สำนักคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

สำนักคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ นักกฎหมายมืออาชีพ (Pro Enfoecement)
ความผิดเจ้

บริการให้คำปรึกษาแนะนำกฎหมาย ว่าความทั่วราชอาณาจักร

1. รวบรวมพยานหลักฐาน นำเสนอพยานหลักฐานเพื่อทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงและแก้ข้อกล่าวหา กรณี
- ถูก ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริง
- ถูก สตง.ตรวจสอบหน่วยงาน แจ้งให้คืนเงิน ให้ดำเนินการวินัย อาญา
- ถูก ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริง
- ถูกตั้งกรรมการสอบสวนความผิดวินัยร้ายแรง
- ถูกตั้งกรรมการสอบสวนความรับผิดละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ

2. รวบรวมพยานหลักฐาน นำเสนอพย

านหลักฐานเพื่อทำหนังสือร้องทุกข์ อุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์ของข้าชราชการหน่วยงานต่างๆ เช่น
- คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)
- คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.)
- คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่น ( ก.อบต., ก.ทจ., ก.อบจ.,ก.พัทยา, ก.กทม.)
- คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.)
- คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม(ก.พ.ค.)

3. ฟ้องร้องดำเนินคดีแพ่ง อาญา ปกครอง เช่น
- เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
- คดีเลือกตั้ง
- ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาการเมือง
- คดีปกครอง เพิกถอน คำสั่ง ปลดออกจากราชการ ไล่ออกจากราชการ คำสั่งให้ชดใช้เงินค่าเสียหายตาม พรบ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ตลอดจน กฎ คำสั่ง และการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐ


"เราคือมืออาชีพในการใช้กฎหมายบังคับ"

ภัฏ พงศ์ธามัน
มือถือ : 099 241 9997
Email : [email protected]

07/06/2026
30/05/2026

#เคสปรึกษา
เมื่อวานนี้ ได้คุยกับอดีตข้าราชการบำนาญ ว่ากรณี ข้าราชการหรือลูกจ้างเจ็บป่วยทุพพลภาพ ไม่สามารถทำงานได้ หัวหน้าหน่วยงาน ยังช่วยเหลือให้ได้ได้รับเงินเดือนตามเดิม และเกรงว่าหัวหน้าหน่วยงานจะมีมีความผิดฐาน #ทุจริตต่อหน้าที่ เนื่องจากปกปิดข้อเท็จจริงกรณีข้าราชการผู้นั้นไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ ประจวบเหมาะกับวันนี้ ผมได้ให้คำปรึกษา แนะนำ ในเพจหนึ่ง จึงขอให้หัวหน้าหน่วยงานทุกท่านลองนำคำปรึกษานี้ไปปรับกับข้าราชการทุพพลภาพในหน่วยงานของท่านด้วยนะ

“ขออนุญาตปรึกษาค่ะ
น้าสาวรับราชการครู เมื่อ2-3วันที่ผ่านมา แกไปเดินตลาดซื้อกับข้าวแล้วน่าจะช็อกหมดสติพลเมืองดีนำส่งรพ. ตอนนี้แพทย์แจ้งว่าเส้นเลือดฝอยในสมองซีกซ้ายแตก ความดันยังสูงยังมีเลือดออก อาจจะต้องได้รับการผ่าตัด(แต่ตอนนี้แพทย์ยังไม่ผ่า) สาเหตุเกิดจากความเครียดสะสม น้าเขาอยู่กับลูกชายอายุ22 ป่วยเป็นออทิสติกมับัตรผู้พิการประเภท7 น้าจะให้ลูกชายอยู่ในห้องเช่า แล้วตัวแกเองออกไปสอนหนังสือ ล่าสุดลูกชายน่าจะออกจากห้องเองแล้วไปกินอาหารของคนอื่น แล้วเจ้าของอาหารฟาดหัวน้องแตก น้าแกคงเครียด เห็นบ่นกับน้าอีกคนว่าอยากฆ่าตัวตาย
ตอนนี้ทางโรงเรียนน้าแจ้งว่า ลาป่วยได้ไม่เกิน6เดือน แต่ได้รับเงินเดือนแค่2เดือน ถ้ายังไม่หายให้มาลาออก และจะไม่ได้บำเหน็จหรือบำนาญ แล้วจะไม่มีสิทธิกรมบัญชีอีก
รบกวนขอสอบถาม/ปรึกษา ท่านผู้รู้กฎหมาย ว่ากรณีแบบนี้จะทำยังไงได้บ้างค่ะ
แนวทางแก้ไขของญาติเบื้องต้น
1.ที่รพ.ที่รับรักษาให้อยู่ใช้สิทธิกรมบัญชีกลางได้แค่2เดือน หลังจากนั้นต้องชำระเงินเอง ญาติๆเลยจะย้ายรพ.เพื่อเริ่มต้นการรักษาใหม่เพื่อยังคงใช้สิทธิกรมบัญชีกลางได้
2.ถ้าน้าไม่ดีขึ้นหรือทุพพลภาพ น้าอีกคนจะเอาไปดูแลที่ต่างจังหวัด
3.ลูกชายที่เป็นออทิสติก ได้โทรติดต่อแฟนของน้า คือพ่อของเด็กให้มารับไปเลี้ยง แต่พ่อเขาเหมือนออทิสติกแฝง เพราะที่ผ่านมาเคยรับลูกไปอยู่แต่ดูแลไม่ได้ จนน้าสาวที่ป่วยต้องกลับไปรับมาดูแลเอง และถ้าหากดูแลไม่ได้ ทางญาติอาจจะต้องหาสถานสงเคราะห์สำหรับปู้ป่วยออทิสติก ที่ไม่มีคชจ. พอจะมีที่ไหนแนะนำบ้างไหมค่ะ
4.น้าจะมีโอกาสได้บำเหน็จ / บำนาญไหม เพราะน้าป่วย จึงต้องลาออก(ถ้าไม่หายป่วย) ถ้าได้เงินส่วนนี้ญาติตกลงกันจะให้คนี่เป็นดูแลน้าสาวเอาไปเพื่อเป็นคชจ.แต่ละเดือน และต้องแบ่งให้ลูกชายเขาด้วย

ญาติได้ยินทางรร.น้าแจ้งมาก็รู้สึกไม่สบายใจ จะทำยังไงได้บ้างค่ะ น้าเป็นครูสอนที่ กทม. อายุราชการน่าจะเกิน10ปีแล้วค่ะ
กราบขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ”

⛔️จึงได้ตอบปัญหาดังนี้

👉 จากข้อเท็จจริงที่คุณเล่ามา ข้อมูลที่ทางโรงเรียนแจ้งนั้น 👉มีความคลาดเคลื่อนจากข้อกฎหมายอย่างร้ายแรง❓และอาจนำไปสู่การตัดสิทธิที่น้าสาวคุณพึงมีในฐานะข้าราชการ 👉 ผมขอสรุปการวิเคราะห์ปัญหาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และเชื่อมโยงไปสู่มิติของคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ดังนี้ครับ
1️⃣ วิเคราะห์ปัญหาข้อเท็จจริงและสิทธิตามกฎหมาย
1.1 สิทธิการลาป่วยและเงินเดือน ❓
👉 ตาม ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. 2555 ข้าราชการมีสิทธิลาป่วยโดยได้รับเงินเดือนเต็มจำนวน 60 วันทำการ (ประมาณ 3 เดือน) หากป่วยหนัก ผู้บังคับบัญชาสามารถพิจารณาให้ลาป่วยต่อเนื่องและรับเงินเดือนได้อีกไม่เกิน 60 วันทำการ รวมเป็น 120 วันทำการ การที่โรงเรียนอ้างว่าได้รับเงินเดือนแค่ 2 เดือนจึงไม่ถูกต้องทั้งหมด
1.2 สิทธิบำเหน็จบำนาญ (ประเด็นสำคัญที่สุด)❓
👉 การที่โรงเรียนแจ้งว่า "ถ้าไม่หายให้มาลาออก และจะไม่ได้บำเหน็จหรือบำนาญ" เป็นข้อมูลที่ ⛔️ผิดกฎหมาย ⁉️
👉 ตาม พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 👉ข้าราชการที่เจ็บป่วยจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ถือเป็นการออกจากราชการด้วย "เหตุทดแทน" (ลาออกเพราะเหตุเจ็บป่วยทุพพลภาพ)
👉 หากอายุราชการเกิน 10 ปีบริบูรณ์ มีสิทธิเลือกรับ ⛔️บำนาญปกติ⛔️ได้ (ไม่ใช่แค่บำเหน็จ)
👉 หากมีสิทธิรับบำนาญ 👉 สิทธิเบิกจ่ายตรงกรมบัญชีกลางจะติดตัวไปตลอดชีวิต ⁉️ (ในฐานะผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ) ไม่ได้ถูกตัดสิทธิแต่อย่างใด
1.3 ข้อเท็จจริงเรื่องข้อจำกัดของโรงพยาบาล 2 เดือน ❓
👉 สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ⛔️ไม่มีวันหมดอายุ 2 เดือน⛔️ ตามที่ญาติเข้าใจตราบใดที่ยังไม่พ้นสภาพข้าราชการ (และยังคงอยู่หากรับบำนาญ) โรงพยาบาลอาจหมายถึงข้อจำกัดเรื่องเตียงผู้ป่วยใน (Admit) สำหรับผู้ป่วยระยะพักฟื้นที่อาการคงที่แล้ว ซึ่งโรงพยาบาลรัฐมักจะให้กลับไปพักฟื้นที่บ้าน แต่สิทธิในการรักษาและเบิกจ่ายค่ารักษายังคงอยู่เต็มร้อย ไม่จำเป็นต้องย้ายโรงพยาบาลเพื่อ "รีเซ็ตสิทธิ"
1.4 การจัดการเงินและผู้ดูแล ❓
👉 การที่ญาติตกลงกันเองว่าจะให้ใครเป็นผู้รับเงินบำนาญและนำไปบริหารจัดการนั้น ❓ 👉 ทำไม่ได้ในทางกฎหมาย ⁉️
👉 หากน้าสาวไม่รู้สึกตัวหรือทุพพลภาพจนไม่สามารถทำนิติกรรมได้ ญาติจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้น้าสาวเป็น 👉 คนไร้ความสามารถ⁉️ และตั้งญาติคนใดคนหนึ่งเป็น 👉 ผู้อนุบาล** (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 28) จึงจะมีอำนาจไปเซ็นชื่อรับเงินบำนาญและจัดการทรัพย์สินแทนได้
2️⃣ บทวิเคราะห์เชิงลึก: ความเกี่ยวพันกับคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ
ในฐานะที่ผมทำงานด้านคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ กรณีที่ผู้อำนวยการโรงเรียนหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล (HR) ของหน่วยงานรัฐ แจ้งข้อมูลที่เป็นเท็จหรือบิดเบือนข้อกฎหมายเพื่อกดดันให้ผู้ใต้บังคับบัญชาที่กำลังเจ็บป่วยต้อง "ลาออกโดยไม่ได้สิทธิใดๆ" นั้น มีความสุ่มเสี่ยงต่อความผิดอย่างยิ่ง ดังนี้:
▶️ ความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ (มาตรา 157) กบ่าวคือ หากสืบสวนพบว่าเจ้าหน้าที่มีเจตนาแจ้งข้อมูลเท็จเพื่อกลั่นแกล้ง หรือเพื่อตัดภาระของโรงเรียน โดยรู้อยู่แล้วว่าการแจ้งเช่นนั้นจะทำให้น้าสาวเสียสิทธิรับบำนาญและสิทธิรักษาพยาบาล เข้าองค์ประกอบความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
และมีความผิดทางวินัยร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้องดูแลสวัสดิภาพและรักษาสิทธิประโยชน์ของผู้ใต้บังคับบัญชา การหลอกให้ลาออกทิ้งสิทธิ ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อจรรยาบรรณและวินัยอย่างร้ายแรง หากญาติร้องเรียนไปยัง ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. ผู้บริหารโรงเรียนอาจถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยและอาญาได้
3️⃣ แนวทางแก้ไขและข้อแนะนำสำหรับญาติ (ต้องทำด่วน)
1. ห้ามเซ็นใบลาออกเด็ดขาด ไม่ว่าโรงเรียนจะนำเอกสารใดมาให้เซ็น ห้ามญาติหรือน้าสาวเซ็นเด็ดขาด ให้ใช้สิทธิลาป่วยไปก่อนตามระเบียบ หากครบกำหนดแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ให้โรงเรียนทำเรื่อง 👉 "สั่งให้ออกจากราชการเพราะเหตุทุพพลภาพ" ซึ่งจะทำให้น้าสาวได้สิทธิรับบำนาญและสิทธิรักษาพยาบาลต่อเนื่อง
2. เตรียมขอใบรับรองแพทย์ แจ้งแพทย์ผู้ทำการรักษาว่าขอประเมินความสามารถในการทำงาน หากแพทย์ระบุว่าทุพพลภาพ ให้ใช้เอกสารนี้ประกอบการขอรับบำนาญเหตุทดแทน
3. การดูแลลูกชายออทิสติก 👉 แนะนำให้ญาติรีบติดต่อ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) กระทรวง พม. (โทรสายด่วน 1300) แจ้งเหตุฉุกเฉินว่าผู้ดูแลหลัก (มารดา) ป่วยหนักและเด็กถูกทำร้าย ทาง พม. มีสถานสงเคราะห์และศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลออทิสติก (เช่น บ้านราชาวดี) ที่สามารถรับน้องไปดูแลคุ้มครองสวัสดิภาพได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือประเมินครอบครัวอุปถัมภ์
4. เตรียมยื่นศาลตั้งผู้อนุบาล 👉 หากแพทย์ประเมินว่าน้าสาวอาจจะไม่กลับมารู้สึกตัวเป็นปกติ ญาติควรรวมตัวกันตกลงว่าใครจะเป็นผู้ดูแล แล้วแต่งตั้งทนายความยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอเป็นผู้อนุบาล จะได้มีอำนาจไปจัดการเรื่องบำนาญกับทางโรงเรียนและกรมบัญชีกลางได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ต้องการคำปรึกษาแนะนำเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามได้ครับ
❤️ภัฏ พงศ์ธามัน❤️
☎️0877898239
#ทนายภัฏ #ภัฏ #ทุจริต #คดีทุจริต #คดีปกครอง #วินัย #พัสดุ #ปลดออก #ไล่ออก #อุทธรณ์ #ปปช. #สตง.

30/05/2026

❌ ต้องพิจารณาโทษ ภายใน 30 วันนับแต่วันได้รับแจ้งมติ ป.ป.ช.จริงหรือไม่❓
❌ปลดล็อกข้อความเข้าใจผิด! ระยะเวลา 30 วัน ตามกฎหมาย ป.ป.ช. คือหน้าที่ใครกันแน่❓
▶️ เนื่องจาก ภายหลังจากที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ มีมติชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว ต่อมาพนักงานไต่สวนผู้รับผิดชอบสำนวนคดีมีหนังสือแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาโทษผู้ถูกกล่าวหาภายใน 30 วัน ทำให้ นิติกร และผู้บริหารหน่วยงานของรัฐ หลายท่านมีความสับสนและตีความผิดพลาดเกี่ยวกับกรอบเวลาในการลงโทษทางวินัย หลังจากที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด และ มักมีการตีความกันไปว่า ❌“เมื่อ ป.ป.ช. ชี้มูลแล้ว ผู้บังคับบัญชาต้องลงโทษไล่ออกหรือปลดออกให้เสร็จภายใน 30 วัน”❌ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากหลักกฎหมายอย่างมากครับ
❌ วันนี้ผมขอสรุปความแตกต่างในเชิงโครงสร้างระหว่าง ⛔️มาตรา 91 (2)⛔️ กับ ⛔️มาตรา 98⛔️แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ให้เห็นชัดๆ ดังนี้ครับ:
▶️ มาตรา 91 (2) : "บทส่งสำนวน" ไม่ใช่บทกำหนดโทษ‼️
👉 เป็นกรอบเวลาที่บังคับ **"หน้าที่ของ ป.ป.ช.“‼️
👉 กฎหมายสั่งให้ ป.ป.ช. ต้องจัดส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน และเอกสารหลักฐานไปยังผู้บังคับบัญชา 👉 ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีมติ**
👉 เป้าหมายคือเพื่อไม่ให้เรื่องค้างคาอยู่ที่ ป.ป.ช. นานเกินไป ไม่ใช่กำหนดเวลาให้ผู้บังคับบัญชาต้องลงโทษให้เสร็จใน 30 วัน‼️
▶️ มาตรา 98 : "บทบังคับผลทางวินัย" หน้าที่ของผู้บังคับบัญชา ‼️
👉เป็นกรอบหน้าที่ของ "ผู้บังคับบัญชา หรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน"‼️
👉จะเริ่มนับหนึ่งเมื่อผู้บังคับบัญชา "ได้รับสำนวน"จาก ป.ป.ช. แล้ว
👉 กฎหมายบังคับให้ถือเอาสำนวน ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนวินัยของหน่วยงานทันที 👉 โดยไม่ต้องตั้งกรรมการสอบสวนซ้ำอีก และให้พิจารณาลงโทษไปตามฐานความผิดที่ ป.ป.ช. มีมติ
👉 ส่วนระยะเวลาในการออกคำสั่งลงโทษ จะต้องไปอิงตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานนั้นๆ (เช่น กฎหมาย ก.พ. หรือระเบียบส่วนท้องถิ่น) ไม่ใช่กรอบ 30 วันของ ป.ป.ช.
⛔️สรุปให้จำง่าย⛔️
▶️ 30 วัน คือกำหนดเวลาที่ "ป.ป.ช. ต้องส่งเรื่อง"‼️
▶️ ไม่ใช่กำหนดเวลาที่ "ผู้บังคับบัญชาต้องลงโทษ"
⛔️ การแยกแยะสองมาตรานี้ให้ถูกต้อง มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการสู้คดีทางวินัย คดีปกครอง รวมถึงคดีในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อปกป้องสิทธิและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายครับ

❤️ภัฏ พงศ์ธามัน❤️
📞 087-789-8239

#กฎหมายปปช #คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ #วินัยร้ายแรง #เจ้าหน้าที่รัฐ #ทนายความภัฏพงศ์ธามัน

30/05/2026

#ความผิดวินัย
📢 ถูกตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง... อย่ายอมรับโทษ "ไล่ออก" เพียงเพราะหน่วยงานอ้าง "มติ ครม." ⚖️
ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐหลายท่าน เมื่อถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง มักจะถอดใจเมื่อได้ยินคำขู่ว่า "เคสนี้มี มติ ครม. บังคับไว้ ยังไงก็ต้องไล่ออกสถานเดียว" แต่ในความเป็นจริงของ **"กฎหมายปกครอง"** มติ ครม. ไม่ใช่กฎหมาย และไม่สามารถนำมาใช้เป็นสูตรสำเร็จเพื่อล้างดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาได้! วันนี้ผมสรุปช่องต่อสู้ในชั้นวินัยมาให้ฟังครับ

1️⃣ "มติ ครม." สองฉบับที่เป็นไม้ตายของหน่วยงาน
หน่วยงานรัฐมักยก มติ ครม. 2 ฉบับนี้มาอ้างเพื่อลงโทษขั้นเด็ดขาด:
1. **มติ ครม. 21 ธ.ค. 2536 (ฐานทุจริต):** ชี้มูลว่าทุจริต ต้อง "ไล่ออก" ห้ามลดโทษเป็นปลดออกเพราะความดีในอดีต
2. **มติ ครม. 18 ธ.ค. 2544 (ฐานละทิ้งหน้าที่):** ขาดงานติดต่อกันเกิน 15 วัน โดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้ "ไล่ออก"
2️⃣ “จุดตัดทางข้อเท็จจริง” 👉 ดึงสำนวนให้หลุดจากกรอบ มติ ครม.
ก่อนที่กรรมการจะสรุปให้ลงโทษตาม มติ ครม. เราต้องสู้ในชั้นข้อเท็จจริงให้ชัดเจน:
* **"ระบบเอกสารบกพร่อง" ไม่เท่ากับ "เจตนาทุจริต"** หากความเสียหายเกิดจากความผิดพลาด ความเร่งด่วนของโครงการ หรือการตรวจรับพัสดุที่ไม่รอบคอบ แต่ **"ไม่มีเส้นทางการเงินทุจริต หรือไม่มีการแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว"** พฤติการณ์นี้หลุดจากนิยามคำว่า "ทุจริตต่อหน้าที่" ของ มติ ครม. ปี 2536 ทันที! มันเป็นเพียงความประมาทเลินเล่อ
* **"ขาดงานเกิน 15 วัน" ต้องดูพฤติการณ์**
หากมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งยวด (ป่วยรุนแรง, เจอปัญหาภัยพิบัติ, หรือถูกคุกคามความปลอดภัย) หรือมีข้อเท็จจริงว่ามีการปฏิบัติงานผ่านระบบออนไลน์ ถือว่า **"มีเหตุอันสมควร"** หน่วยงานจะอ้าง มติ ครม. ปี 2544 มาไล่ออกไม่ได้
3️⃣ ข้อต่อสู้ทางกฎหมายปกครอง (ทีเด็ดในชั้นศาลปกครอง/กพค.)
หากหน่วยงานยังดื้อแพ่งออกคำสั่ง "ไล่ออก" โดยอ้างว่าต้องทำตาม มติ ครม. นี่คือเหตุผลที่จะใช้เพิกถอนคำสั่งในชั้นศาลครับ:
* **มติ ครม. ใหญ่กว่า พ.ร.บ. ไม่ได้!**
ตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือนฯ หรือกฎหมายบริหารงานบุคคลท้องถิ่น กฎหมายเปิดช่องให้ผู้บังคับบัญชาเลือกได้ว่าจะ "ปลดออก" หรือ "ไล่ออก"
* **แนวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดวางไว้ชัดเจน:**
การที่ผู้บังคับบัญชาลงโทษไล่ออก โดยอ้างเพียงว่า “ต้องปฏิบัติตาม มติ ครม. บังคับไว้” โดยไม่ยอมพิจารณาความร้ายแรงแห่งพฤติการณ์เฉพาะราย ถือเป็นการ "สละดุลพินิจที่กฎหมายมอบให้" และเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ส่งผลให้คำสั่งลงโทษนั้น "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" และศาลมีอำนาจเพิกถอนได้!
📌 สรุปแนวทางการสู้คดีวินัย
อย่าปล่อยให้หน่วยงานใช้ มติ ครม. แบบเหมาเข่ง (Blanket Application) ปรับใช้โทษเท่ากันหมดโดยไม่แยกแยะบทบาทผู้สั่งการหรือผู้ปฏิบัติงาน การสู้คดีวินัยต้องเน้นไปที่ **"หลักความพอสมควรแก่เหตุ" (Proportionality)** และพิสูจน์ความสุจริตในการปฏิบัติหน้าที่เป็นสำคัญครับ
⚖️ **ปรึกษาแนวทางการสู้คดีวินัยและกฎหมายปกครอง**

❤️ภัฏ พงศ์ธามัน❤️
📞 โทร. 087-7898239
#คดีวินัยร้ายแรง #กฎหมายปกครอง #ศาลปกครอง #มติครม #ทนายภัฏ #วินัย #ทุจริต #คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ #คดีปกครอง #ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ

30/05/2026

⛔️“สมาชิกสภาเทศบาลต้องรู้”⁉️
📣 การขอข้อมูลข่าวสารจัดซื้อจัดจ้าง และการเก็บพยานหลักฐาน เพื่อใช้ตรวจสอบการทุจริตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย⁉️

๑. บทนำ🔥
การไม่ให้ดูเอกสาร อาจไม่ใช่เพียงปัญหาทางปกครอง
ในทางปฏิบัติ สมาชิกสภาเทศบาลจำนวนมากประสบปัญหาเดียวกัน คือ เมื่อขอตรวจดูเอกสารจัดซื้อจัดจ้าง ฝ่ายบริหารหรือเจ้าหน้าที่กลับประวิงเวลา ไม่เปิดเผย หรือเปิดเผยเพียงบางส่วน
ปัญหานี้ หลายคนเข้าใจว่าเป็นเพียง “ปัญหาข้อมูลข่าวสาร” แต่ในทางคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พฤติการณ์ดังกล่าวอาจเป็น “จุดเริ่มต้นของการตรวจสอบความผิดปกติ” ในกระบวนการใช้งบประมาณของรัฐได้
เพราะในหลายคดี การปกปิดเอกสารมักสัมพันธ์กับข้อพิรุธ เช่น
* การกำหนดคุณลักษณะเฉพาะเอื้อเอกชนบางราย
* ราคากลางสูงผิดปกติ
* การตรวจรับไม่ตรงตามสัญญา
* การจัดทำเอกสารย้อนหลัง
* การเบิกจ่ายทั้งที่งานยังไม่สมบูรณ์
ดังนั้น สมาชิกสภาเทศบาลจึงต้องเข้าใจว่า “การขอข้อมูลข่าวสาร” ไม่ใช่เพียงสิทธิ แต่เป็น “เครื่องมือรักษาพยานหลักฐาน” ก่อนเอกสารหรือสภาพงานจะถูกแก้ไขในภายหลัง

๒. สมาชิกสภาเทศบาลมีสิทธิอะไรบ้าง
สมาชิกสภาเทศบาลมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้งบประมาณและการบริหารราชการของฝ่ายบริหาร
นอกจากอำนาจตามกฎหมายเทศบาลแล้ว ยังมีสิทธิตามกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการในการขอตรวจดู เช่น
* โครงการจัดซื้อจัดจ้าง
* รายงานขอซื้อขอจ้าง
* ราคากลาง
* เอกสารสืบราคา
* TOR หรือคุณลักษณะเฉพาะ
* รายงานประชุมคณะกรรมการ
* สัญญา
* ใบส่งมอบงาน
* รายงานตรวจรับ
* ฎีกาเบิกจ่าย
* รูปถ่ายก่อนและหลังดำเนินโครงการ
หากหน่วยงานไม่เปิดเผย ต้องมีเหตุผลตามกฎหมายรองรับ มิใช่ปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผล

๓. เอกสารใดที่ควรรีบขอทันที
ในคดีจัดซื้อจัดจ้าง เอกสารสำคัญที่สุดมี ๔ กลุ่ม
(๑) เอกสารริเริ่มโครงการ👉ใช้ตรวจสอบว่า
* ใครเป็นผู้เสนอของบประมาณ
* มีความจำเป็นจริงหรือไม่
* มีการสำรวจพื้นที่จริงหรือไม่
* มีการวิเคราะห์ความคุ้มค่าหรือไม่
(๒) เอกสารกำหนดราคากลางและสืบราคา👉ใช้ตรวจสอบว่า
* ราคาสูงผิดปกติหรือไม่
* บริษัทที่นำมาเทียบราคามีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่
* มีการแข่งขันจริงหรือไม่
จุดที่ควรตรวจสอบ เช่น
* กรรมการบริษัท
* ผู้รับมอบอำนาจ
* เบอร์โทรศัพท์
* ที่ตั้งสำนักงาน
* รูปแบบเอกสารเสนอราคา
(๓) TOR หรือคุณลักษณะเฉพาะ👉เอกสารส่วนนี้สำคัญที่สุดในคดี “ล็อกสเปก” สิ่งที่ต้องตรวจสอบ เช่น
* ระบุคุณสมบัติเฉพาะเกินจำเป็นหรือไม่
* ใช้ถ้อยคำชี้เฉพาะยี่ห้อหรือไม่
* กำหนดเงื่อนไขที่ตัดคู่แข่งโดยไม่มีเหตุผลหรือไม่
* มีผู้ประกอบการเข้ามาเกี่ยวข้องกับการจัดทำ TOR หรือไม่
(๔) เอกสารตรวจรับและเบิกจ่าย👉เป็น “จุดตาย” ของคดีจัดซื้อจัดจ้างเพราะเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนรัฐจ่ายเงิน ต้องตรวจสอบว่า
* ของที่ส่งมอบตรงตามสัญญาหรือไม่
* ใช้งานได้จริงหรือไม่
* มีการทดสอบระบบจริงหรือไม่
* มีใบอนุญาตหรือมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
* มีการเซ็นตรวจรับทั้งที่งานยังไม่เสร็จหรือไม่
๔. วิธีเก็บพยานหลักฐานที่ถูกต้อง👉หลายคดีแพ้ เพราะมีเพียง “ข้อสงสัย” แต่ไม่มี “พยานหลักฐาน”
สมาชิกสภาเทศบาลจึงควรเก็บหลักฐานอย่างเป็นระบบ ดังนี้
(๑) ถ่ายภาพและวิดีโอ 👉ควรบันทึก
* สภาพงานจริง
* ยี่ห้อ รุ่น Serial Number
* ตำแหน่งติดตั้ง
* สภาพการใช้งานจริง
โดยควรถ่ายให้เห็น
* วันเวลา
* สถานที่
* ลักษณะความบกพร่อง
(๒) บันทึกคำให้การประชาชนในพื้นที่เช่น
* ใช้งานได้จริงหรือไม่
* เคยใช้งานหรือไม่
* เสียงไม่ทั่วถึงหรือไม่
* ระบบเสียบ่อยหรือไม่
พยานชาวบ้านมีน้ำหนักมากในคดีตรวจรับงาน
(๓) เปรียบเทียบ TOR กับของจริง👉หลายคดีปัญหาอยู่ตรงนี้ เช่น
* TOR ระบุวัสดุชนิดหนึ่ง แต่ของจริงใช้อีกชนิด
*ไม่ TOR ระบุกำลังส่ง แต่ของจริงต่ำกว่า
ืื* TOR กำหนดมาตรฐาน แต่ของจริงไม่มีใบรับรอง
(๔) ตรวจสอบใบอนุญาตหรือมาตรฐาน กรณีอุปกรณ์เกี่ยวกับคลื่นความถี่หรือวิทยุคมนาคม ต้องตรวจสอบว่า
* ต้องได้รับอนุญาตหรือไม่
* ใครเป็นผู้มีหน้าที่ขออนุญาต
* มีใบอนุญาตก่อนตรวจรับหรือไม่
๕. การไม่เปิดเผยเอกสาร อาจกลายเป็นพยานแวดล้อมในคดีทุจริต ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า “การไม่ให้เอกสาร” เพียงอย่างเดียว ยังไม่ใช่ความผิดอาญาโดยอัตโนมัติ แต่หากภายหลังพบว่า
* มีการแก้ไขเอกสารย้อนหลัง
* มีเอกสารไม่ตรงกัน
* มีการตรวจรับไม่ตรงความจริง
* มีการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อหน่วยตรวจสอบ
พฤติการณ์การปกปิดเอกสารก่อนหน้านั้น อาจถูกนำมาใช้เป็น “พยานแวดล้อม” ประกอบการวินิจฉัยเจตนาได้
๖. ความรับผิดอาจไม่ได้เกิดเฉพาะฝ่ายการเมือง 👉ในคดีทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง ความรับผิดอาจเชื่อมโยงหลายฝ่าย ได้แก่
* ผู้บริหารท้องถิ่น
* ผู้อำนวยการกองคลัง
* เจ้าหน้าที่พัสดุ
* คณะกรรมการกำหนดราคากลาง
* คณะกรรมการร่าง TOR
* คณะกรรมการตรวจรับ
* เอกชนผู้รับจ้าง
แต่ละคนต้องพิจารณาตาม “หน้าที่และพฤติการณ์เฉพาะบุคคล” ไม่ใช่กล่าวหาเหมารวม
๗. วิธีร้องเรียนที่ถูกต้อง👉การร้องเรียนที่ดี ต้องมี
๑. ข้อเท็จจริงชัดเจน👉ใคร ทำอะไร เมื่อใด ที่ไหน
๒. เอกสารประกอบ👉ต้องแนบเอกสารจริง ไม่ใช่เพียงข่าวลือ
๓. ความเสียหายของรัฐ👉ต้องอธิบายว่า รัฐเสียหายอย่างไร
๔. ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น
* ความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ
* ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
* รับรองเอกสารอันเป็นเท็จ
๘. ข้อควรระวังสำหรับสมาชิกสภาเทศบาล👉อย่ากล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน ควรใช้ถ้อยคำว่า
* “มีเหตุอันควรตรวจสอบ”
* “อาจมีข้อพิรุธ”
* “ควรตรวจสอบเพิ่มเติม”
แทนการสรุปว่า
* “ทุจริตแน่นอน”
* “ฮั้วประมูล”
* “ล็อกสเปก”
ก่อนมีพยานหลักฐานเพียงพอ
เพราะการกล่าวหาที่เกินข้อเท็จจริง อาจนำไปสู่ความรับผิดทางกฎหมายได้เช่นกัน
๙. บทสรุป
สมาชิกสภาเทศบาลไม่ใช่เพียงผู้เข้าประชุมสภา แต่เป็น “กลไกตรวจสอบงบประมาณของประชาชน”
การขอข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้อง การเก็บพยานหลักฐานอย่างเป็นระบบ และการใช้กระบวนการกฎหมายอย่างรอบคอบ จะช่วยให้การตรวจสอบมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงในการถูกโต้แย้งว่าเป็นการกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน
⛔️ในคดีทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง “เอกสาร” คือหัวใจของคดี และ “เวลา” คือสิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาความจริงไม่ให้ถูกเปลี่ยนแปลงภายหลัง.
⛔️ต้องการคำปรึกษาแนะนำเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามได้ครับ
❤️ภัฏ พงศ์ธามัน❤️
☎️0877898239
#ทนายภัฏ #ภัฏ #ทุจริต #คดีทุจริต #คดีปกครอง #วินัย #พัสดุ #ปลดออก #ไล่ออก #อุทธรณ์ #ปปช. #สตง.

สัมผัสชีวิตเมื่อปรึกษาคดีทุจริตที่นี่
15/05/2024

สัมผัสชีวิตเมื่อปรึกษาคดีทุจริตที่นี่

30/04/2024

ศาลคดีทุจริตฯ สั่งจำคุก 2 ปี 6 ด. อดีตนายก อบต.บางรักใหญ่ -พวก เบิกจ่ายเงินดูงานเท็จ

27/04/2024

#คดีทุจริต และประพฤติมิชอบ
ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพ ม. ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 จำเลยที่ 1 ดำเนินการอนุมัติให้จัดซื้อวัสดุตามโครงการติดตั้งระบบเครือข่ายและระบบไฟฟ้าสำหรับห้องเรียนคอมพิวเตอร์ แผนกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ จำนวน 6 ห้อง และให้ อ. ครูหัวหน้าแผนกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ เป็นผู้จัดทำบันทึกขออนุญาตดำเนินการจัดซื้อวัสดุตามโครงการดังกล่าวโดยใช้งบประมาณบำรุงการศึกษา 269,950 บาท โดยแบ่งซื้อวัสดุออกเป็น 3 ครั้ง ให้อยู่ในวงเงินครั้งละไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อให้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการที่สามารถอนุมัติได้ อันเป็นการไม่ชอบด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ที่แก้ไขแล้ว ที่กำหนดให้ต้องดำเนินการจัดซื้อโดยวิธีการสอบราคา แต่องค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 นั้น ผู้กระทำความผิดต้องเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่โดยตรงในการซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบไม่ได้ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ อย่างไร คงได้ความแต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้อำนวยการสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการ มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบาย สั่งอนุญาตและอนุมัติเกี่ยวกับราชการของวิทยาลัยการอาชีพ ม. เท่านั้น ส่วนการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ห้องเรียนคอมพิวเตอร์ อยู่ในความรับผิดชอบของงานพัสดุ และการที่จำเลยที่ 1 อนุมัติให้จัดซื้อจัดจ้างก็เป็นการเสนอขึ้นมาตามลำดับชั้นและเป็นการใช้อำนาจในฐานะผู้บังคับบัญชา ทำให้เห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการจัดซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 และจำเลยที่ 3 ย่อมไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานนี้ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ดำเนินการให้มีการจัดซื้อหรือจัดจ้างอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ตามโครงการติดตั้งระบบเครือข่ายและระบบไฟฟ้าสำหรับห้องเรียนคอมพิวเตอร์ โดยแบ่งวงเงินที่จะซื้อออกเป็น 3 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 100,000 บาท จนทำให้อำนาจสั่งซื้อหรือสั่งจ้างเปลี่ยนไปจากวิธีสอบราคาเป็นวิธีตกลงราคา ที่เจ้าหน้าที่พัสดุสามารถติดต่อกับผู้ขายหรือผู้รับจ้างเพียงรายเดียวมาตกลงราคาได้โดยตรง และจำเลยที่ 1 ยังมีคำสั่งเจาะจงให้ซื้อจากร้าน ส. ซึ่งมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมเป็นหุ้นส่วนจึงเป็นการเอื้ออำนวยแก่ร้าน ส. ให้ได้เป็นผู้เข้าทำสัญญากับวิทยาลัยการอาชีพ ม. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ทั้งจำเลยที่ 1 ยังได้กระทำการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ข้อ 22 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงบ่งชี้ว่าเป็นการกระทำโดยมุ่งหมายมิให้มีผู้เสนอราคารายอื่นเข้ามาแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม แม้การจะจัดซื้อโดยวิธีตกลงราคากันนั้น ต้องประกอบด้วยข้อเสนอของผู้ขายและคำสนองรับของผู้ซื้อเป็นสำคัญก็ตาม ทั้งยังปรากฏด้วยว่าร้าน ส. เพียงรายเดียวที่เข้ามาตกลงราคาวิทยาลัยการอาชีพ ม. จึงถือได้ว่าร้าน ส. โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ยื่นข้อเสนอเพื่อเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐอันเกี่ยวกับการซื้อ ซึ่งเป็นการเสนอราคาตามบทนิยาม มาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 แล้ว อีกทั้งเมื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติว่า “ผู้ใดใช้อุบายหลอกลวงหรือกระทำการโดยวิธีอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าทำการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม...” องค์ประกอบหลักของความผิดตามมาตรานี้ คือ กระทำการโดยวิธีอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าทำการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม แสดงให้เห็นได้ว่าความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เกิดขึ้นได้แม้จะมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว โดยหาจำต้องมีผู้เสนอราคา 2 รายขึ้นไปไม่ จำเลยที่ 1 ดำเนินการแบ่งวงเงินให้อยู่ในวงเงินที่สามารถจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีตกลงราคาตามที่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ข้อ 19 ที่แก้ไขแล้ว กำหนด การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการหลีกเลี่ยงที่จะไม่ให้มีผู้อื่นเข้าเสนอราคาอย่างเป็นธรรมด้วยวิธีสอบราคาเพื่อเอื้ออำนวยแก่ร้าน ส. เพียงรายเดียวให้เป็นผู้มีสิทธิเข้าทำสัญญากับวิทยาลัยการอาชีพ ม. โดยมิชอบ เป็นเหตุให้รัฐต้องเสียหาย อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ส่วนจำเลยที่ 3 ที่รู้ถึงการกระทำของจำเลยที่ 1 และจัดหาวัสดุให้ในนามของร้าน ส. ที่ตนเองเป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วย โดยจัดทำบิลส่งของนำวัสดุอุปกรณ์ตามรายการขอซื้อขอจ้าง มาส่งให้แก่วิทยาลัยการอาชีพ ม. ตามที่จำเลยที่ 1 อนุมัติให้จัดซื้อหรือจัดจ้าง การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 อันเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบ ป.อ. มาตรา 86 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2700/2565)

26/03/2024

#คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ

การที่จะไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต ตาม ป.อ. มาตรา 157 ต้องเป็นกรณีที่ไม่มีตัวการกระทำความผิด หากตัวการศาลยกฟ้อง ผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานต้องรับผิดทางอาญาหรือไม่?
ศึกษาวิเคราะห์จากคำพิพากษาฎีกาที่ 7364/2554
ข้อเท็จจริง
1. นาย ช. ปลัดอำเภอเป็นนายทะเบียนจดทะเบียนสมรสประจำอำเภอ ปัจจุบัน นาย ช. ถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยที่ 1 เป็นผู้ช่วยนายทะเบียน งานทะเบียนสมรส ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ตรวจสอบเอกสารยื่นคำขอจดทะเบียนสมรสบันทึกรายละเอียดในทะเบียนสมรส ออกใบสำคัญการสมรส แล้วเสนอให้นาย ช. เป็นผู้ลงนาม จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี และอยู่กินกันฉันสามีภรรยากันตั้งแต่ปี 2539 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้เดินทางไปจดทะเบียนสมรสกัน ณ ที่ว่าการอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้บันทึกรายละเอียดของการสมรสในทะเบียนสมรสและในทะเบียนสมรสดังกล่าวมีลายมือชื่อบิดามารดาของจำเลยที่ 3 ให้ความยินยอมไว้
2. ต่อมา เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 2 ได้ไปให้ถ้อยคำต่อนางสาว น. เจ้าหน้าที่ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จังหวัดลพบุรี พร้อมยื่นหลักฐานเอกสารต่างๆ รวมถึงใบสำคัญการสมรสระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งจดทะเบียน ณ ที่ว่าการอำเภอองค์รักษ์ เพื่อขอรับเงินชดเชยพิเศษตามโครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก จำนวน 600,000 บาท โดยผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยต้องมีสภาพเป็นครอบครัวก่อนวันที 3 พฤษภาคม 2537 ปรากฏว่าใบสำคัญการสมรสระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเอกสารปลอมเนื่องจากถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงเลข พ.ศ. จาก พ.ศ. 2540 เป็น พ.ศ. 2536 และลายมือชื่อบิดา มารดาของจำเลยที่ 3 เป็นลายมือชื่อปลอมหลังจากนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ถอนคำร้องขอรับเงินชดเชยพิเศษต่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้วโดยยังไม่ได้รับเงินชดเชยจำนวน 600,000 บาท
3. อัยการโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสาม ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา 80, 83, 157, 161, 264, 265, 266, 268, 341 ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธในตอนแรกแต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 กลับให้การรับสารภาพ
4. ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 83, 157 ประกอบมาตรา 86, 265, 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 265, 341 ประกอบมาตรา 80 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมเดียว ลงโทษบทหนักตามมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษแล้วคงจำคุกคนละ 1 ปี สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง
5. โจทก์และจำเลยที่ 2 ที่ 3 อุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นฎีกาโดยมีผู้พิพากษาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีจึงขึ้นสู่การพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาตามประเด็นดังต่อไปนี้
5.1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าพยานหลักฐานโจกท์ยังมีเหตุสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 1 ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะให้การรับสารภาพแต่เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการไม่มีความผิดตามฟ้องย่อมทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ว่าฐานะตัวการร่วมหรือในฐานะผู้สนับสนุนไม่มีความผิดตามฟ้องไปด้วย ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า “แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 เนื่องจากพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีการกระทำความผิดตามฟ้องเกิดขึ้น เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับใบสำคัญการสมรสมาแล้วปรากฏว่าเลข พ.ศ. ในใบสำคัญการสมรสนั้นไม่ตรงกับความเป็นจริงแต่จำเลยที่ 2 กลับไม่ทักท้วงจึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 รู้เรื่องที่มีการทำใบสำคัญการสมรสปลอมเป็นอย่างดี นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังนำใบสำคัญการสมรสปลอมดังกล่าวไปยื่นขอรับเงินชดเชยพิเศษจากทางราชการอีก ซึ่งหากทางราชการหลงเชื่อแล้วจำเลยที่ 2 ก็จะได้รับเงินชดเชยพิเศษเป็นเงิน 600,000 บาท พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมในการปลอมเอกสารราชการ ใช้เอกสารราชการปลอมและพยายามฉ้อโกงแล้ว ส่วนจำเลยที่3 นั้นแม้จะไม่ได้เป็นผู้ยื่นขอรับเงินชดเชยพิเศษ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เดินทางไปกับจำเลยที่ 2 ด้วย ทั้งในวันที่มีการจดทะเบียนสมรสและวันที่จำเลยที่ 2 ไปให้ถ้อยคำต่อ น. อีกทั้งได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในแบบไต่สวนสิทธิด้วยจึงถือว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 มาตั้งแต่ต้น จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2
5.2 ศาลฎีกาได้พิจารณาต่อไปว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตตาม ป.อ. มาตรา 157 หรือไม่นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จะไม่มีความผิดในฐานเป็นผู้สนับสนุนต้องเป็นกรณีที่ไม่มีตัวการกระทำความผิดในความผิดดังกล่าว แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 3 อายุยังไม่ครบยี่สิบปีบริบูรณ์ซึ่งหากไม่มีเจ้าพนักงานร่วมกระทำความผิดแล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมไม่สามารถจดทะเบียนสมรสกันได้เนื่องจากบิดา มารดาของจำเลยที่ 3 ไม่ได้เดินทางไปให้ความยินยอมทั้งในสำคัญการสมรสระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีการแก้ไขเลข พ.ศ. แสดงว่าจะต้องมีเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและทุจริตในการกรอกข้อความลงในทะเบียนสมรสและในใบสำคัญการสมรสเพื่อให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำเอกสารปลอมดังกล่าวไปยื่นขอรับเงินชดเชยพิเศษจากทางราชการแล้ว มิใช่เป็นกรณีที่ไม่มีตัวการในการกระทำความผิดตามที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นราษฎรจึงเป็นผู้สนับสนุนตาม ป.อ. มาตรา 157
หมายเหตุ
1. ตามฎีกานี้จะเห็นได้ว่า อัยการขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่เห็นชัดเจนคือ ตาม ป.อ. มาตรา 157 และมาตรา 161 ในความผิดทั้งสองฐานนี้ ศาลฎีกาได้วางหลักว่า ความผิดตามมาตรา 157 ไม่ใช่ความผิดอันเป็นบททั่วไปของมาตรา 161 แต่ถ้าเจ้าพนักงานมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 และมาตรา 161 ถือว่าเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลก็จะลงโทษตามมาตรา 157 ซึ่งเป็นบทหนัก ตาม ป.อ. มาตรา 90 เนื่องจากองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 157 และองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 161 แตกต่างกันมาก ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 5133/2541
ป.อ. มาตรา 86, 91, 157, 161, 265
ความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 161 เป็นความผิดคนละอย่างที่มีองค์ประกอบความผิด แตกต่างกัน ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จึงมิใช่เป็นความผิดตามบททั่วไปของบทเฉพาะตามมาตรา 161 จำเลยที่ 2 เป็นผู้มาติดต่อพาคนไปให้จำเลยที่ 1ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานทำบัตรประจำตัวประชาชนปลอม โดยให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงมี ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการปลอมเอกสารราชการ และฐานสนับสนุนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบและโดยทุจริตตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157,161,265ประกอบมาตรา 86
คำพิพากษาฎีกาที่ 4532/2548
ป.อ. มาตรา 90, 157, 161, 162 (1), 265
การที่จำเลยนำสมุดบันทึกการประชุมในวันที่ 15 และ 19 สิงหาคม 2538 ไปให้ จ. และ ส. ลงลายมือชื่อในบันทึกการประชุม ทั้งที่ไม่ได้มีการประชุม และบันทึกรายงานการประชุมดังกล่าวระบุว่า ร. เป็นผู้จดรายงานการประชุมการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ ร. ผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมแต่มีชื่อเข้าร่วมประชุมและประชาชนทั่วไปในตำบลท่าเรือ ทั้งเอกสารที่ทำปลอมขึ้นนั้นเป็นบันทึกรายงานการประชุมของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลท่าเรือ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลในราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นการปลอมเอกสารราชการตาม ป.อ. มาตรา 265 เมื่อจำเลยซึ่งเป็นประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลท่าเรือมีหน้าที่ขออนุมัติข้อบังคับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2538 จากสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าเรือเพื่อนำเสนอนายอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชอนุมัติ จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้นตาม ป.อ. มาตรา 161 และการที่จำเลยลงลายมือชื่อรับรองสำเนารายงานการประชุมทั้งสองครั้งดังกล่าวในสำเนาข้อบังคับเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2538 ว่ามีการประชุมจริง จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่รับเอกสารรับรองเป็นหลักฐานว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จตาม ป.อ. มาตรา 162 (1) และจำเลยเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าเรือ และประชาชนในตำบลท่าเรือ โดยการนำงบประมาณมาจัดประมูลให้ผู้รับเหมาทำงานตามที่ตนเองต้องการ อันเป็นการแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตาม ป.อ. มาตรา 157
จำเลยปลอมบันทึกการประชุม 2 ฉบับ อันเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ เจ้าพนักงานปลอมเอกสาร ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบก็เพื่อให้นายอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชอนุมัติข้อบังคับเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2538 ขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าเรือ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท
2. ความผิดตาม ป.อ. จะมีการกล่าวถึงอีกส่วนหนึ่งก็คือ บทเฉพาะและบททั่วไป
2.1 บทเฉพาะ คือ บทที่บัญญัติความผิดในเรื่องนั้นๆ ไว้เป็นการเฉพาะ โดยทั่วไปแล้วบทเฉพาะจะมีโทษหนักกว่าบททั่วไปอยู่แล้วผลจึงไม่ต่างจากบทหนัก ตาม ป.อ. มาตรา 90 แต่อย่างไร อย่างไรก็ตามมีบางกรณีที่บทเฉพาะมีโทษเบากว่าบททั่วไปซึ่งจะต้องลงโทษตามบทเฉพาะนั้น มิฉะนั้นโทษตามบทเฉพาะจะไม่มีที่ใช้เลย
2.2 บททั่วไป คือ บทที่บัญญัติความผิดไว้กว้างๆ เช่น มาตรา 137 ความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน เป็นบทบัญญัติที่ปรับใช้ได้กับการแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงานได้ทุกเรื่องจึงถือว่าเป็นบททั่วไป อย่างไรก็ตาม หากเป็นการแจ้งความเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาก็จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 172 ซึ่งเป็นบทเฉพาะ (ฎีกา 2249/2515)
2.3 สำหรับข้อ 2.1 และข้อ 2.2 ดังกล่าวข้างต้นนั้นมาจากคำอธิบายกฎหมายอาญาภาค 1 โดย ดร. เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์ หน้า 770 -771
2.4 ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 1561/2525
ป.วิ.อ. มาตรา 17, 80, 81 (1), 92 (2)
ป.อ. มาตรา 149, 157
จำเลยเป็นตำรวจประจำการกองร้อย 4 กก. อารักขาและความปลอดภัยบก.สายตรวจปฏิบัติการพิเศษตำแหน่งลูกแถว ย่อมมีอำนาจสืบสวนคดีอาญา และมีอำนาจจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายได้โดยไม่ต้องมีหมายจับหรือหมายค้นในเมื่อเป็นความผิดซึ่งหน้าแม้ที่เกิดเหตุจะเป็นที่รโหฐาน การที่จำเลยไปพบจ.กับพวกกำลังเล่นการพนันในห้องชั้นบนบ้าน อันเป็นที่รโหฐานและจับกุม จ. กับพวกในข้อหาดังกล่าว ย่อมเรียกได้ว่าเป็นการกระทำของเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่ เมื่อจำเลยเรียกและรับเงินจาก จ. แล้วปล่อยตัว จ. กับพวกโดยไม่ส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149
เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 149 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษตามมาตรา 157 มาด้วย ก็ไม่จำต้องปรับบทด้วยมาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก
คำพิพากษาฎีกาที่ 2084-2085/2526
ป.วิ.อ. มาตรา 192
ป.อ. มาตรา 148, 149, 157
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา148, 157 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 149 และมาตรา 157 แม้จะลงโทษจำเลยตามมาตรา 149 ไม่ได้ เพราะฟ้องโจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 149 ซึ่งเป็นบทเฉพาะมาด้วย ศาลก็ลงโทษจำเลยตามมาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปได้เพราะเป็นบทมาตราที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ
3. คำพิพากษาฎีกาที่ 7364/2554 ได้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดฐานพยายามฉ้อโกงด้วย ให้พิจารณาศึกษาฎีกาเพิ่มเติมเปรียบเทียบดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 3351/2542
ป.อ. มาตรา 80, 271, 341
พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2525 มาตรา 15, 18, 19
จำเลยส่งไข่ผงที่เสื่อมคุณภาพแล้วให้โจทก์ร่วม โดยหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าไข่ผงดังกล่าวเป็นนมผงตามที่โจทก์ร่วมสั่งซื้อ เพื่อหวังจะได้เงินจากโจทก์ร่วมอันเป็นการกระทำโดยเจตนาทุจริตเพียงแต่โจทก์ร่วมยังไม่ได้ชำระเงินให้จำเลยการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฉ้อโกง ไม่เป็นความผิดฐานขายของโดยหลอกลวงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการขายของโดยหลอกลวงให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิดสภาพและคุณภาพแห่งของอันเป็นเท็จอีกหรือไม่ พระราชบัญญัติควบคุมอาหารสัตว์ พ.ศ. 2525 มาตรา 18 วรรคสองกำหนดให้ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตผลิตอาหารสัตว์เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตขายอาหารสัตว์สำหรับอาหารสัตว์ที่ตนผลิตด้วย และมาตรา 19 วรรคหนึ่งกำหนดว่าใบอนุญาตตามมาตรา 18 ให้คุ้มกันถึงลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้รับใบอนุญาตด้วยโดยวรรคสองให้ถือว่าการกระทำของลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้รับใบอนุญาตที่ได้รับการคุ้มกันตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำของผู้รับใบอนุญาตด้วย ดังนั้น การที่จำเลยขายอาหารสัตว์ประเภทไดแคลเซียมฟอสเฟตของบริษัท อ. ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตให้ขายอาหารสัตว์ที่ตนผลิตได้ตามกฎหมายจำเลยจึงได้รับการคุ้มกันตามมาตรา 19 จำเลยไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ฯ มาตรา 15
4. คำพิพากษาฎีกาที่ 7364/2554 ได้กล่าวว่าลายมือชื่อบิดามารดาของจำเลยที่ 3 ในทะเบียนสมรสเป็นลายมือชื่อปลอม โดยบิดามารดาของจำเลยที่ 3 ไม่ได้เดินทางไปให้ความยินยอมในวันที่มีการจดทะเบียนสมรสถ้าบิดา มารดาของจำเลยที่ 3 ยิมยอมให้คนอื่นลงลายมือชื่อแทนจะเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารหรือไม่ ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 658/2513
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)
ป.อ. มาตรา 264, 268
ผู้เสียหายได้รู้เห็นยินยอมให้ผู้อื่นเซ็นชื่อแทนในใบแต่งทนาย เมื่อมีผู้นำใบแต่งทนายนั้นไปให้ทนายทำคำร้องยื่นต่อศาล ความเสียหายที่จะมีแก่ผู้เสียหาย จึงไม่มีผู้เสียหาย จึงไม่เป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย
เมื่อจำเลยนำคำร้องที่มีลายเซ็นชื่อผู้เสียหายปลอมโดยให้ผู้อื่นเซ็นชื่อแทนมายื่นต่อศาล ย่อมจะเห็นได้ว่าน่าจะเสียหายแก่ศาลในการรับคำร้องนั้นไว้พิจารณา จำเลยจึงมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ประกอบด้วยมาตรา 264
คำพิพากษาฎีกาที่ 1020/2517
ป.อ. มาตรา 264, 265
ลายมือชื่อนั้นไม่มีกฎหมายให้เซ็นแทนกันได้ แม้จะมอบอำนาจก็เซ็นแทนไม่ได้ จำเลยเซ็นชื่อสามีจำเลยลงในสัญญามัดจำซื้อขายที่ดินจึงเป็นการลงลายมือชื่อปลอม แต่ความผิดฐานปลอมเอกสารนั้นจะต้องมีลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนด้วย เมื่อผู้เสียหายรู้จักชื่อและตัวสามีจำเลยผู้เป็นเจ้าของที่ดินตลอดจนจำเลยซึ่งเป็นภรรยาอยู่ก่อนแล้ว ยังได้สมัครใจเข้าทำสัญญากับจำเลยและรู้เห็นว่าจำเลยได้ลงชื่อสามีจำเลยในช่องผู้ให้สัญญาตอนทำสัญญานั้น จากพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าผู้เสียหายมิได้หลงผิดหรือหลงเชื่อ จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะอ้างว่าได้รับความเสียหายตามกฎหมายสามีจำเลยก็ไม่เสียหายเพราะเป็นผู้มอบอำนาจให้จำเลยไว้ จำเลยจึงไม่มีความผิด
คำพิพากษาฎีกาที่ 1526/2525
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)
ป.อ. มาตรา 264
กรณีเกี่ยวกับลายมือชื่อนั้นไม่มีกฎหมายให้อำนาจลงลายมือชื่อแทนกันได้ แม้เจ้าของลายมือชื่ออนุญาตหรือให้ความยินยอมก็ลงลายมือชื่อแทนกันไม่ได้ การที่จำเลยทำหนังสือถึงผู้จัดการสหกรณ์แจ้งให้ทราบว่า ศ. น้องสาวโจทก์เดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศและขอลาออกจากสมาชิกสหกรณ์ โดยใช้ชื่อโจทก์หรือลงลายมือชื่อโจทก์จึงเป็นการลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยทำหนังสือดังกล่าวโดยความยินยอมของโจทก์ โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะได้รับความเสียหาย ศ.และสหกรณ์ก็ไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงไม่มีความผิด
คำพิพากษาฎีกาที่ 1313/2531
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)
ป.อ. มาตรา 177, 264, 265
สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาว่าเป็นโมฆะแล้วนั้น มีผลเท่ากับสัญญาไม่มีผลมาตั้งแต่ต้น ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะร่วมกันเติมข้อความลงในช่องว่างที่เว้นไว้ในสัญญาผิดไปจากข้อตกลงและเบิกความยืนยันข้อความนั้นต่อศาลก็ไม่ทำให้โจทก์ได้รับ ความเสียหายแต่ประการใด โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยฐานปลอมเอกสารและเบิกความเท็จ การที่จำเลยเบิกความเท็จต่อศาลว่า เจ้ามรดกกู้เงินผู้อื่นและจำเลยเป็นผู้ชำระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแทนเจ้ามรดกนั้น หาใช่เป็นข้อสาระสำคัญในการฟ้องขอแบ่งมรดกแต่ประการใดไม่
คำพิพากษาฎีกาที่ 4408/2542
ป.อ. มาตรา 264
หนังสือสัญญาจ้างเหมาแรงงานมีข้อความในลักษณะแบบของสัญญาซึ่งมีข้อความที่พิมพ์ไว้แล้ว มีช่องว่างสำหรับเติมข้อความที่ต้องการไว้ซึ่งสาระสำคัญที่จะต้องเติมประการแรกก็คือ ชื่อและลายมือชื่อของคู่สัญญาที่จะต้องรับผิดและพยานท้ายสัญญาสำหรับชื่อของคู่สัญญาในเอกสารนั้นคงมีเฉพาะชื่อบริษัท อ. โดยจำเลยที่ 1 กรรมการผู้จัดการระบุในฐานะผู้ว่าจ้าง และจำเลยที่ 1 ได้ลงชื่อท้ายสัญญาในช่องผู้ว่าจ้างเท่านั้น โดยไม่มีชื่อโจทก์หรือบุคคลอื่นใดที่ระบุไว้เป็นคู่สัญญาในฐานะผู้รับจ้างไว้เลย ลักษณะของเอกสารดังกล่าวจึงยังไม่เป็นสัญญาที่จะใช้บังคับผู้หนึ่งผู้ใดให้ต้องรับผิดได้ การที่จำเลยที่ 1 ทำเอกสารขึ้นมาเช่นนี้ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือแก่ผู้อื่นหรือประชาชน จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสาร

Cr : อาจารย์ประยุทธ 5 มิย.2103
บันทึกเก็บไว้ใช้อ้างอิง

ที่อยู่

Doi Saket
๕๐๒๒๐

เบอร์โทรศัพท์

+66877898239

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักคดีทุจริตและประพฤติมิชอบผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง สำนักคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ:

แชร์