สารพันกฎหมายกับทนายแดง

สารพันกฎหมายกับทนายแดง ที่นี่ได้รวบรวมคำพิพากษาศาลฎีกา และย่อให้ง่ายแก่ความเข้าใจของคนทั่วไปครับ :)

26/08/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
4238.โอนเงินเข้าผิดบัญชี ธนาคารต้องคืนเงินให้แก่ผู้โอน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8557/2568 แม้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 657 บัญญัติว่า "อันว่าฝากทรัพย์นั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่ง เรียกว่าผู้ฝาก ส่งมอบทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้รับฝาก และผู้รับฝากตกลงว่าจะเก็บทรัพย์สินนั้นไว้ในอารักขาแห่งตน แล้วจะคืนให้" แต่ถ้าเป็นการฝากเงินให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งคืนเป็นเงินอันเดียวกันกับเงินที่ฝาก แต่จะต้องคืนเงินให้ครบจำนวนตามมาตรา 672 วรรคหนึ่ง ดังนี้ เมื่อมีการฝากเงินไว้กับธนาคารจำเลย เงินที่ฝากย่อมตกเป็นของจำเลย แต่จำเลยมีหน้าที่ต้องคืนเงินให้ครบจำนวนแก่ผู้ฝากตามมาตรา 665 วรรคหนึ่ง
แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ไม่ได้มีเจตนาฝากเงิน 31,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของ ซ. แต่โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของ ซ. โดยผิดพลาด ซ. จึงไม่ใช่ผู้ฝากเงินดังกล่าว ทั้งการฝากเงินโดยผิดพลาดหาใช่เป็นการฝากเงินแทน ซ. ไม่ ตราบใดที่ ซ. ยังไม่ได้ถอนหรือเบิกเงินหรือโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝาก เงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวย่อมอยู่ในความครอบครองของจำเลย และจำเลยไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินให้แก่ ซ. ซึ่งไม่ใช่ผู้ฝากเงิน ดังนี้ แม้โจทก์และจำเลยจะไม่มีนิติสัมพันธ์ระหว่างกันในเรื่องสัญญาฝากทรัพย์ดังที่จำเลยแก้ฎีกา แต่จำเลยในฐานะผู้ประกอบธุรกิจอันเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนต้องกระทำด้วยความสุจริตโดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดในการปฏิบัติตามมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภคประกอบด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์โอนเงิน 31,000 บาท ผิดบัญชีไปเข้าบัญชีเงินฝากของ ซ. ประกอบกับไม่มีหลักฐานแสดงว่า โจทก์มีนิติสัมพันธ์กับ ซ. เจ้าของบัญชีที่โจทก์โอนเงินไปอย่างไร ทั้งโจทก์ได้แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางบอนไว้ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางบอนออกหมายอายัดเงินบัญชีเงินฝากของ ซ. ส่งไปถึงจำเลยและจำเลยอายัดเงิน 31,000 บาท ในบัญชีดังกล่าวไว้แล้ว โดยมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมจำเลยควรต้องติดต่อไปยังเจ้าของบัญชีที่โจทก์อ้างว่าโอนเงินผิดพลาดให้แสดงตนหรือโต้แย้งคัดค้านเพื่อแสดงหลักฐานถึงสิทธิในเงินดังกล่าวเพื่อมิให้เกิดภาระแก่ผู้บริโภคในการดำเนินการติดตามทรัพย์สินคืนเพียงฝ่ายเดียวเกินสมควร เมื่อจำเลยให้การและนำสืบรับว่า จำเลยได้รับโอนเงินดังกล่าวจากโจทก์จริงและเงินที่โจทก์โอนเข้าบัญชีเงินฝากของ ซ. ยังอยู่ในความครอบครองของจำเลย โดยไม่ปรากฏว่า ซ. ได้โต้แย้งเกี่ยวกับเงินที่มีการโอนผิดพลาดไปดังกล่าวแต่อย่างใด โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะติดตามเอาเงินดังกล่าวคืนจากจำเลยได้ตามมาตรา 1336 เมื่อโจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉยไม่คืนเงินให้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้อง
(หมายเหตุ 1 ข้อเท็จจริง โจทก์ประสงค์จะโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาว พ. บุตรของโจทก์ ซึ่งเปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารจำเลย ผ่านแอปพลิเคชั่นการโอนเงินที่ติดตั้งในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ แต่โจทก์พิมพ์หมายเลขบัญชีที่จะโอนเงินผิดพลาดไป ทำให้เงินจำนวนดังกล่าวถูกโอนไปเข้าบัญชีเงินฝาก ของนาย ซ. บุคคลสัญชาติเมียนมา ซึ่งเปิดบัญชีไว้กับจำเลย
2 ในวันดังกล่าวโจทก์ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลไว้เป็นหลักฐาน เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลออกหมายอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของนาย ซ. ส่งไปถึงธนาคารจำเลย และธนาคารจำเลยอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของนาย ซ. ไว้ แต่ไม่คืนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้
3 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นาย ซ. ไม่ใช่ผู้ฝากเงิน การฝากเงินโดยผิดพลาดหาใช่เป็นการฝากเงินแทนนาย ซ. ตราบใดที่นาย ซ. ยังไม่ได้ถอนหรือเบิกเงินหรือโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝาก เงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวย่อมอยู่ในความครอบครองของจำเลย และจำเลยไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินให้แก่นาย ซ. ซึ่งไม่ใช่ผู้ฝากเงิน โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะติดตามเอาเงินดังกล่าวคืนจากจำเลยได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336)
(หลักกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 657, มาตรา 665, มาตรา 672, มาตรา 1336, พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 12)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

25/08/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
4235.สิทธิของผู้รับจำนองในทรัพย์สินที่ถูกกองทุน ป.ป.ส.ยึดไว้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 521/2569 สิทธิจำนองนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 702 จะเกิดขึ้นเฉพาะต่อเมื่อผู้จำนองเอาทรัพย์สินตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และตามมาตรา 714 การตราไว้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยต้องบันทึกไว้ในทะเบียนซึ่งเป็นเอกสารมหาชนที่ประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบได้ และมาตรา 702 วรรคสอง ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ มิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือหาไม่ วัตถุประสงค์อย่างหนึ่งที่กฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้นก็คือเพื่อคุ้มครองเสรีภาพในทางทรัพย์สินตามหลักนิติรัฐในระบอบเสรีประชาธิปไตย ให้บุคคลในภาคเอกชนที่ยอมมอบเงินของตนให้แก่ผู้อื่นกู้ยืมไปใช้ประโยชน์มั่นใจมากขึ้นว่าจะได้รับเงินกู้ยืมพร้อมผลประโยชน์กลับคืนเพราะมีทรัพย์สินเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ มีสิทธิบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่ตราไว้เป็นหลักประกันนั้นดีกว่าเจ้าหนี้อื่นและดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 722 และมาตรา 730 ส่วนผู้กู้ยืมก็ได้เงินไปหมุนเวียนในทางเศรษฐกิจอันเป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์ในทางทรัพย์สินและเกิดหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น นอกจากนี้สิทธิจำนองย่อมไม่ตกไปจากการโอนทรัพย์ที่จำนองและแม้หนี้ที่จำนองเป็นประกันขาดอายุความไปแล้ว ตามมาตรา 745 ก็ยังให้บังคับจำนองได้ การเพิกถอนความสมบูรณ์ของนิติกรรมการจำนองจึงคงทำได้เพียงตามบทบัญญัติว่าด้วยความสมบูรณ์แห่งนิติกรรมตาม ป.พ.พ. บรรพ 1 ลักษณะ 4 นิติกรรม หรือหากผู้จำนองไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์ที่จำนอง การจำนองย่อมไม่สมบูรณ์มาแต่แรกตามมาตรา 705
เมื่อการจำนองเป็นทรัพยสิทธิซึ่งถือเป็นทรัพย์สินของบุคคลในภาคเอกชนที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 37 บัญญัติรับรองสิทธิไว้ว่า การจำกัดสิทธิในทางทรัพย์สินต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น แม้แต่การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ก็ยังต้องมีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้และต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของด้วย ดังนั้น รัฐโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมไม่อาจกระทำการใดให้มีผลกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของบุคคลโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจอย่างชัดเจนได้ เมื่อตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 กองทุนเกิดขึ้นโดยมาตรา 34 และมาตรา 35 ที่บัญญัติว่ากองทุนประกอบด้วย (1) ทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน... (2) ทรัพย์สินที่มีผู้ให้ (3) ทรัพย์สินที่ได้รับจากรัฐบาล และ (4) ผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินตาม (1) (2) และ (3) มาตรา 36 กองทุนให้เป็นของสำนักงาน ป.ป.ส. โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน และมาตรา 37 การรับเงิน การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินของกองทุนให้เป็นไปตามระเบียบ แม้ พ.ร.บ.ดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไปแล้วโดย พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 แต่ ป.ยาเสพติด มาตรา 88 ยังคงบัญญัติถึงสินทรัพย์ของกองทุนไว้ว่า "กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้ (1) เงินและทรัพย์สินที่โอนมาจากกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ...(5) ผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินตาม (1) (2) (3) และ (4)" และวรรคสองบัญญัติว่า "เงินและทรัพย์สินของกองทุนตามวรรคหนึ่ง ไม่ต้องส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน" มาตรา 89 "ให้คณะกรรมการ ป.ป.ส. วางระเบียบเกี่ยวกับการบริหารและการดำเนินการของกองทุน...(2) การจัดหาผลประโยชน์ การจัดการ และการจำหน่ายทรัพย์สินของกองทุน (3) การรับเงิน การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินของกองทุน (4) ค่าใช้จ่ายหรือค่าตอบแทนอื่นใดซึ่งจำเป็นต้องจ่ายแก่หน่วยงาน บุคคลภายนอก..." แสดงว่า ทรัพย์สินของกองทุนอาจงอกเงยหรือลดทอนลงได้โดยการหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินที่มีอยู่ กองทุนจึงย่อมมีทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่อผู้ที่กองทุนมีนิติสัมพันธ์ด้วยและต่อผู้อื่นที่มีสิทธิเหนือทรัพย์สินที่กองทุนได้รับมาได้ ดังนั้น เงินและทรัพย์สินของกองทุนที่ได้รับมาโดยกฎหมายหากยังมีภาระผูกพันตามกฎหมายใด ๆ กองทุนก็ยังมีหน้าที่ความรับผิดตามกฎหมายนั้น ๆ ต่อไป การที่มาตรา 31 บัญญัติให้ทรัพย์สิน "ตกเป็นของกองทุน" ไม่ได้บัญญัติว่า "ให้ตกเป็นของแผ่นดิน" จึงย่อมต่างจากให้ "ตกเป็นของแผ่นดิน" และแม้กระทั่งทรัพย์สินใดที่กฎหมายบัญญัติให้ตกเป็นของแผ่นดินแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะคืนให้แก่ผู้มีสิทธิที่แท้จริงที่ปรากฏในภายหลังไม่ได้ เมื่อสิทธิของผู้รับจำนองมีกฎหมายบัญญัติรับรองสิทธิต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจนและไม่มีกฎหมายใดออกมาในลักษณะจำกัดสิทธิดังกล่าว จึงไม่อาจตีความไปในทางจำกัดสิทธิได้ การที่มาตรา 1307 บัญญัติว่า "ท่านห้ามมิให้ยึดทรัพย์สินของแผ่นดิน ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่" มิได้หมายความว่ารัฐไม่ต้องรับผิดชอบในหนี้สินหรือภาระผูกพันใด ๆ ในทรัพย์สินนั้น ๆ ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำนองคดีนี้ แม้คดีที่ศาลอาญามีคำสั่งให้ริบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ตกเป็นของกองทุนได้ถึงที่สุดแล้ว
(หมายเหตุ 1 เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 เจ้าพนักงานตำรวจร่วมกันจับกุมจำเลยที่ 1 พร้อมกัญชา 600 ซอง กัญชาแห้ง 35 ซอง กัญชาอัดแท่ง 1 แท่ง ก้านกัญชา 2 ถุง และยางกัญชา 1 ก้อน กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานผลิตกัญชา
2 วันที่ 16 สิงหาคม 2556 โจทก์จดทะเบียนรับจำนองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 1 ระบุว่าเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงิน 742,000 บาท มีกำหนดไถ่ถอนภายใน 6 เดือน
3 วันที่ 1 ตุลาคม 2556 เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้ตรวจสอบทรัพย์สินและมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ชั่วคราว 11 รายการ ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีมติให้อายัดทรัพย์สินรวมถึงที่ดินพิพาท
4 วันที่ 25 มีนาคม 2558 ศาลอาญามีคำสั่งให้ที่ดินพิพาทตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 27, 29 และ 31 คดีถึงที่สุดแล้ว
5 วันที่ 21 เมษายน 2564 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมีหนังสือถึงโจทก์ขอดำเนินการให้ที่ดินตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
6 วันที่ 27 พฤษภาคม 2564 โจทก์มอบอำนาจให้ทนายความจัดทำหนังสือชี้แจงรายละเอียดและบอกกล่าวบังคับจำนองแก่กองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จำเลยทั้งสองได้รับแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย
7 ในทางพิจารณา โจทก์เบิกความว่า โจทก์ประกอบธุรกิจปล่อยเงินให้กู้ยืมเป็นปกติมาก่อน สำหรับการให้กู้ยืมเงินแก่จำเลยที่ 1 นั้น มีนายหน้าเป็นผู้แนะนำจำเลยที่ 1 ให้มากู้ยืมเงินโจทก์ และโจทก์มีหลักฐานที่ชัดเจนถึงแหล่งที่มาของเงินที่นำมาให้กู้ยืมเงินว่ามาจากเงินฝากในธนาคาร
8 จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างว่าโจทก์รับจำนองโดยมีการแสดงเจตนาลวง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ย่อมมีภาระการพิสูจน์ และมีคำวินิจฉัยข้างต้น และพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์)
(หลักกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 702, มาตรา 705, มาตรา 714, มาตรา 715, มาตรา 722, มาตรา 730, มาตรา 745, มาตรา 1307, ป.ยาเสพติด มาตรา 88, มาตรา 89)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

24/08/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
4234.ทำสัญญาค้ำประกันให้หักเงินเดือนเมื่อผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ก่อนมีการแก้ไขกฎหมายค้ำประกัน มีผลผูกพันผู้ค้ำประกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1678/2569 โจทก์ทั้งสองสมัครใจทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ โดยมีข้อตกลงยอมรับผิดกับผู้กู้อย่างลูกหนี้ร่วม ยินยอมให้ผู้ให้กู้หักเงินรายได้จากหน่วยงานต้นสังกัดชำระหนี้ได้ทันทีเมื่อผู้กู้ผิดนัดผิดสัญญา สละสิทธิที่จะยกประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาขึ้นต่อสู้ กับยอมสละสิทธิเกี่ยงให้ผู้กู้ชำระหนี้ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 688, 689, 690 ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2556 ก่อน พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและมีผลผูกพันคู่สัญญาโดยชอบ และเมื่อพิจารณาหนังสือยินยอมหักเงินได้ตามความในมาตรา 42/1 แห่งพ.ร.บ. สหกรณ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2553 ที่โจทก์ทั้งสองทำให้จำเลยไว้ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2556 เช่นกัน ระบุว่าโจทก์ทั้งสองขอแสดงเจตนายินยอมให้ผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานของรัฐที่โจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่อยู่หักเงินเดือนหรือค่าจ้างหรือเงินอื่นใดที่ถึงกำหนดจ่ายแก่โจทก์ทั้งสองเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่มีต่อจำเลยให้แก่จำเลยตามที่จำเลยแจ้งไปจนกว่าหนี้หรือภาระผูกพันนั้นจะระงับสิ้นไป ข้อความดังกล่าวมีความหมายที่แสดงถึงเจตนาของคู่สัญญาว่า โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันตกลงยินยอมให้จำเลยแจ้งให้หน่วยงานต้นสังกัดของโจทก์ทั้งสองหักเงินที่ถึงกำหนดจ่ายให้แก่จำเลยเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่มีต่อจำเลย อันเป็นการตกลงยินยอมตามบทบัญญัติในมาตรา 42/1 แห่งพ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ. สหกรณ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2553 โจทก์ทั้งสองย่อมต้องถูกผูกพันตามข้อตกลงในหนังสือยินยอมดังกล่าวจึงไม่อาจอ้างสิทธิเกี่ยงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อยกเว้นข้อผูกพันที่ได้ยินยอมไว้ได้ และ พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้แตกต่างจากบทบัญญัติใน ป.พ.พ. มาตรา 686 (ใหม่) อันมีเจตนาบัญญัติเพิ่มเติมขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินกิจการของสหกรณ์ให้สามารถลุล่วงไปได้มีลักษณะเป็นกฎหมายเฉพาะจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 686 (ใหม่) การที่จำเลยจะมีสิทธิแจ้งให้ต้นสังกัดของโจทก์ทั้งสองหักเงินของโจทก์ทั้งสองได้หรือไม่จึงต้องพิจารณาเงื่อนไขไปตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 วรรคหนึ่ง
ผู้กู้ที่โจทก์ทั้งสองค้ำประกันเริ่มผิดนัดครั้งแรกและมิได้ชำระหนี้แต่ละงวดจนครบตั้งแต่ก่อนปี 2560 และก่อนที่จำเลยจะเริ่มหักเงินเดือนจากโจทก์ทั้งสองในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 จึงถือว่าโจทก์ทั้งสองมีหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยในการแจ้งต้นสังกัดให้หักเงินโจทก์ทั้งสองตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 วรรคหนึ่ง แล้ว ประกอบกับมาตรา 42/1 มิได้บัญญัติว่าการแจ้งให้หักเงินเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นจำเลยต้องบอกกล่าวไปยังโจทก์ทั้งสองก่อน จำเลยจึงไม่จำต้องบอกกล่าวแจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบก่อนที่จะแจ้งให้ต้นสังกัดของโจทก์ทั้งสองหักเงิน ดังนั้น จำเลยย่อมอาศัยข้อตกลงตามหนังสือยินยอมหักเงินได้แจ้งให้ต้นสังกัดของโจทก์ทั้งสองหักเงินของโจทก์ทั้งสองเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันตามการค้ำประกันได้ การหักเงินของจำเลยจึงเป็นการหักเงินไว้โดยมีมูลอันจะอ้างตามกฎหมายไม่ใช่ลาภมิควรได้ที่โจทก์ทั้งสองจะฟ้องเรียกคืนได้
(หลักกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 406, มาตรา 686, มาตรา 688, มาตรา 689, มาตรา 690, พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 42/1)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

20/08/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
4223.ชนแล้วหนี เป็นความผิดหลายกรรม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 455/2569 ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและทรัพย์สินผู้อื่นเสียหายเป็นการกระทำที่เป็นความผิดสำเร็จแล้ว การที่ต่อมาจำเลยผู้ขับรถหลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควรและพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อตำรวจที่ใกล้เคียงทันทีเป็นการกระทำหลังเกิดเหตุรถกระบะของจำเลยชนกับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายแล้ว ซึ่งเป็นการกระทำโดยเจตนาของจำเลยแยกต่างหากจากการกระทำโดยประมาท ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง จึงเป็นความผิดอีกกระทงหนึ่ง
ส่วน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 วรรคสอง เป็นเพียงบทบัญญัติให้ศาลกำหนดโทษจำเลยในความผิดนั้นก่อนแล้วจึงเพิ่มโทษ ซึ่งต่างจากมาตรา 160 วรรคหนึ่ง ที่มีระวางโทษกำหนดไว้แล้วเพื่อให้เปรียบเทียบได้ว่ากฎหมายบทใดที่มีโทษหนักที่สุด ในกรณีที่การกระทำใดอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตาม ป.อ. มาตรา 90 เมื่อมาตรา 160 วรรคสอง ไม่ได้กำหนดระวางโทษไว้และไม่มีเงื่อนไขหรือองค์ประกอบความผิดในลักษณะของบทหนักหรือบทฉกรรจ์ของมาตรา 160 วรรคหนึ่ง ไว้ในตัว ทั้งมิได้กำหนดไว้โดยชัดแจ้งว่าเมื่อเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดนั้นตามความในวรรคสองแล้วจะลงโทษได้แต่กระทงเดียวและห้ามไม่ให้ลงโทษตามวรรคหนึ่งอีก อันเป็นบทยกเว้นตาม ป.อ. มาตรา 91 ดังนั้น มาตรา 160 วรรคสอง เป็นเพียงบทบัญญัติลักษณะว่าด้วยการเพิ่มโทษในการกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทตาม ป.อ. มาตรา 291 หรือมาตรา 300 ไว้เป็นการเฉพาะ จึงไม่ทำให้การกระทำโดยประมาทของจำเลยกับความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 160 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดต่างกรรมกันต้องกลับเป็นความผิดกรรมเดียวด้วยผลจากการเพิ่มโทษตามมาตรา 160 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าความผิดฐานกระทำโดยประมาทของจำเลยกับความผิดฐานไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อตำรวจที่ใกล้เคียงทันที เป็นความผิดกรรมเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90 จึงไม่ชอบ และแม้ว่าโจทก์มิได้มีคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามคำขอท้ายฟ้องมาด้วยก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มีคำขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 มาด้วยแล้ว ศาลจึงเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว
(หลักกฎหมาย ป.อ. มาตรา 91, มาตรา 300, พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), มาตรา 78, มาตรา 157, มาตรา 160)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

19/08/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
4232.ยิงปืนเข้าไปภายในบ้านที่ไม่มีคนอยู่อาศัย เป็นพยายามฆ่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1672/2569 พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์และนั่งซ้อนท้ายมาด้วยกัน และนำเอาอาวุธปืนที่มีอนุภาพร้ายแรงติดตัวมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อไปใช้ยิงบ้านที่เกิดเหตุตามที่จำเลยทั้งสองได้รับคำสั่งมา เมื่อไปถึงบ้านที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 จอดรถจักรยานยนต์ จากนั้นจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงกราดเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยประจำของผู้เสียหายทั้งสองกับบุตรอย่างน้อย 5 นัด กระสุนถูกผนังบ้านทะลุเข้าไปในตัวบ้านและอยู่ในระดับคอคน จำเลยทั้งสองย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนที่ยิงอาจถูกผู้เสียหายทั้งสองหรือบุคคลอื่นภายในบ้านได้แม้กระสุนปืนจะไม่ถูกผู้ใดเนื่องจากผู้เสียหายทั้งสองออกไปกรีดยางและได้นำบุตรชายไปฝากญาติไว้ ขณะเกิดเหตุจึงไม่มีผู้ใดอยู่ในบ้านกรณีจึงเป็นเรื่องบังเอิญ การกระทำของจำเลยทั้งสองถือได้ว่ามีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นแล้ว และการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกับพวกมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าด้วยการตระเตรียมจัดหารถจักรยานยนต์และอาวุธปืนเพื่อนำไปใช้ยิงบ้านที่เกิดเหตุ โดยมีการนัดให้จำเลยทั้งสองไปเอาอาวุธปืนยังสถานที่ซ่อนไว้เป็นขั้นเป็นตอน ย่อมถือว่าเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อผู้เสียหายทั้งสองไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองกับพวกจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80
จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน พนักงานสอบสวนมิได้สอบถามจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับความต้องการทนายความหรือไม่ จึงมิได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ก็ยกขึ้นฎีกาได้ เมื่อความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้นมีระวางโทษสูงสุดเพียงจำคุกตลอดชีวิต
ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของผู้ต้องหาที่ 1 ว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาและแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้จำเลยที่ 1 ทราบ และสอบถามเรื่องทนายความหรือผู้ที่จำเลยที่ 1 ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวนแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ให้การว่าไม่มีและไม่ต้องการทนายความ และไม่ประสงค์ให้ผู้อื่นใดร่วมฟังการสอบสวน แสดงว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิตามกฎหมายให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว แต่จำเลยที่ 1 สละสิทธิในการมีทนายความ เมื่อคดีนี้มีเพียงอัตราโทษจำคุกไม่ใช่มีอัตราโทษประหารชีวิต กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องจัดทนายความให้แก่จำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 วรรคสอง พนักงานสอบสวนจึงทำการสอบสวนจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
(หมายเหตุ 1 คดีนี้ จำเลยทั้งสองได้รับการว่าจ้างให้ไปยิงบ้านที่เกิดเหตุ โดยวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายและถืออาวุธปืนเดินทางไปบ้านที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปทางบ้านที่เกิดเหตุ 5 นัด จากนั้นจำเลยทั้งสองก็ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป
2 ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสองว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน)
(หลักกฎหมาย ป.อ. มาตรา 80, มาตรา 289 (4), ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 วรรคสอง, มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

17/08/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
4231.นำประวัติการกระทำความผิดในขณะที่เป็นเยาวชนมาใช้ประกอบในการลงโทษในขณะที่พ้นจากการเป็นเยาวชนได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 736/2569 ปัญหาว่าการนำประวัติการกระทำความผิดของจำเลยในขณะที่เป็นเยาวชนมาฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลย เป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง หรือไม่ พิจารณาจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวซึ่งบัญญัติว่า "เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชน ห้ามมิให้เปิดเผยหรือนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของเด็กหรือเยาวชนไปพิจารณาให้เป็นผลร้ายหรือเป็นการเลือกปฏิบัติอันไม่เป็นธรรมแก่เด็กหรือเยาวชนนั้นไม่ว่าในทางใด ๆ เว้นแต่เป็นการใช้ประกอบดุลพินิจของศาลเพื่อกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน หากมีการฝ่าฝืนให้ศาลสั่งระงับการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือเพิกถอนการกระทำนั้น..." จะเห็นได้ว่าเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาคดีในศาลเยาวชนและครอบครัวเพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชนโดยห้ามมิให้เปิดเผยหรือนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของเด็กหรือเยาวชนไปพิจารณาให้เป็นผลร้ายแก่เด็กหรือเยาวชน แต่คดีนี้ไม่ใช่คดีที่พิจารณาโดยศาลเยาวชนและครอบครัวและจำเลยก็มิใช่เด็กหรือเยาวชนที่จะต้องนำบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวที่ใช้ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเด็กและเยาวชนมาใช้บังคับ ทั้งการที่ศาลจะใช้ดุลพินิจรอการลงโทษไว้หรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้แล้วปล่อยตัวไปก็มีบทบัญญัติแห่ง ป.อ. มาตรา 56 ให้ศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงอายุประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา... ของจำเลยได้ ดังนั้น ศาลจึงนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของจำเลยซึ่งเป็นประวัติและความประพฤติที่ผ่านมาของจำเลยมาใช้ประกอบดุลพินิจในการที่จะรอหรือไม่รอการลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยโดยนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของจำเลยมาใช้ประกอบดุลพินิจ จึงไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
(หมายเหตุ 1 จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดโดยโพสต์ข้อความในช่องทางเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลสในเว็บเฟซบุ๊กสาธารณะที่บุคคลอื่น ๆ สามารถเข้าไปอ่านดูได้ เป็นการหลอกลวงขายเครื่องเล่นเกมแก่บุคคลได้โดยทั่วไป หากมีบุคคลหลงเชื่อและสั่งซื้อเครื่องเล่นเกมจากจำเลยเป็นจำนวนมากก็อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายในวงกว้างได้ แต่อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏว่านอกจากผู้เสียหายแล้วยังมีบุคคลอื่นหลงเชื่อการหลอกลวงของจำเลยอีกหรือไม่ ผู้เสียหายถูกหลอกลวงให้ชำระค่าเครื่องเล่นเกม 8,500 บาท จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 20,000 บาท สูงกว่าความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับกว่าสองเท่าเป็นการบรรเทาผลร้ายให้แก่ผู้เสียหายในจำนวนที่สูงพอสมควรแล้ว แม้จำเลยเคยมีประวัติการกระทำความผิดหลายครั้งแต่ก็เป็นการกระทำความผิดติดต่อกันในช่วงเวลาสั้น ๆ ในขณะที่เป็นเยาวชน หลังจากพ้นการฝึกอบรมแล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดใดอีกจนกระทั่งมากระทำความผิดในครั้งนี้ซึ่งเป็นระยะเวลาห่างจากการกระทำความผิดครั้งก่อนเกือบสิบปี จะฟังว่าจำเลยกระทำความผิดติดนิสัยนั้นยังไม่ถนัดนัก เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจแล้ว นับว่ามีเหตุอันควรปรานีที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้)
(หลักกฎหมาย ป.อ. มาตรา 343 วรรคหนึ่ง, พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1), พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 84)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

16/08/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
4230.ซื้อบริการทางเพศเด็ก เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 157/2569 การพรากอันจะทำให้ผู้กระทำมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม หมายถึงการพาหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลเด็กของบุคคลดังกล่าวถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบุคคลดังกล่าวไม่รู้เห็นยินยอมอันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบุคคลเหล่านั้น โดยกฎหมายมีเจตนารมณ์มุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กเป็นสำคัญ มิให้ถูกผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใดอันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครองไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยาย จึงไม่จำกัดว่าการพรากจะกระทำด้วยวิธีการใดและไม่คำนึงว่าเด็กจะเป็นฝ่ายออกจากบ้านเองหรือมีบุคคลใดเป็นฝ่ายนัดหมายชักชวนมา โดยหากมีการกระทำต่อเด็กในทางเสื่อมเสียและเสียหายอันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองดูแลแล้ว ย่อมถือเป็นความผิดทั้งสิ้น
แม้ในตอนแรกที่จำเลยเห็นภาพโฆษณาของผู้เสียหายที่ 1 แล้วเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 1 มิได้เป็นเด็กแต่เป็นบุคคลที่มีอายุกว่า 18 ปี จึงตัดสินใจติดต่อซื้อบริการทางเพศอันถือได้ว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดฐานนี้ดังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็ตาม แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 1 มาพบกับจำเลยที่ห้อง จำเลยจึงมีโอกาสเห็นตัวจริงของผู้เสียหายที่ 1 อย่างชัดเจนซึ่งในข้อนี้จำเลยเองก็เบิกความยอมรับว่ารูปร่างหน้าตาผู้เสียหายที่ 1 ไม่ตรงกับภาพที่โฆษณา จำเลยประเมินแล้วคิดว่าผู้เสียหายที่ 1 น่าจะเป็นเด็กมีอายุไม่ถึง 18 ปี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นเด็กมีอายุยังไม่ถึง 15 ปี การกระทำของจำเลยดังกล่าวย่อมมีผลทำให้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ถูกล่วงละเมิดตัดขาดเป็นการพรากไปโดยปริยาย เข้าลักษณะเป็นการพาและแยกผู้เสียหายที่ 1 ไปจากความปกครองดูแลและล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 แล้ว จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร
(หมายเหตุ 1 จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้เสียหายที่ 1 ยังเป็นเด็กอ่อนด้อยทั้งวุฒิภาวะและประสบการณ์ชีวิตย่อมถูกชักชวนไปในทางเสื่อมเสียได้โดยง่าย โดยเฉพาะการต้องเข้าไปอยู่ในวงจรขายบริการทางเพศตั้งแต่เป็นเด็กนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงภาวะความเสื่อมทรามของสังคมและศีลธรรมแล้ว ยังทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ต้องเสียโอกาสในการพัฒนาตนเองทั้งทางร่างกายและจิตใจเพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่มีคุณภาพและมีอนาคตที่ดี รัฐจึงต้องเข้ามาคุ้มครองปกป้องสวัสดิภาพของเด็กไม่ให้ผู้ใดแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กในทางการค้าเช่นนี้ ผู้ซื้อบริการจึงสมควรได้รับโทษสถานหนักเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างซึ่งเท่ากับหยุดส่งเสริมการค้าประเวณีเด็กมิให้ลุกลามแพร่ขยายออกไป พฤติการณ์กระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องร้ายแรง
2 ศาลฎีกาพิพากษาให้จำคุก 6 ปี 8 เดือน ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษและไม่คุมความประพฤติจำเลย)
(หลักกฎหมาย ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

15/08/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
4229.ผู้ซื้อมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามโฉนดที่ดินแต่ยังชำระราคาไม่ครบถ้วน ไปแจ้งว่าโฉนดที่ดินหาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 914/2569 ปัญหาว่าผู้เสียหายจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 หรือไม่นั้น ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจะต้องเป็นการชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการฟ้องร้อง ผู้เสียหายจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่ไม่ได้ถูกฟ้องไม่ได้ เมื่อได้ความว่าจำเลยได้นำหลักฐานการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินโดยที่จำเลยยังชำระราคาที่ดินแก่ผู้ตายยังไม่ครบถ้วนแล้วนำที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไปขายให้บุคคลอื่น ทำให้สิทธิของผู้ตายเกี่ยวกับการมีกรรมสิทธิ์ต้องถูกเปลี่ยนแปลงหรือกระทบกระเทือนในทางที่ทำให้สิทธิที่มีอยู่สิ้นไปหรือลดน้อยถอยลงจากการกระทำความผิดของจำเลยทำให้ผู้ตายได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยในคดีนี้
(หมายเหตุ 1 จำเลยซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์จากผู้ตาย โดย ในวันทำสัญญาจะซื้อขาย จำเลยกับผู้ตายตกลงให้ออกโฉนดที่ดินที่ตั้งอาคารพาณิชย์เป็นชื่อของจำเลย เพื่อจำเลยนำไปขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน โดยผู้ตายเป็นผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดินไว้ จำเลยชำระเงินให้แก่ผู้ตายเป็นเงิน 1,000,000 บาท และยังค้างชำระอีก 5,000,000 บาท
2 เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2557 จำเลยแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าโฉนดที่ดินของจำเลยสูญหายไป ซึ่งพนักงานสอบสวนทำบันทึกข้อความลงในรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย วันเดียวกันจำเลยนำรายงานประจำวันดังกล่าวไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัด โดยให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อบันทึกในคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและการสอบสวนสิทธิในที่ดิน ประเภทออกใบแทน (กรณีสูญหาย) คำขอใบแทนโฉนดที่ดินกรณีสูญหาย บันทึกถ้อยคำผู้ขอเรื่องออกใบแทน และประกาศสำนักงานที่ดินจังหวัด ต่อมามีการออกใบแทนโฉนดที่ดินให้ และในวันที่ 29 ธันวาคม 2557 จำเลยโอนขายให้แก่นางสาว ร.
3 เมื่อเดือนมีนาคม 2559 ผู้เสียหาย(ผู้ตาย)ทราบเรื่องดังกล่าวจากการไปตรวจสอบโฉนดที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัด จึงแจ้งความให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีกับจำเลย และได้นำโฉนดที่ดินมามอบให้พยานไว้ดำเนินคดี
4 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทราบว่ายังไม่มีการชำระราคาที่ดินครบถ้วนให้แก่ผู้ตายและโฉนดที่ดินอยู่ที่ผู้ตาย จำเลยจึงมีเจตนาที่จะกระทำผิดหาใช่เป็นเรื่องที่ขาดเจตนาไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน กับฐานใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 267 (เดิม)
5 จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจกับเจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารราชการและใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดนั้น ทำให้จำเลยได้รับใบแทนโฉนดที่ดินแล้วนำไปโอนขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ให้แก่บุคคลอื่น โดยยังไม่มีการชำระราคาให้แก่ผู้ตายซึ่งเป็นเจ้าของ ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยเป็นไปโดยไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายและก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม หลังเกิดเหตุจำเลยไม่ได้รู้สึกถึงความผิดและบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดของตน เมื่อพิจารณาถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิดแม้จะเป็นการลงโทษจำคุกในระยะสั้นก็ทำให้จำเลยหลาบจำและเป็นการปรามผู้อื่นมิให้กระทำผิดเช่นเดียวกับจำเลย จึงไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย
6 ศาลฎีกายังวินิจฉัยต่อไปว่า ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ จึงต้องถือว่าคำพิพากษาในส่วนที่ผู้ร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาในส่วนคดีอาญา เมื่อคดีอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งจึงไม่ต้องห้ามฎีกา ผู้ร้องจึงไม่ต้องขออนุญาตฎีกาในคดีส่วนแพ่ง)
(หลักกฎหมาย ป.อ. มาตรา 267 (เดิม), มาตรา 268, ป.วิ.อ. มาตรา 44/1)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

14/08/2026

ฎีกาเด่นรายวันโดยสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา …
4228.โทษปรับรายวันให้แก่รัฐภายหลังศาลมีคำพิพากษา รอการลงโทษปรับไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 189/2569 แม้ตาม ป.อ. มาตรา 56 จะบัญญัติให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการรอการกำหนดโทษปรับหรือรอการลงโทษปรับก็ได้ แต่ในส่วนของโทษปรับรายวันนั้นเนื่องจากเป็นมาตรการบังคับตามคำพิพากษาอย่างหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นและยังคงดำเนินอยู่ยุติลง ตราบใดที่ความผิดนั้นยังไม่ยุติลงจำเลยก็ยังคงต้องรับผิดชำระค่าปรับรายวันให้แก่รัฐ โทษปรับรายวันภายหลังศาลมีคำพิพากษาจึงไม่อาจระบุจำนวนรวมที่แน่นอนได้ว่าเป็นจำนวนเท่าใดขึ้นอยู่กับว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าท่าแล้วเสร็จเมื่อใด โทษปรับรายวันภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้วจึงไม่อาจรอการลงโทษได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้รอการลงโทษปรับจำเลยคดีนี้ไว้ 2 ปี จึงมีผลเพียงการรอการลงโทษปรับจำเลยในส่วนโทษปรับที่สามารถระบุจำนวนได้แน่นอนในวันที่ศาลมีคำพิพากษา เมื่อได้ความว่าหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยยังไม่รื้อถอนอาคารที่เกิดเหตุตามคำสั่งของเจ้าท่า การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดอยู่ โจทก์สามารถยื่นคำร้องขอให้มีการบังคับคดีในส่วนของโทษปรับรายวันหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเพื่อยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยนำมาชำระค่าปรับส่วนนี้ได้
(หมายเหตุ 1 เดิมศาลมีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานปลูกสร้างอาคารล่วงล้ำเข้าไปเหนือน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับเป็นเงิน 100,100 บาท และปรับรายวัน(ภายหลังศาลมีคำพิพากษา) เป็นต้นไปตลอดระยะเวลาที่จำเลยยังฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่า โทษจำคุกและปรับให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคดีถึงที่สุดแล้ว
2 จำเลยไม่รื้อถอนอาคารที่เกิดเหตุออกไปจากลำน้ำอันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าท่า
3 พนักงานอัยการโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีจำเลยเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาปรับจำเลย
4 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ ศาลพิพากษารอการลงโทษจำคุกและโทษปรับ จึงไม่มีเหตุให้ออกหมายบังคับคดี ให้ยกคำร้อง
5 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษากลับ ให้ออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์
6 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยไม่รื้อถอนอาคารที่เกิดเหตุ การกระทำของจำเลยยังคงเป็นความผิดอยู่ พนักงานอัยการโจทก์จึงสามารถยื่นคำร้องขอให้มีการบังคับคดีในส่วนของโทษปรับรายวันหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เพื่อยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยนำมาชำระค่าปรับส่วนนี้ได้ พิพากษายืน
(หลักกฎหมาย ป.อ. มาตรา 56)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ ที่ปรึกษาอดีตนายกสภาทนายความ ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849
นางสาวจันทร์จรัส จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ปีบริหาร 2568-2571 โทร.099-9279566

ที่อยู่

Nakhon Ratchasima
30000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สารพันกฎหมายกับทนายแดงผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท