Law คำตอบ

Law คำตอบ เพจให้ความรู้เรื่องกฎหมายที่สนุก เข้าใจง่ายและภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 988/2568อำนาจศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ข้อเท็จจริงเรื่องฐานความผิดจะถึงที่สุด...
19/08/2026

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 988/2568

อำนาจศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ข้อเท็จจริงเรื่องฐานความผิดจะถึงที่สุดแล้ว กรณีจำเลยฎีกาขอให้ลดหย่อนผ่อนโทษ

มาตราที่เกี่ยวข้อง ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง, 215, 225, 245

คำพิพากษา (ย่อสั้น)
แม้ปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องนั้นจะถึงที่
สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ก็ตาม แต่เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเพราะจำเลยยังคงฎีกาต่อมา ขอให้ลดหย่อนผ่อนโทษด้วย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกปัญหาว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตาย
โดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องอันเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225
อ้างอิง https://deka.supremecourt.or.th/search

คำพิพากษาฎีกา 170/2569ผู้คัดค้านมีสาเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดาพร้อมคาแปล มาแสดงว่าผู้คัดค้านกับผู้ตายสมรสกันตามกฎหมายของ...
10/07/2026

คำพิพากษาฎีกา 170/2569

ผู้คัดค้านมีสาเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดาพร้อมคาแปล มาแสดงว่าผู้คัดค้านกับผู้ตายสมรสกันตามกฎหมายของรัฐฟลอริดาเมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๓๓ และผู้คัดค้านมีหนังสือรับรองการสมรสโดยเสมียนศาลและผู้ควบคุมเขตไมอามี-เดด รัฐฟลอริดา พร้อมคาแปลมายืนยันว่าสาเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดา เป็นสาเนาเอกสารที่แท้จริงและถูกต้อง

ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๕๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การสมรสในต่างประเทศระหว่างคนที่มีสัญชาติไทยด้วยกันหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย จะทาตามแบบที่กาหนดไว้ตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายแห่งประเทศนั้นก็ได้และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ มาตรา ๒๐ วรรคสอง บัญญัติว่า การสมรสระหว่างคนในบังคับไทยหรือคนในบังคับไทยกับคนต่างด้าว ซึ่งได้ทาในต่างประเทศโดยถูกต้องตามแบบที่กฎหมายไทยกาหนดไว้ ย่อมเป็นอันสมบูรณ์

ผู้คัดค้านจึงเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย
ผู้คัดค้านฎีกาโดยแนบข้อความสนทนาระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ร้องทางแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งแม้ผู้คัดค้านจะเพิ่งอ้างส่งเอกสารดังกล่าวในชั้นฎีกา แต่ผู้ร้องก็มิได้ยื่นคาแก้ฎีกาหรือโต้แย้งเกี่ยวกับเอกสารนั้น ศาลฎีกาย่อมมีอานาจในการรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๘๗ (๒)

ผู้คัดค้านและผู้ตายมีสัญชาติไทยสมรสกันตามกฎหมายของรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยผู้คัดค้านมีสำเนาบันทึกการสมรสและหนังสือรับรอง การสมรสของเสมียนศาลและผู้ควบคุมเขตไมอามี-เดด รัฐฟลอริดา พร้อมคำแปล มาแสดง ถือว่าการสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ตายซึ่งทำในต่างประเทศถูกต้องตามแบบ ที่กฎหมายไทยกำหนด จึงมีผลสมบูรณ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1459 วรรคหนึ่ง และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 20 วรรคสอง ผู้คัดค้านจึงเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย

ตามมาตรา 1459 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วางหลักว่า การสมรสในต่างประเทศระหว่างคนที่มีสัญชาติไทยด้วย จะทำตามแบบที่กำหนดไว้ตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายแห่งประเทศนั้นก็ได้ใน และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 20 วรรคสอง วางหลักว่าการสมรสระหว่างคนในบังคับไทยซึ่งได้ทำในต่างประเทศโดยถูกต้องตามแบบที่กฎหมายไทยกำหนดไว้ ย่อมเป็นอันสมบูรณ์

เมื่อผู้คัดค้านและผู้ตายมีสัญชาติไทยสมรสกันตามกฎหมายของรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยผู้คัดค้านมีสำเนาบันทึกการสมรสและหนังสือรับรองการสมรส พร้อมคำแปลมาแสดง ถือว่าการสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ตายซึ่งทำในต่างประเทศถูกต้องตามแบบ ที่กฎหมายไทยกำหนด จึงมีผลสมบูรณ์ ผู้คัดค้านจึงเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย

สรุปฎีกา 4988/2568ป.พ.พ. ม.654 จำเลยเป็นบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจเยี่ยงธนาคารพาณิชย์โดยให้กู้ยืมเงิน มีหน้าที่ต้องเสียภาษี...
08/07/2026

สรุปฎีกา 4988/2568
ป.พ.พ. ม.654

จำเลยเป็นบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจเยี่ยงธนาคารพาณิชย์โดยให้กู้ยืมเงิน มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) ในอัตราร้อยละ 3.3 (รวมภาษีท้องถิ่นด้วยแล้ว) ต่อเดือนของรายรับจากดอกเบี้ย ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเป็นรายเดือนภาษีพร้อมกับชำระภาษีต่อกรมสรรพากร จึงเป็นภาระภาษีที่มีอยู่ตามกฎหมายซึ่งคู่สัญญาตกลงกันให้โจทก์ผู้กู้เป็นผู้รับภาระภาษีแทน
แต่การที่จำเลยคิดดอกเบี้ยจากโจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดให้เรียกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 654 และจำเลยมีภาระภาษีต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับดอกเบี้ยตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) แต่กลับตกลงให้โจทก์เป็นผู้เสียแทน ซึ่งถือเป็นประโยชน์อย่างหนึ่งและเป็นค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องใช้ให้แก่จำเลยจากการได้กู้ยืมเงิน อันถือเป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีแล้ว เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี
แม้อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวเป็นจำนวนไม่มากนัก แต่เมื่อจำเลยคิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดอยู่แล้วจึงถือว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินอันมีลักษณะกำหนดจะเอาหรือรับเอาซึ่งประโยชน์อย่างอื่นนอกจากดอกเบี้ย จนเห็นได้ชัดว่าประโยชน์ที่ได้รับนั้นมากเกินส่วนอันสมควร ข้อตกลงที่ให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับค่าภาษีธุรกิจเฉพาะในแต่ละเดือนจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 654 และ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ข้อตกลงดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ ต้องนำดอกเบี้ยและค่าภาษีที่โจทก์ได้ชำระให้จำเลยไปแล้วทั้งหมดไปหักออกจากต้นเงินกู้ 280,000 บาท เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะและค่าปรับผิดนัดการชำระดอกเบี้ยของแต่ละเดือนให้แก่จำเลยรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 449,938 บาท จึงเกินกว่าจำนวนต้นเงินกู้แล้ว ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีหนี้เงินกู้ค้างชำระแก่จำเลย จำเลยจึงมีหน้าที่ไปไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6631/2568ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง, 349 วรรคสามเดิมจำเลยกู้ยืมเงินจาก พ. ต่อมามีการนำเงินต้นและดอกเ...
19/06/2026

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6631/2568
ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง, 349 วรรคสาม

เดิมจำเลยกู้ยืมเงินจาก พ. ต่อมามีการนำเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมกันเป็นเงินต้นและทำสัญญาใหม่ เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จาก พ. เป็นโจทก์ โดยมีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินที่จำเลยจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันหนี้ต่อ พ. และจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวไว้เป็นประกันหนี้โจทก์ โดยใช้สัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน แสดงว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ได้ตกลงทำสัญญาจำนองกับโจทก์โดยตรง โดยจำเลยยินยอมให้เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จาก พ. มาเป็นโจทก์ การทำสัญญาจำนองจึงไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องที่จะต้องมีการทำเป็นหนังสือ
หรือทำคำบอกกล่าว หรือความยินยอมเป็นหนังสืออีกต่างหาก

อ้างอิง https://www.supremecourt.or.th/

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3674/2568ป.อ. มาตรา 96, 352, 357ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6)ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผ...
17/06/2026

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3674/2568
ป.อ. มาตรา 96, 352, 357
ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6)

ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์
แม้จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ช. ซึ่งยึดรถกระบะของกลางไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมก็ตาม แต่เมื่อจำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้ ช. ยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมแล้วจำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดย ช. ให้ความยินยอม หลังจากจำเลยจำนำรถกระบะของกลางแล้ว ได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของ ส. บุตรเขยของ ช. พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลางด้วย

เมื่อต่อมา ช. และจำเลยไม่สามารถติดตามรถกระบะของกลางคืนมาได้ แสดงว่าจำเลยและ ช. ร่วมกันเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำ โดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่าจำเลยและ ช. มีเจตนาทุจริต

จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับ ช. ในความผิดฐานยักยอก กรณีมิใช่การช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย หรือช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งรถกระบะของกลาง โดยจำเลยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานยักยอก อันเป็นความผิดฐานรับของโจร

อ้างอิง https://www.supremecourt.or.th/

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7981/2548ป.อ. มาตรา 291, มาตรา 300ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2), มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225จำเลยขับรถไฟมาไม่...
27/05/2026

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7981/2548
ป.อ. มาตรา 291, มาตรา 300
ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2), มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225

จำเลยขับรถไฟมาไม่เร็ว เสียงเงียบและไม่ได้เปิดหวีดรถไฟ บริเวณที่เกิดเหตุเป็นชุมนุมชน มีบ้านเรือนอยู่สองข้างทางรถไฟเป็นจำนวนมาก มีร่องรอยเป็นทางเดินชัดเจน จำเลยควรเปิดหวีดรถไฟเพื่อให้คนที่สัญจรไปมาทราบเป็นระยะๆ การที่จำเลยไม่เปิดหวีดรถไฟเป็นสัญญาณเพื่อเตือนคนที่สัญจรไปมาให้ทราบว่ามีขบวนรถไฟขับผ่านทำให้รถไฟที่จำเลยขับชนและทับเด็กหญิง ส. ผู้ตาย และเด็กหญิง ว. ผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส จึงเป็นการกระทำโดยประมาท จำเลยมีความผิดฐานกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส ส่วนผู้ตายและผู้เสียหายแม้จะมีส่วนประมาทด้วยหรือไม่ ก็ไม่ใช่เหตุที่จำเลยจะยกขึ้นอ้างเพื่อปัดความรับผิดได้
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ตายและผู้เสียหายมีส่วนประมาท โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่าเหตุที่เกิดเนื่องมาจากผู้ตายมีส่วนกระทำโดยประมาท ดังนั้น ผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นบิดาของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3745/2568ป.พ.พ. มาตรา 155โจทก์มีเจตนาจะยกห้องชุดให้แก่จำเลยโดยเสน่หา แต่จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนว่า...
15/05/2026

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3745/2568

ป.พ.พ. มาตรา 155

โจทก์มีเจตนาจะยกห้องชุดให้แก่จำเลยโดยเสน่หา แต่จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนว่าโจทก์ขายให้แก่จำเลย ถือได้ว่าเจตนาที่แท้จริงคือการให้ การจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดให้แก่จำเลยจึงเป็นนิติกรรมอำพรางการให้ นิติกรรมการขายห้องชุดย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และต้องบังคับตามนิติกรรมการให้ที่ถูกอำพรางไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง แต่นิติกรรมการซื้อขายและการให้โดยเสน่หานั้นต่างมีสาระสำคัญเหมือนกันคือการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไปให้อีกฝ่าย เพียงแต่การให้โดยเสน่หาเป็นการโอนกรรมสิทธิ์โดยไม่มีค่าตอบแทนจากผู้รับ ส่วนการซื้อขายผู้ซื้อต้องชำระราคาให้แก่ผู้ขาย เมื่อโจทก์ประสงค์จะโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่จำเลยมาตั้งแต่ต้นแล้ว โจทก์จึงลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจและมอบเอกสารต่าง ๆ ของโจทก์ให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเป็นของจำเลย ซึ่งหาก ว. ภรรยาโจทก์ไม่ทราบว่าโจทก์คบหากับจำเลยฉันสามีภรรยาด้วย เชื่อว่าโจทก์ก็คงไม่โต้แย้งหรือเรียกร้องห้องชุดคืนจากจำเลยเป็นแน่
การทำนิติกรรมโดยจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดให้แก่จำเลย จึงพออนุโลมได้ว่าเป็นการทำนิติกรรมเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าโจทก์ยกห้องชุดให้แก่จำเลยตามความประสงค์ของโจทก์แล้ว นิติกรรมการให้ห้องชุดระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีผลสมบูรณ์และสามารถใช้บังคับได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง

อ้างอิง https://www.supremecourt.or.th/

หนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรม ที่ระบุว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ความยินยอมต่อการที่คู่สมรส ทำคำขอ สัญญา ข้อตกลง...
13/05/2026

หนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรม ที่ระบุว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ความยินยอมต่อการที่คู่สมรส ทำคำขอ สัญญา ข้อตกลงเกี่ยวกับการขอใช้สินเชื่อทุกลักษณะหรือนิติกรรมใด ๆ มีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป เป็นการแสดงเจตนารับรู้ที่จำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรม มิใช่เป็นการให้สัตยาบันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4) จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้ที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๓๒๖/๒๕๖๘
ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๗๖, ๑๔๙๐ (๔)

การจัดการสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 วรรคหนึ่ง กำหนดให้เฉพาะการจัดการสินสมรสที่มีความสำคัญตามมาตรา 1476 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (8) เท่านั้นที่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย การที่จำเลยที่ 2 ทำหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมขอมีวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินและขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์ ไม่อยู่ในบังคับตามมาตรา 1476 วรรคหนึ่ง และไม่เป็นการจัดการสินสมรสโดยตรง กรณีจะเป็นหนี้ร่วมต่อเมื่อจำเลยที่ 2 คู่สมรสได้ให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) เท่านั้น

แต่หนังสือให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมดังกล่าวมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ความยินยอมต่อการที่คู่สมรส ทำคำขอ สัญญา ข้อตกลงเกี่ยวกับการขอใช้สินเชื่อทุกลักษณะหรือนิติกรรมใด ๆ กับโจทก์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป เป็นการแสดงเจตนารับรู้ที่จำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรม ไม่เป็นการให้สัตยาบันตามบทบัญญัติมาตรา 1490 (4) เนื่องจากไม่มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ใด ๆ ที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 รับรองการที่จำเลยที่ 1 ก่อหนี้ขึ้นแล้วตามมูลหนี้ดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้สัตยาบันการก่อหนี้ที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำไป จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1

อ้างอิง https://www.supremecourt.or.th/อ่าน/สรรหาฎีกาเด็ด/67

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6844/2568ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์กับ พ. บิดาจำเลยร่วมกันซื้อที่ดิน ที่ดินส่วนขอ...
08/04/2026

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6844/2568

ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์กับ พ. บิดาจำเลยร่วมกันซื้อที่ดิน ที่ดินส่วนของโจทก์อยู่ด้านทิศเหนือ พิจารณาได้ความว่า ที่ดินทั้งแปลงเดิมเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินด้านทิศเหนือออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 9291 โดยที่ดินด้านทิศใต้คงเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ต่อมาที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ได้ออกเป็นโฉนดเลขที่ 75240

ดังนี้ ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ได้ว่า โจทก์ประสงค์ให้จำเลยโอนที่ดินในส่วนของโจทก์ด้านทิศเหนือ
การที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 หรือโฉนดเลขที่ 75240 ซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ จึงเป็นการระบุผิดพลาดโดยชัดเจน

อ้างอิง https://www.supremecourt.or.th/examine/68/download

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5738/2567ป.วิ.อ. มาตรา 226/1จำเลยที่ 3 ให้การต่อสู้โดยอ้างเสียงสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างโจทก์กับจำเลยท...
25/02/2026

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5738/2567

ป.วิ.อ. มาตรา 226/1

จำเลยที่ 3 ให้การต่อสู้โดยอ้างเสียงสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ตามบันทึกการสนทนาเอกสารหมาย ล.1 และแผ่นซีดีบันทึกเสียงตามวัตถุพยานหมาย วล.1 ซึ่ง
โจทก์ยอมรับว่าโจทก์เป็นผู้โทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 3 จริง และเมื่อพิจารณาเนื้อหาบทสนทนา
ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 แล้ว เห็นได้ว่าส่วนใหญ่โจทก์เป็นฝ่ายพูดกับจำเลยที่ 3 ยอมรับว่า
จำเลยที่ 3 ไม่เกี่ยวข้อง เพียงแต่หลักฐานที่โจทก์โอนเงินให้จำเลยที่ 1 เป็นบัญชีของจำเลยที่ 3
ขอให้จำเลยที่ 3 ไปตามจำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับมา แล้วให้จำเลยที่ 3 มาเป็นพยาน มิฉะนั้น
จำเลยที่ 3 จะต้องติดคุกไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้เตรียมบทสนทนาไว้ล่วงหน้า แต่กลับเป็นฝ่ายโจทก์ที่โทรศัพท์ไปหว่านล้อมให้จำเลยที่ 3 ยอมไปติดตามพาจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาต่อสู้คดี
เมื่อฟังได้ความว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้จงใจสร้างพยานหลักฐานเพื่อปฏิเสธความรับผิด แม้เป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบ แต่เมื่อคำนึงถึงคุณค่าในเชิงพิสูจน์ ความสำคัญ และความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานแล้วย่อมเข้าข้อยกเว้นที่ศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบการพิจารณาได้ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/1 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง

อ้างอิง: https://jor7.coj.go.th/th/content/category/detail/id/8/cid/5052/iid/512569

ที่อยู่

Rangsit Business Park
Rangsit
12130

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Law คำตอบผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์