เล่าเรื่องกฎหมาย by Mr.pals

เล่าเรื่องกฎหมาย by Mr.pals เรียนภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมาย
จากคำพิพากษาฎีกา
Legal Service

02/06/2026

คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับทุกคนที่สนใจ

🌍⁉️จัดการมรดกชาวต่างชาติที่เสียชีวิตนอกราชอาณาจักรไทย, ไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย, ทายาททุกคนไม่ใช่คนไทย แต่มีทรัพย์สินในประเทศไทย🌍
👉🌍Estate Administration for Non-Resident Foreign Decedents with Assets in Thailand, English version below 👇 👇

👉⚖️แม้จะใช้กฎหมายต่างประเทศในการพิจารณาเรื่อง "สิทธิและสัดส่วนทายาท" สำหรับการแบ่งปันทรัพย์มรดก แต่ขั้นตอนการตั้งผู้จัดการมรดกเพื่อไปทำการโอนทรัพย์สินในไทย ก็ยังคงต้องใช้ กระบวนการทางศาลไทย อยู่ดี🇹🇭⚖️
📝🌟ข้อควรระวังเรื่องการรับรองเอกสาร : เอกสารที่ออกในต่างประเทศ ต้องผ่านการรับรองโดย Notary Public, กระทรวงการต่างประเทศของประเทศนั้นๆ, สถานทูตไทย/สถานกงสุลไทยในประเทศนั้น และสุดท้ายต้องนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศของไทยด้วย
🧑‍🎤🧑‍🎓ผู้ที่จะเป็นผู้จัดการมรดก
ไม่จำเป็นต้องเป็นสัญชาติไทย (ชาวต่างชาติก็เป็นผู้จัดการมรดกตามศาลไทยได้) แต่ต้องเป็นผู้มีความสามารถตามกฎหมายไทย (บรรลุนิติภาวะ, ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย, ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ)
👉📝ในทางปฏิบัติ หากทายาทอยู่ต่างประเทศและไม่สะดวกเดินทางมาศาลบ่อยครั้ง สามารถทำหนังสือมอบอำนาจให้ทายาทที่อยู่ในไทย หรือแต่งตั้งทนายความ/บุคคลที่ไว้วางใจในประเทศไทย เป็นผู้ร้องขอจัดการมรดกแทน

🏫เขตอำนาจศาล : ศาลที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่

🕛ระยะเวลาในการดำเนินการ เมื่อเอกสารครบถ้วนและยื่นคำร้องต่อศาลแล้ว ศาลนัดไค่สวนคำร้องภายในระนะเวลาประมาณ 45 วัน หากไม่มีผู้คัดค้านศาลอาจมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกในวันนั้นเลย และรอคดีถึงที่สุดหลังจากนั้นอีก 1 เดือน......🗓️
✅✅ทุกกระบวนการ ทนายเพียวจัดการให้ ผู้ร้องรอไปไต่สวนคำร้องที่ศาลในวันนัดอย่างเดียว✅✅

⁉️🌍Estate Administration for Non-Resident Foreign Decedents with Assets in Thailand
⚖️👉Legal Principle and Jurisdiction
Although foreign law may apply in determining the "rights and shares of the heirs" regarding the distribution of the estate, the formal procedure to appoint an Administrator of the Estate to facilitate the transfer of assets located in Thailand must nonetheless be conducted through the Thai judicial process.
📝Jurisdiction: The petition must be submitted to the Thai court having jurisdiction over the locality where the deceased's assets are situated.🇹🇭⚖️
👉Important Caveats Regarding Document Authentication (Legalization)
Documents executed or issued in a foreign country must strictly undergo the legalization process as follows:
Notarization by a local Notary Public in the country of origin.
📝Authentication by the Ministry of Foreign Affairs (or the competent authority) of that country.
📝Legalization by the Royal Thai Embassy or Consulate in that country.
📝Translation into the Thai language, followed by official certification of the translation at the Department of Consular Affairs, Ministry of Foreign Affairs of Thailand.
Qualifications of the Administrator of the Estate
The Administrator of the Estate is not required to hold Thai nationality; a foreign national may be appointed by a Thai court. However, the appointee must possess full legal capacity under Thai law, which stipulates that they must:
✅Have attained the age of majority (legal age);
✅Not be declared bankrupt; and
✅Not be adjudicated as an incompetent or quasi-incompetent person.
✅Practical Practice: If all heirs reside abroad and are unable to attend court proceedings in Thailand, they may execute a Power of Attorney (POA) to authorize a representative residing in Thailand, or retain a Thai qualified lawyer / trusted person to act on their behalf as the petitioner for the appointment of the Administrator of the Estate.
🕛Estimated Timeline
Upon compilation of all requisite documents and the subsequent filing of the petition with the Court, the Court will schedule an inquiry hearing within approximately 45 days.
In the absence of any objections or challenges from any interested party, the Court may issue an order appointing the petitioner as the Administrator of the Estate on the date of the hearing. Following the issuance of the court order, a mandatory 1-month statutory period must elapse before the order becomes final and conclusive, enabling the acquisition of the Certificate of Final Judgment.📝⚖️

✅✅I will handle every step of the process. You just wait to attend the court hearing on the scheduled date.✅✅

Cr: peaw lawyer

31/05/2026

Cr: อจ.วิชัย

การชี้สองสถาน: ลืมคัดค้าน "ประเด็นข้อพิพาท" ในศาลชั้นต้น... เท่ากับ "ตัดสิทธิ" ตัวเองในศาลสูง?

ในกระบวนการพิจารณาคดีแพ่ง มีขั้นตอนหนึ่งที่ถือเป็น "เข็มทิศ" ชี้ชะตาของคดี นั่นคือ "การชี้สองสถาน" ซึ่งเป็นวันที่ศาลจะมานั่งคุยกับคู่ความทั้งสองฝ่าย เพื่อกำหนดว่าคดีนี้มี "ประเด็นข้อพิพาท" อะไรบ้างที่ต้องนำสืบพยานกันต่อไป
แต่ถ้าวันนั้น ศาลเกิดกำหนดประเด็นข้อพิพาทมา "ไม่ครบ" หรือ "ไม่ถูกต้อง" ล่ะ? คู่ความจะต้องทำอย่างไร? และถ้าปล่อยผ่านไปจะเกิดผลเสียร้ายแรงแค่ไหน? เรามาหาคำตอบผ่านหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มาตรา 183 วรรคท้าย

1. กฎเหล็กเรื่องเวลา: อยากค้าน ต้องค้านทันที!
เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเสร็จสิ้น หากฝ่ายเราเห็นว่าศาลกำหนดประเด็นไม่ถูกต้อง หรือขาดประเด็นสำคัญไป กฎหมายวางหลักไว้ชัดเจนว่า ต้องรีบโต้แย้ง โดยมีกรอบเวลาให้เลือก 2 ทาง คือ
1. คัดค้านในทันที ที่ศาลมีคำสั่งกำหนดประเด็นข้อพิพาทนั้น หรือ
2. ยื่นคำร้องต่อศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง
จำให้ขึ้นใจ: การคัดค้านนี้ "ต้องทำในศาลชั้นต้นเท่านั้น" คุณจะนิ่งเฉยในศาลชั้นต้นแล้วค่อยไปนึกขึ้นได้เพื่อขอคัดค้านในชั้นศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา... สายเกินไปแล้วครับ

2. จะเกิดอะไรขึ้น? ถ้า "นิ่งเฉย" จนเลยกำหนดเวลา
หากคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ทำการคัดค้านประเด็นข้อพิพาทภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ผลลัพธ์ทางกฎหมายที่จะตามมานั้นเรียกได้ว่า "ตัดโอกาสตัวเอง" อย่างสิ้นเชิง ด้วยเหตุผล 2 ประการดังนี้ครับ
2.1 ถือว่าสละสิทธิ์โดยปริยาย: ในทางกฎหมายจะถือว่าคุณยอมรับและสละประเด็นที่ขาดตกบกพร่องนั้นไปแล้ว คดีจึงต้องเดินหน้าพิจารณาไปตามประเด็นที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้เท่านั้น
2.2 หมดสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์: เมื่อไม่ได้คัดค้านไว้แต่แรก จะนำประเด็นนี้ไปเขียนอุทธรณ์ไม่ได้ เพราะถือว่าเป็น "ข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น" ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

3. "ช่องทางรอด" ข้อยกเว้นที่ศาลสูงยังรับพิจารณาให้
แม้ว่าตามหลักทั่วไปการไม่คัดค้านจะทำให้หมดสิทธิอุทธรณ์ แต่กฎหมายก็ยังเปิด "ช่องทางพิเศษ" ไว้สำหรับกรณีร้ายแรงบางประการ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมสูงสุด โดยศาลสูง (ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา) อาจยกขึ้นมาวินิจฉัยให้ได้ใน 2 กรณีนี้

3.1 เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
หากประเด็นที่ผิดพลาดนั้นกระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน คู่ความสามารถหยิบยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ทันทีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง หรือแม้แต่ตัวศาลเองก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยให้ได้เช่นกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

3.2 ศาลชั้นต้นตั้งประเด็น "นอกเหนือคำฟ้องคำให้การ"
คดีแพ่งนั้น ศาลต้องตัดสินตามขอบเขตที่คู่ความฟ้องและแก้ต่างกันมา หากศาลชั้นต้นเกิดไปตั้งประเด็นข้อพิพาทแปลกปลอมที่ ไม่มีอยู่ทั้งในคำฟ้องและคำให้การ การกระทำเช่นนี้ถือว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจัดว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนทันที กรณีแบบนี้ ศาลสูงมีอำนาจเต็มที่ในการหยิบยกขึ้นมาปัดตกและวินิจฉัยใหม่ให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 หรือมาตรา 252

สรุปส่งท้าย
กระบวนการกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้ามได้เลยในคดีแพ่ง ในฐานะคู่ความหรือทนายความ การรักษาสิทธิด้วยการ ตรวจสอบความถูกต้องและคัดค้านอย่างทันท่วงทีภายใน 7 วัน คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด เพราะเราไม่ควรไปฝากความหวังไว้กับ "ข้อยกเว้นเรื่องความสงบเรียบร้อยฯ" ซึ่งมีกรอบที่จำกัด การรอบคอบตั้งแต่วันชี้สองสถานในศาลชั้นต้น จึงเป็นหนทางที่ปลอดภัยที่สุดในการสู้คดีครับ

อ.วิชัย wichai
#การชี้สองสถาน Success in Law

30/05/2026

📌 สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6295/2568

⚖️ เรื่อง

จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว ขอถอนคำให้การเดิมเป็นให้การปฏิเสธในวันนัดฟังคำพิพากษา ต้องแสดงเหตุอันควรในคำร้อง

---

🔎 ประเด็นข้อกฎหมาย

จำเลยที่เดิมให้การรับสารภาพ
ต่อมาขอถอนคำให้การรับสารภาพ และขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธ
ก่อนศาลพิพากษา

ต้องแสดง “เหตุอันควร” ในคำร้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง หรือไม่

---

📚 ข้อเท็จจริง

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อโดยประมาท ล้ำเข้าไปในช่องเดินรถอีกฝั่งหนึ่ง บริเวณทางโค้ง เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถที่นางสาว ส. ขับมา ทำให้นางสาว ส. ถึงแก่ความตาย

หลังจากนั้น รถที่จำเลยขับยังเฉี่ยวชนกับรถยนต์อีกคันหนึ่งซึ่งนาย อ. จอดไว้ตรงขอบไหล่ทาง ได้รับความเสียหาย

แต่จำเลยไม่หยุดรถ ไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่แสดงตัว และไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที

จำเลยให้การรับสารภาพ

ต่อมาในวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยยื่นคำร้องขอถอนคำให้การรับสารภาพ และขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธ แต่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต

---

⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวางหลักว่า

การที่จำเลยประสงค์จะขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การ โดยขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การรับสารภาพ แล้วขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธนั้น

จำเลยต้องยื่นคำร้องแสดงเหตุอันควรว่า
มีความจำเป็นต้องแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การเพราะเหตุใด

ไม่ใช่เป็นไปตามอำเภอใจของจำเลย

คดีนี้ เดิมจำเลยให้การรับสารภาพ และในวันนัดสอบคำให้การ ศาลได้สอบถามจำเลยแล้ว จำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความ และยืนยันให้การรับสารภาพตามฟ้อง

ต่อมา ล่วงเลยมาจนถึงวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยจึงยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมเป็นให้การปฏิเสธ

แม้จำเลยจะอ้างภายหลังว่า วันนัดสอบคำให้การจำเลยถูกควบคุมตัว ตื่นตระหนกตกใจ ไม่มีความรู้ความเข้าใจในรูปคดี ไม่มีทนายความ และคดีเกิดจากความประมาทของผู้ตายก็ตาม

แต่เหตุเหล่านี้ต้องแสดงไว้ในคำร้องขอถอนคำให้การเดิมและขอให้การใหม่ตั้งแต่ต้น

การที่จำเลยเพิ่งมากล่าวอ้างเหตุผลดังกล่าวในชั้นอุทธรณ์และฎีกา จึงเป็นการล่วงเลยเวลาที่กฎหมายกำหนดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง

ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องขอแก้คำให้การของจำเลย จึงชอบแล้ว

---

✅ สรุป

คดีนี้สรุปหลักได้ว่า

1. จำเลยสามารถขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การก่อนศาลพิพากษาได้

2. แต่ต้องมี “เหตุอันควร” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง

3. ถ้าจะถอนคำให้การรับสารภาพ แล้วขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธ ต้องแสดงเหตุผลในคำร้องให้ชัดเจน

4. การยื่นเพียงคำให้การใหม่ว่า “ปฏิเสธฟ้องโจทก์ทั้งสิ้น” โดยไม่แสดงเหตุอันควร ย่อมไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย

5. การเพิ่งมากล่าวอ้างเหตุผลในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ถือว่าล่วงเลยเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว

---

📌 ผลคดี

ศาลฎีกาพิพากษายืน

จำเลยมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และฐานไม่หยุดรถ ไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่แสดงตัว และไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

ศาลลงโทษรวมจำคุก 4 ปี 1 เดือน
จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง
คงจำคุก 2 ปี 15 วัน

---

📖 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78, 91, 291

พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78, 160

---

📌 หมายเหตุสำคัญ

คดีนี้ไม่ได้วางหลักว่า “จำเลยห้ามเปลี่ยนคำให้การ”

แต่ศาลฎีกาวางหลักว่า
หากจำเลยจะถอนคำให้การรับสารภาพและขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธ ต้องทำให้ถูกขั้นตอน โดยต้องแสดงเหตุอันควรในคำร้องตามที่กฎหมายกำหนด

ไม่ใช่รอจนถึงวันนัดฟังคำพิพากษา แล้วเพียงยื่นคำให้การใหม่ปฏิเสธฟ้องโดยไม่แสดงเหตุผล

อ้างอิง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6295/2568

#ฎีกาศึกษา
#คำพิพากษาศาลฎีกา
#ปวิอาญามาตรา163
#ถอนคำให้การรับสารภาพ
#ให้การปฏิเสธ
#คดีอาญา
#ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

27/05/2026

⚖️ สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4992/2568

เรื่อง: ลูกจ้างขายตั๋วรับเงินลูกค้าแล้วไม่นำส่งนายจ้าง เป็นลักทรัพย์นายจ้างหรือยักยอกทรัพย์

---

🔹 ประเด็นข้อกฎหมาย

1. ลูกจ้างซึ่งมีหน้าที่ขายตั๋วโดยสารและเก็บเงินจากลูกค้า รับเงินไว้แล้วไม่นำส่งนายจ้าง แต่เอาเงินไปโดยทุจริต เป็นความผิดฐาน ลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง หรือ ยักยอกทรัพย์

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รวมโทษจำคุกหลายกระทงเป็น จำคุก 240 เดือน แทนการกำหนดเป็น จำคุก 20 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 91 (2) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

3. เมื่อโจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาจะพิพากษาแก้โทษให้เป็นจำคุก 20 ปี ได้หรือไม่

---

🔹 ข้อเท็จจริง

จำเลยเป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย มีหน้าที่จำหน่ายตั๋วโดยสารและเก็บเงินจากลูกค้า เพื่อนำส่งมอบให้แก่ผู้เสียหายทุกวัน

แต่จำเลยรับเงินค่าตั๋วโดยสารจากลูกค้าแล้วไม่นำส่งมอบให้ผู้เสียหาย โดยเอาเงินดังกล่าวไปโดยทุจริต

คดีมีการกระทำหลายกรรมต่างกัน รวม 88 กระทง และในส่วนที่ศาลฎีกาวินิจฉัยมีเงินที่เกี่ยวข้องรวม 393,154 บาท

---

🔹 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4992/2568 วินิจฉัยวางหลักว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เงินค่าตั๋วโดยสารที่จำเลยรับไว้จากลูกค้า เป็นการรับเงินไว้ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกจ้างของผู้เสียหาย

จำเลยมีหน้าที่ขายตั๋วให้ลูกค้าและเก็บเงินเพื่อนำส่งมอบให้ผู้เสียหายเท่านั้น

> “จำเลยเพียงแต่รับเงินยึดถือไว้ชั่วคราวก่อนจะนำส่งมอบให้ผู้เสียหายเท่านั้น อำนาจในการครอบครองควบคุมดูแลเงินดังกล่าวจึงเป็นของผู้เสียหาย”

เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยรับเงินจากลูกค้าของผู้เสียหายแล้วเอาเงินดังกล่าวไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐาน ลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคหนึ่ง

ไม่ใช่ความผิดฐานยักยอกทรัพย์

---

🔹 ประเด็นเรื่องการรวมโทษจำคุก

ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) เมื่อเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน และความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี

เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกิน 20 ปี

ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษจำคุกจำเลย 240 เดือน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะต้องกำหนดโทษเป็น จำคุก 20 ปี

อย่างไรก็ตาม แม้ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้โทษจำเลยเป็นจำคุก 20 ปี ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย

---

🔹 สรุป

คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า

ลูกจ้างที่รับเงินจากลูกค้าในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เพื่อส่งมอบให้นายจ้าง ยังเป็นเพียงผู้ยึดถือเงินไว้ชั่วคราวเท่านั้น

อำนาจครอบครองควบคุมดูแลเงินยังเป็นของนายจ้าง

หากลูกจ้างเอาเงินดังกล่าวไปโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐาน ลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง ไม่ใช่ยักยอกทรัพย์

ส่วนการรวมโทษจำคุกตาม ป.อ. มาตรา 91 (2) หากถึงเพดานโทษ ต้องกำหนดเป็น จำคุก 20 ปี ไม่ใช่ จำคุก 240 เดือน

แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาไม่อาจพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยได้

---

🔹 ผลคดี

ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง

แต่ในประเด็นโทษ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดโทษเป็นจำคุก 240 เดือน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้เป็นจำคุก 20 ปี เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย

---

🔹 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2)
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคหนึ่ง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225

---

#ฎีกาศึกษา #คำพิพากษาศาลฎีกา #ลักทรัพย์นายจ้าง #ยักยอกทรัพย์ #กฎหมายอาญา #มาตรา335 #มาตรา91 #ทนายความ #คดีอาญา

27/05/2026

""_____ คำแนะนำประธานศาลฎีกา การฟ้องปิดปาก (SLAPP)

ประธานศาลฎีกา ได้ออก "" #คำแนะนำ"" ที่ชื่อว่า "" คำแนะนำของประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับ การดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569""

#ซึ่งคำแนะนำนี้จะใข้คู่กัน กับ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1

ถ้าใตรเคยเขียนคำแถลงฯ ตามมาตรา 161/1 ก็จะคุ้นเคยกันดี เพียงแต่คราวนี้ จะมีคำแนะนำของประธานศาลฎีกา มาช่วยเสริมอีกแรงหนึ่ง #ทำให้คำแถลงมีน้ำหนักและมีเหตุผลที่ศาลจะยกฟ้องได้ง่ายขึ้น

วิธีการ คือ เราต้องหาให้ได้ก่อนว่า โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตด้วยวิธีการใด เช่น

- ฟ้องปิดปาก ไมให้วิพากษ์วิจารณ์
- ฟ้องคดีเพื่อให้เกิดความยากลำบากในการเดินททาง
- ฟ้องคดีโดยพยานหลักฐานทั้งหมดอยู่คนละที่กัน
- ฟ้องคดีต่อศาลมีมีจุดเกาะเกี่ยวกับคดีน้อยที่สุด
- ฟ้องคดีเพื่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยในการเดินทาง
- ฟ้องคดีหลายๆศาลเพื่อให้วันนัดชนกันโดยไม่มีเหตุอันควร

ถ้าเราได้เหตุแล้ว ซึ่งโจทก์อาจจะฟ้องคดีโดยไม่สุจริต #ด้วยเหตุมากว่าหนึ่งเหตุก็ได้ ไม่จำเป็นว่าต้องมีเพียงเหตุเดียว เราก็นำเหตุนั้นมาเรียงคำแถลง และอ้างว่าการฟ้องคดีของโจทก์นั้น ไม่สุจริตอย่างไร และถ้าจะสุจริตจะต้องฟ้องอย่างไร หรือฟ้องที่ไหน #และความไม่สุจริตของโจทก์นั้ส่งผลกระทบกับจำเลยอย่างไร

การอ้าง คำแนะนำของประธานศาลฎีกานั้น จำเลยสามารถอ้างไปในคำแถลงได้เลย และจำเลยสามารถหยิบยกมาอ้างได้เลย เพราะคำแนะนำของประธานศาลฎีกานั้น ไม่ใช่เพียงแค่ศาลเท่านั้นที่อ้างได้ #คู่ความก็อ้างได้เช่นเดียวกัน

ดู คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 12142/2558
"" ..... จำเลยยื่นคำร้อง (หรือคำแถลง) #ขอให้ศาลยกฟ้อง โดยอ้างว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่มีมูล ซึ่งจำเลยสามารถกระทำได้โดยอาศัย มาตรา 167 ของ ป.วิ.อาญา #ประกอบคำแนะนำของประธานศาลฎีกา .....""

ดู คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 33/2568
"" ..... การวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีใดๆของศาล #หากมีคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ศาลสามารถนำคำแนะนำของประธานศาลฎีกาดังกล่าวมาวินิจฉัยประกอบได้ .....""

ผมตำตัวอย่าง คำแถลง ขอให้ศาลยกฟ้อง เพราะโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริต ด้วย 2 สาเหตุ คือ
1. ฟ้องคดีปิดปาก SLAPP
2. ฟ้องคดีเพื่อให้จำเลยเดินทางยากลำบากเพราะระยะทางไกล

อนุญาตให้นำไปดัดแปลง แก้ไข เพิ่มเติม ประยุกต์ได้ _____""

19/01/2026

ขอฉลองให้กับวันครบรอบปีที่ 12 บน Facebook ของฉัน ขอบคุณที่ช่วยสนับสนุนฉันมาโดยตลอด ฉันคงมาถึงจุดนี้ไม่ได้หากไม่มีพวกคุณทุกคน 🙏🤗🎉

ขอบคุณผู้ติดตามใหม่ทุกคน! ดีใจที่มาติดตามกัน!Ulya Alee, พลรพี โชติวรรณ, Honeydew Melon
04/09/2024

ขอบคุณผู้ติดตามใหม่ทุกคน! ดีใจที่มาติดตามกัน!

Ulya Alee, พลรพี โชติวรรณ, Honeydew Melon

14/03/2024
https://youtu.be/VitbPSpcwBw?si=RZv3Mww2xh-zyND3
26/11/2023

https://youtu.be/VitbPSpcwBw?si=RZv3Mww2xh-zyND3

ทำยังไง ให้ผู้ค้ำประกัน ไม่ต้องใช้หนี้----------------------------------------------------------------------------------------------ปัญหาหนี้ สำหรับ เจ้าของก...

16/11/2023

💡เปิดรับสมัครข้าราชการกรมทรัพย์สินทางปัญญา💡

👫 ยินดีต้อนรับคนรุ่นใหม่ร่วมงานกับเรา 👫

🎉 ตำแหน่งนักวิชาการตรวจสอบสิทธิบัตรปฏิบัติการ (ปริญญาตรี) จำนวน 6 อัตรา
- กลุ่มฟิสิกส์ จำนวน 1 อัตรา
- กลุ่มไฟฟ้าและดิจิทัล จำนวน 3 อัตรา
- กลุ่มปิโตรเคมีและพอลิเมอร์ จำนวน 1 อัตรา
- กลุ่มออกแบบผลิตภัณฑ์ 2 จำนวน 1 อัตรา
🎉 ตำแหน่งนักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ (ปริญญาตรี) จำนวน 3 อัตรา

📄 สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 พฤศจิกายน 2566
https://ipthailand.thaijobjob.com/

🔗 รายละเอียดเพิ่มเติม คลิกเลย! : https://file.thaijobjob.com/prakad/ipthailand202311/ipthailand202311_1

#กรมทรัพย์สินทางปัญญา #ทรัพย์สินทางปัญญา

ที่อยู่

Lamlookka
Pathum Thani
12150

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เล่าเรื่องกฎหมาย by Mr.palsผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง เล่าเรื่องกฎหมาย by Mr.pals:

แชร์