18/12/2025
#กรณีศึกษา คดีพิพาทเกี่ยวกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) มีมติชี้มูลความผิด ผู้ฟ้องคดีกับพวก ร่วมกันจัดทำเอกสารเบิกจ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษ (เงินโบนัส) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 โดยนำเงินโบนัสร้อยละ 10 ของพนักงานส่วนตำบลและพนักงานจ้าง อบต. ก. จำนวน 24 ราย เข้าบัญชีเงินฝากของนาย ข. โดยมิชอบ
" ชนใดประพฤติธรรม ในธรรมที่พระพุทธเจ้ากล่าวดีแล้ว ชนเหล่านั้นจักข้ามแดนมฤตยูที่ข้ามได้ยาก" (พุทธภาษิต)
#ข้อเท็จจริง
#ผู้ฟ้องคดี นาง น. หัวหน้าส่วนการคลัง องค์การบริหารส่วนตำบล ก.
#ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ก.
#ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัด น.
#ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
1. #การไต่สวนข้อเท็จจริงและมติชี้มูลความผิด
#คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้รับเรื่องกล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีกับพวกร่วมกันจัดทำเอกสารเบิกจ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษ (เงินโบนัส) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 โดยนำเงินโบนัสร้อยละ 10 ของพนักงานส่วนตำบลและพนักงานจ้าง จำนวน 24 ราย เข้าบัญชีเงินฝากของนาย ข. โดยมิชอบ
#ป.ป.ช. ได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงและมีมติในการประชุมครั้งที่ 835-6/2560 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2560 ว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดีมีมูลความผิดทั้งทางวินัยอย่างร้ายแรงและทางอาญา
2. #มูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงที่ชี้มูล
#ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ อันเป็นการ "ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ"
#ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้ "เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง"
#ฐานไม่ถือและปฏิบัติตามระเบียบและแบบธรรมเนียมของทางราชการ
3. #มูลความผิดทางอาญาที่ชี้มูล
#ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157)
#ฐานเป็นเจ้าพนักงานทำเอกสารเท็จ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) (4))
#ฐานเป็นเจ้าพนักงานป้องกันหรือขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมายหรือคำสั่ง (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 165)
#ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต (พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1)
4. #การส่งเรื่องเพื่อดำเนินการต่อ
ป.ป.ช. #ได้ส่งรายงาน เอกสาร และความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชา (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) เพื่อพิจารณาโทษทางวินัยกับผู้ฟ้องคดี
ป.ป.ช. #ได้ส่งรายงานไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลที่มีเขตอำนาจ
5. #การพิจารณาโทษทางวินัย (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และ 2)
#ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (นายก อบต. ก.) ได้รับรายงาน เอกสาร และความเห็นจาก ป.ป.ช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) เพื่อพิจารณาโทษทางวินัยแก่ผู้ฟ้องคดี
#ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พิจารณาแล้วเห็นสมควรลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ เนื่องจากการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และได้มีหนังสือขอความเห็นชอบไปยัง "ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2"
#ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัด น.) ในการประชุมครั้งที่ 7/2560 เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2560 มีมติเห็นชอบตามความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ให้ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ
6. #การออกคำสั่งลงโทษ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1)
#ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงได้มี "คำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบล ก. ที่ 225/2560 ลงวันที่ 13 กันยายน 2560" ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ
#ต่อมา เนื่องจากเนื้อหาและข้อความในคำสั่งดังกล่าวไม่ถูกต้องในรายละเอียด "ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1" จึงได้มี "คำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบล ก. ที่ 236/2560 ลงวันที่ 22 กันยายน 2560" ยกเลิกคำสั่งเดิม และใช้คำสั่งนี้แทน โดยยังคงลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ
7. #การพิจารณาคำอุทธรณ์ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2)
#ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้รับคำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2560
#ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้พิจารณาคำอุทธรณ์ในการประชุมครั้งที่ 8/2561 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2561 และมีมติยืนตามมติเดิมในการประชุมครั้งที่ 7/2560 ให้ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ โดยเห็นว่าคำสั่งลงโทษทางวินัยมีความเหมาะสมตามเหตุและผลประกอบข้อกฎหมายแล้ว
#บทวิเคราะห์คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ. 27/2568.
1. #ประเด็นที่ศาลปกครองสูงสุดต้องวินิจฉัย
#ประเด็นหลักที่ศาลปกครองสูงสุดต้องวินิจฉัยคือ การที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ก. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) มีคำสั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ และการที่คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัด น. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) มีมติยืนตามคำสั่งดังกล่าว "ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่"
2. #ข้อเท็จจริงและเหตุผลในการวินิจฉัยของศาลปกครอง
#ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น โดยมีเหตุผลสรุปดังนี้
#เรื่องการหักเงินโบนัส (มูลเหตุแห่งการกระทำ)
#ผู้ฟ้องคดีในฐานะหัวหน้าส่วนการคลังได้ร่วมกับพวกเบิกจ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษ (เงินโบนัส) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 โดยหักเงินร้อยละ 10 (รวม 53,694.40 บาท) ของพนักงานส่วนตำบลและพนักงานจ้าง 24 ราย เข้าบัญชีของนาย ข. เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัด"งานเลี้ยงปีใหม่" ซึ่งได้ตกลงกันในที่ประชุมพนักงาน
#ศาลปกครองสูงสุดรับฟังได้ว่า "มีการจัดงานเลี้ยงปีใหม่จริง" และการนำเงินที่หักไว้มาเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงานดังกล่าวเป็นเพียง "วิธีการเก็บรวบรวมเงินของสมาชิกในองค์กร" เพื่อจัดกิจกรรม มิใช่ภารกิจหรือหน้าที่ราชการโดยตรงของ อบต.
#ความเห็นเกี่ยวกับเจตนาและการทุจริต
#การกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นการทำโดยอาศัยมติที่ประชุม และมีการทำรายการหักเงินหน้าฎีกาให้ปรากฏเป็นหลักฐานอย่างชัดเจน ซึ่งเป็น "การกระทำที่ผิดปกติวิสัยของผู้ที่คิดจะกระทำการทุจริต"
#ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีได้กระทำไปโดย"เข้าใจคลาดเคลื่อนในแนวปฏิบัติ" เกี่ยวกับการหักเงินหน้าฎีกาเบิกถอนเงินนอกงบประมาณรายจ่าย เนื่องจากขณะนั้นระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ ปี พ.ศ. 2547 ก็มิได้มีข้อกำหนดห้ามมิให้กระทำกรณีดังกล่าวไว้อย่างชัดแจ้ง
#ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่แสดงว่าการกระทำของผู้ฟ้องคดีมี "เจตนาทุจริตเพื่อประโยชน์แก่ตนเองของผู้ฟ้องคดีหรือผู้อื่นแต่อย่างใด"
#การกระทำของผู้ฟ้องคดี "ไม่อาจถือได้ว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ" ตามข้อ 3 วรรคสาม ของประกาศ ก.อบต.จังหวัด น.
#การหักเงินโบนัส มิได้เบิกจ่ายและหักเงินจากเงินงบประมาณแผ่นดิน แต่เป็นการหักจากเงินที่พนักงานมีสิทธิได้รับเพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายร่วมกัน จึง "ไม่เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง"
#พฤติการณ์และการกระทำของผู้ฟ้องคดีดังกล่าวจึงรับฟังได้เพียงว่า เป็นการปฏิบัติที่ไม่มีกฎหมายหรือกฎให้อำนาจไว้ ด้วยการ "เข้าใจผิดคลาดเคลื่อน" ว่าสามารถกระทำได้โดยชอบ
#แม้ ป.ป.ช. จะมีอำนาจชี้มูลความผิดวินัยฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตต่อหน้าที่ราชการได้ แต่การชี้มูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรงของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในกรณีนี้ เป็นการ "ใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย"
#แม้คดีอาญา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 9 จะพิพากษาว่าผู้ฟ้องคดีมีความผิด (เนื่องจากให้การรับสารภาพ) แต่ศาลในคดีอาญามิได้ทำการไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดีกระทำการทุจริตอย่างไร และการดำเนินคดีวินัยและคดีอาญาเป็นกระบวนการที่แยกต่างหากจากกัน
3. #ผลคำพิพากษา
#ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา "ยืน" ตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ดังนี้
#เพิกถอน คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ให้ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ตามคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบล ก. ที่ 236/2560 ลงวันที่ 22 กันยายน 2560
#เพิกถอน คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามมติในการประชุมครั้งที่ 8/2561 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2561 ที่มีมติยืนโดยให้ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ
#คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
#ผลของคำพิพากษาคือ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ต้องดำเนินการทางวินัยกับผู้ฟ้องคดีใหม่ตามกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าพฤติการณ์รับฟังได้เพียงว่าเป็นการกระทำที่อาจเป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงเท่านั้น
#ข้อสังเกตหลักกฎหมายจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ.27/2568.
1. #องค์ประกอบความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐาน "ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ"
#เน้น "เจตนาทุจริต" ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าการกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ "เจตนากระทำการหรือละเว้นกระทำการในหน้าที่เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้"
#การเข้าใจคลาดเคลื่อนไม่ใช่ทุจริต การที่ผู้ฟ้องคดีดำเนินการหักเงินโดยอาศัยมติที่ประชุมและแสดงรายการหักเงินหน้าฎีกาอย่างชัดเจน เป็นพฤติการณ์ที่ผิดปกติวิสัยของผู้ที่มีเจตนาทุจริต ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่เกิดจาก "ความเข้าใจคลาดเคลื่อนในแนวทางปฏิบัติ" เกี่ยวกับการหักเงินหน้าฎีกา ซึ่งมิใช่เจตนาทุจริตต่อหน้าที่ราชการ
#เงินที่หักมิใช่เงินงบประมาณแผ่นดิน การหักเงินโบนัสไม่ได้เป็นการเบิกจ่ายและหักเงินจากเงินงบประมาณแผ่นดิน แต่เป็นการหักจากเงินที่พนักงานมีสิทธิได้รับ เพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงานปีใหม่ร่วมกัน
2. #องค์ประกอบความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐาน "ทำให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรง"
#ความเสียหายต่อราชการโดยตรง ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การหักเงินดังกล่าว "ไม่ถือว่าทำให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง" เพราะเงินโบนัสที่ถูกหักมิได้เป็นเงินงบประมาณแผ่นดิน แต่เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่พนักงานส่วนตำบลและพนักงานจ้างเป็นการส่วนตัวที่ถูกหักเงินที่ตนมีสิทธิได้รับ
#กิจกรรมที่ไม่ใช่ภารกิจของรัฐ กิจกรรมการจัดงานปีใหม่เป็นกิจกรรมของบุคลากรในองค์กรเพื่อความรื่นเริงบันเทิงตามเทศกาล "มิใช่ภารกิจหรือหน้าที่ราชการของ อบต." ดังนั้น การนำเงินที่หักไว้มาใช้จ่ายจึงถือเป็นเพียงวิธีการเก็บรวบรวมเงินของสมาชิกในองค์กร
3. #ความแตกต่างระหว่างคดีอาญาและคดีวินัย
#แยกกระบวนการพิจารณา ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยย้ำหลักการที่ว่า การดำเนินคดีวินัยและการดำเนินคดีอาญาแก่ข้าราชการเป็น "กระบวนการที่แยกต่างหากจากกัน"
#คำพิพากษาอาญาไม่ผูกพันคดีวินัย แม้ผู้ฟ้องคดีจะถูกศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 พิพากษาว่ามีความผิดตามฟ้อง (เนื่องจากให้การรับสารภาพ) แต่ในคดีดังกล่าวศาลปกครองสูงสุดมิได้ทำการไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อแสดงว่ามีการทุจริตอย่างไร ศาลปกครองสูงสุดจึงไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาเพื่อวินิจฉัยความผิดทางวินัย
#พฤติการณ์และการกระทำของผู้ฟ้องคดีจึงรับฟังได้เพียงว่า เป็นความผิดวินัยอย่าง "ไม่ร้ายแรง" เท่านั้น
4. #อำนาจและดุลพินิจของ ป.ป.ช. และผู้บังคับบัญชา
#การชี้มูลความผิดอย่างร้ายแรงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ ป.ป.ช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) ใช้ดุลพินิจชี้มูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรงกับผู้ฟ้องคดี โดยที่ข้อเท็จจริงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดร้ายแรงตามกฎหมาย ถือเป็น "การใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย"
#ผลต่อคำสั่งลงโทษ เมื่อการชี้มูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรงไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถือเอาสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงและมีคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ จึง "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" และส่งผลให้การพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย
ที่มา : คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ.27/2568.
https://www.admincourt.go.th/admincourt/Casefile/admcase/document/signed/2025/pdf/2564/03012-640045-1f-680307-0000801850.pdf
ผู้เรียบเรียง รศ.ดร.เศรษฐวัฒน์ โชควรกุล ขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลที่ได้รับจากการเผยแพร่บทความวิชาการทุกบทความอันเป็นวิทยาทานและธรรมทานให้แด่ดวงจิตคุณพ่อศักดา โชควรกุล (บิดาผู้ล่วงลับของผู้เรียบเรียง)