27/07/2026
ฎีกาที่ 2624/2568 คดีผู้บริโภค #คดีที่น่าสนใจอย่างมาก #ถูกคนร้ายรูดบัตรเครดิต จะต้องรับผิดแทนหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยเหตุผลได้สวย+หนักแน่นมาก 🌟🌟🌟🌟
+[ทั้งนี้ให้ศึกษาย่อยาวประกอบ ย่อยาวดูในคอมเมนต์]
🔥 #ปัญหามีว่า : ผู้ถือบัตรเครดิต [วงเงินบัตรสูง 2ล้านบาท] ถูกคนร้ายหรือมิจฉาชีพนำข้อมูลบัตรเครดิตไปทำบัตรใหม่และไปรูดซื้อสินค้า ต่อมาธนาคารมาฟ้องผู้ถือบัตรเป็นจำเลยให้ชำระหนี้…… ผู้ถือบัตรเครดิตให้การต่อสู้ว่า รายการแจ้งยอดตามที่ธนาคารแจ้งมานั้น ตนไม่เคยใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าตามที่แจ้ง มีผู้ลักลอบนำข้อมูลบัตรเครดิตไปทำบัตร….. ดังนี้ :
🔶 ใครมีภาระการพิสูจน์ ในเรื่องตัวผู้ใช้บัตรนำไปชำระสินค้า ?
🔶 ผู้ถือบัตรเครดิตจะต้องรับผิดชำระยอดค้างดังกล่าวต่อธนาคารโจทก์ หรือไม่ ? อย่างไร ?
1. จำเลย #ให้การต่อสู้ว่า จำเลย #ไม่เคยใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้า หลายรายการในวันที่โจทก์แจ้งมาในใบแจ้งยอดหนี้ ซึ่งจำเลยได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อให้สืบหาคนร้ายมาดำเนินคดีตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารท้ายคำให้การซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำให้การ มีข้อความว่า #มีผู้ลักลอบนำข้อมูลมูลบัตรเครดิต ของจำเลย #ไปทำบัตรเครดิตปลอมและใช้ชำระค่าสินค้า เช่นนี้ พอถือได้ว่าจำเลยให้การปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้ใช้บัตรชำระค่าสินค้าในวันดังกล่าว รายการใช้บัตรเครติตเกิดจากมีผู้ลักลอบน้ำข้อมูลมูลบัตรเครดิตของจ้าเลยไปทำบัตรเครดิตปลอมและใช้ชำระค่าสินค้าแล้ว
2.🌟 #ปัญหาว่า มีผู้ลักลอบนำข้อมูลบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้จำเลยไปทำบัตรเครดิตปลอมนำไปชำระค่าสินค้าหรือไม่
***จำต้องพิจารณาก่อนว่า บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้จำเลยมีความปลอดภัยต่อการถูกคัดลอกข้อมูลเพื่อนำไปปลอมแปลงบัตรได้หรือไม่ #ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการผลิตการประกอบ การออกแบบ หรือส่วนผสมของสินค้า การให้บริการ หรือการดำเนินการใด ๆ 🌟🌟 #ซึ่งอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของโจทก์🌟🌟 ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ 🔥 #โจทก์มีภาระการพิสูจน์ ตาม พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 29 [หลักอยู่ในความรู้เห็นฯ ของฝ่ายใดมากกว่า]
✨ #สรุปประเด็นนี้ : ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่ธนาคารผู้ออกบัตร (โจทก์) ไม่ใช่ผู้ถือบัตรเครดิตซึ่งเป็นผู้บริโภค (จำเลย)
3. 🌟 #ปัญหามีว่า จำเลยต้องชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ?
เมื่อมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับรายการใช้บัตรเครดิตว่าไม่ถูกต้องตรงความจริง *** #ย่อมเป็นภาระหน้าที่โดยตรงของธนาคารผู้ออกบัตรเครดิต ต้องดำเนินการตรวจสอบและชี้แจงเหตุผลข้อโต้แย้งของลูกค้าผู้ใช้บัตร
🔥หากเป็นกรณีที่ลูกค้าต้องรับผิด #ต้องแสดงเหตุผลให้ลูกค้าผู้ใช้บัตรทราบโดยละเอียดชัดแจ้ง
🔥 #ไม่ใช่ผลักภาระให้แก่ลูกค้าไปดำเนินการด้วยตนเองโดยอ้างแต่เพียงว่า ลูกค้าต้องรับผิดตามเงื่อนไขตามสัญญา🔥
อีกทั้งการที่มีรายการใช้บัตรเกิดขึ้นย่อมไม่อาจสันนิษฐานได้ทันทีว่า เจ้าของบัตรเป็นผู้ใช้ หรือไม่ ***ประกอบกับคดีนี้ เมื่อเปรียบเทียบลายมือชื่อผู้ใช้บัตรดังกล่าว (คนร้าย) เป็น “ลายมือเขียน” ส่วนลายมือชื่อของผู้บริโภคบนบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้ “เป็นลายเซ็น” มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเจน #ไม่สามารถเปรียบเทียบได้ว่าเป็นลายมือชื่อของคนเดียวกันหรือไม่ ย่อมเป็นข้อสันนิษฐานในเบื้องต้นได้ว่าผู้บริโภคไม่ได้เป็นผู้ใช้บัตรเครดิตดังกล่าวชำระค่าสินค้า
💥เมื่อธนาคารโจทก์ไม่สามารถนำพยานหลักฐานมายืนยันได้ชัดเจนว่า ผู้ถือบัตรเป็นผู้ทำธุรกรรมเองหรือมีส่วนร่วมโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
#ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยผู้ถือบัตรเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าดังกล่าว #โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้บริโภค (จำเลย) หรือด้วยเหตุผลอื่นใดอันเป็นความรับผิดชอบของจำเลยตามข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิต ผู้บริโภค (จำเลย) จึง #ไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ค่าบัตรเครดิตตามฟ้องแทนคนร้ายหรือมิจฉาชีพ ต่อโจทก์
👨🏻⚖️ พิพากษากลับ #ให้ยกฟ้อง [ผู้บริโภคไม่ต้องชำระยอดค้าง]
✨ สรุปประเด็นนี้ : เนื่องจากธนาคารโจทก์ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ผู้ถือบัตรดังกล่าวเป็นผู้ใช้บัตรจริง ผู้บริโภค (จำเลยคดีนี้) จึงไม่ต้องรับผิดในยอดใช้จ่ายสินค้าที่เกิดจากการกระทำของมิจฉาชีพหรือคนร้าย
4. จำเลย #เป็นผู้บริโภค #ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง ในการดำเนินกระบวนพิจารณา ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง #จำเลยชำระค่าส่งคำคู่ความในในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา ศาลฎีกา #ให้คืนแก่จำเลย./