต้องระวัง
เพราะเป็นธุรกิจที่กฎหมายมองว่า คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันกับคนต่างด้าว
คนต่างด้าวจึงไม่สามารถเริ่มทำธุรกิจได้ทันที แต่ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
ตัวอย่างที่พบบ่อย เช่น ธุรกิจบริการบางประเภท และธุรกิจนายหน้า/ตัวแทนบางลักษณะ
📌 แต่ต้องดู “รายละเอียดของประเภทธุรกิจและข้อยกเว้น” ในบัญชีสามด้วย ไม่ใช่เห็นคำว่า “บริการ” แล้วสรุปทันทีว่าต้องขออนุญาตทุกกรณี
🔍** แล้วธุรกิจอะไร “ทำได้” ?**
ตรงนี้เป็นจุดที่หลายคนเข้าใจผิด
การที่คนต่างด้าวจะประกอบธุรกิจในประเทศไทย ไม่ได้แปลว่าจะต้องขอใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ ทุกครั้ง
หลักง่าย ๆ คือ
✅ ถ้าธุรกิจ ไม่อยู่ในบัญชีที่กฎหมายจำกัด ก็อาจประกอบธุรกิจได้โดยไม่ต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้
✅ ถ้าอยู่ในธุรกิจที่กฎหมายกำหนดให้ขออนุญาต ก็ต้องดำเนินการขออนุญาตก่อน
❌ ถ้าเป็นธุรกิจที่บัญชีหนึ่งห้ามไว้ ก็ไม่สามารถใช้วิธี “ตั้งบริษัทไทยขึ้นมาแล้วให้ต่างชาติทำแทน” เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายได้
และยังต้องตรวจสอบด้วยว่า มีกฎหมายเฉพาะฉบับอื่นเข้ามาควบคุมหรือไม่
📌 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ มาตรา 13 สำคัญมาก
มาตรา 13 กำหนดหลักว่า หากมีกฎหมายอื่นกำหนดเรื่อง
“การถือหุ้น”
“การเป็นหุ้นส่วน”
“การลงทุน”
“การอนุญาตหรือห้ามประกอบธุรกิจ”
หรือหลักเกณฑ์เฉพาะเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวไว้แล้ว
ก็ให้ ใช้กฎหมายเฉพาะนั้น
ดังนั้นการตรวจสอบธุรกิจของคนต่างด้าวจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ
⚠️ ตัวอย่างที่เห็นภาพมากจาก “ธุรกิจหลักทรัพย์”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14979/2558 เป็นตัวอย่างที่ดีว่า
แม้ลูกค้าจะอยู่ต่างประเทศ และหลักทรัพย์ที่ซื้อขายจะเป็นหลักทรัพย์ของบริษัทต่างประเทศ ก็ไม่ได้หมายความว่า การดำเนินธุรกิจจากประเทศไทยจะอยู่นอกกฎหมายไทย คดีนี้จำเลยทั้งเจ็ดเป็นคนต่างด้าวและประกอบธุรกิจเป็นนายหน้าหรือตัวแทนชักชวนให้นักลงทุนต่างประเทศซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทในต่างประเทศ โดยดำเนินการจากประเทศไทย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ในประเทศไทย และต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 โดยมาตรา 90 กำหนดว่า การประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ต้องจัดตั้งในรูปแบบที่กฎหมายกำหนดและได้รับใบอนุญาตตามกฎหมาย
📌 ที่สำคัญ ศาลฎีกาไม่ได้มองเพียงว่า “ลูกค้าอยู่ต่างประเทศ”
แต่พิจารณาว่า การดำเนินธุรกิจเกิดขึ้นจากประเทศไทยหรือไม่
🏠** แล้ว “ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์” ล่ะ?**
เรื่องนี้ยิ่งต้องระวัง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2252/2560 เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจมาก
ในคดีดังกล่าว บริษัทต่างประเทศนำเงินจำนวนมากเข้ามาร่วมลงทุนซื้อที่ดินในจังหวัดภูเก็ต เพื่อนำไปพัฒนาเป็นบ้านพักอาศัยและอาคารพาณิชย์เพื่อขาย
แม้บริษัทดังกล่าวจะถือหุ้นในบริษัทไทยเพียงส่วนหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเงินลงทุนและการดำเนินธุรกิจทำให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บริษัทต่างประเทศเป็น ผู้ประกอบธุรกิจค้าที่ดินที่แท้จริง และเมื่อ “การค้าที่ดิน” เป็นธุรกิจที่อยู่ในบัญชีหนึ่ง การประกอบธุรกิจดังกล่าวจึงต้องห้ามตามกฎหมาย
📌 บทเรียนสำคัญคือ
อย่าดูเพียงชื่อผู้ถือหุ้นหรือชื่อบริษัทบนเอกสาร ต้องดูด้วยว่า
🔍 ใครเป็นเจ้าของเงินทุนที่แท้จริง
🔍 ใครเป็นผู้ตัดสินใจทางธุรกิจ
🔍 ใครเป็นผู้ควบคุมการดำเนินงาน
🔍 ธุรกิจที่แท้จริงคืออะไร
เพราะศาลสามารถพิจารณา “ข้อเท็จจริงของการประกอบธุรกิจ” มากกว่าดูเพียงโครงสร้างบนกระดาษ
🚨 **จุดที่อันตรายที่สุดคือ “นอมินี”**
หลายคนคิดว่า “ถ้าต่างชาติทำไม่ได้ ก็ให้คนไทยถือหุ้นแทนสิ” นี่เป็นความคิดที่ เสี่ยงมาก
พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ มาตรา 36 ห้ามคนไทยหรือนิติบุคคลที่ไม่ใช่คนต่างด้าวให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนคนต่างด้าวในการประกอบธุรกิจที่คนต่างด้าวไม่ได้รับอนุญาต
รวมถึงกรณี
❌ แสดงออกว่าธุรกิจเป็นของคนไทย ทั้งที่แท้จริงเป็นธุรกิจของคนต่างด้าว
❌ ถือหุ้นแทนคนต่างด้าว
❌ จัดโครงสร้างเพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมาย
และคนต่างด้าวที่ยินยอมให้มีการกระทำดังกล่าวก็มีความผิดได้เช่นกัน
โทษตามมาตรา 36 อาจถึง จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 บาทถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจมีคำสั่งให้เลิกการให้ความช่วยเหลือ เลิกการร่วมประกอบธุรกิจ หรือเลิกการถือหุ้น/การเป็นหุ้นส่วนตามกรณี
⚠️ ศาลฎีกาเคยลงโทษเรื่องนี้จริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2949/2563 เป็นอีกคดีที่สะท้อนความเสี่ยงของการใช้โครงสร้างบริษัทเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของคนต่างด้าว
คดีดังกล่าวมีทั้งประเด็นการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวโดยฝ่าฝืนกฎหมาย และการให้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว นอกจากนี้ยังมีความผิดเกี่ยวกับการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ เอกสาร และการฟอกเงินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ศาลฎีกาจึงยืนยันให้ลงโทษในส่วนความผิดที่เกี่ยวข้องตามข้อเท็จจริงของคดี
📌 นี่คือเหตุผลว่า
“ตั้งบริษัทถูกต้อง” ไม่ได้แปลว่า “การประกอบธุรกิจถูกต้อง” เสมอไป
เพราะต้องดูต่อว่า เงินมาจากไหน ใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง และบริษัทดำเนินธุรกิจอย่างไร
⚖️ และความเสี่ยงไม่ได้มีเฉพาะคนต่างด้าว
มาตรา 41 ยังวางความรับผิดของกรรมการ หุ้นส่วน หรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลไว้ด้วย หากรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำความผิด หรือไม่จัดการตามสมควรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิด
ดังนั้น
❌ อย่าคิดว่า “บริษัทเป็นคนทำ ผู้บริหารไม่เกี่ยว”
ถ้าข้อเท็จจริงเข้าองค์ประกอบตามกฎหมาย ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานอาจมีความรับผิดได้
🔥 คดีหนึ่งที่ต้องจำ: ธุรกิจต้องห้าม ไม่ได้ทำให้ทุกคนที่ได้รับความเสียหายเป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2300/2557 มีประเด็นที่น่าสนใจมาก
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ มีวัตถุประสงค์คุ้มครองประโยชน์ส่วนรวมและการแข่งขันทางธุรกิจ ซึ่งรัฐเป็นผู้มีหน้าที่ดูแล ดังนั้น ในความผิดตามกฎหมายนี้ รัฐเป็นผู้เสียหาย ไม่ใช่เอกชนทุกคนที่ได้รับผลกระทบจะสามารถฟ้องคดีอาญาในความผิดดังกล่าวได้
📌 เรื่องนี้สำคัญ เพราะแสดงให้เห็นว่า
“ได้รับความเสียหาย” กับ “เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญา” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
❌ แล้วถ้าฝ่าฝืน จะเกิดอะไรขึ้น?
มาตรา 37 กำหนดโทษสำหรับคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนมาตรา 6, 7 หรือ 8 อาจต้อง
🚨 จำคุกไม่เกิน 3 ปี
🚨 ปรับตั้งแต่ 100,000–1,000,000 บาท
🚨 หรือทั้งจำทั้งปรับ
และศาลอาจสั่งให้
❌ เลิกประกอบธุรกิจ
❌ เลิกกิจการ
❌ เลิกการเป็นผู้ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วน แล้วแต่กรณี
หากยังฝ่าฝืนคำสั่งศาล ก็มีโทษปรับเป็นรายวันตามที่กฎหมายกำหนด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3618/2566 ยังสะท้อนให้เห็นว่า ผลของคำสั่งศาลเกี่ยวกับการเลิกประกอบธุรกิจและโทษปรับรายวันมีความสำคัญ และอาจต่อเนื่องไปจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งตามเงื่อนไขของคดี
📌 **Checklist ก่อนคนต่างด้าวลงทุนทำธุรกิจในไทย**
ก่อนเซ็นสัญญา ก่อนโอนเงิน และก่อนตั้งบริษัท ลองเช็กอย่างน้อย 7 ข้อนี้
1️⃣ ธุรกิจที่แท้จริงคืออะไร? อย่าดูเฉพาะชื่อวัตถุประสงค์บริษัท
2️⃣ ธุรกิจอยู่ในบัญชีหนึ่ง สอง หรือสามหรือไม่?
3️⃣ ถ้าอยู่ในบัญชีสาม ต้องขออนุญาตหรือไม่?
4️⃣ มีกฎหมายเฉพาะควบคุมธุรกิจนั้นหรือไม่? เช่น ธุรกิจหลักทรัพย์อาจต้องพิจารณา พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วย
5️⃣ โครงสร้างผู้ถือหุ้นสะท้อนความเป็นเจ้าของที่แท้จริงหรือไม่?
6️⃣ มีคนไทยถือหุ้นแทนหรือไม่? ถ้าใช่ ต้องระวังมาตรา 36 อย่างมาก
7️⃣ เงินลงทุนและอำนาจควบคุมธุรกิจมาจากใคร?
🎯 **สรุปประเด็นสำคัญที่ต้องรู้**
“คนต่างด้าวทำธุรกิจในไทยได้ไหม?”
คำตอบไม่ใช่ “ได้” หรือ “ไม่ได้” แบบคำตอบเดียวจบ
แต่ต้องถามต่อว่า
👉 ทำธุรกิจอะไร?
👉 อยู่ในบัญชีใด?
👉 ต้องขออนุญาตหรือไม่?
👉 มีกฎหมายเฉพาะควบคุมหรือไม่?
👉 โครงสร้างบริษัทเป็นของจริงหรือมีลักษณะนอมินี?
เพราะสิ่งที่ดูเหมือนเป็นเพียง “การตั้งบริษัท” อาจกลายเป็นประเด็นทั้งเรื่อง ใบอนุญาต การถือหุ้น การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และความรับผิดทางอาญา
และที่สำคัญ อย่ารอให้เริ่มธุรกิจไปแล้วค่อยตรวจสอบว่าทำได้หรือไม่
กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีข้อมูลเกี่ยวกับการอนุญาตและการออกหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวให้ตรวจสอบประกอบการวางแผนธุรกิจได้
📌 หมายเหตุ: รายละเอียดว่าธุรกิจใดอยู่ในบัญชีใด และข้อยกเว้น/เงื่อนไขในการประกอบธุรกิจอาจเปลี่ยนแปลงได้ จึงควรตรวจสอบกฎหมายและประกาศที่ใช้บังคับ ณ วันที่จะดำเนินธุรกิจอีกครั้ง
หากมีข้อสงสัยหรือต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว สามารถติดต่อเราเพื่อขอคำปรึกษาเบื้องต้นได้ฟรี
เพราะเรื่องกฎหมายธุรกิจของคนต่างด้าว ไม่ใช่เพียงแค่ “ตั้งบริษัทให้ถูกต้อง” แต่ควรวางโครงสร้างธุรกิจให้เหมาะสมตั้งแต่ต้น
หากกำลังวางแผนลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย จัดตั้งบริษัท หรือร่วมทุนกับชาวต่างชาติ ควรตรวจสอบโครงสร้างการลงทุน ประเภทธุรกิจ และใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องให้รอบคอบก่อนเริ่มดำเนินธุรกิจ
🔹 Facebook: House Condo Lawyer
🔹 Tel: 080-315-5686 ( Bangkok) , 098-824-3555 (Phuket)
🔹 LINE:
🔹 Email: [email protected]
🌐 www.housecondolawyer.com
#กฎหมายธุรกิจ #คนต่างด้าว #ธุรกิจคนต่างด้าว #ลงทุนในไทย #นอมินี #ตั้งบริษัทในไทย #ลงทุนต่างชาติ #กฎหมายไทย #กฎหมายอสังหาริมทรัพย์ #ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ #ค้าที่ดิน #กฎหมายบริษัท #กฎหมายการลงทุน #นักลงทุนต่างชาติ #ทำธุรกิจในไทย