บริษัท เอ เอ พี กฎหมายและธุรกิจ จำกัด

บริษัท เอ เอ พี กฎหมายและธุรกิจ จำกัด รับปรึกษาอรรถคดี ว่าความทั่วราชอาณาจักร

03/05/2024

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจระหว่างศาลที่ 46/2564
"...แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดิน ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1(เจ้าพนักงานที่ดิน) ออกโฉนดที่ดินรวม 4 แปลง ทับที่ดิน น.ส.3ก.ของผู้ฟ้องคดีโดยมิชอบ จึงมีประเด็นพิพาทว่าที่ดินเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของใคร. ย่อมกระทบถึงสิทธิในทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย คดีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนและเอกชนด้วยกัน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม..."

13/09/2023

คำพิากษาฎีกาที่ 2758/2565

ธนาคารโอนเงินไปผิดบัญชีเป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย

ค่าเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นจากการไม่ชำระหนี้กรณีนี้คือการคืนเงินให้ลูกค้าพร้อมดอกเบี้ยผิดนัด (ร้อยละ 5) นับแต่วันโอนเงินผิดบัญชีเป็นต้นไป (มาตรา 222 วรรคหนึ่ง)

ส่วนค่าเสียหายที่ลูกค้าถูกบุคคลภายนอกเลิกสัญญา เป็นค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ ธนาคารต้องรับผิดหากว่าได้คาดเห็นหรือควรได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว (มาตรา 222 วรรคสอง)

12/09/2023

การมอบอำนาจในคดีอาญาไม่จำเป็นต้องติดอากรแสตมป์เหมือนอย่างในคดีแพ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6692/2562 นล ผู้เสียหายได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ จ.บิดายื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว ซึ่งการมอบอำนาจให้ยื่นคำร้องดังกล่าวเป็นการมอบอำนาจให้ยื่นคำร้องตาม ป.วิ.อ.มาตรา 44/1 หาใช่เป็นการมอบอำนาจให้ยื่นคำร้องในคดีแพ่งโดยแท้ไม่ กรณีจึงไม่อาจนำ ป.รัษฎากร มาตรา 118 มาปรับใช้แก่คดีได้ แม้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมิได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ก็หาทำให้ จ.ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องแทนผู้เสียหายไม่ แม้ปัญหานี้ผู้เสียหายจะมิได้ฎีกา แต่โดยที่คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาและในการพิพากษาคดีในส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ.มาตรา 46 เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่าจำเลยกระทำความผิด ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีส่วนอาญาได้ เ พราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยมิพักจำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย
ค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องมีเพียงใดนั้น แม้ผู้ร้องไม่มีรายการค่าใช้จ่าย ค่าพาหนะรวมทั้งใบเสร็จรับเงินค่ารักษาพยาบาลมาแสดง แต่ศาลก็สามารถกำหนดค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 438 วรรคหนึ่ง
การมอบอำนาจให้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่อร่างกายจิตใจและทุพพลภาพ เป็นการมอบอำนาจให้ยื่นคำร้องตาม ป.วิ.อ.มาตรา 44/1 จึงไม่ต้องปิดอากรแสตมป์

06/07/2022

การเรียกค่าเสียหายทางแพ่งในคดีอาญาตาม ปวิอ. มาตรา 44/1 ที่เกินอำนาจของศาลแขวง กรณีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง กับ ผู้เสียหายฟ้องเอง ต่างกันหรือไม่?
- กรณีพนักงานอัยการเป็นโจทก์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10197/2556
ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญา ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" การที่บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาทุกประเภทที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ แสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ผู้เสียหายซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยและต้องไปดำเนินคดีในส่วนแพ่งเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทน ดำเนินคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ต่อเนื่องกันไปได้ เพื่อให้การพิจารณาคดีส่วนแพ่งเป็นไปโดยรวดเร็ว ดังเช่นพนักงานอัยการร้องขอให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหาย กรณีไม่จำต้องคำนึงว่าศาลที่จะพิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 2 (1) และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) วรรคหนึ่ง และผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินมากน้อยเพียงใด ดังนี้แม้โจทก์ร่วมที่ 4 ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำนวนเงินที่ขอเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น แต่ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งได้
สรุป ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ สามารถเรียกค่าเสียหายได้แม้จะเกินอำนาจของศาลแขวง
- กรณีผู้เสียหายฟ้องเอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6630/2556
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 362 และมีคำขอในส่วนแพ่งซึ่งมีทุนทรัพย์ที่พิพาทเกินกว่า 300,000 บาท ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงย่อมไม่มีอำนาจรับคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีส่วนแพ่งจึงเป็นการไม่ชอบและไม่ก่อสิทธิให้จำเลยอุทธรณ์ฎีกาได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4
สรุป ผู้เสียหายฟ้องเอง ไม่สามารถเรียกค่าเสียหายทางแพ่งในคดีอาญาเกินอำนาจของศาลแขวงได้

เงียบไปนาน. ช่วงนี้จะนำข่าวสารมาอัพเดต เป็นระยะๆครับ

21/03/2022

#ค่าสินไหมทดแทนสำหรับการขาดไร้อุปการะ
#จำต้องพิจารณาหรือไม่ว่าผู้ตายกับผู้ขาดไร้อุปการะได้อุปการะกันจริง?
⭐ คำพิพากษาฎีกาที่ 13255/2557
ความรับผิดในค่าสินไหมทดแทนสําหรับการขาดไร้อุปการะเพราะเหตุบิดามารดาหรือบุตรถึงแก่ความตายโดยการกระทําละเมิดของบุคคลภายนอก ฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่ชอบที่จะได้รับค่าอุปการะทั้งในปัจจุบันและอนาคตโดยผลแห่งกฎหมายตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 443 ประกอบด้วยมาตรา 1563 และ 1564 ไม่ต้องพิจารณาว่าขณะเกิดเหตุผู้ตายกับผู้ขาดไร้อุปการะจะอุปการะกันจริงหรือไม่ และในอนาคตจะอุปการะกันหรือไม่ ก็ไม่ใช่ข้อสําคัญ เพราะสิทธิที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนสําหรับการขาดไร้อุปการะคงมีอยู่เสมอจนฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่ถึงแก่ความตาย หน้าที่ในการอุปการะของผู้ทําละเมิดจึงสิ้นสุด

16/03/2022

ผู้จัดการมรดก. ทำหน้าที่ ในการรวบรวมและแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท ผู้มีสิทธิรับมรดก. แต่การที่ผู้จัดการมรดก โอนทรัพย์มรดกให้แก่ตนเองหรือบุคคบอื่น อาจไม่ได้มีความผิดฐาน ยักยอกทรัพย์มรดกเสมอไป เดี่ยวจะมาเฉลย ...

17/11/2021

***กฎมายเรื่องการกู้ยืม ก็พัฒนาและมีวิวัฒนาการ ไปตามยุคตามสมัย ***

การกู้ยืมเงินโดยใช้วิธีส่งข้อความผ่านทางไลน์ (LINE) หรือทางเฟสบุ๊ค (facebook)

พยานหลักฐานเป็นหนังสือแห่งการกู้ยืมเงิน ไม่จำเป็นที่จะต้องทำขึ้นเป็นกระดาษเสมอไป จะทำขึ้นบนวัตถุใดๆ ก็ตาม ก็สามารถที่จะนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานฟ้องร้องบังคับคดีได้ หากปรากฏข้อความเป็นตัวอักษร สามารถสื่อสารกันได้ว่า เป็นการกู้ยืมเงินกันระหว่างผู้ให้กู้ยืมเงินกับผู้กู้ยืมเงิน และที่สำคัญผู้กู้ยืมเงินได้ลงลายมือชื่อไว้ด้วย ถือว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน ตามมาตรา 653 วรรคแรก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าว

หากได้นำมาตรา 653 วรรคแรก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าว มาใช้พิจารณากับปัญหาตามหัวข้อเรื่อง การกู้ยืมเงินโดยใช้วิธีส่งข้อความผ่านทางไลน์ (LINE) หรือทางเฟสบุ๊ค (Facebook) ซึ่งเป็นระบบออน์ไลน์ ที่นิยมใช้สื่อสารอันอยู่ทางโลกออนไลน์ ในปัจจุบันนี้ จะเห็นได้ว่า การส่งผ่านข้อความสื่อสารถึงกัน หากเป็นการสื่อสารเพื่อกู้ยืมเงินกัน มีข้อความ มีตัวอักษร ตัวหนังสือ แต่ไม่ปรากฏลายมือชื่อของผู้กู้ยืมเงินให้เห็นแต่อย่างใด จึงเกิดเป็นปัญหาว่า ข้อความที่ผู้กู้ยืมเงิน สื่อสารถึงผู้ให้กู้ยืมเงินเพื่อขอยืมเงินนั้น แม้หากผู้ให้กู้ยืมเงินได้ตกลงยินยอมให้กู้ยืมเงินก็ตาม โดยมีข้อความส่งถึงกันผ่านทางไลน์ (LINE) หรือทางเฟสบุ๊ค (Facebook) ที่สามารถเข้าใจได้ว่ามีการกูยืมเงินกันจริง เป็นจำนวนเงินเกินกว่า 2,000 บาทขึ้นไป และภายหลังผู้กู้ยืมเงินไม่ยอมคืนเงิน ปัญหาเกิดขึ้นแล้ว อย่างนี้ผู้ให้กู้ยืมเงิน จะนำข้อความที่ได้ส่งถึงกันผ่านทางไลน์ (LINE) หรือทางเฟสบุ๊ค (Facebook) ดังกล่าว มาใช้เป็นหลักฐานฟ้องร้องบังคับให้ผู้กู้ยืมเงินชำระหนี้จำนวนที่กู้ยืมกันไม่ได้ เพราะแม้จะมีข้อความที่สื่อสารส่งถึงกันผ่านทางไลน์ (LINE) หรือทางเฟสบุ๊ค (Facebook) ระหว่างผู้กู้ยืมเงินกับผู้ให้กู้ยืมเงินกันก็ตาม แต่ไม่ปรากฏลายมือชื่อของผู้กู้ยืมเงินแต่อย่างใด ดังนั้น หากพิจารณาตาม มาตรา 653 วรรคแรก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าว ไม่อาจถือได้ว่าข้อความที่สื่อสารกัน ส่งข้อความถึงกันผ่านทางระบบไลน์ (LINE) หรือทางเฟสบุ๊ค(Facebook) นั้น ไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินกันตามกฎหมายดังกล่าว

พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 ใช้บังคับเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงมีประเด็นปัญหาว่า การที่ผู้กู้ยืมเงินและผู้ให้กู้ยืมเงิน ได้กู้ยืมเงินกันโดยส่งข้อความสื่อสารกันผ่านทางไลน์ (LINE) หรือทางเฟสบุ๊ค (Facebook) นั้น ถือได้ว่าเป็นการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์หรือไม่ ซึ่งตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 ให้ความหมายของคำว่า“ธุรกรรม” หมายความว่า การกระทำใด ๆ ที่เกี่ยวกับกิจกรรมในทางแพ่งและพาณิชย์ หรือในการดำเนินงานของรัฐตามที่กำหนดในหมวด 4 คำว่า “อิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า การประยุกต์ใช้วิธีการทางอิเล็กตรอน ไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือวิธีอื่นใดในลักษณะคล้ายกัน และให้หมายความรวมถึงการประยุกต์ใช้วิธีการทางแสง วิธีการทางแม่เหล็ก หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้วิธีต่าง ๆ เช่นว่านั้น และคำว่า “ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า ธุรกรรมที่กระทำขึ้นโดยใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ส่วนคำว่า “ข้อความ” หมายความว่า เรื่องราว หรือข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะปรากฏในรูปแบบของตัวอักษร ตัวเลข เสียง ภาพ หรือรูปแบบอื่นใดที่สื่อความหมายได้โดยสภาพของสิ่งนั้นเองหรือโดยผ่านวิธีการใดๆ ส่วนคำว่า“ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า ข้อความที่ได้สร้าง ส่ง รับ เก็บรักษา หรือประมวลผลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น วิธีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โทรเลข โทรพิมพ์ หรือโทรสาร และคำว่า “ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า อักษร อักขระ ตัวเลข เสียงหรือสัญลักษณ์อื่นใดที่สร้างขึ้นให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งนำมาใช้ประกอบกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระบุตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ และเพื่อแสดงว่าบุคคลดังกล่าวยอมรับข้อความในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นด้วย โดยสรุปการกู้ยืมเงินโดยส่งข้อความสื่อสารกันผ่านทางไลน์ (LINE) หรือทางเฟสบุ๊ค (Facebook) นั้น ถือได้ว่าข้อความนั้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 บัญญัติว่า “ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความใดเพียงเพราะเหตุที่ข้อความนั้นอยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์” ดังนั้น โดยผลของกฎหมายตามมาตรา ๗ ดังกล่าว ผู้กู้ยืมเงินจึงไม่อาจที่จะปฏิเสธความผูกพันกับผู้ให้กู้ยืมเงินตามข้อความที่มีการสื่อสารส่งข้อความสื่อสารกันผ่านทางไลน์ (LINE) หรือทางเฟสบุ๊ค (Facebook) ซึ่งตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 ยังได้บัญญัติให้การจัดทำข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงและนำกลับมาให้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง และให้ถือว่าข้อความนั้น เป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดงแล้ว ตามมาตรา 8 วรรคแรก บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 9 ในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้การใดต้องทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดง ถ้าได้มีการจัดทำข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง ให้ถือว่าข้อความนั้นได้ทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดงแล้ว”

โดยผลของกฎหมาย จึงถือได้ว่า ข้อความที่ผู้กู้ยืมเงินและผู้ให้กู้ยืมเงินได้สื่อสารขอกู้ยืมเงินกันโดยผ่านการส่งข้อความสื่อสารกันผ่านทางไลน์ (LINE) หรือทางเฟสบุ๊ค (Facebook) นั้น ได้ทำเป็นหนังสือต่อกันระหว่างผู้ให้กู้ยืมเงินกับผู้กู้ยืมเงินแล้ว และทั้งคู่ต่างก็ยินยอมและสมัครใช้แอพพลิเคชั่นดังกล่าว ด้วยวิธีการระบุ อักษร อักขระ ตัวเลข เสียงหรือสัญลักษณ์อื่นใดที่ผู้กู้ยืมเงินและผู้ให้กู้ยืมเงินได้สร้างขึ้น ให้อยู่ในรูปแบบของอิเล็กทรอนิคส์ เพื่อระบุตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของการใช้แอพพลิเคชั่นนั้น และเพื่อแสดงว่าบุคคลดังกล่าวยอมรับข้อความในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นด้วย จึงถือได้ว่าผู้กู้ยืมเงินและผู้ให้กู้ยืมเงินได้ลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในการส่งข้อความสื่อสารกันผ่านทางไลน์ (LINE) หรือทางเฟสบุ๊ค (Facebook) แล้ว ซึ่งตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 9 บัญญัติว่า “ในกรณีที่บุคคลพึงลงลายมือชื่อในหนังสือ ให้ถือว่าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น มีการลงลายมือชื่อแล้ว ถ้า (1) ใช้วิธีการที่สามารถระบุตัวเจ้าของลายมือชื่อ และสามารถแสดงได้ว่าเจ้าของลายมือชื่อรับรองข้อความในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นว่าเป็นของตน และ (2) วิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการที่เชื่อถือได้โดยเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการสร้างหรือส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยคำนึงถึงพฤติการณ์แวดล้อมหรือข้อตกลงของคู่กรณี วิธีการที่เชื่อถือได้ตาม (2) โดยให้คำนึงถึง

ก. ความมั่นคงและรัดกุมของการใช้วิธีการหรืออุปกรณ์ในการระบุตัวบุคคล สภาพพร้อมใช้งานของทางเลือกในการระบุตัวบุคคล กฎเกณฑ์เกี่ยวกับลายมือชื่อที่กำหนดไว้ในกฎหมายระดับความมั่นคงปลอดภัยของการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ การปฏิบัติตามกระบวนการในการระบุตัวบุคคลผู้เป็นสื่อกลาง ระดับของการยอมรับหรือไม่ยอมรับ วิธีการที่ใช้ในการระบุตัวบุคคลในการทำธุรกรรม วิธีการระบุตัวบุคคล ณ ช่วงเวลาที่มีการทำธุรกรรมและติดต่อสื่อสาร

ข. ลักษณะ ประเภท หรือขนาดของธุรกรรมที่ทำ จำนวนครั้งหรือความสม่ำเสมอในการทำธุรกรรม ประเพณีทางการค้าหรือทางปฏิบัติ ความสำคัญ มูลค่าของธุรกรรมที่ทำ หรือ

ค. ความรัดกุมของระบบการติดต่อสื่อสาร ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับกับการประทับตราของนิติบุคคลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยโดยอนุโลม”

โดยผลของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จึงถือได้ว่าการส่งข้อความสื่อสารกันผ่านทางไลน์ (LINE) หรือทางเฟสบุ๊ค (Facebook) ระหว่างผู้ให้กู้ยืมเงินกับผู้กู้ยืมเงินนั้น เป็นหลักฐานเป็นหนังสือโดยที่มีผู้กู้ยืมได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญแล้ว ประกอบกับมาตรา 653 วรรคแรก แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น หากใช้กฎหมายทั้งสองฉบับนี้ ในการฟ้องร้องต่อสู้คดีในศาล ผู้ให้กู้ยืมเงินในฐานะเจ้าหนี้ น่าจะมีแนวทางการต่อสู้คดี พยานหลักฐาน จนน่าจะมีโอกาสชนะคดี และได้รับเงินกู้ยืมเงินคืนมา ปัจจุบัน ยังไม่ปรากฏแนวคำพิพากษาฎีกาตัดสินไว้เป็นประเด็นโดยตรง แต่ได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาตัดสินไว้ทำนองเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8089/2556 วินิจฉัยไว้ตอนหนึ่งว่า “การที่จำเลยนำบัตรกดเงินสด ควิกแคชไปถอนเงินและใส่รหัสส่วนตัวเปรียบได้กับการ ลงลายมือชื่อตนเอง ทำรายการเบิกถอนเงินตามที่จำเลยประสงค์ และกดยืนยันทำรายการพร้อมรับเงินสดและสลิป การกระทำดังกล่าวถือเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินจากโจทก์ ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7, 8 และมาตรา 9 ประกอบกับคดีนี้จำเลยมีการขอขยายระยะเวลาผ่อนชำระหนี้สินเชื่อเงินสดควิกแคชที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ ซึ่งโจทก์มีเอกสารซึ่งมีข้อความชัดว่าจำเลยรับว่าเป็นหนี้โจทก์ขอขยายเวลาชำระหนี้ โดยจำเลยลงลายมือชื่อ มาแสดง จึงรับฟังเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมอีกโสดหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง”

คำพิพากษาฎีกาที่ 6757/2560 เป็นเรื่องที่เจ้าหนี้ประชดลูกหนี้โดยการปลดหนี้ให้ในแชท (chat) สนทนา ศาลฎีกาได้นำหลักกฎหมายตามพระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มาใช้บังคับโดยตีความว่าการปลดหนี้ในแชท (chat) ในเครือข่ายออนไลน์ เป็นการปลดหนี้โดยได้ทำเป็นหนังสือ จึงมีผลเป็นการปลดหนี้ที่สมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว

ดังนั้น เห็นว่า การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ในปัจจุบัน มีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการในการติดต่อสื่อสารที่อาศัยการพัฒนาการเทคโนโลยีทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีความสะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ต้องมีการรองรับสถานะทางกฎหมายของข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ให้เสมอกับการทำเป็นหนังสือ หรือหลักฐานเป็นหนังสือการรับรองวิธีการส่งและรับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ การใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนการรับฟังพยาน หลักฐานที่เป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเป็นการส่งเสริมการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้เกิดความน่าเชื่อถือขึ้น และให้เกิดมีผลในทางกฎหมายเช่นเดียวกับการทำธุรกรรมโดยวิธีการทั่วไปที่เคยปฏิบัติอยู่เดิม ซึ่งในทางปฏิบัติทางคดีความ ศาลยุติธรรม ได้มีการใช้กฎหมายที่มีอยู่ ได้แก่ พระราชบัญญัติว่าด้วยการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มากขึ้น และถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ในการพัฒนาการใช้และการตีความกฎหมายของไทย ให้เกิดมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

16/11/2021

**** สามี ภริยา ที่จะทะเบียนและไม่จดทะเบียน ความรับผิดในหนี้ต่างกันนะครับ ***-

คำพิพากษาฎีกาที่ 1623/2564
สัญญายินยอมของจำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับผู้เช่าซื้ออย่างลูกหนี้ร่วม เป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันที่ตามมาตรา 681/1 วรรคหนึ่ง ห้ามตกลงกันให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้หรือเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงตามสัญญายินยอมจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะตาม มาตรา 150
หนังสือยินยอมให้สัตยาบันลูกหนี้ในการทำสัญญานั้น หากเป็นสามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นหนี้ร่วมต้องรับผิดด้วยตามมาตรา 1490(4) แต่กรณีนี้จำเลยที่ 3 มิได้จดทะเบียนสมรส และไม่มีนิติสัมพันธ์อื่นใดกับเจ้าหนี้ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

14/11/2021

คำพิพากษาฎีกาที่ 374/2564 และ 1011/2564 (มาใหม่)

กรณีผู้เช่าซื้อคืนรถโดยตนเองเป็นฝ่ายผิดนัดแล้ว ผู้ให้เช่าซื้อรับรถคืนมาโดยไม่ได้เรียกหนี้ที่ค้างชำระในเวลาส่งมอบ เป็นการเลิกสัญญาโดยปริยาย ผู้ให้เช่าซื้อไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาหลังขายทอดตลาดรถแล้วเพิ่มเติมได้อีก

04/10/2021

คำพิพากษาฎีกา 8477/2563 (ญ)

โจทก์ยึดที่ดินของจำเลยที่ 2 ในชั้นบังคับคดี ซึ่งมีชื่อผู้ร้องและจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์

ผู้ร้องขัดทรัพย์ยื่นคำร้องว่า ตนเป็นเจ้าของที่ดินเพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 2 มีชื่อร่วมเพราะประสงค์จะให้ธนาคารปล่อยกู้ จำเลยที่ 2 เขียนเอกสารยอมรับไว้และนำไปลงบันทึกประจำวันไว้ด้วย

จะอ้างว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนไม่เปิดเผยชื่อของผู้ร้องตามมาตรา 806 ไม่ได้ เพราะจำเลยที่ 2 มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการที่จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน

แต่การที่ผู้ร้องทำนิติกรรมอำพรางเพื่อเข้าหลักเกณฑ์ธนาคารในการปล่อยกู้ให้แก่ผู้ร้อง เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลภายนอกซึ่งไม่อาจล่วงรู้ความจริงได้ การร้องขัดทรัพย์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามมาตรา 5 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง

02/09/2021

วันนี้ ว่าด้วยเรื่องการรับฟังพยานหลักฐาน
** ฎีกา 4475/2551
การฟ้องถอนคืนการให้ มิใช่การฟ้องร้องบังคับหรือไม่บังคับตามสัญญาให้ ไม่ใช่กรณีที่ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ไม่อยู่ในบังคับ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ดังนี้ แม้สัญญาให้จะระบุว่า เป็นการให้โดยเสน่หา ก็สามารถนำพยานบุคคลเข้าสืบได้ ว่าเป็นการให้โดยมีภาระติดพัน ***

26/08/2021

ฎีกา หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา มาใหม่

ฎีกาที่ 1612/2564 #หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา 328
#เดินตามฎีกา5276/2562
การส่งข้อความทางไลน์กลุ่ม ไม่ผิด หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา เพราะเป็นเพียงการแจ้งหรือไขข่าวเฉพาะกลุ่มบุคคลซึ่งอยู่ในกลุ่มไลน์เท่านั้น ไม่ถึงขั้นออกสู่สาธารณะหรือประชาชนทั่วไป จึงไม่ผิดหมิ่นประมาทด้วยการโฆณาตามป.อ328 (แต่ผิดเพียงหมิ่นประมาทตาม ป.อ326 เท่านั้น)

ที่อยู่

258/6 ถนนรอบหนองสิม ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี
Udon Thani
41000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 18:00
อังคาร 08:30 - 18:00
พุธ 08:30 - 18:00
พฤหัสบดี 08:30 - 18:00
ศุกร์ 08:30 - 18:00
เสาร์ 09:00 - 16:00

เบอร์โทรศัพท์

+66891744470

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ บริษัท เอ เอ พี กฎหมายและธุรกิจ จำกัดผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์