ทนายความชลบุรี Titivaj Lawoffice

ทนายความชลบุรี Titivaj Lawoffice ให้คำปรึกษาเรื่องกฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๑๖๑/๒๕๖๘ป.พ.พ.ส่วนควบ ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ จำนอง จำนองระงับ ผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่น...
03/06/2026

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๑๖๑/๒๕๖๘

ป.พ.พ.ส่วนควบ ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ จำนอง จำนองระงับ ผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม มาตรา ๑๔๔ วรรคสอง, ๔๕๖ วรรคหนึ่ง, ๗๐๒ วรรคสอง, ๗๔๔, ๑๒๙๙ วรรคสอง

ป.วิ.พ. การร้องขัดทรัพย์ มาตรา ๓๒๓

พ.ร.บ. การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๓๗ วรรคหนึ่ง

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีการออกโฉนดแล้วจึงเป็นที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ ส่วนสิ่งปลูกสร้างบ้านตึกซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินพิพาท ย่อมเป็นส่วนควบ ของที่ดินเพราะมีสภาพติดตรึงอยู่กับที่ดิน บุคคลผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ในที่ดินพิพาท จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๔ วรรคสอง ผู้ร้องทั้งสามผู้ซื้อกับจำเลยที่ ๑ ผู้จัดสรรผู้ขายทำสัญญาซื้อขาย ทรัพย์สินพิพาท โดยผู้ร้องทั้งสามชำระราคาครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ ๑ ได้ส่งมอบทรัพย์สินพิพาทให้ผู้ร้องทั้งสามเข้าครอบครองและพักอาศัย อยู่อย่างเป็นเจ้าของทันที ซึ่งเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดอย่างหนึ่ง จึงต้องอยู่ภายในบังคับแห่งแบบของสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ตามที่กำหนดไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา ๔๕๖ วรรคหนึ่ง คือ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมตกเป็นโมฆะ ผู้ร้องทั้งสาม จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๓๗ วรรคหนึ่ง ที่จะกล่าวอ้างว่าทรัพย์พิพาทที่ตนซื้อจากผู้จัดสรร พ้นจากการยึดหรืออายัด ส่วนที่ศาลจังหวัดหัวหินมีคำพิพากษาตามยอม โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ให้แก่นาง จ. และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างบ้านพิพาทให้แก่ ผู้ร้องทั้งสามโดยปลอดจำนองหรือภาระผูกพันใด ๆ ภายใน ๔ ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น สิทธิดังกล่าวก็ได้มาภายหลัง จากที่จำเลยที่ ๑ นำทรัพย์สินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ ต่อโจทก์ไว้แล้ว และไม่ปรากฏว่าโจทก์รับจำนองทรัพย์สินพิพาทไว้โดยไม่มี ค่าตอบแทนหรือไม่สุจริตแต่ประการใด จึงต้องฟังว่าโจทก์รับจำนอง ทรัพย์สินพิพาทไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน และได้จดทะเบียนสิทธิ โดยสุจริต ย่อมอยู่ในฐานะบุคคลภายนอกที่ได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง ดังนี้ การจำนองจึงยังคงมีอยู่ไม่ระงับสิ้นไป โจทก์ยังคงมีสิทธิบังคับจำนองเอาแก่ทรัพย์สินพิพาทได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๗๔๔ และมาตรา ๗๐๒ วรรคสอง ขัดทรัพย์ขอให้ปล่อยทรัพย์สินพิพาท ผู้ร้องทั้งสามไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง

ให้ทำภาพอธิบายข้อความด้านบน

เช่าซื้อ ,ข้อสัญญาไม่เป็นธรรม , เลิกสัญญาโดยปริยายคำพิพากษาฎีกาที่ 2485 / 2568ข้อสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อที่ระบุว่า ผู้เช่า...
01/06/2026

เช่าซื้อ ,ข้อสัญญาไม่เป็นธรรม , เลิกสัญญาโดยปริยาย

คำพิพากษาฎีกาที่ 2485 / 2568

ข้อสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อที่ระบุว่า ผู้เช่าซื้อจะไม่ยกเอาเหตุที่ยังไม่ได้รับสำเนาใบจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ แผ่นป้ายทะเบียน หรือเหตุที่ได้รับล่าช้ามาปฏิเสธการชำระค่าเช่าซื้อ การกำหนดให้จำเลยผู้เช่าซื้อรถ ต้องชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ แม้ว่าจำเลยไม่อาจใช้ประโยชน์จากรถที่เช่าซื้อได้ตามความมุ่งหมาย ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม มีผลเฉพาะข้อตกลงดังกล่าวไม่มีผลบังคับ แต่ไม่ได้ทำให้สัญญาเช่าซื้อตกเป็นโมฆะ

เมื่อโจทก์ไม่ได้ส่งมอบรถที่เช่าซื้อให้เหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งใช้เป็นปกติแก่จำเลย (ไม่ได้จดทะเบียนรถที่กรมการขนส่งทางบก) จำเลยจึงมีสิทธิที่จะไม่ชำระค่าเช่าซื้อได้ จึงไม่ถือว่าจำเลยผิดสัญญา แต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อโจทก์ติดตามรถคืนโดยไม่มีสิทธิ จำเลยยินยอมมอบรถคืน จึงเป็นการเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยปริยาย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญาเช่าซื้อ คงมีสิทธิเรียกได้เฉพาะค่าใช้ทรัพย์เท่านั้น ซึ่งหนี้ดังกล่าวไม่ได้ก่อให้เกิดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้จ่ายทดรองไปก่อนจากจำเลยได้

#คำพิพากษาศาลฎีกา #เช่าซื้อ #เลิกสัญญา #ทนายความ #ทนายความชลบุรี #ชลบุรี

โพสต์ไม่ระบุชื่อ ก็ผิดหมิ่นประมาทได้คำพิพากษาฎีกาที่ 7497/2568คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7497/2568 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจร...
28/05/2026

โพสต์ไม่ระบุชื่อ ก็ผิดหมิ่นประมาทได้

คำพิพากษาฎีกาที่ 7497/2568
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7497/2568 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามฟ้องข้อ (ก) ฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ ร. ซึ่งในขณะเกิดเหตุ ตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2565 เฟซบุ๊กดังกล่าวโพสต์ข้อความว่า "ขอส่องเฟชหมาบางตัวที่ชอบเห่าเก่งกัดมะเลือกแก่แล้วน่ะมึงยิ่งเป้นโรคมะเร็งอยุ่มะใช้เหรอจะอยุ่ได้นานแค่ไกนวะทำบุญเยอะๆๆตายไปจะได้มะอาภัพที่ขายของเร่รอนเป้นสัมภเวสี..ดีน่ะลุกสาวกรุมะตบมึงก้อดีเท่าไหร่แล้วอีตัวสเนียด..มึงบอกว่ารุ้ไส้รุ้พุงกรูครอบครัวกีดีเหรออีดอกแต่มึงทำมัยมะรุ้ไส้รุ้พุงตัวเองบ้างละว่าเคยเป้นกระหรี่มาก่อนลืมกะพืดตัวเองเหรอควายยังฉลาดแต่มึงเป่นคนแท้ๆๆตอแหลเก่งนึอีดอก..ที่บ้านกรุพร้อมสดกะมึงอี..เหี้ย..กรุถามหน่อยมึงมีสมบัติอะไรเหรอที่ครอบครัวกรุต้องไปอิจฉามึง..มึงต้องงกๆรับจ้างไปขนของกะผัก100/200มึงก้อต้องเอากรุจะบอกให้เอาบุญนะอีชะนี.. ต่อให้มึงขยันแต่ถ้าขยันผิดที่10ปีก้อมะรวยหรอกควย..อย่ามาปากดีอีแก่ตัญหากลับ..บอกผัวมึงเอาเงินมาเครียกรูก่อน 50000..บาทเงินดาวรถกรุอีดอกอีสัตว์อี..ชะนี.. อีตอแหล"
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องข้อ (ก) หรือไม่ สำหรับประเด็นว่า จำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความตามฟ้องข้อ (ก) หรือไม่ เห็นว่า จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบแล้วว่าเป็นผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ ร. ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า ไม่ได้เป็นผู้โพสต์ข้อความนั้น คงเป็นเพียงคำเบิกความของจำเลยลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบให้เห็นว่า นอกจากจำเลยแล้วยังมีบุคคลอื่นใดที่สามารถใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ ร. ได้อีก คำเบิกความดังกล่าวยังขัดแย้งกับที่จำเลยแถลงต่อศาลว่าได้โพสต์ข้อความจริงแต่ไม่ได้ระบุชื่อผู้ร้องตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2565 พยานจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความตามฟ้องข้อ (ก) จริง ส่วนประเด็นว่า ข้อความตามฟ้องข้อ (ก) เป็นการใส่ความผู้ร้อง ในประการที่น่าจะทำให้ผู้ร้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังหรือไม่นั้น ได้ความจากผู้ร้องและนายพงษ์พันธุ์พยานโจทก์ว่า เมื่อนายพงษ์พันธุ์ได้อ่านข้อความดังกล่าวแล้วได้นำข้อความดังกล่าวให้ผู้ร้องดู อันเป็นเหตุให้ผู้ร้องเข้าแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย เห็นว่า แม้ข้อความตามฟ้องข้อ (ก) ที่จำเลยเป็นผู้โพสต์ดังกล่าวไม่ได้ระบุชื่อและชื่อสกุลของผู้ร้องโดยตรงก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏจากสำนวนว่า ก่อนหน้านี้ จำเลยและผู้ร้องมีสาเหตุโกรธเคืองกันและมีการฟ้องร้องคดีระหว่างกันมาก่อน เมื่อในขณะเกิดเหตุเฟซบุ๊กของจำเลยตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ หากบุคคลที่รู้จักจำเลยและผู้ร้องมาก่อนเข้าไปอ่านข้อความดังกล่าวทั้งหมดซึ่งมีข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงไปถึงผู้ร้อง ได้แก่ อาการป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งผู้ร้องเบิกความยืนยันว่าตนป่วยเป็นโรคมะเร็ง ตลอดจนความสัมพันธ์ของทั้งคู่ บุคคลดังกล่าวย่อมต้องทราบว่าข้อความที่จำเลยโพสต์หมายถึงผู้ร้องเช่นเดียวกับที่เมื่อนายพงษ์พันธุ์ได้ทราบข้อความตามฟ้องข้อ (ก) แล้ว ก็เข้าใจว่าข้อความดังกล่าวหมายถึงผู้ร้องจึงได้นำข้อความไปให้ผู้ร้องดู สำหรับข้อความที่จำเลยโพสต์ว่า "...เคยเป้นกระหรี่มาก่อนลืมกะพืดตัวเองเหรอควายยังฉลาดแต่มึงเป่นคนแท้ๆๆตอแหลเก่งนึอีดอก… " เป็นการใส่ความว่าผู้ร้องเคยเป็นหญิงโสเภณี เป็นคำหมิ่นประมาทที่ทำให้ผู้ร้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้ การที่จำเลยโพสต์ข้อความตามฟ้องข้อ (ก) ในเฟซบุ๊กของจำเลยซึ่งตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ ทำให้ข้อความหมิ่นประมาทผู้ร้องแพร่หลายสู่สาธารณชนอย่างกว้างขวางและรวดเร็วเป็นที่เสียหายแก่ผู้ร้องอย่างยิ่ง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการหมิ่นประมาทผู้ร้องโดยการโฆษณา
และเมื่อการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดซึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหาย แม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน เพราะไม่ทราบว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ผู้ร้อง แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น
พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลย โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 สำหรับคดีส่วนแพ่งให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทั้งนี้ในส่วนของอัตราดอกเบี้ย หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

#คำพิพากษาฎีกา #ทนายความ #ทนายความชลบุรี #ให้คำปรึกษากฎหมาย

การกู้ยืมเงินทางข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เนื้อหาต้องชัดเจนว่าเป็นการกู้ยืมจึงจะใช้เป็นหลักฐานได้         คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ...
27/05/2026

การกู้ยืมเงินทางข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เนื้อหาต้องชัดเจนว่าเป็นการกู้ยืมจึงจะใช้เป็นหลักฐานได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3622/2568

เนื้อหาที่โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์นั้นไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าการโอนเงิน 100,000 บาท เป็นการให้กู้ยืมเงิน แม้การสนทนากันดังกล่าวเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7 ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความ และมาตรา 9 ให้ถือว่าการที่จำเลยส่งสติกเกอร์ที่มีคำว่าขอบคุณครับเป็นการลงลายมือชื่อของจำเลยดังที่โจทก์อ้างในฎีกา แต่ตามมาตรา 8 ข้อความอิเล็กทรอนิกส์ที่สนทนากันจะต้องสามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยมีความหมายว่ากู้ยืมเงิน จึงจะถือว่าข้อความนั้นเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อความดังกล่าวไม่แสดงถึงการกู้ยืมเงินแล้ว ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นย่อมไม่มีผลผูกพันและบังคับใช้ทางกฎหมายให้จำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินแก่โจทก์ได้

คำพิพากษาฎีกาที่ 324/2567ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม. 2 (4), 5 (2), 30, 44/1, 195 วรรคสอง, 225เมื่อผู้ตายมีส่วนประ...
26/05/2026

คำพิพากษาฎีกาที่ 324/2567

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม. 2 (4), 5 (2), 30, 44/1, 195 วรรคสอง, 225

เมื่อผู้ตายมีส่วนประมาท มิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตาย และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และมาตรา 30 การที่ศาลล่างทั้งสองไม่ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ดังนี้เมื่อโจทก์ร่วมไม่ใช่คู่ความในคดีอาญาจึงใช้สิทธิยื่นฎีกาไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาในส่วนคดีอาญาของโจทก์ร่วม

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้คดีส่วนอาญาโจทก์ร่วมไม่อาจใช้สิทธิได้เพราะไม่ใช่คู่ความในคดีอาญา แต่เมื่อโจทก์ร่วมยื่นฎีกาและยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในคดีส่วนอาญาสำหรับปัญหาข้อเท็จจริง และมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นการสั่งแทนศาลฎีกา และศาลฎีกามีคำวินิจฉัยและคำสั่งในคดีส่วนอาญาแล้ว กรณีจึงถือว่าคดีส่วนอาญาขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งได้

ฎีกา หลักการคำนวนดอกเบี้ยเกินอัตราคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4988/2568  จำเลยเป็นบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจเยี่ยงธนาคารพาณิชย์โดยใ...
25/05/2026

ฎีกา หลักการคำนวนดอกเบี้ยเกินอัตรา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4988/2568

จำเลยเป็นบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจเยี่ยงธนาคารพาณิชย์โดยให้กู้ยืมเงิน มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) ในอัตราร้อยละ 3.3 (รวมภาษีท้องถิ่นด้วยแล้ว) ต่อเดือนของรายรับจากดอกเบี้ย ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเป็นรายเดือนภาษีพร้อมกับชำระภาษีต่อกรมสรรพากร จึงเป็นภาระภาษีที่มีอยู่ตามกฎหมายซึ่งคู่สัญญาตกลงกันให้โจทก์ผู้กู้เป็นผู้รับภาระภาษีแทน แต่การที่จำเลยคิดดอกเบี้ยจากโจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดให้เรียกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 654 และจำเลยมีภาระภาษีต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับดอกเบี้ยตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) แต่กลับตกลงให้โจทก์เป็นผู้เสียแทน ซึ่งถือเป็นประโยชน์อย่างหนึ่งและเป็นค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องใช้ให้แก่จำเลยจากการได้กู้ยืมเงิน อันถือเป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีแล้ว เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แม้อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวเป็นจำนวนไม่มากนัก แต่เมื่อจำเลยคิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดอยู่แล้วจึงถือว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินอันมีลักษณะกำหนดจะเอาหรือรับเอาซึ่งประโยชน์อย่างอื่นนอกจากดอกเบี้ย จนเห็นได้ชัดว่าประโยชน์ที่ได้รับนั้นมากเกินส่วนอันสมควร ข้อตกลงที่ให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับค่าภาษีธุรกิจเฉพาะในแต่ละเดือนจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 654 และ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ข้อตกลงดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ ต้องนำดอกเบี้ยและค่าภาษีที่โจทก์ได้ชำระให้จำเลยไปแล้วทั้งหมดไปหักออกจากต้นเงินกู้ 280,000 บาท เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะและค่าปรับผิดนัดการชำระดอกเบี้ยของแต่ละเดือนให้แก่จำเลยรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 449,938 บาท จึงเกินกว่าจำนวนต้นเงินกู้แล้ว ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีหนี้เงินกู้ค้างชำระแก่จำเลย จำเลยจึงมีหน้าที่ไปไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์

ทนายภราดร โรจนเดชานนท์ คณะกรรมการสภาทนายความจังหวัดชลบุรี ปี 2568-2571
13/12/2025

ทนายภราดร โรจนเดชานนท์ คณะกรรมการ
สภาทนายความจังหวัดชลบุรี ปี 2568-2571

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 ทนายภราดร โรจนเดชานนท์ เข้าร่วมประชุมกรรมการบริหารสภาทนายความจังหวัดชลบุรี ณ ห้องประชุมนพเก้า...
10/12/2025

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 ทนายภราดร โรจนเดชานนท์ เข้าร่วมประชุมกรรมการบริหารสภาทนายความจังหวัดชลบุรี ณ ห้องประชุมนพเก้า โรงแรมรัตนชล

นำโดยนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์ ประธานสภาทนายความจังหวัดชลบุรี ได้มีการจัด โดยมีกรรมการบริหารสภาทนายความจังหวัดชลบุรี เข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุม รวมทั้งสิ้น 15 ท่าน และได้รับเกียรติจากที่ปรึกษาสภาทนายความจังหวัดชลบุรี เข้าร่วมประชุมและออกข้อแนะนำ ในการประชุมอีกเป็นจำนวนกว่า 20 ท่าน

โดยสรุปที่ประชุมมีมติที่สำคัญหลายข้อ อาทิเช่น มติที่สำคัญ ดังนี้

1.การจัดตั้งคณะ “อนุกรรมการ”

ทั้งนี้เพื่อให้ช่วยเหลืองานของสภาทนายความจังหวัดชลบุรี โดยให้กรรมการและที่ปรึกษาทุกท่านมีสิทธิ์เสนอชื่อเข้ามาภายในกำหนดการประชุมครั้งหน้าได้

หากทนายความชลบุรีท่านใดต้องการเข้าร่วมเป็นคณะทำงานด้านไหนตามความถนัดของท่าน สามารถเสนอชื่อเข้าเป็นอนุกรรมการได้ โดยติดต่อท่านประธานจังหวัด หรือกรรมการทุกท่าน

หรือแจ้งความประสงค์มาในเพจ”สภาทนายความจังหวัดชลบุรี” หรือกลุ่มไลน์ “ชมรมทนายความจังหวัดชลบุรี” หรือ “ทนายความจังหวัดชลบุรี” ได้เลยครับ ขอเพียงมีคุณสมบัติเป็นทนายความจังหวัดชลบุรีและ มีใจอยากเข้าร่วมกิจกรรมหรือทำงานต่างๆของสภาทนายความจังหวัดชลบุรียินดีต้อนรับทุกท่าน

2.การปรับปรุงห้องพักทนายความศาลจังหวัดชลบุรี และจัดสวัสดิการ

2.1 ดำเนินเรื่องขออนุญาตทางศาล ขอกั้นสถานที่ ห้องพักทนายความชั้น 1 เพื่อปรับปรุงให้สถานที่ให้คำปรึกษาของทนายอาสามีความเป็นส่วนตัว และเป็นสัดส่วนกับทนายความที่มาใช้บริการห้องพักทนายความ

2.2 จัดสวัสดิการกาแฟสดหรือเครื่องดื่มประเภทอื่น ที่ร้านกาแฟข้างศาล คนละ 1 แก้วต่อวัน ให้กับทนายอาสา ทั้งที่นั่งเวรที่ศาลจังหวัดชลบุรี และ ศาลแขวงชลบุรี

2.3 จัดอาหารคนละ 1 มื้อต่อวัน ให้กับทนายอาสาของศาลจังหวัดชลบุรี และ ศาลแขวงชลบุรี (ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์ และ ทนายสมศักดิ์ ทรัพย์มั่น ร่วมกันออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดทุกเดือน) โดยสานต่อโครงการจากสภาทนายความชุดเดิม

2.4 ประธานสภาทนายความจังหวัดชลบุรี เสนอขอให้สิทธิ์ในการใช้ที่จอดรถของประธานสภาทนายความจังหวัดชลบุรี ที่อยู่ในศาลจังหวัดชลบุรี ร่วมกับ “ทนายอาสาเวรด่วน” ศาลจังหวัดชลบุรี เพื่อความสะดวกในการทำงานของทนายอาสา

ซึ่งจะติดต่อกับทางศาลเพื่อประสานการอำนวยความสะดวก และ นำเสนอในที่ประชุมทนายอาสาต่อไป

2.5 ขออนุญาตผู้อำนวยการศาล และ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดชลบุรี เพื่อปรับปรุง และ พัฒนาห้องพักทนายความ ซึ่งตั้งอยู่ชั้น 3 ตึกใหม่ของศาลจังหวัดชลบุรี (บริเวณตรงข้ามห้องน้ำ)

ซึ่งปัจจุบันห้องพักที่ชั้น 3 ดังกล่าวยังไม่ค่อยมีใครไปใช้งาน และ ยังไม่ค่อยมีเพื่อนทนายทราบว่ามีห้องพักอยู่ที่ชั้น 3

จึงจะทำการปรับปรุง และ ประชาสัมพันธ์ โดยจัดคอมพิวเตอร์ เครื่องปริ้น เครื่องดื่ม และ ปรับปรุงห้องให้มีความน่าใช้ และ ให้มีเพื่อนทนายความไปใช้ห้องทนายที่ชั้น 3 มากขึ้น

3. การปรับปรุงสถานที่ให้คำปรึกษา และ ที่จอดรถที่สถานีตำรวจ

3.1 ปัจจุบัน คณะทำงานได้ทำการปรับปรุงไปแล้วทั้งสิ้น 2 สภ.คือ สภ.แสนสุข และ สภ.พานทอง โดยที่กั้นพาติชั่น ให้มีความเป็นส่วนตัวในการทำงาน

และ จะขอนัดหมายพูดคุยเข้าพบกับผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรสภ.ศรีราชา เพื่อขอปรับปรุงสถานที่ให้คำปรึกษาของทนายอาสา สภ.ศรีราชา เพื่อให้มีความเป็นส่วนตัวในการทำงานของทนายอาสามากขึ้น

3.2 นำแผงกั้นล้อเลื่อนมาใช้งาน สำหรับที่จอดรถของทนายความ สภ.พานทอง และสภ.พนัสนิคม

ขอความร่วมมือให้ทนายอาสาที่ปฏิบัติหน้าที่ทุกท่านจอดรถให้ตรงกับที่จอดรถของทนายความ ไม่ควรนำไปจอดที่อื่น อันจะเป็นการเบียดเบียนสถานที่ของสถานีตำรวจและของประชาชนโดยไม่จำเป็น

และหากมีผู้อื่นมาจอดรถในที่จอดรถของทนายความก็ให้แจ้งประธานจังหวัดหรือผู้กำกับเพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป

3.3 ตั้งคณะทำงานขึ้นดูแล สภ.ละ 1-2 คนเพื่อตรวจเยี่ยมสถานที่ให้คำปรึกษาทุกโรงพัก เดือนละ 2 ครั้ง

4.ย้ายโต๊ะทำงานประธานจังหวัด ออกจากห้องพักศาลจังหวัด

ย้ายเอาโต๊ะทำงานประธานสภาทนายความจังหวัด ออกมาอยู่ที่สำนักงานของประธานสภาทนายความจังหวัดปัจจุบัน (สำนักงานเป็นตึกใหม่ ชั้นสอง แยกต่างหากจากสำนักงานส่วนตัวของประธาน)

เพื่อให้เกิดความเป็นส่วนตัว ในการทำงานของสภาทนายความ รวมไปถึงการรักษาความลับเกี่ยวกับเอกสารและกิจการงานต่างๆของสภาทนายความ

แต่ยังคงให้ห้องพักทนายความเป็นที่รับเอกสารจากหน่วยงานราชการต่างๆ ของสภาทนายความจังหวัดชลบุรี เช่นเดิมอีกที่หนึ่ง แต่จะมี ตู้สำหรับล็อคเอกสารที่รับ เมื่อรับแล้วกรรมการจะมีหน้าที่นำมาเก็บไว้ที่ที่ทำการของสภาทนายความจังหวัด (ด้านในขนส่งเก่าชลบุรี )

5.ติดต่อกรมธนารักษ์ เพื่อขอเช่าที่ทำสถานที่ทำการ

ติดต่อกับ กรมธนารักษ์ (ในฐานะผู้มีสิทธิให้เช่า) และพูดคุยกับผู้อำนวยการศาลและผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดชลบุรี (ในฐานะผู้ครอบครองทรัพย์สิน) เพื่อขอเช่าพื้นที่บริเวณภายในศาลหรือใกล้เคียง จากกรมธนารักษ์

เพื่อจัดทำที่ตั้งสภาทนายความจังหวัดชลบุรี /ห้องพักทนายความจังหวัดชลบุรี โดยคำนึงว่าจะต้องเป็นการเช่าในระยะยาวหรือมีความมั่นคง มิฉะนั้นก็จะพิจารณาสถานที่อื่น

6.จัดประชุมทนายอาสา ขึ้นทะเบียนทำบัตรทนายอาสาใหม่ และรับฟังปัญหาจากเพื่อนทนายอาสา

ทั้งนี้เพื่อรับฟังปัญหา และหาแนวทางในการนั่งเวรและจัดเวรเพื่อให้เกิดประโยชน์กับทนายอาสาและประชาชนมากที่สุด พร้อมทั้งลงทะเบียนขึ้นทะเบียนทำบัตรทนายอาสาใหม่

ทนายภราดร โรจนเดชานนท์ เข้าร่วมพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำปีพุทธศักราช 2568เมื่อวันเ...
01/11/2025

ทนายภราดร โรจนเดชานนท์ เข้าร่วมพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำปีพุทธศักราช 2568

เมื่อวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ นำองค์ผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวาย ณ วัดไผ่ล้อม (พระอารามหลวง) ตำบลจันทนิมิต อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี โดย ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ เป็นประธานอัญเชิญองค์ผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวายแก่วัดไผ่ล้อม โดยมีคณะกรรมการบริหารสภาทนายความ, ประธานสภาทนายความจังหวัดในพื้นที่ภาค 2 และพื้นที่ใกล้เคียง สมาชิกสภาทนายความ, กรมการศาสนา, สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรี หน่วยงานราชการต่างๆ ในจังหวัดจันทบุรี และประชาชน เข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี พ.ศ. 2568 ผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมกันทำบุญสมทบ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,415,891บาท ซึ่งปัจจัยที่ได้จากบุญกฐินในครั้งนี้ถวายเป็นพระราชกุศล โดยทางวัดจะนำไปทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาต่อไป

กฎหมายน่ารู้ "เมื่อได้หมายเรียกให้เป็นพยานในศาล“
22/07/2025

กฎหมายน่ารู้ "เมื่อได้หมายเรียกให้เป็นพยานในศาล“

ที่อยู่

119/16 หมู่ 4 ซ. บ้านเศรษฐกิจ 1 ต. บ้านสวน
Chon Buri
20000

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 17:00
อังคาร 10:00 - 17:00
พุธ 10:00 - 17:00
พฤหัสบดี 10:00 - 17:00
ศุกร์ 10:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ทนายความชลบุรี Titivaj Lawofficeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ทนายความชลบุรี Titivaj Lawoffice:

แชร์