15/06/2026
ีกาใหม่ปี68 🧠
#ประเด็น เงินที่ได้รับมาภายหลังจากวันฟ้องหย่า ถือเป็นสินสมรสที่ต้องนำมาแบ่งกันภายหลังการหย่าหรือไม่
#คำตอบคือ ต้องพิจารณาว่า #สิทธิที่จะได้รับเงินนั้นเกิดขึ้นสมบูรณ์แล้วในระหว่างสมรสหรือไม่ และป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) ที่กำหนดให้การแบ่งสินสมรสมีผลย้อนหลังไปถึง “วันฟ้องหย่า” หากสิทธิดังกล่าวมีอยู่ระหว่างที่สมรสกัน ย่อมเป็นสินสมรส แต่หากในขณะฟ้องหย่าสิทธิที่จะได้รับเงินนั้นยังไม่เกิดขึ้นและไม่แน่นอนว่าจะได้รับเงินดังกล่าวหรือไม่ ย่อมฟังไม่ได้ว่าเป็นสินสมรสอันจะนำมาแบ่งกันตามกฎหมายได้
เหตุผลดู ฎ.8321/2568
1) คดีนี้ โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 และขอแบ่งสินสมรส
2) จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสเช่นกัน
☛ #กรณีเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
3) ( #วรรคนี้ดี ») ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยส่งเงินสะสมจากเงินเดือนของโจทก์ และโจทก์ยังได้รับเงินสมทบจากนายจ้างรวมทั้งผลประโยชน์ของเงิน ดังกล่าวในแต่ละเดือน ซึ่งไม่ใช่ความคาดหวังหรือความคาดหมายจะได้ทรัพย์สิน แต่ #เป็นสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากัน จึงเป็นสินสมรส ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากสินสมรสนั้นเมื่อโจทก์สิ้นสมาชิกภาพกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกึ่งหนึ่ง
☛ #กรณีเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ของเงินเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
4) แต่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งสินสมรสมีผลย้อนหลังไปนับแต่วันจดทะเบียนสมรสจนถึงวันฟ้องหย่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) และมาตรา 1533
5) เงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวที่ #เกิดขึ้นหลังวันฟ้อง จำเลยที่ 1 จะมีสิทธิขอแบ่งหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
☛ #กรณีเงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
6) จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการและเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดยส่งเงินสะสมจากเงินเดือนของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังได้รับเงินสมทบรวมทั้งผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวในแต่ละเดือน ซึ่งไม่ใช่ความคาดหวังหรือความคาดหมายจะได้ทรัพย์สิน แต่ #เป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่แล้ว เมื่อสิทธิดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากัน จึงเป็นสินสมรส ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1)
☛ #กรณีเงินอื่น ๆ ของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการที่ได้รับเมื่อพ้นจากสมาชิกภาพ
7) ( #วรรคนี้ดี ») ส่วนเงินอื่นที่จำเลยที่ 1 จะพึงได้รับก็ต่อเมื่อพ้นจากสมาชิกภาพนั้น #ในขณะฟ้องหย่าสิทธิที่จะได้รับเงินดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นและไม่แน่นอนว่าจำเลยที่ 1 จะมีสิทธิได้รับหรือไม่ อย่างไร #ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นสินสมรส โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากเงินในส่วนเงินสะสมเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวที่เป็นสินสมรสกึ่งหนึ่งมีผลย้อนหลังไปนับแต่วันจดทะเบียนสมรสเป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องหย่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) และมาตรา 1533 ส่วนเงินอื่นที่เกิดขึ้นหลังวันฟ้องโจทก็จะมีสิทธิขอแบ่งหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกส่วนหนึ่ง
☛ #กรณีเงินบำนาญ
8) การจัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาในกรณีที่มีการฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรสมาในคดีเดียวกัน ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) บัญญัติให้ #มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า ( #กรณีที่มีการหย่าโดยคำพิพากษา ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาในระหว่างสมรสที่จะเป็นสินสมรสจะต้องได้มา #อย่างช้าสุดไม่เกินวันฟ้องหย่า ไม่ใช่ “ #วันที่ศาลมีคำพิพากษา” หรือ “ #วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด” นะครับ ระวังข้อสอบหลอก)
9) ( #วรรคนี้ดี ») เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเงินบำนาญของจำเลยที่ 1 #ได้มาหลังจากโจทก์ยื่นฟ้องหย่าแล้ว #จึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาหลังวันฟ้อง โจทก์ไม่มีสิทธิขอแบ่งเงินบำนาญได้ (อย่างไรก็ตาม เงินบำนาญส่วนนี้ โจทก์จะมีสิทธิหรือไม่ อย่างไร ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องนั่นเองครับ)
🤍