Law คำตอบ

เส้นทาง เว็บไซต์

Law คำตอบ เพจให้ความรู้เรื่องกฎหมายที่สนุก เข้าใจง่ายและภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมาย

"บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว" ฟ้องขอให้การสมรสซ้อนของบิดาเป็นโมฆะได้หรือไม่ ⚖️หลายท่านอาจเข้าใจว่า การจะฟ้องขอให้การส...
18/09/2026

"บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว" ฟ้องขอให้การสมรสซ้อนของบิดาเป็นโมฆะได้หรือไม่ ⚖️

หลายท่านอาจเข้าใจว่า การจะฟ้องขอให้การสมรสเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497 นั้น ต้องเป็นคู่สมรสหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้น แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2984/2569 ได้วางหลักที่น่าสนใจเกี่ยวกับความหมายของ "ผู้มีส่วนได้เสีย" ไว้

คดีนี้ โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้ว ซึ่งตามมาตรา 1627 กฎหมายให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเช่นเดียวกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงเป็นทายาทโดยธรรมของบิดา มีสิทธิรับมรดกตามมาตรา 1629 (1)

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก่อนที่บิดาโจทก์จะจดทะเบียนสมรสกับจำเลย บิดายังมิได้จดทะเบียนหย่ากับภริยาคนก่อน การสมรสกับจำเลยจึงเป็นการสมรสซ้อน ต้องห้ามตามมาตรา 1452 และตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 อย่างไรก็ตาม กฎหมายกำหนดว่าการสมรสที่เป็นโมฆะจะมีผลก็ต่อเมื่อมีคำพิพากษาของศาลเท่านั้น ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษา จำเลยจึงยังคงมีฐานะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย และเป็นทายาทโดยธรรมของบิดาโจทก์ตามมาตรา 1629 วรรคสอง มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งมรดกเสมือนทายาทชั้นบุตรตามมาตรา 1635 (1)

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยยังคงมีฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสัดส่วนมรดกที่โจทก์จะได้รับ โจทก์จึงมีสถานะเป็น "ผู้มีส่วนได้เสีย" ตามมาตรา 1497 และมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างบิดากับจำเลยเป็นโมฆะได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เนื่องจากโจทก์มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสมรสซ้อนของบิดาแต่อย่างใด

คำพิพากษาฉบับนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ยืนยันว่า สิทธิของทายาทในการปกป้องส่วนแบ่งมรดกของตน สามารถขยายไปถึงการฟ้องขอให้การสมรสที่ฝ่าฝืนกฎหมายของผู้เป็นเจ้ามรดกเป็นโมฆะได้ แม้ตนจะมิใช่คู่สมรสโดยตรงก็ตาม

📌 อ้างอิง: ป.พ.พ. มาตรา 1452, 1495, 1497, 1499, 1627, 1629, 1635

#กฎหมายครอบครัว #มรดก #การสมรสซ้อน

⚖️ รู้หรือไม่? "ส่งจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองไม่มีคนรับ" ก็ยังถือว่าบอกกล่าวโดยชอบแล้วหลายคนเข้าใจผิดว่า หากผู้รับจำนองส่...
16/09/2026

⚖️ รู้หรือไม่? "ส่งจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองไม่มีคนรับ" ก็ยังถือว่าบอกกล่าวโดยชอบแล้ว

หลายคนเข้าใจผิดว่า หากผู้รับจำนองส่งหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังลูกหนี้ทางไปรษณีย์แล้ว แต่ไม่มีผู้ใดไปรับจดหมายภายในกำหนด จะถือว่าลูกหนี้ยังไม่ได้รับการบอกกล่าว และการบังคับจำนองยังไม่ชอบด้วยกฎหมาย

แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10808/2559 วางหลักไว้ชัดเจนว่า การบอกกล่าวบังคับจำนองเป็น "การแสดงเจตนา" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 169 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีผลนับแต่เวลาที่การแสดงเจตนานั้น "ไปถึง" ผู้รับ

คำว่า "ไปถึง" ในที่นี้ หมายความเพียงว่า มีการส่งจดหมายไปยังภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของลูกหนี้แล้วเท่านั้น แม้ในความเป็นจริงลูกหนี้จะไม่ได้อยู่รับ หรือไม่มีผู้ใดรับไว้ในขณะนั้น ก็ยังถือว่าผู้รับจำนองได้บอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบแล้วตามมาตรา 728 ประกอบมาตรา 169 วรรคหนึ่ง

หลักกฎหมายนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ในธุรกรรมที่มีหลักประกันเป็นอสังหาริมทรัพย์ เพราะแสดงให้เห็นว่าภาระในการรับทราบข่าวสารทางกฎหมาย ณ ภูมิลำเนาที่ตนแจ้งไว้ เป็นหน้าที่ของผู้รับสารเอง มิใช่ผู้ส่งสาร

📌 ข้อคิดสำหรับผู้กู้: ควรตรวจสอบตู้ไปรษณีย์หรือที่อยู่ตามภูมิลำเนาที่แจ้งไว้ในสัญญาอย่างสม่ำเสมอ เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้อง "รับทราบจริง" จึงจะมีผลตามกฎหมาย

#ฎีกาน่ารู้ #กฎหมายจำนอง #บอกกล่าวบังคับจำนอง

📌 หนังสือบอกกล่าวถึงผู้ค้ำประกัน แม้ไปรษณีย์ตีกลับ ก็ถือว่าส่งโดยชอบแล้วฎีกาที่ 220/2562 | ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มา...
11/09/2026

📌 หนังสือบอกกล่าวถึงผู้ค้ำประกัน แม้ไปรษณีย์ตีกลับ ก็ถือว่าส่งโดยชอบแล้ว
ฎีกาที่ 220/2562 | ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686

หากในสัญญาค้ำประกันมีข้อตกลงให้ถือว่าหนังสือบอกกล่าวที่ส่งไปยังที่อยู่ตามสัญญาเป็นการส่งโดยชอบเสมอ ไม่ว่าจะมีผู้รับหรือไม่ก็ตาม ศาลฎีกาวางหลักว่าแม้ทางไปรษณีย์จะตีกลับหนังสือดังกล่าวเนื่องจากผู้ค้ำประกันไม่มารับภายในกำหนดเวลาที่ไปรษณีย์แจ้ง ก็ยังถือว่าผู้ค้ำประกันได้รับหนังสือบอกกล่าวโดยชอบแล้ว เจ้าหนี้จึงมีอำนาจฟ้องให้ผู้ค้ำประกันรับผิดตามสัญญาได้

อย่างไรก็ตาม หากเจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้เกินกำหนดเวลา 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นภายหลังพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคสอง แต่สำหรับหนี้ประธาน เช่น หนี้ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน ผู้ค้ำประกันยังคงต้องร่วมรับผิดต่อไป มิได้หลุดพ้นแต่อย่างใด

💡 สำหรับผู้ค้ำประกัน: ควรแจ้งและปรับปรุงที่อยู่ตามสัญญาค้ำประกันให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้พลาดรับทราบหนังสือบอกกล่าวสำคัญจากเจ้าหนี้

#กฎหมายน่ารู้ #ค้ำประกัน #ฎีกา #เช่าซื้อ #ปพพ

⚖️ ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดได้ หากเจ้าหนี้ส่งหนังสือบอกกล่าวล่าช้าเกินกำหนดหลายท่านอาจเข้าใจว่าการเป็นผู้ค้ำประกันห...
09/09/2026

⚖️ ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดได้ หากเจ้าหนี้ส่งหนังสือบอกกล่าวล่าช้าเกินกำหนด

หลายท่านอาจเข้าใจว่าการเป็นผู้ค้ำประกันหมายถึงการต้องรับผิดชอบต่อหนี้ทั้งหมดโดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ แต่ในความเป็นจริง กฎหมายได้กำหนดกลไกคุ้มครองผู้ค้ำประกันไว้เช่นกัน

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้มีหน้าที่ต้องส่งหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด หากเจ้าหนี้มิได้ส่งหนังสือบอกกล่าวภายในระยะเวลาดังกล่าว ผลทางกฎหมายคือผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังพ้นกำหนดหกสิบวันนั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8262/2567
ลูกหนี้เคยผิดนัดชำระหนี้มาก่อนตั้งแต่ปี 2557 แต่ภายหลังได้กลับมาชำระหนี้ต่อเนื่อง จึงถือว่าการผิดนัดครั้งนั้นได้รับการแก้ไขแล้ว ต่อมาลูกหนี้ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2562 และไม่ได้ชำระหนี้อีกเลย อันถือเป็นการผิดนัดครั้งใหม่นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 ซึ่งตามกฎหมายเจ้าหนี้ต้องส่งหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 แต่ปรากฏว่าเจ้าหนี้เพิ่งส่งหนังสือทวงถามในเดือนมิถุนายน 2563 ซึ่งล่าช้าไปหลายเดือน

ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าผู้ค้ำประกันยังคงต้องรับผิดในต้นเงินและดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นภายในช่วงหกสิบวันแรกนับแต่วันผิดนัด แต่หลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าเสียหายส่วนที่เกิดขึ้นภายหลังพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว เนื่องจากเป็นผลจากความบกพร่องของเจ้าหนี้เองที่มิได้ส่งหนังสือบอกกล่าวภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 988/2568อำนาจศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ข้อเท็จจริงเรื่องฐานความผิดจะถึงที่สุด...
21/08/2026

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 988/2568

อำนาจศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ข้อเท็จจริงเรื่องฐานความผิดจะถึงที่สุดแล้ว กรณีจำเลยฎีกาขอให้ลดหย่อนผ่อนโทษ

มาตราที่เกี่ยวข้อง ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง, 215, 225, 245

คำพิพากษา (ย่อสั้น)
แม้ปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องนั้นจะถึงที่
สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ก็ตาม แต่เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเพราะจำเลยยังคงฎีกาต่อมา ขอให้ลดหย่อนผ่อนโทษด้วย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกปัญหาว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตาย
โดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องอันเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ้างอิง https://deka.supremecourt.or.th/search

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 988/2568อำนาจศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ข้อเท็จจริงเรื่องฐานความผิดจะถึงที่สุด...
19/08/2026

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 988/2568

อำนาจศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ข้อเท็จจริงเรื่องฐานความผิดจะถึงที่สุดแล้ว กรณีจำเลยฎีกาขอให้ลดหย่อนผ่อนโทษ

มาตราที่เกี่ยวข้อง ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง, 215, 225, 245

คำพิพากษา (ย่อสั้น)
แม้ปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องนั้นจะถึงที่
สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ก็ตาม แต่เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเพราะจำเลยยังคงฎีกาต่อมา ขอให้ลดหย่อนผ่อนโทษด้วย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกปัญหาว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตาย
โดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องอันเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225
อ้างอิง https://deka.supremecourt.or.th/search

คำพิพากษาฎีกา 170/2569ผู้คัดค้านมีสาเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดาพร้อมคาแปล มาแสดงว่าผู้คัดค้านกับผู้ตายสมรสกันตามกฎหมายของ...
10/07/2026

คำพิพากษาฎีกา 170/2569

ผู้คัดค้านมีสาเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดาพร้อมคาแปล มาแสดงว่าผู้คัดค้านกับผู้ตายสมรสกันตามกฎหมายของรัฐฟลอริดาเมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๓๓ และผู้คัดค้านมีหนังสือรับรองการสมรสโดยเสมียนศาลและผู้ควบคุมเขตไมอามี-เดด รัฐฟลอริดา พร้อมคาแปลมายืนยันว่าสาเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดา เป็นสาเนาเอกสารที่แท้จริงและถูกต้อง

ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๕๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การสมรสในต่างประเทศระหว่างคนที่มีสัญชาติไทยด้วยกันหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย จะทาตามแบบที่กาหนดไว้ตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายแห่งประเทศนั้นก็ได้และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ มาตรา ๒๐ วรรคสอง บัญญัติว่า การสมรสระหว่างคนในบังคับไทยหรือคนในบังคับไทยกับคนต่างด้าว ซึ่งได้ทาในต่างประเทศโดยถูกต้องตามแบบที่กฎหมายไทยกาหนดไว้ ย่อมเป็นอันสมบูรณ์

ผู้คัดค้านจึงเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย
ผู้คัดค้านฎีกาโดยแนบข้อความสนทนาระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ร้องทางแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งแม้ผู้คัดค้านจะเพิ่งอ้างส่งเอกสารดังกล่าวในชั้นฎีกา แต่ผู้ร้องก็มิได้ยื่นคาแก้ฎีกาหรือโต้แย้งเกี่ยวกับเอกสารนั้น ศาลฎีกาย่อมมีอานาจในการรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๘๗ (๒)

ผู้คัดค้านและผู้ตายมีสัญชาติไทยสมรสกันตามกฎหมายของรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยผู้คัดค้านมีสำเนาบันทึกการสมรสและหนังสือรับรอง การสมรสของเสมียนศาลและผู้ควบคุมเขตไมอามี-เดด รัฐฟลอริดา พร้อมคำแปล มาแสดง ถือว่าการสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ตายซึ่งทำในต่างประเทศถูกต้องตามแบบ ที่กฎหมายไทยกำหนด จึงมีผลสมบูรณ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1459 วรรคหนึ่ง และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 20 วรรคสอง ผู้คัดค้านจึงเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย

ตามมาตรา 1459 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วางหลักว่า การสมรสในต่างประเทศระหว่างคนที่มีสัญชาติไทยด้วย จะทำตามแบบที่กำหนดไว้ตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายแห่งประเทศนั้นก็ได้ใน และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 20 วรรคสอง วางหลักว่าการสมรสระหว่างคนในบังคับไทยซึ่งได้ทำในต่างประเทศโดยถูกต้องตามแบบที่กฎหมายไทยกำหนดไว้ ย่อมเป็นอันสมบูรณ์

เมื่อผู้คัดค้านและผู้ตายมีสัญชาติไทยสมรสกันตามกฎหมายของรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยผู้คัดค้านมีสำเนาบันทึกการสมรสและหนังสือรับรองการสมรส พร้อมคำแปลมาแสดง ถือว่าการสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ตายซึ่งทำในต่างประเทศถูกต้องตามแบบ ที่กฎหมายไทยกำหนด จึงมีผลสมบูรณ์ ผู้คัดค้านจึงเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย

สรุปฎีกา 4988/2568ป.พ.พ. ม.654 จำเลยเป็นบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจเยี่ยงธนาคารพาณิชย์โดยให้กู้ยืมเงิน มีหน้าที่ต้องเสียภาษี...
08/07/2026

สรุปฎีกา 4988/2568
ป.พ.พ. ม.654

จำเลยเป็นบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจเยี่ยงธนาคารพาณิชย์โดยให้กู้ยืมเงิน มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) ในอัตราร้อยละ 3.3 (รวมภาษีท้องถิ่นด้วยแล้ว) ต่อเดือนของรายรับจากดอกเบี้ย ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเป็นรายเดือนภาษีพร้อมกับชำระภาษีต่อกรมสรรพากร จึงเป็นภาระภาษีที่มีอยู่ตามกฎหมายซึ่งคู่สัญญาตกลงกันให้โจทก์ผู้กู้เป็นผู้รับภาระภาษีแทน
แต่การที่จำเลยคิดดอกเบี้ยจากโจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดให้เรียกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 654 และจำเลยมีภาระภาษีต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับดอกเบี้ยตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) แต่กลับตกลงให้โจทก์เป็นผู้เสียแทน ซึ่งถือเป็นประโยชน์อย่างหนึ่งและเป็นค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องใช้ให้แก่จำเลยจากการได้กู้ยืมเงิน อันถือเป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีแล้ว เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี
แม้อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวเป็นจำนวนไม่มากนัก แต่เมื่อจำเลยคิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดอยู่แล้วจึงถือว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินอันมีลักษณะกำหนดจะเอาหรือรับเอาซึ่งประโยชน์อย่างอื่นนอกจากดอกเบี้ย จนเห็นได้ชัดว่าประโยชน์ที่ได้รับนั้นมากเกินส่วนอันสมควร ข้อตกลงที่ให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับค่าภาษีธุรกิจเฉพาะในแต่ละเดือนจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 654 และ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ข้อตกลงดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ ต้องนำดอกเบี้ยและค่าภาษีที่โจทก์ได้ชำระให้จำเลยไปแล้วทั้งหมดไปหักออกจากต้นเงินกู้ 280,000 บาท เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะและค่าปรับผิดนัดการชำระดอกเบี้ยของแต่ละเดือนให้แก่จำเลยรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 449,938 บาท จึงเกินกว่าจำนวนต้นเงินกู้แล้ว ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีหนี้เงินกู้ค้างชำระแก่จำเลย จำเลยจึงมีหน้าที่ไปไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6631/2568ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง, 349 วรรคสามเดิมจำเลยกู้ยืมเงินจาก พ. ต่อมามีการนำเงินต้นและดอกเ...
19/06/2026

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6631/2568
ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง, 349 วรรคสาม

เดิมจำเลยกู้ยืมเงินจาก พ. ต่อมามีการนำเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมกันเป็นเงินต้นและทำสัญญาใหม่ เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จาก พ. เป็นโจทก์ โดยมีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินที่จำเลยจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันหนี้ต่อ พ. และจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวไว้เป็นประกันหนี้โจทก์ โดยใช้สัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน แสดงว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ได้ตกลงทำสัญญาจำนองกับโจทก์โดยตรง โดยจำเลยยินยอมให้เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จาก พ. มาเป็นโจทก์ การทำสัญญาจำนองจึงไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องที่จะต้องมีการทำเป็นหนังสือ
หรือทำคำบอกกล่าว หรือความยินยอมเป็นหนังสืออีกต่างหาก

อ้างอิง https://www.supremecourt.or.th/

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3674/2568ป.อ. มาตรา 96, 352, 357ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6)ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผ...
17/06/2026

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3674/2568
ป.อ. มาตรา 96, 352, 357
ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6)

ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์
แม้จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ช. ซึ่งยึดรถกระบะของกลางไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมก็ตาม แต่เมื่อจำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้ ช. ยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมแล้วจำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดย ช. ให้ความยินยอม หลังจากจำเลยจำนำรถกระบะของกลางแล้ว ได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของ ส. บุตรเขยของ ช. พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลางด้วย

เมื่อต่อมา ช. และจำเลยไม่สามารถติดตามรถกระบะของกลางคืนมาได้ แสดงว่าจำเลยและ ช. ร่วมกันเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำ โดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่าจำเลยและ ช. มีเจตนาทุจริต

จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับ ช. ในความผิดฐานยักยอก กรณีมิใช่การช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย หรือช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งรถกระบะของกลาง โดยจำเลยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานยักยอก อันเป็นความผิดฐานรับของโจร

อ้างอิง https://www.supremecourt.or.th/

ที่อยู่

Rangsit Business Park
Rangsit
12130

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Law คำตอบ โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์