สารพันกฎหมายกับทนายแดง

สารพันกฎหมายกับทนายแดง ที่นี่ได้รวบรวมคำพิพากษาศาลฎีกา และย่อให้ง่ายแก่ความเข้าใจของคนทั่วไปครับ :)

25/05/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
3976.ขยายระยะเวลาผ่านระบบ SIOS
คำสั่งคำร้องที่ ท.162/2568 (เล่ม 3 หน้า 188) โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาผ่านระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม(SIOS) เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2568 เวลา 16:00 นาฬิกา 38 นาที 31 วินาที ตามเวลาของระบบซึ่งเป็นเวลานอกเวลาทำการปกติของศาลแล้ว และตามประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความและเอกสารทางระบบส่งอิเล็กทรอนิกส์ ข้อ 7 ให้ถือว่าเป็นการยื่นคำร้องดังกล่าวในวันที่ 13 มกราคม 2568 ซึ่งเป็นวันทำการแรกที่ศาลเปิดทำการปกติ อันล่วงเลยเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตขยายระยะเวลาให้ถึงวันที่ 10 มกราคม 2568 แล้ว ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าอยู่ระหว่างโจทก์รวบรวมเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาและจดบันทึกวันครบกำหนดยื่นฎีกาลงในสมุดนัดความสับหลงวันไปเป็นวันอื่นนั้น กรณีดังกล่าวนับว่าเป็นความบกพร่องของฝ่ายโจทก์เองมิใช่เป็นเหตุสุดวิสัยอันพึงจะขยายระยะเวลาให้โจทก์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 23 ได้ ให้ยกคำร้อง
(หลักกฎหมาย ป.วิ.พ.มาตรา 23)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

24/05/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
3975.หมายนัดคดีอาญาต้องส่งให้แก่ทนายจำเลยหรือไม่
คำสั่งคำร้องที่ ท.248/2568 (เล่ม 3 หน้า 191) เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2567 เจ้าหน้าที่ศาลส่งหมายแจ้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของจำเลย และให้จำเลยในฐานะนายประกันตนเองมารายงานตัวต่อศาลชั้นต้นโดยมีบันทึกการส่งหมายว่า พบบ้านเลขที่ตามหมาย แต่บ้านปิดไม่มีใครอยู่บ้าน จึงปิดหมาย ณ บ้านซึ่งเป็นภูมิลำเนาของจำเลยตามฟ้อง ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยไม่ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว เพราะบ้านตามภูมิลำเนาถูกยึดทรัพย์บังคับคดีและจำเลยไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวแล้วนั้น เป็นข้อกล่าวอ้างลอยๆที่ไม่มีหลักฐานมาสนับสนุน ทั้งจำเลยไม่ได้แจ้งให้ศาลชั้นต้นทราบ ถึงการเปลี่ยนที่อยู่ซึ่งเป็นภูมิลำเนา เหตุดังกล่าวจึงนับว่าเป็นความบกพร่องของจำเลยเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีนี้จำเลย มีฐานะเป็นผู้ประกันตนเองและทำสัญญาประกันไว้ต่อศาลจึงต้องทราบสิทธิและหน้าที่ที่ผู้ประกันต้องรับผิดชอบ หากมีการเปลี่ยนหรือย้ายภูมิลำเนาจำเลยในฐานะผู้ประกันตนเองมีหน้าที่ต้องแจ้งต่อศาลเพื่อประโยชน์ในการติดตามคำสั่งศาล และไปรายงานตัวต่อศาลตามกำหนดนัด เพราะหากผิดเงื่อนไขศาลอาจถอนประกันตัวและปรับนายประกันได้ และที่จำเลยโต้แย้งอีกว่าศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งหมายแจ้งคำสั่งศาลหรือหมายนัดให้ทนายจำเลยทราบด้วยนั้น ก็หาได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดกำหนดว่าการส่งหมายนัดหรือหมายแจ้งคำสั่งในคดีอาญาให้จำเลย ศาลต้องส่งให้แก่ทนายจำเลยด้วยไม่ และการที่ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกาให้จำเลยทราบในวันออกหมายจำคุกระหว่างอุทธรณ์ฎีกา ในวันที่ 16 ธันวาคม 2561 ก็ไม่มีผลต่อการแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาของศาลชั้นต้น แต่เป็นเพียงให้จำเลยได้รับทราบคำสั่ง ดังกล่าวเท่านั้น ดังนั้นการปิดหมายแจ้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาแก่จำเลยและให้จำเลยในฐานะนายประกันตนเองมารายงานตัวต่อศาลเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2567 จึงชอบแล้ว มีผลว่าจำเลยทราบคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาอย่างช้าในวันที่ 14 กันยายน 2567 การที่จำเลยเพิ่งยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาในวันที่ 24 ธันวาคม 2567 จึงพ้นกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันทราบคำสั่งซึ่งถือว่าเป็นวันฟังคำสั่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณา ความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ด้วย คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยจึงชอบด้วยบทบัญญัติ ดังกล่าว ให้ยกคำร้อง
(หมายเหตุ 1 จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลเกินสิบห้าวันนับแต่วันฟังคำสั่ง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย
2 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ส่งคำร้องของจำเลยไปยังศาลฎีกาตาม ป.วิ.อ.มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ไม่มีหน้าที่ตรวจสั่งไม่รับเหมือนชั้นรับหรือไม่รับฎีกาตามมาตรา 223 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องเสียเองเป็นการไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวเสีย)
(หลักกฎหมาย ป.วิ.อ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง, พ.ร.บ จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

23/05/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
3974.สำนักงาน ป.ป.ส.ยึดทรัพย์ของผู้กระทำความผิด เป็นการโต้แย้งผู้กระทำความผิดแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3885/2568 (ประชุมใหญ่) ตาม พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 12 เมื่อคดีนี้ได้มีการตรวจสอบทรัพย์สินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ ศาลจึงต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวยาเสพติด พ.ศ. 2534 เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำให้การแล้ว คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่าทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 รายการตามฟ้อง เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ หากเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทรัพย์สินดังกล่าวก็ต้องตกเป็นของกองทุนตามมาตรา 32 วรรคสอง ในทางกลับกันหากทรัพย์สินรายการใดฟังไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือโจทก์ทั้งสองได้รับโอนมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือเป็นการได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี หรือในทางกุศลสาธารณะ ทรัพย์สินนั้นก็ไม่ต้องตกเป็นของกองทุน จึงเห็นได้ว่าการที่จำเลยวินิจฉัยว่าทรัพย์สินตามฟ้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและให้ตกเป็นของกองทุนตามมาตรา 32 วรรคสอง นั้น เป็นการโต้แย้งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ในทางแพ่งของโจทก์ทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 แล้ว โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยคืนทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 โฉนด แก่โจทก์ทั้งสอง
(หลักกฎหมาย ป.วิ.พ. มาตรา 55, พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 32 วรรคสอง, พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 12)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

22/05/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
3973.ไม่นำข้อเสนองบประมาณให้คณะกรรมการกำหนดราคากลางพิจารณา เป็นการทุจริตต่อหน้าที่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 712/2568 (เล่ม 3 หน้า 14) ป.อ.มาตรา 151 บัญญัติว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวางโทษ......” หน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดต้องเป็นหน้าที่โดยตรงของเจ้าพนักงานและใช้อำนาจในตำแหน่งนั้นโดยทุจริต กล่าวคือใช้อำนาจในตำแหน่งที่เกี่ยวกับการซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์นั้นแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น จำเลยได้รับหนังสือมหาวิทยาลัย ส. ยื่นข้อเสนอในการดำเนินงานโครงการระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เพื่อจัดทำแผนที่ภาษีและทะเบียนทรัพย์สินในงบประมาณ ดำเนินการ 980,000 บาท แต่จำเลยในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ก.มิได้นำข้อเสนอของมหาวิทยาลัย ส. ดังกล่าวให้คณะกรรมการกำหนดราคากลางซึ่งมีจำเลยเป็นประธานคณะกรรมการกำหนดราคาพิจารณา ทำให้คณะกรรมการกำหนดราคากลางกำหนดราคากลางเป็นเงิน 1,950,000 บาท สูงเกินกว่าที่มาวิทยาลัย ส. เสนอเกินไป มากกว่าความเป็นจริง และจำเลยอนุมัติให้ดำเนินการโดยวิธีพิเศษ เป็นเหตุให้องค์การบริหารส่วนตำบล ก. ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 970,000 บาท เห็นได้ว่าจำเลยไม่มีหน้าที่โดยตรงในการซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 แต่การที่จำเลยเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ก. มีอำนาจหน้าที่ การรับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบล ก. ให้เป็นไปตามกฎหมายตาม พ.ร.บ.สภาตำบลและโครงการบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 59 จึงเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตอันเป็นความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 157
(หมายเหตุ 1 จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ก. เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ควรที่จะรักษาประโยชน์ของทางราชการแต่กลับแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบล ก. และประเทศชาติโดยรวม พฤติการณ์ในการกระทำความผิดจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือจำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว หรือมีเหตุจำเป็นอื่นตามที่อ้างใน ฎีกา จำเลยควรสังวรตระหนักรู้ก่อนการทำความผิดมิใช่มายกขึ้นอ้างเพื่อขอความปราณีในภายหลัง เพื่อให้จำเลยหลาบจำและมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่นที่คิดจะกระทำความผิดเช่นเดียวกับจำเลย จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย
2 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 จำคุก 10 ปี
3 ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 5 ปี
4 ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ มาตรา 157 จำคุก 3 ปี ลดโทษแล้วคงจำคุก 1 ปี 6 เดือน)
(หลักกฎหมาย ป.อ.มาตรา 151, มาตรา 157)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

21/05/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
3972.กระทำความผิดซ้ำ ศาลต้องลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8990/2568 จำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี และได้กระทำความผิดซ้ำอีกภายในสองปีนับแต่วันที่กระทำผิดครั้งแรก ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอตามมาตรา 160 ตรี/3 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษจำเลยฐานขับรถในขณะเมาสุราโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ และได้กระทำความผิดซ้ำอีกภายในสองปีนับแต่วันที่กระทำความผิดครั้งแรกโดยไม่ปรับด้วยนั้น จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษปรับได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225
(หมายเหตุ 1 จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ในขณะเมาสุราโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ โดยตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดได้ 230 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นอย่างมาก ย่อมทำให้ความสามารถในการขับและควบคุมรถให้แล่นไปได้โดยปลอดภัยตามปกติลดลงซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุทางจราจร จึงเป็นการกระทำที่ขาดจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตร่างกายและทรัพย์สินของผู้ร่วมใช้ทาง ซึ่งผู้ขับรถจะต้องมีวินัยปฏิบัติตามกฎจราจรและคำนึงถึงความปลอดภัยในการขับรถอย่างเคร่งครัด ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยและสวัสดิภาพของประชาชน การกระทำของจำเลยนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง
2 ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำคุก 5 เดือน 10 วัน)
(หลักกฎหมาย ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 212, มาตรา 225, พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), มาตรา 160 ตรี, มาตรา 160 ตรี/3 วรรคหนึ่ง)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

20/05/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
3971.ศาลเยาวชนฯไม่สอบถามความเห็นของผู้เสียหายก่อนใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7961/2568 แม้ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลเห็นว่าตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่สมควรจะมีคำพิพากษา...เมื่อศาลสอบถามผู้เสียหายแล้ว ศาลอาจมีคำสั่ง..." อันเป็นบทบัญญัติที่กำหนดวิธีการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเพื่อให้ศาลทราบถึงสภาพปัญหาแห่งคดีและสามารถจัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูแก่เด็กหรือเยาวชนได้อย่างเหมาะสมก็ตาม แต่การสอบถามผู้เสียหายก็เป็นเพียงการรับฟังความเห็นของผู้เสียหายเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจในการมีคำสั่งของศาลเท่านั้น หากผู้เสียหายไม่มาศาลหรือมีเหตุจำเป็นอื่นใดที่ทำให้ศาลไม่อาจสอบถามผู้เสียหายได้ก็ให้ศาลบันทึกเหตุแห่งการนั้นไว้ตามข้อบังคับประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกำหนดมาตรการแทนการพิพากษาคดี พ.ศ. 2556 ข้อ 7 (2) แต่หากผู้เสียหายมาศาลและศาลสอบถามแล้ว ผู้เสียหายคัดค้าน ก็ไม่เป็นข้อห้ามมิให้ศาลใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีแต่อย่างใด แม้การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบถามโจทก์ร่วมก่อนใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีแก่จำเลยอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่เมื่อในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดี โจทก์ร่วมมาศาลและรับทราบคำสั่งดังกล่าวของศาลแล้วไม่ได้แถลงใด ๆ ต่อศาลจนศาลชั้นต้นมีคำสั่งยุติคดีไปแล้วตามมาตรา 133 อีกทั้งการดำเนินการตามเงื่อนไขที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็เป็นไปโดยครบถ้วนจึงไม่มีเหตุให้ต้องดำเนินการสอบถามโจทก์ร่วมอีก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยในส่วนนี้มานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6
(หมายเหตุ 1 พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 เป็นบทบัญญัติให้อำนาจศาลที่จะยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลย
2 มาตรการแทนการพิพากษาคดีตามมาตรา 132 วรรคหนึ่ง เป็นกรณีที่ศาลเห็นว่าจำเลยสามารถใช้มาตรการแบบไม่จำกัดอิสรภาพในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูได้ อันเนื่องมาจากเด็กหรือเยาวชนมีบิดา มารดา ผู้ปกครองหรือบุคคลที่เด็กหรือเยาวชนอาศัยอยู่ด้วยดูแลเอาใจใส่ หรือบุคคลดังกล่าวมีความพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการอบรมและเลี้ยงดูรวมตลอดถึงการให้ความร่วมมือกับศาลในการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดไว้
3 ส่วนมาตรการแทนการพิพากษาคดีตามมาตรา 132 วรรคสอง เป็นกรณีที่ศาลมีดุลพินิจเห็นควรให้มีการใช้วิธีการแบบจำกัดอิสรภาพหรือแบบระบบปิดแก่เด็กหรือเยาวชน เนื่องจากเด็กหรือเยาวชนดังกล่าวไม่มีบุคคลดูแลใกล้ชิด หรือกรณีเด็กหรือเยาวชนมีบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง แต่ศาลเห็นว่าการส่งเด็กหรือเยาวชนไปอยู่ในสถานพินิจหรือสถานที่อื่นที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายและตามที่ศาลเห็นสมควรที่ยินยอมรับตัวเด็กหรือเยาวชนไว้ดูแลชั่วคราวจะเป็นประโยชน์แก่เด็กหรือเยาวชนยิ่งกว่า
4 สำหรับค่าขาดรายได้จากการประกอบการงานของผู้เสียหาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าต้องเป็นผลโดยตรงอันเกิดจากการกระทำของจำเลยอันเป็นเหตุให้ผู้เสียหายไม่อาจใช้สภาพร่างกายตามปกติประกอบการงานของผู้เสียหายด้วยตนเองได้ แต่ผู้เสียหายนำสืบว่า ผู้เสียหายมีการนำเงินเข้าฝากบัญชีโดยอ้างว่าเป็นรายได้ของผู้เสียหาย แต่หลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นเพียงว่าในแต่ละเดือนผู้เสียหายนำเงินเข้าบัญชีเท่าใด แต่ผู้เสียหายไม่ได้นำสืบว่ารายได้ของผู้เสียหายจากการทำงานในช่วงเวลานั้นมีจำนวนเท่าใด จึงยังไม่อาจนำมาเป็นเกณฑ์ในการกำหนดค่าขาดรายได้ของผู้เสียหายได้)
(หลักกฎหมาย พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 132)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

19/05/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
3970.สามีฟ้องหย่าขาดกับภริยา แต่ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่ภริยาตามฟ้องแย้ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4331/2568 (เล่ม 9 หน้า 1905) ถ้าหย่าโดยคำพิพากษาของศาลหรือในกรณีที่สัญญาหย่ามิได้กำหนดเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้ ป.พ.พ. มาตรา 1522 วรรคสอง ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจกำหนดค่าอุปการะ เลี้ยงดูบุตรได้เองโดยที่คู่ความไม่ได้มีคำขอมาด้วย แต่ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาไม่มีบทบัญญัติให้อำนาจศาลกำหนดได้โดยไม่ต้องมีคำขอเช่นเดียวกับบุตร
ป.พ.พ.มาตรา 1598/38 เป็นเพียงบทบัญญัติกำหนดขอบเขตการใช้ดุลพินิจของศาลกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดู ตามที่คู่ความมีคำขอมาเท่านั้น หาได้บัญญัติให้อำนาจศาลกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเกินกว่าที่คู่ความมีคำขอมาได้ จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเป็นรายเดือนทุกเดือน เริ่มงวดแรกในวันสิ้นเดือนตุลาคม 2564 เป็นต้นไปจนกว่าการสมรสจะสิ้นสุด โดยมิได้ขอค่าอุปการะเลี้ยงดูในช่วงเวลาก่อนวันดังกล่าวด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูในช่วงเวลาดังกล่าว และชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูรายเดือนนับแต่วันฟ้องแย้ง (25 ตุลาคม 2564) เป็นการพิพากษาเกินคำขอต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142
(หมายเหตุ 1 คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นสามีฟ้องหย่าขาดกับจำเลยซึ่งเป็นภริยา โดยจำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์
2 ในชั้นพิจารณา โจทก์ยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีและแนบภาพจากเฟซบุ๊คส์ที่โจทก์อ้างว่าเป็นพฤติกรรมในทำนองว่าเป็นพฤติกรรมที่จำเลยมีตั้งแต่ก่อนจดทะเบียนสมรสกัน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ภาพดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารแนบท้ายแถลงการณ์ปิดคดี มิใช่เอกสารท้ายคำฟ้องอันจะถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง จึงเป็นข้อที่โจทก์ มิได้กล่าวอ้างมาในคำฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย)
(หลักกฎหมาย ป.พ.พ.มาตรา 1522, ป.วิ.พ.มาตรา 142, พ.ร.บ ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 6)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

18/05/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
3969.ทรัพย์สินที่ได้มาก่อนจดทะเบียนสมรส ไม่เป็นสินสมรส
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 97/2569 โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลยเพราะทำมาหาได้ในธุรกิจที่ร่วมทำกับจำเลย ทั้งโจทก์นำสืบพยานตามข้อกล่าวอ้างดังกล่าว และในชั้นอุทธรณ์โจทก์ยังคงอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยเหตุเดิม ศาลอุทธรณ์คดีชำนาญพิเศษกำหนดประเด็นในการวินิจฉัยว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันหรือเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยตามฟ้องหรือไม่ เมื่ออ่านฎีกาของโจทก์ทั้งฉบับแล้วได้ความว่า โจทก์ยกข้อกล่าวอ้างว่าได้ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 จากการประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินที่ทำมาหาได้ร่วมกับจำเลย ซึ่งยังคงเป็นเหตุเดียวกับที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบพยาน แม้โจทก์จะระบุในฎีกาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นสินสมรส แต่กรณีพอจะถือได้ว่าโจทก์ฎีกาว่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย แต่การที่โจทก์จะอ้างว่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์รวมได้นั้น จะต้องได้ความว่าในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยาโจทก์และจำเลยต่างมีส่วนร่วมในการทำมาหาได้ในทรัพย์สินนั้นด้วยกัน ได้ความว่าโจทก์และจำเลยร่วมกันประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน ซื้อที่ดิน รับจำนอง รวมทั้งเป็นนายหน้าขายที่ดินนับตั้งแต่อยู่กินฉันสามีภริยาในปี 2526 ดังนั้นที่จำเลยทำสัญญาให้ลูกหนี้กู้ยืมเงินและจดทะเบียนรับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 ในปี 2538 และ 2539 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย และก่อนจดทะเบียนสมรส โดยจำเลยไม่ได้นำสืบให้รับฟังได้ว่าจำเลยใช้เงินของตนเองในการทำสัญญาดังกล่าว จึงรับฟังได้ว่าจำเลยทำสัญญาให้กู้ยืมเงินและจดทะเบียนรับจำนองที่ดินทั้งสองแปลงเพราะประกอบธุรกิจร่วมกับโจทก์โดยโจทก์และจำเลยต่างมีส่วนร่วมกันในการทำมาหาได้มาด้วยกัน แม้จะปรากฏชื่อจำเลยเป็นคู่สัญญาเพียงคนเดียวก็เป็นกรณีที่จำเลยกระทำแทนโจทก์ด้วย และแม้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์จำนองจะมิได้ตกแก่จำเลยในทันทีแต่จำเลยในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองชอบที่จะใช้สิทธิอันเกิดจากสัญญาจำนองบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้และบังคับจำนองได้ การที่จำเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 จากมูลหนี้ตามสัญญาที่จำเลยทำจากการร่วมทำมาหาได้กับโจทก์ จึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย แม้โจทก์และจำเลยจะได้จดทะเบียนสมรสกันในภายหลังก็ไม่มีผลทำให้ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยาเป็นสินสมรสแต่อย่างใด
(หมายเหตุ 1 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์จะอ้างว่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์รวม จะต้องได้ความว่าในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยาโจทก์และจำเลยต่างมีส่วนร่วมในการทำมาหาได้ในทรัพย์สินนั้นด้วยกัน
2 และยังวินิจฉัยต่อไปว่า แม้โจทก์และจำเลยจะได้จดทะเบียนสมรสกันในภายหลังก็ไม่มีผลทำให้ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยาเป็นสินสมรสแต่อย่างใด
3 ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นสินส่วนตัวของจำเลย ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยข้างต้น โดยพิพากษาว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาททั้งสองแปลง)
(หลักกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 1363, มาตรา 1474)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

16/05/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
3968.ที่ดินที่ได้มาระหว่างสมรสโดยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้อื่น ถือว่าเป็นสินส่วนตัว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5054/2568 เมื่อโจทก์กับผู้ตายได้ที่ดินมาระหว่างสมรสโดยร่วมกับบุตร 4 คน ทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับผู้ขายในวันเดียวกันและจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์กับผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินมีส่วนเท่ากัน ย่อมส่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์กับผู้ตายตกลงเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินของแต่ละคนโดยชัดเจนแน่นอน จึงมีลักษณะเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์กับผู้ตายได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างสมรสอันเป็นสัญญาระหว่างสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469 และมีผลให้ที่ดินส่วนของโจทก์กับผู้ตายซึ่งเป็นสินสมรสได้จัดการแบ่งปันให้เป็นสัดส่วนชัดเจนโดยต่างฝ่ายต่างยกที่ดินส่วนของตนให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย ที่ดินเฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 6 ส่วน จึงไม่ใช่สินสมรสของโจทก์กับผู้ตาย แต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ตายตาม ป.พ.พ. 1471 (3) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์สินดังกล่าว และเนื่องจากเป็นกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252
(หลักกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 1469, มาตรา 1471 (3), ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1), มาตรา 252)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

15/05/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
3967.ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ขาดอายุความมรดกได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8829/2568 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม ห้ามเจ้าหนี้กองมรดกใช้สิทธิเรียกร้องที่มีต่อเจ้ามรดกมาฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2565 ที่โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความ ก็เพียงแต่อ้างว่าจำเลยมาฟ้องแย้งเกินกว่า 1 ปี นับแต่ ก. ถึงแก่ความตายเท่านั้น แต่เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติมาตรา 1754 วรรคสาม แล้ว อายุความ 1 ปี นั้นให้นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก มิใช่นับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หากจะนับจากวันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายก็ต้องนับระยะเวลา 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย ตามมาตรา 1754 วรรคสี่ เมื่อจำเลยทราบเรื่องการตายของ ก. ตั้งแต่ได้รับเอกสารยืนยันจากทางราชการ คือวันที่ 30 สิงหาคม 2564 และจำเลยมายื่นคำให้การและฟ้องแย้งคดีนี้วันที่ 20 มกราคม 2565 จึงยังไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงเรื่องการตายของ ก. ฟ้องแย้งของจำเลยจึงยังไม่ขาดอายุความ
(หมายเหตุ 1 อายุความ 1 ปีตามบทบัญญัติมาตรา 1754 วรรคสาม ให้นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก มิใช่นับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หากจะนับจากวันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายก็ต้องนับระยะเวลา 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตายตามมาตรา 1754 วรรคสี่)
(หลักกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

14/05/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
3966.ค่าบริการสาธารณะของหมู่บ้านจัดสรร มีอายุความ 2 ปี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1765/2568 (เล่ม 9 หน้า 1885) บริษัทโจทก์ได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินเป็นผู้ดูแลกับจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ โจทก์จะจัดเก็บค่าบริการสาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินจนกว่าจะจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ซึ่งโจทก์จะจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และจะคืนเงินที่เหลือแก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร โจทก์ย่อมเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าการงานจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะที่ได้ทำ สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าบริการสาธารณะแก่โจทก์มีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ไม่ใช่มีอายุความ 5 ปี
การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคตาม พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มีลักษณะไม่เคร่งครัด เหมือนคดีแพ่งทั่วไป ซึ่งมาตรา 26 กำหนดให้การยื่นคำให้การสามารถกระทำด้วยวาจาได้ หรือถ้ายื่นคำให้การเป็นหนังสือและปรากฏว่ามีความไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญอย่างหนึ่งอย่างใด ศาลก็อาจมีคำสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้องหรือให้ชัดเจนยิ่งขึ้นได้ อีกทั้งประเด็นข้อพิพาทย่อมเกิดจากคำฟ้องและคำให้การ จำเลยให้การเรื่องอายุความว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าบริการสาธารณะที่เกินกว่า 5 ปี ขาดอายุความ เป็นคำให้การแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความโดยชัดแจ้งว่า จำเลยยกอายุความขึ้นปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์แล้ว คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ส่วนปัญหาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเรื่องใด อย่างไร เป็นหน้าที่ของศาลในคดีผู้บริโภคที่จะปรับกฎหมายให้ถูกต้องต่อไป
(หมายเหตุ 1 โจทก์ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินโครงการตามฟ้อง จำเลยซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจากโจทก์
2 จำเลยค้างชำระค่าบริการสาธารณะประจำปี 2558 ถึง 2560 เป็นเงินปีละ 13,400 บาท รวมเป็นเงิน 40,320 บาท
3 วันที่ 4 เมษายน 2565 โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระค่าบริการสาธารณะ
4 จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 5 ปีแล้ว
5 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยให้การแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความโดยชัดแจ้งแล้ว ส่วนปัญหาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความเรื่องใด อย่างไร เป็นหน้าที่ของศาลในคดีผู้บริโภคที่จะปรับกฎหมายให้ถูกต้องได้
6 คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้จำเลยชำระเงินตามฟ้อง ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยข้างต้น โดยพิพากษากลับให้ยกฟ้อง)
(หลักกฎหมาย ป.พ.พ.มาตรา 193/34, ป.วิ.พ.มาตรา 177, พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7, มาตรา 26)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

ที่อยู่

Nakhon Ratchasima
30000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สารพันกฎหมายกับทนายแดงผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท