สำนักงานกฎหมาย ดร.สุกิจ พูนศรีเกษม

สำนักงานกฎหมาย ดร.สุกิจ พูนศรีเกษม ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก สำนักงานกฎหมาย ดร.สุกิจ พูนศรีเกษม, สำนักงานกฎหมายและทนายความ, 103/58 m4, Nonthaburi.

29/03/2015

Lawyer & Law Firm

29/03/2015

ศาลฎีกาจำคุกอัยการ สั่งไม่ฟ้องคดีโดยไม่ชอบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่3509/2549
"ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่นายประทีป ปิติสันต์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสุกรี สุจิตตกุล อัยการผู้เชี่ยวชาญสำนักงานคดีอาญาธนบุรี 4 เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวน กระทำการ หรือไม่กระทำการใดในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ ตามมาตรา 200 วรรคหนึ่ง
โดยคดีนี้ฟ้องโจทก์สรุปว่า ระหว่างปี 2544-2545 จำเลย ซึ่งเป็นอัยการเจ้าของสำนวนคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ที่มีโจทก์เป็นผู้เสียหาย และมีบริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และ นายประชา เหตระกูล บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เป็นผู้ต้องหา แต่ในการสั่งคดีกลับปรากฏว่าจำเลยในฐานะอัยการเจ้าของสำนวน ได้มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสอง โดยระบุว่า ไม่มีเจตนาทำให้โจทก์เสียหาย ซึ่งโจทก์เห็นว่า การสั่งไม่ฟ้องดังกล่าวไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ดังนั้น โจทก์จึงนำคดีมายื่นฟ้องต่อศาลให้พิพากษาลงโทษจำเลย ซึ่งคดีนี้ศาลอาญาธนบุรี และศาลอุทธรณ์ มีพิพากษาลงโทษให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 1 ปี แต่โทษจำคุกให้รอลงโทษไว้เป็นเวลา 1 ปี โดยจำเลยยื่นฎีกาขอให้พิพากษายกฟ้อง
ศาลฎีกาตรวจสำนวนและประชุม ปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 4 ก.ย.2540 รถยนต์ของโจทก์ ถูกนายบุญชัย สงวนความดี ขับชนท้าย ที่บริเวณสี่แยกอรุณอัมรินทร์ กทม.ซึ่งโจทก์แจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวน สน.บางยี่ขัน ว่า ถูกนายบุญชัย ทำร้ายร่างกายจนได้รับอันตราย เป็นเหตุให้บุญชัยถูกควบคุมตัวไว้ แต่ต่อมาได้รับการประกันตัวออกไป ซึ่ง นายบุญชัย แจ้งความกลับกล่าวหาว่า โจทก์ทำร้ายร่างกาย แล้วพนักงานสอบสวนลงบันทึกประจำวัน โดยที่โจทก์ไม่ได้ถูกแจ้งข้อกล่าวหา แต่วันที่ 5 ก.ย.2540 นสพ.เดลินิวส์ ที่มีบริษัท สี่พระยาการพิมพ์ เป็นเจ้าของ ได้เผยแพร่ข่าวพาดหัวว่า “ผู้พิพากษาทะเลาะกับพ่อค้าผ้า” และมีข้อความระบุว่า โจทก์ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีโดยได้ประกันตัวออกไป และกรณีที่สืบเนื่องจากการเผยแพร่ดังกล่าวโจทก์ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อ พนักงานสอบสวนบางยี่ขัน ให้ดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทกับ บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ และนายประชา บก.ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นสพ.เดลินิวส์ ซึ่งพนักงานสอบสวนแล้วมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องจึงส่งสำนวนพร้อมความเห็นส่งให้ พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญาธนบุรี 4 พิจารณา และจำเลยได้รับมอบหมายให้ตรวจสำนวนและวินิจฉัยสั่งสำนวนคดีดังกล่าว กระทั่งมีคำสั่งไม่ฟ้อง บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ และ นายประชา โดยระบุเหตุผลว่า ลักษณะการลงข่าวย่อยมีการพาดหัวข่าวสั้นๆ ส่วนเนื้อหามีลักษณะเป็นการสรุปข่าวสั้นๆ ไม่ได้ตีพิมพ์อย่างเอิกเกริกหรือพาดหัวข่าวในหน้าหนึ่งให้ผิดปกติแต่อย่างใด
คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า การสั่งคดีของจำเลยเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้หรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยมีคำสั่งไม่ฟ้องบริษัท สี่พระยาการพิมพ์ และ นายประชา เพราะพิจารณาถึงเจตนาของผู้ต้องหาทั้งสองแล้วว่า ไม่มีเจตนาหมิ่นประมาทโจทก์โดยการใช้ดุลยพินิจของจำเลยเป็นไปด้วยความสุจริต ใจ ซึ่งการวินิจฉัยสั่งคดีเป็นอิสระของจำเลย การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิด ศาลฎีกาเห็นว่า อัยการมีอำนาจวินิจฉัยสั่งคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่จำเลยย่อมมีอิสระที่จะใช้อำนาจสั่งการตามความเห็นของตนได้โดยไม่มีการ อ้างได้ว่าใช้ดุลยพินิจไปในทางชอบหรือไม่ชอบ
แต่อย่างไรก็ดี ความมีอิสระของพนักงานอัยการที่จะวินิจฉัยสั่งคดีไม่ใช่ว่าจะไร้ขอบเขตเสีย ทีเดียว ซึ่งในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐการใช้ดุลยพินิจสั่งคดี อัยการทุกคนจะต้องอยู่ภายในขอบเขตของความชอบด้วยกฎหมาย และอยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผลที่วิญญูชนทั่วไปยอมรับได้ว่าไม่ใช่เป็น การใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจหรือบิดผันอำนาจ ซึ่งการวินิจฉัยสั่งไม่ฟ้องบริษัท สี่พระยาการพิมพ์ และ นายประชา พบว่า มีข้อเท็จจริงที่ปรากฏในข้อความอันเป็นเท็จใน นสพ.เดลินิวส์ ที่เสนอข่าวกรณีนี้ คือ ระบุว่า ทั้งโจทก์และนายบุญชัย ต่างแจ้งความอีกฝ่ายหนึ่งว่าแจ้งความเท็จ และมีข้อความว่า พนักงานสอบสวนบางยี่ขันดำเนินคดีกับโจทก์และต้องใช้ตำแหน่งราชการประกันตัว ออกไป ซึ่งข้อความนั้นไม่ตรงกับความจริง เพราะวันเกิดเหตุทั้งโจทก์ และนายบุญชัย ยังไม่ได้แจ้งความว่าอีกฝ่ายหนึ่งแจ้งความเท็จ และโจทก์ยังไม่ได้ถูกพนักงานสอบสวนดำเนินคดี โดยการลงข่าวในหนังสือพิมพ์อันเป็นเท็จดังกล่าวเห็นได้ชัดแจ้งว่า ไม่ถูกต้องด้วยหลักจริยธรรมทางวิชาชีพหนังสือพิมพ์ เนื่องจากมีการบิดเบือนข่าว อีกทั้งเป็นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลโดยปราศจากข้ออ้างเรื่องผลประโยชน์ สาธารณะใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์เป็นข้าราชการตุลาการชั้นผู้ใหญ่ การลงข่าวเท็จย่อมทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าโจทก์ไม่ได้ครองตัวให้สมสถานะเป็น ที่น่ายำเกรง
ดังนั้น การที่จำเลยใช้ดุลยพินิจสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 2 โดยอ้างว่า ไม่มีเจตนาหมิ่นประมาทโจทก์ถือว่าเป็นการวินิจฉัยมูลความผิดแบบด่วนวินิจฉัย คดีเสมือนเป็นการพิจาณาพิพากษาคดีของศาล ซึ่งการใช้ดุลยพินิจดังกล่าวนับเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของพนักงานอัยการผู้ สุจริตโดยทั่วไปที่วิญญูชนทั่วไปไม่สามารถยอมรับได้ และการใช้ดุลยพินิจดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เพราะไม่ได้อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผล แต่เป็นการใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจที่เกินล้ำออกนอกขอบเขตของความชอบด้วย กฎหมาย และในฐานะที่จำเลยเป็นข้าราชการอัยการชั้นสูงย่อมทราบดีถึงเกณฑ์วินิจฉัยมูล ความผิด ซึ่งการใช้ดุลยพินิจผิดกฎหมายในกรณีนี้จำเลยเห็นได้อยู่ในตัวแล้วว่าเป็นการ ไม่ชอบและมีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อีกทั้งเพื่อจะช่วย บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ และ นายประชา ไม่ให้ต้องรับโทษจากการกระทำความผิดของตนเอง ดังนั้น จึงถือว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 และ ม.200 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษานั้นชอบแล้ว พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยรับราชการเป็นพนักงานอัยการ ชั้น 5 ตำแหน่งอัยการพิเศษประจำกรม ปฏิบัติงานในหน้าที่อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาธนบุรี 4 สำนักงานอัยการสูงสุด มีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยสั่งคดีและดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับสำนวนการสอบสวนที่อยู่ในความรับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน ตามที่ได้รับมอบหมายจากอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาธนบุรี 4 ส่วนโจทก์รับราชการเป็นข้าราชการตุลาการ ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2540 รถยนต์ของโจทก์ถูกรถยนต์ของนายบุญชัย สงวนความดี ชนท้าย ณ บริเวณสี่แยกอรุณอมรินทร์ โจทก์แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขันว่าถูกนายบุญชัยทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย พนักงานสอบสวนควบคุมตัวนายบุญชัยไว้แล้ว ต่อมานายบุญชัยได้รับการประกันตัวไป นายบุญชัยได้แจ้งความกลับโดยกล่าวหาว่าโจทก์ทำร้ายร่างกายตนจนได้รับอันตรายแก่กาย พนักงานสอบสวนได้ลงบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีโดยโจทก์มิได้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาและไม่ได้ประกันตัวและในวันนั้นทั้งโจทก์และนายบุญชัยมิได้แจ้งความว่าอีกฝ่ายหนึ่งแจ้งความเท็จ ในวันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันศุกร์ที่ 5 กันยายน 2540 ซึ่งมีบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด เป็นเจ้าของ และมีนายประชา เหตระกูล เป็นบรรณาธิการ ได้ลงข่าวกรณีโจทก์กับนายบุญชัยตามเอกสารหมาย จ. 6 โดยมีข้อพาดหัวข่าวว่า "พิพากษาทะเลาะกับพ่อค้าผ้า" และมีข้อความในข่าว ดังนี้ "เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 4 ก.ย. ร.ต.ท. สุรการ ธานีรัตน์ ร้อยเวร สน. บางยี่ขัน รับแจ้งจากนายประทีป ปิติสันต์ อายุ 48 ปี ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า ถูกนายบุญชัย สงวนความดี อายุ 46 ปี ทำร้ายร่างกาย โดยก่อนหน้านี้ขณะที่ขับรถเก๋งโตโยต้าสีฟ้า หมายเลขทะเบียน 1 ธ - 1280 กรุงเทพมหานคร มาถึงบริเวณแยกอรุณอมรินทร์ ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย ถูกรถเบนซ์ของนายบุญชัยชนท้าย จึงลงมาดูความเสียหายจนมีการโต้เถียงกันแล้วถูกตบที่ต้นคอ จึงนำความเข้าแจ้งดังกล่าว
ในระหว่างนั้นนายบุญชัยพ่อค้าผ้าย่านพาหุรัดเดินทางมาที่ สน. ทราบว่าถูกแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายจึงแจ้งกลับโดยระบุว่า ถูกนายประทีปตบที่คอเช่นกัน เท่านั้นยังไม่พอต่างยังแจ้งข้อหาแจ้งความเท็จเพิ่มกันอีกข้อหาหนึ่ง ทาง ร.ต.ท. สุรการจึงส่งทั้ง 2 คน ไปตรวจบาดแผลที่ ร.พ. ศิริราช พร้อมดำเนินคดีทั้งคู่ โดยนายประทีปใช้ตำแหน่งประกันตัวไป ส่วนนายบุญชัยใช้เงินสดจำนวน 70,000 บาท ในการประกันตัว แล้วต่างแยกย้ายกันกลับไป" สืบเนื่องจากข่าวนี้โจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขันกล่าวหาบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และนายประชาว่าร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาด้วยเอกสาร พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนแล้วมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องแล้วได้ส่งความเห็นพร้อมสำนวนการสอบสวนมายังพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาธนบุรี 4 สำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณา จำเลยได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ตรวจสำนวนและวินิจฉัยสั่งสำนวนการสอบสวนคดีดังกล่าว จำเลยพิจารณาสำนวนการสอบสวนพร้อมด้วยความเห็นของพนักงานสอบสวนแล้ว มีคำสั่งไม่ฟ้องบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และนายประชาตามเอกสารหมาย จ. 11 โดยอ้างเหตุผลว่า ลักษณะการลงข่าวย่อยมีการพาดหัวข้อสั้น ๆ ส่วนเนื้อหาก็มีลักษณะเป็นการสรุปข่าวสั้น ๆ มิได้ตีพิมพ์อย่างเอิกเกริกหรือพาดหัวในหน้าหนึ่งให้ผิดปกติแต่อย่างใด และจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการแจ้งความดำเนินคดีระหว่างผู้เสียหาย (โจทก์) กับนายบุญชัยที่สถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน ก็ปรากฏว่ามีการแจ้งความซึ่งกันและกันตามข่าวจริง และในสำนวนการสอบสวนที่เกี่ยวข้องทั้งโจทก์และนายบุญชัยก็ตกเป็นผู้ต้องหาจริงเพียงแต่โจทก์ซึ่งเป็นผู้พิพากษามิได้ถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาและสอบสวนคำให้การในฐานะผู้ต้องหาและมิได้ใช้ตำแหน่งประกันตัวไปตามข่าวที่เสนอเท่านั้น ลักษณะการลงข่าวทำให้เห็นได้ว่าเป็นการลงข่าวและคาดคะเนสรุปของข่าวว่าเป็นกรณีทั่ว ๆ ไปของการตกเป็นผู้ต้องหาเท่านั้น อีกทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ต้องหาทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองเรื่องใดกับโจทก์มาก่อนจึงไม่มีเหตุที่จะต้องแกล้งใส่ความโจทก์ในการพิมพ์โฆษณาเช่นนั้น และสรุปสำนวนเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองตามข้อกล่าวหาตามความเห็นของพนักงานสอบสวน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 200 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่
ในปัญหานี้จำเลยฎีกาข้อ 2.1 ข้อ 2.2 ข้อ 2.3 ข้อ 2.4 ข้อ 2.5 และข้อ 2.6 มีใจความสำคัญโดยสรุปว่า การวินิจฉัยสั่งคดีของจำเลยเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนด จำเลยมีคำสั่งไม่ฟ้องบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และนายประชา เหตระกูล เพราะพิจารณาถึงเจตนาของผู้ต้องหาทั้งสองแล้วว่าไม่มีเจตนาหมิ่นประมาทโจทก์ การใช้ดุลพินิจของจำเลยเป็นไปด้วยความสุจริตใจ ซึ่งการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยสั่งคดีนี้เป็นอิสระของจำเลยและอาจแตกต่างจากศาลอุทธรณ์ได้ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดโดยอาศัยเหตุที่ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับดุลพินิจของจำเลยเป็นการมิชอบและนำมาซึ่งความสับสนในการปฏิบัติหน้าที่ของทุกฝ่าย ในข้อนี้ศาลฎีกาเห็นในเบื้องต้นว่า ในฐานะพนักงานอัยการที่มีอำนาจวินิจฉัยสั่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จำเลยย่อมมีอิสระที่จะใช้อำนาจวินิจฉัยสั่งการตามความเห็นของตนได้โดยไม่มีการอ้างได้ว่าการใช้ดุลพินิจไปในทางใดเป็นการชอบหรือมิชอบ เพราะการใช้ดุลพินิจในกรณีเดียวกัน พนักงานอัยการอาจวินิจฉัยคดีไปคนละทางได้ ความถูกต้องเหมาะสมของดุลพินิจเป็นเรื่องของกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้ในมาตรา 145 กำหนดว่าในกรณีที่มีคำสั่งไม่ฟ้องและคำสั่งนั้นไม่ใช่ของอธิบดีกรมอัยการ ถ้าในนครหลวงกรุงเทพธนบุรี ให้พนักงานอัยการส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมกับคำสั่งไม่ฟ้องไปเสนออธิบดีกรมตำรวจ รองอธิบดีกรมตำรวจหรือผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจเพื่อพิจารณาเป็นต้น ในกรณีนี้แม้การวินิจฉัยของพนักงานอัยการและการวินิจฉัยของอธิบดีกรมตำรวจ รองอธิบดีกรมตำรวจหรือผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจจะแตกต่างกัน ก็เป็นเรื่องของความมีอิสระของแต่ละฝ่ายที่ไม่อาจถือได้ว่าการวินิจฉัยของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นการมิชอบ อย่างไรก็ดี ความมีอิสระของพนักงานอัยการที่จะวินิจฉัยสั่งคดีนี้มิใช่จะไร้ขอบเขตเสียทีเดียว ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ การใช้ดุลพินิจวินิจฉัยสั่งคดีของพนักงานอัยการทุกคนจะต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของความชอบด้วยกฎหมาย หมายความว่า ถ้าการใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการคนใดเกินล้ำออกนอกขอบเขตดังกล่าว การใช้ดุลพินิจนั้นย่อมเป็นการไม่ชอบ แต่ถ้าการใช้ดุลพินิจดังกล่าวอยู่ภายในขอบเขตของความชอบด้วยกฎหมายแล้ว ภายในขอบเขตนี้ พนักงานอัยการจะวินิจฉัยสั่งคดีไปในทางใดก็ได้ ซึ่งความหมายของการใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยกฎหมายในที่นี้คือการใช้ดุลพินิจที่อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผลที่วิญญูชนโดยทั่วไปยอมรับได้ว่ามิใช่เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจหรือมีการบิดผันอำนาจนั่นเอง
ปัญหาว่าการวินิจฉัยสั่งคดีของจำเลยที่มีคำสั่งไม่ฟ้องบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และนายประชาซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีที่โจทก์ในฐานะผู้เสียหายได้กล่าวหาว่าร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาด้วยเอกสารเป็นการใช้ดุลพินิจที่อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผลที่วิญญูชนโดยทั่วไปยอมรับได้ว่ามิใช่เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจหรือมีการบิดผันอำนาจหรือไม่ ข้อที่ต้องวินิจฉัยคือ จากพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนประกอบกับความเห็นของพนักงานสอบสวน การที่พนักงานอัยการคนหนึ่งคนใดจะวินิจฉัยสั่งไม่ฟ้องในกรณีนี้ ข้อวินิจฉัยของพนักงานอัยการดังกล่าววิญญูชนโดยทั่วไปยอมรับได้หรือไม่ว่ามิใช่เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจหรือมีการบิดผันอำนาจ อนึ่ง เนื่องจากการวินิจฉัยสั่งคดีของพนักงานอัยการในชั้นนี้มิใช่เป็นการวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดหรือเป็นผู้บริสุทธิ์ดังเช่นกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล แต่เป็นเพียงการวินิจฉัยมูลความผิดตามที่กล่าวหาเท่านั้น ซึ่งเกณฑ์วินิจฉัยมูลความผิดของพนักงานอัยการที่วินิจฉัยสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหาคือมีเหตุผลอันสมควรเพียงพอหรือไม่ที่จะนำผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อให้ศาลวินิจฉัยชั้นสุดท้ายว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่
สำหรับกรณีการวินิจฉัยสั่งไม่ฟ้องบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และนายประชาผู้ต้องหาทั้งสองของจำเลยกรณีนี้ได้ความว่า ข่าวในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ตามเอกสารหมาย จ. 6 มีข้อความอันเป็นเท็จอยู่สองประการ คือ ประการแรก มีข้อความว่า ทั้งโจทก์และนายบุญชัยต่างแจ้งความหาว่าอีกฝ่ายหนึ่งแจ้งความเท็จ และประการที่สองมีข้อความว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขันได้ดำเนินคดีแก่โจทก์ด้วย โดยโจทก์ต้องใช้ตำแหน่งราชการประกันตัวไป ซึ่งข้อความสองประการดังกล่าวนี้ไม่ตรงความจริง เพราะในวันเกิดเหตุทั้งโจทก์และนายบุญชัยยังไม่ได้แจ้งความหาว่าอีกฝ่ายหนึ่งแจ้งความเท็จ และโจทก์ยังไม่ถูกพนักงานสอบสวนดำเนินคดีจนต้องใช้ตำแหน่งราชการประกันตัว การลงข่าวในหนังสือพิมพ์อันเป็นเท็จดังกล่าวเห็นได้ชัดว่าแจ้ง ไม่ต้องด้วยหลักจริยธรรมทางวิชาชีพหนังสือพิมพ์ เนื่องจากมีการบิดเบือนข่าว อีกทั้งเป็นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลโดยปราศจากข้ออ้างเรื่องผลประโยชน์สาธารณะใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์เป็นข้าราชการตุลาการชั้นผู้ใหญ่ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 การลงข่าวเท็จในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ตามเอกสารหมาย จ. 6 ย่อมทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ว่าโจทก์มิได้ครองตัวให้สมกับสถานะอันเป็นที่เคารพยำเกรงของตำแหน่งผู้พิพากษาที่โจทก์ดำรงอยู่โดยปล่อยตัวเองถึงขนาดไปทะเลาะกับพ่อค้ากลางถนนจนถูกดำเนินคดีอาญา จากพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนโดยเฉพาะข่าวในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์เอกสารหมาย จ. 6 วิญญูชนโดยทั่วไปย่อมเห็นว่ามีเหตุอันสมควรเพียงพอที่จะนำบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และนายประชาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อศาลจะได้วินิจฉัยชั้นสุดท้ายว่าบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และนายประชามีความจริงตามที่ถูกกล่าวหาหรือว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองไม่มีความผิดเนื่องจากขาดเจตนาหรือมีข้ออ้างอย่างอื่น การที่จำเลยวินิจฉัยสั่งไม่ฟ้องบุคคลดังกล่าวโดยอ้างเหตุว่าผู้ต้องหาทั้งสองไม่มีเจตนาหมิ่นประมาทโจทก์เป็นการวินิจฉัยมูลความผิดแบบด่วนวินิจฉัยคดีเสียเองดุจเป็นการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล กล่าวคือ มิได้ใช้เกณฑ์วินิจฉัยมูลความผิดอย่างพนักงานอัยการพึงใช้ การใช้ดุลพินิจของจำเลยกรณีนี้นับเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของพนักงานอัยการผู้สุจริตโดยทั่วไป จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่วิญญูชนโดยทั่วไปไม่สามารถยอมรับได้ว่ามิใช่เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ แม้การวินิจฉัยสั่งคดีของจำเลยเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนด แต่เมื่อเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจเช่นนี้แล้วก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยสุจริตใจดังที่จำเลยอ้าง โดยสรุปศาลฎีกาเห็นว่า การใช้ดุลพินิจวินิจฉัยสั่งคดีของจำเลยที่มีคำสั่งไม่ฟ้องบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และนายประชา ทั้งที่หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ซึ่งบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด เป็นเจ้าของและนายประชาเป็นบรรณาธิการ ลงข้อความตามเอกสารหมาย จ. 6 เป็นความเท็จ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ในกรณีนี้ เป็นการใช้ดุลพินิจที่มิได้อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผล แต่เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ จึงเกินล้ำออกนอกขอบเขตของความชอบด้วยกฎหมาย และในฐานะที่จำเลยเป็นข้าราชการอัยการชั้นสูง จำเลยย่อมทราบดีถึงเกณฑ์วินิจฉัยมูลความผิดของพนักงานอัยการ การใช้ดุลพินิจผิดกฎหมายในกรณีนี้ จำเลยเห็นได้อยู่ในตัวแล้วว่าเป็นการมิชอบและยังเห็นได้อีกว่าจำเลยมีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย อีกทั้งเพื่อจะช่วยบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และนายประชามิให้ต้องโทษจากการกระทำความผิดของตนอีกด้วย จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 200 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ฎีกาจำเลยข้อ 2.1 ข้อ 2.2 ข้อ 2.3 ข้อ 2.4 ข้อ 2.5 และข้อ 2.6 ฟังไม่ขึ้น
จำเลยฎีกาในข้อ 2.7 และข้อ 2.8 มีใจความว่า โจทก์มิใช่เป็นผู้เสียหายจากการวินิจฉัยสั่งไม่ฟ้องบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และนายประชาของจำเลย เพราะถึงแม้จำเลยจะสั่งไม่ฟ้องบุคคลดังกล่าว โจทก์ก็ยังฟ้องคดีเองได้ อีกทั้งการสั่งไม่ฟ้องคดีของจำเลย จำเลยไม่มีเจตนาจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใด อนึ่ง จำเลยยังอ้างอีกว่า ความผิดกรณีนี้เฉพาะรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย ข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่เป็นความผิดคือการใช้อำนาจในฐานะพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาทโจทก์ ผลของการกระทำของจำเลยคือ โจทก์ในฐานะผู้เสียหายไม่ได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย ดังนั้น โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายจากการกระทำผิดของจำเลยโดยตรง โจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย ฎีกาของจำเลยข้อ 2.7 และข้อ 2.8 ฟังไม่ขึ้น
จำเลยฎีกาในข้อ 2.9 ว่า ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โจทก์บรรยายไม่ครบองค์ประกอบความผิดโดยโจทก์มิได้บรรยายคำฟ้องในส่วนที่ว่าการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของจำเลยกระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โดยข้อความในคำฟ้องที่ว่า "เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์" นั้น เป็นส่วนที่อ้างถึงการหมิ่นประมาทโจทก์ของบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และนายประชา มิใช่เป็นส่วนที่อ้างถึงการใช้อำนาจสั่งไม่ฟ้องบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และนายประชาของจำเลย ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุม ในข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า ตามฟ้องข้อ 1 (ก) แม้ข้อความว่า "เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์" จะอยู่ต่อจากและติดความข้อความว่า "...ผู้ต้องหาทั้งสองมีเจตนาหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์" กล่าวคือ เมื่ออ่านรวมกันมีข้อความว่า "...ผู้ต้องหาทั้งสองมีเจตนาหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์" แต่การทำเข้าใจข้อความในคำฟ้อง ต้องทำความเข้าใจข้อความดังกล่าวประกอบข้อความส่วนอื่นๆ ของคำฟ้องด้วย ซึ่งเห็นได้ว่าข้อความดังกล่าวเป็นข้อความสืบเนื่องจากการสั่งไม่ฟ้องคดีของจำเลยดังที่โจทก์บรรยายไว้อย่างชัดเจนในตอนต้น จึงเข้าใจได้อยู่ในตัวว่า ในการอ้างว่าจำเลยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โจทก์หมายถึงเจตนาที่สืบเนื่องจากการใช้อำนาจสั่งฟ้องคดีของจำเลย ฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อ 2.9 ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน"
พิพากษายืน

22/03/2015

กฏหมายคำ้ประกันที่แก้ไขใหม่ ผู้คำ้ประกันไม่ต้องรับผิด
อย่างลูกหนี้ร่วม
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่20) พ.ศ.2557 สรุปสารสำคัญ ดังต่อไปนี้
(1) กฎหมายใหม่นี้จะเริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่11กุมภาพันธ์2558เป็นต้นไป
(2) สัญญาค้ำประกันจะต้องระบุไว้ให้ชัดเจนว่าค้ำประกันหนี้อะไร จำนวนเท่าใด และผู้ค้ำประกันจะรับผิดชอบเฉพาะหนี้ที่ระบุไว้ชัดเจนเท่านั้น หากขาดความชัดเจน ผลจะตกเป็นคุณแก่ผู้ค้ำประกันที่อาจทำให้ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิด
(3) สัญญาค้ำประกันจะมีข้อตกลงกำหนดให้ผู้ค้ำประกันเป็นลูกหนี้ร่วมกับลูกหนี้ชั้นต้น ไม่ได้ หากฝ่าฝืนตกลงกันไป ข้อตกลงในส่วนนั้นจะตกเป็นโมฆะ
(4) กรอบความรับผิดของผู้ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้บัญญัติไว้ ตามมาตรา 681 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม มาตตรา 694 มาตรา 698 และ มาตรา 699 เจ้าหนี้กับผู้ค้ำประกันจะทำสัญญากันกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นเพื่อขยายความรับผิดของผู้ค้ำประกันให้แตกต่างไปจากที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่ได้ หากฝ่าฝืนทำสัญญาตกลงกันไป ข้อตกลงที่ขยายความรับผิดของผู้ค้ำประกันนี้จะตกเป็นโมฆะ
(5) ขั้นตอนในการที่เจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ เดิมกฎหมายไม่ได้เขียนไว้ให้ชัดเจนนัก แต่กฎหมายใหม่ได้เขียนขั้นตอนให้เจ้าหนี้ต้องปฏิบัติไว้อย่างชัดเจน หากเจ้าหนี้ปฏิบัติผิดขั้นตอน หรือไม่ปฏิบัติตามขั้นตอน อาจมีผลทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดได้
(6) ถ้าเจ้าหนี้ลดหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ชั้นต้นเท่าใด ก็ให้ภาระความรับผิดของผู้ค้ำประกัน ลดลงเท่านั้น ข้อตกลงใดที่จะมีผลเป็นอย่างอื่น ให้ตกเป็นโมฆะ
(7) การตกลงกันไว้เป็นการล่วงหน้าว่า หากเจ้าหนี้ผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ ให้ถือว่าผู้ค้ำประกันให้ความยินยอมในการผ่อนเวลานั้นๆด้วย เช่นนี้ กฎหมายใหม่ให้ถือว่าตกเป็นโมฆะ
(8) การจำนองที่จำนองเป็นประกันหนี้ของผู้อื่น(ผู้จำนองกับลูกหนี้เป็นคนละคนกัน) จะมีข้อตกลงกันว่าหากบังคับจำนองแล้วยังเหลือหนี้อยู่เท่าใด ให้ผู้ค้ำประกันยังคงรับผิดชำระหนี้ ในส่วนที่ยังคงเหลือด้วย ข้อตกลงเช่นนี้ จะตกเป็นโมฆะตามกฎหมายใหม่
(9) กฎหมายเดิมไม่มีบทบัญญัติให้สิทธิแก่ฝ่ายผู้จำนองในการที่จะเป็นฝ่ายเร่งรัดให้มีการบังคับจำนองให้จบๆไป แต่กฎหมายใหม่ได้มีบทบัญญัติให้สิทธินี้แก่ผู้จำนอง ซึ่งเจ้าหนี้จะต้องบังคับจำนอง ขายทอดตลาดภายใน1ปี(โดยไม่ต้องฟ้องร้องเป็นคดีต่อศาลเพราะฝ่ายผู้จำนองเป็นฝ่ายเร่งรัดเอง)
'กฏหมายคำ้ประกันที่แก้ไขใหม่ ผู้คำ้ประกันไม่ต้องรับผิด
อย่างลูกหนี้ร่วม

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่20) พ.ศ.2557 สรุปสารสำคัญ ดังต่อไปนี้
(1) กฎหมายใหม่นี้จะเริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่11กุมภาพันธ์2558เป็นต้นไป
(2) สัญญาค้ำประกันจะต้องระบุไว้ให้ชัดเจนว่าค้ำประกันหนี้อะไร จำนวนเท่าใด และผู้ค้ำประกันจะรับผิดชอบเฉพาะหนี้ที่ระบุไว้ชัดเจนเท่านั้น หากขาดความชัดเจน ผลจะตกเป็นคุณแก่ผู้ค้ำประกันที่อาจทำให้ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิด
(3) สัญญาค้ำประกันจะมีข้อตกลงกำหนดให้ผู้ค้ำประกันเป็นลูกหนี้ร่วมกับลูกหนี้ชั้นต้น ไม่ได้ หากฝ่าฝืนตกลงกันไป ข้อตกลงในส่วนนั้นจะตกเป็นโมฆะ
(4) กรอบความรับผิดของผู้ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้บัญญัติไว้ ตามมาตรา 681 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม มาตตรา 694 มาตรา 698 และ มาตรา 699 เจ้าหนี้กับผู้ค้ำประกันจะทำสัญญากันกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นเพื่อขยายความรับผิดของผู้ค้ำประกันให้แตกต่างไปจากที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่ได้ หากฝ่าฝืนทำสัญญาตกลงกันไป ข้อตกลงที่ขยายความรับผิดของผู้ค้ำประกันนี้จะตกเป็นโมฆะ
(5) ขั้นตอนในการที่เจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ เดิมกฎหมายไม่ได้เขียนไว้ให้ชัดเจนนัก แต่กฎหมายใหม่ได้เขียนขั้นตอนให้เจ้าหนี้ต้องปฏิบัติไว้อย่างชัดเจน หากเจ้าหนี้ปฏิบัติผิดขั้นตอน หรือไม่ปฏิบัติตามขั้นตอน อาจมีผลทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดได้
(6) ถ้าเจ้าหนี้ลดหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ชั้นต้นเท่าใด ก็ให้ภาระความรับผิดของผู้ค้ำประกัน ลดลงเท่านั้น ข้อตกลงใดที่จะมีผลเป็นอย่างอื่น ให้ตกเป็นโมฆะ
(7) การตกลงกันไว้เป็นการล่วงหน้าว่า หากเจ้าหนี้ผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ ให้ถือว่าผู้ค้ำประกันให้ความยินยอมในการผ่อนเวลานั้นๆด้วย เช่นนี้ กฎหมายใหม่ให้ถือว่าตกเป็นโมฆะ
(8) การจำนองที่จำนองเป็นประกันหนี้ของผู้อื่น(ผู้จำนองกับลูกหนี้เป็นคนละคนกัน) จะมีข้อตกลงกันว่าหากบังคับจำนองแล้วยังเหลือหนี้อยู่เท่าใด ให้ผู้ค้ำประกันยังคงรับผิดชำระหนี้ ในส่วนที่ยังคงเหลือด้วย ข้อตกลงเช่นนี้ จะตกเป็นโมฆะตามกฎหมายใหม่
(9) กฎหมายเดิมไม่มีบทบัญญัติให้สิทธิแก่ฝ่ายผู้จำนองในการที่จะเป็นฝ่ายเร่งรัดให้มีการบังคับจำนองให้จบๆไป แต่กฎหมายใหม่ได้มีบทบัญญัติให้สิทธินี้แก่ผู้จำนอง ซึ่งเจ้าหนี้จะต้องบังคับจำนอง ขายทอดตลาดภายใน1ปี(โดยไม่ต้องฟ้องร้องเป็นคดีต่อศาลเพราะฝ่ายผู้จำนองเป็นฝ่ายเร่งรัดเอง)'

22/03/2015

ศาลฎีกาพิพากษา. ให้โรงพยาบาลสมิติเวช. สุขุมวิทจ่าย 8 .3 ล้านบาท
ฐานทิ้งผู้ป่วย ถึงแก่ความตาย
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา กรณีบริษัทขอนแก่นแห-อวนจำกัดกับพวก
ยื่นฟ้องโรงพยาบาลสมิติเวช หมอดมยาและแพทย์ทำคลอดเป็นจำเลยต่อศาลในความผิดฐานละเมิด
เป็นเหตุให้คนไข้ถึงแก่ความตาย สู้คดีมีเป็นเวลา 16 ปี
คดีนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที 6 กันยายน2538 นางจุรีรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทขอนแก่นแห-อวน จำกัดได้ตั้งครรสามีจึงนำภรรยาฝากครรและทำคลอดที่โรงพยบาลสมิติเวช คณะแพทย์ได้ฉีดยาและให้นอนพักเพื่อดูอาการโดยให้พยาบาลดูแลแทน โดยไม่ทำบันทึกไว้ในประวัติคนไข้ อันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ชึ่งแพทย์สภาได้รับรองไว้ว่า แพทย์ต้องรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงของคนไข้
ในวันรุ่งขึ้นนางจุรีรัตน์ ปวดท้อง และนำ้ครำ่เดินแพทย์ได้ฉีกยาอีกจนกระทั้งวันที่ 8 กันยายน2538 นางจุรีรัตน์ ได้ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด สามีจึงเข้าไปดู แต่ไม่พบแพทย์และพยานบาลจึงไปตามนายแพทย์ชลัคมาดูอาการแพย์มีอาการตกใจหลังจากนั้น นางจุรีรัตน์ก็เสียชีวิตลงพร้อมบุตรในครร เนื่องจากนำ้คร่ำไหลย้อนเข้ากระแสโลหิตและปอดทำให้เกิดภาวะการหายใจติดขัดและเลือดไม่สูบฉีดเลี้ยงหัวใจเป็นเหตุให้หัวใจวาย และถึงแก่ความตายในที่สุด
ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าสามีผู้ตายอยู่ในห้องคลอด ตลอดเวลา สามารถเบิกความเป็นขั่นเป็นตอนได้ถึงช่วงเวลาอย่างละเอียด โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสูตินารีเวชศาสตร์เบิกความเป็นพยานการที่โจทก์นำผู้ตายไปคลอดที่โรงพยาบาลสมิติเวช นั้นเนื่องจากเป็นโรงพยาบาลเอกชนก็เพราะเชื่อมั่นว่าจะได้รับการบริการที่ดีกว่าโรงพยาบาลของรัฐ จึงยอมเสียค่าบริการสูง โรงพยาบาลสมิติเวช จึงมีหน้าที่ดูแลและมีหน้าที่ดูแลตนไข้ให้ดีที่สุด แม้ทางโรงพยาบาลจะอ้างว่าห้องคลอดมีระบบตรวจชีพจรอย่างอัตโนมัติ แต่พบว่าระบบไม่มีจอการแสดงผลตลอดเวลา ผู้เชี่ยวชาญที่ด้านวิสัญญีแพทย์ให้การเป็นพยานว่า เมื่อคนไข้รับยา แพทย์ต้องไม่ทิ้งคนไข้ เพราะในระหว่างให้ยานั้นอาจเกิดอาการแทรกซ้อน ได้ พยาบาลที่ไม่เคยให้ยาด้านวิสัญญีแพทย์จะกระทำหน้าที่วิสัญญีแพทย์ไม่ได้ หากแพทย์อยู่ดูแลคนไช้ในห้องคลอด ก็ยังสามารถดูแลและยังเยี่ยวยาแก้ไขคนไข้ใด้ทันความตายของนางจุรีรัตน์และบุตรในครรได้ทัน การที่แพทย์ทิ้งคนไข้ เกิดจากความละเลยของโรงพยาบาลและแพทย์
โรงพยาบาลและแพทย์จึงร่วมกันจงใจประมาทเล่นเล่ออย่างร้ายแรง. จึงต้องร่วมรับผิดในมูลละเมิด
เป็นตัวเงิน 8.3 ล้านบาท

21/03/2015

หลักการสันนิษฐานว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ กับกระบวนการยุติธรร

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๓๙ วรรคสอง บัญญัติว่า “ ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด ” หลักการดังกล่าวเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา ที่ให้สันนิษฐานว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาหรือดำเนินคดีอาญานั้น ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิด ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ แม้จะถูกควบคุมหรือคุมขังระหว่างรอการสอบสวนหรือพิจารณา จากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นชั้นสอบสวน กระบวนการสั่งฟ้องของพนักงานอัยการ และระหว่างการพิจารณาหรือพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี จากหลักการดังกล่าวส่งผลให้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา บัญญัติกฎหมายรองรับถึงสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลย ที่อยู่ระหว่างการถูกดำเนินคดี เช่น สิทธิในการได้รับการปล่อยชั่วคราว สิทธิในการพบและปรึกษากับทนายความสองต่อสองและสิทธิได้รับการช่วยเหลือจากรัฐเมื่อถูกดำเนินคดีอาญา และสิทธิอื่น ๆ
ปัจจุบันกฎหมายพิเศษมีทั้งกฎอัยการศึกและพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พรก.) เป็นการใช้กฎหมายที่ซ้ำซ้อนกัน ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจมากกว่าในพื้นที่อื่น กฎหมายดังกล่าวให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ในดำเนินการต่อบุคคลที่ต้องสงสัย ไม่ว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง หรือเป็นภัยคุกคามของประเทศ ในขณะที่กฎหมายพิเศษให้อำนาจโดยไม่ได้มีกระบวนการในการตรวจสอบถ่วงดุล ไม่ว่าในชั้นของการกักตัวตามกฎอัยการศึก หรือควบคุมตัวตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พรก.) ทำให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านั้นในลักษณะที่ละเมิดต่อสิทธิมนุษยชน ไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่สอดคล้องต่อหลักการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
ด้วยเหตุที่ว่าในการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นหลักที่ให้การรับรองหรือคุ้มครองสิทธิของประชาชน บุคคลที่ต้องสงสัยหรือถูกกล่าวหาจากเจ้าหน้าที่ เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จึงอยู่ในฐานะที่ต้องพิสูจน์ความผิดตามที่กล่าวหา ต้องให้โอกาสในการแก้ข้อกล่าวหา นำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ว่าไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าว ดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติว่า พนักงานสอบสวนจะต้องรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งที่พิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา และให้การรับรองหรือคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลย ไม่ว่าในชั้นสอบสวนหรือในชั้นศาล แต่ในพื้นที่ที่ใช้กฎหมายพิเศษ บุคคลที่ถูกกักตัวหรือควบคุมตัวยังเป็นเพียงผู้ต้องสงสัย ไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ต้องหา จึงไม่มีกฎหมายที่รองรับสิทธิของบุคคลเหล่านี้ชัดเจนเสมือนกับผู้ต้องหา แต่อย่างน้อยก็ต้องไม่ต่ำกว่าสิทธิของผู้ต้องหา ซึ่งนอกจากตัวกฎหมายพิเศษจะให้อำนาจแล้ว ในทางปฏิบัติยังมีระเบียบ ข้อบังคับของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรไทย (กอรมน) ระเบียบของแม่ทัพภาค รองรับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อีกด้วย เจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติจึงต้องปฏิบัติตามแนวทางที่ได้วางระเบียบไว้ โดยละเลยต่อหลักการดังกล่าว กล่าวคือ
การนำบุคคลที่ต้องสงสัยเข้าสู่กระบวนการซักถามตามกฎอัยการศึก และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พรก) ในการควบคุมตัวบุคคลตามกฎหมายพิเศษ มีกระบวนการในการซักถามในลักษณะของการข่มขู่บังคับ ทำร้ายร่างกายหรือทรมานเพื่อให้รับสารภาพตามข้อเท็จจริงที่เจ้าหน้าที่สืบสวนได้ข้อมูลมา การปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านั้นแม้จะอยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องสงสัย แต่เจ้าหน้าที่ผู้ที่ควบคุมตัวมีความรู้สึกเชื่อแล้วว่าเป็นผู้กระทำความผิด นอกจากนี้ไม่มีสิทธิในการที่จะได้พบและปรึกษาทนายความเป็นการส่วนตัว แม้กระบวนการดังกล่าวไม่ใช่การสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพราะเป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่งที่จะต้องทำการตรวจสอบว่ามีความถูกต้องหรือไม่ เแต่ก็นำคำรับสารภาพดังกล่าวไปใช้เป็นพยานหลักฐานพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาในชั้นสอบสวน นอกจากนี้โดยเฉพาะการควบคุมตามกฎอัยการศึก จะนำตัวผู้ถูกควบคุมไปยังฐานปฏิบัติการของทหาร ทำให้มีอคติต่อเจ้าหน้าทีมากขึ้น
คำรับสารภาพของบุคคลที่ถูกควบคุมตัวตามกฎหมายพิเศษ ไม่ว่าในชั้นกฎอัยการศึกก็ดี หรือพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พรก) ก็ดี เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางในการสืบสวนของเจ้าหน้าที่เพื่อที่จะนำไปตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงในพื้นที่ และไม่ใช่คำให้การในฐานะผู้ต้องหา ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้ใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยได้ในชั้นพิจารณา ผู้ให้ข้อมูลจึงถือว่าเป็นแหล่งข่าวที่ควรปกปิดเป็นความลับ และหากไม่มีพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ก็ไม่ควรดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่กลับนำบุคคลเหล่านั้นดำเนินคดีตามกฎหมาย นอกจากนี้บางรายมีการแถลงข่าวทางสื่อมวลชน เพื่อเป็นผลงานของเจ้าหน้าที่ บางรายได้มีการนำไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ทั้งที่ยังถูกควบคุมตัวตามกฎหมายพิเศษ ซึ่งยังเป็นผู้ต้องสงสัยยังไม่ได้รับการรับรองสิทธิเช่นเดียวกับผู้ต้องหา การกระทำในลักษณะดังกล่าวถือว่าเป็นการชี้นำทางสังคมให้มองว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้ก่อการร้าย สังคมทั่วไปเข้าใจว่าเป็นคนผิดเสียแล้ว โดยไม่ผ่านการพิสูจน์ความผิดตามกระบวนการยุติธรรม และภายหลังที่ศาลได้มีคำพิพากษาว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด ก็ไม่มีการนำเสนอผลแห่งคำพิพากษาทางสื่อ เพื่อชดเชยหรือเยียวยาให้แก่ผู้ที่บริสุทธิ
แม้ปัจจุบันจะมีพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.๒๕๔๕ ซึ่งจำเลยมีสิทธิได้รับภายหลังที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าไม่ได้กระทำความผิด แต่ในทางปฏิบัติพบว่าแนวทางการวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา ยังไม่ได้อยู่ในหลักของการสันนิษฐานว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะจากการที่มีการร้องขอค่าชดเชยของจำเลย ในหลายคดี คณะกรรมการจะวินิจฉัยว่าศาลไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยไมได้กระทำความผิด แต่จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบศาลมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง ทั้งที่จำเลยไม่มีหน้าที่ในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง เพราะเป็นหลักการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๙ วรรคสองอยู่แล้วที่สันนิษฐานให้เป็นคุณแก่จำเลยแล้วว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ การตีความของคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญาดังกล่าว จึงไม่สอดคล้องกับหลักการสันนิษฐานว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ อันเป็นการขัดต่อหลักนิติธรรม

21/03/2015

ศาลฎีกาให้ความหมายของคำว่า "ความรักไว้" คดีหมอเสริม ฆ่าคนรักตนเอง ชึ่งเป็นนักเรียนแพทย์ ไว้เป็นอุทานหรสำหรับหนุ่มสาว

คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๘๓/๒๕๔๖ ศาลเห็นว่า

"ความรัก" เป็นสิ่งที่เกิดจากใจ ไม่อาจบังคับกันได้ ความรักที่แท้จริง คือ ความปรารถนาดีต่อคนที่ตนรัก ความยินดีที่คนที่ตนรักมีความสุข การให้อภัย เมื่อคนที่ตนรักทำผิด และการเสียสละความสุขของตน เพื่อความสุขของคนที่ตนรัก ...

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยถูกผู้ตายข่มเหงจิตใจอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม เพราะจำเลยกับผู้ตายมีความสมพันธ์ฉันคนรัก แต่ผู้ตายต้องการเลิกความสัมพันธ์กับจำเลย ไปมีรักกับผู้ชายคนใหม่ จำเลยจึงบันดาลโทสะฆ่าผู้ตายนั้น ศาลเห็นว่า จำเลยปรารถนาจะยึดครองผู้ตายเพื่อความสุขของจำเลยเอง เมื่อไม่สมหวัง จำเลยก็ฆ่าผู้ตาย เป็นความคิดและการกระทำที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ ได้ของจำเลยโดยฝ่ายเดียว มิได้คำนึงถึงจิตใจ และความรู้สึกของผู้ตาย หาใช่ความรักไม่ ทั้งเป็นความเห็นผิดที่เป็นอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง ดังนี้ แม้จะฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่จำเลยฎีกา ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่า งร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมจนเป็นการบันดาลโทสะ (มาตรา 72 ประมวลอาญา) กรณีนี้จึงไม่มีเหตุผลใดที่ศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ...

พิพากษายืน.

21/03/2015

ฎีกาเด็ด: ร้านอาหารเปิดเพลงให้ลูกค้าฟัง แต่ไม่ได้กำไรโดยตรงจากการละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่เป็นความผิด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8220/2553 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยประกอบกิจการค้าขายอาหารตามสั่งและเครื่องดื่ม จำเลยเปิดแผ่นวีซีดีเพลง "กำลังใจที่เธอไม่รู้" อันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ซึ่งได้มีผู้ทำขึ้นหรือดัดแปลงขึ้นให้ลูกค้าในร้านอาหารของจำเลยฟัง ไม่ปรากฎว่าจำเลยเปิดเพลงเพื่อหากำไรโดยตรงจากการที่ให้ลูกค้าฟังเพลงโดยการเรียกเก็บค่าตอบแทนหรือเรียกเก็บเพิ่มรวมไปกับอาหารและเครื่องดื่มแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง เพราะไม่ครบองค์ประกอบความผิดของบทมาตราดังกล่าว ซึ่งต้องเป็นการกระทำเพื่อหากำไรโดยตรงจากการละเมิดลิขสิทธิ์ แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 29, 30, 31, 69, 70, 75, 76 ริบโทรทัศน์สี เครื่องเล่นซีดี ดีวีดี และให้แผ่นซีดีเพลงจำนวน 19 แผ่น ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ของกลางตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ของกลางคืนให้แก่เจ้าของ
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง เห็นว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้นเพื่อหากำไร ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน..." ความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงต้องเป็นการเผยแพร่งานนั้นต่อสาธารณชน "เพื่อหากำไร" ซึ่งหมายความว่า กำไรนั้นหากจำเลยได้มาหรือจะได้มาจะต้องเกิดจากการกระทำแก่งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น แต่ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องได้ความว่า จำเลยประกอบกิจการค้าขายอาหารตามสั่งและเครื่องดื่ม จำเลยเปิดแผ่นวีซีดีเพลง "กำลังใจที่เธอไม่รู้" อันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ซึ่งได้มีผู้ทำขึ้นหรือดัดแปลงขึ้นให้ลูกค้าในร้านอาหารของจำเลยฟัง ไม่ปรากฏว่าจำเลยเปิดเพลงเพื่อหากำไรโดยตรงจากการที่ให้ลูกค้าได้ฟังเพลง โดยการเรียกเก็บค่าตอบแทนจากลูกค้าในการเปิดเพลง หรือเรียกเก็บเพิ่มรวมไปกับค่าอาหารและเครื่องดื่มแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง เพราะไม่ครบองค์ประกอบความผิดของบทมาตราดังกล่าวซึ่งต้องเป็นการกระทำเพื่อหากำไรโดยตรงจากการละเมิดลิขสิทธิ์ แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน

ที่อยู่

103/58 M4
Nonthaburi
11000

เบอร์โทรศัพท์

024226111

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักงานกฎหมาย ดร.สุกิจ พูนศรีเกษมผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง สำนักงานกฎหมาย ดร.สุกิจ พูนศรีเกษม:

แชร์