กฎหมาย

กฎหมาย ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก กฎหมาย, ทนายความด้านแรงงานและการจ้างงาน, Surat Thani.

คดียักยอกทรัพย์
28/08/2023

คดียักยอกทรัพย์

📌"อายุความคดียักยอก" ผู้เสียหายต้องแจ้งความ เพื่อดำเนินคดี ภายใน 3 เดือน นับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิด

🔥ดังนั้น ในคดีที่เป็นความผิดฐาน "ยักยอก" ท่าน (ผู้เสียหาย) ต้องแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีให้ "ผู้กระทำความผิด" ได้รับโทษ ภายใน 3 เดือน นับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิด หากแจ้งความเพื่อเป็นหลักฐานแม้จะได้แจ้ง ภายใน 3 เดือน นับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ก็มิใช่เป็นการมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมาย ถือไม่ได้ว่าเป็นการร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2(7) เมื่อเกิน 3 เดือน คดีขาดอายุความ ท่านไม่สามารถนำคดีไปฟ้องได้อีก

🏛คำพิพากษาฎีกาที่ 3568/2565
-โจทก์รู้ว่าจำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปขายให้แก่บุคคลอื่นอันเป็นความผิดข้อหายักยอกประมาณปลายเดือนสิงหาคม 2560 แล้ว แต่การแจ้งความของโจทก์เป็นการแจ้งเพื่อเป็นหลักฐานว่าโจทก์จะไปดำเนินการประสานกับทางสำนักงานขนส่งเพื่ออายัดทะเบียนรถยนต์ไว้ มิใช่เป็นการมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมาย ถือไม่ได้ว่าเป็นการร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) เพราะขณะแจ้งยังมิได้มีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ ครั้นต่อมาโจทก์ได้ชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อจนครบและได้รับโอนกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของรถยนต์แล้วในวันที่ 4 กันยายน 2562 โจทก์จึงไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดข้อหายักยอกและโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2562 พ้นกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว ฟ้องของโจทก์ในความผิดข้อหายักยอกจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6)

#เตรียมสอบเนติบัณฑิต #เนติบัณฑิตไทย
#เตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา #เตรียมสอบศาล #เตรียมสอบอัยการผู้ช่วย #เตรียมสอบอัยการ
#อัยการผู้ช่วย #ผู้ช่วยผู้พิพากษา
#กฎหมาย #นิติศาสตรบัณฑิต #ทนายความ #โกดังกฎหมาย

30/03/2023

#ฏีกาเช่าซื้อใหม่65 พลิกคำตัดสินถล่มทลาย หากเคลียร์หนี้ที่ค้างก่อนส่งมอบรถคืน แม้เซ็นต์รับผิดส่วนต่าง ก็ไม่ต้องจ่ายใดๆทั้งสิ้น
ถือเป็นคำพิพากษาศาลฎีกาใหม่ 1203/2565 ที่ตัดสินออกมาพลิกแนวการวินิจฉัยคดีเช่าซื้อของศาลอีกครั้ง เมื่อศาลฎีกาได้วางแนววินิจฉัยออกมาว่า การเคลียร์หนี้ที่ค้างตามสัญญาเช่าซื้อก่อนนำรถไปส่งมอบคืน ไม่ใช่การเลิกสัญญาตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อ เพราะไม่มีหนี้ที่ค้างชำระขณะส่งมอบรถคืน นอกจากนั้นการเซ็นต์รับผิดชอบการขายขาดราคาในขณะส่งมอบรถ ก็ถือว่าเป็นการทำสัญญารับผิด ในขณะที่ไม่หนี้อยู่จริง จึงไม่อาจบังคับกันได้ ดังนั้นผู้เช่าซื้อจึงไม่ต้องรับผิดชอบในหนี้ที่ค้างตามสัญญาเช่าซื้อใดๆทั้งสิ้น
ถือเป็นคำพิพากษาศาลฎีกา ที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์การเช่าซื้อรถยนต์ใหม่อีกครั้ง ที่ผู้เช่าซื้อหลายๆคนควรศึกษาไว้เป็นแนวทาง เผื่อขาดเหลือไม่มีเงินส่งค่างวด จะได้คืนรถอย่างปลอดภัยกันนะครับ./

#คำพิพากษาฎีกาที่ 1203/2565
ขณะจำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนโจทก์ และโจทก์รับคืนไม่ปรากฏว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญาข้อใดหรือมีหนี้ที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์ จึงไม่อาจถือว่าจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 12 ซึ่งต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดราคาตามสัญญาข้อ 13 เพราะการแสดงเจตนาคืนรถที่จะถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของผู้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 12 ที่ระบุว่า “ผู้เช่าซื้อจะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อในเวลาใดๆเสียก็ได้โดยผู้เช่าซื้อจะต้องคืนและส่งมอบรถยนต์...และชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญานี้อยู่ในเวลานั้นทันที...” ต้องปรากฏว่าจำเลยยังคงมีหนี้หรือเงินที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้ออยู่ในขณะที่ส่งมอบรถคืนโจทก์เมื่อจำเลยไม่มีเงินหรือหนี้ที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้อ กรณีถือว่าจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาด้วยการส่างมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นอันเลิกกันนับแต่วันที่จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ โดยจำเลยไม่ได้ประพฤติผิดสัญญาและไม่มีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามมาตรา 573 โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาเช่าซื้อตามสัญญาจากจำเลย แม้จำเลยตกลงรับผิดในบรรดาหนี้ค้างชำระที่เกิดขึ้นจากการบอกเลิกสัญญาให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 13 ตามหนังสือแสดงเจตนาคืนรถของจำเลยก็ตาม แต่หนังสือแสดงเจตนาคืนรถมิใช่สัญญาเช่าซื้อ เป็นเพียงหลักฐานการส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซื้อคืนและจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อรับรองต่อโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อว่า หากโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายได้เงินไม่พอชำระหนี้คงค้างตามสัญญา จำเลยจะยอมรับผิดชดใช้ส่วนที่ขาดแก่โจทก์ ซึ่งหามีผลให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ส่วนที่ขาดแก่โจทก์ ซึ่งหามีผลให้จำเลยต้องรับผิดค่าขาดราคาตามเอกสารนั้นไม่ เพราะเป็นการรับสภาพหนี้สินว่ามีอยู่ทั้งที่ไม่มีเนื่องจากโจทก์และจำเลยไม่มีมูลหนี้ค่าขาดราคาต่อกัน จึงไม่มีผลบังคับแก่กันได้/

1683.สัญญากู้ปลอม  ผู้กู้ต้องรับผิดชำระเงินคืนหรือไม่  เพียงใด คำพิพากษาฎีกาที่ 1492/2563 (หน้า 1630  เล่ม 7)  จำเลยให้ก...
12/01/2022

1683.สัญญากู้ปลอม ผู้กู้ต้องรับผิดชำระเงินคืนหรือไม่ เพียงใด
คำพิพากษาฎีกาที่ 1492/2563 (หน้า 1630 เล่ม 7) จำเลยให้การว่า หนังสือสัญญากู้เงินตามฟ้องเป็นเอกสารปลอม ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ต้องนำสืบให้รับฟังว่า จำเลยกู้เงินตามจำนวนที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง
จำเลยกู้เงินโจทก์เพียง 20,000 บาท แต่ภายหลังมีการแก้ไขจำนวนเงินกู้เป็น 150,000 บาท โดยจำเลยมิได้รู้เห็นยินยอม หนังสือสัญญากู้เงินจึงเป็นเอกสารปลอม แต่หาใช่ว่าจะใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเพื่อฟ้องร้องไม่ได้เสียทั้งหมดไป ยังคงใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมฟ้องร้องให้จำเลยรับผิดตามจำนวนเงินที่ถูกต้องก่อนถูกแก้ไขได้
จำเลยกู้เงินจากโจทก์เพียง 20,000 บาท ดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยเดือนละ 2,000 บาท เท่ากับร้อยละ 10 ต่อเดือน เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่บัญญัติห้ามไว้ใน ป.พ.พ.มาตรา 654 และเป็นการกระทำอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 และตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยดอกเบี้ยอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 ยังคงบัญญัติเป็นความผิด การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ.มาตรา 150 โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกเก็บดอกเบี้ยจากจำเลย คงเรียกร้องได้เฉพาะเงินต้นที่จำเลยกู้ไปซึ่งแยกออกจากส่วนดอกเบี้ยที่ตกเป็นโมฆะ และต้องนำดอกเบี้ยที่จำเลยชำระให้แก่โจทก์ไปหักชำระออกจากต้นเงินและเมื่อมีจำนวนเกินกว่าเงินต้นที่กู้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์
แม้จำเลยมิได้ให้การเป็นประเด็นว่าดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ เพราะต้องห้ามตาม ป.พ.พ.มาตรา 150 และมาตรา 654 แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ได้ข้อเท็จจริงมาจากคำเบิกความของโจทก์เอง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 142(5)
(หมายเหตุ 1 ข้อเท็จจริง จำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้เงินซึ่งเป็นแบบพิมพ์ที่มีจำหน่ายในท้องตลาด โดยโจทก์เป็นผู้กรอกข้อความทั้งหมดและจำนวนเงินลงในหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าว
2 โจทก์อ้างว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์เมื่อปี 2549 แต่สำเนาทะเบียนบ้านที่จำเลยมอบไว้แก่โจทก์กลับปรากฏว่าจำเลยเพิ่งมีชื่ออยู่ในบ้านตามทะเบียนบ้านเมื่อปี 2550
3 โจทก์ไม่ได้นำพยานที่ลงลายมือชื่อในสัญญาเงินกู้มาเป็นพยานโดยไม่ปรากฏเหตุขัดข้อง
4 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
5 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยให้กการว่า หนังสือสัญญากู้เงินตามฟ้องเป็นเอกสารปลอม ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์)

12/01/2022
อัตราหลักประกัน เผื่อมีประโยชน์สำหรับทุกๆ ท่าน
19/12/2019

อัตราหลักประกัน เผื่อมีประโยชน์สำหรับทุกๆ ท่าน

ลองอ่านแลคับ
12/12/2019

ลองอ่านแลคับ

พรบ ยาเสพติด
26/01/2017

พรบ ยาเสพติด

09/01/2017
สำหรับคนชอบดื่มครับ
11/11/2016

สำหรับคนชอบดื่มครับ

ฎีกาใหม่ๆ
12/10/2016

ฎีกาใหม่ๆ

ที่อยู่

Surat Thani
84000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66841036054

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กฎหมายผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์