Jetsarid Lawyer Office

Jetsarid Lawyer Office เจ้าของสำนักงานทนายความเจตน์สฤษฎิ์
🙏รับว่าความทั่วราชอาณาจักร🙏
☎️087-9993841 (08.00-18.00)
✅️️Line : (มี @)

 #ฟ้องหย่าสามีต่างชาติ  โทร. 0879993841
12/05/2026

#ฟ้องหย่าสามีต่างชาติ โทร. 0879993841

ฟ้องผิดสัญญาเช่าบ้าน…ผู้เช่าฟ้องเรียกเงินค่าประกันบ้านจากผู้ให้เช่าคืน 15000 บาท ยอดไม่เยอะ ไม่คุ้มค่าจ้างทนาย…แต่เพื่อค...
11/05/2026

ฟ้องผิดสัญญาเช่าบ้าน…ผู้เช่าฟ้องเรียกเงินค่าประกันบ้านจากผู้ให้เช่าคืน 15000 บาท ยอดไม่เยอะ ไม่คุ้มค่าจ้างทนาย…แต่เพื่อความสะใจแค่นั้นเลย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 893/2568 "หลักฐานแห่งการกู้ยืม"📌 ปัญหาสำคัญของคดี โจทก์ให้จำเลยกู้เงิน 730,000 บาท มี “สัญญากู้” แต่...
25/04/2026

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 893/2568 "หลักฐานแห่งการกู้ยืม"
📌 ปัญหาสำคัญของคดี โจทก์ให้จำเลยกู้เงิน 730,000 บาท มี “สัญญากู้” แต่ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์
❌ ศาลล่าง : ยกฟ้อง เพราะใช้เอกสารไม่ได้

⚖️ หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
📌 มาตรา 653 (กู้ยืมเงิน) ถ้าเงินเกิน 2,000 บาท
👉 ต้องมี “หลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อผู้กู้”
👉 คำถามคือ : ยังมีหลักฐานอื่นใช้ฟ้องได้ไหม?

📌 ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 เอกสารที่ต้องติดอากร
👉 ถ้า “ไม่ติดแสตมป์” = ใช้เป็นหลักฐานไม่ได้

💡 จุดพลิกของคดี (สำคัญมาก)
แม้ “สัญญากู้” ใช้ไม่ได้ ❌
แต่ศาลฎีกาพบว่า มีเอกสารอีกแผ่นหนึ่งคือ :
👉 “เอกสารการจ่ายเงินกู้” ซึ่งมี: ระบุยอดเงิน 730,000 บาท ตารางผ่อนชำระ ระบุชัดว่า “ยินดีจ่ายเงินตามข้อตกลง” มี ลายมือชื่อจำเลย (ผู้กู้)

🔥 ศาลฎีกาวินิจฉัย
👉 เอกสารนี้ “เพียงพอ” เป็น ✅ หลักฐานแห่งการกู้ยืม เพราะ : แสดงว่า “ใครกู้” แสดง “จำนวนเงิน” แสดง “ภาระต้องชำระ” มี “ลายมือชื่อผู้กู้”

🎯 ประเด็นเด็ด (ที่คนพลาดบ่อย)
❗ 1. เอกสารไม่ต้องชื่อ “สัญญากู้” แค่มีเนื้อหาครบ = ใช้ได้
❗ 2. ไม่มีลายมือชื่อเจ้าหนี้ 👉 ไม่ใช่ตราสาร → ไม่ต้องติดแสตมป์
❗ 3. พฤติการณ์จำเลยช่วยยืนยัน บอกจะ “เจรจาชำระหนี้” และ “ไม่ต่อสู้คดี”
👉 ศาลเชื่อว่า “มีหนี้จริง”

⚖️ ผลคำพิพากษา ศาลฎีกา “กลับคำพิพากษา”
👉 ให้จำเลยชำระ: 730,000 บาท ดอกเบี้ย 6% ต่อปี

ติดต่อทนายเจตน์สฤษฎิ์ (ทนายเจตน์)
https://www.jetsaridlawyer.com/
Line ID :

#ทนาย #ทนายเจตน์สฤษฎิ์ #ทนายความ #กฎหมาย #เงินกู้ #ฎีกา #กู้ยืมเงิน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6631/2568ประเด็น: “แปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้” vs “โอนสิทธิเรียกร้อง”🧩 ข้อเท็จจริง : เดิม “จำ...
25/04/2026

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6631/2568
ประเด็น: “แปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้” vs “โอนสิทธิเรียกร้อง”

🧩 ข้อเท็จจริง : เดิม “จำเลย” กู้เงินจาก นาง พ.
ต่อมา : นำเงินต้น + ดอกเบี้ยค้าง รวมเป็นเงินต้นใหม่ทำสัญญาจำนองใหม่กับ “โจทก์” และจดทะเบียนจำนองให้โจทก์เป็นเจ้าหนี้รายใหม่

🧠 หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
📌 มาตรา 306 (โอนสิทธิเรียกร้อง) ต้อง “ทำเป็นหนังสือ” และ “บอกกล่าวลูกหนี้ / ลูกหนี้ยินยอมเป็นหนังสือ”

📌 มาตรา 349 วรรคสาม (แปลงหนี้ใหม่) ถ้า “เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้”
➡️ ให้ใช้หลักโอนสิทธิเรียกร้องมาปรับใช้

⚖️ ปัญหากฎหมาย กรณีนี้เป็น “โอนสิทธิเรียกร้อง” (ต้องทำเป็นหนังสือ + บอกกล่าวลูกหนี้ ตาม ม.306) หรือ “แปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้”

💡 ศาลฎีกาวินิจฉัย (หัวใจของคดี)
👉 กรณีนี้ ไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้อง แต่เป็น
✅ “การแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้”

🔍 เหตุผลสำคัญของศาล
1. มี “สัญญาใหม่”
เอาหนี้เดิมมารวมเป็นหนี้ใหม่
ใช้ “สัญญาจำนองใหม่” เป็นหลักฐานหนี้
👉 หนี้เดิม “ดับไป” และเกิดหนี้ใหม่

2. ลูกหนี้ “ตกลงโดยตรงกับเจ้าหนี้ใหม่”
จำเลยทำสัญญากับโจทก์โดยตรง
และลงนามในสัญญาจำนอง
👉 แสดงเจตนา “ยอมรับเจ้าหนี้ใหม่”

3. ไม่ใช่การโอนหนี้ระหว่างเจ้าหนี้กันเอง
ไม่ใช่การที่ “นาง พ.” โอนสิทธิให้โจทก์เฉย ๆ
แต่เป็น “การสร้างนิติสัมพันธ์ใหม่”

🚫 ผลทางกฎหมายที่สำคัญ
👉 ไม่ต้องทำตาม มาตรา 306 ไม่ต้องมีหนังสือโอนสิทธิ ไม่ต้องบอกกล่าวลูกหนี้ เพราะ:ลูกหนี้ “เข้าทำสัญญาใหม่เองอยู่แล้ว”

⚖️ ผลคำพิพากษา
ศาลฎีกา “กลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์” บังคับให้จำเลย ชำระหนี้ตามศาลชั้นต้น

--------------------------------------
จำแค่นี้พอ!
👉 ถ้าลูกหนี้ “เซ็นกับเจ้าหนี้ใหม่เอง”
= แปลงหนี้ใหม่

👉 ถ้าเจ้าหนี้โอนกันเอง
= โอนสิทธิเรียกร้อง

ติดต่อทนายเจตน์สฤษฎิ์ (ทนายเจตน์)
https://www.jetsaridlawyer.com/
Line ID :

#กฎหมาย #ทนาย #แปลงหนี้ #ฎีกา #ทนายเจตน์สฤษฎิ์ #ทนายความ

21/04/2026
 #กรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์สินของสามีภรรยาที่ไม่จดทะเบียนสมรสในทางปฏิบัติ คดีพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินของคู่ที่อยู่กินกันฉันส...
03/02/2026

#กรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์สินของสามีภรรยาที่ไม่จดทะเบียนสมรส

ในทางปฏิบัติ คดีพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินของคู่ที่อยู่กินกันฉันสามีภรรยาแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส เป็นคดีที่พบได้บ่อยในศาล โดยเฉพาะเมื่อความสัมพันธ์ยุติลง ฝ่ายหนึ่งมักตั้งคำถามว่า “ทรัพย์สินที่สร้างมาด้วยกันเป็นของใคร” หรือ “มีสิทธิเรียกร้องแบ่งทรัพย์หรือไม่”

บทความนี้ทนายเจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์ จัดทำขึ้นเพื่ออธิบายหลักกฎหมายที่ใช้บังคับกับสามีภรรยาที่ไม่จดทะเบียนสมรส โดยยึดแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นสำคัญ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจสิทธิของตนเองอย่างถูกต้อง ลดความเข้าใจผิด และสามารถเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสมหากเกิดข้อพิพาทขึ้นในอนาคต

1. หลักทั่วไปของ #กรรมสิทธิ์ร่วม
กรรมสิทธิ์ร่วม คือ การที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปเป็นเจ้าของทรัพย์สินเดียวกัน โดยแต่ละคนมีส่วนในกรรมสิทธิ์ของทรัพย์สินนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 บัญญัติว่า “ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากัน”
กล่าวคือ หากไม่มีพยานหลักฐานเป็นอย่างอื่น กฎหมายถือว่าเจ้าของร่วมมีสิทธิในทรัพย์สินคนละครึ่ง

2. กรรมสิทธิ์ร่วมกับสินสมรส แตกต่างกันอย่างไร
- สินสมรส เกิดขึ้นเฉพาะกรณีคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย
- กรรมสิทธิ์ร่วม อาจเกิดขึ้นได้กับบุคคลทั่วไป รวมถึงคู่ที่อยู่กินกันฉันสามีภรรยาแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส

ดังนั้น คู่ที่ไม่จดทะเบียนสมรส ไม่มีสถานะเป็นสามีภรรยาตามกฎหมาย และไม่มีสินสมรส แต่ยังอาจมีกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน หากพิสูจน์ได้ว่าได้ร่วมแรงร่วมใจกัน ทำมาหาได้ร่วมกันจริง

#ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา
กรณีสามีภริยาไม่จดทะเบียนสมรส คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4656/2567
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 "อันว่าสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น"
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 "ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากัน"

ย่อสั้น
โจทก์และจำเลยตกลงอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาด้วยใจสมัคร แม้จะไม่มีการสู่ขอ ไม่มีสินสอดทองหมั้น ไม่ได้จัดพิธีแต่งงานกันตามประเพณี และไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย ไม่ก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ในทางทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันเป็นสินสมรสเช่นอย่างสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการอยู่ร่วมกันเช่นนี้มิใช่เป็นเหมือนหุ้นส่วนและไม่เข้าลักษณะของบทกฎหมายว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัท เนื่องเพราะมิใช่ข้อตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรตามความใน ป.พ.พ. มาตรา 1012 แต่ทรัพย์สินที่ทำมาหามาได้ร่วมกันระหว่างที่อยู่ด้วยกันฉันสามีภริยานั้น ย่อมเป็นกรรมสิทธิ์รวมหรือเจ้าของรวมซึ่งต้องบังคับตาม ป.พ.พ. บรรพ 4 ทรัพย์สิน ลักษณะ 2 หมวด 3 ว่าด้วยกรรมสิทธิ์รวม มาตรา 1357 ที่บัญญัติว่า ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เป็นเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากัน

ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 49277 และโฉนดเลขที่ 52337 พร้อมบ้านเลขที่ 30/73 และที่ดินโฉนดเลขที่ 28351 และโฉนดเลขที่ 28352 พร้อมบ้านเลขที่ 9/222 ให้แก่โจทก์และจำเลยคนละครึ่ง ถ้าแบ่งไม่ได้ให้นำที่ดินและบ้านดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งคนละครึ่ง หากไม่สามารถแบ่งได้ให้จำเลยชดใช้เงิน 5,000,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์และจำเลยในที่ดินโฉนดเลขที่ 49277 และ 52337 พร้อมบ้านเลขที่ 30/73 โดยให้โจทก์และจำเลยประมูลราคากันเองก่อน หากจำเลยเป็นผู้ประมูลได้ ให้หักชำระเงิน 1,500,000 บาท จากราคาที่ได้ไว้เป็นส่วนของจำเลย แล้วชำระเงินกึ่งหนึ่งของราคาที่เหลือแก่โจทก์ หากโจทก์ประมูลได้ ให้ชำระเงิน 1,500,000 บาท และอีกกึ่งหนึ่งของราคาประมูลที่หักด้วยจำนวนเงิน 1,500,000 บาท แล้วแก่จำเลย หากไม่อาจใช้วิธีการประมูลราคาในระหว่างกันเองได้ ให้นำที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวออกขายทอดตลาด และหักเงินได้จากการขายทอดตลาด 1,500,000 บาท ให้แก่จำเลย แล้วแบ่งส่วนที่เหลือระหว่างโจทก์และจำเลยคนละครึ่ง ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 28351 และ 28352 พร้อมบ้านเลขที่ 9/222 โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์และจำเลยที่จะว่ากล่าวกันเป็นคดีใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว สำหรับประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยแบ่งทรัพย์พิพาทหรือชดใช้เงินแก่โจทก์หรือไม่นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส การอยู่กินแม้ไม่ก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ในทางทรัพย์สินที่ทำมาหากินได้ดังเช่นสินสมรสอย่างสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ทรัพย์สินที่หามาได้ร่วมกันระหว่างที่อยู่ด้วยกันย่อมเป็นทรัพย์สินรวมหรือเจ้าของรวม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง จำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้ง ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยฝ่ายเดียวเป็นผู้อุปการะโจทก์ ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์จำเลยจึงไม่ถือว่าอยู่กินกันฉันสามีภริยา ฟ้องโจทก์เป็นเท็จและใช้สิทธิไม่สุจริต ล้วนเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยได้ คดีคงมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยแต่เพียงว่า ทรัพย์พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์และจำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยตกลงอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาด้วยใจสมัคร แม้จะไม่มีการสู่ขอ ไม่มีสินสอดทองหมั้น ไม่ได้จัดพิธีแต่งงานกันตามประเพณี และไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย ไม่ก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ในทางทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันเป็นสินสมรสเช่นอย่างสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการอยู่ร่วมกันเช่นนี้มิใช่เป็นเหมือนหุ้นส่วนและไม่เข้าลักษณะของบทกฎหมายว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัท เนื่องเพราะมิใช่ข้อตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 แต่ทรัพย์สินที่ทำมาหามาได้ร่วมกันระหว่างที่อยู่ด้วยกันฉันสามีภริยานั้น ย่อมเป็นกรรมสิทธิ์รวมหรือเจ้าของรวมซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 ทรัพย์สิน ลักษณะ 2 หมวด 3 ว่าด้วยกรรมสิทธิ์รวม มาตรา 1357 ที่บัญญัติว่า ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เป็นเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากัน จำเลยกล่าวอ้างว่า จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินทั้ง 4 แปลง และปลูกสร้างบ้านเลขที่ 9/222 โดยจำเลยกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ อ. และสถาบันการเงินอื่น ผ่อนชำระเป็นรายงวดโดยหักเงินจากเงินเดือนของจำเลยและนำเงินรายได้พิเศษจากการประกอบวิชาชีพทันตแพทย์ไปผ่อนชำระจนเสร็จสิ้น โจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยแต่อย่างใด ข้อนี้โจทก์และจำเลยต่างเบิกความยันคำกันอยู่ ยากที่จะเชื่อไปทางหนึ่งทางใด จึงจำต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง โจทก์อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานประกอบพยานเอกสารว่า เมื่อประมาณปี 2546 ถึง 2547 โจทก์และจำเลยตกลงอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส แล้วอยู่ร่วมกันโดยต่างฝ่ายต่างช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันมาโดยตลอด ทั้งร่วมกันเปิดกิจการร้านสะดวกซื้อที่ชั้น 1 อาคาร ท. แต่ทำได้ 1 ปี ต้องปิดกิจการลงเพราะขาดทุน และจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน โดยโจทก์ทำสัญญาค้ำประกัน เมื่อผ่อนชำระเสร็จจำเลยโอนใส่ชื่อโจทก์และเคยคิดสร้างหอพักเพื่อหารายได้ จึงดำเนินการขออนุญาตสร้างหอพักต่อเทศบาลตำบล ฟ. แต่ต้องใช้เงินลงทุนมากจึงยังไม่ได้ก่อสร้าง กับโจทก์และจำเลยปรึกษากันว่าจะย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยเพื่อนของมารดาโจทก์จะขายบ้านพร้อมที่ดินราคา 1,200,000 บาท ต่อมาจึงมีการซื้อขายกัน โจทก์เป็นผู้จ่ายค่ามัดจำเพื่อทำสัญญาซื้อขายบ้าน โจทก์เข้าไปปรับปรุงบ้านใหม่ทั้งหมดโดยใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เนื่องจากจำเลยรับราชการสามารถกู้ยืมจากกองทุนได้ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 28351 และ 28352 เพื่อใช้พักอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นเรือนหอและแต่งงานจดทะเบียนสมรสกันภายหลังจากสร้างบ้านเสร็จ โดยจำเลยกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินมาชำระค่าที่ดินและค่าปลูกสร้างบ้าน ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อความในเอกสารข้างต้นประกอบถ้อยคำที่สื่อสัมพันธ์รักระหว่างกันอย่างลึกซึ้ง จึงน่าเชื่อว่าโจทก์เบิกความไปตามความจริง ส่วนจำเลยอ้างตนเองเบิกความว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 49277, 52337, 28351 และ 28352 ที่พิพาทจำเลยเป็นผู้ซื้อโดยใช้เงินของตนเองและกู้ยืมจากสหกรณ์ อ. ธนาคาร ก. ธนาคาร ร. และธนาคาร อ. 2 สัญญา ผ่อนชำระด้วยการหักชำระจากบัญชี โดยโจทก์ไม่ได้มีส่วนร่วมในการซื้อทรัพย์พิพาทแต่อย่างใด แต่เบิกความยอมรับว่า เมื่อจำเลยไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยกับโจทก์ซึ่งเคยคบหากันและอาศัยอยู่กินที่บ้านเลขที่ 9/222 จำเลยกับโจทก์ตกลงเลิกรากันประมาณปี 2555 และเมื่อปี 2548 โจทก์ฝากเงินเข้าบัญชีจำเลย 300,000 บาท เป็นค่างวดที่เหลือจากการกู้ยืมเงินธนาคาร ก. เจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์ว่า ระหว่างอยู่กินด้วยกันตั้งแต่ปี 2547 ถึง 2558 ทรัพย์พิพาทและรถยนต์ต่างช่วยเหลือเจือจุนกันให้ได้มาระหว่างช่วงเวลาที่โจทก์และจำเลยอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยา ยิ่งพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่โจทก์เป็นผู้ดูแล ติดต่อราชการ ปรับปรุงอาคาร ควบคุมดูแลการก่อสร้างบ้านบนที่ดินพิพาทพักอาศัยและติดต่อกับหน่วยงานราชการเพื่อขอสาธารณูปโภค แสดงให้เห็นชัดเจนว่าจำเลยวางใจให้โจทก์ในฐานะสามีเป็นผู้ดำเนินการแทน พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีเหตุผลและมีน้ำหนักน่าเชื่อมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย เยี่ยงนี้ เมื่อจำเลยมีภาระหน้าที่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามคำให้การต่อสู้คดี แต่จำเลยไม่อาจนำสืบได้ตามภาระหน้าที่ จำเลยจึงต้องแพ้คดี ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงพร้อมบ้านบนที่ดินและมีส่วนเท่ากัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 จึงต้องพิพากษาให้แบ่งกันคนละครึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363 และ 1364 ตามคำแก้ฎีกาของโจทก์ โดยให้หักเงินที่จำเลยต้องชำระแก่สถาบันการเงินจำนวน 5,500,000 บาท แก่จำเลยก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์และจำเลยคือที่ดินโฉนดเลขที่ 49277 และ 52337 พร้อมบ้านเลขที่ 30/73 เพียง 2 แปลง โดยให้หักชำระเงิน 1,500,000 บาท จากราคาที่ได้ไว้เป็นส่วนของจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยนอกจากนี้เป็นข้อปลีกย่อยพลความ หาใช่ข้อสาระสำคัญอันจะทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่เห็นสมควรวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์และจำเลยในที่ดินโฉนดเลขที่ 49277 และ 52337 พร้อมบ้านเลขที่ 30/73 และที่ดินโฉนดเลขที่ 28351 และ 28352 พร้อมบ้านเลขที่ 9/222 โดยให้โจทก์และจำเลยประมูลราคากันเองก่อน หากจำเลยเป็นผู้ประมูลได้ ให้หักชำระเงิน 1,500,000 บาท และ 5,500,000 บาท จากราคาที่ได้ไว้เป็นส่วนของจำเลย แล้วชำระเงินกึ่งหนึ่งของราคาที่เหลือแก่โจทก์ หากโจทก์ประมูลได้ให้ชำระเงิน 1,500,000 บาท และ 5,500,000 บาท และอีกกึ่งหนึ่งของราคาประมูลที่หักด้วยจำนวนเงิน 1,500,000 บาท และ 5,500,000 บาท แล้วแก่จำเลย หากไม่อาจใช้วิธีการประมูลราคาในระหว่างกันเองได้ ให้นำที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวออกขายทอดตลาด และหักเงินได้จากการขายทอดตลาด 1,500,000 บาท และ 5,500,000 บาท ให้แก่จำเลย แล้วแบ่งส่วนที่เหลือระหว่างโจทก์และจำเลยคนละครึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
สรุปจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4656/2567
ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนว่า
- การอยู่กินกันฉันสามีภรรยาโดยไม่จดทะเบียนสมรส ไม่ก่อให้เกิดสินสมรส
- ความสัมพันธ์ดังกล่าว ไม่ถือเป็นหุ้นส่วนหรือบริษัท ตามมาตรา 1012 เพราะมิใช่การตกลงทำกิจการเพื่อแบ่งกำไร
- แต่ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างอยู่กินกัน อาจเป็นกรรมสิทธิ์ร่วม ต้องบังคับตามกฎหมายเรื่องเจ้าของรวม
ศาลใช้หลักมาตรา 1357 สันนิษฐานว่า หากพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินนั้นเกิดขึ้นจากความร่วมมือ ช่วยเหลือ เจือจุนกันในช่วงที่อยู่กินกัน ทรัพย์นั้นย่อมเป็นของทั้งสองฝ่ายคนละครึ่ง

ประเด็นสำคัญจากคดีตัวอย่าง จากข้อเท็จจริงในคดี ศาลพิจารณาจากพฤติการณ์หลายประการ เช่น
- อยู่กินร่วมกันเป็นระยะเวลานาน
- ช่วยกันลงทุน ทำกิจการ หรือผ่อนชำระทรัพย์สิน
- ฝ่ายหนึ่งดูแล ติดต่อราชการ ควบคุมการก่อสร้าง หรือจัดการทรัพย์สินแทนอีกฝ่าย
แม้ทรัพย์สินจะจดทะเบียนในชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่หากอีกฝ่ายสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ศาลก็อาจวินิจฉัยให้เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมได้

2. กรณีการถือชื่อแทน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1478/2565
จําเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์และจําเลยมีสินสมรสร่วมกันหลายรายการ สินสมรสบางรายการมีชื่อโจทก์และโจทก์ร่วมถือกรรมสิทธิ์ ขอให้บังคับโจทก์แบ่งทรัพย์สินดังกล่าวให้จําเลยกึ่งหนึ่ง จําเลยขอให้ศาลหมายเรียก ธ. บุตรของโจทก์และจําเลยเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ข) เพื่อให้การจัดการสินสมรสเสร็จไปในคราวเดียวไม่ต้องไปฟ้องร้องกันเป็นคดีใหม่ การที่โจทก์และโจทก์ร่วมเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโดยมิได้แบ่งสัดส่วนการถือกรรมสิทธิ์ ต้องถือว่าโจทก์และโจทก์ร่วมมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินในสัดส่วนเท่ากันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1357 ประกอบกับมาตรา 1359 บัญญัติว่า เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ อาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ การที่จําเลยให้การและฟ้องแย้งและหมายเรียกขอให้บังคับโจทก์และโจทก์ร่วมโอนที่ดินคืนแก่จําเลย จึงถือว่าโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีที่เป็นการชําระหนี้ซึ่งแบ่งแยกกันมิได้ การที่โจทก์ยื่นคําฟ้อง คำให้การแก้ฟ้องแย้ง บัญชีระบุพยาน ถือได้ว่าโจทก์ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาทำการแทนซึ่งกันและกันกับโจทก์ร่วมด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1) เมื่อโจทก์ร่วมยอมรับเอาข้อเท็จจริงตามคําฟ้อง คำให้การแก้ฟ้องแย้ง และการดำเนินกระบวนพิจารณาต่าง ๆ ในชั้นพิจารณาของโจทก์ทุกประการ จึงเป็นคําคู่ความและการดำเนินการของโจทก์ร่วมด้วย โดยโจทก์ร่วมไม่จำต้องทำคำให้การใหม่เพื่อแก้คำให้การและฟ้องแย้งของจําเลย รวมทั้งพยานหลักฐานที่โจทก์นําสืบในชั้นพิจารณาหักล้างข้อต่อสู้ของจําเลย ย่อมถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาของโจทก์ร่วมเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษนำพยานหลักฐานที่โจทก์นําสืบมาวินิจฉัยเป็นคุณแก่โจทก์ร่วมจึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างสมรสจําเลยโอนที่ดินที่เป็นสินสมรสเฉพาะส่วนของจําเลยให้แก่โจทก์โดยเสน่หาโดยมิได้ระบุเป็นอย่างอื่น จึงต้องถือว่าที่ดินดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (3) บทบัญญัติดังกล่าวมิใช่บังคับเฉพาะกรณีบุคคลภายนอกเป็นผู้ยกทรัพย์สินให้เท่านั้น แต่ได้รวมถึงกรณีสามีภริยายกทรัพย์สินให้แก่กันในระหว่างสมรสด้วย ส่วนที่ดินที่มีชื่อโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันมีเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินซึ่งเป็นเอกสารทางราชการที่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในทะเบียนที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ประกอบกับ ป.วิ.พ. มาตรา 127 บัญญัติว่า เอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง จึงเป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายันต้องนําสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสารนั้น ดังนั้น โจทก์และโจทก์ร่วมจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามกฎหมายดังกล่าว เมื่อจําเลยให้การและฟ้องแย้งว่า เหตุที่มีชื่อโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน เนื่องจากโจทก์ออกอุบายให้จําเลยยกที่ดินเฉพาะส่วนของจําเลยให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้บุคคลภายนอกฟ้องบังคับชําระหนี้เอาจากจําเลย เท่ากับจําเลยให้การและฟ้องแย้งต่อสู้ว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของโจทก์และโจทก์ร่วม แต่เป็นสินสมรสของจําเลยและโจทก์ร่วม จําเลยจึงมีหน้าที่นําสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 และมาตรา 127

สรุปจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1478/2565
ในคดีนี้ ศาลฎีกาเน้นหลักเรื่อง ข้อสันนิษฐานตามทะเบียน โดยถือว่า
- ผู้ที่มีชื่อในโฉนดที่ดินหรือเอกสารสิทธิ ย่อมสันนิษฐานว่าเป็นเจ้าของ
- หากฝ่ายใดอ้างว่าการถือชื่อเป็นการถือแทน หรือเป็นอุบายเพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ ฝ่ายนั้นมีภาระต้องพิสูจน์
การกล่าวอ้างลอย ๆ ว่าโอนชื่อเพื่อหนีหนี้ หรือถือชื่อแทน ไม่เพียงพอ หากไม่มีพยานหลักฐานหนักแน่นมาหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย

ข้อควรระวังสำหรับคู่ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส
- การใส่ชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในโฉนด อาจทำให้เกิดความเสี่ยงในอนาคต
- หากต้องการให้เป็นกรรมสิทธิ์ร่วม ควรจดทะเบียนเป็นเจ้าของรวมตั้งแต่ต้น หรือทำสัญญาระบุสัดส่วนให้ชัดเจน

3. กรณีภาษีและสินสมรส คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3292/2561
ป.รัษฎากร มาตรา 57 ฉ วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่เงินได้พึงประเมินไม่อาจแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นของสามีหรือภริยาแต่ละฝ่ายจำนวนเท่าใด ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง เว้นแต่เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) สามีและภริยาจะแบ่งเงินได้พึงประเมินเป็นของแต่ละฝ่ายตามส่วนที่ตกลงกันก็ได้ แต่รวมกันต้องไม่น้อยกว่าเงินได้พึงประเมินที่ได้รับ ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง" โจทก์กับ จ. ขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นสินสมรส มีราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินเป็นเงิน 546,000 บาท อันเป็นเงินได้จากการขายสินสมรสนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1357 ให้สันนิษฐานว่าเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากัน ทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสก็ถือว่าต่างฝ่ายมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมกันคนละกึ่งหนึ่งเช่นกัน เมื่อโจทก์กับ จ. ไม่ได้มีสัญญาตกลงกันไว้เป็นอื่นในเรื่องการจัดการสินสมรส ก็ถือว่าโจทก์กับ จ. มีเงินได้คนละกึ่งหนึ่ง กรณีไม่ใช่เป็นเงินได้ที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ชัดแจ้งว่าเป็นของสามีและภริยาแต่ละฝ่ายจำนวนเท่าใด จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 57 ฉ วรรคสอง โจทก์กับ จ. จะแบ่งเงินได้พึงประเมินของแต่ละฝ่ายตามส่วนที่ตกลงกันตามมาตรา 57 ฉ วรรคสองตอนท้ายไม่ได้ การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาว่าโจทก์มีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์จำนวน 414,960 บาท ส่วน จ. มีเงินได้จำนวน 131,040 บาท จึงไม่ถูกต้อง

สรุปจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3292/2561
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อขายทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสหรือทรัพย์ที่ถือร่วมกัน และไม่มีข้อตกลงเป็นอย่างอื่น
- เงินได้จากการขายต้องถือว่าเป็นของแต่ละฝ่ายคนละครึ่ง
- ไม่สามารถแบ่งเงินได้ตามอำเภอใจเพื่อลดภาระภาษีได้
แม้กรณีนี้จะเป็นคู่สมรสที่จดทะเบียน แต่หลักการเรื่อง สัดส่วนความเป็นเจ้าของ สามารถนำมาเทียบเคียงกับกรณีกรรมสิทธิ์ร่วมของคู่ที่ไม่จดทะเบียนสมรสได้เช่นกัน

4. ทรัพย์ที่ได้มาก่อนจดทะเบียน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13718/2555
“เงินที่โจทก์และจำเลยทำมาหาได้ร่วมกันเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันก่อนที่โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน เมื่อนำเงินดังกล่าวไปซื้อที่ดินและบ้าน ที่ดินและบ้านที่ซื้อจึงเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย การจดทะเบียนสมรสกันในภายหลังไม่มีผลทำให้ที่ดินและบ้านดังกล่าวกลายเป็นสินสมรสแต่อย่างใด จึงยังคงเป็นสินส่วนตัวของทั้งโจทก์และจำเลย ซึ่งต้องแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง”

สรุปจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13718/2555
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
- ทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกันก่อนจดทะเบียนสมรส เป็นกรรมสิทธิ์ร่วม
- การจดทะเบียนสมรสในภายหลัง ไม่ทำให้ทรัพย์นั้นกลายเป็นสินสมรส

หลักการนี้สะท้อนให้เห็นว่า ช่วงเวลาที่ได้มาของทรัพย์สิน มีความสำคัญอย่างยิ่ง และสถานะความสัมพันธ์ในขณะนั้นเป็นตัวชี้ขาดลักษณะของทรัพย์

คำถาม – คำตอบ ทางกฎหมายที่พบบ่อย (Q&A)
Q1: เลิกกันแล้ว บ้านที่อยู่ด้วยกันเป็นของใคร?
ตอบ: ต้องพิจารณาว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาเมื่อใดและได้มาอย่างไร หากเป็นบ้านที่สร้างหรือซื้อในช่วงที่อยู่กินกัน และทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วมในการทำมาหาได้ ไม่ว่าด้วยเงิน แรงงาน หรือการจัดการ ศาลอาจวินิจฉัยให้เป็น กรรมสิทธิ์ร่วม และแบ่งกันคนละครึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1357 แม้โฉนดจะมีชื่อเพียงฝ่ายเดียวก็ตาม

Q2: โฉนดมีชื่อแฟนคนเดียว อีกฝ่ายยังมีสิทธิหรือไม่?
ตอบ: มีสิทธิได้ หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์นั้นเกิดจากการร่วมกันทำมาหาได้ เช่น ร่วมผ่อนชำระ ร่วมลงทุน หรือมีบทบาทสำคัญในการจัดการทรัพย์สิน แต่หากพิสูจน์ไม่ได้ ศาลอาจถือว่าทรัพย์เป็นของผู้มีชื่อในโฉนดเพียงฝ่ายเดียว

Q3: อยู่กินกันเฉย ๆ ถือว่าเป็นหุ้นส่วนหรือไม่?
ตอบ: ไม่ถือว่าเป็นหุ้นส่วนโดยอัตโนมัติ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4656/2567 การอยู่กินกันฉันสามีภรรยาไม่เข้าลักษณะหุ้นส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 เว้นแต่จะมีข้อตกลงชัดแจ้งในการทำกิจการร่วมกันเพื่อแบ่งกำไร

Q4: ถ้าอีกฝ่ายอ้างว่าใส่ชื่อให้เฉย ๆ หรือมีชื่อถือแทน จะฟังได้หรือไม่?
ตอบ: การอ้างว่ามีชื่อถือแทนหรือใส่ชื่อเพื่อหนีหนี้ ต้องมีพยานหลักฐานชัดเจน ผู้ที่อ้างมีภาระพิสูจน์ หากพิสูจน์ไม่ได้ ศาลจะยึดตามข้อสันนิษฐานว่าผู้มีชื่อในเอกสารสิทธิเป็นเจ้าของ

Q5: ถ้าอยู่กินกันก่อน แล้วมาจดทะเบียนสมรสภายหลัง ทรัพย์เดิมเป็นสินสมรสหรือไม่?
ตอบ: ไม่เป็น ทรัพย์ที่ได้มาก่อนจดทะเบียนสมรสยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ร่วม หรือสินส่วนตัวของแต่ละฝ่ายตามส่วน การจดทะเบียนสมรสภายหลังไม่ทำให้ทรัพย์นั้นกลายเป็นสินสมรส ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13718/2555

ข้อแนะนำสำหรับคู่ สามี - ภริยา ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส
ในฐานะทนายความ ขอสรุปข้อแนะนำที่สำคัญดังนี้
- หากตั้งใจใช้ชีวิตร่วมกันในระยะยาว ควรทำข้อตกลงเป็นหนังสือเกี่ยวกับทรัพย์สิน
- ทรัพย์ที่ลงทุนร่วมกันควรจดทะเบียนเป็นเจ้าของรวม หรือระบุสัดส่วนให้ชัดเจน
- เก็บพยานหลักฐานการร่วมลงทุน การผ่อนชำระ และการจัดการทรัพย์ไว้เสมอ
- ก่อนเลิกราหรือแบ่งทรัพย์ ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินสิทธิและแนวทางดำเนินคดี

"ความรักอาจจบลงได้ แต่สิทธิในทรัพย์สินต้องมีความชัดเจน" แม้กฎหมายครอบครัวจะไม่ได้คุ้มครองคู่รักที่ไม่จดทะเบียนสมรสโดยตรง แต่ "กฎหมายทรัพย์สิน" (มาตรา 1357) คือเกราะป้องกันตัวสุดท้ายที่จะคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้ที่ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างเนื้อสร้างตัวมา บทความนี้หวังว่าจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจสถานะของตนเอง และสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลครบถ้วน

https://www.jetsaridlawyer.com/กรรมสิทธิ์ร่วม/

" #การกู้ยืมเงิน" ที่เจ้าหนี้และลูกหนี้ควรรู้ไว้ไม่โดนโกงการกู้ยืมเงินเป็นธุรกรรมที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในชีวิตประจำวัน ไม่...
03/02/2026

" #การกู้ยืมเงิน" ที่เจ้าหนี้และลูกหนี้ควรรู้ไว้ไม่โดนโกง

การกู้ยืมเงินเป็นธุรกรรมที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการกู้ยืมระหว่างบุคคล ครอบครัว เพื่อน หรือการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน เพื่อให้การกู้ยืมเป็นไปอย่างราบรื่นและยุติธรรม ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้จึงควรรู้หลักเกณฑ์ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และข้อควรระวัง บทความนี้จะสรุปทุกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน

1. หลักเกณฑ์การกู้ยืมเงิน : หัวใจสำคัญของธุรกรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย
การกู้ยืมเงินจะสมบูรณ์และมีผลบังคับตามกฎหมายได้ ต้องมีหลักเกณฑ์สำคัญดังนี้

1.1 หลักฐานการกู้ยืม (สำคัญมาก!) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้กู้ยืมเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้
- ความหมาย : ไม่ได้หมายความว่าการกู้ยืมนั้นเป็นโมฆะ แต่หมายความว่า เจ้าหนี้ไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีลูกหนี้ได้ หากไม่มีหลักฐานตามที่กฎหมายกำหนด
- หลักฐานที่เป็นไปได้ : สัญญากู้ยืมเงิน, บันทึกข้อความ, หนังสือรับสภาพหนี้, แชทข้อความที่แสดงเจตนาการกู้ยืมและลงลายมือชื่อผู้กู้ (ซึ่งอาจเป็นชื่อในบัญชีโซเชียลมีเดียที่ระบุตัวตนได้) หรือแม้แต่สลิปโอนเงินที่มีข้อความระบุว่า "เงินกู้" (แต่ต้องพิจารณาประกอบหลักฐานอื่น)

1.2 เนื้อหาในสัญญา (หรือหลักฐานการกู้ยืม) แม้ไม่มีรูปแบบตายตัว แต่ควรมีรายละเอียดครบถ้วนเพื่อป้องกันข้อโต้แย้งในอนาคต :
- วัน เดือน ปี ที่ทำสัญญา
- ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ ของผู้กู้และผู้ให้กู้
- จำนวนเงินที่กู้ยืม (ทั้งตัวเลขและตัวอักษร)
- กำหนดวันชำระคืน หรือเงื่อนไขการชำระ
- อัตราดอกเบี้ย (ถ้ามี)
- เงื่อนไขอื่น ๆ เช่น การผ่อนชำระ การวางหลักประกัน การผิดนัดชำระ
- พยาน (ถ้ามี) เพื่อช่วยยืนยันความถูกต้องของสัญญา

1.3 ลายมือชื่อผู้กู้ยืม เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของหลักฐานการกู้ยืม ต้องเป็นลายมือชื่อจริงของผู้กู้ยืม หรือหากเป็นองค์กร ต้องเป็นลายมือชื่อของผู้มีอำนาจลงนามพร้อมประทับตราสำคัญ (ถ้ามี) ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ก็สามารถใช้เป็นหลักฐานได้หากเป็นไปตามกฎหมาย

1.4 ดอกเบี้ยกู้ยืม
- ระหว่างบุคคลธรรมดา : กฎหมายกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไว้ที่ ร้อยละ 15 ต่อปี (หรือร้อยละ 1.25 ต่อเดือน) หากตกลงเกินกว่านี้ ถือว่าส่วนที่เกินเป็นโมฆะ และหากมีการเรียกเก็บจริงก็จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560
- สถาบันการเงิน : สามารถเรียกเก็บดอกเบี้ยได้ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ข้อควรระวัง : การเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มีโทษทั้งจำและปรับ

1.5 การชำระคืน ลูกหนี้มีหน้าที่ชำระคืนตามกำหนดเวลาและเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ หากไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน เจ้าหนี้สามารถบอกกล่าวทวงถามเพื่อให้ชำระคืนได้ภายในระยะเวลาอันสมควร หากลูกหนี้ผิดนัดชำระ เจ้าหนี้สามารถคิดดอกเบี้ยผิดนัดได้ตามกฎหมาย

2. การคิดดอกเบี้ย
ดอกเบี้ยมี 2 ประเภทหลัก :
- ดอกเบี้ยตามกฎหมาย : ร้อยละ 7.5 ต่อปี (ปัจจุบันเหลือร้อยละ 5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ มีผลตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564) ในกรณีที่ไม่ได้ตกลงอัตราดอกเบี้ยกันไว้

- ดอกเบี้ยตามสัญญา : อัตราที่คู่สัญญากำหนดกันเอง แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับการกู้ยืมระหว่างบุคคลธรรมดา หากเกินกว่านั้นส่วนที่เกินถือเป็นโมฆะ แต่สัญญาเงินกู้ยังสมบูรณ์อยู่ ศาลจะลดลงมาให้ไม่เกินร้อยละ 15 (แต่ต้องระวังเพราะอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ได้)

3. อายุความฟ้องคดีกู้ยืมเงิน
- หนี้เงินกู้ทั่วไป : มีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่ถึงกำหนดชำระ (หรือนับแต่วันที่เจ้าหนี้อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้)
- หนี้เงินกู้ที่ผ่อนชำระเป็นงวดๆ : อายุความจะเริ่มนับใหม่เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระในแต่ละงวด มาตรา 193/33 (2) บัญญัติให้สิทธิเรียกร้องเงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ มีอายุความ 5 ปี ส่วนการนับอายุความ : แยกนับแต่ละงวดที่ผิดนัด งวดที่ค้างชำระนานเกิน 5 ปีถือว่าขาดอายุความ
- ข้อควรระวัง : หากขาดอายุความ เจ้าหนี้จะไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ แม้จะมีหลักฐานการกู้ยืมครบถ้วนก็ตาม

4. วิธีทำสัญญากู้เงินให้รัดกุม
- เตรียมข้อมูลให้ครบ : ชื่อ-สกุล, ที่อยู่, เลขบัตรประชาชน ของทั้งสองฝ่าย, จำนวนเงิน, วันที่กู้, วันที่คืน
- ระบุอัตราดอกเบี้ยให้ชัดเจน: ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี
- กำหนดเงื่อนไขการชำระ : ผ่อนรายเดือน/รายปี, ชำระครั้งเดียว, วันที่แน่นอน
- เงื่อนไขกรณีผิดนัด : เช่น การคิดดอกเบี้ยผิดนัด
- ลงลายมือชื่อ : ทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้ (ผู้ให้กู้ไม่จำเป็นต้องลงลายมือชื่อในสัญญากู้ แต่ควรลงชื่อเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานว่าตนเองก็มีฉบับคู่ฉบับ) พร้อมพยาน (ถ้ามี)
- ถ่ายสำเนาเอกสาร : บัตรประชาชนของทั้งสองฝ่ายและพยานแนบไปกับสัญญา
- เก็บรักษา : สัญญาต้องทำเป็น 2 ฉบับ ให้ผู้กู้และผู้ให้กู้เก็บไว้คนละฉบับ
- ก่อนทำสัญญากู้ควรตรวจสอบคุณสมบัติ ทรัพย์สิน การทำงาน เครดิตของผู้กู้ก่อนจะดีมาก

5. ข้อควรระวังในการกู้ยืมเงิน
- หลักฐานสำคัญที่สุด : อย่าให้เงินกู้เกิน 2,000 บาท โดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ และต้องมีลายมือชื่อผู้กู้
- ดอกเบี้ยผิดกฎหมาย: หากตกลงดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี อาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายและไม่สามารถบังคับใช้ส่วนที่เกินได้
- อ่านและทำความเข้าใจ: ทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้ควรอ่านและทำความเข้าใจเงื่อนไขในสัญญาทุกข้อก่อนลงนาม
- ตรวจสอบตัวตน: ควรสแกนหรือถ่ายรูปบัตรประชาชนของคู่สัญญาเก็บไว้เป็นหลักฐาน
- การชำระคืน: ควรชำระคืนเป็นหลักฐานที่ตรวจสอบได้ เช่น การโอนเงินผ่านธนาคาร และเก็บสลิปไว้เสมอ

อย่าเชื่อใจมากเกินไป: แม้เป็นคนรู้จักสนิทสนม ก็ควรทำให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต

https://www.jetsaridlawyer.com/การกู้ยืมเงิน
#ฟ้องคดีกู้ยืมเงิน #กู้ยืมเงิน #เจ้าหนี้ #ลูกหนี้ #ดอกเบี้ยโหด #เรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา #ปล่อยเงินกู้ #ทนายเจตน์สฤษฎิ์ #ทนายเจตน์
#การกู้ยืมเงิน #ดอกเบี้ยเงินกู้ #ยืมเงิน #สินเชื่อเงินด่วน #เงินกู้นอกระบบ #เงินด่วน #เรียกดอกเบี้ย #แอปกู้เงิน

 #กู้ยืมเงิน โดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา บทเรียนราคาแพงจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6901/2567 ที่จะนำมาเตือนใจทั้งเจ้าหนี้และลูก...
03/02/2026

#กู้ยืมเงิน โดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา
บทเรียนราคาแพงจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6901/2567 ที่จะนำมาเตือนใจทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ในสังคมปัจจุบัน ว่าปัญหา “เงินกู้นอกระบบ” และ “ดอกเบี้ยโหด” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวในสังคมไทย เพราะเจ้าหนี้หลายคนคิดว่า แค่เป็นคนออกเงิน ไม่ได้ไปทวงหนี้เองก็น่าจะปลอดภัย แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6901/2567 จะช่วยเตือนใจทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ในสังคมปัจจุบันว่า ถ้าคิดแบบนั้นอันตรายที่จะสูญเงินเป็นอย่างมาก

1. สรุปข้อเท็จจริงของคดี (เกิดขึ้นจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6901/2567) โจทก์โอนเงินให้จำเลยหลายครั้ง รวมเกือบ 290,000 บาท โดยโจทก์ยอมรับต่อศาลเองว่า
- มอบเงินให้จำเลยนำไปปล่อยกู้บุคคลภายนอก
- เรียกเก็บดอกเบี้ย เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด
- เมื่อได้ดอกเบี้ยแล้ว ให้นำผลประโยชน์กลับมาแบ่งให้โจทก์
ต่อมาเมื่อจำเลยเก็บเงินไม่ได้ หรือจำเลยไม่ส่งคืนเงินให้แก่โจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลย โดยอ้างว่าเป็น คดีกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลย เพื่อขอให้ศาลบังคับให้จำเลยคืนเงินต้นทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ย

2. ประเด็นกฎหมายสำคัญที่ศาลวินิจฉัย
ศาลมองลึกลงไปถึง "วัตถุประสงค์" ของการส่งมอบเงินครับ โดยมีประเด็นข้อกฎหมายที่น่าสนใจดังนี้
- การที่โจทก์มอบเงินให้จำเลยไปปล่อยกู้ และรับผลประโยชน์จากดอกเบี้ยทำให้จำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์ ในการปล่อยกู้นอกระบบ เมื่อโจทก์ยอมรับเองว่ามอบเงินให้จำเลยไปปล่อยกู้ดอกเบี้ยเกิน 15% ต่อปี ถือว่าจำเลยเป็น "ตัวแทน" ในกิจการที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดี
- เมื่อเจตนาเริ่มแรก คือ การทำผิดกฎหมาย (พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ) ข้อตกลงระหว่างเจ้าของเงินกับคนไปปล่อยกู้จึงเสียเปล่าไปทั้งหมด (นิติกรรมเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น)
- ประเด็นเด็ดที่สุดของคดีนี้ คือ มาตรา 411 : ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 ระบุว่า "บุคคลใดได้กระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี ท่านว่าบุคคลนั้นหาอาจจะเรียกร้องคืนทรัพย์ได้ไม่"

3. ผลลัพธ์ คือ
- เงิน 285,000 บาท : ศาลพิพากษาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกคืน (เท่ากับสูญเงินต้นไปฟรี ๆ)
- เงิน 5,000 บาท : เป็นส่วนที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นการกู้ยืมกันเองตามปกติ (ไม่ได้เกี่ยวกับวงแชร์หรือปล่อยกู้นอกระบบ) ศาลจึงสั่งให้คืนเฉพาะส่วนนี้

4. บทเรียนกฎหมายที่ควรรู้ (สำคัญมาก)
สำหรับ “เจ้าหนี้”
- ความเสี่ยงสูงกว่าที่คิด : การปล่อยกู้ดอกเบี้ยโหดไม่ได้มีความเสี่ยงแค่ "ลูกหนี้ไม่จ่าย" แต่มีความเสี่ยงที่ "ศาลจะไม่คุ้มครองเงินต้น" ของคุณเลยแม้แต่บาทเดียว
- อย่าทำผิดกฎหมาย : หากต้องการปล่อยกู้ ควรทำสัญญาให้ถูกต้องและคิดดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี (1.25% ต่อเดือน) เพื่อให้กฎหมายยังอยู่ข้างเจ้าหนี้

สำหรับ “ลูกหนี้”
- กฎหมายคุ้มครองความยุติธรรม : หากมีการเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา ดอกเบี้ยนั้นจะตกเป็นโมฆะทั้งหมด และหากเป็นกรณี "ร่วมกันทำผิด" สัญญานั้นอาจไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย
- อย่าชะล่าใจ : เงินส่วนใดเป็นเงินกู้จริง เงินส่วนใดเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด และแม้ฎีกานี้ตัวแทนจะไม่ต้องคืนเงิน แต่ในแง่ความสัมพันธ์และการใช้ชีวิตจริง การผิดใจกันเรื่องเงินมักจบไม่สวยเสมอ

---------------------------------------
คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๙๐๑/๒๕๖๗
ป.พ.พ. โมฆะกรรม ชําระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย ห้ามคิดดอกเบี้ยเกินอัตรา
ตัวแทน มาตรา ๑๕๐, ๑๗๒, ๔๑๑, ๖๕๔, ๗๙๗
พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔ (๑)

ย่อสั้น : เมื่อโจทก์รับว่าโจทก์มอบหมายให้จําเลยนําเงินไปให้บุคคลภายนอก กู้ยืมโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกําหนดแล้วนําผลประโยชน์ มามอบให้ จําเลยจึงเป็นตัวแทนของโจทก์ในกิจการดังกล่าว ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๗๙๗ กรณีเช่นนี้จึงไม่สามารถแยกต้นเงินออกจากดอกเบี้ยที่เรียก เก็บจากบุคคลภายนอกเกินอัตราที่กฎหมายกําหนดซึ่งตกเป็นโมฆะ เช่นเดียวกับนิติกรรมกู้ยืมได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มอบเงิน ให้จําเลยนําไปปล่อยให้บุคคลภายนอกกู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตรา ที่กฎหมายกําหนด เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งกฎหมายกําหนดห้ามมิให้ คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๕๔ และเป็น ความผิด ตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔ (๑) นิติกรรมระหว่างโจทก์กับจําเลยตกเป็นโมฆะ การที่โจทก์มอบเงินให้จําเลยไปดําเนินการดังกล่าวจึงเป็นการชําระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องให้จําเลยคืนเงินดังกล่าวได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๑๑
—----------------------------------------
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจําเลยชําระเงิน ๒๙๔,๖๐๙ บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ ๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๙๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชําระเสร็จ

จําเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จําเลยชําระเงิน ๒๙๔,๖๐๙ บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ ๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๙๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๔) เป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จําเลย ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกําหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

จําเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จําเลยชําระเงินตามมูลหนีกู้ยืม ๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๔) เป็นต้นไปจนกว่าชําระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา เมื่อใดจึงให้ใช้อัตราที่ปรับเปลี่ยนบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ ๒ ต่อปี แต่ไม่เกิน อัตราร้อยละ ๕ ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ คําขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คําพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจําเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับนายภาณุพงศ์ ซึ่งเป็น น้องชายโจทก์ โจทก์ นางจําเนียรซึ่งเป็นมารดาโจทก์ และจําเลยมีการสนทนากัน ผ่านแอปพลิเคชันเมสเซนเจอร์ โจทก์ใช้ชื่อ W. มารดาโจทก์ใช้ชื่อ N. จําเลย ใช้ชื่อ K. ระหว่างวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๔ ถึงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๔ โจทก์โอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารของมารดาโจทก์และโจทก์เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจําเลยและมารดาของจําเลยรวม ๗ ครั้ง ครั้งที่ ๑ วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๔ จํานวน ๕๐,๐๐๐ บาท ครั้งที่ ๒ วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๔ จํานวน ๒๐,๐๐๐ บาท ครั้งที่ ๓ วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๔ จํานวน ๓๐,๐๐๐ บาท ครั้งที่ ๔ วันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๔ จํานวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ครั้งที่ ๕ วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๔ จํานวน ๑๕,๐๐๐ บาท ครั้งที่ ๖ วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๔ จํานวน ๕๐,๐๐๐ บาท ครั้งที่ ๗ วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๔ จํานวน ๒๐,๐๐๐ บาท ส่วนครั้งที่ ๘ วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๔ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจําเลยกู้เงินโจทก์ ๕,๐๐๐ บาท จําเลยไม่ฎีกา ประเด็นดังกล่าวจึงยุติ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์จะเรียกร้องให้จําเลย คืนเงินแก่โจทก์อีกจํานวน ๒๘๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยได้หรือไม่ เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า นิติกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์กับจําเลยเป็นเรื่องตัวการตัวแทนในกิจการที่โจทก์เชิดจําเลยให้นําเงินออกให้บุคคลอื่นกู้ยืม ซึ่งการมอบให้จําเลย นําเงินออกให้บุคคลภายนอกกู้ยืมนั้นย่อมมีผลผูกพันและสามารถบังคับกันได้ ในระหว่างโจทก์กับจําเลย ไม่ตกเป็นโมฆะเสียเปล่ามาตั้งแต่ต้น ส่วนการเรียกดอกเบี้ยในอัตราที่เกินกว่ากฎหมายกําหนด มีผลเพียงให้การเรียกดอกเบี้ย จากบุคคลภายนอกตกเป็นโมฆะเท่านั้น หาทําให้การเป็นตัวแทนของโจทก์ และจําเลยสิ้นผลไปด้วย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกคืนเงินดังกล่าวจากจําเลย เห็นว่าเมื่อโจทก์รับว่าโจทก์มอบหมายให้จําเลยนําเงินไปให้บุคคลภายนอกกู้ยืม โดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกําหนดแล้วนําผลประโยชน์มามอบให้ จําเลยจึงเป็นตัวแทนของโจทก์ในกิจการดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๙๗ กรณีเช่นนี้จึงไม่สามารถแยกต้นเงินออกจากดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากบุคคลภายนอกเกินอัตราที่กฎหมายกําหนดซึ่งตกเป็นโมฆะ เช่นเดียวกับนิติกรรมกู้ยืมได้ ประกอบกับแม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นําบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ แต่มาตรา ๔๑๑ บัญญัติเป็นข้อยกเว้นว่า บุคคลใดได้กระทําการเพื่อชําระหนี้ เป็นการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี ท่านว่าบุคคลนั้น หาอาจจะเรียกร้องคืนทรัพย์ได้ไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มอบเงินให้จําเลย นําไปปล่อยให้บุคคลภายนอกกู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกําหนด เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งกฎหมายกําหนดห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ สิบห้าต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๔ และเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔ (๑) นิติกรรมระหว่างโจทก์กับจําเลยตกเป็นโมฆะ การที่โจทก์มอบเงินให้จําเลยไปดําเนินการดังกล่าวจึงเป็นการชําระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องให้จําเลยคืนเงินในส่วนนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ ภาค ๙ พิพากษามานั้น

ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

https://www.jetsaridlawyer.com/กู้ยืมเงิน/
#ฟ้องคดีกู้ยืมเงิน #กู้ยืมเงิน #เจ้าหนี้ #ลูกหนี้ #ดอกเบี้ยโหด #เรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา #ปล่อยเงินกู้ #ทนายเจตน์สฤษฎิ์ #ทนายเจตน์
#การกู้ยืมเงิน #ดอกเบี้ยเงินกู้ #ยืมเงิน #สินเชื่อเงินด่วน #เงินกู้นอกระบบ #เงินด่วน #เรียกดอกเบี้ย #แอปกู้เงิน

ที่อยู่

888/225 หมู่ที่ 1 ถนนมะลิวัลย์ ตำบลบ้านทุ่ม อำเภอเมืองขอนแก่น
Khon Kaen
40000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 21:00
อังคาร 09:00 - 21:00
พุธ 09:00 - 21:00
พฤหัสบดี 09:00 - 21:00
ศุกร์ 09:00 - 21:00
เสาร์ 09:00 - 16:00
อาทิตย์ 09:00 - 16:00

เบอร์โทรศัพท์

+66879993841

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Jetsarid Lawyer Officeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์