สำนักกฎหมายสรรพเนติ

สำนักกฎหมายสรรพเนติ รับปรึกษาและว่าความคดีแพ่ง คดีอาญา คดียาเสพติด 0971176877 : 0985455925 ปรึกษาคดีฟรี รับว่าความคดีแพ่ง คดีอาญา คดีาเสพติด 0971176877 : 0985455925

17/02/2026

📌🏠ร้านตั้งอยู่ติดถนนใหญ่ หรืออยู่ยอดเขาห่างไกล😥
📌ไฟฟ้าดับได้ดับดี เดือนละไม่ต่ำกว่าา5 ครั้ง😥😥☹️
#กาลเวลาคาเฟ่ #ไฟฟ้าท่าชนะ #การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 😡😡😡😡😡😡😡😡😡😡😡😡😡

รับเป็นทนายความว่าความทั่วประเทศไทย เขียนอุทธรณ์ ฎีกา คดีแพ่งคดีอาญา   บริการเป็นทั้งทนายความโจทก์ในการยื่นฟ้องคดี และทน...
17/06/2024

รับเป็นทนายความว่าความทั่วประเทศไทย เขียนอุทธรณ์ ฎีกา คดีแพ่งคดีอาญา
บริการเป็นทั้งทนายความโจทก์ในการยื่นฟ้องคดี และทนายความจำเลยในการต่อสู้คดี รวมทั้งรับเป็นทนายโจทก์ร่วมในกรณีที่พนักงานอัยการเป็นผู้ฟ้องคดี โดยคดีรับเป็นทนายความว่าความ ได้แก่ คดีแพ่ง คดีอาญา คดีแรงงาน คดีปกครอง คดีล้มละลาย คดีที่ดิน คดีครอบครัว คดีจัดการมรดก คดีทรัพย์สินทางปัญญา และคดีอื่นๆ ทนายผู้เสียหายในคดีฟอกเงิน คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดียาเสพติด
รับเป็นทนายความชั้นอุทธรณ์ หรือชั้นฎีกา
หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว หากคู่ความประสงค์จะอุทธรณ์หรือฎีกา และต้องการทนายความในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา รับเขียนอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้น หรือเขียนฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ทั้งนี้ กรณีไม่ได้เป็นทนายความในท่านในศาลศาลชั้นต้น แต่ท่านมีความประสงค์จะเปลี่ยนทนายความในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ท่านจะต้องถอนทนายคนเดิมออกจากการเป็นทนายในคดีด้วย
ให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมายและคดีความ
ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับข้อกฎหมายและคดีความโดยทนายความมืออาชีพ เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินคดี ประเมินความเสี่ยงและผลของคดีตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายทั้งก่อนที่จะเริ่มต้นฟ้องคดีในกรณีที่เป็นโจทก์ และกำหนดแนวทางการต่อสู้คดีในกรณีที่เป็นจำเลย และเรามีบริการให้คำปรึกษาในเชิงป้องกันสำหรับปัญหาที่ยังไม่เป็นคดีความแต่ต้องการหาทางออก โดยการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายและคดีความทนายความจะให้คำปรึกษาด้วยการนัดเจอกันเพื่อตรวจดูเอกสารและสอบข้อเท็จจริง หรือทนายให้ปรึกษาทางออนไลน์ในกรณีที่ข้อเท็จจริงไม่ซับซ้อนและเอกสารไม่มีปริมาณไม่เยอะ ทั้งนี้ ในการให้คำปรึกษาของทนายความ ทนายความทุกคนจะรักษาความลับและไม่เปิดเผยความลับของลูกความ
ขอสงวนสิทธิ์ไม่รับให้คำปรึกษาคดีความที่ท่านได้แต่งตั้งทนายความในศาลแล้ว และยังไม่ถอนทนายคนเดิมออกจากการเป็นทนายความในคดี
รับเป็นทนายความชั้นสอบสวน (ชั้นตำรวจ)
ผู้เสียหายหรือผู้ต้องหา บริการรับเป็นทนายความผู้เสียหายในการแจ้งความร้องทุกข์หรือกล่าวโทษและให้การในฐานะผู้เสียหาย และรับเป็นทนายความผู้ต้องหาในการยื่นคำให้การในชั้นสอบสวน(ชั้นตำรวจ) ซึ่งทั้งผู้เสียหายและผู้ต้องหาควรมีทนายความตั้งแต่ชั้นสอบสวนเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินคดีหรือกำหนดแนวการต่อสู้คดี รวมทั้งแสวงหาและรวบรวมพยานวัตถุ พยานเอกสาร และพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดี ซึ่งคำให้การและพยานหลักฐานต่างๆ ที่ส่งให้พนักงานสอบสวนจะมีผลต่อคำสั่งของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการว่าจะมีสั่งฟ้องคดีหรือมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี
บริการเขียนอุทธรณ์หรือ ฎีกาคดีอาญาขอให้ศาลรอการลงโทษ หรือลดโทษ
การอุทธรณ์ ฎีกา ต้องยื่นภายใน ๑ เดือน นับแต่ศาลอ่านคำพิพากษา
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบ วิ.อาญา มาตรา 15 การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นสำเนาอุทธรณ์ต่อศาล เพื่อส่งให้แก่จำเลยอุทธรณ์ (คือฝ่ายโจทก์หรือจำเลยความเดิมซึ่งเป็นฝ่ายที่มิได้อุทธรณ์ความนั้น) ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 235 และ 236
จำเลยต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์-ฎีกา
วรรคสามและวรรคสี่ของมาตรา 198 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2517
บัญญัติว่า
ในกรณีที่ตามคำพิพากษาจำเลยต้องรับโทษจำคุกหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นและจำเลยไม่ได้ถูกคุมขัง จำเลยจะยื่นอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ มิฉะนั้น ให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ทั้งนี้ ประธานศาลฎีกาอาจออกข้อบังคับกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแสดงตนของจำเลยก็ได้ ข้อบังคับนั้น เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ ความในวรรคสามมิให้ใช้บังคับแก่กรณีที่จำเลยได้รับการรอการลงโทษจำคุก หรือรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว

เหตุผลในการขอให้ศาลลดโทษ บรรเทาโทษ หรือรอการลงโทษ
มาตรา 56 ผู้ใดกระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุก และในคดีนั้นศาล จะลงโทษจำคุกไม่เกินสองปี ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นได้รับโทษจำคุกมา ก่อนหรือปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่เป็นโทษสำหรับความ ผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ เมื่อศาลได้คำนึง ถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรมสุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัยอาชีพและสิ่งแวดล้อมของผู้นั้น หรือสภาพความผิด หรือเหตุอื่นอันควรปราณีแล้ว เห็นเป็นการสมควรศาลจะพิพากษาว่า ผู้นั้นมีความผิดแต่รอการกำหนดโทษไว้ หรือกำหนดโทษแต่รอการ ลงโทษไว้ แล้วปล่อยตัวไปเพื่อให้โอกาสผู้นั้นกลับตัวภายในระยะเวลา ที่ศาลจะได้กำหนด แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ศาลพิพากษา โดย จะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของผู้นั้นด้วยหรือไม่ก็ได้
เงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของผู้กระทำความผิดนั้น ศาลอาจกำหนดข้อเดียวหรือหลายข้อ ดังต่อไปนี้
(1) ให้ไปรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานที่ศาลระบุไว้เป็นครั้งคราว เพื่อเจ้าพนักงานจะได้สอบถาม แนะนำ ช่วยเหลือหรือตักเตือนตาม ที่เห็นสมควรในเรื่องความประพฤติและการประกอบอาชีพหรือจัดให้ กระทำกิจกรรมบริการสังคม หรือสาธารณประโยชน์ตามที่ เจ้า พนักงานและผู้กระทำความผิดเห็นสมควร
(2) ให้ฝึกหัดหรือทำงานอาชีพอันเป็นกิจจะลักษณะ
(3) ให้ละเว้นการคบหาสมาคมหรือการประพฤติใดอันอาจนำไป สู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก
(4) ให้ไปรับการบำบัดรักษาการติดยาเสพติดให้โทษ ความ บกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ หรือความเจ็บป่วยอย่างอื่น ณ สถานที่และตามระยะเวลาที่ศาลกำหนด
(5) เงื่อนไขอื่น ๆ ตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดเพื่อแก้ไข ฟื้นฟูหรือป้องกันมิให้ผู้กระทำความผิดกระทำหรือมีโอกาสกระทำความผิดขึ้นอีก
เงื่อนไขตามที่ศาลได้กำหนดตามความในวรรคก่อนนั้น ถ้าภายหลังความปรากฏแก่ศาลตามคำขอของผู้กระทำความผิด ผู้แทนโดย ชอบธรรมของผู้นั้น ผู้อนุบาลของผู้นั้น พนักงานอัยการหรือเจ้า พนักงานว่า พฤติการณ์ที่เกี่ยวแก่การควบคุมความประพฤติของผู้ กระทำความผิดได้เปลี่ยนแปลงไป เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลอาจ แก้ไขเพิ่มเติมหรือเพิกถอนข้อหนึ่งข้อใดเสียก็ได้ หรือจะกำหนด เงื่อนไขข้อใด ตามที่กล่าวในวรรคก่อนที่ศาลยังมิได้กำหนดไว้ เพิ่มเติมขึ้นอีกก็ได้
เหตบรรเทาโทษหรือลดโทษตามกฎหมาย
มาตรา 78 เมื่อ ปรากฏว่า มีเหตุบรรเทาโทษ ไม่ว่าจะ ได้มีการเพิ่ม หรือ การลดโทษ ตาม บทบัญญัติ แห่ง ประมวลกฎหมายนี้ หรือ กฎหมายอื่น แล้วหรือไม่ ถ้า ศาล เห็นสมควร จะลดโทษ ไม่เกิน กึ่งหนึ่ง ของ โทษที่จะลง แก่ ผู้กระทำความผิดนั้น ก็ได้
เหตุบรรเทาโทษนั้น ได้แก่ ผู้กระทำความผิด เป็นผู้โฉดเขลาเบาปัญญา ตกอยู่ในความทุกข์อย่างสาหัส มีคุณความดีมาแต่ก่อน รู้สึกความผิด และ พยายามบรรเทาผลร้าย แห่งความผิดนั้น ลุแก่โทษต่อ เจ้าพนักงาน หรือ ให้ความรู้แก่ ศาล อันเป็นประโยชน์ แก่การพิจารณา หรือ เหตุอื่น ที่ ศาล เห็นว่า มีลักษณะทำนองเดียวกัน
ตัวอย่างกรณีที่ถือได้ว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ตามมาตรา 78
1. ตกอยู่ในความทุกข์อย่างสาหัส
การไม่รู้หนังสือและกฎหมายไทย ไม่มีญาติพี่น้องจะติดต่อขอความช่วยเหลือ ถือว่าตกอยู่ในความทุกข์อย่างแสนสาหัส คำพิพากษาฎีกาที่ 1244/2542
2มีคุณความดีมาก่อน
เช่น รับสารภาพชั้นสอบสวนและเคยช่วยเหลือราชการ มีเหตุบรรเทาโทษ คำพิพากษาฎีกาที่ 744/2521
3. รู้สึกความผิด พยายามบรรเทาผลร้าย เช่น พาผู้เสียหายมาคืนพร้อมเงินขอขมา และอยู่กินด้วยกัน ถือเป็นเหตุบรรเทาโทษ คำพิพากษาฎีกาที่1665/2520 ช่วยยกรถจักรยานยนต์ที่ทับขาผู้เสียหาย ถือว่าพยายามบรรเทาผลร้าย มีเหตุบรรเทาโทษ คำพิพากษาฎีกาที่ 4197/2540 ชดใช้ค่าเสียหายและออกค่ารักษาพยาบาล เป็นเหตุบรรเทาโทษ คำพิพากษาฎีกาที่ 5296/2540 ชดใช้เงินค่าเสียหายถอนคำร้องทุกข์ ถือว่าพยายามบรรเทาผลร้าย เป็นเหตุบรรเทาโทษ คำพิพากษาฎีกาที่ 5598/2540 อายุน้อย พฤติการณ์ไม่รุนแรง และและชดใช้ค่าเสียหาย ถือว่ามีเหตุบรรเทาโทษ คำพิพากษาฎีกาที่763/2541พฤติการณ์ที่นำผู้ตายส่งโรงพยาบาล บอกชื่อสารพิษที่ผู้ตายกิน ออกค่ารักษาพยาบาล ถือว่าเป็นการบรรเทาผลร้าย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3337/2543 ศาลวินิจฉัยโดยมิได้แจ้งให้ผู้เสียหายรับเงิน ต้องคืนเงินจำเลย คำพิพากษาฎีกาที่ 138/2547
4. ลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงาน เช่น ยินยอมให้จับกุม และมอบของกลางแก่เจ้าพนักงานตำรวจ เป็นเหตุบรรเทาโทษ คำพิพากษาฎีกาที่479/2520 ยินยอมให้จับกุมและรับสารภาพทั้งที่ไม่มีประจักษ์พยาน เป็นเหตุบรรเทาโทษ คำพิพากษากาที่ 29/2535 เข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงาน เป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงาน มีเหตุบรรเทาโทษ คำพิพากษาฎีกาที่347/2500, 262/2510, 1103/2510, 425/2512, 1449/2513, 1790/2521, 1465/2522, 2754/2524, 2100/2531, 2104/2533 แม้มีพยานหลักฐานที่สามารถนำสืบพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ โดยไม่ต้องใช้คำรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน แต่พฤติการณ์ที่จำเลยยอมมอบตัว ทั้งที่มีอาวุธปืนพร้อมกระสุนปืนอยู่ เป็นเหตุบรรเทาโทษ คำพิพากษาฎีกาที่ 1473/2544
5. ให้ความรู้แก่ศาล เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา
กรณีที่ถือเป็นเหตุบรรเทาโทษ เช่น จำเลยรับสารภาพชั้นจับกุมหรือสอบสวน เป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงาน มีเหตุบรรเทาโทษ( คำพิพากษาฎีกาที่ 1209/2521, 894/2525, 234/2530, 825/2530, 1963/2531, 108/2540) รับสารภาพก่อนสืบพยาน โดยมิได้จำนนต่อพยานหลักฐาน เป็นเหตุบรรเทาโทษ คำพิพากษาฎีกาที่1001/2512 จำเลยเบิกความรับบางประเด็น มีเหตุบรรเทาโทษ คำพิพากษาฎีกาที่ 817/10, 31/2511, 2042/2515, 2033/2528, 2457/2530 รับสารภาพหลังจากสืบพยานจำเลยไปแล้วบางส่วน ก็มีเหตุบรรเทาโทษ (คำพิพากษาฎีกาที่3152/2538) จำเลยเบิกความทำนองรับสารภาพความผิด ถือว่ามีเหตุบรรเทาโทษ คำพิพากษาฎีกาที่3801/2543

15/06/2024

สำนักงานทนายความ ปรึกษาทนาย คดีแพ่ง คดีอาญา คดียาเสพติด

14/06/2024

สำนักงานทนายความ ปรึกษาทนาย คดีแพ่ง คดีอาญา คดียาเสพติด

พินัยกรรม คือ เอกสารที่ใช้ระบุถึงความต้องการของเจ้ามรดก เมื่อเสียชีวิตไปแล้วต้องการมอบทรัพย์สินให้ใครบ้าง ทั้งนี้พินัยกร...
31/05/2024

พินัยกรรม คือ เอกสารที่ใช้ระบุถึงความต้องการของเจ้ามรดก เมื่อเสียชีวิตไปแล้วต้องการมอบทรัพย์สินให้ใครบ้าง ทั้งนี้พินัยกรรมจะต้องทำตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนด จึงจะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย โดยผู้ทำจะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
• มีอายุครบ 15 ปีขึ้นไป
• ไม่ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ
• มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนในขณะที่ทำพินัยกรรม
พินัยกรรมตามที่กฎหมายกำหนด
พินัยกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย (ป.พ.พ. มาตรา 1646 – 1648) จะมีทั้งหมด 5 แบบ ดังนี้
1. พินัยกรรมแบบธรรมดา (ป.พ.พ. มาตรา 1656)
2. พินัยกรรมเขียนเองทั้งฉบับ (ป.พ.พ. มาตรา 1657)
3. พินัยกรรมทำเป็นเอกสารฝ่ายเมือง (ป.พ.พ. มาตรา 1658)
4. พินัยกรรมทำเป็นเอกสารลับ (ป.พ.พ. มาตรา 1660)
5. พินัยกรรมทำด้วยวาจา (ป.พ.พ. มาตรา 1663)
วิธีเขียนพินัยกรรมแบบธรรมดา
1. ต้องทำเป็นหนังสือ โดยจะเขียนหรือพิมพ์ก็ได้ (จะเขียนหรือพิมพ์เป็นภาษาไทยหรือภาษาต่างประเทศก็ได้)
2. ต้องลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำ เพื่อพิสูจน์ความสามารถของผู้ทำ
3. ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน จะลงลายมือชื่อหรือพิมพ์นิ้วมือก็ได้ แต่จะใช้ตราประทับแทนการลงชื่อหรือเครื่องหมายแกงได*ไม่ได้ และพยานที่จะลงลายมือชื่อในพินัยกรรมจะพิมพ์ลายนิ้วมือหรือใช้ตราประทับ หรือลงแกงได หรือลงเครื่องหมายอย่างอื่นแทนการลงชื่อไม่ได้ จะต้องลงลายมือชื่อเท่านั้น
4. การขูด ลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่น จะส่งผลให้พินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ในขณะ ที่ขูด ลบ ตกเติม หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้น ได้ลงวัน เดือน ปี และผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อ หรือพิมพ์นิ้วมือต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน และพยานอย่างน้อยสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมในขณะนั้น (ต้องเป็นพินัยกรรมแล้ว) ลายพิมพ์นิ้วมือของผู้เป็นโรคเรื้อน (ไม่มีลายนิ้วมือ) หากมีพยานลงลายมือชื่อรับรองถูกต้องย่อมใช้ไม่ได้
*เครื่องหมายแกงได คือ รอยขีดเขียนซึ่งบุคคลทำไว้เป็นสำคัญแทนการลงลายมือชื่อ
วิธีทำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ
1. ต้องทำเป็นเอกสาร คือ ทำเป็นหนังสือ โดยจะใช้ภาษาไทยหรือภาษาต่างประเทศก็ได้
2. ผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนด้วยลายมือของตนเองทั้งฉบับจะพิมพ์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้เขียนหนังสือไม่ได้ จะไม่สามารถทำพินัยกรรมแบบนี้ได้ พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับจะมีพยานหรือไม่มีก็ได้ เพราะกฎหมายไม่ได้ห้ามไว้
3. ต้องลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำลงเพื่อพิสูจน์ความสามารถ และการทำก่อนหลังฉบับอื่น
4. ต้องลงลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมเท่านั้น จะใช้ลายพิมพ์นิ้วมือ หรือแกงได* หรือเครื่องหมายอย่างอื่นแทนไม่ได้
5. การขูด ลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ จะทำให้พินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมจะได้ทำด้วยมือตนเอง และลงลายมือชื่อกำกับไว้
6. หากมีการขูด ลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ที่มิได้ทำด้วยตนเอง หรือลงลายมือชื่อกำกับไว้เท่านั้นที่ไม่สมบูรณ์ ส่วนข้อความเดิมหรือพินัยกรรมยังคงใช้บังคับได้ตามเดิม ไม่ทำให้โมฆะทั้งฉบับ
*เครื่องหมายแกงได คือ รอยขีดเขียนซึ่งบุคคลทำไว้เป็นสำคัญแทนการลงลายมือชื่อ
ส่วนพินัยกรรมแบบอื่น ๆ เช่น พินัยกรรมทำเป็นเอกสารฝ่ายเมือง (ป.พ.พ. มาตรา 1658), พินัยกรรมทำเป็นเอกสารลับ (ป.พ.พ. มาตรา 1660) และพินัยกรรมทำด้วยวาจา (ป.พ.พ. มาตรา 1663) จะต้องไปยื่นคำร้องขอให้นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขต ณ อำเภอหรือเขตใดก็ได้ดำเนินการให้ จึงจะถือว่าเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์และถูกต้องตามกฎหมาย
สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรม
• พินัยกรรมเป็นนิติกรรมที่ต้องทำตามแบบที่กำหนดเท่านั้น
• ต้องเขียน วัน เดือน ปี ลงลายมือชื่อทั้งผู้ทำพินัยกรรมและผู้ที่เป็นพยาน

• ผู้ที่เป็นพยานจะต้องไม่เป็นผู้เยาว์หรือผู้หย่อนความสามารถ และต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกนั้นด้วย
• ผู้ที่เป็นพยานในการทำพินัยกรรมจะไม่มีสิทธิได้รับมรดกในพินัยกรรมนั้น
• ผู้ทำพินัยกรรมต้องมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
• พินัยกรรมควรจะตั้งผู้จัดการมรดกโดยสามารถระบุผู้ทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกที่เจ้ามรดกไว้ใจลงในพินัยกรรมไปได้เลย
• สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบ ก็สามารถกำหนดในพินัยกรรมได้
• ทรัพย์สินที่ระบุในพินัยกรรมต้องเป็นทรัพย์สินหรือสิทธิของผู้ทำพินัยกรรมเท่านั้น โดยต้องแยกสินส่วนตัวออกจากสินสมรสด้วย
• เงินประกันชีวิต เงินบำเหน็จตกทอด เงินมีบำนาญตกทอด เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ตกทอด ไม่อาจเป็นมรดกที่ระบุลงในพินัยกรรมได้ เพราะไม่ใช่ทรัพย์ที่เจ้ามรดกมีอยู่ก่อนตาย
ปรึกษาคดี 0971176877

การรับมรดกแทนที่ VS การสืบมรดก เมื่อทายาทโดยธรรมตายหรือถูกกกำจัดมิให้รับมรดกย่อมมีการรับมรดกแทนที่หรือการสืบมรดก ซึ่งโดย...
17/05/2024

การรับมรดกแทนที่ VS การสืบมรดก
เมื่อทายาทโดยธรรมตายหรือถูกกกำจัดมิให้รับมรดกย่อมมีการรับมรดกแทนที่หรือการสืบมรดก ซึ่งโดยหลักแล้วผู้สืบสันดานของทายาทผู้นั้นจะเข้ารับมรดกแทนที่ได้ต่อเมื่อทายาทผู้นั้นตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย แต่หากทายาทผู้นั้นตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกภายหลังเจ้ามรดกตายผู้สืบสันดานของทายาทผู้นั้นต้องรับมรดกในฐานะผู้สืบสันดานหรือสืบมรดกทายาทนั้นแล้วแต่กรณี และในกรณีที่ทายาทสละมรดกผู้สืบสันดานก็มีสิทธิสืบมรดกทายาทนั้นได้ ซึ่งกรณีใดที่จะต้องรับมรดกแทนที่กรณีใดต้องสืบมรดกแบ่งได้ ดังนี้
1.กรณีที่ต้องรับมรดกแทนที่ตามตรา 1639
1.1 กรณีทายาทตายก่อนเจ้ามรดก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7458/2553 ก. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของ ย. โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ ก. เมื่อ ก. ถึงแก่ความตายก่อน ย. โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ย่อมมีสิทธิรับมรดกแทนที่ ก. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1639 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 จึงเป็นทายาทของ ย.
1.2 กรณีทายาทถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดก แบ่งได้เป็น 3 กรณี ดังนี้
ก)กรณีถูกกำจัดมิให้รับมรดกเนื่องจากทายาทนั้นเป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าพยายามฆ่าเจ้ามรดกหรือผู้มีสิทธิรับมรดกก่อนตนตามมาตรา 1606(1)
ข)กรณีถูกกำจัดมิให้รับมรดกเนื่องจากทายาทนั้นเป็นผู้ที่ได้ฟ้องเจ้ามรดกหาว่าทำความผิดโทษประหารชีวิตและตนเองกลับต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่า มีความผิดฐานฟ้องเท็จหรือทำพยานเท็จตามมาตรา 1606(2)
ค)กรณีถูกกำจัดมิให้รับมรดกเนื่องจากทายาทนั้นเป็นผู้ที่ฉ้อฉลหรือข่มขู่ให้เจ้ามรดกทำ หรือเพิกถอน หรือเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมแต่บางส่วนหรือทั้งหมดซึ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดก หรือไม่ให้กระทำการดังกล่าวนั้นตามตรา 1606(4)
ข้อสังเกตเกี่ยวกับผู้ที่มีคุณสมบัติที่จะรับมรดกแทนที่ได้
-ผู้สืบสันดานที่รับมรดกแทนที่ได้นั้น หมายถึง ผู้สืบสันดานโดยตรงเท่านั้น(มาตรา 1643) ซึ่งหมายถึง ผู้สืบสันดานในทางสายโลหิตโดยแท้จริง ดังนั้น บุตรบุญธรรมจึงไม่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ผู้รับบุตรบุญธรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2495/2540 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1643 ที่กำหนดให้สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรงนั้นหมายความถึงผู้สืบสันดานโดยสายโลหิตอันแท้จริงเท่านั้นส่วนบุตรบุญธรรมแม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1627 จะให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายก็ตามก็หมายความเพียงว่าบุตรบุญธรรมเป็นทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1629(1)และมีสิทธิได้รับมรดกของผู้รับบุตรบุญธรรมเท่านั้นหามีผลทำให้บุตรบุญธรรมมีสิทธิรับมรดกแทนที่ผู้รับบุตรบุญธรรมด้วยไม่เพราะไม่ใช่เป็นผู้สืบสันดานโดยตรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1643 ดังนั้น เมื่อผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรมของ จ. ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับเจ้ามรดกและ จ. ถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดกแล้วเช่นนี้ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกแทนที่ จ. ได้เพราะผู้ร้องไม่ใช่ผู้สืบสันดานโดยตรงของ จ. ผู้ร้องจึงไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกในอันที่จะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1713

-แต่บุตรของบุตรบุญธรรมมีสิทธิรับมรดกแทนที่บุตรบุญธรรมได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 290/2494 บุตรบุญธรรมตายก่อนผู้รับบุตรบุญธรรม บุตรของบุตรบุญธรรมย่อมมีสิทธิรับมรดกแทนที่กันได้ตามสิทธิที่กฎหมายให้ไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1639
-แม้บุตรบุญธรรมจะรับมรดกแทนที่ผู้รับบุตรบุญธรรมไม่ได้ แต่บุตรบุญธรรมยังสืบมรดกได้ตามมาตรา 1607,1615
-บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วตามมาตรา 1627 ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานทางสายโลหิตของบิดาจึงรับมรดกแทนที่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 381/2538 ม. และโจทก์ที่ 1 ได้แสดงความเกี่ยวข้องฉันบิดากับบุตรโดยให้ความอุปการะเลี้ยงดูให้ใช้นามสกุลเดียวกันเป็นพฤติการณ์ที่รู้กันโดยทั่วไปตลอดมาว่าโจทก์ที่ 1 เป็นบุตร โจทก์ที่ 1 จึงเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของ ม. แต่เมื่อ ม. ซึ่งเป็นบุตรของเจ้ามรดกตายไปก่อนเจ้ามรดกโจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกแทนที่ ม. ได้
2.กรณีที่จะต้องสืบมรดก
2.1กรณีทายาทตายหลังเจ้ามรดกผู้สืบสันดานเข้ารับมรดกตามมาตรา 1629(1)

2.2กรณีทายาทถูกกำจัดมิให้รับมรดกหลังเจ้ามรดกตาย ผู้สืบสันดานสืบมรดกตามมาตรา 1607 แบ่งเป็น 3 กรณี ดังนี้
ก)กรณีถูกกำจัดมิให้รับมรดกเนื่องจากทายาทยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกตามตรา 1605
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 478/2539 แม้ ป.พ.พ .มาตรา 1639 บัญญัติให้ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกรับมรดกแทนที่ทายาทนั้นได้ในกรณีที่ทายาทนั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้นก็ตาม แต่มาตรา 1607 บัญญัติว่า การถูกกำจัดมิให้รับมรดกนั้นเป็นการเฉพาะตัวผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดสืบมรดกต่อไปเหมือนหนึ่งว่าทายาทนั้นตายแล้ว โดยมิได้บัญญัติว่า ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกสืบมรดกต่อไปได้เฉพาะในกรณีที่ทายาทนั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้น ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกของ บ.เจ้ามรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้และต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกของ บ.เลย อันเป็นการถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกหลังเจ้ามรดกตายก็ตาม บุตรของจำเลยซึ่งเป็นผู้สืบสันดานของจำเลยทายาทผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายบุญช่วยย่อมสืบมรดกของ บ.ต่อไปได้เหมือนหนึ่งว่าจำเลยตายแล้วตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 1607 และบทบัญญัติมาตรา 1607 หาได้อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 1639 ไม่
ข)กรณีถูกกำจัดมิให้รับมรดกเนื่องจากทายาทนั้นเป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเจตนาฆ่าเจ้ามรดกหรือผู้มีสิทธิรับมรดกก่อนตนตามมาตรา 1606(1)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8023/2538 ผู้ร้องถูกเจ้าพนักงานตำรวจ จับกล่าวหาว่า ผู้ร้องเป็นผู้ยิงเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ต่อมาผู้ร้องถูกส่งฟ้องต่อศาลในข้อหาดังกล่าวซึ่งผู้ร้องให้การปฏิเสธ คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ดังนั้น ถ้าหากต่อมามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้ร้องได้เจตนากระทำให้เจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องก็เป็นบุคคลที่ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1606(1) ซึ่งเป็นการถูกกำจัดมิให้รับมรดกภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตายกรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1639 ที่ผู้สืบสันดานของผู้ร้องจะมีสิทธิรับมรดกแทนที่ผู้ร้อง
ค)กรณีถูกกำจัดมิให้รับมรดกเนื่องจากทายาทนั้นเป็นผู้ที่รู้แล้วว่า เจ้ามรดกถูกฆ่าโดยเจตนา แต่มิได้นำข้อความนั้นขึ้นร้องเรียนเพื่อเป็นทางที่จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ตามมาตรา 1606(3)
2.3กรณีทายาทสละมรดก ผู้สืบสันดานของทายาทผู้นั้นสืบมรดกได้ตามตรา 1615
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961 - 3962/2528 มารดาของจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์และเจ้ามรดก เมื่อมารดาจำเลยสละมรดก จำเลยซึ่งเป็นบุตรจึงมีสิทธิ สืบมรดกได้ตามมาตรา 1615 และมีฐานะเป็นทายาทของเจ้ามรดก ในลำดับเดียวกับโจทก์
ข้อสังเกต กรณีที่ทายาทปลอมพินัยกรรมตามมาตรา 1606(5) ศาลฎีกาใช้ทั้งมาตรา 1607 และมาตรา 1639
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6782/2544 จำเลยปลอมพินัยกรรมของเจ้ามรดก จำเลยจึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดก แต่การถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควรนั้นเป็นการเฉพาะตัว บุตรของจำเลยซึ่งไม่ได้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกย่อมสืบมรดกต่อไปได้เหมือนหนึ่งว่าจำเลยตายแล้ว ตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1607, 1639
ข้อควรระวัง : หากผู้รับพินัยกรรมตายก่อนเจ้ามรดกหรือสละมรดกผู้สืบสันดานของผู้รับพินัยกรรมจะรับมรดกแทนที่หรือสืบมรดกไม่ได้ และในกรณีที่เจ้ามรดกตัดมิให้ทายาทคนได้รับมรดกผู้สืบสันดานของทายาทนั้นก็จะรับมรดกแทนที่หรือสืบมรดกไม่ได้เช่นกัน

ทำพินัยกรรมโดยระบุเงื่อนไขห้ามโอนถ้าทำพินัยกรรม โดยระบุเงื่อนไขในพินัยกรรมทำนองว่า"" ห้ามโอน หรือจำหน่าย ทรัพย์มรดกตามพิ...
04/05/2024

ทำพินัยกรรมโดยระบุเงื่อนไขห้ามโอน
ถ้าทำพินัยกรรม โดยระบุเงื่อนไขในพินัยกรรมทำนองว่า"" ห้ามโอน หรือจำหน่าย ทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมภายในกำหนดระยะเวลา 5 ปี และถ้าจะโอนหรือจำหน่ายจะต้องกระทำโดยการขาย และจะต้องขายในราคาไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 % ของราคาประเมิน""
การกำหนดเงื่อนไขอย่างนี้ไว้ในพินัยกรรม จะสามารถกำหนดได้หรือไม่ คำตอบ คือ สามารถกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวในพินัยกรรมได้ โดยเรียกเงื่อนไขดังกล่าวว่า ""ข้อกำหนดห้ามจำหน่ายทรัพย์สิน"" ซึ่งกฎหมาย ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้บัญญัติรับรองให้สามารถระบุเงื่อนไขดังกล่าวในพินัยกรรมได้ ดังนี้
"" มาตรา 1700 ของ ป.พพ. บัญญัติในทำนองว่า
ผู้ทำพินัยกรรม สามารถระบุเงื่อนไขการห้ามโอนทรัพย์ในพินัยกรรมได้ แต่ผู้ทำพินัยกรรมจะต้องระบุไว้ด้วยว่า ถ้าผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมฝ่าฝืน จะให้ใครเป็นผู้รับทรัพย์ในพินัยกรรมคนต่อไป ถ้าไม่ได้ระบุคนที่จะรับทรัพย์คนต่อไปไว้ ก็ให้ถือว่าเงื่อนไขดังกล่าวไม่มีผล
ตัวอย่างเช่น ระบุในพินัยกรรม ว่า
"" ..... ให้ที่รถยนต์คันหมายเลข 123 กรุงเทพมหานคร ตกได้แก่ นายแดง โดยห้ามมิให้นายแดง ขายรถยนยนต์คันดังกล่าวภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่ได้รับรถยนต์ หากนายแดงฝ่าฝืน ให้รถยนต์คันดังกล่าวตกได้แก่ นายเหลือง แทน .....""
ถ้าระบุในพินัยกรรมตามตัวอย่างก็ถือว่าข้อกำหนดนั้นใช้ได้ และมีผลบังคับตามกฎหมาย และผู้รับพินัยกรรมจะต้องปฏิบัติตาม แต่หาก ไม่ได้ระบุผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมหากมีการฝ่าฝืนเงื่อนไขห้ามโอนไว้ ก็จะถือว่า ข้อกำหนดห้ามโอนนั้นไม่มีผลตามกฎหมาย
ดู คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1480/2559 วินิจฉัยว่า
"" ..... แม้ตามพินัยกรรม จะมีข้อกำหนดห้ามจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามพินัยกรรมโอนทรัพย์สินนั้น แต่ก็ไม่ได้กำหนดให้มีบุคคลหนึ่งบุคคลใด นอกจากผู้รับประโยชน์ตามพินัยกรรม ที่จะให้เป็นผู้รับทรัพย์สินนั้นต่อไปอย่างเด็ดขาด กรณีจึงต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1700 วรรคสาม ที่ให้ถือว่าข้อกำหนดห้ามโอนนั้นเป็นอันไม่มีเลย .....""
ดู คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 362/2511 วินิจฉัยว่า
"" ..... เจ้ามรดก ได้ทำพินัยกรรมยกกรรมสิทธิ์ที่พิพาทให้จำเลย แต่มีข้อกำหนดห้ามมิให้จำเลยจำหน่ายจ่ายโอน โดยมิได้รับความเห็นชอบจากบุตรของเจ้ามรดกที่มีสิทธิอาศัย แต่ข้อกำหนดนี้หาได้ระบุไว้ว่า ถ้าจำเลยละเมิดข้อกำหนดแล้ว จะให้ที่พิพาทตกเป็นของผู้ใดไม่ ข้อกำหนดห้ามโอน จึงถือว่าเป็นอันไม่มีเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1700 .....""

0971176877

รับสภาพหนี้ตามสัญญาจ้างทำของการทำหนังสือรับสภาพหนี้ ในหนี้ตามสัญญาจ้างทำของ หากยังไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ จะถือว่าอายุความได...
17/04/2024

รับสภาพหนี้ตามสัญญาจ้างทำของ
การทำหนังสือรับสภาพหนี้ ในหนี้ตามสัญญาจ้างทำของ หากยังไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ จะถือว่าอายุความได้สะดุดหยุดลงแล้วหรือไม่ อย่างไร
ประเด็นแรก
หนังสือรับสภาพหนี้ ที่บุคคลธรรมดาทำขึ้น (บุคคลธรรมดาที่เป็นลูกหนี้) ไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ จะต้องปิดอากรแสตมป์เฉพาะหนังสือรับสภาพหนี้ที่นิติบุคคลทำขึ้นเท่านั้น (นิติบุคคลที่เป็นลูกหนี้) โดยหนังสือรับสภาพหนี้ที่นิติบุคคลทำขึ้นนั้น จะต้องกับคำว่า ""ใบรับรองหนี้"" ตาม บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ข้อ 11. (1) ของ ประมวลรัษฎากร 2481
ดู คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 687/2518 วินิจฉัยว่า
"" ..... หนังสือรับสภาพหนี้ ซึ่งบุคคลธรรมดาได้ทำขึ้นนั้น ถือว่า เป็นใบรับรองหนี้ อันเป็นตราสารที่ไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร แม้ไม่ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ..... ""
ดู คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 434/2523 วินิจฉัยว่า
"" ..... ตามประมวลรัษฎากร เฉพาะใบรับรองหนี้ที่บริษัทสมาคมคณะบุคคลหรือองค์การทำขึ้นเท่านั้นที่จะต้องปิดอากรแสตมป์ ส่วนใบรับรองหนี้ที่บุคคลธรรมดาทำขึ้น ไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ ก็สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ..... ""
ประเด็นที่สอง
สัญญาจ้างทำของ ที่แม้จะมีการทำหนังสือรับสภาพหนี้กันไว้นั้น ถ้าจะฟ้องคดีโดยอาศัยสิทธิต่างๆในสัญญาจ้างทำของ ก็จะต้องฟ้องภายในอายุความ 2 ปี โดยจำต้องอาศัยอายุความตามสัญญาจ้างทำของเหมือนเดิม เพราะการรับสภาพหนี้ไม่ได้ทำให้อายุความเพิ่มขึ้นแต่ประการใด เพียงแต่ทำให้การนับอายุความนั้นต้องมาเริ่มนับกันใหม่นับแต่มีการรับสภาพหนี้เท่านั้น เรียกว่า ""อายุความเริ่มนับใหม่""
ดู คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4857/2549 วินิจฉัยว่า
"" ..... สัญญาจ้างทำของ จะมีอายุความ 2 ปี ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1)
การทำหนังสือรับสภาพหนี้ ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) และในการรับสภาพหนี้ที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้น จะต้องเป็นการรับสภาพหนี้ก่อนที่อายุความตามสัญญาจ้างทำของจะขาดลง
เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้ว จะต้องเริ่มนับอายุความใหม่นับแต่การรับสภาพหนี้ ..... ""
ประเด็นที่สาม
การฟ้องตามสัญญาจ้างทำของ ที่มีการรับสภาพหนี้ด้วยนั้น เวลาฟ้องคดีต่อศาล จะต้องอ้างทั้งสัญญาจ้างทำของและอ้างทั้งหนังสือรับสภาพหนี้เข้าไปด้วยพร้อมๆกัน จะฟ้องโดยอ้างอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ เพราะถ้าฟ้องตามสัญญาจ้างทำของถ้าไม่อ้างเรื่องการรับสภาพหนี้เข้าไปด้วย ก็จะถือว่าคดีที่ฟ้องไม่มีประเด็นเรื่องการรับสภาพหนี้ หากสัญญาจ้างทำของขาดอายุความไปแล้วก่อนฟ้องคดี หากไม่อ้างเรื่องการรับสภาพหนี้เข้าไป ศาลก็อาจจะยกฟ้องได้แต่ถ้าจะฟ้องตามหนังสือรับสภาพหนี้อย่างเดียวก็ได้ โดยจะถือว่าหนังสือรับสภาพหนี้เป็นหลักฐานหรือสัญญาจ้างทำของ เพราะสัญญาจ้างทำของนั้น ไม่มีกฎหมายบังคับว่าจะต้องทำสัญญาหรือหลักฐานแห่งการจ้างเป็นหนังสือ จึงอาศัยการนำพยานหลักฐานต่างๆมานำสืบได้
ดู คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2783/2535 วินิจฉัยว่า
"" ..... โจทก์ฟ้องจำเลย โดยตั้งรูปคดี เป็นเรื่องผิดสัญญาจ้างทำของและผิดสัญญารับสภาพหนี้ โดยในการบรรยายคำฟ้องของโจทก์นั้น ก็ได้บรรยายทั้งในส่วนที่เป็นเนื้อหาของการจ้างทำของ และในส่วนที่เป็นเนื้อหาของการรับสภาพหนี้ คดีจึงมีทั้งประเด็นเรื่องของสัญญาจ้างทำของและประเด็นเรื่องการรับสภาพหนี้ เมื่อจำเลยไม่ได้ต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ได้ต่อสู้เรื่อ่งการรับสภาพหนี้ จึงถือว่าจำเลยสละประเด็นเรื่องอายุความ จำเลยจึงมายกประเด็นเรื่องอายุความขึ้นอีกไม่ได้ ..... ""
ดู คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 590/2531 วินิจฉัยว่า
"" ..... เมื่อโจทก์บรรยายคำฟ้องมาทั้ง เรื่องการจ้างทำของและเรื่องการรับสภาพหนี้ เมื่อจำเลยยกประเด็นเรื่องอายุความตามสัญญาจ้างทำของขึ้นต่อสู้โจทก์ ศาลย่อมมีอำนาจหยิบยกประเด็นเรื่องการรับสภาพหนี้มาวินิจฉัยได้ และมีอำนาจวินิจฉัยได้ว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยอาศัยการรับสภาพหนี้ .....""
ดังนั้น ถ้านิติกรรมหรือมูลหนี้ใดก็ตามที่มีการรับสภาพหนี้กันไว้ ถ้าจะฟ้องคดีต่อศาลก็จะต้องพิจารณาว่าการรับสภาพหนี้ที่ทำกันไว้นั้น ถูกต้องตามที่กฎหมายและแนวฎีกากำหนดไว้หรือไม่ด้วย และเวลาฟ้องคดีก็ต้องบรรยายเรื่องการรับสภาพหนี้ด้วย _____""
www.sappaneti.com

เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบภายหลังมีคำพิพากษาถึงที่สุดตามกฎหมายแล้วนั้น แม้ว่าคดีจะถึงที่สุดไปแล้วก็ตาม แต่หากว่าม...
06/04/2024

เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบภายหลังมีคำพิพากษาถึงที่สุด
ตามกฎหมายแล้วนั้น แม้ว่าคดีจะถึงที่สุดไปแล้วก็ตาม แต่หากว่ามีมีกระบวนพิจารณาที่มีการทำผิดระเบียบเอาไว้ก่อนที่คดีจะถึงที่สุด ผู้ที่เสียหายจากกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว ก็ยังสามารถยื่นคำร้องเข้าไปในคดีเดิม เพื่อขอให้ศาลทำการไต่สวนคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบได้ เพียงแต่จะต้องทำตามเงื่อนไข ของการร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ จำนวน 2 เงื่อนไขที่เคร่งครัด คือ
เงื่อนไขที่ 1. จะต้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบ ภายใน 8 วัน นับแต่ทราบเหตุแห่งความผิดระเบียบ
เงื่อนไขที่ 2. ภายหลังจากทราบเหตุแห่งความผิดระเบียบแล้ว ห้ามมิให้ทำการสิ่งใดขึ้นใหม่ หรือ ต้องไม่มีพฤติการณ์ให้สัตยาบันรับรองกระบวนการผิดระเบียบนั้นต่อไปอีก เป็นไปตาม มาตรา 27 ของ ป.วิ.แพ่ง
เทียบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 684/2548 วินิจฉัยว่า
"แม้คดีจะถึงที่สุดไปแล้วก็ตาม แต่หากมีข้อที่ผิดระเบียบ ผู้ที่ต้องเสียหายย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบได้ แต่มีเงื่อนไขว่า จะต้องยื่นคำร้องภายใน 8 วัน นับแต่วันทราบถึงข้อผิดระเบียบและต้องไม่ทำการสิ่งใดขึ้นใหม่และต้องไม่ได้มีการให้สัตยาบันขึ้นรับรองข้อผิดระเบียบนั้น "
(แม้ตัวบท มาตรา 27 จะใช้คำว่า "ก่อนศาลมีคำพิพากษา" และคำว่า "ไม่ช้ากว่า 8 วัน" แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เมื่อศาลพิพากษาไปแล้วจะยกมาตรา 27 ขึ้นอ้างไม่ได้ เพราะศาลฎีกาตีความไว้เป็นบรรทัดฐานนานแล้ว ว่า คำว่า "ก่อนศาลพิพากษา" ใช้เฉพาะกรณีที่คู่ความทราบข้อผิดระเบียบก่อนศาลพิพากษาเท่านั้น แต่หากคู่ความทราบข้อผิดระเบียบภายหลังศาลพิพากษา ก็สามารถยกมาตรา 27 มาใช้ประโยชน์ได้ เพียงแต่จะต้องกระทำภายในระยะเวลา 8 วัน (เทียบ ฎ.1293/2564, 2472/2558,800/2551,6252/2550,3391/2562)
เทียบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5346/2547 วินิจฉัยว่า
""คดีนี้ ปรากฏว่า ได้มีการอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาแล้ว จนคดีถึงที่สุดแล้ว กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจคู่ความกระทำการสิ่งใดหลังจากคดีถึงที่สุดโดยคำพิพากษาของศาลฎีกาอีกแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะนำเอาเรื่อง การร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ตามาตรา 27 ของ ป.วิ.แพ่ง มาใช้ได้อีก อีกทั้งเมื่อพิจารณาคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบก็มิใช่เรื่องผิดระเบียบแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องที่อ้างว่าศาลฎีกาวินิจฉัยพยานหลักฐานไม่ถูกต้อง ซึ่งประเด็นนี้เป็นอำนาจของศาลที่จะวินิจฉัยได้ ไม่ใช่เรื่องกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบแต่อย่างใด จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณา""
( คดีนี้ ผู้ร้องอ้างว่าที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในเนื้อหาของฎีกานั้นเป็นเรื่องผิดระเบียบ ซึ่งมาตรา 27 ของ ป.วิ.แพ่ง ไม่ได้ให้นำมาใช้กับการวินิจฉัยเนื้อหาคดีของศาล เพราะการวินิจฉัยเนื้อหาคดีของศาลนั้นเป็นอำนาจโดยอิสระของศาลอยู่แล้ว แม้ศาลจะวินิจฉัยผิพลาดอย่างไรก็ตามก็จะต้องโต้แย้งหรือคัดค้านด้วยวิธีการอุทธรณ์ ฎีกาเท่านั้น จะอาศัยมาตรา 27 มาขอเพิกถอนไม่ได้
คดีซึ่งไม่ใช่การถึงที่สุดโดยคำพิพากษาของศาลฎีกา และสิ่งที่เป็นข้อผิดระเบียบที่ขอให้ศาลเพิกถอนนั้น ไม่ใช่ในส่วนของการที่ศาลวินิจฉัยเนื้อหาของคดี แต่เป็นกระบวนการหรือขั้นตอนในทางคำสั่งของศาลเกี่ยวกับการแจ้งคำสั่งศาลหรือการแจ้งให้คู่ความทราบถึงคำสั่งศาล ซึ่งพบว่ากระบวนนี้มีข้อผิดระเบียบเกิดขึ้น ซึ่งหากพิสูจน์ได้ว่ากระบวนนี้มีความผิดเกิดขึ้นจริง ศาลก็จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาให้

การซื้อขายพระเครื่อง  โดยอาจจะเลี่ยงไปใช้คำว่า "เช่า" ก็ได้ เพื่อมิให้ถูกมองว่านำพระมาซื้อขายกัน แต่ในทางกฎหมายก็ถือว่าเ...
04/04/2024

การซื้อขายพระเครื่อง
โดยอาจจะเลี่ยงไปใช้คำว่า "เช่า" ก็ได้ เพื่อมิให้ถูกมองว่านำพระมาซื้อขายกัน แต่ในทางกฎหมายก็ถือว่าเป็นเรื่องของการ "ซื้อขาย" มิใช่การเช่า โดยภายหลังซื้อไปแล้ว พบว่า เป็นพระเก๊ จึงมีปัญหาว่า ผู้ที่ขายพระจะมีความผิดหรือไม่สำหรับแนวของศาลในการตัดสินว่าเป็นฉ้อโกงหรือไม่ ศาลจะดูจากพฤติการณ์เป็นเรื่องๆไป กรณีที่ศาลมักจะมองว่าเป็นการฉ้อโกง คือ "มีการรับประกัน" จากผู้ขายว่าเป็นพระแท้ ซึ่งการรับประกันนั้น เกิดขึ้นได้ 3 ลักษณะ คือ (1) ออกใบรับประกันพระแท้ หรือ (2) รับประกันพระแท้โดยไม่ออกใบรับประกัน เช่น ระบุไว้ในสัญญาซื้อขาย หรือ (3) รับประกันด้วยวาจาในขณะซื้อขายกัน ถ้ามีการรับประกัน แล้วภายหลังพบว่าเป็นพระเก๊ หากผู้ซื้อขอคืนพระและขอเงินคืน หากผู้ขายไม่ยอมคืนเงินให้ ก็จะเข้าข่ายเป็นความผิดฐานโกง โดยศาลจะมองว่า "พฤติการณ์ในการรับประกันพระแท้นั้น เป็นเพียงการหลอกลวงเพื่อที่จะขายพระเท่านั้น" เพราะหากมีเจตนาที่จะรับประกันพระแท้จริงๆ เมื่อมีการโต้แย้งว่าเป็นพระเก๊ ผู้ขายก็ควรจะต้องมีพฤติการณ์ในการพิสูจน์ว่าพระของตนเองเป็นพระจริงไม่ใช่พระเก๊ การที่ผู้ขายบ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับคืนพระและไม่ยอมพิสูจน์พระของตนเอง ศาลจะมองว่าการขายพระโดยรับประกันพระแท้นั้น เป็นการใช้คำว่า "รับประกัน" เป็นอุบายในการหลอกลวง จึงเข้าข่ายเป็นความผิดฐานฉ้อโกง
ดังนั้น ถ้าขายพระแล้วมีการรับประกันว่าเป็นพระแท้ ถ้าภายหลังผู้ซื้อโต้แย้งว่าเป็นพระเก๊ สิ่งที่ผู้ขายจะต้องทำ คือ จะต้องจัดให้มีการตรวจสอบพระเครื่องดังกล่าวร่วมกันระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อ โดยหาคนกลางไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลมาตัดสินว่าเป็นพระแท้หรือพระเก๊ ส่วนผลจะออกมาอย่างไรก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ผู้ขายห้ามบ่ายเบี่ยงหรือไม่ยอมรับการพิสูจน์พระเครื่อง เพราะถ้าปฏิเสธย่อมเข้าข่ายเป็นความผิดฐานฉ้อโกง
ส่วนพระจะเป็นพระแท้ หรือ พระเก๊ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่จะต้องหาคนกลางมาตัดสิน ถ้าตัดสินได้เป็นเอกฉันท์อย่างใดอย่างหนึ่งก็จบไปตามนั้น ถ้าผลการตัดสินไม่เป็นเอกฉันท์ ผู้ซื้อก็อาจจะคืนพระเครื่องไม่ได้ เพราะถือว่าไม่อาจจะพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดว่าเป็นพระเก๊
การวินิจฉัยว่า ผู้ขายมีเจตนาหลอกลวงอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่นั้น ศาลจะยังไม่เข้าไปตัดสินประเด็นว่าเป็นพระแท้หรือพระเก๊ แต่ศาลจะดูพฤติการณ์ภายหลังจากที่ผู้ซื้อแจ้งไปยังผู้ขายว่า พระที่ซื้อไปนั้นมีการตรวจสอบแล้วว่าเป็นพระเก๊ ศาลจะดูว่าพฤติการณ์ของผู้ขายภายหลังทราบเรื่องแล้วมีพฤติการณ์อย่างไร โดยจะแบ่งพฤติการณ์ ดังนี้
(1) ไม่บ่ายเบี่ยง และขอให้ทำการตรวจพิสูจน์พระเครื่อง โดยการจัดหาคนกลางมาตัดสิน ถ้าผลการตัดสินออกมาว่าเป็นพระเก๊ ก็ยินดีจะคืนเงินให้ (ส่วนจะมีคืนให้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) = พฤติการณ์อย่างนี้ ยังไม่เข้าข่ายฉ้อโกง
(2) มีการบ่ายเบี่ยง และไม่มีการจัดให้ทำการตรวจพิสูจน์พระเครื่อง โดยไม่ร่วมกันพิสูจน์ความจริงกับผู้ซื้อ = พฤติการณ์อย่างนี้ เข่าข่ายเป็นการฉ้อโกง เพราะไม่ใสใจที่จะพิสูจน์พระของตนเอง ทั้งๆที่ตนเองได้รับประกันไปในขณะซื้อขายว่าเป็นเป็นพระแท้ แสดงว่าเป็นการรับประกันทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่พระแท้
ดังนั้น การที่ผู้ขายจะมีความผิดฐานฉ้อโกงนั้น จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเป็นพระแท้หรือพระเก๊เป็นหลักเท่านั้น แต่ศาลจะ ดูพฤติการณ์แวดล้อมต่างๆประกอบกัน และดูเหตุผลแวดล้อมทั้งหมดเพื่อที่จะพิจารณาว่า ผู้ขายพระเครื่องนั้น "ทราบหรือน่าจะทราบได้หรือไม่" ว่า พระดังกล่าวไม่ใช่พระแท้
เทียบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2516/2534 วินิจฉัยว่า
"" ..... จำเลยเป็นพระสงฆ์ ในการขายพระเครื่องพิพาท จำเลยได้รับรองหรือรับประกันแก่ผู้ซื้อขาย ว่า พระเครื่องดังกล่าวเป็นพระเครื่องที่ได้มาจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี แต่ความจริงปรากฏว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ไม่เคยทรงจัดสร้างพระเครื่องดังกล่าว และ ไม่เคยทรงพระราชทานแก่จำเลยด้วย ดังนั้น การที่จำเลยไปรับรองว่าเป็นพระที่สมเด็จพระเทพฯจัดสร้าง และพระราชทานให้แก่จำเลยนั้น จึงเป็นการหลอกลวง เพื่อที่จะให้ผู้เสียหายมาซื้อพระเครื่องดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง .....""
หรือ คดีที่ศาลล่างตัดสิน (คดีไม่ถึงศาลฎีกา) ว่าผู้ขายพระเครื่องมีความผิดฐานฉ้อโกง ก็จะมีพฤติการณ์ คือ 1. มีการรับประกันว่าเป็นพระแท้ และ 2. เมื่อผู้ซื้อโต้แย้งในภายหลังว่าไม่ใช่พระแท้ ก็จะบ่ายเบี่ยงไม่ยอมจัดให้มีการพิสูจน์พระเครื่องดังกล่าว ซึ่งศาลล่างเชื่อว่าเป็นการฉ้อโกง
(อ้างอิง : ข่าว พิพากษาจำคุก 2 ปี เจ้าของนิตยาสารพระเครื่อง ชื่อ ""โพธิ์เพชร"" มีพฤติการณ์ที่ขายพระโดยรับประกัน แต่ภายหลังเมื่อผู้ซื้อโต้แย้งกลับไม่ยอมรับและไม่จัดให้มีการตรวจสอบพระ)
(อ้างอิง : ข่าว กองปราบจับเซียนพระ ขายพระเก๊ โดยการปลอมประวัติของพระเครื่อง โดยกองปราบพิสูจน์ข้อเท็จจริงโดยให้ผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลปากรตรวจสอบประวัติของพระเครื่องที่ผู้ต้องหาทำขึ้น พบว่าเป็นประวัติที่่ทำขึ้นปลอม)
ฉะนั้น ผู้ที่ขายพระเครื่อง แล้วรับประกันว่าพระเครื่องของตนเองเป็นพระแท้ ไม่ว่าจะรับประกันด้วยเอกสารหรือลายลักษณ์อักษรก็ตาม ถ้าภายหลังผู้ซื้อโต้แย้งว่าเป็นพระเครื่องเก๊ ผู้ขายจะต้องจัดให้มีการพิสูจน์พระเครื่องของตนเอง โดยร่วมกันจัดหาผู้เชี่ยวชาญมาพิสูจน์ ถ้าผู้ขายไม่ทำขั้นตอนนี้ ก็จะเข้าข่ายเป็นความผิดฐานฉ้อโกง
สำหรับ ""การขายพระเครื่องที่ไม่มีการรับประกัน"" หรือที่เรียกกันว่า ""ขายตามสภาพ"" หรือ ""ตาดีได้ตาร้ายเสีย"" การขายพระเครื่องแบบนี้ แม้ภายหลังจะพบว่าเป็นพระเก๊ ผู้ขายก็ไม่มีความผิดฐานฉ้อโกง เพราะผู้ขายไม่ได้รับประกันว่าพระของตนเองเป็นพระแท้ โดยให้ผู้ซื้อตัดสินใจและตรวจดูด้วยตนเอง ดังนั้น ในขณะขายจึงเห็นว่าผู้ขายเองก็ไม่ทราบว่าพระของตนเองแท้หรือเก๊ ส่วนผู้ซื้อจะซื้อหรือไม่ก็แล้วแต่ ถ้าซื้อก็ต้องยอมรับผลเอาเองหากภายหลังตรวจพบว่าเป็นพระเก๊ ซึ่งการขายพระแบบขายตามสภาพนี้ พบได้ทั่วไปแถวๆ ท่าพระจันทร์ ที่นำพระเครื่องมาวางกองกับพื้น แล้วให้ผู้ซื้อตรวจดูได้ตามใจชอบ โดยผู้ขายจะไม่รับประกันพระเครื่องของตนเองว่าเป็นพระแท้
ปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่พบ คือ มีการโต้เถียงกันว่ามีการรับประกันพระแท้หรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้มักจะเป็นกรณีที่ ผู้ขายไม่ได้ออกใบรับประกันพระแท้ให้ และไม่ได้มีการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรจึงทำให้ไม่มีข้อความว่าผู้ขายรับประกันว่าเป็นพระแท้ ซึ่งหากเป็นการซื้อขายพระเครื่องกันแบบซื้อขายตามสภาพก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะก็เป็นที่เข้าใจกันว่า แม้จะเป็นพระเก๊ก็ถือว่าผู้ขายไม่ผิด
แต่หากเป็น การซื้อจากร้านที่ขายพระเครื่องและซื้อกันในราคาที่สูงกว่าปกติทั่วไป เรียกว่า ""ราคาแพงกว่าการซื้อขายพระแบบซื้อขายตามสภาพ"" กรณีแบบนี้ น่าเชื่อว่า ผู้ขายจะต้องมีการรับประกันว่าพระของตนเองเป็นพระแท้ เพราะการซื้อขายพระกันตามสภาพนั้น ราคาของพระจะไม่แพง ฉะนั้น แม้ไม่มีใบรับประกันพระแท้ แต่หากไม่ใช่การซื้อขายพระแบบซื้อขายกันตามสภาพ ข้อเท็จจริงก็น่าเชื่อว่า ผู้ขายน่าจะมีการรับประกันว่าพระของตนเองเป็นพระแท้ ไม่อย่างนั้นผู้ซื้อก็คงไม่ซื้อในราคาสูงหากผู้ขายไม่รับประกัน ซึ่งพฤติการณ์อย่างนี้อาจจะเข้าข่ายเป็นความผิดฐานฉ้อโกงได้ หากว่า ผู้ซื้อมาโต้แย้งในภายหลังแล้วผู้ขายบ่ายเบี่ยงไม่ยอมพิสูจน์พระเครื่องของตนเอง
ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า
1. ถ้าขายพระเครื่อง ""โดยรับประกันพระแท้"" ถ้าภายหลังผู้ซื้อโต้แย้งว่าเป็นพระเก๊ ผู้ขายจะต้องจัดให้มีการตรวจสอบพระเครื่องของตนเอง แล้วถ้าพบว่าเป็นพระเก๊จริง ก็ต้องคืนเงินให้ผู้ซื้อเขาไป แต่หากบ่ายเบี่ยงแบบตัดบทไปเลย ไม่จัดให้มีการพิสูจน์พระเครื่องของตนเอง แบบนี้เข้าข่ายฉ้อโกง
2. ถ้าเป็นการ ""ขายพระเครื่องแบบขายตามสภาพ"" แบบนี้แม้จะพบในภายหลังว่าเป็นพระเก๊ ผู้ขายก็ไม่ต้องรับผิด เพราะถือว่าไม่ได้รับประกันและเป็นการขายแบบตาดีได้ตาร้ายเสีย และผู้ซื้อต้องเสี่ยงภัยเองว่าพระเครื่องที่ซื้อมานั้นอาจจะเป็นพระเก๊ก็ได้ หรืออาจจะเป็นพระแท้ก็ได้
3. ในกรณีที่มีการโต้เถียงกันว่า มีการรับประกันพระแท้หรือไม่ หากไม่ได้มีพยานหลักฐานเป็นหนังสือหรือลายลักษณ์อักษร ก็จะดูจาก (1) สถานที่ที่ซื้อ (2) ราคา หากซื้อกันในร้านขายพระเครื่องหรือเว็บหรือเพจขายพระเครื่อง และราคาที่ซื้อขายก็เป็นราคาสูงตามลักษณะหรือชนิดของพระ กรณีแบบนี้ ก็จะมีเหตุให้น่าเชื่อได้ว่า ผู้ขายน่าจะมีการรับประกันพระแท้ เพราะไม่ใช่ลักษณะของการซื้อขายพระเครื่องกันตามสภาพ
ดังนั้น จึงเห็นว่า การตัดสินว่าเป็นฉ้อโกงหรือไม่ จึงไม่เกี่ยวข้องว่าเป็นพระแท้หรือพระเก๊เท่านั้น และศาลก็ไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องพระเครื่องด้วย แต่ศาลจะอาศัยดูจากพฤติการณ์และความผิดปกติต่างๆที่เกิดขึ้นในการซื้อขายพระเครื่องกันเป็นตัวตัดสิน

ที่อยู่

Surat Thani
84170

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักกฎหมายสรรพเนติผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง สำนักกฎหมายสรรพเนติ:

แชร์