สำนักงานทนายจรูญ ยงค์ศรี

สำนักงานทนายจรูญ  ยงค์ศรี รับว่าความ ทั่วราชอาณาจักร

14/08/2022

🌟 สำนักงานก้าวหน้าทนายความ (ทนายจรูญ ยงค์ศรี)
181/2 ถ.เทศบาลดำริ ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปณ.25000

✅️ รับปรึกษากฎหมาย รับว่าความทั่วราชอาณาจักร
✅️ คดีอาญา คดีแพ่ง คดีปกครอง คดีเยาวชนและครอบครัว
✅️ ต่อสู้คดีลักทรัพย์ คดีฉ้อโกง คดียักยอก คดียาเสพติด
✅️ ร่างสัญญา หนังสือบอกกล่าวทวงถาม ทำพินัยกรรม
✅️ จดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม จดทะเบียนรับรองบุตร
✅️ ฟ้องหย่า แบ่งสินสมรส ฟ้องเงินกู้ ฟ้องบังคับจำนอง
✅️ ตั้งผู้อนุบาล ตั้งผู้พิทักษ์ ตั้งผู้จัดการมรดก นิติกรรมแทนผู้เยาว์
✅️ ขอปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย บังคับคดียึดอายัดทรัพย์สิน

ติดต่อ 0818639918 หรือ 0842831097
ไอดีไลน์ : https://line.me/ti/p/NhZArz1P4x

25/04/2022

🔵 การพูดปราศรัยปลุกเร้าผู้ชุมนุมให้ไปปิดล้อมสำนักงาน ป.ป.ช. โดยไม่มีข้อความให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. กระทำการใดอันมิชอบด้วยหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่เป็นความผิดฐานข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ตาม ป.อ.มาตรา 139
▪️ ฎ.1940/2561 : จำเลยเพียงขึ้นพูดปราศรัยบนเวทีซึ่งเป็นการพูดต่อผู้ชุมนุมในกลุ่ม นปช. ด้วยกัน จำเลยไม่ได้พูด หรือกระทำการใดต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานแต่อย่างใด แม้จะฟังว่าการพูดปราศรัยมีการทำข่าวทางสถานีโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนสาธารณะอื่นด้วยก็ตาม ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นเรื่องที่จำเลยเป็นผู้จัดให้มีการทำข่าว แต่ข้อเท็จจริงเป็นเรื่องของนักข่าวสื่อมวลชนมาทำข่าวกันเองเท่านั้น ขณะเกิดเหตุที่จำเลยพูดปราศรัยเป็นวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2557 แต่หลังจากนั้นอีก 3 วัน จึงมีการชุมนุมของกลุ่ม นปช. เพื่อปิดล้อมสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งขณะนั้นไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้เข้าร่วมในการเข้าปิดล้อมสำนักงาน ป.ป.ช. ด้วย การชุมนุมเพื่อปิดกั้นเพื่อไม่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่เข้าทำงานในสำนักงานอาจเป็นการกระทำความผิดตามม ป.อ.มาตรา 139 ได้ เพราะเป็นการกระทำเพื่อไม่ให้เจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ .. แต่การพูดของจำเลยต่อผู้ชุมนุมกลุ่ม นปช. ไม่ได้กระทำต่อเจ้าพนักงาน ที่สำคัญในคำพูดปราศรัยของจำเลยไม่มีข้อความตอนใดที่จำเลยข่มขืนใจเพื่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. กระทำการอันใดที่จำเลยต้องการเลย ไม่ว่าจะเป็นการอันมิชอบด้วยหน้าที่ หรือการละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ การกระทำของจำเลยจึงไม่ถือว่าเป็นความผิดตามฟ้อง

🌟 #จำหน่ายหนังสือในรูปแบบ #สนใจสั่งซื้อและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ >>> https://www.facebook.com/104254361987112/posts/159301063149108/

#กฎหมายอาญา #คำพิพากษาฎีกาวันละเรื่อง #สอบผู้ช่วยผู้พิพากษา #สอบอัยการผู้ช่วย #เนติบัณฑิต ์อาธอน

25/04/2022

🟣 จำเลยกับพวกใช้เท้ากระทืบบริเวณศีรษะของผู้เสียหายอยู่นานประมาณ 2-3 นาที จนผู้เสียหายได้รับบาดแผนที่ศีรษะด้านหลังช้ำบวม มีเลือดคั่งใต้เยื่อหุ้มสมอง ต้องได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดเปิดกระโหลกศีรษะเอาเลือดที่คั่งออก นับได้ว่าเป็นการกระทำที่รุนแรงบริเวณศีรษะอันเทียบได้กับการใช้วัตถุที่แข็งแรงกระทำต่อศีรษะของผู้เสียหายแล้ว เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าตาม ป.อ.มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 83
▪️ ฎ.1065/2563 : จำเลยและนาย อ. ได้ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายอยู่นานประมาณ 2 ถึง 3 นาทีผู้เสียหายได้รับบาดแผลที่ศีรษะด้านหลังซ้ำบวม มีเลือดคั่งใต้เยื่อหุ้มสมอง ต้องได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะเอาเลือดที่คั่งออก แม้จำเลยและ นาย อ. ไม่ได้ใช้อาวุธ หรือของแข็งอื่นใดทำร้ายผู้เสียหาย แต่ก็ปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับบาดแผล แต่ที่บริเวณศีรษะภายหลังจากเกิดเหตุแล้วผู้เสียหายต้องได้รับการรักษาในห้องฉุกเฉินเป็นเวลานานเกือบ 1 เดือน ระหว่างนั้นผู้เสียหายไม่สามารถรับรู้เรื่องอะไรได้ แพทย์ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และเมื่อกลับไปรักษาตัวที่บ้านอีกเป็นเวลาเกือบ 1 ปีจึงสามารถเดินเข้าห้องน้ำ หรือไปไหนมาไหนได้ แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลย และนาย อ. ได้ทำร้ายผู้เสียหายแต่ที่บริเวณศีรษะอันเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย โดยจำเลยได้เบิกความตอบทนายจำเลยว่านาย อ. และนาย ต. ได้ใช้เท้ากระทืบบริเวณศีรษะของผู้เสียหายซึ่งนับได้ว่าเป็นการกระทำที่รุนแรงบริเวณศีรษะ อันเทียบได้กับการใช้วัตถุที่แข็งกระทำต่อศีรษะของผู้เสียหายแล้ว พฤติการณ์ว่ามีเจตนาฆ่า หาจำเป็นต้องมีการใช้อาวุธหรือของแข็งทำร้ายเสมอไปไม่ แม้ไม่มีการใช้อาวุธ แต่ได้ทำร้ายด้วยมือหรือเท้าซ้ำ ๆ ที่บริเวณอวัยวะสำคัญของร่างกาย ก็เป็นพฤติการณ์ที่บ่งบอกถึงเจตนาได้ว่ามีเจตนาฆ่าได้การที่จำเลยกับพวกทำร้ายผู้เสียหายย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าผู้เสียหายอาจถึงแก่ความตาย แต่เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดเพียงฐานพยามยามฆ่าผู้อื่น

🌟 #จำหน่ายหนังสือในรูปแบบ #สนใจสั่งซื้อและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ >>> https://www.facebook.com/104254361987112/posts/159301063149108/

#กฎหมายอาญา #คำพิพากษาฎีกาวันละเรื่อง #สอบผู้ช่วยผู้พิพากษา #สอบอัยการผู้ช่วย #เนติบัณฑิต ์อาธอน

25/04/2022

🔴 จำเลยยินยอมให้เจ้าพนักงานใส่กุญแจโดยไม่มีท่าทีต่อสู้ แม้พวกของจำเลยเข้าต่อสู้และใช้อาวุธปืนยิงเจ้าพนักงานตำรวจถึงแก่ความตาย แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยการกระทำใดที่แสดงว่าตนมีส่วนร่วมด้วย การกระทำของของจำเลยจึงฟังไม่ได้ว่ามีเจตนาร่วมกับพวกฆ่าเจ้าพนักงานตาม ป.อ.มาตรา 289(2)
▪️ ฎ.1185/2553 : ขณะเจ้าพนักงานตั้งจุดตรวจ ภ. ขับรถยนต์กระบะมีพวกนั่งอยู่ในห้องโดยสาร 1 คน และพวกอีก 4 คนซึ่งจำเลยรวมอยู่ด้วยนั่งที่กระบะรถยนต์ เมื่อมาถึงจุดตรวจแล้วไม่ยอมหยุดให้ตรวจกลับเร่งความเร็วหนีไป จ่าสิบตำรวจ จ. สิบตำรวจตรี ท. และ สิบตำรวจตรี ส. จึงได้กระโดดขึ้นรถกระบะรถยนต์ของกลาง จำเลยกับพวกยินยอมให้เจ้าพนักงานใส่กุญแจมือโดยดีไม่มีท่าทีจะต่อสู้ หลังจากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจใช้อาวุธปืนยิงขู่และทุบกระจกเพื่อให้ ภ. หยุดรถ แต่ ภ. ยังคงขับรถต่อไป จนกระทั่งต่อมาเมื่อพวกคนหนึ่งตะโกนว่าสู้มัน จำเลยกับพวกที่นั่งกระบะรถยนต์เข้าต่อสู้กับสิบตำรวจตรี ท. และสิบตำรวจตรี ส. แล้วพวกคนหนึ่งใช้อาวุธปืนยิงสิบตำรวจตรี ส. ถึงแก่ความตาย ส่วนพวกอีกคนหนึ่งที่นั่งในห้องโดยสารใช้อาวุธปืนยิงสิบตำรวจตรี ท. ที่ใบหน้าได้รับอันตรายสาหัสโดยจำเลยถูกระสุนปืนที่เท้าด้วย จากนั้น ภ. กับพวกนำเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสองที่ถูกยิงไปทิ้งในซอยหมู่บ้านจัดสรร พฤติการณ์แสดงว่าจำเลยกับพวกมิได้คบคิดจะฆ่า และพยายามฆ่าเจ้าพนักงานตำรวจมาตั้งแต่แรก แต่การฆ่าและพยายามฆ่าเกิดขึ้นในทันทีทันใดระหว่างมีการต่อสู้กัน โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีการกระทำใดที่แสดงว่าตนมีส่วนร่วมด้วย การกระทำของจำเลยจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกฆ่าสิบตำรวจตรี ส. และพยายามฆ่าสิบตำรวจตรี ท. ตาม ป.อ.มาตรา 289(2) ประกอบมาตรา 83

🌟 #จำหน่ายหนังสือในรูปแบบ #สนใจสั่งซื้อและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ >>>
https://www.facebook.com/104254361987112/posts/159301063149108/

#กฎหมายอาญา #คำพิพากษาฎีกาวันละเรื่อง #สอบผู้ช่วยผู้พิพากษา #สอบอัยการผู้ช่วย #เนติบัณฑิต ์อาธอน

25/04/2022

🟡 จำเลยกับผู้เสียหายชกต่อยและแยกย้ายกันแล้ว จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปเอาอาวุธปืนของกลางกลับมายังที่เกิดเหตุ โดยใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ซึ่งนับเป็นเวลาเพียงพอที่จำเลยสามารถระงับสติอารมณ์ ทำให้โทสะหมดสิ้นไป เมื่อจำเลยเดินทางกลับมายังที่เกิดแล้วยังใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ.มาตรา 289(4) ประกอบมาตรา 80
▪️ ฎ.6663/2562 : จำเลยกับผู้เสียหายชกต่อยและแยกย้ายกันแล้ว จำเลยบอกผู้เสียหายให้รออยู่ก่อน จำเลยจะกลับไปเอาอาวุธปืน แล้วจำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปเอาอาวุธปืนของกลางกลับมายังที่เกิดเหตุ โดยใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ซึ่งนับเป็นเวลาเพียงพอที่จำเลยสามารถระงับสติอารมณ์ ทำให้โทสะหมดสิ้นไป และกลับมามีสติสัมปชัญญะได้ เมื่อจำเลยเดินทางกลับมายังที่เกิดแล้วยังใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ จึงเป็นเหตุการณ์ที่ขาดตอนกันไปแล้ว จำเลยจะอ้างว่าเป็นการตัดสินใจเฉพาะหน้าหาได้ไม่ พฤติการณ์ของจำเลยบ่งชี้ว่าจำเลยตระเตรียมการพร้อมที่จะกลับไปฆ่าผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ.มาตรา 289(4) ประกอบมาตรา 80

🌟 #จำหน่ายหนังสือในรูปแบบ https://www.facebook.com/104254361987112/posts/159301063149108/

#กฎหมายอาญา #คำพิพากษาฎีกาวันละเรื่อง #สอบผู้ช่วยผู้พิพากษา #สอบอัยการผู้ช่วย #เนติบัณฑิต ์อาธอน

29/03/2022

#คดีที่ราษฎรเป็นโจทก์
#ก่อนศาลประทับฟ้องมิให้ถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะเช่นนั้น

🔵 ป.วิ.อ.มาตรา 165 วรรคสาม คดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้อง มิให้ถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะเช่นนั้น จำเลยจึงมิใช่คู่ความ และไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งหรือคำพิพากษาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้
▪️ คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.1808/2551 : คดีที่ราษฏรเป็นโจทก์ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 165 วรรคสาม บัญญัติว่า ก่อนที่ศาลประทับฟ้องมิให้ถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะเช่นนั้น ในชั้นนี้จำเลยจึงไม่มีฐานเป็นคู่ความ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนมูลฟ้องต่อไป เป็นเรื่องระหว่างศาลกับโจทก์เท่านั้น จำเลยย่อมไม่มีสิทธิฎีกา
หมายเหตุ : คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ผู้ถูกฟ้องย่อมตกเป็นจำเลยทันที จึงมีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาได้

🔴 กรณีศาลประทับฟ้อง แม้จะถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะคู่ความแล้ว แต่จำเลยก็อุทธรณ์คำสั่งศาลว่าคดีมีมูลไม่ได้ เพราะคำสั่งคดีมีมูลย่อมเด็ดขาดตาม ป.วิ.อ.มาตรา 170
▪️ ฎ.1895/2519 : คดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้อง แม้ศาลจะมีคำสั่งประทับฟ้องซึ่งถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะคู่ความแล้วก็ตาม แต่เมื่อตาม ป.วิ.อ.มาตรา 170 บัญญัติไว้ว่า คำสั่งคดีมีมูลย่อมเด็ดขาด คำสั่งคดีมีมูลของศาลย่อมเป็นที่สุด จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งคดีมีมูลของศาลได้

🟢 การรับฟังพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลฟังเพียงแค่ฟ้องโจทก์มีมูลความผิดตามฟ้องหรือไม่ เมื่อได้ข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิด ศาลย่อมประทับฟ้องคดีไว้พิจารณาได้ทันที
▪️ ฎ.3965/2553 : การรับฟังพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องกับชั้นพิจารณานั้นแตกต่างกัน ชั้นไต่สวนมูลฟังเพียงแค่มีมูลความผิดตามฟ้องหรือไม่ เมื่อได้ข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดที่ฟ้องโดยไม่มีข้อพิรุธอันเป็นที่ประจักษ์ชัด ก็ฟังได้แล้วว่าคดีมีมูลตามฟ้อง ส่วนข้อเท็จจริงที่ได้ความจะเป็นความจริงหรือไม่ เป็นข้อที่จะต้องพิสูจน์กันอีกชั้นหนึ่งในชั้นพิจารณา ซึ่งในชั้นพิจารณาต้องฟังพยานหลักฐานจนได้ความอันสิ้นสงสัยว่าข้อเท็จจริงที่ได้มานั้นเป็นความจริง จึงจะฟังได้ว่ามีการกระทำผิด

🟣 ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง หากศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลก็ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องได้ทันที โดยไม่จำต้องประทับฟ้องแล้วไปพิพากษายกฟ้องในภายหลัง อันเป็นดุลพินิจของศาลในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีให้เสร็จสิ้นไปโดยเร็วและชอบด้วยกฎหมาย
▪️ ฎ.5158/2562 : ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง หากศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ไม่ว่าเป็นการกระทำโดยขาดเจตนาหรือมีกฎหมายบัญญัติว่าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิด ศาลก็ชอบที่จะวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องไปได้เลย ไม่จำต้องประทับฟ้องแล้วไปพิพากษายกฟ้องในภายหลังอันเป็นดุลพินิจของศาลในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีให้เสร็จสิ้นไปโดยเร็วและชอบด้วยกฎหมาย

🟡 คดีอยู่ระหว่างการไต่สวนมูลฟ้อง ไม่ถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะเช่นนั้นตาม ป.วิ.อ.มาตรา 165 วรรคสาม อายุความจึงยังไม่หยุดนับ เมื่อก่อนศาลมีคำสั่งประทับฟ้อง อายุความครบกำหนดก่อน คดีโจทก์ย่อมขาดอายุความ
▪️ ฎ.3079/2562 : โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2550 ซึ่งแม้จะอยู่ภายในกำหนดอายุความ 15 ปีและ 10 ปีก็ตาม แต่เมื่อคดีโจทก์ยังอยู่ระหว่างการไต่สวนมูลฟ้อง กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าได้ตัวจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 มาอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้น เนื่องจากตราบใดที่ศาลยังไม่ประทับฟ้องตาม ป.วิ.อ.มาตรา 165 วรรคสาม มิให้ถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะเช่นนั้น อันเป็นเหตุให้อายุความไม่หยุดนับ เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องคดีเสร็จสิ้นไปในวันที่ 13 มีนาคม 2560 จึงเป็นระยะเวลาที่ล่วงเลยอายุความ 15 ปี และ 10 ปีแล้ว คดีโจทก์สำหรับจำเลยแต่ละคนจึงขาดอายุความ

🌟 >>> https://www.facebook.com/104254361987112/posts/159301063149108/

#กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา #คดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ #สอบผู้ช่วยผู้พิพากษา #สอบอัยการผู้ช่วย #เนติบัณฑิต ์อาธอน

27/03/2022

#ผู้ใดเจตนากระทำต่อบุคคลหนึ่งแต่ผลเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป

🔴 จำเลยสาดเหล้าใส่หน้าผู้เสียหาย แต่เหล้าไม่ถูกผู้เสียหาย จึงเป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา 391 ประกอบมาตรา 80 เมื่อเหล้าไปถูกผู้อื่น จึงเป็นการกระทำผู้อื่นโดยพลาดตามมาตรา 60
▪️ ฎ.9244/2553 : จำเลยสาดเหล้าใส่หน้าของผู้เสียหาย อันเป็นการใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหายโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย หรือจิตใจ แต่เหล้าไม่ถูกผู้เสียหาย จึงมีความผิดตามโทษตาม ป.อ.มาตรา 391 ประกอบมาตรา 80 ซึ่งตาม ป.อ.มาตรา 105 บัญญัติให้ผู้พยายามกระทำความผิดลหุโทษไม่ต้องรับโทษ แต่เมื่อเหล้าไปถูก พ. จึงเป็นกรณีที่ผลร้ายเกิดแก่บุคคลอื่นโดยพลาดไป โดยให้ถือว่าเป็นการกระทำต่อ พ. ผู้ได้รับผลร้ายตาม ป.อ.มาตรา 391 ประกอบมาตรา 60

🔵 จำเลยใช้ของเหลวไวไฟเทราดไปที่ผู้ตาย แล้วของเหลวไวไฟกระเด็นไปถูกโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมไม่ถึงแก่ความตาย จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมโดยพลาดตาม ป.อ.มาตรา 289(4),80,60
▪️ ฎ.6738/2537 : จำเลยใช้แอลกอฮอล์ซึ่งเป็นของเหลวไวไฟได้ง่ายเทราดผู้ตายตั้งแต่ศีรษะลงมาถึงพื้นห้อง แล้วจำเลยใช้ไฟแช็กจุดไฟที่ต้นคอผู้ตาย ก่อให้ไฟไหม้ตามตัวของผู้ตายร้อยละ 90 ของร่างกาย จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลที่จะฆ่าผู้ตาย จำเลยได้ขอซื้อไฟแช็กจาก ส. ครั้งหนึ่งแล้ว แต่เพื่อจำเลยห้ามมิให้ ส. ขายให้ ทั้งจำเลยเป็นผู้ริเริ่มโทรศัพท์นัดให้ ค. และผู้ตายไปตกลงเรื่องชู้สาวกันในวันเกิดเหตุ และตระเตรียมการซื้อไฟแช็กเพื่อประสงค์ใช้ในการจุดไฟ จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ.มาตรา 289(4) ขณะจำเลยใช้ของเหลวไวไฟเทราดไปที่ผู้ตายนั้น โจทก์ร่วมที่ 2 ลุกจากที่นั่งมาที่ผู้ตายห่างเพียง 1 เมตร จะเข้าไปห้ามปรามจำเลย แต่กลับรู้สึกตัวว่ามีไฟลุกไหม้ที่หน้าตามลำตัวด้านหน้าและที่มือทั้งสองข้าง อันเกิดจากการกระทำที่จำเลยใช้ของเหลวไวไฟเทราดผู้ตายแล้วของเหลวไวไฟกระเด็นไปถูกตัวโจทก์ร่วมที่ 2 ด้วย ทำให้โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับบาดเจ็บที่ใบหน้า และตามลำตัวด้านหน้าใช้เวลารักษา 5 เดือน ถือได้ว่าจำเลยกระทำโดยเจตนาฆ่าแก่โจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมที่ 2 โดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามมาตรา 289(4) ประกอบมาตรา 60 อีกบทหนึ่งอันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 289(4) ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด และลักษณะแห่งการกระทำของจำเลย จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าไฟต้องลุกไหม้ภายในอาคารตึกแถว ถือว่าจำเลยมีเจตนาวางเพลิงเผาโรงเรือนตาม ป.อ.มาตรา 218(1) อีกบทหนึ่งด้วย

🟠 จำเลยมีเพียงเจตนาทำร้ายร่างกายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน การที่พวกของจำเลยคนหนึ่งใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายไม่ถูก แต่พลาดไปถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลย คงผิดฐานพยายามทำร้ายผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ.มาตรา 296 ประกอบมาตรา 80 และฐานทำร้ายผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยตามมาตรา 290 วรรคสอง ประกอบมาตรา 60
▪️ ฎ.6020/2559 : จำเลยที่ 1 อยู่ในกลุ่มคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายแล้วพลาดไปถูกผู้ตาย แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ทราบมาก่อนว่า ส. พกพาอาวุธปืนติดตัวมาด้วย จำเลยที่ 1 ย่อมไม่อาจคาดหมายได้ว่าพวกของจำเลยที่ 1 จะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายแล้วพลาดไปถูกผู้ตาย ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และมีเจตนามีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนร่วมกับพวกของจำเลยที่ 1 ที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายแล้วพลาดไปถูกผู้ตาย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาด และฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 มีเจตนาเพียงต้องการทำร้ายผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่เมื่อผลการกระทำของพวกจำเลยที่ 1 ที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายไม่ทำให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บแต่พลาดไปถูกผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผลแห่งการกระทำนั้น จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ.มาตรา 296 ประกอบมาตรา 80 และฐานทำร้ายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และไม่มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายโดยพลาดตามฃมาตรา 290 วรรคสอง ประกอบมาตรา 60

🔴 กรณีมิใช่เจตนาโดยพลาด แต่เป็นเจตนาเล็งเห็นผล

1️⃣ วันเกิดเป็นวันสงกรานต์ การจราจรติดขัด มีผู้คนกำลังเล่นน้ำอย่างพลุกพล่าน การที่จำเลยยิงปืนใส่กลุ่มวัยรุ่น ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยเล็งเห็นแล้วว่าอาจถูกบุคคลอื่นซึ่งอยู่บริเวณนั้นถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าโทก์ร่วมโดยเล็งเห็นผล มิใช่การกระทำโดยพลาด
▪️ ฎ.6684/2562 : วันเกิดเหตุเป็นวันเทศกาลสงกรานต์ การจราจรติดขัด มีรถยนต์และผู้คนกําลังเล่นน้ำ สงกรานต์ในวันเทศกาลอย่างพลุกพล่าน แต่ทิศทางที่จําเลยที่ 1 เล็งปืนไปข้างหน้าใส่กลุ่มวัยรุ่นนั้น มีรถยนต์แล่นอยู่เป็นแนวโดยตลอด และมีการยิงปืนเพียงข้างเดียวจากจําเลย ที่ 1 ไม่มีการยิงปืนจากฝ่ายตรงข้าม และนอกจากรถยนต์คันที่โจทก์ร่วมนั่งโดยสารมาแล้ว กระสุนปืนที่จําเลยที่ 1 ยิง ยังไปถูกรถกระบะอีกคันหนึ่งด้วย การที่มีผู้คนกําลังเล่นน้ำ สงกรานต์และมีรถยนต์แล่นขวางทางเบื้องหน้า แต่จําเลยที่ 1 ยังคงยิงปืนออกไป ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าจําเลยที่ 1 มีเจตนาเล็งเห็นแล้วว่า กระสุนปืนอาจถูกบุคคลอื่นที่อยู่ข้างหน้านั้นได้ การกระทำของจําเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเล็งเห็นผลว่ากระสุนปืนอาจถูกบุคคลอื่นถึงแก่ความตายได้ จําเลยที่ 1 จึงมีเจตนาพยายามฆ่าโจทก์ร่วม ตาม ป.อ.มาตรา 59 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 หาใช่เป็นการกระทำโดยพลาดตามมาตรา 60 ไม่

2️⃣ การกระทำโดยพลาดต้องมีผู้เสียหายถูกกระทำตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โดยผู้กระทำต้องกระทำโดยเจตนาต่อผู้เสียหายคนแรก ส่วนผู้เสียหายคนหลังผู้กระทำต้องไม่มีเจตนากระทำด้วย หากผู้กระทำโดยเจตนาต่อผู้เสียหายคนหลังไม่ว่าเป็นเจตนาประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล ก็ไม่ใช่เรื่องการกระทำโดยพลาด
▪️ ฎ.2865/2553 : ข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่า ป. ได้ข่มเหงหรือร่วมกับ น. ข่มเหงจำเลยแต่อย่างใด จำเลยจะใช้อาวุธยิง น. แต่กระสุนปืนไปถูก ป. ซึ่งอยู่ด้านหน้าของ น. จำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำได้ว่ากระสุนปืนที่จำเลยยิงออกไปนั้นจะถูก ป. ที่อยู่ในบริเวณนั้นได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำโดยพลาดตาม ป.อ.มาตรา 60 จำเลยจะอ้างว่าจำเลยเจตนาฆ่า น. ด้วยเหตุบันดาลโทสะแต่ผลของการกระทำเกิดแก่ ป. โดยพลาดไป จึงต้องถือว่าจำเลยเจตนาฆ่า ป. ด้วยเหตุบันดาลโทสะไม่ได้

🌟 >>> https://www.facebook.com/104254361987112/posts/159301063149108/

#กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา #การขอให้ผู้พิพากษาพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ #สอบผู้ช่วยผู้พิพากษา #สอบอัยการผู้ช่วย #เนติบัณฑิต ์อาธอน

25/03/2022

#ความผิดตามฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง

🔴 ความผิดฐานพยายามฆ่าโดยใช้อาวุธปืนยิงตาม ป.อ.มาตรา 288,80 รวมความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมืองตาม ป.อ.มาตรา 376 ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 192 วรรคท้าย
▪️ ฎ.2892/2562 : การที่จำเลยที่ 1 ยิงปืนเพื่อข่มขู่ผู้เสียหายเป็นกากรยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชนอันเป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าผู้เสียหายอยู่ในตัว จึงเป็นการกระทำความผิดที่รวมการกระทำหลายอย่าง และแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ซึ่งศาลจะลงโทษอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 192 วรรคท้าย

🔵 ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตาม ป.อ.มาตรา 288,289 รวมความผิดฐานทำร้ายร่างกายตาม ป.อ.มาตรา 295 ,290 ด้วย เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยมีเจตนาทำร้ายผู้อื่นเท่านั้น ศาลจึงลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 192 วรรคท้าย
▪️ ฎ.325/2562 : โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ.มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 แต่ความผิดดังกล่าวรวมความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นตาม ป.อ.มาตรา 295 อยู่ด้วย ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ท้าย

🟡 โจทก์ฟ้องข้อหาพยายามฆ่าตาม ป.อ.มาตรา 288,80 ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ตาม ป.อ.มาตรา 297 เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอันตรายสาหัส ศาลจะลงโทษตาม ป.อ.มาตรา 297 ไม่ได้ คงลงโทษได้ตาม ป.อ.มาตรา 295 เท่านั้น
▪️ ฎ.5514/2551 : โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ.มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสอย่างไร ศาลจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ.มาตรา 297(8) ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินกว่าที่กล่าวในฟ้องต้องห้ามตาม ป.วิ.อ.มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ.มาตรา 288,80 รวมความผิดฐานทำร้ายร่างกายตาม ป.อ.มาตรา 295 อยู่ด้วย ศาลจึงลงโทษจำเลยตาม ป.อ.มาตรา 295 ได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 192 วรรคท้าย

🟣 โจทก์บรรยายฟ้องในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นด้วยว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสอย่างไร ศาลย่อมลงโทษจำเลยตาม ป.อ.มาตรา 297 ได้ รายงานการชันสูตรบาดแผลท้ายฟ้องซึ่งระบุว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง เท่ากับโจทก์ได้บรรยายฟ้องข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสอย่างไรมาด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยทำร้ายผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตาม ป.อ.มาตรา 297 ศาลจึงลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 192 วรรคท้าย
▪️ ฎ.13366/2557 : ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดที่ข้อมือขวาจนกระดูกมือขวาหักแบบเปิด ถือได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสแล้ว จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส และกรณีนี้โจทก์ฟ้องข้อหาพยายามฆ่าโดยบรรยายฟ้องไว้ด้วยว่าผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสอย่างไร ศาลฎีกาจึงลงโทษจำเลยตาม ป.อ.มาตรา 297(8) ตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

🟠 ความผิดต่อเสรีภาพตาม ป.อ.มาตรา 309 เป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.อ.มาตรา 339 ด้วย ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 192 วรรคท้าย
▪️ ฎ.1082/2534 : การที่จำเลยที่ 1 พูดลักษณะขู่เข็ญผู้เสียหายว่า ถ้าไม่ให้เสื้อแก่จำเลยที่ 2 จะเจ็บตัวจนผู้เสียหายยอมให้เสื้อไปนั้น เป็นการข่มขืนใจให้ผู้เสียหายต้องจำยอมให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อร่างกาย อันเป็นความผิดต่อเสรีภาพตาม ป.อ.มาตรา 309 วรรคแรก ซึ่งความผิดดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์ที่โจทก์ฟ้อง ศาลลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 192 วรรคท้าย

🌟 >>> https://www.facebook.com/104254361987112/posts/159301063149108/

#กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา #ความผิดตามฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง #สอบผู้ช่วยผู้พิพากษา #สอบอัยการผู้ช่วย #เนติบัณฑิต ์อาธอน

25/03/2022

#การขอให้ผู้พิพากษาพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์

🟢 การขอให้ผู้พิพากษาพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ หรือให้อัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ ต้องกระทำภายในระยะเวลาที่ผู้ขออาจยื่นอุทธรณ์ได้ แม้ผู้พิพากษา หรืออัยการสูงสุดจะอนุญาต หรือรับรองให้อุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์แล้ว ก็เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
▪️ ฎ.3094/2539 : การที่จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตให้ยื่นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง พร้อมกับฎีกาภายในกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาแล้ว ถึงแม้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นจะสั่งคำร้องอนุญาตให้ฎีกาเมื่อล่วงระยะเวลาฎีกาไปแล้วก็ตาม ก็เป็นคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมาย

🟡 การขอให้ผู้พิพากษาพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ หรือให้อัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์แล้ว ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาไม่จำต้องสั่งคำร้องดังกล่าว
▪️ ฎ.6826/2541 : การที่โจทก์ยื่นคำรองขอให้ผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษารับรองอุทธรณ์โจทก์ เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ และศาลชั้นต้นสั่งว่าพ้นระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะสั่งคำร้องนี้ โดยไม่จำต้องสั่งว่าจะรับรองให้หรือไม่อีก เพราะการอนุญาตให้อุทธรณ์ต้องกระทำในระยะเวลาที่โจทก์ยังยื่นอุทธรณ์ได้

🟠 การอนุญาตให้อุทธรณ์ถือตามเจตนารมณ์ของผู้พิพากษาที่อนุญาตสำคัญยิ่งกว่าถ้อยคำ การที่ผู้พิพากษาที่มีอำนาจอนุญาตให้อุทธรณ์มีคำสั่งในคำร้องขออนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงว่า “อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์” แม้จะไม่มีข้อความ “ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์” ก็ถือว่าเป็นการอนุญาตให้อุทธรณ์โดยชอบแล้ว
▪️ ฎ.15451/2557 : การที่ผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณา และลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องของโจทก์ที่ขออนุญาตอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงว่า “อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง” แม้ไม่ปรากฏข้อความที่แสดงว่า “ข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์” ก็ตาม แต่ข้อความดังกล่าวก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณา และลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้พิจารณาแล้วเห็นว่าข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์ จึงอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ได้ และมีคำสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ในวันเดียวกัน ย่อมถือได้ว่ามีการอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์แล้ว

🟣 กรณีผู้อุทธรณ์เพียงแต่ยื่นอุทธรณ์ โดยมิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงเข้ามาด้วย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ว่า “รับอุทธรณ์” ก็เป็นเพียงคำสั่งในชั้นตรวจรับอุทธรณ์ปกติ ไม่ใช่การอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
▪️ ฎ.2644/2554 : โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยมิได้ยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อให้อนุญาตให้อุทธรณ์ ทั้งผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์รับว่า “รับเป็นอุทธรณ์ของโจทก์ สำเนาให้จำเลยแก้” ก็เป็นเพียงคำสั่งในชั้นตรวจรับอุทธรณ์ปกติเท่านั้น ไม่อาจถือว่าผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาตัดสินคดีได้อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

🔵 โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เป็นหน้าที่ของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อทำคำพิพากษาต้องสั่งคำร้องของโจทก์ว่าจะอนุญาต หรือไม่อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ผู้พิพากษาฯ สั่งในคำร้องว่า “รวม” เป็นการสั่งโดยผิดหลง และเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ
▪️ ฎ.8136/2557 : โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขออนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แม้ในคำร้องไม่ได้ระบุว่าให้อนุญาตอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ก็ถือว่าโจทก์ร่วมขอให้อนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณา และลงชื่อทำคำพิพากษาต้องสั่งคำร้องของโจทก์ร่วมว่าจะอนุญาต หรือไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ผู้พิพากษาดังกล่าวสั่งในคำร้องว่า “รวม” โดยยังไม่ได้พิจารณาว่าจะอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์หรือไม่ และมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมนั้น เป็นการสั่งโดยผิดหลง และเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ

🔴 การอนุญาตให้คู่ความอุทธรณ์หรือไม่ เป็นอำนาจเฉพาะตัว และเป็นดุลพินิจเด็ดขาดของผู้พิพากษาที่สั่งอนุญาตให้อุทธรณ์ คู่ความจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ดุลพินิจดังกล่าว และจะขอเพิกถอนคำสั่งนั้นก็ไม่ได้เช่นกัน
▪️ คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 187/2542 : การที่ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา เป็นอำนาจเฉพาะของผู้พิพากษาผู้นั้น จำเลยจะอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาขอให้รับฎีกาของจำเลยอีก หรือจะขอให้ศาลฎีกาสั่งผู้พิพากษาผู้นั้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็มิได้

🌟 >>> https://www.facebook.com/104254361987112/posts/159301063149108/

#กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา #การขอให้ผู้พิพากษาพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ #สอบผู้ช่วยผู้พิพากษา #สอบอัยการผู้ช่วย #เนติบัณฑิต ์อาธอน

ที่อยู่

181/2 ถ. เทศบาลดำริ ต. หน้าเมือง อ. เมือง จ. ปราจีนบุรี
Prachin Buri
25000

เบอร์โทรศัพท์

+66818639918

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักงานทนายจรูญ ยงค์ศรีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์