นายลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ ทนายความ

  • Home
  • นายลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ ทนายความ

นายลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ ทนายความ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมาย โทร. 0859604258

 #เจ้าหนี้กองมรดกต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่รู้การตายของเจ้ามรดกจริงหรือไม่ ศึกษาหลักอายุความตามกฎหมายมรดกและภาระการพิสูจน์...
01/06/2026

#เจ้าหนี้กองมรดกต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่รู้การตายของเจ้ามรดกจริงหรือไม่ ศึกษาหลักอายุความตามกฎหมายมรดกและภาระการพิสูจน์ในการต่อสู้คดี
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 4852 หรือหากสูญหายหรือถูกทำลาย ให้ศาลมีคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเพื่อออกใบแทนโฉนด ส่วนจำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์ที่นายกลิ่นตกลงขายและมอบโฉนดให้แล้ว จึงฟ้องแย้งขอให้ผู้จัดการมรดกโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ตน หรือชำระเงิน 250000 บาทพร้อมดอกเบี้ยแทน
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และให้โอนที่ดินแก่จำเลย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนโฉนดแก่ผู้จัดการมรดกและยกฟ้องแย้ง จำเลยจึงฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติแล้วว่านายกลิ่นได้ตกลงขายที่ดินพิพาทและมอบโฉนดให้จำเลยแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยจึงเหลือเพียงว่าฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความหรือไม่ โดยกฎหมายกำหนดว่าอายุความ 1 ปี ให้นับแต่วันที่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก มิใช่นับจากวันถึงแก่ความตายโดยตรง

แม้โจทก์จะอ้างว่าจำเลยฟ้องแย้งเกิน 1 ปี นับแต่นายกลิ่นถึงแก่ความตาย แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่าจำเลยได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงการตายตั้งแต่เมื่อใด ขณะที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยไปขอคัดสำเนาเอกสารการตายของนายกลิ่นจากทางราชการเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2564 และดำเนินการทางศาลหลังจากนั้น อีกทั้งนายกลิ่นมิใช่ญาติหรือบุคคลใกล้ชิดของจำเลย จึงไม่มีเหตุให้ถือว่าจำเลยควรทราบเรื่องการตายก่อนวันดังกล่าว
ศาลฎีกาจึงรับฟังว่าจำเลยทราบเรื่องการตายของนายกลิ่นอย่างช้าที่สุดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2564 และเมื่อยื่นคำให้การพร้อมฟ้องแย้งวันที่ 20 มกราคม 2565 จึงยังไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ฟ้องแย้งจึงไม่ขาดอายุความ
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านายกลิ่นขายที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้ว แต่ถึงแก่ความตายก่อนจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ผู้จัดการมรดกจึงมีหน้าที่ดำเนินการโอนที่ดินให้แก่จำเลยแทนเจ้ามรดก ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 4852 ให้แก่จำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยผู้จัดการมรดกไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายกลิ่น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ
https://www.peesirilaw.com/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5/inheritance-claim-prescription-period-8829-2568.html

เจ้าหนี้กองมรดกต้องรีบฟ้องภายใน 1 ปีนับจากวันที่เจ้ามรดกเสียชีวิตจริงหรือคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อายุความ 1 ปี สำหรับเจ...
01/06/2026

เจ้าหนี้กองมรดกต้องรีบฟ้องภายใน 1 ปีนับจากวันที่เจ้ามรดกเสียชีวิตจริงหรือ
คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อายุความ 1 ปี สำหรับเจ้าหนี้กองมรดก มิได้นับจากวันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเสมอไป แต่ให้นับจากวันที่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก
ในคดีนี้จำเลยทราบเรื่องการเสียชีวิตของเจ้ามรดกจากเอกสารราชการเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2564 และยื่นฟ้องแย้งเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2565 ศาลจึงเห็นว่ายังไม่พ้นกำหนด 1 ปี ฟ้องแย้งไม่ขาดอายุความ
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเจ้ามรดกได้ตกลงขายที่ดินให้จำเลยแล้ว ผู้จัดการมรดกจึงมีหน้าที่ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยแทนเจ้ามรดกตามภาระผูกพันที่มีอยู่ก่อนเสียชีวิต
https://www.peesirilaw.com/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5/inheritance-claim-prescription-period-8829-2568.html

 #ค่านั่งเครื่องแคชเชียร์เป็นค่าจ้างหรือไม่ ต้องนำมาคำนวณเงินสมทบประกันสังคมหรือไม่ เมื่อการจ่ายเงินขึ้นอยู่กับความประพฤ...
01/06/2026

#ค่านั่งเครื่องแคชเชียร์เป็นค่าจ้างหรือไม่ ต้องนำมาคำนวณเงินสมทบประกันสังคมหรือไม่ เมื่อการจ่ายเงินขึ้นอยู่กับความประพฤติและผลการปฏิบัติงานของลูกจ้าง
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม และขอให้จำเลยคืนเงินสมทบ 34814 บาท พร้อมคืนเงินสมทบที่คำนวณจากค่านั่งเครื่องแคชเชียร์ตั้งแต่เดือนเมษายน 2556 เป็นต้นไป ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์จึงอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการศูนย์การค้า มีระบบจ่ายค่านั่งเครื่องแคชเชียร์เดือนละ 500 บาทให้พนักงานทุกคน แต่มีหลักเกณฑ์หักคะแนนจากความประพฤติและข้อผิดพลาดในการทำงาน ทำให้พนักงานบางรายได้รับเงินลดลงหรือไม่ได้รับเลยในบางเดือน โจทก์ได้ชำระเงินสมทบจากค่านั่งเครื่องช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม 2552 เป็นเงิน 34814 บาท และนำส่งเงินสมทบจากค่านั่งเครื่องต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายน 2556
ปัญหาคดีมีว่า ค่านั่งเครื่องแคชเชียร์เป็นค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคมหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จะกำหนดค่านั่งเครื่องในอัตราเท่ากันทุกเดือน แต่จำนวนเงินที่ได้รับจริงขึ้นอยู่กับการประเมินความประพฤติ ความตั้งใจในการทำงาน และข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงาน จึงเป็นเงินที่จ่ายเพื่อส่งเสริมวินัย ลดข้อผิดพลาด และกระตุ้นให้พนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ มิใช่ค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533
ค่านั่งเครื่องแคชเชียร์จึงไม่ใช่ค่าจ้าง โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคม คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ให้ชำระเงินสมทบเพิ่มเติมจึงไม่ชอบ และเมื่อโจทก์ได้นำส่งเงินสมทบจากค่านั่งเครื่องไปแล้ว จำเลยต้องคืนเงินสมทบจำนวน 34814 บาท รวมทั้งคืนเงินสมทบที่คำนวณจากค่านั่งเครื่องตั้งแต่เดือนเมษายน 2556 เป็นต้นมาแก่โจทก์

ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ และให้จำเลยคืนเงินสมทบทั้งหมดที่คำนวณจากค่านั่งเครื่องแคชเชียร์แก่โจทก์ตามฟ้องขอ.
https://www.peesirilaw.com/%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%99/cashier-seat-allowance-social-security-8093-2560.html

ค่านั่งเครื่องแคชเชียร์ต้องนำส่งเงินสมทบประกันสังคมหรือไม่หลายบริษัทมีการจ่ายเงินพิเศษเพื่อกระตุ้นให้พนักงานทำงานอย่างมี...
01/06/2026

ค่านั่งเครื่องแคชเชียร์ต้องนำส่งเงินสมทบประกันสังคมหรือไม่
หลายบริษัทมีการจ่ายเงินพิเศษเพื่อกระตุ้นให้พนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่เงินทุกประเภทที่จ่ายให้ลูกจ้างจะถือเป็นค่าจ้างเสมอไปหรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ค่านั่งเครื่องแคชเชียร์ที่กำหนดอัตราเดือนละ 500 บาท แต่จำนวนเงินที่ได้รับจริงขึ้นอยู่กับการประเมินความประพฤติ ความตั้งใจในการทำงาน และข้อผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่ค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ
เงินดังกล่าวจึงเป็นการจ่ายเพื่อส่งเสริมวินัยและประสิทธิภาพในการทำงาน ไม่ใช่ค่าจ้างตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 และไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคม
คดีนี้เป็นแนวทางสำคัญในการแยกความแตกต่างระหว่างค่าจ้างกับเงินจูงใจในการทำงาน ซึ่งมีผลโดยตรงต่อภาระการนำส่งเงินสมทบประกันสังคมของนายจ้าง
https://www.peesirilaw.com/%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%99/cashier-seat-allowance-social-security-8093-2560.html

 #ยักยอกสินสมรสที่เป็นกรรมสิทธิ์รวม คู่สมรสมีสิทธิเรียกคืนทรัพย์ได้เพียงใด และศาลจะกำหนดค่าเสียหายอย่างไรตามกฎหมายวิธีพิ...
31/05/2026

#ยักยอกสินสมรสที่เป็นกรรมสิทธิ์รวม คู่สมรสมีสิทธิเรียกคืนทรัพย์ได้เพียงใด และศาลจะกำหนดค่าเสียหายอย่างไรตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดหลายฐานรวมถึงความผิดฐานยักยอก และขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหาย 750000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 5000 บาท และรอการลงโทษไว้ 2 ปี พร้อมให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์ 375000 บาท แก่โจทก์ร่วม ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แก้เป็นให้คืนหรือใช้ราคารถยนต์ 750000 บาท จำเลยจึงฎีกา
ประเด็นแรก จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องฐานยักยอก เพราะรถยนต์เป็นสินส่วนตัวของจำเลยและโจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหาย ศาลฎีกาเห็นว่าข้ออ้างดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยไม่เคยยกขึ้นในศาลชั้นต้น จึงเป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่ต้องห้ามมิให้ยกขึ้นในชั้นฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ประเด็นที่สอง จำเลยฎีกาว่าฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมายและเคลือบคลุม เพราะไม่บรรยายรายละเอียดว่ารถยนต์เป็นสินสมรสได้อย่างไร เงินซื้อรถมาจากที่ใด และเหตุใดจึงมีราคา 1300000 บาท ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงสำคัญครบถ้วนแล้วว่า รถยนต์เป็นสินสมรสและเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ร่วมกับจำเลย จำเลยได้รับมอบไว้ในครอบครองแล้วเบียดบังไปโดยทุจริต จึงเป็นคำฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดฐานยักยอก ส่วนรายละเอียดเรื่องที่มาของทรัพย์และมูลค่าทรัพย์เป็นเพียงข้อเท็จจริงที่สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องจึงชอบด้วยกฎหมาย

ประเด็นสุดท้าย ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องการคืนหรือใช้ราคารถยนต์ โดยเห็นว่าเมื่อจำเลยรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่ารถยนต์ราคา 1300000 บาท เป็นสินสมรสและเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ร่วมกับจำเลย และโจทก์ร่วมมีสิทธิเรียกร้องราคาทรัพย์ตามกฎหมายได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมมีกรรมสิทธิ์มากกว่าจำเลย จึงต้องถือว่ามีสิทธิคนละครึ่ง โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิได้รับชดใช้เพียงกึ่งหนึ่งของราคารถยนต์ คิดเป็นเงิน 650000 บาท ไม่ใช่ 750000 บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนด
ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์แก่โจทก์ร่วมจำนวน 650000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ทั้งนี้คดีได้วางหลักสำคัญว่า ผู้เสียหายในคดียักยอกซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม มีสิทธิเรียกร้องราคาทรัพย์ได้เพียงตามสัดส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ของตน ไม่อาจเรียกร้องเกินกว่าส่วนแห่งสิทธิที่ตนมีอยู่ในทรัพย์นั้นได้
https://www.peesirilaw.com/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%AA/joint-ownership-embezzlement-spouse-car-1164-2568.html

คู่สมรสที่ถูกอีกฝ่ายยักยอกสินสมรส สามารถเรียกรถทั้งคันคืนได้จริงหรือไม่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยรับสารภาพว่าเบียดบัง...
31/05/2026

คู่สมรสที่ถูกอีกฝ่ายยักยอกสินสมรส สามารถเรียกรถทั้งคันคืนได้จริงหรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยรับสารภาพว่าเบียดบังรถยนต์ซึ่งเป็นสินสมรสและเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างตนกับโจทก์ร่วมไปโดยทุจริต ผู้เสียหายย่อมมีสิทธิเรียกคืนหรือใช้ราคารถยนต์ได้ตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ารถยนต์เป็นกรรมสิทธิ์รวมและไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมมีส่วนแห่งกรรมสิทธิ์มากกว่าจำเลย ผู้เสียหายจึงมีสิทธิได้รับชดใช้เพียงกึ่งหนึ่งของมูลค่ารถยนต์ 1300000 บาท หรือเป็นเงิน 650000 บาทเท่านั้น
คดีนี้ยืนยันหลักสำคัญว่า สิทธิเรียกร้องราคาทรัพย์ในคดีอาญาต้องพิจารณาตามสัดส่วนกรรมสิทธิ์ที่ผู้เสียหายมีอยู่จริง ไม่ใช่มูลค่าทรัพย์ทั้งหมดที่ถูกยักยอก
https://www.peesirilaw.com/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%AA/joint-ownership-embezzlement-spouse-car-1164-2568.html

 #นิติบุคคลฟ้องคดีอาญาฐานผู้ประกอบวิชาชีพออกแบบอาคารโดยมิชอบได้หรือไม่ เมื่อความเสียหายเป็นเพียงความเสียหายทางทรัพย์สินแ...
31/05/2026

#นิติบุคคลฟ้องคดีอาญาฐานผู้ประกอบวิชาชีพออกแบบอาคารโดยมิชอบได้หรือไม่ เมื่อความเสียหายเป็นเพียงความเสียหายทางทรัพย์สินและไม่ใช่อันตรายต่อชีวิตหรือร่างกาย
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 และ 83 ศาลชั้นต้นประทับฟ้องและต่อมาพิพากษาว่าจำเลยทั้งสี่มีความผิด โดยลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับ 100000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ถูกลงโทษจำคุกและปรับ แต่ได้รับการลดโทษจากการรับสารภาพและรอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี
จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ยังคงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์จึงฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 เป็นความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองชีวิตและร่างกายของบุคคลหรือประชาชน ผู้ที่จะเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องคดีได้จึงต้องเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากภยันตรายดังกล่าว

คดีนี้โจทก์เป็นบริษัทจำกัดซึ่งว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ออกแบบก่อสร้างอาคารสำนักงานใหญ่ ต่อมาพบว่าแบบก่อสร้างและรายการคำนวณมีข้อผิดพลาด ไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและหลักวิชาการ ทำให้อาคารไม่มีความมั่นคงแข็งแรงและไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ ต้องหยุดก่อสร้าง รื้อถอน และแก้ไขแบบใหม่ ส่งผลให้โจทก์ได้รับความเสียหายกว่า 31 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าความเสียหายดังกล่าวเป็นเพียงความเสียหายทางทรัพย์สินและเป็นข้อพิพาทตามสัญญา มิใช่ความเสียหายต่อชีวิตหรือร่างกายที่กฎหมายมาตรา 227 มุ่งคุ้มครอง ผู้เสียหายในความผิดฐานนี้จึงต้องเป็นบุคคลธรรมดา ส่วนนิติบุคคลไม่อาจได้รับอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายได้ จึงไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้องคดี
ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้คู่ความจะไม่ได้ฎีกา และเมื่อวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีก นอกจากนี้เหตุดังกล่าวเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกาจึงขยายผลไปถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ได้ด้วย
ศาลฎีกาเห็นพ้องกับผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 และพิพากษาแก้เพิ่มเติมให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วย ส่งผลให้จำเลยทั้งสี่พ้นจากความรับผิดในคดีอาญานี้ทั้งหมด โดยวางหลักว่า ความเสียหายทางทรัพย์สินของนิติบุคคลจากการออกแบบก่อสร้างที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ อาจเรียกร้องได้ในทางแพ่ง แต่ไม่ทำให้มีฐานะเป็นผู้เสียหายในความผิดตามมาตรา 227 และไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาฐานดังกล่าวได้
https://www.peesirilaw.com/%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87/corporate-plaintiff-criminal-standing-1327-2568.html

บริษัทเสียหายกว่า 31 ล้านบาทจากแบบก่อสร้างผิดพลาด แต่เหตุใดศาลฎีกากลับวินิจฉัยว่าไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาคดีนี้บริษัทผู้ว่า...
31/05/2026

บริษัทเสียหายกว่า 31 ล้านบาทจากแบบก่อสร้างผิดพลาด แต่เหตุใดศาลฎีกากลับวินิจฉัยว่าไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญา
คดีนี้บริษัทผู้ว่าจ้างอ้างว่าแบบก่อสร้างอาคารมีข้อผิดพลาด ไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ ทำให้อาคารไม่มีความมั่นคงแข็งแรง ต้องหยุดก่อสร้าง รื้อถอน และแก้ไขแบบใหม่ จนได้รับความเสียหายกว่า 31 ล้านบาท
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 เป็นความผิดที่มุ่งคุ้มครองชีวิตและร่างกายของประชาชน ผู้เสียหายจึงต้องเป็นผู้ที่ได้รับอันตรายโดยตรงต่อชีวิตหรือร่างกายจากการกระทำดังกล่าว
เมื่อโจทก์เป็นนิติบุคคลและได้รับเพียงความเสียหายทางทรัพย์สิน จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาฐานนี้ โดยความเสียหายดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องเรียกร้องกันในทางแพ่ง
ก่อนฟ้องคดีอาญา ควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่าตนมีสถานะเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายหรือไม่ เพราะแม้จะได้รับความเสียหายจำนวนมาก ก็อาจไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาได้ตามหลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้ในคดีนี้
https://www.peesirilaw.com/%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87/corporate-plaintiff-criminal-standing-1327-2568.html

บิดาโจทก์ยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสของบิดาโจทก์กับผู้ตายเฉพาะส่วนของตนให้แก่โจทก์ไปแล้ว ถือได้ว่าบิดาโจทก์กับผู...
31/05/2026

บิดาโจทก์ยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสของบิดาโจทก์กับผู้ตายเฉพาะส่วนของตนให้แก่โจทก์ไปแล้ว ถือได้ว่าบิดาโจทก์กับผู้ตายได้ตกลงแบ่งที่ดินทั้งแปลงดังกล่าวออกเป็นของแต่ละฝ่ายย่อมทำให้ที่ดินในส่วนที่เหลือหมดสภาพจากการเป็นสินสมรสและตกเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย ส่วนบ้านนั้นบิดาโจทก์ได้ทำพินัยกรรมยกส่วนของตนครึ่งหนึ่งให้โจทก์แล้วเช่นกัน ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งจึงตกเป็นของผู้ตายแต่ผู้เดียว ผู้ตายไปยื่นคำขอจดทะเบียนนิติกรรมให้บ้านพิพาทในส่วนของตนให้แก่โจทก์ แต่การให้บ้านพิพาทซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์แก่ผู้รับนั้นจะสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525ก็ต่อเมื่อได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนนิติกรรม การให้ดังกล่าวยังไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย กรรมสิทธิ์ในบ้านส่วนที่เป็นของผู้ตายยังคงเป็นของผู้ตายเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายก็เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท กรณีนี้ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิที่จะบังคับให้จดทะเบียนสิทธิได้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1300 โจทก์ไม่ได้เป็นทายาท ไม่มีส่วนได้เสียในกองมรดก ย่อมไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์สินที่ดินพิพาทและครึ่งหนึ่งของบ้านพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายให้บุคคลอื่นได้ เครื่องทองรูปพรรณ เครื่องเพชร แหวน เข็มขัดนาก และเครื่องประดับอื่น ๆ ตามฟ้องเป็นเครื่องประดับกายซึ่งรวมกันแล้วมีราคาไม่มาก เมื่อพิจารณาตามฐานะและรายได้ของบิดาโจทก์และผู้ตายแล้ว เป็นเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะของผู้ตายแม้ผู้ตายได้มาโดยบิดาโจทก์เป็นผู้หามาให้หรือผู้ตายหาเองในระหว่างสมรสก็ตาม ก็เป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย.
https://www.peesirilaw.com/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%AA/marital-property-gift-registration-inheritance-rights-812-2533.html

เคยคิดไหมว่า แค่ไปยื่นเรื่องโอนบ้านให้ลูกไว้แล้ว แต่ยังจดทะเบียนไม่เสร็จ สุดท้ายลูกอาจไม่ได้บ้านหลังนั้นเลย?ศาลฎีกาวินิจ...
31/05/2026

เคยคิดไหมว่า แค่ไปยื่นเรื่องโอนบ้านให้ลูกไว้แล้ว แต่ยังจดทะเบียนไม่เสร็จ สุดท้ายลูกอาจไม่ได้บ้านหลังนั้นเลย?
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การให้บ้านซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์จะสมบูรณ์ได้ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เสร็จสิ้นก่อน หากเพียงยื่นคำขอไว้แต่ยังไม่ได้จดทะเบียน กรรมสิทธิ์ยังเป็นของผู้ให้ เมื่อผู้ให้ถึงแก่ความตาย บ้านดังกล่าวย่อมกลายเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย
คดีนี้แม้ผู้ตายเคยยื่นคำขอโอนบ้านส่วนของตนให้โจทก์แล้ว แต่การจดทะเบียนยังไม่แล้วเสร็จ ศาลจึงเห็นว่าการให้ยังไม่สมบูรณ์ โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับให้จดทะเบียนย้อนหลัง และไม่มีฐานะเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก จึงไม่มีอำนาจขอเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกที่ผู้จัดการมรดกดำเนินการให้บุคคลอื่น
ก่อนโอนบ้านหรือที่ดินให้บุตรหรือบุคคลใด ควรตรวจสอบให้การจดทะเบียนเสร็จสมบูรณ์ตามกฎหมาย มิฉะนั้นทรัพย์สินอาจกลายเป็นมรดกและเกิดข้อพิพาทตามมาได้
https://www.peesirilaw.com/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%AA/marital-property-gift-registration-inheritance-rights-812-2533.html

Address

34/159 หมู่ 8

11120

Opening Hours

Monday 08:00 - 18:00
Tuesday 08:00 - 18:00
Wednesday 08:00 - 18:00
Thursday 08:00 - 18:00
Friday 08:00 - 18:00
Saturday 08:00 - 18:00
Sunday 08:00 - 18:00

Telephone

+66859604258

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when นายลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ ทนายความ posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The Practice

Send a message to นายลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ ทนายความ:

  • Want your practice to be the top-listed Law Practice?

Share