สารพันกฎหมายกับทนายแดง

เส้นทาง

สารพันกฎหมายกับทนายแดง ที่นี่ได้รวบรวมคำพิพากษาศาลฎีกา และย่อให้ง่ายแก่ความเข้าใจของคนทั่วไปครับ :)

29/09/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
4270.โพสต์ภาพเปลือยของตนเองในระบบคอมพิวเตอร์ ไม่รอการลงโทษ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2412/2569 จำเลยที่ 1 โพสต์ภาพเปลือยของจำเลยทั้งสองเผยแพร่ในบัญชีทวิตเตอร์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเปิดเป็นสาธารณะด้วยความสมัครใจของจำเลยทั้งสอง ดังนั้น ทันทีที่มีการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยการโพสต์ภาพเปลือยของจำเลยทั้งสองดังกล่าวในบัญชีทวิตเตอร์ของจำเลยที่ 1 ที่เปิดเป็นสาธารณะ ย่อมเป็นการเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกดังกล่าวอยู่ในตัว เมื่อจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานดังกล่าวในคราวเดียวกันต่อเนื่องกัน อีกทั้งการกระทำความผิดดังกล่าวก็เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง เช่นเดียวกัน จึงเป็นความผิดเพียงบทเดียวตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฯ มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (4) (5)
(หมายเหตุ 1 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันนำภาพเปลือยเห็นเต้านมและอวัยวะเพศของจำเลยทั้งสองที่มีลักษณะอันลามกเข้าสู่บัญชีแอปพลิเคชันทวิตเตอร์ที่เปิดเป็นสาธารณะประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ แสดงถึงเจตนาของจำเลยทั้งสองที่จะเผยแพร่ภาพเปลือยดังกล่าวแก่สาธารณชน เข้าข่ายการแสวงหาประโยชน์จากการกระทำดังกล่าว หาใช่เจตนาถ่ายภาพเพื่อเก็บเอาไว้เป็นการส่วนตัวหรือเฉพาะกลุ่มดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา อีกทั้งยังเป็นการกระทำที่ขัดต่อศีลธรรมและมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง สมควรที่จะลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่าง แม้จำเลยทั้งสองจะมีภาระต้องดูแลครอบครัวหรือมีเหตุอื่นดังที่ยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง
2 ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง ลดโทษแล้วคงลงโทษจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับ 500 บาท)
(หลักกฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (4), มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (5))
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

28/09/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
4869.การสละสิทธิทรัพย์สินในคดีล้มละลาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6488/2567 (เล่ม 12 หน้า 165) (ประชุมใหญ่) แม้ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้มาตั้งแต่ก่อนถูกฟ้องล้มละลายและเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 109 (1) และอยู่ในอำนาจของผู้ร้องที่จะต้องรวบรวมไว้ในกองทรัพย์สินของจำเลยเพื่อแบ่งให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายในคดีล้มละลายตามมาตรา 22 แต่ที่ดินพิพาทติดจำนองตั้งแต่ก่อนที่จำเลยจะถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว และไม่ปรากฏว่าได้มีการดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินพิพาทไม่ว่าโดยฝ่ายเจ้าหนี้หรือผู้ร้องเป็นเวลากว่า 6 ปี 2 เดือน จนกระทั่งจำเลย ได้รับการปลดจากล้มละลาย พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าเจ้าหนี้ทั้งหลายสละสิทธิในที่ดินพิพาทตามมาตรา 145 (3) ประกอบกับผู้ร้องไม่ได้อ้างและไม่มีหลักฐานใดมายืนยันว่า เงินที่นำมาไถ่ถอนจำนองเป็นเงินของจำเลยที่มีอยู่ก่อนปลดจากล้มละลาย น่าเชื่อว่าเป็นเงินที่จำเลยได้มาภายหลังการปลดจากล้มละลายที่ดินพิพาท จึงไม่ใช่ทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันจะนำมาแบ่งให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจจัดการทรัพย์สินในส่วนที่ดินพิพาทอีกต่อไป การไถ่ถอนจำนองและขายที่ดินพิพาทดังกล่าวจำเลยกระทำหลังจากได้รับการปลดจากการล้มละลายตามมาตรา 81/1 มาแล้ว 5 ปีเศษ จึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 และ 24 และไม่ตกเป็นโมฆะ
(หลักกฎหมาย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22, มาตรา 24, มาตรา 81/1, มาตรา 109 (1), มาตรา 145 (3))
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

27/09/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
4268.คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ ศาลฎีกาพิพากษาแก้ไขได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5821/2567 (เล่ม 12 หน้า 146) ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 มีระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลย 500 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ ที่จำเลยอุทธรณ์ทำนองว่า ขวานของกลางไม่ใช่อาวุธ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น เป็นอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น อันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับวินิจฉัยความผิดฐานดังกล่าวตามอุทธรณ์ของจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
(หลักกฎหมาย ป.วิ.อ.มาตรา 193 ทวิ, 195 วรรคสอง, มาตรา 225)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

26/09/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
4267.เอกสารท้ายคำแถลงคัดค้านในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ถือเป็นพยานหลักฐานในคดี
คำสั่งคำร้องที่ ท.139/2567 (เล่ม 12 หน้า 213) เอกสารท้ายคำแถลงคัดค้านของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2566 เป็นการคัดค้านการชี้ขาดข้อกฎหมายที่จำเลยยื่นคำร้องไว้แล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมวินิจฉัยในคำพิพากษา จึงถือว่าเอกสารท้ายคำแถลงดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 สามารถนำมารับฟัง ประกอบพยานหลักฐานอื่นๆ ได้โดยชอบ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่าคดีโจทก์มีมูลและให้ประทับฟ้องคดีส่วนอาญา และรับคำฟ้องในคดีส่วนแพ่ง คำสั่งคดีมีมูลในคดีส่วนอาญาเด็ดขาดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 170 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4
(หลักกฎหมาย ป.วิ.อ.มาตรา 170, พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

23/09/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
4266.ความเสียหายต่อคุณภาพชีวิต เป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2120/2566 (ประชุมใหญ่) (เล่ม 12 หน้า 232) การที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดต้องสูดดม ก๊าซคาร์บอนไดซัลไฟด์และก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟต์ซึ่งเป็นก๊าซพิษที่แพร่กระจายมาจากโรงงานของจำเลยที่ 1 และสูตรดมเขม่าผงคาร์บอนแบล็คจากโรงงานของจำเลยที่ 2 มาเป็นเวลานาน และต้องคอยทำความสะอาดบ้านเรือนและอุปกรณ์ เครื่องใช้ภายในบ้านของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปด เนื่องจากมีเขม่าผงคาร์บอนแบล็คที่ฟุ้งกระจายจากโรงงานของจำเลยที่ 2 มาเกาะนั้น ย่อมทำให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดต้องทนทุกข์ทรมานจิตใจจากการสูดดมก๊าซพิษและจากการฟุ้งกระจาย ของเขม่าผงคาร์บอนแบล็ค ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปด จึงถือได้ว่าโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดได้รับความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินด้วย โดยเป็นความเสียหายอีกส่วนหนึ่งแยกต่างหากจากความเสียหายที่คำนวณเป็นเงินได้ เมื่อเป็นความเสียหายอย่างหนึ่งและ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 96 วรรคหนึ่ง ไม่ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่า ความเสียหายที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษจะต้องรับผิดต่อผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการรั่วไหลหรือแพร่กระจายของมลพิษมีเฉพาะ ความเสียหายที่เป็นตัวเงินเท่านั้น เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษย่อมต้องรับผิดในความเสียหายที่มิใช่ตัวเงินด้วย โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดจึงมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายต่อคุณภาพชีวิตซึ่งเป็นความเสียหายอย่างอื่นที่มิใช่ตัวเงินได้
(หลักกฎหมาย พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 96)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

22/09/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
4265.ศาลต่างประเทศลงโทษผู้กระทำความผิดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับหรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 889/2569 หลักการห้ามฟ้องคดีอาญาในคดีที่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) เป็นการนำหลักการห้ามดำเนินคดีซ้ำสองแก่จำเลยมาใช้ จึงต้องพิจารณาว่าการนำคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องต่อศาลต่างประเทศจะนำมาใช้กับศาลไทยได้หรือไม่ เห็นว่าศาลเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นอำนาจเด็ดขาดสมบูรณ์ไม่อยู่ในอาณัติหรือภายใต้อำนาจของรัฐอื่น หากยอมรับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศที่พิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องมาใช้กับหลักการห้ามการดำเนินคดีซ้ำสองแก่จำเลยในประเทศไทย ก็เท่ากับยอมมอบอำนาจอธิปไตยทางการศาลให้แก่รัฐต่างประเทศ การนำหลักการห้ามฟ้องคดีอาญาในคดีที่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องจึงหมายถึงคำพิพากษาของศาลไทยเท่านั้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยของโจทก์จึงไม่ระงับ
คดีนี้เป็นความผิดเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร ผู้กระทำความผิดเป็นคนไทย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายร้องขอให้ลงโทษในความผิดเกี่ยวกับเอกสารตาม ป.อ. มาตรา 264 และ มาตรา 268 ซึ่งจำเลยจะต้องรับโทษในราชอาณาจักรตาม ป.อ. มาตรา 8 (ก) (2) ส่วนจะลงโทษจำเลยได้หรือไม่เป็นไปตาม ป.อ. มาตรา 10 ในกรณีของจำเลย ศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรนพิพากษาให้จำคุกจำเลย 1 ปี และให้พักการลงโทษจำเลยไว้มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี และศาลฎีกาแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนมีคำพิพากษายืน แต่จำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษของศาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนมีอย่างไร เพื่อศาลจะได้พิจารณาว่าการพักการลงโทษดังกล่าวเข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 10 ที่บัญญัติห้ามมิให้ลงโทษจำเลยในราชอาณาจักรเพราะการกระทำนั้นอีกหรือไม่ สำหรับการพักการลงโทษในประเทศไทย พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 52 และกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดและเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562 ข้อ 40 ถึงข้อ 52 กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษว่า นักโทษเด็ดขาดคนใดแสดงให้เห็นว่า มีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ ความก้าวหน้าในการศึกษา และทำการงานเกิดผลดี หรือทำความชอบแก่ทางราชการเป็นพิเศษ อาจได้รับการพักการลงโทษเมื่อนักโทษเด็ดขาดได้รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือหนึ่งในสามของกำหนดโทษตามหมายศาลในขณะนั้นแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า หรือไม่น้อยกว่าสิบปีในกรณีที่ต้องโทษจําคุกตลอดชีวิตที่มีการเปลี่ยนโทษจําคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจําคุกมีกําหนดเวลา และกำหนดระยะเวลาที่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขให้กำหนดเท่ากับกำหนดโทษที่ยังเหลืออยู่โดยในการพักการลงโทษ ให้มีคณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ แสดงให้เห็นว่าการพักการลงโทษในประเทศไทย บุคคลนั้นต้องรับโทษจำคุกมาแล้วบางส่วนและเข้าเงื่อนไขของการพักการลงโทษตามที่กฎหมายกำหนด การพักการลงโทษในประเทศไทยกับการพักการลงโทษของศาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนจึงมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษที่แตกต่างกัน ไม่อาจนำหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษของศาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนมาเป็นเงื่อนไขเพื่อรับฟังว่า ศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษและพ้นโทษแล้ว หรือได้รับโทษสำหรับการกระทำนั้นตามคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศมาแล้วบางส่วนได้ จึงต้องถือว่าจำเลยยังไม่ได้รับโทษตามคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศ ศาลไทยจึงลงโทษจำเลยในราชอาณาจักรอีกได้ตาม ป.อ. มาตรา 10
ความผิดฐานปลอมตั๋วเงินตาม ป.อ. มาตรา 266 (4) เป็นความผิดที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 7 (2) ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดกระทำความผิดดังระบุไว้ต่อไปนี้นอกราชอาณาจักรจะต้องรับโทษในราชอาณาจักร คือ (2) ความผิดเกี่ยวกับการปลอมและการแปลงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 240 ถึงมาตรา 249 มาตรา 254 มาตรา 256 มาตรา 257 และมาตรา 266 (3) และ (4) ความผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา 7 เป็นความผิดที่มีผลกระทบถึงความมั่นคงของประเทศทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม แม้การกระทำความผิดจะเกิดนอกราชอาณาจักร ศาลไทยก็ลงโทษได้โดยไม่ต้องมีการร้องขอให้ลงโทษดั่งเช่นมาตรา 8 โจทก์มีคำขอให้ลงโทษตามมาตรา 266 แสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานปลอมตั๋วเงินตามมาตรา 266 (4) อันเป็นความผิดที่ระบุไว้ในมาตรา 7 (2) แล้ว ประกอบกับความผิดฐานปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 266 (4) เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและนำไปใช้ จึงต้องลงโทษจำเลยฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 266 (4) และตามมาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งการลงโทษตามมาตรา 268 ก็เป็นความผิดที่ระบุไว้ในบทบัญญัติแห่งมาตรา 8 วรรคสอง (2) เช่นกัน จำเลยจึงต้องรับโทษในความผิดฐานปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 266 (4) มาตรา 268 วรรคแรก และมาตรา 268 วรรคสอง ตามคำรับสารภาพของจำเลย
(หลักกฎหมาย ป.อ. มาตรา 7, มาตรา 8, มาตรา 10, มาตรา 264, มาตรา 266, มาตรา 268, ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4))
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

21/09/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
4264.ปัญหาเรื่องการกระทำโดยป้องกันหรือบันดาลโทสะ เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ยื่นฎีกาได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3538/2569 ความผิดฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลชั้นต้นลงโทษปรับ 1,000 บาท ความผิดฐานนี้จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ (4) จำเลยอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้โดยเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวนั้นเป็นการไม่ชอบ
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหาย แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ศาลย่อมลงโทษในความผิดดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.อ มาตรา 192 วรรคหนึ่ง
แม้จำเลยจะมิได้ยกปัญหาเรื่องการกระทำโดยป้องกันหรือบันดาลโทสะขึ้นต่อสู้ในคำให้การ ทำให้ศาลชั้นต้นมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย จำเลยย่อมมีสิทธิยกเรื่องการกระทำโดยป้องกันหรือบันดาลโทสะขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยได้ เพราะเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจึงไม่ชอบ
(หมายเหตุ 1 ในขณะเกิดเหตุ มีภาพที่บันทึกไว้ในกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งใกล้ที่เกิดเหตุ ซึ่งปรากฏเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายกับจำเลยมีปากเสียงกัน แล้วจำเลยเปิดเบาะรถจักรยานยนต์เพื่อหยิบสิ่งของบางอย่างผู้เสียหายจึงใช้เท้าถีบที่ท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลย หลังจากนั้นจำเลยเปิดเบาะรถจักรยานยนต์อีกครั้งในเวลาต่อเนื่องกัน แล้วหยิบขวานออกมาฟันไปที่ผู้เสียหาย
2 สาเหตุของการทำร้ายเป็นเพราะจำเลยไม่พอใจที่ผู้เสียหายไม่ยอมให้จำเลยรอภริยาจำเลยที่หน้าอะพาร์ตเมนต์ ซึ่งมิใช่เรื่องร้ายแรง ประกอบกับผู้เสียหายมีบาดแผลฉีกขาดขอบไม่เรียบที่ขมับข้างซ้ายยาว 2 เซนติเมตร บาดแผลถลอกที่เหนือใบหูซ้ายยาว 3 เซนติเมตร บาดแผลฟกซ้ำที่ท้ายทอยและบาดแผลถลอกที่ศอกข้างขวาบาดแผลของผู้เสียหายใช้เวลารักษาประมาณ 7 วัน ซึ่งไม่ถือว่าเป็นบาดแผลฉกรรจ์ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย
3 นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวินิจฉัยว่า การพิจารณาคดีอาญาเป็นการพิจารณาให้ได้ความจริงเพื่อพิพากษาลงโทษ หรือยกฟ้อง หรือวินิจฉัยว่ามีเหตุยกเว้นโทษ หรือลดหย่อนผ่อนโทษให้จำเลยหรือไม่ อย่างไร การพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นแม้จำเลยจะให้การรับสารภาพหรือปฏิเสธ หากมีกรณีที่ศาลพิจารณาได้ความจริงในทางใด ศาลก็มีอำนาจยกบทกฎหมายที่ต้องด้วยกรณีนั้นขึ้นปรับแก่ข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นได้ หากศาลมิได้ยกข้อกฎหมายข้อใดขึ้นปรับแก่ข้อเท็จจริงเรื่องใดซึ่งจำเลยเห็นว่าควรที่ศาลสูงจะได้พิจารณาวินิจฉัยเพราะอาจจะเป็นคุณแก่ตน จำเลยย่อมมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้)
(หลักกฎหมาย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง, มาตรา 193 ทวิ, มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

Send a message to learn more

20/09/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
4263.ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์เฉพาะผู้กระทำผิดบางราย ไม่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องผู้กระทำความผิดรายอื่นระงับไปด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4273/2566 (เล่ม 12 หน้า 240) แม้จำเลยกับ ก. ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 271/2563 ของศาลชั้นต้น ร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ร่วมอันเป็นการกระทำความผิดในลักษณะตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกันและเป็นการกระทำความผิดในครั้งคราวเดียวกันก็ตาม แต่คำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญาดังกล่าวโจทก์ร่วมระบุว่า โจทก์ร่วมและ ก. จำเลยในคดีดังกล่าวสามารถตกลงกันได้ โดย ก. นำเงินในส่วนที่ตนต้องรับผิดตามฟ้องชดใช้ให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว โจทก์ร่วมไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีแก่ ก. อีกต่อไป และขอถอนคำร้องทุกข์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์เฉพาะ ก. สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเป็นการเฉพาะตัว ก. ในคดีดังกล่าวเท่านั้น ไม่มีผลไปถึงจำเลยซึ่งร่วมกระทำความผิดด้วย
คำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวที่ระบุว่า สำหรับจำเลยอื่นในคดีที่โจทก์แยกฟ้องซึ่งรวมถึงจำเลยในคดีนี้ โจทก์ร่วมยังติดใจดำเนินคดีและเรียกร้องค่าเสียหายส่วนที่ขาดอยู่ต่อไปนั้น แม้โจทก์ร่วมจะได้รับเงินคืนและได้รับเงินคืน ครบถ้วนแล้วอันทำให้คำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวที่อ้างว่าโจทก์ร่วมยังติดใจเรียกร้องค่าเสียหายส่วนที่ขาดอยู่ต่อไปนั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริงก็ตาม แต่ก็มิใช่เงื่อนไขในการขอถอนคำร้องทุกข์จำเลยของโจทก์ร่วม อันจะเป็นเหตุให้เงื่อนไขนั้นเป็นไปไม่ได้หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อย และทำให้ถือว่าโจทก์ร่วมสละสิทธิฟ้องคดีอาญาต่อจำเลย
(หลักกฎหมาย ป.อ.มาตรา 83, มาตรา 341, ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2), มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

Send a message to learn more

19/09/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
4262.เขียนข้อความที่ป้ายสัญญาณจราจร มีโทษจำคุก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5917/2567 (เล่ม 12 หน้า 152) การที่จำเลยเขียนข้อความที่มีความหมายอื่นนอกจากความหมายที่ใต้สัญญาณจราจรเดิม ย่อมทำให้ป้ายสัญญาณจราจรสื่อความหมายผิดเพี้ยนไปจากเดิม ถือได้ว่าจำเลยทำให้ป้ายสัญญาณจราจรได้รับความเสียหาย ทำให้เสื่อมค่าซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ซึ่งครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 360
เมื่อการกระทำความผิดของจำเลยเป็นการกระทำให้ทรัพย์สินที่มีไว้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ได้รับความเสียหาย ซึ่งต้องตามบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 และ ป.อ. ดังกล่าวข้างต้นแล้ว การที่พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาและโจทก์ร่วมยื่นฟ้องจำเลยตาม ป.อ. เพียงบทเดียวนั้นย่อมทำได้ตามกฎหมาย ส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 นั้นให้ใช้บังคับเฉพาะในความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวและต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ท้าย พ.ร.บ.ดังกล่าว และไม่รวมถึงความผิดที่มีโทษจำคุก จึงไม่สามารถนำมาบังคับใช้คดีนี้ได้
(หมายเหตุ 1 ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี 4 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลย)
(หลักกฎหมาย ป.อ.มาตรา 360, พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 มาตรา 40, มาตรา 41)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

18/09/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
4261.เด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีกระทำความผิด ศาลพิพากษายกฟ้องได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1696/2569 ป.อ. มาตรา 74 บัญญัติว่า "เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (1)...... ฯลฯ" จึงเห็นได้ว่าเป็นกรณีกฎหมายให้อำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลย มิใช่เป็นบทบังคับเด็ดขาดที่กำหนดให้ศาลจะต้องใช้วิธีการดังกล่าวแก่จำเลยในทุกกรณี ดังนั้นการจะนำวิธีการสำหรับเด็กตามมาตรา 74 มาใช้แก่จำเลยหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลที่จะพิเคราะห์จากความร้ายแรงและพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ประกอบกับความจำเป็นที่จะนำวิธีการดังกล่าวมาใช้แก่จำเลย หากศาลเห็นสมควรใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยแล้ว ศาลย่อมเลือกใช้วิธีการตาม (1) ถึง (3) ตามที่เห็นสมควร โดยจะไม่พิพากษายกฟ้อง แต่ในกรณีที่ศาลเห็นว่าไม่สมควรจะใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยแล้วย่อมชอบที่จะยกฟ้องโดยอาศัยบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ซึ่งการพิพากษายกฟ้องในกรณีนี้ถือเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพเพื่อให้โอกาสจำเลยได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าจะมารับโทษทางอาญา หาได้ขัดกับเจตนารมณ์ของ ป.อ. มาตรา 74 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 119 แต่อย่างใดไม่
(หมายเหตุ 1 จำเลยอายุ 13 ปีเศษ เป็นคนต่างด้าว สัญชาติเมียนมา มีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรไทย ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย
2 พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522
3 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดเป็นครั้งแรก ให้รอการกำหนดโทษไว้ 1 ปี ให้พนักงานสอบสวนรับตัวจำเลยเพื่อไปมอบให้แก่เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อดำเนินการต่อไป
4 ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
5 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การพิพากษายกฟ้องในกรณีนี้ถือเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพเพื่อให้โอกาสจำเลยได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าจะมารับโทษทางอาญา หาได้ขัดกับเจตนารมณ์ของ ป.อ. มาตรา 74 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 119)
(หลักกฎหมาย ป.อ. มาตรา 74, ป.วิ.อ. มาตรา 185, พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 119)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

ที่อยู่

Nakhon Ratchasima
30000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ สารพันกฎหมายกับทนายแดง โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่