Peet Law TSU แชร์ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายในชีวิต?

04/03/2026
24/02/2026
23/02/2026

ีกาใหม่น่าสนใจ 🧠

รวมคำพิพากษาฎีกาปี 2566 - 2568
เรื่อง " #ผู้เสียหาย " ตาม ป.วิ.อ. #ที่น่าสนใจ

➀ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7626/2568

( #สรุปหลัก) เมื่อจำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท เป็นผู้กระทำความผิดต่อบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นเอง ย่อมจะไม่ฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเพื่อกล่าวหาตนเอง โจทก์ร่วมในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทและมีส่วนได้เสียในผลประกอบการกับนิติบุคคลนั้นโดยตรงย่อมได้รับความเสียหาย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายมีสิทธิร้องทุกข์หรือฟ้องคดีเองได้โดยชอบด้วยกฎหมาย พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ประกอบมาตรา 121 วรรคสอง

( #ย่อสั้น)

• โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ร่วมและจำเลยรวมทั้งบุคคลอื่นอีก 1 คน เป็นผู้ถือหุ้น โดยโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นกรรมการในบริษัทร่วมกันกระทำการแทนบริษัท ต่อมาจำเลยเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของบริษัทแล้วเบียดบังยักยอกเงินเป็นของตนเองโดยทุจริต ทำให้โจทก์ร่วมในฐานะผู้ถือหุ้นในบริษัทได้รับความเสียหาย

• #วรรคนี้ดี » คำฟ้องของโจทก์เป็นการยืนยันแล้วว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทและเป็นผู้เสียหายในกรณีที่กรรมการของบริษัทเป็นผู้กระทำความผิดต่อบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นเอง ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจึงสามารถร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยได้นั้น จึงมิใช่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น

• #ข้อเท็จจริงสำคัญ » คดีนี้เป็นความผิดที่ได้กระทำต่อนิติบุคคล ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (3) บัญญัติให้ผู้จัดการ หรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลเป็นผู้ฟ้องคดีแทน เมื่อจำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท เป็นผู้กระทำความผิดต่อบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นเอง ย่อมจะไม่ฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเพื่อกล่าวหาตนเอง โจทก์ร่วมในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทและมีส่วนได้เสียในผลประกอบการกับนิติบุคคลนั้นโดยตรงย่อมได้รับความเสียหาย

• โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจึงเป็นผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องคดีเองหรือร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน คดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว จึงถือได้ว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเป็นผู้เสียหายได้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวน และโจทก์มีอำนาจฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 ประกอบมาตรา 121 วรรคสอง

-------

➁ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1327/2568

( #สรุปหลัก) ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 227 มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองมิให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิตและร่างกายของบุคคลอื่นหรือประชาชน ผู้ที่จะเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานนี้จึงต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากภยันตรายที่อาจเกิดแก่ชีวิตและร่างกาย โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลไม่อาจได้รับอันตรายดังกล่าวจากการกระทำความผิด จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง

( #ย่อสั้น)

• #วรรคนี้ดี » โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 227 อันเป็นความผิดในลักษณะ 6 ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน เป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน โดยมีวัตถุประสงค์ให้ลงโทษแก่ผู้ที่ละเว้นไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการแห่งวิชาชีพนั้น ๆ เพื่อคุ้มครองมิให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิตและร่างกายบุคคลอื่นหรือประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่กฎหมายคุ้มครอง โจทก์หรือบุคคลใดจะเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีในความผิดฐานดังกล่าวได้ ต้องปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่าเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดนั้น หมายความว่า เป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษอันเป็นอันตรายจากการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์แห่งวิชาชีพนั้น ที่กฎหมายคุ้มครอง ดังนั้น ผู้ที่จะเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานนี้ ต้องเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากภยันตรายอันเป็นอันตรายที่อาจเกิดแก่ชีวิตและร่างกาย เนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำตามวิชาชีพการออกแบบก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างในคดีเท่านั้น ผู้เสียหายจึงต้องเป็นบุคคลธรรมดา

• โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลไม่อาจได้รับอันตรายดังกล่าวจากการกระทำความผิดได้ จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในฐานความผิดนี้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 2 (4) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และกรณีเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วย แม้คดียุติแล้วโดยไม่ได้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 และ 225

--------

➂ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1093/2568

( #สรุปหลัก) การที่โจทก์โอนเงินให้แก่จำเลยโดยเชื่อจากกลอุบายการหลอกลวงมาตั้งแต่ต้น ซึ่งใช้ผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราสูงเป็นเครื่องล่อใจและปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง เมื่อโจทก์ไม่ได้มีส่วนในการกระทำความผิด หรือไม่เป็นผู้ใช้ ผู้สนับสนุน หรือรู้เห็นในการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ที่ผิดต่อกฎหมายของจำเลย โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยและมีอำนาจฟ้องคดี

( #ย่อสั้น)

• การที่โจทก์ทั้งสองโอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นการเชื่อจากกลอุบายการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองมาตั้งแต่ต้น โดยใช้ผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราสูงเป็นเครื่องล่อใจเป็นวิธีการหลอกลวงอย่างหนึ่งและจำเลยทั้งสองยังปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้นำเงินลงทุนไปประกอบกิจการใด ๆ ที่จะได้รับผลตอบแทนเพียงพอที่จะให้ผู้ฝากออมได้ประโยชน์ โจทก์ที่ 1 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 จะนำเงินไปปล่อยกู้ในบ่อนหรือให้กับนายวงแชร์หรือประกอบธุรกิจใดที่ชอบด้วยกฎหมาย

• ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้มีส่วนในการกระทำความผิด หรือไม่เป็นผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนหรือรู้เห็นในการกระทำความผิดหรือการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ที่ผิดต่อกฎหมายของจำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงมีอำนาจฟ้อง (ดู ฎ. 604/2566 วินิจฉัยทำนองเดียวกัน)

--------

➃ คำพิพากษาฎีกาที่ 4470/2567

( #สรุปหลัก) เงินที่โจทก์ฝากเข้าบัญชีธนาคารย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารผู้รับฝาก ซึ่งมีหน้าที่เพียงต้องคืนเงินตามจำนวนที่ฝากไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 เงินจำนวนดังกล่าวที่จำเลยรับไปจึงเป็นเงินของธนาคารมิใช่เงินของโจทก์ การที่จำเลยทำใบถอนเงินปลอมเบิกถอนเงินจากบัญชีของโจทก์ไปเข้าบัญชีของจำเลย ธนาคารผู้รับฝากจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายที่แท้จริงในความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)

( #ย่อสั้น)

• เงินที่โจทก์นำมาฝากเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. อยู่ในความครอบครองของธนาคาร ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร ท. ซึ่งธนาคารผู้รับฝากย่อมมีสิทธิในการบริหารจัดการเงินฝากจำนวนดังกล่าว ธนาคารผู้รับฝากคงมีหน้าที่เพียงต้องคืนเงินตามจำนวนที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกค้านำเข้าฝากไว้เท่านั้น ธนาคารผู้รับฝากไม่จำเป็นต้องคืนเงินเป็นจำนวนอันเดียวกับที่โจทก์ฝากไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 เงินจำนวนดังกล่าวที่จำเลยรับไปจึงเป็นเงินของธนาคาร ท. ผู้รับฝาก มิใช่เงินของโจทก์

• การที่จำเลยทำใบถอนเงินที่ปลอมขึ้นมาเบิกถอนจากบัญชีเงินฝากของโจทก์แล้วเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเข้าบัญชีธนาคารของจำเลย ธนาคาร ท. ผู้รับฝากจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่แท้จริงในความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)

#ข้อสังเกต แต่หากจำเลยปลอมลายมือชื่อของโจทก์ โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมเอกสารได้

---------

➄ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 633/2567

( #สรุปหลัก) เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้ตายทำพินัยกรรมระบุตัวผู้ร้องเป็นทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคสอง คำพิพากษาย่อมผูกพันผู้ร้องว่าไม่มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย การที่จำเลยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ตายโอนเงินโดยมิชอบหรือลักทรัพย์ไป ย่อมไม่ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามมาตรา 30

( #ย่อสั้น)

• ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยว่าผู้ตายทำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับโดยแสดงเจตนาไว้ชัดแจ้ง ด้วยการระบุตัวผู้ร้องเป็นทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคสอง คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันผู้ร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย

• การที่จำเลยจะใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ตายโอนเงินโดยมิชอบหรือลักทรัพย์ของผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายหรือไม่ ย่อมไม่ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามมาตรา 30

-----------

➅ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1335/2566

( #สรุปหลัก) โจทก์ร่วมเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินเกิดเหตุย่อมได้รับความคุ้มครองในฐานะปัจเจกบุคคลตามหลักกฎหมายแพ่งและมีสิทธิดีกว่าจำเลย แม้ต้นไม้ที่ถูกจำเลยตัดโค่นและนำออกไปจะปลูกอยู่ในที่ดินเขตอุทยานแห่งชาติของรัฐก็ตาม แต่ในระหว่างเอกชนด้วยกันย่อมใช้ยันกันได้ เมื่อจำเลยกระทำการโดยทราบดีว่าต้นไม้นั้นอยู่ในเขตที่ดินที่โจทก์ร่วมครอบครอง โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหายและเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย มีอำนาจร้องทุกข์ในความผิดฐานลักทรัพย์และฐานทำให้เสียทรัพย์ได้

( #ย่อสั้น)

• โจทก์ร่วมเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินเกิดเหตุย่อมได้รับความคุ้มครองในฐานะปัจเจกบุคคลตามหลักกฎหมายแพ่ง โจทก์ร่วมย่อมมีสิทธิดีกว่าจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองตัดโค่นต้นยางพาราและต้นเทียมแล้วนำท่อนไม้ยางพาราและต้นเทียมออกไปไว้ในสวนยางพาราของจำเลยที่ 1

• โดยทราบดีว่าต้นไม้นั้นอยู่ในเขตที่ดินที่โจทก์ร่วมครอบครอง แม้จะปลูกอยู่ในที่ดินเขตอุทยานแห่งชาติของรัฐก็ตามแต่ในระหว่างเอกชนด้วยกันย่อมใช้ยันกันได้ โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหายและเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมีอำนาจร้องทุกข์และกล่าว โทษในความผิดฐานลักทรัพย์และฐานทำให้เสียทรัพย์ได้ ( #ดูตารางเปรียบเทียบที่แอดมินทำไว้เพิ่มเติมครับ)

----------------

➆ คำพิพากษาฎีกาที่ 3518/2566

( #สรุปหลัก) คำกล่าวของจำเลยที่มุ่งหมายถึงการทำหน้าที่ของกรรมการดำเนินการว่าทำงานบกพร่องและไม่สุจริต แม้จะเป็นการใส่ความผู้อื่นก็ย่อมหมายถึงกรรมการดำเนินการซึ่งเป็นผู้แทนของสหกรณ์โจทก์ มิใช่โจทก์ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกรรมการดำเนินการ เมื่อผู้เสียหายในคดีอาญาหมายถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิด จึงถือไม่ได้ว่าสหกรณ์โจทก์เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการใส่ความของจำเลย สหกรณ์โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

( #ย่อสั้น)

• คำกล่าวของจำเลยตามฟ้องมุ่งหมายถึงการทำหน้าที่ของกรรมการดำเนินการว่าทำงานบกพร่องและไม่สุจริต แม้หากฟังว่า ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวเป็นการใส่ความผู้อื่นก็ต้องหมายถึงกรรมการดำเนินการของโจทก์ซึ่งเป็นผู้แทนสหกรณ์โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 และพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 51 มิใช่โจทก์(นิติบุคคล)ที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่แยกต่างหากจากกรรมการดำเนินการ และผู้เสียหายในคดีอาญาหมายถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง

• เช่นนี้ถือไม่ได้ว่า โจทก์เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการใส่ความของจำเลย สหกรณ์โจทก์ไม่เป็นผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

----------

➇ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 664/2566

( #สรุปหลัก) เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาฉ้อโกง มิได้ฟ้องในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถูกหลอกลวงโดยมิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลย ย่อมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย มีอำนาจร้องทุกข์ การสอบสวนจึงชอบ และโจทก์มีอำนาจฟ้อง

( #ย่อสั้น)

• ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไปว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 หากแต่ฟ้องในข้อหาฉ้อโกง ซึ่งข้อหานี้โจทก์ร่วมเป็นผู้ถูกหลอกลวงโดยมิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 กับพวก อันจะทำให้โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจร้องทุกข์ การสอบสวนจึงชอบ และโจทก์มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

🤍

13/02/2026
12/02/2026

E-book คำบรรยายเนติฯ วิชามรดก อ.หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์

เพื่อระลึกถึงคุณูปการของ อ.หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์ ผู้สร้างมรดกทางปัญญาให้แก่วงการนิติศาสตร์

๑๔๐ หน้า ลิ้ง dL อยู่ในคอมเม้น

03/02/2026
21/01/2026

รีวิว : การสอบเนติบัณฑิต #ขาวิอาญา ⚖️
🌟 [ พร้อมเจาะลึกคะแนนรายข้อ ] 🌟
และข้อแนะนำสำหรับผู้เข้าสอบครั้งแรก**
สวัสดีครับ วนมาถึงช่วงเวลานี้ สำหรับการแนะนำการสอบเนติขาวิอาญา ซึ่งเป็นขาแรกที่พี่ออยผ่าน โดยรีวิวนี้เป็นการเตรียมสอบแบบอ่านเองทั้งหมด (ไม่ได้ลงคอร์สติว) ใช้เวลาอ่านประมาณ 2-3 เดือน (สมัครวันสุดท้ายที่เขาเปิด เพราะใบจบยังไม่ออกเลยตอนนั้น) + รีวิวคะแนนรายข้อกันไปเลยครับวันนี้ พร้อมแล้วลุยเลย !
📌 พี่ออยรีวิวการสมัครสอบ-การสอบ https://x.com/LearningOiler/status/1645089251103744001?s=2
📌 รีวิวหนังสืออ่านเตรียมสอบวิอาญา https://x.com/LearningOiler/status/1692175749732782083?s=20
📍[ ข้อ 1-3 ] 📍| ภาค 1 : หลักทั่วไป (มาตรา 1-15), อำนาจพนักงานสอบสวนและศาล (มาตรา 16-27), คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา (มาตรา 28-51) | ภาค 2 : สอบสวน (มาตรา 120-156)
เนื้อหาในข้อ 1-3 จะได้แก่เนื้อหาบทบัญญัติในภาค 1 และ 2 ของ ป.วิ.อ. ซึ่งจริง ๆ สามารถออกสลับข้อหรือเอามารวมกันได้หมด แต่โดยสถิติแล้วมักจะถามอยู่ในมาตราต้น ๆ ได้แก่ บทนิยาม, ผู้มีอำนาจฟ้องคดี, การฟ้องคดีอาญา-กรณีขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการ/อัยการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับผู้เสียหาย, การถอนฟ้องคดีอาญา, คดีอาญาระงับ
👉🏻 ข้อ 1 คะแนนที่ได้ = 9 | ข้อนี้ส่วนมากเน้นที่บทนิยาม จริง ๆ ถ้าดูแบบไม่คิดอะไรมาก ข้อสอบก็จะออกเรียงมาตราตามตัวบทเลย (แต่ก็ไม่ใช่เช่นนั้นเสมอไป 😂) ดังนั้นการเดาว่าจะต้องใช้มาตราอะไรก็มักจะเรียงตามตัวบท เปิดมาข้อ 1 ก็ถามวัดนิยามก่อน เป็นต้น (คหสต.) ข้อนี้ต้องขอยกเหตุที่ทำได้ให้กับ "การฝึกงาน" เพราะพี่ออยฝึกงานที่สำนักงานอัยการ โดยปกติแล้วเมื่อมีการกระทำผิดเกิดขึ้นซึ่งคดีจะเข้ามาสู่งานของอัยการ ก็มักจะเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องคดีอาญา อัยการ อัยการก็จะต้องเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายตามมาตรา 43 หรือ 44/1 และอีกเรื่องที่ออกบ่อยก็คือผู้เสียหายถอนฟ้องในคดีอาญาความผิดต่อแผ่นดิน ส่วนมากในระดับ ป.ตรี จะไม่ได้ศึกษาเรื่องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญากันมาดีเท่าไหร่ ทีนี้พี่ออยก็มาตั้งใจเรียนในส่วนนี้ด้วยนะครับ เลยทำออกมาได้ดี 👍🏻
👉🏻 ข้อ 2 คะแนนที่ได้ = 1.5 | ข้อนี้ถามเรื่องอำนาจสอบสวนตามมาตรา 18,19 อันนี้ต้องเอาให้แม่นเหมือนกัน ที่เห็นว่าได้ 1.5 คะแนนนี่ไม่ใช่ไม่เขียนนะครับ เขียนไปแบบสะบัดเลย แต่ผิดธง 5555 เอาจริง ๆ คือเรียกว่าไม่รู้เลยดีกว่า ว่าคดีในโจทย์ต้องไปร้องทุกข์ที่โรงพักไหน เพราะเป็นเรื่องหลอกให้โอนเงิน เปิดมาก็งงเลยว่าแล้วงี้ความผิดมันเกิดที่ไหนกันแน่ step การตอบเรื่องอำนาจสอบสวนจะถาม-ตอบ 2 อย่างคือ 1.พนักงานสอบสวนท้องที่ใดมีอำนาจสอบสวน และ 2.พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคือใคร เพราะถ้าการสอบสวนไม่ได้กระทำโดยมีอำนาจก็จะถือว่าไม่ได้มีการสอบสวนในคดีนั้นเลย อัยการก็จะไม่มีอำนาจฟ้องครับ ข้อนี้ก็แนะนำให้อ่านอยู่สองสามเรื่อง คือ เขตอำนาจสอบสวน, มาตรา 120 ออกแน่นอน, การทำสำนวน 140,143 แต่คือมันก็มีข้อที่ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ไม่ต้องเครียดครับ
👉🏻 ข้อ 3 คะแนนที่ได้ = 6.5 | ทรงดีขึ้นมาหน่อยจากข้อที่แล้ว เจอข้อนี้พี่ออยตบเข่าเลย เข้าทางสุด ๆ !!! ข้อนี้ได้แก่เรื่องการสอบสวนสามัญ มาตราที่เน้นมาก ๆ ก็คือ 134 และ 134/ต่าง ๆ แนวคำถามคำตอบข้อนี้ก็คือ คำให้การ คำรับสารภาพ ของผู้เสียหาย ผู้ต้องหา พยาน ในเรื่องนั้น ๆ รับฟังได้หรือไม่เพราะอะไร เช่น คำรับสารภาพในขณะจับกุม, กรณีเป็นเด็กแล้วถูกจับ ต้องจัดให้มีนักจิตวิทยา ประมาณนี้ ข้อนี้ค่อนข้างม่วน ๆ จอย ๆ หลักการเขียนตอบที่พี่ออยชอบใช้คือ อธิบายหลักกฎหมาย (เจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรานั้น) ปรับข้อเท็จจริงเข้ากับหลักกฎหมาย แล้วก็สรุปไปว่ารับฟังได้หรือไม่ ชอบหรือไม่ชอบ จะวางหลักหรือไม่ก็ได้ แต่ส่วนมากพี่ออยยกหลักแค่ส่วนที่เกี่ยวข้องมา + เห็นฎีกาบ่อย ๆ จะทำให้ตอบได้แน่นอน ข้อนี้ตอบถูกธง แต่คงเขียนออกทะเลไปหน่อย ได้ 6.5 ถือว่าใช้ได้
📍[ ข้อ 4 ] 📍| ภาค 3 วิธีพิจารณาในศาลชั้นต้น มาตรา 157-192
เนื้อหาข้อ 4 ค่อนข้างสนุก แต่ก็ค่อนข้างยาก เริ่มตั้งแต่แบบคำฟ้อง, การแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง-คำให้การ, โจทก์ขาดนัดในคดีอาญาต้องทำอย่างไร, คำพิพากษาและคำสั่ง
👉🏻 ข้อ 4 คะแนนที่ได้ = 5 | ปีพี่ออยออกเรื่องที่น่าสนใจสุด ๆ ก็คือการห้ามพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอตามมาตรา 192 มาตรานี้ถ้าหวังจะอ่านคืนเดียวแล้วเข้าใจบอกเลยว่า "เป็นไปไม่ได้" ครับ ต้องใช้เวลามาก ๆ เลยในการทำความเข้าใจมาตรานี้ แต่เป็นมาตราที่สนุก แนะนำให้อ่านหนังสือและอ่านคำบรรยายในข้อนี้ให้ดีครับ ไม่ต้องเท ทำได้แน่นอน ของปีพี่ออยออกสองเรื่องคือเรื่อง 192 และก็เรื่องแก้ไขคำฟ้องตามมาตรา 158 161 ซึ่งเป็นฎีกาใหม่ มาถึงตรงนี้จะบอกว่าเนติฯ ชอบเอาฎีกาใหม่ ๆ มาออกครับ ฎีกาครู ฎีกา classic ไม่ค่อยออกสอบเท่าไหร่ (เพราะเคยออกสอบไปแล้ว) แต่ต้องรู้ไว้ครับผม
📍[ ข้อ 5 ] 📍| ภาค 4 อุทธรณ์และฎีกา มาตรา 193-225
ข้อ 5 เอาจริง ๆ เป็นข้อที่ไม่คาดหวังที่สุด ตอนเรียนก็พยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว และก็พอเก็ทอยู่บ้างว่าอะไรอุทธรณ์ได้ อะไรฎีกาได้ ไม่ได้ แต่พอไปเจอข้อสอบจริงต้องบอกว่า ค่อนข้างงงทีเดียวเลยครับ เนื่องจากเราไม่เคยมีประสบการณ์จริงในส่วนนี้เลย ดังนั้นข้อนี้ไม่ได้หวังอะไรมาก ขอแค่มีหลักการไปเขียนก็พอ 🥹
👉🏻 ข้อ 5 คะแนนที่ได้ = 5 | ก็ต้องบอกว่า ได้เยอะกว่าที่คาดไว้พอสมควร ปีพี่ออยออกเรื่องฎีกา สุด ๆ ไปเลย ฎีกาเราก็ต้องดูแล้วเข้าใจว่ากรณีเป็นการแก้ไขเล็กน้อยหรือแก้ไขมาก ถึงจะตอบได้ว่าต้องห้ามฎีกาหรือไม่ ข้อนี้รอไปเรียนกันดีกว่า เพราะตัวพี่ออยก็ไม่ค่อยเข้าใจ TT
📍[ ข้อ 6 ]📍| ภาค 1 ลักษณะ 4,5 หมายเรียกและหมายอาญา, จับ ขัง จำคุก ค้น ปล่อยชั่วคราว
เนื้อหาข้อ 6 เป็นข้อที่ควรเก็บที่สุดข้อหนึ่ง เพราะโดยปกติข้อสอบออกเรื่อง จับ ค้น เช่น จับในที่รโหฐานในเวลากลางคืน การจับชอบหรือไม่ ? การตอบข้อนี้ก็ไล่ ๆ ไปในหลักการจับ หลักการค้น ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน ส่วนใหญ่ก็จะออกจับโดยไม่มีหมายจับ บางปีก็อาจมีกรณีที่ราษฎรช่วยจับ เป็นต้น ข้อนี้ถ้าเข้าใจความสัมพันธ์ของ จับ ค้น จะเรียนสนุกมาก ไม่ยากเลย 🤏🏻
👉🏻 ข้อ 6 คะแนนที่ได้ = 2 | แหม่ ! ดูพิมพ์มาเหมือนจะทำได้ แต่ทำไมได้แค่ 2 คะแนน 5555 นี่แหละครับคือ รู้-แต่ข้อสอบไม่ได้ถามในสิ่งที่รู้ ไปถามอีกเรื่องนึง !!! จบสิครับ 555 บอกจริง ๆ ว่าเรื่อง จับ ค้น พี่ออยเข้าใจเลย แบบเก็ท รู้เลยว่าจับที่ไหนต้องทำยังไง ถ้าโจทย์ถามว่าการจับ การค้น ชอบหรือไม่ แบบนี้ลูบปากเลย /// แต่ปีพี่ออยถามว่า กรณีที่ไม่ใช่เจ้าพนักงาน แต่ไปยื่นคำร้องขอออกหมายค้น ทำได้หรือไม่ ? ก็คืองงตาแตก ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าทำได้หรือไม่ได้ เพราะปกติเรารู้แค่ว่าตำรวจก็จะเป็นคนไปขอออกหมาย อันนี้ไม่รู้จริง ๆ เลย ก็เลยเขียนไปทุกอย่างที่เข้าใจ อาจารย์เลยให้มา 2 คะแนน ถือว่าเป็นพระคุณมากแล้วครับ เพราะตอบผิดแน่นอนไม่ต้องสืบ
📍[ ข้อ 7-8 ]📍| กฎหมายลักษณะพยาน
ข้อนี้จะแบ่งเป็นข้อ 7 : พยานหลักฐานในคดีแพ่ง และข้อ 8 : พยานหลักฐานในคดีอาญา ส่วนมากเลยข้อ 7 จะถามเกี่ยวกับเรื่องประเด็นข้อพิพาทและถามภาระการพิสูจน์ ส่วนข้อ 8 จะถามว่าพยานหลักฐานในคดีอาญาชนิด A B C D รับฟังได้หรือไม่ ต้องห้ามรับฟังหรือไม่ ห้ามรับฟังเด็ดขาดหรือไม่ เป็นหลักเลย สองข้อนี้ก็ถือเป็นข้อควรเก็บคะแนน เพราะเราเรียนวิชาพยานหลักฐานกันมาแล้วทุกคน สามารถที่จะมาต่อยอดที่เนติฯ กันได้เลย และจากที่พิมพ์มาจะเห็นได้ว่า เรื่องประเด็นข้อพิพาทและภาระการพิสูจน์เป็นเรื่องแรก ๆ ที่เรียน ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเริ่มเรียนวิชานี้เพื่อนำไปสอบครับ ส่วนข้อ 8 เน้นเข้าเรียนและดูฎีกาบ่อย ๆ เพราะมีบทบัญญัติมาตรา 226/1 ที่แก้ไขเพิ่มเติมเข้ามาครับ
👉🏻 ข้อ 7 คะแนนที่ได้ = 6.5 | บางปีข้อสอบก็อาจถามเรื่องการยื่นบัญชีระบุพยาน ต้องเตรียมไปให้ครบทุกเรื่องนะครับ แต่ปีที่ผ่านมาถามเรื่องการตั้งประเด็นข้อพิพาทและภาระการพิสูจน์
👉🏻 ข้อ 8 คะแนนที่ได้ = 9.5 | ข้อนี้องค์ลงสุด ๆๆ 🤩 จำได้แบบ 300% เลยว่า ข้อนี้เขียนเลขมาตราผิดแน่นอน แต่อธิบายถูกต้อง พยานที่มักจะอยู่ในข้อสอบจะเป็นพยานบอกเล่า เราต้องอธิบายว่าพยานบอกเล่าต้องรับฟังอย่างไร ข้อนี้ตอบไม่ต้องยาวมาก แต่หลักการรับฟังพยานหลักฐานต้องมาครับ ซึ่งแนะนำหนังสือคำอธิบายฯ ของ อ.ธานี สิงหนาท เล่มใหญ่มาก อ่านจบยังไงก็ทำข้อสอบได้ ✅
📍[ ข้อ 9 ]📍| การเขียนทางกฎหมาย (ทนายความ)
ข้อนี้ถ้าพูดง่าย ๆ คือ ให้เขียน คำร้อง คำขอ คำแถลง นั่นเอง บางคนอาจคิดว่าเรียนเนติแล้วทำไมต้องเขียนข้อนี้เป็น นั่นแหละครับ สงสัยเหมือนกัน แต่อาจารย์ก็สอนเขียนในคำบรรยายอยู่ครับ ข้อนี้ถ้าใครเตรียมสอบตั๋วทนายไปด้วยยังไงก็น่าจะทำได้ และเป็นข้อเก็บคะแนนเลย
👉🏻 ข้อ 9 คะแนนที่ได้ = 3 | ทำไม่ได้เลย เพราะตอนนั้นยังไม่ได้เตรียมตัวสอบทนายเลยครับ ทำไปตามที่ท่องจำมา แต่จริง ๆ ถ้าใครที่เตรียมสอบทนายจะรู้เลยว่า ไม่จำเป็นต้องท่องก็ทำได้ เพราะจะมีหลักการเขียนอยู่ (แต่ยังไงก็ต้องท่อง keyword ให้ได้อยู่ดี 😅)
📍[ ข้อ 10 ]📍| ภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมาย
ข้อนี้ข้อสอบจะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ให้แปลศัพท์ 4 คำ, ให้แปลประโยค 4 ประโยค, ตอบข้อสอบปรนัย 2 ข้อ รวมเป็น 10 คะแนน
👉🏻 ข้อ 10 คะแนนที่ได้ = 10 | เวอร์มั้ย 5555 คือได้เห็นชื่อวิชาว่าเป็นภาษาอังกฤษ บางคนที่ไม่เก่งอิ้งก็ถอดใจแล้ว แต่จะบอกว่าไม่ใช่แบบนั้นเลย เพราะทั้ง 10 คะแนนในข้อนี้ แทบจะเป็นข้อเดียวที่เราสามารถ "เตรียมไปได้ทั้งหมด" ทั้งศัพท์และประโยค อาจารย์จะสอนมาแล้วทั้งหมดครับ จะทยอย ๆ ให้มาในแต่ละสัปดาห์ ดังนั้น พี่ออยก็เลยจดคำศัพท์ออกมาทั้งหมด ท่องทุกวันประมาณ 1 เดือน จำได้ทั้งหมดเลย ส่วนตัวไม่เก่งภาษาอังกฤษเลย แต่ก็ทำได้ครับ ประโยคและศัพท์จะออกแบบเป๊ะ ๆ เลย ขอแค่จำมาให้ได้ ข้อนี้ถือว่าเป็นคะแนนช่วยเลยก็ว่าได้ ข้อนี้ได้ 10 คะแนน ก็หาอีก 40 คะแนนให้เจอครับผม
จะเห็นได้ว่า 10 ข้อ 100 คะแนนนี้ เราต้องการ 50 คะแนนเพื่อสอบผ่านครับ พี่ออยจึงอยากจะแนะนำว่าเราต้องมีข้อที่เราตั้งใจหรือมั่นใจว่าจะเก็บคะแนนจากข้อนั้นให้ได้ สัก 5-6 ข้อ อย่างพี่ออยตั้งใจว่าจะเก็บข้อ 1,6,7,8,10 ส่วนที่เหลือก็อ่านไป แต่ไม่คาดหวังเท่าไหร่ ปรากฏว่าบางข้อที่ไม่ได้ตั้งใจจะเก็บมาแต่แรกก็ได้คะแนนดี ข้อที่ตั้งใจเก็บอย่างข้อ 6 ดันได้ 2 คะแนน 🤣
วิธีการเตรียมตัวสำหรับพี่ออย คือ ซื้อหนังสือมือ 2 มาอ่านครับ เพราะหนังสือมือ 1 ราคาค่อนข้างแพงเลยทีเดียว ซื้อหมดคงจะไม่ไหว ลองหาดูในกลุ่ม Facebook ครับ ที่แนะนำเลยคือ คำอธิบายหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ของ อ.เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์ เล่มนี้คือที่สุดแล้วครับ ใช้ตอบได้ 1-3 ข้อแรก ส่วนหนังสือพยานหลักฐานข้อ 7,8 ซื้อของ อ.ธานี สิงหนาท มาอ่านครับ สองเล่มนี้หนา ๆ คุ้มแน่นอน มีหลายคนถามว่าหนังสือตระกูลพิสดาร ซื้อมาอ่านดีไหม คำตอบสำหรับพี่ออยคือก็ดีครับ ถ้าอ่านทันและมีเวลา แต่ฎีกาและเนื้อหาที่จะออกสอบจะมาจากคำบรรยายเท่านั้นครับผม ดังนั้นที่จำเป็นต้องมีคือ คำบรรยาย สำคัญที่สุดครับ
อ่านทุกวันไหม = อ่านแทบจะทุกวันครับ แต่มีวันที่ไม่ได้อ่านบ้าง เพราะมัวหัวเสียกับการขอใบจบของมหาลัยอยู่ครับตอนนั้น (พี่ออยไปสมัครวันสุดท้าย ที่เนติเลยครับ เกือบไม่ทัน) เน้นการ lecture ลงประมวลให้ดีเลยครับ ช่วยได้เยอะมาก ๆๆ และเป็นวิธีการเรียนที่ดีที่สุดสำหรับพี่ออยเลย อีกเรื่องที่สำคัญคือการได้ถกกับเพื่อนครับ รวมถึงการได้รับประสบการณ์ตรงจากการไปศาล หรือคำสอนจากผู้ใหญ่ก็ช่วยได้เยอะครับ บางทีอ่านตัวบทแต่มองไม่เห็นภาพ อาจลองค้นหาในเน็ตดูเพิ่มเติมก็ได้ครับ ต้องพยายามทำความเข้าใจให้เป็นขั้นเป็นตอนแล้วจะเข้าใจถึงเหตุและผลของบทบัญญัติมาตรานั้น ๆ ครับ
แบ่งเวลาในการอ่านอย่างไร = พี่ออยเริ่มอ่านตอน 13.00 น. - 17.00 น. อันนี้จะเน้นการ lecture ลงประมวลครับ แต่ไม่มีกำหนดชัดเจนว่าวันไหนอ่านอะไร เน้นตามแกะให้ครบที่ อ. บรรยายครับ จากนั้นประมาณ 21.00-00.00 น. อ่านหรือฝึกทำโจทย์อีกครั้งครับ หลังเที่ยงคืนเล่นเกม 555 สรุปคือ อ่านวันละประมาณ 6-7 ชั่วโมงครับ นอนประมาณตี 3 ครับ
สำหรับการสอบเนติครั้งแรก ก็ไม่ต้องตื่นเต้นครับ เพราะเหมือนการสอบชั้น ป.ตรี เลยครับแต่คนเยอะมาก ๆ ใครที่มีปัญหาเรื่องการเขียนตอบและหรือการแบ่งเวลาในการเขียนตอบ ต้องพยายามเขียนให้ทันภายใน 4 ชั่วโมงนะครับ แต่ส่วนมากเลยก็เห็นว่าทันกันเกือบหมดนะครับ นั่งไป 3 ชั่วโมงก็ออกห้องสอบแล้ว (มี 2 อย่าง : ทำได้เขียนไว กับ ทำไม่ได้ 555 ซึ่งพี่ออยก็มีทั้ง 2 แบบในแต่ละการสอบเลยครับ)
ขอให้ผู้อ่านทุกท่านโชคดีในการสอบครับ 👍🏻
มีข้อสงสัยเพิ่มเติมทักถามหรือ comment ไว้ได้เลยนะครับ เดี๋ยวพี่ออยจะมาตอบไว้ใน comment ให้ครับผม 👏🏻
#สอบเนติ #เนติบัณฑิต #เด็กนิติ #นิติศาสตร์ #กฎหมาย #รีวิว #พี่ออยนิติรีวิว #พี่ออยนิติ #ขาวิอาญา #วิอาญา #ประมวลกฎหมาย #นิติมธ #นิติมธลำปาง #นิติมช #นิติมข #นิติมพ #นิติมอ #นิติมน #นิติราม

13/01/2026
12/01/2026

การใช้คำว่า "และ" "กับ" "แก่" "แต่" "ต่อ"

จาก คู่มือตุลาการ ของศาลอุทธรณ์

คำที่บางคนละเลย
แท้จริงแล้วสำคัญยิ่ง
เพราะในงานกฎหมาย การใช้ภาษาให้ถูก
คือชัยชนะที่รู้ผลตั้งแต่คดียังไม่จบ

แนะนำศึกษาประกอบกับตำรา ภาษากฎหมายไทย ของ อ.ธานินทร์ กรัยวิเชียร
https://s.shopee.co.th/2B8KuFotW5

11/01/2026

ที่อยู่

Songkhla

เบอร์โทรศัพท์

+66630454054

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Peet Law TSUผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Peet Law TSU:

แชร์