Legal Guardians Law Office

Legal Guardians Law Office Legal Business

08/06/2026

ใบอนุญาตการทำงาน (Work Permit) คือ เอกสารที่ออกโดยหน่วยงานด้านแรงงาน เพื่ออนุญาตให้ชาวต่างชาติทำงานในประเทศนั้นได้อย่างถูกกฎหมาย สำหรับประเทศไทย ออกโดย กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน

หากเป็นชาวต่างชาติที่ต้องการทำงานในประเทศไทย จะต้องมี:

* วีซ่าที่อนุญาตให้ทำงานได้ (เช่น Non-Immigrant
* ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)

ทั้งสองอย่างมีหน้าที่ต่างกัน:

* วีซ่า = สิทธิในการเข้าพักอยู่ในประเทศไทย
* Work Permit = สิทธิในการทำงานในตำแหน่งและสถานที่ที่ได้รับอนุญาต

ในประเทศไทย การทำงานโดยไม่มี Work Permit (หากกฎหมายกำหนดให้ต้องมี) ถือว่าผิดกฎหมายและอาจมีโทษปรับหรือบทลงโทษอื่นตามกฎหมายแรงงานและคนต่างด้าว

หย่าด้วยความยินยอม แต่ตัดกันไม่ขาด การหย่าเป็นโมฆะสมบุญ อินทนนท์ ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรรณาธิการ “การหย่า” เป็นเ...
07/06/2026

หย่าด้วยความยินยอม แต่ตัดกันไม่ขาด การหย่าเป็นโมฆะ

สมบุญ อินทนนท์ ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรรณาธิการ

“การหย่า” เป็นเหตุทำให้การสมรสสิ้นสุดลงตามกฎหมายที่สำคัญเหตุหนึ่ง เมื่อบุคคลทั้งสองคนหมดสิ้นเยื่อใยคลายความเสน่หาอาลัยต่อกันแล้ว จะบังคับให้จำต้องทนอยู่ด้วยกันต่อไปน่าจะเป็นการไม่สมควร ทั้งนี้ หากคู่สมรสหย่าขาดจากกันแล้ว ย่อมส่งผลต่อการแบ่งทรัพย์สิน รวมไปถึงความรับผิดในหนี้สิน
เมื่อคู่สมรสจูงมือพากันไปจดทะเบียนหย่าด้วยกันแล้ว ก็ควรที่จะตัดขาดจากกัน แต่หากเป็นการหย่าเพื่อแก้เคล็ด การหย่าเพื่อหนีหนี้ หรือด้วยเหตุผลอื่น ๆ ที่ทั้งคู่ยังใช้ชีวิตร่วมกัน การหย่าดังกล่าวจะตกเป็นโมฆะหรือไม่ อย่างไร
แม้ว่าตามมาตรา 1515 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดให้การหย่าด้วยความยินยอมจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อคู่สมรสได้ไปจดทะเบียนหย่า ณ ที่ว่าการอำเภอ หรือสำนักงานเขตก็ตาม ทั้งนี้ เจตนาในการหย่าของทั้งคู่ก็ควรเกิดจากเจตนาที่แท้จริงของคู่สมรสด้วย แต่ในกรณีที่มีการหย่าเพื่อแก้เคล็ด หรือการหย่าเพื่อหนีหนี้ คู่สมรสทั้งสองฝ่ายมิได้ต้องการจะเลิกราหรือแยกทางกันจริง ๆ ซึ่งในใจยังมีเจตนาจะครองคู่เป็นสามีภรรยากันเหมือนเดิมทุกประการ การจูงมือกันไปจดทะเบียนหย่านั้น จึงเป็นเพียงการสร้างภาพลวงตาขึ้นมา เพื่อตบตาโชคชะตา หรือตบตาเจ้าหนี้เท่านั้น แต่ในทางกฎหมาย การสมรสดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ
เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8333/2560 วินิจฉัยไว้ว่า “ภายหลังจากจำเลยกับ ส. จดทะเบียนหย่ากันแล้ว จำเลยกับ ส. ยังคงอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาพักอาศัยอยู่ที่บ้านเดียวกัน ทั้งจำเลยยังเป็นผู้ดูแล ส. เมื่อยามเจ็บไข้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจนกระทั่ง ส. ถึงแก่ความตาย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า การจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยกับ ส. กระทำขึ้นโดยมีเจตนาที่จะไม่ประสงค์ให้ผูกพันตามนั้น จึงเป็นโมฆะใช้บังคับมิได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง” “เพราะเหตุผลการหย่าไม่ได้เป็นสาระสำคัญ สาระสำคัญอยู่ที่การแสดงเจตนา”
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าการจูงมือกันไปหย่าด้วยเหตุผลเพื่อแก้เคล็ด หรือเพราะจะหนีหนี้ สิ่งที่ต้องพึงระลึกไว้เสมอคือ หากจดทะเบียนหย่าแล้ว แต่พฤติกรรมในชีวิตจริงยังกินนอนอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8333/2560 ย่อมถือว่าเป็นเจตนาลวง ที่ทำให้ทะเบียนหย่านั้นกลายเป็นโมฆะทันที ซึ่งนอกจากจะมิได้ช่วยแก้เคล็ดแล้ว ยังอาจโดนฟ้องเป็นคดีอาญาความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามมาอีกด้วย

อ้างอิง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1515.
ศาตราจารย์พิเศษ ประสพสุข บุญเดช, คำอธิบายกฎหมายครอบครัว (พิมพ์ครั้งที่ 27, สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา) 384-386 และ 486-557.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8333/2560.

ผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดฐานฉ้อโกง คือใคร?ศุภวิชญ์ จันทรเสนา ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรรณาธิการในกระบวนการยุติธ...
06/06/2026

ผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดฐานฉ้อโกง คือใคร?

ศุภวิชญ์ จันทรเสนา ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรรณาธิการ

ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา บุคคลที่จะมีสิทธิร้องทุกข์หรือฟ้องคดีอาญาได้ ไม่ใช่เพียงผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดเท่านั้น แต่จะต้องเป็น “ผู้เสียหาย” ตามความหมายของกฎหมายด้วย ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) บัญญัติว่า “ผู้เสียหาย” หมายความถึง บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่ง
จึงเกิดคำถามสำคัญว่า ผู้ใดจึงจะถือเป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” และผู้ใดเป็นเพียงผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ แต่ไม่มีอำนาจดำเนินคดีในฐานะผู้เสียหาย
จากบทบัญญัติดังกล่าวและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วางหลักเกณฑ์สำคัญของการเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยไว้ 3 ประการ คือ
ประการแรก ต้องมีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น
ประการที่สอง บุคคลนั้นต้องได้รับความเสียหายอันเป็นผลโดยตรงจากการกระทำความผิดนั้น กล่าวคือ ต้องเป็นผู้เสียหายโดยพฤตินัย
และประการที่สาม บุคคลนั้นจะต้องไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดนั้นด้วย จึงจะถือว่าเป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย”

หลักเกณฑ์ข้อสุดท้ายนี้เป็นประเด็นสำคัญที่มักปรากฏในข้อสอบและในทางปฏิบัติบ่อยครั้ง โดยเฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายถูกหลอกให้มอบทรัพย์สินแก่ผู้กระทำความผิด ซึ่งต้องพิจารณาว่า ผู้เสียหายมีเจตนาเข้าไปมีส่วนร่วมในความผิดหรือไม่
ตัวอย่างเช่น กรณีที่ผู้เสียหายมอบเงินให้แก่บุคคลหนึ่ง โดยเชื่อว่าบุคคลนั้นสามารถช่วยเหลือให้เข้ารับราชการได้ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้เสียหายมอบเงินไปเพื่อให้บุคคลดังกล่าวนำไปติดสินบนเจ้าพนักงาน ผู้เสียหายอาจถือว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงาน จึงทำให้ไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย
แนวคิดดังกล่าวปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1960/2534 ซึ่งศาลวินิจฉัยว่า ผู้ที่มอบเงินให้จำเลยเพื่อนำไปมอบแก่คณะกรรมการสอบหรือผู้มีอำนาจบรรจุเข้ารับราชการ เพื่อช่วยเหลือให้เข้ารับราชการโดยไม่ต้องสอบ เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบราชการ ผู้มอบเงินจึงมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดฐานฉ้อโกง แม้จะถูกหลอกลวงก็ตาม

อย่างไรก็ตาม หากข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายมอบเงินให้จำเลยเพื่อนำไปให้เจ้าพนักงานหรือผู้มีอำนาจกระทำการโดยมิชอบ ผลทางกฎหมายอาจแตกต่างออกไป
โดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5682/2562 เป็นตัวอย่างสำคัญในเรื่องนี้ โดยจำเลยอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้โจทก์เข้ารับราชการครูได้ และเรียกรับเงินจากโจทก์ โดยอ้างว่าจะนำไปดำเนินการให้เกิดการเปิดสอบภายในของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีอำนาจกระทำการตามที่จำเลยกล่าวอ้าง อีกทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์มอบเงินให้จำเลยเพื่อนำไปให้เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงอุบายหลอกลวงเพื่อให้โจทก์หลงเชื่อและมอบเงินให้ เมื่อโจทก์ไม่มีเจตนาเข้าร่วมในการให้สินบนหรือสนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าพนักงาน โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย และมีอำนาจร้องทุกข์และฟ้องคดีในความผิดฐานฉ้อโกงได้

จากแนวคำพิพากษาข้างต้น จะเห็นได้ว่า ประเด็นสำคัญในการวินิจฉัยว่าใครเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย มิได้พิจารณาเพียงว่าบุคคลนั้นสูญเสียทรัพย์สินหรือได้รับความเสียหายหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า บุคคลนั้นมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดหรือไม่
หากผู้เสียหายมอบทรัพย์สินไปเพราะตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง และไม่มีเจตนาเข้าไปมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ย่อมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย แต่หากผู้เสียหายมีเจตนาเข้าร่วมในการกระทำที่ผิดกฎหมายตั้งแต่ต้น แม้ภายหลังจะถูกหลอกลวงหรือไม่ได้รับผลตามที่ต้องการ ก็ไม่ถือเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยและไม่มีอำนาจดำเนินคดีในฐานะผู้เสียหายได้

อ้างอิง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4).
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144.
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341.
อรรถพล ใหญ่สว่าง, สัมมนากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (พิมพ์ครั้งที่ 6, สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา 2562) 37.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1960/2534.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5682/2562.

ได้เป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ยังไงต่อ?สมบุญ อินทนนท์ ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรรณาธิการ เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายมรดกย...
06/06/2026

ได้เป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ยังไงต่อ?

สมบุญ อินทนนท์ ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรรณาธิการ

เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายมรดกย่อมตกทอดแก่ทายาททันที แต่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินในกองมรดกยังไม่ถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของทายาทโดยเด็ดขาด จนกว่าจะมีการแบ่งปันทรัพย์มรดกกันเรียบร้อยจนสิ้นสภาพความเป็นมรดกแล้ว ดังนี้ จึงจำเป็นต้องมีผู้จัดการมรดกขึ้นมา
การที่จะเป็นผู้จัดการมรดกได้นั้น ต้องยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก ทั้งนี้ หากศาลมีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกแล้ว หน้าที่ต่อไปคืออะไร ต้องทำภายในกำหนดระยะเวลาเท่าไหร่ อย่างไร
ประการแรก ผู้จัดการมรดกต้องนำคำสั่งศาลไปยื่นต่อหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ธนาคาร, กรมที่ดิน เพื่อตรวจสอบและรวบรวมทรัพย์สินของเจ้ามรดกทั้งหมดมาจัดทำบัญชีทรัพย์มรดก
ประการที่สอง ผู้จัดการมรดกต้องลงมือจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกภายใน 15 วัน นับแต่เวลาตามมาตรา 1728 โดยแต่ละกรณีไป และตามมาตรา 1729 กำหนดไว้ว่า ต้องทำให้เสร็จภายในระยะเวลา 1 เดือน นับแต่เวลาที่ระบุไว้ในมาตรา 1728 เช่นเดียวกัน โดยบัญชีทรัพย์มรดกนั้น ต้องทำต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคน ซึ่งต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกนั้นด้วย ทั้งนี้ สามารถร้องขอต่อศาลให้ขยายระยะเวลาออกไปอีกได้
ประการที่สาม ผู้จัดการมรดกต้องจัดการตามหน้าที่และทำรายงานแสดงบัญชีการจัดการและแบ่งปันมรดกให้เสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ระบุไว้ในมาตรา 1728 เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรม ทายาทโดยจำนวนข้างมาก หรือศาลจะได้กำหนดเวลาให้ไว้เป็นอย่างอื่น ตามมาตรา 1732
สรุปได้ว่า เมื่อผู้จัดการมรดกรวบรวมทรัพย์สินของเจ้ามรดกได้แล้ว ผู้จัดการมรดกจะต้องจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกภายใน 15 วัน และต้องทำให้เสร็จภายในระยะเวลา 1 เดือน ต่อมา ต้องจัดการตามหน้าที่และทำรายงานแสดงบัญชีการจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ตามมาตรา 1728, มาตรา 1729 และมาตรา 1732 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ทั้งนี้ ผู้จัดการมรดกต้องพึงระลึกเสมอว่า ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการ มิใช่ผู้รับมรดกทั้งหมด หากมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินโดยทายาทคนอื่นไม่ยินยอม หรือไม่ทำตามหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ย่อมนำไปสู่การร้องขอเพิกถอนผู้จัดการมรดก หรือฟ้องร้องดำเนินคดีในเรื่องอื่น ๆ เป็นการต่อไป

อ้างอิง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1728, มาตรา 1729 และมาตรา 1732.
กีรติ กาญจนรินทร์, คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 มรดก (พิมพ์ครั้งที่ 5, สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา 2566) 330-433.

ลักทรัพย์ VS ยักยอก ต่างกันอย่างไร?ศุภวิชญ์ จันทรเสนา ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรรณาธิการในทางปฏิบัติ คดีเกี่ยวกับกา...
31/05/2026

ลักทรัพย์ VS ยักยอก ต่างกันอย่างไร?

ศุภวิชญ์ จันทรเสนา ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรรณาธิการ

ในทางปฏิบัติ คดีเกี่ยวกับการนำทรัพย์ของผู้อื่นไป มักเกิดข้อสงสัยอยู่เสมอว่า การกระทำลักษณะใดเป็น “ลักทรัพย์” และกรณีใดจะกลายเป็น “ยักยอก” เพราะแม้ทั้งสองฐานความผิดจะเกี่ยวข้องกับการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริตเหมือนกัน แต่ในทางกฎหมายกลับมีหลักพิจารณาที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเรื่อง “การครอบครองทรัพย์”
ความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 คือ การเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ไปโดยทุจริต ซึ่งหัวใจสำคัญของความผิดฐานนี้ คือ ผู้กระทำ “ไม่มีสิทธิครอบครองทรัพย์” แต่กลับเข้าไปเอาทรัพย์นั้นออกไปจากการครอบครองของเจ้าของ
ส่วนความผิดฐานยักยอก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 นั้น แตกต่างออกไป เพราะผู้กระทำจะต้อง “ครอบครองทรัพย์นั้นอยู่ก่อนแล้วโดยชอบ” ไม่ว่าจะได้รับมอบหมาย ฝากไว้ หรือส่งมอบให้ดูแล แต่ภายหลังกลับเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต
กล่าวโดยสรุปง่าย ๆ คือ “ลักทรัพย์” เป็นกรณีที่ผู้กระทำไปเอาทรัพย์ที่ตนไม่มีสิทธิครอบครอง
แต่ “ยักยอก” เป็นกรณีที่ผู้กระทำมีสิทธิครอบครองทรัพย์อยู่ก่อนแล้ว แต่ภายหลังกลับเอาทรัพย์นั้นไปโดยทุจริต

อย่างไรก็ตาม ในคดีที่เกี่ยวข้องกับลูกจ้างหรือพนักงานของบริษัท มักเกิดปัญหาว่า ลูกจ้างที่มีหน้าที่ดูแลสินค้า หรือสามารถเข้าถึงทรัพย์ของนายจ้างได้นั้น ถือว่ามี “สิทธิครอบครองทรัพย์” หรือไม่ เพราะหากถือว่าครอบครองทรัพย์อยู่แล้ว การนำทรัพย์ไปอาจเป็นยักยอก แต่หากถือว่ามีเพียงหน้าที่ดูแลแทนนายจ้าง ก็อาจเป็นลักทรัพย์ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5658/2567 เป็นตัวอย่างสำคัญที่อธิบายประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจ
คดีนี้ จำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างของบริษัทโจทก์ โดยมีหน้าที่ดูแลและจัดการขายสินค้าของบริษัทประเภทบัตรเติมเงินและโทรศัพท์มือถือ จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขาย ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการ และมีสิทธิพิเศษในการเข้าถึงระบบของบริษัท รวมถึงสามารถแก้ไขสิทธิการใช้งานของพนักงานคนอื่นได้
ต่อมาจำเลยทั้งสองร่วมกันโอนสินค้าของบริษัทออกจากคลังสินค้าหลัก ผ่านระบบโปรแกรมของบริษัทไปยังคลังสินค้าของบริษัทอื่นที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว จากนั้นจำเลยที่ 2 ยังแก้ไขสิทธิในระบบให้จำเลยที่ 1 เข้าไปดำเนินการโอนสินค้าได้ และจำเลยที่ 1 ได้เปิดบิลขายสินค้าในนามบริษัทอื่น โดยตั้งราคาต่ำกว่าความเป็นจริง ทั้งที่ไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้นจริง เพื่อให้สินค้าที่ถูกนำออกไปหายออกจากระบบ และปกปิดไม่ให้บริษัทตรวจสอบพบ ก่อนนำสินค้าไปจำหน่ายและทุจริตเอาเงินไป
ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาวินิจฉัย คือ แม้จำเลยทั้งสองจะเป็นลูกจ้างและมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับสินค้าของบริษัท แต่สิทธิที่มีเป็นเพียงสิทธิในการ “ยึดถือหรือดูแลทรัพย์แทนนายจ้างชั่วคราว” ระหว่างปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น สิทธิครอบครองที่แท้จริงยังคงอยู่กับนายจ้าง
ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันนำสินค้าของนายจ้างออกไปโดยทุจริต พร้อมทั้งใช้วิธีปกปิดการตรวจสอบของบริษัท จึงเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไป อันเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ของนายจ้าง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) และ (11) วรรคสอง ไม่ใช่ความผิดฐานยักยอก
คำพิพากษาฎีกานี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญในการแยกความแตกต่างระหว่าง “ลักทรัพย์” กับ “ยักยอก” โดยเฉพาะในความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ซึ่งจุดสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่าผู้กระทำสามารถเข้าถึงทรัพย์ได้หรือไม่ แต่ต้องพิจารณาต่อไปว่า ผู้กระทำมีเพียงหน้าที่ดูแลทรัพย์แทนนายจ้าง หรือได้รับมอบ “การครอบครองทรัพย์” อย่างแท้จริงแล้วกันแน่

อ้างอิง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และมาตรา 335.
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5658/2567.

ลงชื่อเป็นพยานในพินัยกรรม อดได้สมบัติจริงหรือไม่ ?สมบุญ อินทนนท์ ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรรณาธิการ "พินัยกรรม” มิใ...
27/05/2026

ลงชื่อเป็นพยานในพินัยกรรม อดได้สมบัติจริงหรือไม่ ?

สมบุญ อินทนนท์ ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรรณาธิการ

"พินัยกรรม” มิใช่แค่เรื่องของความตาย แต่คือการส่งต่อความรักและความห่วงใยในวันที่เจ้ามรดกจากไปแล้ว อย่างไรก็ตาม พินัยกรรมที่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายมิได้เกิดขึ้นจากความต้องการของเจ้ามรดกเพียงฝ่ายเดียว แต่หัวใจสำคัญที่จะทำให้พินัยกรรมมีน้ำหนักและไร้ข้อโต้แย้งในอนาคตก็คือ พยานในพินัยกรรม
“พยานในพินัยกรรม” หมายถึง บุคคลที่รู้เห็นในการทำพินัยกรรม และได้ลงลายมือชื่อในพินัยกรรมที่ทำขึ้นในฐานะพยาน รวมทั้งต้องมีคุณสมบัติไม่ต้องห้ามที่จะเป็นพยาน เนื่องจากพยานในพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อในพินัยกรรม ย่อมทำให้พยานในพินัยกรรมได้รับรู้ก่อนว่าใครได้สมบัติชิ้นไหนไป
ในกรณีที่พินัยกรรมกำหนดให้เราได้สมบัติชิ้นหนึ่ง ซึ่งเราได้รับรู้และลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมดังกล่าวไปแล้ว ทั้งนี้ นำไปสู่คำถามที่ว่า จะขัดต่อความลับในพินัยกรรมและทำให้พินัยกรรมเสียไปหรือไม่ อย่างไร
มาตรา 1653 บัญญัติไว้ว่า “ผู้เขียน หรือพยานในพินัยกรรมจะเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมนั้นไม่ได้” ด้วยเหตุผลที่ว่า เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนและความไม่โปร่งใส เนื่องจาก กฎหมายถือว่าผู้ที่มีส่วนร่วมในการร่างหรือยืนยันพินัยกรรม ไม่ควรเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในทรัพย์สินนั้น หากปล่อยให้ผู้เขียนหรือพยานสามารถรับมรดกได้ ก็อาจเกิดช่องว่างให้มีการแอบแก้ไขข้อความ หรือบิดเบือนความจริง
อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ที่ได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานไปแล้ว ก็มิได้ทำให้พินัยกรรมนั้นเสียไป ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 730/2489 ซึ่งวินิจฉัยไว้ว่า “การที่ผู้รับพินัยกรรมลงชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมนั้น ไม่ทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะไปทั้งฉบับ คงตกเป็นโมฆะเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับพยานคนนั้นเท่านั้น”
สรุปได้ว่า การลงชื่อเป็นพยานในพินัยกรรม ทำให้อดได้สมบัตินั้นเป็นเรื่องจริง หากรู้ตัวว่าเป็นผู้ที่มีชื่อจะได้รับทรัพย์สินในพินัยกรรมฉบับนั้น สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำคือ การเอาตัวเองออกห่างจากขั้นตอนการจัดทำ ห้ามเขียน ห้ามเซ็นเป็นพยาน แม้แต่คู่สมรสก็ห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องเด็ดขาด แล้วปล่อยให้หน้าที่นี้เป็นของคนนอกที่เป็นกลางอย่างแท้จริง ปล่อยให้พยานทำหน้าที่ของพยาน และปล่อยให้ผู้รับมรดกทำหน้าที่รอรับผลประโยชน์ เพื่อให้เจตนารมณ์สุดท้ายของเจ้ามรดกไม่สูญเปล่าไป

อ้างอิง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1653.
กีรติ กาญจนรินทร์, คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 มรดก (พิมพ์ครั้งที่ 5, สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา 2566) 228-234.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 730/2489.

Non-O Visa คืออะไรNon-O Visa หรือ Non-Immigrant “O” Visa คือวีซ่าประเทศไทยสำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาอยู่ในไทยด้วยเหตุผลส...
23/05/2026

Non-O Visa คืออะไร

Non-O Visa หรือ Non-Immigrant “O” Visa คือวีซ่าประเทศไทยสำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาอยู่ในไทยด้วยเหตุผลส่วนตัวหรือครอบครัว ไม่ใช่เพื่อท่องเที่ยวหรือทำธุรกิจ โดยตัว “O” มาจากคำว่า “Other” (อื่น ๆ)

Visa Non-O มีหลายประเภทได้แก่

Non-O (Marriage) * 👪 คู่สมรสหรือครอบครัวของคนไทย
Non-O (Retirement) * ผู้เกษียณอายุ 50 ปีขึ้นไป
Non-O (Dependent) * 🙋 ผู้ติดตามของคนที่ทำงานหรือเรียนในประเทศไทย

ชายหม้ายที่หย่าแล้วจดทะเบียนสมรสใหม่ได้ในทันที แต่หญิงหม้ายต้องรอ 310 วันสมบุญ อินทนนท์ ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรร...
22/05/2026

ชายหม้ายที่หย่าแล้วจดทะเบียนสมรสใหม่ได้ในทันที แต่หญิงหม้ายต้องรอ 310 วัน

สมบุญ อินทนนท์ ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรรณาธิการ

“การหย่า” เป็นเหตุทำให้การสมรสสิ้นสุดลงตามกฎหมายที่สำคัญเหตุหนึ่ง เนื่องจากเมื่อบุคคลทั้งสองคนหมดสิ้นเยื่อใยคลายความเสน่หาอาลัยต่อกันแล้ว จะบังคับให้จำต้องทนอยู่ด้วยกันต่อไปน่าจะเป็นการไม่สมควร อย่างไรก็ตาม กฎหมายไทยเปิดทางให้ผู้ที่หย่าร้างสามารถเข้าสู่การสมรสครั้งใหม่ได้ เพื่อเริ่มต้นสร้างสถานะครอบครัวที่สมบูรณ์อีกครั้ง
ทั้งนี้ หลังจากที่หย่าขาดจากกันแล้ว การเริ่มต้นครอบครัวใหม่ด้วยการสมรสใหม่นั้น ชายหม้ายสามารถจดทะเบียนสมรสได้ในทันที แต่กลับกัน หญิงหม้ายมิอาจทำได้เช่นเดียวกับชายหม้าย โดยหญิงหม้ายต้องรอต่อไปอีก 310 วัน หลังจากนั้นจึงจะสามารถจดทะเบียนสมรสใหม่ได้ จึงนำไปสู่คำถามที่ว่า เมื่อหย่าขาดจากกันแล้ว ทำไมหญิงหม้ายถึงต้องรออีก 310 วัน กฎหมายไทยกีดกันความเป็นสิทธิของสตรีหรือไม่ อย่างไร
ตามมาตรา 1453 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้บัญญัติไว้ว่า “หญิงที่ชายผู้เป็นคู่สมรสตายหรือที่การสมรสสิ้นสุดลงด้วยประการอื่นจะทำการสมรสใหม่กับชายได้ต่อเมื่อการสิ้นสุดแห่งการสมรสได้ผ่านพ้นไปแล้วไม่น้อยกว่าสามร้อยสิบวัน” ด้วยเหตุผลในปัญหาข้อสงสัยเกี่ยวกับการมีทารกที่เกิดจากชายผู้เป็นคู่สมรสเดิม และเนื่องจากระยะเวลา 310 วัน ดังกล่าว เป็นเวลานานที่สุดที่ทารกจะอยู่ในครรภ์มารดาได้ จึงทำให้หญิงหม้ายต้องรอไปก่อนอีก 310 วัน จึงจะสามารถจดทะเบียนสมรสใหม่ได้
ส่วนชายหม้าย ไม่ว่าจะเคยสมรสกับหญิงอื่นหรือชายอื่นก็ดี หรือหญิงหม้ายที่เคยสมรสกับหญิงอื่นก็ดี มีสิทธิทำการสมรสใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอระยะเวลา 310 วัน เนื่องจากไม่มีเหตุผลในความไม่แน่นอนเกี่ยวกับบิดาที่แท้จริงของบุตร
อย่างไรก็ตาม กฎหมายก็มีข้อยกเว้นให้หญิงหม้ายที่มีชายเป็นคู่สมรสเดิมทำการสมรสได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ระยะเวลา 310 วัน ได้ผ่านพ้นไป คือ 1. หญิงหม้ายนั้นได้คลอดบุตรแล้ว 2. หญิงหม้ายนั้นสมรสกับชายหม้ายผู้เป็นคู่สมรสเดิม 3. มีใบรับรองแพทย์ว่าหญิงหม้ายนั้นมิได้มีครรภ์ และ 4. มีคำสั่งของศาลให้หญิงหม้ายนั้นทำการสมรสได้ตามเหตุอันสมควร
สรุปได้ว่า กฎหมายกำหนดให้ชายหม้ายสามารถสมรสใหม่ได้ในทันที ในขณะที่หญิงหม้ายต้องรอให้พ้น 310 วัน นั้น มิใช่เป็นการเลือกปฏิบัติหรือกีดกันสิทธิของสตรีแต่อย่างใด แต่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันปัญหาความสับสนในการสันนิษฐานบุตรตามกฎหมาย ว่าเด็กที่เกิดมานั้นเป็นบุตรของสามีเก่าหรือสามีใหม่นั่นเอง

อ้างอิง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1453.
ศาตราจารย์พิเศษ ประสพสุข บุญเดช, คำอธิบายกฎหมายครอบครัว (พิมพ์ครั้งที่ 27, สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา) 130-132 และ 384-386.

อยากฟ้องต้องรู้ โดนด่าแบบไหนเป็นหมิ่นประมาท แบบไหนเป็นดูหมิ่นซึ่งหน้าสมบุญ อินทนนท์ ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรรณาธิ...
21/05/2026

อยากฟ้องต้องรู้ โดนด่าแบบไหนเป็นหมิ่นประมาท แบบไหนเป็นดูหมิ่นซึ่งหน้า

สมบุญ อินทนนท์ ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรรณาธิการ

สิทธิในการแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นการพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา หรือการสื่อสารด้วยวิธีใด ๆ ล้วนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญให้การรับรอง อย่างไรก็ตาม สิทธิเหล่านี้ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย โดยต้องไม่กระทบกระเทือนหรือละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นโดยมิชอบ
ในปัจจุบันเรามักได้เห็นพาดหัวข่าวการฟ้องหมิ่นประมาท หรือการหอบหลักฐานเข้าแจ้งความตามสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ แทบทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระทบกระทั่งกันของคนดัง หรือแม้แต่ชาวบ้านธรรมดาทั่วไป นอกจากนี้ ยังมีการฟ้องดูหมิ่นซึ่งหน้า ซึ่งมีเส้นแบ่งบาง ๆ กั้นไว้ที่คนส่วนใหญ่ยังสับสนอยู่ระหว่างความผิดฐานหมิ่นประมาทและความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า จึงนำไปสู่ปัญหาที่ว่า การสื่อสารด้วยการพูดหรือการสื่อสารด้วยวิธีใด ที่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น แบบไหนเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท แบบไหนเป็นความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้ากันแน่
ความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามมาตรา 326 แห่งประมวลกฎหมายอาญา บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
การหมิ่นประมาท เป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามให้รับรู้ รับทราบ ซึ่งการใส่ความนั้น เป็นการทำให้ปรากฏข้อเท็จจริงโดยอาจเป็นความจริงหรือความเท็จก็ได้ เพียงแค่หากใส่ความแล้วบุคคลที่สามอาจเชื่อในสิ่งที่ทำก็เพียงพอแล้ว เมื่อสิ่งที่ทำลงไปอาจทำให้บุคคลที่สามเชื่อขึ้นมา ย่อมทำให้ผู้ถูกใส่ความเกิดความเสียหาย จึงเป็นความผิด
เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2371/2522 ที่วินิจฉัยว่า “จำเลยพูดถึงผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิงทำงานอยู่ที่สำนักงานที่ดินอำเภอว่ากระหรี่ที่ดิน คำว่า "กระหรี่" หมายความว่าหญิงนครโสเภณีหรือหญิงค้าประเวณี แม้จำเลยจะไม่ได้กล่าวรายละเอียดว่าค้าประเวณีกับใครประพฤติสำส่อนในทางเพศกับใครบ้างก็เพียงพอที่จะถือว่าเป็นคำหมิ่นประมาทแล้ว”
ความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า ตามมาตรา 393 แห่งประมวลกฎหมายอาญา บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
การดูหมิ่นซึ่งหน้า ต้องมีลักษณะของเจตนาที่ดูถูก เหยียดหยาม ทำให้อับอาย เสียหาย เป็นที่เกลียดชัง สบประมาท หรือด่า อันเป็นการประทุษร้ายต่อความรู้สึกของผู้อื่น อาจกระทำด้วยวาจาหรือกิริยาท่าทางก็ได้ โดยถ้อยคำที่กล่าวจะต้องเป็นการเหยียดหยามด้อยค่าผู้ที่อยู่ซึ่งหน้า เช่น คำว่า “อีเหี้ย” “อีสัตว์” “อีควาย” เป็นคำหยาบคายและเปรียบเทียบผู้ถูกด่าว่าเป็นสัตว์เลื้อยคลาน หรือสัตว์สี่เท้า ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5257/2548
สรุปได้ว่า การหมิ่นประมาทจะต้องมีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยจะต้องเป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม จนอาจทำให้บุคคลที่สามเชื่อ และทำให้ผู้ที่ถูกใส่ความได้รับความเสียหาย ส่วนการดูหมิ่นนั้น ไม่จำเป็นต้องมีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง เพียงแค่เป็นการประทุษร้ายต่อความรู้สึกของผู้ที่อยู่ซึ่งหน้าก็เพียงพอแล้ว ทั้งนี้ อาจกล่าวสรุปความแตกต่างได้ว่า การดูหมิ่นเป็นการด่าทอต่อหน้า แต่หมิ่นประมาทเป็นการนินทาลับหลังนั่นเอง

อ้างอิง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326.
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2371/2522.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5257/2548.

ปากไวใจร้อน โทรไปด่าเขาถึงหู ถือว่าผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าหรือไม่สมบุญ อินทนนท์ ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรรณาธิการ มา...
20/05/2026

ปากไวใจร้อน โทรไปด่าเขาถึงหู ถือว่าผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าหรือไม่

สมบุญ อินทนนท์ ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรรณาธิการ

มาตรา 393 แห่งประมวลกฎหมายอาญา บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
ในการดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้านั้น หมายความว่า การดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท หรือทำให้อับอาย โดยถ้อยคำที่กล่าวจะต้องเป็นการเหยียดหยามด้อยค่าผู้ที่อยู่ซึ่งหน้า เช่น คำว่า “อีเหี้ย” “อีสัตว์” “อีควาย” เป็นคำหยาบคายและเปรียบเทียบผู้ถูกด่าว่าเป็นสัตว์เลื้อยคลาน หรือสัตว์สี่เท้า ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5257/2548
ทั้งนี้ หากเป็นการดูถูกเหยียดหยาม หรือด่าทอต่อหน้า ย่อมเข้าข่ายความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า แต่ในปัจจุบันที่เทคโนโลยีพัฒนามากขึ้น จนการสื่อสารผ่านโทรศัพท์กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว การโทรไปด่าทอกัน จึงนำไปสู่ปัญหาที่ว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าหรือไม่ อย่างไร
ในกรณีนี้ ต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 393 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งการดูหมิ่นซึ่งหน้านั้น หากเป็นการกล่าวด้วยวาจา ผู้กระทำต้องกล่าวซึ่งหน้าผู้เสียหาย เนื่องจากบทบัญญัติมาตรานี้มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเข้าถึงตัวกันในทันทีที่มีการดูหมิ่น เมื่อผู้กระทำอยู่ในสถานที่หนึ่ง และโทรไปด่าทอ โดยที่ผู้รับสายอยู่อีกสถานที่หนึ่ง จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3711/2557
สรุปได้ว่า การโทรไปด่าทอ ดูถูกเหยียดหยาม หรือด้อยค่ากัน ไม่เป็นความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า ตามมาตรา 393 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการด่าทอผ่านโทรศัพท์จะไม่เป็นความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า เนื่องจากคู่กรณีมิได้อยู่เผชิญหน้ากันตามแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาศาลฎีกาก็ตาม แต่มิได้หมายความว่าผู้ที่โทรไปด่าจะไม่มีความผิดเลย เนื่องจากการโทรไปด่าทอผู้อื่นนั้น อาจเข้าข่ายฐานความผิดอื่น ๆ ตามประมวลกฎหมายอาญา ทั้งนี้ ต้องพิจารณาตามองค์ประกอบของแต่ละฐานความผิดในแต่ละกรณีเป็นเรื่อง ๆ ไป

อ้างอิง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3711/2557.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5257/2548.

ที่อยู่

Chaengwattana
Nonthaburi
11120

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66963936966

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Legal Guardians Law Officeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Legal Guardians Law Office:

แชร์