Asia Legal Frontier

เส้นทาง

Asia Legal Frontier ข้อมูลติดต่อ แผนที่และเส้นทาง แบบฟอร์มติดต่อ เวลาทำการ บริการ คะแนนรีวิว รูปภาพ วิดีโอ และข่าวสารจาก Asia Legal Frontier, สำนักงานกฎหมายและทนายความ, 50/825 หมู่ที่ 9 ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี, Nonthaburi

ที่ปรึกษากฎหมายสำหรับเจ้าของธุรกิจและองค์กร ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายธุรกิจ ภาษี หนี้ สัญญา หุ้น และทรัพย์สิน วิเคราะห์ความเสี่ยงทางกฎหมายและผลกระทบต่อธุรกิจ เพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนเกิดปัญหาหรือข้อพิพาท

เงินที่นำเข้าบริษัท เป็น “ทุน” หรือ “เงินกู้”ตอนถอนคืน ใครมีสิทธิก่อน?หุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นโอนเงินเข้าบริษัท ไม่ได้แปลว...
21/09/2026

เงินที่นำเข้าบริษัท เป็น “ทุน” หรือ “เงินกู้”
ตอนถอนคืน ใครมีสิทธิก่อน?

หุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นโอนเงินเข้าบริษัท ไม่ได้แปลว่าเงินก้อนนั้นจะมีสถานะเป็น “ทุน” หรือ “เงินกู้” โดยอัตโนมัติ

หากตอนรับเงินไม่ได้ตกลงและจัดทำหลักฐานให้ชัด ปัญหามักเกิดขึ้นเมื่อผู้ให้เงินต้องการถอนตัว บริษัทขาดสภาพคล่อง หรือมีเจ้าหนี้รายอื่นเข้ามาเรียกร้องสิทธิ

กรณีเป็นเงินลงทุนหรือค่าหุ้น

เมื่อชำระเป็นค่าหุ้นแล้ว เงินย่อมเป็นทรัพย์สินของบริษัท ผู้ถือหุ้นจึงไม่สามารถถอนคืนได้ตามความต้องการของตนเอง

การได้รับเงินกลับโดยทั่วไปต้องเป็นไปตามช่องทางที่กฎหมายกำหนด เช่น

• เงินปันผลจากกำไร
• การลดทุนโดยดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย
• การขายหรือโอนหุ้น
• การรับทรัพย์สินส่วนที่เหลือภายหลังเลิกและชำระบัญชี เมื่อชำระหนี้แก่เจ้าหนี้แล้ว

ดังนั้น แม้ผู้ถือหุ้นจะเป็นผู้นำเงินเข้าบริษัท ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีสิทธิเรียกคืนก่อนเจ้าหนี้ของบริษัท

กรณีเป็นเงินกู้ยืมของบริษัท

ผู้ให้เงินจะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ และมีสิทธิเรียกชำระตามสัญญาและกำหนดเวลาที่ตกลงกัน

แต่การเป็นเจ้าหนี้ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับชำระก่อนเจ้าหนี้ทุกรายเสมอไป เพราะต้องพิจารณาด้วยว่า

• มีสัญญาหรือหลักฐานการกู้ยืมหรือไม่
• หนี้ถึงกำหนดชำระแล้วหรือยัง
• มีหลักประกันหรือบุริมสิทธิหรือไม่
• มีเจ้าหนี้มีประกันหรือเจ้าหนี้ที่กฎหมายให้สิทธิก่อนหรือไม่
• บริษัทมีทรัพย์สินเพียงพอชำระหนี้หรือไม่

หากเป็นเพียงเงินกู้ที่ไม่มีหลักประกัน ผู้ให้กู้อาจต้องอยู่ในลำดับเดียวกับเจ้าหนี้สามัญรายอื่น ไม่ได้มีสิทธิก่อนเพียงเพราะเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการ

หากตอนนำเงินเข้าไม่ได้ตกลงว่าเป็นอะไร

ต้องย้อนตรวจข้อเท็จจริงและหลักฐานทั้งหมด ไม่ควรพิจารณาเฉพาะชื่อบัญชีที่บันทึกไว้ภายหลัง ได้แก่

• มติที่ประชุมผู้ถือหุ้นหรือคณะกรรมการ
• เอกสารเพิ่มทุนและหลักฐานชำระค่าหุ้น
• สัญญากู้ยืมและกำหนดคืนเงิน
• รายการโอนและข้อความระบุวัตถุประสงค์
• การบันทึกบัญชีและงบการเงิน
• การคิดดอกเบี้ยและหลักฐานภาษี
• หนังสือหรือข้อความโต้ตอบระหว่างคู่กรณี
• พฤติการณ์ก่อนและหลังนำเงินเข้าบริษัท

การบันทึกเงินเป็น “เงินกู้ยืมกรรมการ” ในบัญชีเพียงฝ่ายเดียว อาจยังไม่เพียงพอ หากข้อเท็จจริงและเอกสารอื่นแสดงว่าเงินนั้นถูกนำมาใช้ในฐานะเงินลงทุน

สรุป

คนที่นำเงินเข้าบริษัทไม่ได้มีสิทธิก่อนเสมอไป แต่ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าเงินก้อนนั้นมีสถานะทางกฎหมายเป็นอะไร

หากเป็นทุน — ถอนคืนเองไม่ได้ และโดยหลักอยู่หลังเจ้าหนี้เมื่อชำระบัญชี
หากเป็นเงินกู้ — เรียกชำระได้ตามสิทธิของเจ้าหนี้ แต่ลำดับการได้รับชำระยังขึ้นอยู่กับสัญญา หลักประกัน และกฎหมาย

ก่อนนำเงินเข้าบริษัท ควรกำหนดให้ชัดตั้งแต่ต้นว่าเป็นค่าหุ้น เงินเพิ่มทุน หรือเงินกู้ พร้อมจัดทำมติ สัญญา และหลักฐานการชำระเงินให้สอดคล้องกัน

Asia Legal Frontier รับตรวจและจัดทำสัญญาร่วมลงทุน สัญญากู้ยืมระหว่างผู้ถือหุ้นกับบริษัท และเอกสารกำหนดสิทธิในการถอนหรือคืนเงิน เพื่อป้องกันข้อพิพาทในภายหลัง

โทรสำนักงาน 02-0202116
สายด่วน 096-7955696
LINE:

#กฎหมายธุรกิจ #เงินลงทุน #เงินกู้ยืมกรรมการ #ผู้ถือหุ้น #สัญญาร่วมลงทุน

ธุรกิจมีปัญหาหนี้อย่ารอให้หมายศาลเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาเมื่อธุรกิจเริ่มชำระหนี้ไม่ทัน ถูกทวงถาม มีข้อโต้แย้งเรื่อ...
20/09/2026

ธุรกิจมีปัญหาหนี้
อย่ารอให้หมายศาลเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา

เมื่อธุรกิจเริ่มชำระหนี้ไม่ทัน ถูกทวงถาม มีข้อโต้แย้งเรื่องยอดหนี้ หรือกรรมการเคยลงนามค้ำประกัน การตัดสินใจแต่ละขั้นอาจกระทบถึง

• อายุความ
• หลักฐานการยอมรับหนี้
• ดอกเบี้ยและค่าเสียหาย
• ความรับผิดของผู้ค้ำประกัน
• สิทธิในหลักประกัน
• ทางเลือกในการเจรจาหรือดำเนินคดี

Asia Legal Frontier ช่วยวางทางออกให้ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ธุรกิจ ก่อนปัญหาบานปลายเป็นคดี

บริการด้านหนี้ธุรกิจ

วิเคราะห์หนี้และการค้ำประกัน

• ตรวจที่มาของหนี้และยอดเรียกร้อง
• วิเคราะห์อายุความและหลักฐาน
• ตรวจขอบเขตความรับผิดของผู้ค้ำประกัน
• ตรวจจำนอง จำนำ และหลักประกันอื่น
• ประเมินจุดแข็ง จุดเสี่ยง และทางเลือกทางกฎหมาย

เจรจาปรับโครงสร้างหนี้

• วางข้อเสนอผ่อนชำระให้เหมาะกับกระแสเงินสด
• เจรจาขยายเวลา ลดภาระ หรือกำหนดเงื่อนไขใหม่
• ตรวจผลกระทบต่อสิทธิเดิมและหลักประกัน
• ช่วยวางเงื่อนไขกรณีผิดนัดให้ชัดเจน

งานเจรจาประเมินตามจำนวนเจ้าหนี้ มูลหนี้ เอกสาร และความซับซ้อนของข้อพิพาท

ร่างหนังสือรับสภาพหนี้หรือสัญญาประนีประนอมยอมความ

• กำหนดยอดหนี้และที่มาของหนี้
• กำหนดงวดชำระ ดอกเบี้ย และผลเมื่อผิดนัด
• ระบุว่าสิทธิเรียกร้องเดิมคงอยู่หรือระงับเมื่อใด
• ตรวจผลต่อผู้ค้ำประกันและหลักประกัน
• ตรวจอำนาจลงนามของบริษัท

หนังสือทวงถามหรือหนังสือโต้แย้ง

• หนังสือทวงถามก่อนดำเนินคดี
• หนังสือตอบโต้ยอดหนี้หรือดอกเบี้ย
• หนังสือเสนอแนวทางผ่อนชำระ
• หนังสือสงวนสิทธิและขอเอกสารประกอบ
• จัดลำดับข้อเท็จจริงและหลักฐานสำหรับการเจรจา

วางแนวทางก่อนดำเนินคดี

• ประเมินสิทธิฟ้องและข้อต่อสู้
• ตรวจอายุความและข้อจำกัดทางกฎหมาย
• ประเมินพยานหลักฐานและความเสี่ยง
• เปรียบเทียบทางเลือกเจรจา ไกล่เกลี่ย และฟ้องคดี
• วางขั้นตอนก่อนส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการศาล

อัตราค่าบริการเบื้องต้น

• ปรึกษากฎหมายธุรกิจ 60 นาที เริ่มต้นประมาณ 3,000 บาท
• ตรวจเอกสารหรือสถานะหนี้เบื้องต้น เริ่มต้นประมาณ 5,000–8,000 บาท
• วิเคราะห์ข้อพิพาทและวางแนวทาง เริ่มต้นประมาณ 10,000–15,000 บาท
• งานร่างสัญญาหรือโครงสร้างที่ซับซ้อน เริ่มต้นประมาณ 20,000 บาท
• งานเจรจา ดำเนินคดี หรือโครงการที่มีเจ้าหนี้หลายราย ประเมินตามขอบเขตงาน

ลูกค้าจะได้รับอะไร?

• เห็นสถานะทางกฎหมายของหนี้อย่างเป็นระบบ
• รู้ว่าสิ่งใดควรยอมรับ สิ่งใดควรโต้แย้ง
• มีเอกสารที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและเป้าหมายทางธุรกิจ
• มีทางเลือกก่อนตัดสินใจเจรจาหรือดำเนินคดี
• ลดความเสี่ยงจากการลงนามเอกสารโดยไม่ทราบผลทางกฎหมาย

ทุกกรณีต้องตรวจสัญญา หลักฐาน อายุความ ผู้ค้ำประกัน และหลักประกันที่เกี่ยวข้อง จึงต้องพิจารณาเป็นรายกรณี

Asia Legal Frontier
เราไม่ได้มองเฉพาะว่า “ใครเป็นหนี้ใคร”
แต่ช่วยวางทางเลือกให้กฎหมาย สัญญา และการตัดสินใจทางธุรกิจเดินไปในทิศทางเดียวกัน

นัดหมายปรึกษา

โทรสำนักงาน 02-0202116
สายด่วน 096-7955696
LINE:
ชื่อ LINE: AsiaLegal
Facebook: ASIA LEGAL FRONTIER

#หนี้ธุรกิจ #ปรับโครงสร้างหนี้ #ค้ำประกัน #รับสภาพหนี้ #ประนอมหนี้ #กฎหมายธุรกิจ

ก่อนเซ็น “หนังสือรับสภาพหนี้” หรือ “สัญญาประนีประนอมหนี้”อย่าดูเพียงว่าเดือนละเท่าไร ต้องดูด้วยว่าสิทธิเดิมเปลี่ยนไปอย่า...
18/09/2026

ก่อนเซ็น “หนังสือรับสภาพหนี้” หรือ “สัญญาประนีประนอมหนี้”
อย่าดูเพียงว่าเดือนละเท่าไร ต้องดูด้วยว่าสิทธิเดิมเปลี่ยนไปอย่างไร

เมื่อธุรกิจเริ่มชำระหนี้ไม่ไหว เจ้าหนี้และลูกหนี้มักตกลงกันใหม่ เช่น ลดหนี้ ขยายเวลา หรือแบ่งชำระเป็นงวด

แต่เอกสารที่นำมาให้ลงชื่อ อาจไม่ได้มีผลเพียงแค่เปลี่ยนวันชำระเงิน

หนังสือรับสภาพหนี้กับสัญญาประนีประนอมยอมความ มีผลทางกฎหมายแตกต่างกัน

หนังสือรับสภาพหนี้

โดยทั่วไปเป็นการที่ลูกหนี้ยอมรับว่ามีหนี้อยู่จริง ไม่ว่าจะทำเป็นหนังสือ ชำระหนี้บางส่วน ชำระดอกเบี้ย ให้หลักประกัน หรือกระทำการที่แสดงอย่างชัดเจนว่ายอมรับหนี้

ผลสำคัญประการหนึ่งคือ อาจทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 และเริ่มนับอายุความใหม่ตามหลักมาตรา 193/15

ดังนั้น ก่อนลงชื่อ ลูกหนี้ต้องตรวจให้ชัดว่า

• ยอมรับยอดเงินต้นเท่าใด
• ดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายคำนวณถูกต้องหรือไม่
• เงินที่เคยชำระถูกนำมาหักครบหรือยัง
• มีหนี้หรือรายการใดที่ยังโต้แย้งอยู่หรือไม่
• ข้อความในเอกสารทำให้ต้องสละข้อต่อสู้เดิมหรือไม่

สัญญาประนีประนอมยอมความ

เป็นข้อตกลงที่คู่กรณีต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน เพื่อระงับข้อพิพาทที่มีอยู่หรืออาจเกิดขึ้น

เมื่อทำแล้ว สิทธิเรียกร้องเดิมในส่วนที่คู่สัญญายอมสละอาจระงับไป และเกิดสิทธิใหม่ตามข้อตกลงประนีประนอมยอมความ

ก่อนลงชื่อ ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้จึงควรตรวจอย่างน้อย 7 เรื่อง

1. ขอบเขตหนี้

ระบุให้ชัดว่าข้อตกลงครอบคลุมหนี้รายการใด ยอดเงินต้น ดอกเบี้ย ค่าเสียหาย และค่าใช้จ่ายเท่าใด

2. ตารางชำระหนี้

กำหนดวันชำระ จำนวนเงินแต่ละงวด ช่องทางชำระ และหลักฐานการรับเงินให้ตรวจสอบได้

3. ผลเมื่อผิดนัด

ต้องดูว่าผิดนัดเพียงงวดเดียวแล้วหนี้ทั้งหมดถึงกำหนดทันทีหรือไม่ มีระยะเวลาให้แก้ไขก่อนหรือไม่ และคิดดอกเบี้ยผิดนัดจากฐานใด

4. การลดหรือยกเว้นหนี้

ต้องเขียนให้ชัดว่าลดหนี้ทันที หรือลดให้ต่อเมื่อชำระครบทุกงวด หากผิดนัดแล้วส่วนลดถูกยกเลิกหรือไม่

5. หลักประกันและผู้ค้ำประกัน

ตรวจว่าจำนอง จำนำ ค้ำประกัน หรือหลักประกันเดิมยังคงอยู่ ถูกเปลี่ยนแปลง หรือสิ้นสุดลงอย่างไร

หากข้อตกลงใหม่เปลี่ยนสาระสำคัญของหนี้ อาจเกิดประเด็นเรื่องการแปลงหนี้ใหม่และกระทบต่อหลักประกันเดิมได้ ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี

6. การสละสิทธิและข้อเรียกร้อง

อย่ามองข้ามข้อความประเภท “ไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ อีก” เพราะอาจครอบคลุมสิทธิอื่นมากกว่าหนี้ที่กำลังเจรจากัน

7. ผู้ลงนามและอำนาจผูกพัน

กรณีคู่สัญญาเป็นบริษัท ต้องตรวจกรรมการผู้มีอำนาจ เงื่อนไขการลงลายมือชื่อ ตราประทับ และมติภายในที่เกี่ยวข้อง

ข้อควรจำ

“การได้ผ่อนชำระใหม่ อาจช่วยแก้ปัญหากระแสเงินสด แต่ข้อความเพียงไม่กี่บรรทัดในสัญญา อาจเปลี่ยนสิทธิ อายุความ และหลักประกันของทั้งสองฝ่าย”

ก่อนลงนามจึงควรตรวจทั้งตัวเลขและผลทางกฎหมาย ไม่ควรใช้แบบสัญญาทั่วไปโดยไม่พิจารณาข้อเท็จจริงของหนี้แต่ละราย

Asia Legal Frontier ให้บริการ

• ตรวจและร่างหนังสือรับสภาพหนี้
• ตรวจและร่างสัญญาประนีประนอมยอมความ
• วิเคราะห์สิทธิของเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ค้ำประกัน
• ตรวจหลักประกันและผลจากการปรับเงื่อนไขหนี้
• วางแนวทางเจรจาก่อนเกิดคดี
• จัดทำหนังสือทวงถามหรือหนังสือโต้แย้ง

โทรสำนักงาน 02-020-2116
สายด่วน 096-795-5696
LINE OA:
Facebook: ASIA LEGAL FRONTIER

#หนี้ธุรกิจ #รับสภาพหนี้ #ประนีประนอมหนี้ #สัญญาธุรกิจ

ลูกหนี้จ่ายหนี้บางส่วน หรือขอผ่อนใหม่อายุความเริ่มนับใหม่หรือไม่?คำตอบคือ “อาจเริ่มนับใหม่” แต่ต้องดูว่าการกระทำนั้นเกิด...
16/09/2026

ลูกหนี้จ่ายหนี้บางส่วน หรือขอผ่อนใหม่
อายุความเริ่มนับใหม่หรือไม่?

คำตอบคือ “อาจเริ่มนับใหม่” แต่ต้องดูว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นก่อนหรือหลังหนี้ขาดอายุความ และหลักฐานแสดงการยอมรับหนี้ชัดเพียงใด

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) อายุความสะดุดหยุดลงเมื่อลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ เช่น

• ทำหนังสือรับสภาพหนี้
• ชำระหนี้บางส่วน
• ชำระดอกเบี้ย
• ให้หลักประกัน
• กระทำการอื่นที่แสดงโดยปราศจากข้อสงสัยว่ายอมรับหนี้นั้น

เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุด อายุความจะเริ่มนับใหม่ตามมาตรา 193/15 โดยระยะเวลาที่ผ่านมาก่อนหน้านั้นไม่นำมารวม

ดังนั้น หากลูกหนี้โอนเงินชำระบางส่วน พร้อมระบุชัดว่าเป็นการชำระหนี้ตามสัญญาหรือใบแจ้งหนี้ใด การกระทำนั้นอาจเป็นการรับสภาพหนี้และทำให้อายุความเริ่มนับใหม่

แล้วการ “ขอผ่อนใหม่” มีผลหรือไม่?

หากข้อความของลูกหนี้มีลักษณะยอมรับชัดเจนว่า

• มีหนี้อยู่จริง
• ระบุจำนวนหนี้หรืออ้างถึงเอกสารที่ตรวจสอบได้
• ขอแบ่งชำระหรือเสนอวันชำระใหม่
• ไม่มีข้อความปฏิเสธหรือสงวนข้อโต้แย้งเรื่องหนี้

ข้อความนั้นอาจใช้เป็นหลักฐานการรับสภาพหนี้ได้

แต่หากเป็นเพียงการสอบถาม เงื่อนไขในการเจรจา หรือข้อความยังโต้แย้งว่าตนไม่เป็นหนี้ ก็ไม่ควรสรุปทันทีว่าเป็นการรับสภาพหนี้ ผลทางกฎหมายต้องพิจารณาเป็นรายกรณี

เรื่องสำคัญที่เจ้าหนี้มักพลาด

การชำระหนี้บางส่วนที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ต้องเกิดขึ้นก่อนสิทธิเรียกร้องขาดอายุความ

หากลูกหนี้ชำระเงินภายหลังหนี้ขาดอายุความแล้ว การชำระครั้งนั้นไม่ทำให้อายุความที่สิ้นไปแล้วกลับมาเริ่มใหม่โดยอัตโนมัติ แม้เงินที่ชำระไปแล้วโดยหลักจะเรียกคืนไม่ได้

หลักฐานที่ธุรกิจควรเก็บ

• สัญญา ใบสั่งซื้อ ใบแจ้งหนี้ และหลักฐานส่งมอบงานหรือสินค้า
• ข้อความที่ลูกหนี้ยอมรับยอดหนี้และเสนอแผนชำระ
• หนังสือขอผ่อนชำระที่ระบุหนี้และกำหนดชำระอย่างชัดเจน
• หลักฐานการโอนเงิน พร้อมข้อความอ้างอิงว่าชำระหนี้รายการใด
• อีเมลหรือแชตฉบับเต็มที่แสดงผู้ส่ง วันเวลา และบริบทของการสนทนา
• ตารางคำนวณวันครบกำหนดและวันสิ้นอายุความของหนี้แต่ละรายการ

ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ไม่ถูกปฏิเสธผลทางกฎหมายหรือการรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพียงเพราะอยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์ แต่ความน่าเชื่อถือยังขึ้นอยู่กับการพิสูจน์ตัวผู้ส่ง ความครบถ้วน และการเก็บรักษาข้อมูล

สรุปจำง่าย

“ได้เงินบางส่วน” ไม่ใช่แค่เรื่องกระแสเงินสด
แต่อาจเปลี่ยนการนับอายุความและน้ำหนักของหลักฐานในคดี

ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้จึงไม่ควรตกลงผ่อนชำระด้วยข้อความสั้น ๆ โดยไม่ตรวจยอดหนี้ ข้อโต้แย้ง วันครบกำหนด และผลต่ออายุความก่อน

Asia Legal Frontier รับตรวจสถานะหนี้ วิเคราะห์อายุความ ตรวจหลักฐาน และร่างข้อตกลงผ่อนชำระหรือหนังสือรับสภาพหนี้ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ก่อนปัญหาพัฒนาเป็นข้อพิพาท

โทรสำนักงาน 02-0202116
สายด่วน 096-7955696
LINE: (AsiaLegal)
Facebook: ASIA LEGAL FRONTIER

#หนี้ธุรกิจ #อายุความ #รับสภาพหนี้ #ปรับโครงสร้างหนี้ #กฎหมายธุรกิจ

กรรมการลาออกแล้ว แต่เคยเซ็นค้ำประกันหนี้บริษัทความรับผิดจบตามตำแหน่งหรือไม่?คำตอบโดยหลักคือ “ไม่จบเพียงเพราะลาออกจากกรรม...
15/09/2026

กรรมการลาออกแล้ว แต่เคยเซ็นค้ำประกันหนี้บริษัท
ความรับผิดจบตามตำแหน่งหรือไม่?

คำตอบโดยหลักคือ “ไม่จบเพียงเพราะลาออกจากกรรมการ”

เพราะสถานะ “กรรมการบริษัท” กับสถานะ “ผู้ค้ำประกัน” เป็นคนละเรื่องกัน

การลาออกทำให้บุคคลนั้นพ้นจากตำแหน่งและอำนาจหน้าที่ในบริษัท แต่สัญญาค้ำประกันเป็นความผูกพันส่วนบุคคลที่ผู้ค้ำประกันทำไว้กับเจ้าหนี้

ดังนั้น แม้บริษัทจะจดทะเบียนเปลี่ยนกรรมการเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้สัญญาค้ำประกันสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ

สิ่งที่ต้องตรวจคือ

• ค้ำประกันหนี้รายการใด หรือค้ำประกันหนี้ทั้งหมดของบริษัท
• จำกัดวงเงินและระยะเวลารับผิดไว้หรือไม่
• เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนหรือหลังการลาออก
• เป็นการค้ำประกันสินเชื่อครั้งเดียว หรือกิจการต่อเนื่องหลายคราว
• ภายหลังมีการต่ออายุ เพิ่มวงเงิน หรือแก้ไขสัญญาหนี้หรือไม่
• เจ้าหนี้เคยมีหนังสือปลดผู้ค้ำประกันหรือยอมรับผู้ค้ำรายใหม่แทนหรือไม่

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นเมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไป

ส่วนกรณีค้ำประกันเพื่อกิจการต่อเนื่องหลายคราวโดยไม่มีกำหนดเวลา มาตรา 699 เปิดโอกาสให้ผู้ค้ำประกันบอกเลิกการค้ำประกันสำหรับธุรกรรมในอนาคตได้

แต่การบอกเลิกดังกล่าวไม่ได้ลบความรับผิดที่เกิดขึ้นจากธุรกรรมก่อนการบอกเลิก

ตัวอย่างเช่น

กรรมการเคยค้ำประกันวงเงินสินเชื่อของบริษัท ต่อมาลาออกและจดทะเบียนเปลี่ยนกรรมการแล้ว แต่ไม่ได้ตรวจสัญญาหรือแจ้งเจ้าหนี้ให้ชัดเจน

หากบริษัทผิดนัดในภายหลัง เจ้าหนี้อาจยังเรียกร้องจากอดีตกรรมการในฐานะผู้ค้ำประกันได้ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาข้อความในสัญญา ประเภทของหนี้ และช่วงเวลาที่หนี้เกิดขึ้นเป็นรายกรณี

นอกจากนี้ เมื่อลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้มีหน้าที่บอกกล่าวผู้ค้ำประกันภายใน 60 วันตามมาตรา 686 หากบอกกล่าวล่าช้า ผลทางกฎหมายอาจกระทบความรับผิดในดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน และภาระติดพันบางส่วนหลังพ้นกำหนด แต่ไม่ได้หมายความว่าหนี้ค้ำประกันทั้งหมดหายไปโดยอัตโนมัติ

ก่อนออกจากตำแหน่งกรรมการ จึงไม่ควรตรวจเฉพาะเอกสารจดทะเบียนบริษัท แต่ควรตรวจด้วยว่าเคยลงนามไว้ในฐานะใดบ้าง เช่น

• ผู้ค้ำประกัน
• ผู้จำนองหรือผู้ให้หลักประกัน
• ลูกหนี้ร่วม
• คู่สัญญาส่วนตัว
• ผู้รับรองหรือผู้ผูกพันตามเอกสารทางการเงิน

จำง่าย ๆ ว่า

“ตำแหน่งกรรมการอาจสิ้นสุดด้วยการลาออก แต่ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันต้องสิ้นสุดตามสัญญาหรือเหตุที่กฎหมายกำหนด”

Asia Legal Frontier ให้บริการตรวจสัญญาค้ำประกัน วิเคราะห์ขอบเขตความรับผิด และวางแนวทางเจรจากับเจ้าหนี้ก่อนหรือหลังพ้นจากตำแหน่งกรรมการ

โทรสำนักงาน 02-020-2116
สายด่วน 096-795-5696
LINE OA:
Facebook: ASIA LEGAL FRONTIER

#กฎหมายธุรกิจ #ค้ำประกันหนี้บริษัท #ความรับผิดกรรมการ

เมื่อธุรกิจเริ่มมีปัญหาเรื่องผู้ถือหุ้น กรรมการ หรือสัญญา หลายครั้งสิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องการไม่ใช่การขึ้นศาลทันที แต่ค...
12/09/2026

เมื่อธุรกิจเริ่มมีปัญหาเรื่องผู้ถือหุ้น กรรมการ หรือสัญญา หลายครั้งสิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องการไม่ใช่การขึ้นศาลทันที แต่คืออยากรู้ก่อนว่า เรามีสิทธิอะไรบ้าง อีกฝ่ายมีสิทธิอะไร เอกสารที่มีอยู่เพียงพอไหม ควรเจรจาแบบไหน และต้องทำอะไรต่อ เพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลาย

Asia Legal Frontier ช่วยคุณได้ในเรื่องเหล่านี้

ตรวจสถานะและสิทธิของผู้ถือหุ้น
ตรวจข้อบังคับบริษัท มติที่ประชุม และอำนาจของกรรมการ
วิเคราะห์ความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วน
ตรวจและร่างสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น
ตรวจสัญญาธุรกิจที่มีความเสี่ยง
วิเคราะห์กรณีที่กรรมการหรือผู้บริหารอาจก่อความเสียหายให้บริษัท
วางแนวทางเจรจาก่อนที่จะกลายเป็นคดี
ร่างหนังสือทางกฎหมาย หนังสือทวงถาม หรือหนังสือโต้แย้ง
ช่วยวางแผนทางกฎหมาย เมื่อจำเป็นต้องแยกกิจการ ขายหุ้น หรือถอนตัวจากธุรกิจ

บริการของเราไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า "จะฟ้องใครดี?" แต่เริ่มจากคำถามว่า "ปัญหานี้ควรจัดการอย่างไร เพื่อให้เสียหายน้อยที่สุด และรักษาธุรกิจไว้ได้มากที่สุด"

ค่าบริการเบื้องต้น

ปรึกษากฎหมายธุรกิจ 60 นาที เริ่มต้น 3,000 บาท
ตรวจโครงสร้างผู้ถือหุ้นและเอกสารบริษัท เริ่มต้น 8,000 บาท
วิเคราะห์ข้อพิพาทผู้ถือหุ้น กรรมการ หรือหุ้นส่วน เริ่มต้น 15,000 บาท
ร่างหรือตรวจสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น เริ่มต้น 20,000 บาท
งานเจรจา หนังสือกฎหมาย หรือวางแนวทางก่อนดำเนินคดี ประเมินตามขอบเขตงาน

หมายเหตุ: ค่าบริการขึ้นอยู่กับจำนวนเอกสาร ความซับซ้อน และข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

หากตอนนี้คุณกำลังเจอปัญหาเกี่ยวกับผู้ถือหุ้น กรรมการ หุ้นส่วน สัญญาธุรกิจ การโอนหุ้น หรือความขัดแย้งภายในบริษัท หรือกำลังจะตัดสินใจครั้งสำคัญในธุรกิจ อยากให้รู้ไว้ว่า การตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจ มักมีต้นทุนต่ำกว่าการแก้ข้อพิพาทภายหลังเสมอ

Asia Legal Frontier — กฎหมายธุรกิจที่ช่วยให้คุณเห็นสิทธิ ความเสี่ยง และทางเลือก ก่อนที่ปัญหาจะกลายเป็นคดี
โทร: 02-0202116
สายด่วน: 096-7955696
LINE ID: (AsiaLegal)
Facebook: ASIA LEGAL FRONTIER


#ที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจ
#ผู้ถือหุ้น
#กรรมการบริษัท
#ข้อพิพาทผู้ถือหุ้น
#สัญญาธุรกิจ
#กฎหมายบริษัท

เมื่อธุรกิจเริ่มมีปัญหาหุ้นส่วน กรรมการ หรือผู้ถือหุ้นควรปรึกษาทนายตั้งแต่ตอนไหน?ปัญหาระหว่างผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนในบริ...
11/09/2026

เมื่อธุรกิจเริ่มมีปัญหาหุ้นส่วน กรรมการ หรือผู้ถือหุ้น
ควรปรึกษาทนายตั้งแต่ตอนไหน?

ปัญหาระหว่างผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนในบริษัท
หลายครั้งไม่ได้เริ่มจาก “คดี”

แต่มักเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ เช่น

ประชุมกันแล้วเริ่มไม่เห็นตรงกัน
ผู้ถือหุ้นบางคนเริ่มขอดูเอกสารบริษัท
กรรมการบางฝ่ายเริ่มไม่ยอมลงนาม
มีการตั้งคำถามเรื่องเงินหรือทรัพย์สินของบริษัท
เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจลงนาม
หรือเริ่มมีคนพูดว่า

“ถ้าเป็นแบบนี้ ผมจะออกจากบริษัท”

ช่วงแบบนี้ หลายคนยังคิดว่า

“ยังไม่ถึงขั้นต้องหาทนายหรอก”

แต่ในทางปฏิบัติ ช่วงก่อนเกิดข้อพิพาทรุนแรง กลับเป็นช่วงที่การปรึกษากฎหมายมีประโยชน์มากที่สุดค่ะ

เพราะเมื่อความขัดแย้งเริ่มเกิดขึ้น สิ่งที่ควรตรวจไม่ได้มีแค่คำถามว่า

“ใครถูก ใครผิด”

แต่ต้องตรวจว่า

• ใครมีสถานะเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการอย่างถูกต้อง
• ใครมีอำนาจลงนามแทนบริษัท
• ข้อบังคับบริษัทกำหนดเรื่องการออกเสียงไว้อย่างไร
• มีสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นหรือไม่
• มติที่ประชุมที่ผ่านมาออกโดยขั้นตอนที่ถูกต้องหรือไม่
• มีการโอนหุ้น เปลี่ยนกรรมการ หรือเปลี่ยนอำนาจไปแล้วหรือยัง
• มีเอกสารหรือหลักฐานอะไรที่ต้องรีบเก็บไว้

เพราะเมื่อข้อพิพาทเกิดขึ้นจริง
สิ่งที่ทำไปก่อนหน้านั้นอาจกลายเป็นหลักฐานสำคัญทั้งหมด

บางกรณี การลงนามในเอกสารเพียงหนึ่งฉบับ
การรับรองรายงานการประชุม
หรือแม้แต่การปล่อยให้มติบางอย่างผ่านไปโดยไม่ได้ใช้สิทธิภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด

อาจทำให้สถานะทางกฎหมายของแต่ละฝ่ายเปลี่ยนไปได้

ดังนั้น “เวลาที่ควรปรึกษาทนาย”
ไม่จำเป็นต้องรอให้ถูกฟ้องค่ะ

สัญญาณที่ควรเริ่มตรวจความเสี่ยงทางกฎหมาย เช่น

ผู้ถือหุ้นเริ่มมีความเห็นขัดแย้งกันอย่างชัดเจน
มีการประชุมหรือออกมติสำคัญที่อีกฝ่ายไม่เห็นด้วย
มีการเปลี่ยนกรรมการ อำนาจลงนาม หรือโครงสร้างผู้ถือหุ้น
มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้เงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์ของบริษัท
มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเริ่มส่งหนังสือ แจ้งข้อกล่าวหา หรือรวบรวมเอกสาร
เริ่มพูดถึงการขายหุ้น ถอนตัว แยกกิจการ หรือดำเนินคดี

การปรึกษาทนายในช่วงนี้ ไม่ได้หมายความว่าต้อง “เตรียมฟ้อง” เสมอไป

แต่คือการรู้ก่อนว่า

เรามีสิทธิอะไร
อีกฝ่ายมีสิทธิอะไร
อะไรควรทำ
อะไรไม่ควรทำ
และทางเลือกไหนยังสามารถรักษาธุรกิจไว้ได้

เพราะข้อพิพาทผู้ถือหุ้นที่ดีที่สุด
ไม่ใช่คดีที่ชนะในศาลเสมอไป

แต่คือปัญหาที่ถูกจัดการตั้งแต่ยังมีทางเลือกค่ะ

Asia Legal Frontier
กฎหมายธุรกิจ ที่ช่วยวิเคราะห์สิทธิ ความเสี่ยง และทางเลือก ก่อนปัญหาในบริษัทจะกลายเป็นคดี

โทร: 02-0202116
สายด่วน: 096-7955696
LINE ID: (AsiaLegal)
Facebook: ASIA LEGAL FRONTIER


#ข้อพิพาทผู้ถือหุ้น
#ผู้ถือหุ้น
#กรรมการบริษัท
#กฎหมายบริษัท
#ที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจ

ผู้ถือหุ้นส่วนน้อย มีสิทธิอะไรบ้าง?เมื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ใช้เสียงข้างมาก จนอีกฝ่ายเสียประโยชน์ในบริษัทจำกัด หลายคนมักเข้าใจ...
09/09/2026

ผู้ถือหุ้นส่วนน้อย มีสิทธิอะไรบ้าง?
เมื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ใช้เสียงข้างมาก จนอีกฝ่ายเสียประโยชน์

ในบริษัทจำกัด หลายคนมักเข้าใจว่า

“ใครถือหุ้นมากกว่า คนนั้นมีอำนาจตัดสินใจทั้งหมด”

แต่ในทางกฎหมาย การเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อยไม่ได้หมายความว่าไม่มีสิทธิ หรือทำอะไรไม่ได้เลยค่ะ

กฎหมายยังให้สิทธิบางประการแก่ผู้ถือหุ้น เพื่อใช้ตรวจสอบ ถ่วงดุล และคุ้มครองประโยชน์ของบริษัท

ตัวอย่างสิทธิสำคัญที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ ได้แก่

• สิทธิขอให้เรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1173 หากผู้ถือหุ้นมีหุ้นรวมกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท สามารถเข้าชื่อกันทำหนังสือขอให้เรียกประชุมวิสามัญได้ โดยต้องระบุด้วยว่าต้องการให้เรียกประชุมเพื่อเรื่องใด

นี่จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในกรณีที่ผู้ถือหุ้นบางฝ่ายเห็นว่ามีเรื่องสำคัญที่ควรนำเข้าสู่ที่ประชุม แต่ฝ่ายบริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ต้องการหยิบยกขึ้นมาพิจารณา

• สิทธิฟ้องกรรมการแทนบริษัทในบางกรณี

ตามมาตรา 1169 หากกรรมการทำให้บริษัทเกิดความเสียหาย โดยหลักบริษัทสามารถฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการได้

แต่หากบริษัทไม่ยอมฟ้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดก็อาจนำคดีขึ้นฟ้องได้

ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะบางครั้งกรรมการ ผู้ถือหุ้นใหญ่ และผู้มีอำนาจควบคุมอาจเป็นกลุ่มเดียวกัน หากรอให้บริษัทฟ้องเอง ก็อาจไม่เกิดการดำเนินการใดเลย

• สิทธิโต้แย้งมติที่ประชุมที่ไม่ชอบ

หากการเรียกประชุม การประชุม หรือการลงมติไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือข้อบังคับบริษัท ผู้ถือหุ้นอาจขอให้ศาลเพิกถอนมติที่ประชุมได้ โดยต้องใช้สิทธิภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย

ดังนั้น การที่อีกฝ่าย “มีเสียงมากกว่า” ไม่ได้หมายความว่ากระบวนการประชุมจะทำอย่างไรก็ได้

เสียงข้างมากยังต้องใช้อยู่ภายใต้กฎหมายและข้อบังคับของบริษัทค่ะ

สิ่งที่ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยควรทำ เมื่อเริ่มรู้สึกว่าสิทธิของตนถูกกระทบ คือ

ตรวจข้อบังคับบริษัท
ตรวจสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น
ตรวจหนังสือนัดประชุมและรายงานการประชุม
ตรวจมติที่ออกไปแล้ว
และเก็บเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้ครบ

ที่สำคัญ ไม่ควรรอจนเกิดข้อพิพาทรุนแรงแล้วค่อยเริ่มหาหลักฐานค่ะ

เพราะในคดีผู้ถือหุ้น หลายครั้งสิ่งที่ตัดสินว่าใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ ไม่ได้อยู่ที่จำนวนหุ้นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า

ใครมีสิทธิอะไร
ขั้นตอนที่บริษัททำถูกต้องหรือไม่
และเรายังอยู่ภายในระยะเวลาที่สามารถใช้สิทธิตามกฎหมายหรือไม่

ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยอาจมี “เสียงน้อยกว่า”

แต่ไม่ได้หมายความว่า
“ไม่มีสิทธิ”

Asia Legal Frontier
กฎหมายธุรกิจ ที่ช่วยตรวจสิทธิและวางแนวทางก่อนความขัดแย้งในบริษัทกลายเป็นคดี

โทร: 02-0202116
สายด่วน: 096-7955696
LINE ID: (AsiaLegal)
Facebook: ASIA LEGAL FRONTIER

#ผู้ถือหุ้นส่วนน้อย #สิทธิผู้ถือหุ้น #ข้อพิพาทผู้ถือหุ้น #กรรมการบริษัท #กฎหมายบริษัท

หมายเหตุ: สิทธิที่ใช้ได้จริงขึ้นอยู่กับจำนวนหุ้น ข้อบังคับบริษัท ลักษณะมติ การกระทำของกรรมการ และข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

ผู้ถือหุ้นไม่เห็นด้วยกับมติที่ประชุมขอให้ศาลเพิกถอนได้หรือไม่?เวลามีการประชุมผู้ถือหุ้น หลายคนอาจเข้าใจว่า“ถ้ามติผ่านด้ว...
07/09/2026

ผู้ถือหุ้นไม่เห็นด้วยกับมติที่ประชุม
ขอให้ศาลเพิกถอนได้หรือไม่?

เวลามีการประชุมผู้ถือหุ้น หลายคนอาจเข้าใจว่า

“ถ้ามติผ่านด้วยเสียงข้างมากแล้ว ก็จบ”

แต่ในทางกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่ามติทุกมติจะใช้บังคับได้โดยไม่มีข้อโต้แย้งค่ะ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 หากการนัดเรียกประชุม การประชุม หรือการลงมติ ฝ่าฝืนกฎหมายหรือข้อบังคับของบริษัท กรรมการหรือผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดสามารถร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่นั้นได้

แต่มีเงื่อนไขสำคัญมาก คือ

ต้องยื่นคำร้องต่อศาลภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่มีมตินั้น

ดังนั้น ถ้าผู้ถือหุ้นเห็นว่าการประชุมมีความผิดปกติ เช่น

• เรียกประชุมไม่ถูกต้อง
• แจ้งประชุมไม่ครบกำหนด
• ขั้นตอนการประชุมไม่เป็นไปตามข้อบังคับบริษัท
• การลงมติไม่เป็นไปตามกฎหมาย
• หรือมีประเด็นอื่นที่ทำให้มติอาจเป็น “มติผิดระเบียบ”

ไม่ควรรอค่ะ

เพราะสิทธิในการขอให้ศาลเพิกถอนมติมีกรอบเวลาที่สั้นมาก

ตัวอย่างจากแนวคำพิพากษาศาลฎีกา เคยมีกรณีที่บริษัทส่งหนังสือนัดประชุมให้ผู้ถือหุ้นล่วงหน้าไม่ครบระยะเวลาตามกฎหมาย ศาลวินิจฉัยว่าเป็นการเรียกประชุมที่ไม่ชอบ และมติที่เกิดจากการประชุมนั้นสามารถถูกเพิกถอนได้ตามมาตรา 1195

อีกจุดที่สำคัญคือ

มติที่ประชุมไม่ได้ “เป็นโมฆะไปเอง” ทันทีเพียงเพราะขั้นตอนมีปัญหา

ตราบใดที่ยังไม่มีการร้องขอและศาลมีคำสั่งเพิกถอน มตินั้นยังอาจมีผลอยู่ ซึ่งแนวคำพิพากษาศาลฎีกาก็เคยวางหลักในลักษณะนี้ไว้เช่นกัน

เพราะฉะนั้น หากคุณเป็นผู้ถือหุ้นและไม่เห็นด้วยกับมติที่ประชุม สิ่งแรกที่ควรตรวจไม่ใช่เพียงว่า

“เราแพ้เสียงข้างมากหรือไม่”

แต่ต้องตรวจว่า

การประชุมถูกเรียกอย่างถูกต้องหรือไม่
องค์ประชุมครบหรือไม่
การออกเสียงเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับหรือไม่
และมตินั้นเกิดขึ้นโดยกระบวนการที่ชอบหรือไม่

เพราะในข้อพิพาทผู้ถือหุ้น
“เสียงข้างมาก” ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทำอะไรก็ได้เสมอไป

Asia Legal Frontier
กฎหมายธุรกิจ ที่ช่วยตรวจสิทธิและความเสี่ยงก่อนข้อพิพาทในบริษัทจะบานปลาย

โทร: 02-0202116
สายด่วน: 096-7955696
LINE ID: (AsiaLegal)
Facebook: ASIA LEGAL FRONTIER

#ผู้ถือหุ้น #มติผู้ถือหุ้น #ประชุมผู้ถือหุ้น #กฎหมายบริษัท #ข้อพิพาทผู้ถือหุ้น #กรรมการบริษัท

หมายเหตุ: การขอเพิกถอนมติขึ้นอยู่กับลักษณะความผิดปกติของการประชุมและข้อเท็จจริงแต่ละกรณี ไม่ใช่เพียงเพราะผู้ถือหุ้น “ไม่เห็นด้วย” กับผลของมติเท่านั้นค่ะ

ชื่ออยู่ใน บอจ.5แปลว่าเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทแน่นอนหรือไม่?หลายคนเวลาต้องการตรวจว่า “บริษัทนี้ใครเป็นเจ้าของ” มักเริ่มจา...
01/09/2026

ชื่ออยู่ใน บอจ.5
แปลว่าเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทแน่นอนหรือไม่?

หลายคนเวลาต้องการตรวจว่า “บริษัทนี้ใครเป็นเจ้าของ” มักเริ่มจากขอ บอจ.5 หรือบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ถ้ามีชื่ออยู่ในนั้น ก็อาจสรุปทันทีว่า

“คนนี้เป็นผู้ถือหุ้นแน่นอน”

แต่ในทางกฎหมาย ยังสรุปแบบนั้นไม่ได้เสมอไปค่ะ

ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ระบุคำเตือนไว้ในสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ออกจากกรมฯ ชัดเจนขึ้นว่า

บอจ.5 เป็นเอกสารที่นายทะเบียนรับไว้จากบริษัท
การที่กรมฯ รับไว้หรือออกสำเนาให้ ไม่ใช่การรับรองว่าบุคคลตามรายชื่อนั้นมีสถานะเป็นผู้ถือหุ้นอย่างถูกต้องแท้จริง

แล้วถ้ามีข้อพิพาท ต้องดูอะไร?

คำตอบสำคัญคือ

“สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัท”

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1138 บริษัทจำกัดต้องจัดให้มีสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น โดยต้องบันทึกข้อมูลสำคัญ เช่น

ชื่อผู้ถือหุ้น
จำนวนและเลขหมายหุ้น
วันที่บุคคลนั้นเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้น
และวันที่ขาดจากการเป็นผู้ถือหุ้น

และมาตรา 1141 ยังกำหนดให้สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่า เป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องในรายการที่กฎหมายกำหนดให้ลงไว้ในทะเบียน

จึงต้องแยกเอกสาร 2 อย่างนี้ให้ออกค่ะ

บอจ.5
คือบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่บริษัทส่งให้นายทะเบียนตามช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนด

สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น
คือทะเบียนที่บริษัทต้องจัดทำและเก็บรักษาไว้เอง และเป็นเอกสารสำคัญในการพิจารณาสถานะผู้ถือหุ้น

เรื่องนี้สำคัญมากในกรณี เช่น

มีการซื้อขายหรือโอนหุ้นระหว่างปี
ผู้ถือหุ้นเดิมโต้แย้งการโอน
มีข้อพิพาทระหว่างทายาท
มีคนอ้างว่าตนซื้อหุ้นแล้ว แต่ชื่อในเอกสารยังไม่ตรงกัน
หรือกำลังทำ Due Diligence ก่อนซื้อกิจการ

ดังนั้น หากกำลังจะลงทุน ซื้อหุ้น หรือมีข้อพิพาทเรื่องว่าใครคือผู้ถือหุ้นตัวจริง

อย่าตรวจเพียงว่า

“ชื่อใครอยู่ใน บอจ.5?”

แต่ควรตรวจต่อด้วยว่า

การได้มาของหุ้นถูกต้องหรือไม่
มีเอกสารการโอนหุ้นครบหรือไม่
สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นบันทึกไว้อย่างไร
มีใบหุ้นหรือหลักฐานประกอบอะไรบ้าง
และข้อมูลในเอกสารแต่ละชุดสอดคล้องกันหรือไม่

เพราะในเรื่องสิทธิผู้ถือหุ้น

เอกสารที่เราเห็นจากกรมฯ อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบ
ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายเสมอไป

Asia Legal Frontier
กฎหมายธุรกิจ ที่ตรวจสถานะและสิทธิให้ชัด ก่อนตัดสินใจลงทุนหรือเข้าสู่ข้อพิพาท

📞 โทร: 02-0202116
📱 สายด่วน: 096-7955696
💬 LINE ID: (AsiaLegal)
🌐 Facebook: ASIA LEGAL FRONTIER

#ผู้ถือหุ้น #บอจ5 #สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น #โอนหุ้น #กฎหมายบริษัท #ข้อพิพาทผู้ถือหุ้น

หมายเหตุ: สถานะผู้ถือหุ้นต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง การได้มาหรือโอนหุ้น สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น และเอกสารที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี ไม่ควรอาศัยเอกสารฉบับใดฉบับหนึ่งเพียงอย่างเดียว

ที่อยู่

50/825 หมู่ที่ 9 ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
Nonthaburi
11120

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:00
อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Asia Legal Frontier โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์