ดร.พิมญาดา Achieve Inter Law

ดร.พิมญาดา Achieve Inter Law ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ดร.พิมญาดา Achieve Inter Law, 119/38 ม. 5 ต. พลูตาหลวง อ. สัตหีบ, Chon Buri.

Dr. Pimyada – Achieve Inter Law
ดร.พิมญาดา เจริญพานิช

🖌️ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายธุรกิจ การลงทุน และการจัดการทรัพย์สิน

🖌️ให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์แก่ภาคธุรกิจ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และองค์กรภาครัฐ

“พื้นที่แห่งความรู้กฎหมายที่เข้าถึงง่าย สร้างสังคมมืออาชีพ”

อสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่… หากมีการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ไม่ได้ถามว่า “ที่ดินอยู่ที่ไหน” แต่ถามว่า “เงินมาจากไหน”ในอดีต หากนัก...
26/07/2026

อสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่… หากมีการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ไม่ได้ถามว่า “ที่ดินอยู่ที่ไหน” แต่ถามว่า “เงินมาจากไหน”

ในอดีต หากนักลงทุนต้องการซื้อที่ดิน สิ่งแรกที่ทุกคนถามคือ “โฉนดถูกต้องหรือไม่” “ติดจำนองหรือเปล่า” “อยู่ในผังเมืองสีอะไร” แต่วันนี้ คำถามแรกของหน่วยงานรัฐกลับเปลี่ยนไป “เงินที่ใช้ซื้อ มาจากไหน”

นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการบังคับใช้กฎหมายไทยจากตรวจเอกสาร…สู่การตรวจธุรกรรม

หลายปีที่ผ่านมา การตรวจสอบอสังหาริมทรัพย์มักแยกกันเป็นเรื่อง ๆ

* กรมที่ดิน ตรวจเอกสารสิทธิ์
* กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตรวจบริษัท
* กรมสรรพากร ตรวจภาษี

แต่ปัจจุบัน หน่วยงานต่าง ๆ เริ่มเชื่อมโยงข้อมูลกันมากขึ้น

เมื่อมีการซื้ออสังหาริมทรัพย์มูลค่าสูง เจ้าหน้าที่อาจไม่ได้ดูเพียงโฉนดหรือหนังสือรับรองบริษัท แต่ยังตรวจสอบเส้นทางของเงินลงทุน ความสัมพันธ์ของผู้ถือหุ้น และการเคลื่อนไหวของธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง

โฉนดถูกต้อง แต่เงินผิด ก็มีความเสี่ยง

หลายคนเชื่อว่า หากซื้อที่ดินที่มีโฉนดถูกต้อง ก็เพียงพอแล้ว

แต่ในปัจจุบัน ความเสี่ยงอาจเกิดขึ้นได้อีกหลายด้าน เช่น

* ผู้ลงทุนตัวจริงไม่ใช่ผู้ถือหุ้น
* เงินลงทุนไม่สอดคล้องกับฐานะทางการเงินของผู้ถือหุ้น
* เงินลงทุนมาจากบุคคลอื่นโดยไม่มีหลักฐานรองรับ
* โครงสร้างการถือหุ้นไม่สะท้อนผู้ควบคุมกิจการที่แท้จริง

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “ซื้อที่ดินถูกหรือไม่”

แต่เป็น “พิสูจน์ได้หรือไม่ว่าเงินที่ใช้ซื้อเป็นของใคร”

นักลงทุนกำลังเข้าสู่ยุค “Financial Due Diligence”

ที่ผ่านมา นักกฎหมายมักพูดถึง Property Due Diligence

แต่ในอนาคต สิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือ Financial Due Diligence

นั่นคือการตรวจสอบว่า

* เงินลงทุนมาจากแหล่งใด
* มีหลักฐานการโอนเงินครบถ้วนหรือไม่
* ผู้ถือหุ้นลงทุนตามสัดส่วนจริงหรือไม่
* เอกสารบัญชี ภาษี และรายการเดินบัญชีสอดคล้องกันหรือไม่

เพราะหากตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ ความเสี่ยงทางกฎหมายอาจเกิดขึ้น แม้ตัวทรัพย์สินจะไม่มีปัญหาก็ตาม

อีกไม่นาน “Statement” จะสำคัญไม่แพ้โฉนด

ในอดีต นักลงทุนมักเก็บโฉนดไว้ในตู้เซฟ

แต่ในอนาคต เอกสารที่อาจถูกขอตรวจสอบควบคู่กันคือ

* รายการเดินบัญชี
* หลักฐานการโอนเงิน
* สัญญากู้ยืม
* หลักฐานการลงทุนของผู้ถือหุ้น
* เอกสารภาษี

เพราะสิ่งเหล่านี้ช่วยอธิบายได้ว่า การลงทุนเกิดขึ้นอย่างโปร่งใสและสอดคล้องกับกฎหมายหรือไม่

ผู้ชนะในตลาด จะไม่ใช่คนที่กล้าลงทุนที่สุด

แต่จะเป็นคนที่สามารถอธิบายได้ดีที่สุด

อธิบายว่า

* เงินมาจากไหน
* ซื้ออย่างไร
* ถือครองโดยใคร
* เสียภาษีอย่างไร
* บริหารโครงสร้างการลงทุนอย่างไร

เมื่อทุกคำตอบสามารถพิสูจน์ได้ด้วยเอกสาร ความเสี่ยงทางกฎหมายก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

บทสรุป

ทิศทางของการบังคับใช้กฎหมายในวันนี้ กำลังสะท้อนว่า “ยุคของการตรวจเฉพาะโฉนดได้ผ่านไปแล้ว”

ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบนอมินี การถือครองอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ หรือการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ หน่วยงานรัฐให้ความสำคัญกับ ความโปร่งใสของโครงสร้างการลงทุนและที่มาของเงิน มากขึ้น

สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการ บทเรียนสำคัญคือ การเตรียมเอกสารให้ตรวจสอบได้ตั้งแต่วันแรก อาจเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดข้อพิพาทแล้ว

เพราะในอนาคต “Statement อาจมีความสำคัญไม่แพ้โฉนด” และ “เส้นทางการเงิน อาจเป็นปัจจัยที่กำหนดความมั่นคงของการลงทุนพอ ๆ กับทำเลของที่ดิน”

โดย ดร.พิมญาดา เจริญพานิช
Managing Partner
SUTUS LAW | ACHIEVE INTERLAW

ถอดบทเรียน “ภูเก็ตโมเดล” เมื่ออสังหาริมทรัพย์มูลค่าพันล้าน อาจกลายเป็นศูนย์ หากละเลยการตรวจสอบทางกฎหมายโดย ดร.พิมญาดา เจ...
24/07/2026

ถอดบทเรียน “ภูเก็ตโมเดล” เมื่ออสังหาริมทรัพย์มูลค่าพันล้าน อาจกลายเป็นศูนย์ หากละเลยการตรวจสอบทางกฎหมาย

โดย ดร.พิมญาดา เจริญพานิช
Managing Partner
ACHIEVE INTERLAW

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต สมุย และพัทยา ยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพราะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการขาย การปล่อยเช่า และการเพิ่มขึ้นของมูลค่าที่ดิน

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่ภาครัฐดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่หาดนุ้ย จังหวัดภูเก็ต และการตรวจสอบการใช้บริษัทนอมินีถือครองอสังหาริมทรัพย์ เป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนว่า ความเสี่ยงที่แท้จริงของการลงทุนไม่ได้อยู่ที่ตลาด แต่อยู่ที่ “สถานะทางกฎหมายของทรัพย์สิน”

อสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าหลายร้อยหรือหลายพันล้านบาท อาจสูญเสียมูลค่าได้ หากพบภายหลังว่าที่ดินหรือโครงสร้างการลงทุนไม่เป็นไปตามกฎหมาย

โฉนดที่ดิน…ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

นักลงทุนจำนวนมากเชื่อว่า เมื่อที่ดินมีโฉนดแล้วก็สามารถลงทุนได้อย่างปลอดภัย

ในความเป็นจริง โฉนดเป็นเพียงเอกสารแสดงสิทธิ แต่ไม่ใช่หลักประกันว่าเอกสารสิทธิ์จะไม่ถูกตรวจสอบในอนาคต หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิ์ การรังวัด การทับซ้อนกับพื้นที่ของรัฐ หรือการได้มาซึ่งสิทธิที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุน ควรตรวจสอบมากกว่าเพียงการดูหน้าโฉนด

สิ่งที่นักลงทุนควรตรวจสอบก่อนซื้อ

การทำ Property Legal Due Diligence ควรครอบคลุมอย่างน้อย

* ตรวจสอบประวัติการออกเอกสารสิทธิ์
* ตรวจสอบการโอนกรรมสิทธิ์ย้อนหลัง
* ตรวจสอบแนวเขตและการรังวัด
* ตรวจสอบการทับซ้อนกับป่าสงวน อุทยาน ส.ป.ก. ที่สาธารณะ หรือพื้นที่คุ้มครองอื่น
* ตรวจสอบข้อจำกัดตามผังเมืองและกฎหมายควบคุมอาคาร
* ตรวจสอบภาระผูกพัน สิทธิของบุคคลภายนอก และข้อพิพาทที่เกี่ยวข้อง

การตรวจสอบเหล่านี้สามารถช่วยลดความเสี่ยงที่อาจไม่ปรากฏจากการดูเอกสารสิทธิ์เพียงอย่างเดียว

อย่าละเลย “ประวัติที่ดิน”

หลายคดีที่เกิดขึ้นในประเทศไทย มีประเด็นสำคัญอยู่ที่ ประวัติของที่ดิน

คำถามที่ควรหาคำตอบ ได้แก่

* เดิมพื้นที่นี้เป็นอะไร
* เคยเป็นพื้นที่ป่าหรือไม่
* มีการครอบครองและทำประโยชน์ตามกฎหมายหรือไม่
* การออกเอกสารสิทธิ์เป็นไปตามขั้นตอนหรือไม่
* เคยมีข้อพิพาทหรือคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องหรือไม่

ประวัติของที่ดินมักเป็นข้อมูลที่นักลงทุนมองไม่เห็น แต่กลับเป็นข้อมูลที่หน่วยงานรัฐใช้ประกอบการตรวจสอบเมื่อเกิดข้อพิพาท

ภาพถ่ายทางอากาศ…หลักฐานที่หลายคนมองข้าม

อีกหนึ่งขั้นตอนที่สำคัญคือ การตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลัง ซึ่งสามารถใช้ประกอบการวิเคราะห์สภาพพื้นที่ในอดีตได้

การตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศช่วยให้เห็นว่า

* ในช่วงเวลาก่อนออกเอกสารสิทธิ์ พื้นที่มีสภาพอย่างไร
* มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินจริงหรือไม่
* มีสิ่งปลูกสร้างหรือการทำเกษตรในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องหรือไม่
* พื้นที่เคยเป็นป่าธรรมชาติหรือพื้นที่โล่ง
* มีการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่เมื่อใด

ในทางปฏิบัติ ภาพถ่ายทางอากาศเป็นหนึ่งในพยานหลักฐานที่หน่วยงานของรัฐและศาลใช้ประกอบการพิจารณาคดีเกี่ยวกับที่ดินอยู่เสมอ

นักลงทุนที่ตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ก่อนซื้อ ย่อมสามารถประเมินความเสี่ยงได้ดีกว่าการพิจารณาจากเอกสารสิทธิ์เพียงอย่างเดียว

นักลงทุนต่างชาติ ต้องให้ความสำคัญกับโครงสร้างการลงทุน

นอกจากการตรวจสอบที่ดินแล้ว การจัดโครงสร้างการลงทุนก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

ปัจจุบัน หน่วยงานของรัฐให้ความสำคัญกับการตรวจสอบ

* แหล่งที่มาของเงินลงทุน
* ผู้ควบคุมกิจการที่แท้จริง
* โครงสร้างผู้ถือหุ้น
* การดำเนินธุรกิจจริงของบริษัท
* ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้นกับผู้ลงทุน

การวางโครงสร้างที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความเสี่ยงของข้อพิพาทและการตรวจสอบในอนาคต

ค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าที่สุด คือการตรวจสอบก่อนลงทุน

หลายคนยอมใช้เวลาศึกษาทำเล ศึกษาผลตอบแทน และเปรียบเทียบราคา แต่กลับไม่ยอมลงทุนกับการตรวจสอบทางกฎหมาย

ในความเป็นจริง ค่าใช้จ่ายในการทำ Due Diligence เป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับมูลค่าของทรัพย์สิน แต่สามารถช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในภายหลังได้อย่างมีนัยสำคัญ

การตรวจสอบควรดำเนินการ ก่อนวางเงินมัดจำหรือก่อนลงนามในสัญญา เพราะเมื่อการซื้อขายเสร็จสิ้นแล้ว การแก้ไขปัญหามักมีต้นทุนสูงกว่าการป้องกันหลายเท่า

บทสรุป

บทเรียนจาก “ภูเก็ตโมเดล” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย แต่เป็นบทเรียนสำหรับนักลงทุนทุกคนว่า อสังหาริมทรัพย์ที่ดี ต้องมีความมั่นคงทางกฎหมายควบคู่กับศักยภาพทางธุรกิจ

ก่อนลงทุน ควรถามตัวเองเสมอว่า

* ได้ตรวจสอบประวัติที่ดินแล้วหรือยัง
* ได้ตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลังแล้วหรือยัง
* ได้ตรวจสอบข้อจำกัดตามกฎหมายแล้วหรือยัง
* ได้ตรวจสอบโครงสร้างการลงทุนแล้วหรือยัง

เพราะการลงทุนที่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้เริ่มต้นจากการซื้อที่ดินราคาถูกที่สุด แต่เริ่มต้นจากการซื้อ ทรัพย์สินที่มีความมั่นคงทางกฎหมายมากที่สุด

ACHIEVE INTERLAW ให้บริการตรวจสอบอสังหาริมทรัพย์ (Property Legal Due Diligence) สำหรับนักลงทุนไทยและต่างชาติ ครอบคลุมการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ ประวัติที่ดิน ภาพถ่ายทางอากาศ ข้อจำกัดตามผังเมือง โครงสร้างการลงทุน และความเสี่ยงทางกฎหมายก่อนการซื้อขาย เพื่อช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลและการบริหารความเสี่ยงที่รอบด้าน ไม่ใช่เพียงความคาดหวังในผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว

โดย ดร.พิมญาดา เจริญพานิช
Managing Partner
SUTUS LAW | ACHIEVE INTERLAW

จากข่าว(22-7-69)  ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) “ทลายอาณาจักรทุนจีนนอมินี” ซื้อบ้านหรู ดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง ยกขบวนการ ยึดอสังห...
22/07/2026

จากข่าว(22-7-69) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) “ทลายอาณาจักรทุนจีนนอมินี” ซื้อบ้านหรู ดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง ยกขบวนการ ยึดอสังหาฯ รวมกว่า 1,275 ล้านบาท

1. จัดตั้งบริษัทโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทน (นอมินี) เพื่อซื้อหรือจองบ้านโดยใช้เงินทุนของนายห่าว เติ้ง (จำนวน 2 หลัง)
2. เมื่อมีลูกค้าชาวจีนเข้ามาติดต่อเพื่อซื้อบ้านหรู จะดำเนินการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบริษัทโดยให้คนจีนเป็นผู้ถือหุ้นหรือเป็นกรรมการ เพื่อครอบครองซื้อบ้าน (จำนวน 3 หลัง)
3. จัดตั้งบริษัทโดยใช้คนไทยเป็นนอมินี แล้วใช้เงินทุนของนายห่าว เติ้ง ซื้อบ้าน จากนั้นให้บริษัทเอเจนซี่ซึ่งเป็นบริษัทคนจีนหาลูกค้าเพื่อเช่าหรือขาย (จำนวน 28 หลัง)

วิธีแก้ ปัญหาหลักไม่ใช่การถือครองบ้าน แต่เป็น “โครงสร้างการลงทุน” กล่าวคือ เจ้าหน้าที่ระบุว่าใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นแทน (nominee) และเงินลงทุนทั้งหมดมาจากชาวต่างชาติ

แนวทางแก้ไขต้องแยกเป็น 2 กรณี

1. กรณียังไม่ถูกดำเนินคดี (ป้องกันความเสี่ยง)

ควรตรวจสอบโครงสร้างบริษัททันที (Legal Due Diligence)

* ตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินลงทุน
* ตรวจสอบผู้ถือหุ้นว่าเป็นผู้ลงทุนจริงหรือไม่
* ตรวจสอบสิทธิออกเสียงและการควบคุมกิจการ
* ตรวจสอบสัญญากู้ สัญญาถือหุ้น หนังสือมอบอำนาจ และเอกสารที่อาจสะท้อนว่าคนไทยเป็นเพียงตัวแทน
* ปรับโครงสร้างให้เป็นไปตามกฎหมาย เช่น มีผู้ลงทุนไทยที่ลงทุนจริงและมีสิทธิบริหารจริง หรือใช้โครงสร้างทางกฎหมายอื่นที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์

การปรับโครงสร้างอาจช่วยลดความเสี่ยงในอนาคต แต่ ไม่ใช่การลบล้างความรับผิดย้อนหลัง หากก่อนหน้านี้มีการกระทำที่ผิดกฎหมาย

2. กรณีถูกตรวจสอบหรือถูกดำเนินคดีแล้ว

ต้องแยกการดำเนินการเป็น 2 ส่วน

ส่วนที่หนึ่ง ต่อสู้คดี

* ตรวจสอบว่าพยานหลักฐานของรัฐเพียงพอหรือไม่
* ตรวจสอบว่าองค์ประกอบความผิดครบหรือไม่
* ตรวจสอบการได้มาของพยานหลักฐาน
* จัดเตรียมพยานและเอกสารหักล้างข้อกล่าวหา

ส่วนที่สอง ปรับโครงสร้างเพื่ออนาคต

แม้กำลังต่อสู้คดี ก็สามารถวางโครงสร้างธุรกิจให้ถูกต้องสำหรับการดำเนินงานต่อไปได้ แต่ต้องไม่ทำในลักษณะปกปิดหรือทำลายพยานหลักฐาน

หากเป็นบริษัทที่ถือบ้านอยู่แล้ว

โดยทั่วไปอาจพิจารณาทางเลือก เช่น

* ให้ผู้ถือหุ้นไทยลงทุนจริงและมีสิทธิบริหารจริง
* เปลี่ยนรูปแบบการลงทุนให้สอดคล้องกับกฎหมาย
* จำหน่ายทรัพย์สินหากไม่สามารถทำให้โครงสร้างถูกต้องได้
* เลิกกิจการหากไม่มีแนวทางที่ชอบด้วยกฎหมาย

แต่แนวทางที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละบริษัท

ประเด็นที่น่าสนใจจากข่าว

ข่าวนี้สะท้อนว่าหน่วยงานไม่ได้ตรวจเฉพาะทะเบียนบริษัท แต่ตรวจเชื่อมโยงหลายเรื่อง เช่น

* แหล่งที่มาของเงิน
* ผู้สั่งการจริง
* การจัดตั้งบริษัทหลายแห่ง
* ความเชื่อมโยงกับสำนักงานกฎหมายและสำนักงานบัญชี
* การใช้บริษัทเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์หลายหลัง
* การเปลี่ยนผู้ถือหุ้นภายหลัง

จึงแสดงให้เห็นว่าแนวทางบังคับใช้กฎหมายปัจจุบันให้ความสำคัญกับ “ผู้ควบคุมและผู้ลงทุนที่แท้จริง” มากกว่าดูเฉพาะชื่อผู้ถือหุ้นในทะเบียนบริษัท

สำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่รับจัดตั้งบริษัทหรือให้คำปรึกษา ข่าวนี้ยังเป็นสัญญาณว่าควรมีระบบ Know Your Client (KYC) และการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินลงทุน รวมถึงหลีกเลี่ยงการจัดโครงสร้างที่อาจเข้าข่ายการใช้ผู้ถือหุ้นตัวแทน (nominee) เพราะอาจมีความเสี่ยงทั้งต่อบริษัทลูกค้าและผู้ให้บริการ หากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ผิดกฎหมาย

โดย ดร.พิมญาดา เจริญพานิช
Managing Partner
SUTUS LAW | ACHIEVE INTERLAW

🚨 กฎหมายใหม่มาแล้ว! โพสต์ผิดกฎหมายอาจถูกศาลสั่ง “ลบหรือระงับ” ได้แบบเร่งด่วนเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 มีการประกาศหลักเ...
19/07/2026

🚨 กฎหมายใหม่มาแล้ว! โพสต์ผิดกฎหมายอาจถูกศาลสั่ง “ลบหรือระงับ” ได้แบบเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 มีการประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เพื่อเปิดทางให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้มีคำสั่ง ระงับการเผยแพร่หรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน

เรื่องนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะเจ้าของเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มขนาดใหญ่เท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับ

✅ ผู้ใช้ Facebook, TikTok, YouTube และสื่อออนไลน์
✅ เจ้าของเพจและผู้ดูแลกลุ่ม
✅ บริษัทและองค์กรที่มีระบบออนไลน์
✅ ผู้เสียหายจากข่าวปลอม การใส่ร้าย หรือการเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัว
✅ ผู้ประกอบธุรกิจที่อาจถูกโจมตีหรือทำลายชื่อเสียงบนโลกออนไลน์

ข้อมูลประเภทใดอาจถูกขอให้ศาลสั่งลบหรือระงับ?

ตัวอย่างเช่น

* ข่าวปลอมหรือข้อมูลบิดเบือนที่สร้างความเสียหาย
* การหลอกลวงประชาชนทางออนไลน์
* การพนันออนไลน์
* การโฆษณาบุหรี่ไฟฟ้า อาวุธ หรือสิ่งผิดกฎหมาย
* การรับทำเอกสารปลอม
* การกู้เงินนอกระบบ
* การเผยแพร่ข้อความ ภาพ หรือข้อมูลที่ผิดกฎหมาย
* เนื้อหาที่สร้างความเกลียดชัง ความแตกแยก หรือกระทบต่อความสงบเรียบร้อย

หัวใจสำคัญของประกาศฉบับนี้ คือคำว่า “เร่งด่วน”

เพราะในโลกออนไลน์ ความเสียหายอาจขยายวงภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง การรอให้คดีถึงที่สุดอาจช้าเกินไป จึงต้องมีกลไกเพื่อหยุดการเผยแพร่ความเสียหายตั้งแต่ต้นทาง



หากถูกโพสต์ใส่ร้าย หมิ่นประมาท หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ควรทำอย่างไร?

ผู้เสียหายอาจใช้กฎหมายหลายทางควบคู่กัน ได้แก่

⚖️ แจ้งความดำเนินคดีอาญา
⚖️ ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
⚖️ ฟ้องคดีหมิ่นประมาท
⚖️ เรียกค่าสินไหมทดแทนทางแพ่ง
⚖️ ใช้สิทธิตามกฎหมาย PDPA
⚖️ ขอให้ดำเนินการระงับหรือลบข้อมูลที่สร้างความเสียหาย

แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องเก็บพยานหลักฐานก่อนที่โพสต์จะถูกลบ

ควรเก็บภาพหน้าจอ ชื่อบัญชี ลิงก์ วันเวลา จำนวนผู้เข้าชม ความคิดเห็น การแชร์ และหลักฐานความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะข้อมูลเหล่านี้อาจมีความสำคัญต่อการดำเนินคดี

เจ้าของเพจและผู้ประกอบธุรกิจต้องระวังมากขึ้น

องค์กรที่มีเว็บไซต์ เพจ ระบบรับความคิดเห็น เว็บบอร์ด หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ ควรมีขั้นตอนรองรับอย่างชัดเจน เช่น

* ช่องทางรับแจ้งเนื้อหาที่อาจผิดกฎหมาย
* ระบบตรวจสอบข้อร้องเรียนอย่างรวดเร็ว
* การรักษาพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์
* ขั้นตอนปฏิบัติตามคำสั่งศาล
* การประสานงานระหว่างฝ่ายกฎหมาย IT และผู้ดูแลข้อมูล
* มาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตาม PDPA

การเพิกเฉยต่อข้อร้องเรียน หรือปล่อยให้ข้อมูลที่อาจผิดกฎหมายเผยแพร่ต่อไป อาจทำให้องค์กรมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นทั้งด้านกฎหมาย ชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือ

มุมมองของ Achieve InterLaw กฎหมายดิจิทัลยุคใหม่ไม่ได้มุ่งเพียงลงโทษผู้กระทำความผิด แต่ให้ความสำคัญกับการ หยุดความเสียหายให้เร็วที่สุด

ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุบนโลกออนไลน์ ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ

เก็บหลักฐานให้ครบ
ประเมินข้อกฎหมายให้ถูก
เลือกมาตรการให้เหมาะ
และหยุดความเสียหายให้ทันเวลา

เพราะบางครั้ง การดำเนินคดีให้ชนะอาจใช้เวลา แต่การหยุดโพสต์ หยุดการแชร์ และหยุดความเสียหาย ต้องเริ่มทันที

📌 โปรดแชร์บทความนี้ให้เจ้าของเพจ ผู้ประกอบธุรกิจ แอดมินกลุ่ม และคนใกล้ตัวได้ทราบ

กฎหมายฉบับนี้เกี่ยวข้องกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกคน และการรู้สิทธิก่อนเกิดเหตุ อาจช่วยป้องกันความเสียหายได้มากกว่าที่คิด

Achieve InterLaw
Immigration | Business | Real Estate | Litigation

ให้คำปรึกษาและดำเนินการเกี่ยวกับคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี คดีหมิ่นประมาทออนไลน์ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล และการวางระบบกฎหมายสำหรับองค์กร

โดย ดร.พิมญาดา เจริญพานิช
Managing Partner
SUTUS LAW | ACHIEVE INTERLAW

#พรบคอมพิวเตอร์2569 #กฎหมายดิจิทัล #หมิ่นประมาทออนไลน์ #ข่าวปลอม #คดีออนไลน์ #อาชญากรรมทางเทคโนโลยี

“ล้างบางนอมินี” ครั้งใหญ่ จุดเปลี่ยนของการลงทุนในประเทศไทยการที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเชิญสภาทนายความ สภาวิชาชีพบัญชี และห...
01/07/2026

“ล้างบางนอมินี” ครั้งใหญ่ จุดเปลี่ยนของการลงทุนในประเทศไทย

การที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเชิญสภาทนายความ สภาวิชาชีพบัญชี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปราม “นอมินี” ไม่ใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมายตามปกติ

แต่สะท้อนว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของการกำกับดูแลการลงทุนจากต่างประเทศ

ที่ผ่านมา การตรวจสอบมักมุ่งเน้นไปที่บริษัท ผู้ถือหุ้น หรือกรรมการเป็นรายกรณี

แต่จากนี้ไป การตรวจสอบจะขยายไปถึง “ทั้งระบบ” ตั้งแต่ผู้จัดตั้งบริษัท ผู้รับรองเอกสาร ผู้ทำบัญชี ผู้สอบบัญชี ทนายความ ไปจนถึงผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Owner)

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หน่วยงานรัฐไม่ได้ดูเพียงว่า “ใครถือหุ้น”

แต่จะตรวจสอบว่า

* ใครลงทุนจริง
* เงินลงทุนมาจากไหน
* ใครควบคุมกิจการจริง
* ใครได้รับผลประโยชน์จากธุรกิจ
* โครงสร้างบริษัทสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจจริงหรือไม่

สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพ ข่าวนี้เป็นสัญญาณสำคัญว่า การจัดตั้งบริษัทเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป

บทบาทของทนายความและนักบัญชีกำลังเปลี่ยนจาก “ผู้รับจดทะเบียนบริษัท” ไปเป็น “ที่ปรึกษาด้าน Corporate Compliance” ที่ต้องช่วยลูกค้าวางโครงสร้างการลงทุนให้ถูกต้อง โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

ในมุมของนักลงทุน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ข่าวนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน

แต่ควรมองว่าเป็นโอกาสในการทบทวนโครงสร้างบริษัทให้ถูกต้องก่อนที่จะเกิดปัญหา

บริษัทที่มีนักลงทุนต่างชาติควรเริ่มตรวจสอบตนเองในประเด็นสำคัญ เช่น

* โครงสร้างผู้ถือหุ้น
* แหล่งที่มาของเงินลงทุน
* สิทธิและอำนาจของกรรมการ
* งบการเงิน บัญชี และภาษี
* สัญญาทางธุรกิจ
* ใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง
* ระบบกำกับดูแลกิจการ (Corporate Governance)

หากพบว่ามีความเสี่ยง ควรรีบวางแผนปรับโครงสร้างโดยอาศัยข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมาย

ไม่ควรสร้างเอกสารย้อนหลัง หรืออำพรางข้อเท็จจริง เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงทางกฎหมายมากกว่าการแก้ไขอย่างโปร่งใส

ท้ายที่สุดแล้ว การปราบปรามนอมินีไม่ควรมีเป้าหมายเพียงการดำเนินคดี

แต่ควรสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนที่ถูกต้อง เป็นธรรม และแข่งขันได้อย่างโปร่งใส

เพราะนักลงทุนที่สุจริต ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ ต่างต้องการกติกาที่ชัดเจน และระบบกฎหมายที่บังคับใช้อย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

Dr. Pimyada Charoenpanich

Managing Attorney

ACHIEVE INTERLAW

Immigration | Business | Real Estate | Litigation

บริษัทคุณพร้อมหรือยัง? 5 เอกสารที่เจ้าหน้าที่อาจขอตรวจ หากสงสัยว่าเข้าข่าย “Nominee”ในปัจจุบัน การตรวจสอบโครงสร้างการถือ...
01/07/2026

บริษัทคุณพร้อมหรือยัง?

5 เอกสารที่เจ้าหน้าที่อาจขอตรวจ หากสงสัยว่าเข้าข่าย “Nominee”

ในปัจจุบัน การตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทในพื้นที่ สมุย พะงัน ภูเก็ต และพังงา มีความเข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หลายคนเข้าใจว่า คนไทยถือหุ้น 51% ต่างชาติถือหุ้น 49% ก็เพียงพอ

แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ไม่ได้พิจารณาเพียงสัดส่วนการถือหุ้น

📌สิ่งที่ตรวจสอบคือ

• ใครเป็นผู้ลงทุนจริง
• ใครเป็นผู้ควบคุมกิจการ
• ใครเป็นผู้รับความเสี่ยง
• ใครเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Owner)

ดังนั้น หากบริษัทถูกตรวจสอบ เอกสารสำคัญที่ควรมี ได้แก่

1. หลักฐานการชำระค่าหุ้น
แสดงว่าผู้ถือหุ้นชำระค่าหุ้นจริง และสามารถอธิบายแหล่งที่มาของเงินลงทุนได้

2. รายการเดินบัญชีและเส้นทางการเงิน
พิสูจน์ได้ว่าเงินลงทุน รายรับ รายจ่าย และการควบคุมบัญชี สอดคล้องกับโครงสร้างธุรกิจ

3. Shareholders’ Agreement หรือ สัญญาร่วมลงทุน
กำหนดสิทธิ หน้าที่ อำนาจบริหาร และการแบ่งผลประโยชน์ไว้อย่างชัดเจน

4. รายงานการประชุม และมติบริษัท
สะท้อนการบริหารงานและการตัดสินใจที่เกิดขึ้นจริง

5. หลักฐานการรับผลประโยชน์ และการรับความเสี่ยง
แสดงให้เห็นว่าผู้ถือหุ้นมีบทบาทในการลงทุนและดำเนินธุรกิจจริง ไม่ใช่เพียงถือหุ้นในนาม

สิ่งที่เจ้าหน้าที่ต้องการตรวจสอบ ไม่ใช่เพียง “เอกสารบริษัท”
แต่คือ ข้อเท็จจริงว่าโครงสร้างการถือหุ้น การลงทุน และการบริหารกิจการ สอดคล้องกับกฎหมายหรือไม่

หากบริษัทของท่านมีผู้ถือหุ้นต่างชาติ หรือมีการลงทุนร่วมกับชาวต่างชาติ การตรวจสอบโครงสร้างและเอกสารล่วงหน้า อาจช่วยลดความเสี่ยงจากข้อพิพาทและการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐได้อย่างมีนัยสำคัญ

⚖️ Achieve InterLaw ให้บริการด้านกฎหมายสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการ ทั้งการตรวจสอบความเสี่ยงด้าน Nominee, Legal Due Diligence, การจัดโครงสร้างการลงทุน, การตรวจสอบสัญญา และการให้คำปรึกษาเมื่อถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานของรัฐ

ดร. พิมญาดา เจริญพานิช
ทนายความและที่ปรึกษากฎหมาย
Achieve InterLaw

เมื่อบริษัทมีความเสี่ยงเรื่อง “นอมินี”คำถามแรกไม่ควรเป็น “จะเปลี่ยนผู้ถือหุ้นอย่างไร”แต่ควรถามว่า“บริษัทนี้มีระบบโครงสร้...
29/06/2026

เมื่อบริษัทมีความเสี่ยงเรื่อง “นอมินี”
คำถามแรกไม่ควรเป็น “จะเปลี่ยนผู้ถือหุ้นอย่างไร”

แต่ควรถามว่า

“บริษัทนี้มีระบบโครงสร้างธุรกิจที่อธิบายต่อรัฐได้หรือไม่”

ในช่วงที่ผ่านมา หลายบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนเริ่มกังวลมากขึ้น หลังหน่วยงานภาครัฐเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น การถือครองทรัพย์สิน เส้นทางการเงิน และการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ หรือที่เรียกว่า Nominee

เมื่อเกิดความกังวล หลายคนมักรีบคิดถึงทางแก้แบบเร็วที่สุด

เปลี่ยนผู้ถือหุ้นเลยได้ไหม
เปิดบริษัทใหม่ดีกว่าหรือไม่
ทำเอกสารชุดใหม่ทั้งหมดได้หรือเปล่า

แต่ในมุมของสำนักงานกฎหมายระดับสากล การแก้ปัญหาแบบรีบเปลี่ยนชื่อบนเอกสาร โดยยังไม่รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด อาจทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม

สิ่งแรกที่ควรทำคือ Corporate Legal Due Diligence หรือการตรวจสอบสถานะและความเสี่ยงทางกฎหมายของบริษัททั้งระบบ

เพราะปัญหานอมินี ไม่ได้อยู่ที่รายชื่อผู้ถือหุ้นเพียงอย่างเดียว

แต่อยู่ที่คำถามสำคัญว่า

ใครลงทุนจริง
เงินมาจากไหน
ใครควบคุมกิจการจริง
ใครได้รับประโยชน์ที่แท้จริง
บริษัทมีธุรกิจจริงหรือไม่
บัญชี ภาษี และใบอนุญาต สอดคล้องกับการดำเนินงานจริงหรือไม่

การตรวจสอบจึงควรครอบคลุมอย่างน้อย 8 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

โครงสร้างผู้ถือหุ้นและกรรมการ

ผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง หรือ Beneficial Owner

ที่มาของเงินลงทุน หรือ Source of Funds

เส้นทางการเงินของบริษัท

งบการเงิน บัญชี และภาษี

สัญญาทางธุรกิจและสิทธิในการประกอบกิจการ

ใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง

ระบบกำกับดูแลกิจการ หรือ Corporate Governance

เมื่อเห็นข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว จึงค่อยประเมินว่า บริษัทควรปรับโครงสร้างเดิม หรือควรเริ่มต้นธุรกิจใหม่ด้วยโครงสร้างที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น

หากจำเป็นต้องปรับโครงสร้าง การดำเนินการต้องสะท้อนข้อเท็จจริงและเป็นไปตามกฎหมาย เช่น ปรับผู้ถือหุ้นให้เป็นผู้ลงทุนจริง จัดทำหลักฐานการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง เพิ่มทุนตามขั้นตอนหากบริษัทต้องการเงินทุนเพิ่ม ปรับบทบาทกรรมการและผู้บริหารให้ตรงกับการดำเนินธุรกิจจริง จัดทำ Shareholders’ Agreement และ Investment Agreement รวมถึงวางระบบบัญชี ภาษี และการควบคุมภายในให้ตรวจสอบได้

สิ่งสำคัญที่สุด คือ ไม่ควรสร้างเอกสารย้อนหลัง หรือพยายามอำพรางข้อเท็จจริงในอดีต

เพราะการแก้ปัญหาแบบผิดทาง อาจเปลี่ยนจาก “ความเสี่ยงทางธุรกิจ” ให้กลายเป็น “ความเสี่ยงทางกฎหมาย” ที่หนักกว่าเดิม

เป้าหมายของการปรับโครงสร้าง ไม่ใช่เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

แต่เพื่อให้บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างมั่นคง ถูกต้องตามกฎหมาย และพร้อมอธิบายต่อหน่วยงานรัฐได้ทุกเมื่อ

ในโลกธุรกิจยุคปัจจุบัน บริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่บริษัทที่ซ่อนข้อมูลได้ดีที่สุด

แต่คือบริษัทที่สามารถอธิบายได้ว่า

ใครเป็นผู้ถือหุ้น
ใครเป็นผู้ลงทุน
เงินมาจากไหน
ใครบริหาร
ใครรับความเสี่ยง
และบริษัทดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสเพียงใด

นั่นคือรากฐานของการลงทุนที่ยั่งยืน

และเป็นมาตรฐานที่นักลงทุน คู่ค้า ธนาคาร และหน่วยงานกำกับดูแล ให้ความสำคัญมากขึ้นทุกวัน

Dr. Pimyada Charoenpanich
Managing Attorney
ACHIEVE INTERLAW

Immigration | Business | Real Estate | Litigation

รัฐบาลเดียวกัน แต่ส่งสัญญาณคนละทางประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายการลงทุนจากต่างประเทศในด้านหนึ่ง รัฐบาลกำล...
24/06/2026

รัฐบาลเดียวกัน แต่ส่งสัญญาณคนละทาง

ประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายการลงทุนจากต่างประเทศ

ในด้านหนึ่ง รัฐบาลกำลังผลักดันนโยบายดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก มีการแก้ไขกฎหมายธุรกิจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี ลดข้อจำกัดต่อการลงทุน และส่งสัญญาณว่าประเทศไทยต้องการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของภูมิภาค

แต่ในอีกด้านหนึ่ง หน่วยงานภาครัฐกำลังเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการถือครองอสังหาริมทรัพย์ การใช้โครงสร้างบริษัท และการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ หรือที่เรียกว่า “นอมินี”

ผลคือ นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเกิดความสับสน

ประเทศไทยต้องการเงินลงทุนจากต่างชาติ

แต่ในขณะเดียวกัน กำลังตรวจสอบและดำเนินคดีกับโครงสร้างการลงทุนบางรูปแบบที่เคยถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในอดีต

ความจริงแล้ว การปราบปรามนอมินีไม่ใช่เรื่องผิด

หากมีการใช้คนไทยถือหุ้นแทนโดยไม่มีการลงทุนจริง หรือใช้บริษัทเป็นเพียงเครื่องมือในการถือครองทรัพย์สินแทนต่างชาติ การบังคับใช้กฎหมายถือเป็นเรื่องที่สมควร

แต่ปัญหาคือ นักลงทุนต่างชาติจำนวนมากไม่ได้มองว่าตนเองกำลังกระทำผิด

หลายคนซื้อบ้าน ซื้อวิลล่า หรือเข้าลงทุนผ่านโครงสร้างที่ได้รับคำแนะนำจากที่ปรึกษา นักบัญชี ทนายความ หรือผู้พัฒนาโครงการในช่วงเวลาที่ผ่านมา และเชื่อว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง

เมื่อแนวทางการบังคับใช้กฎหมายเปลี่ยนไป ความกังวลจึงเกิดขึ้นทันที

คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่ว่า

“จะตรวจสอบหรือไม่”

แต่คือ

“เมื่อมีการตรวจสอบแล้ว นักลงทุนที่สุจริตควรทำอย่างไร”

คำตอบคือ การตรวจสอบโครงสร้างการลงทุนของตนเองก่อนที่หน่วยงานรัฐจะเข้าตรวจสอบ

ตรวจว่า

ใครเป็นผู้ลงทุนจริง

ใครเป็นผู้ถือหุ้นจริง

ใครเป็นผู้บริหารจริง

เงินลงทุนมาจากไหน

ธุรกิจดำเนินการจริงหรือไม่

อสังหาริมทรัพย์ที่ถือครองมีความเสี่ยงด้านกฎหมายหรือไม่

เพราะในยุคที่ภาครัฐกำลังตรวจสอบเชิงลึก การมีเอกสารครบถ้วนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

สิ่งที่สำคัญคือ ความสามารถในการอธิบายข้อเท็จจริง และพิสูจน์ให้เห็นว่าโครงสร้างทั้งหมดสอดคล้องกับกฎหมาย

ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการลงทุนสูง

แต่การลงทุนที่ปลอดภัยในวันนี้ ไม่ได้วัดเพียงผลตอบแทน

วัดจากความสามารถในการปกป้องทรัพย์สินและการลงทุนในระยะยาวด้วยเช่นกัน

ดร.พิมญาดา เจริญพานิช

Managing Attorney

Achieve InterLaw

Immigration | Business | Real Estate | Litigation

แนวทางการสู้คดี เมื่อธุรกิจถูกกล่าวหาว่าเป็นนอมินีหรือประกอบธุรกิจแทนต่างชาติเมื่อถูกดำเนินคดีแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือ “...
24/06/2026

แนวทางการสู้คดี เมื่อธุรกิจถูกกล่าวหาว่าเป็นนอมินีหรือประกอบธุรกิจแทนต่างชาติ

เมื่อถูกดำเนินคดีแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือ “หยุดตอบแบบปากเปล่า” และให้ทนายตรวจสำนวนก่อน เพราะคดีประเภทนี้แพ้ชนะไม่ได้อยู่ที่เอกสารบริษัทอย่างเดียว แต่อยู่ที่ข้อเท็จจริงว่า ใครลงทุนจริง ใครควบคุมจริง และใครได้รับประโยชน์จริง

แนวทางสู้คดีต้องเริ่มจากตรวจว่ารัฐมีพยานหลักฐานอะไร เช่น บอจ.5 หนังสือรับรองบริษัท รายการเดินบัญชี คำให้การของผู้ถือหุ้นไทย คำให้การของพนักงาน บัญชีภาษี สัญญาเช่า สัญญากู้ยืม Line, WeChat, Email, เว็บไซต์ Facebook Google Maps หรือหลักฐานจากการลงพื้นที่ เพราะหลายคดีรัฐไม่ได้ใช้แค่เอกสารจดทะเบียน แต่ใช้พฤติการณ์ทั้งหมดประกอบกัน

ประเด็นสู้ข้อแรก คือ เงินลงทุน รัฐมักพยายามพิสูจน์ว่าเงินทั้งหมดมาจากต่างชาติ และคนไทยเป็นเพียงผู้ถือหุ้นแทน ดังนั้นต้องตรวจเส้นทางเงินทุกก้อนว่าเงินค่าหุ้น เงินซื้อทรัพย์สิน เงินค่าเช่า เงินก่อสร้าง หรือเงินหมุนเวียนในกิจการมาจากไหน หากคนไทยลงทุนจริง ต้องมีหลักฐานรองรับ แต่ถ้าเงินมาจากต่างชาติ ต้องแยกว่าเป็นเงินกู้ เงินลงทุน เงินค่าบริการ หรือเงินตามสัญญาใด และมีเอกสารรองรับหรือไม่

ประเด็นสู้ข้อสอง คือ บทบาทของผู้ถือหุ้นไทย ต้องพิสูจน์ว่าคนไทยไม่ได้มีชื่อไว้เฉย ๆ แต่มีบทบาทจริง เช่น เข้าประชุม รับทราบการดำเนินงาน มีสิทธิออกเสียง มีส่วนตัดสินใจ รับผลตอบแทน หรือรับความเสี่ยงทางธุรกิจ หากคนไทยไม่รู้เรื่องบริษัท ไม่เคยประชุม ไม่เคยลงทุน และตอบไม่ได้ว่าบริษัททำอะไร จะเป็นจุดเสียเปรียบสำคัญ

ประเด็นสู้ข้อสาม คือ การบริหารกิจการจริง ต้องแยกว่า “ต่างชาติเป็นผู้จัดการ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ให้คำปรึกษา หรือผู้ลงทุน” หรือ “ต่างชาติเป็นเจ้าของและควบคุมกิจการแท้จริง” เพราะสองอย่างนี้ต่างกันมาก หากต่างชาติมี Work Permit ถูกต้อง มีตำแหน่งชัดเจน และทำงานภายใต้โครงสร้างบริษัทที่ถูกต้อง ยังมีประเด็นให้ต่อสู้ได้

ประเด็นสู้ข้อสี่ คือ บริษัทมีธุรกิจจริงหรือไม่ ถ้าบริษัทมีรายได้จริง พนักงานจริง ลูกค้าจริง สัญญาจริง ภาษีจริง ใบอนุญาตจริง และดำเนินกิจการต่อเนื่อง จะต่างจากบริษัทที่ตั้งไว้ถือทรัพย์สินเฉย ๆ อย่างมาก ต้องรวบรวมหลักฐานการประกอบกิจการทั้งหมดเพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้ตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่ออำพรางการถือครองของต่างชาติ

ประเด็นสู้ข้อห้า คือ เจตนา ต้องวิเคราะห์ว่าลูกค้ามีเจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมายจริงหรือไม่ หรือทำไปโดยเชื่อคำแนะนำของผู้ให้บริการเดิม เช่น สำนักงานบัญชี นายหน้า หรือผู้รับจดบริษัท หากมีหลักฐานว่าลูกค้าได้รับคำแนะนำผิด เข้าใจว่าเป็นโครงสร้างที่ถูกต้อง หรือมีการดำเนินธุรกิจจริง อาจใช้เป็นเหตุประกอบในการต่อสู้หรือลดความเสียหายได้

หากพยานหลักฐานเสียเปรียบมาก ต้องเปลี่ยนแนวจาก “ปฏิเสธทั้งหมด” เป็น “ลดความเสียหาย” เช่น ขอแยกความรับผิดของแต่ละคน ชี้ว่าผู้เกี่ยวข้องบางรายไม่มีเจตนา ไม่มีอำนาจควบคุม ไม่ได้รับประโยชน์ หรือทำตามหน้าที่โดยไม่รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขโครงสร้างให้ถูกต้องตามกฎหมาย

สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด คือ ทำเอกสารย้อนหลัง สร้างหลักฐานเท็จ ให้ผู้ถือหุ้นไทยท่องคำตอบ หรือให้ถ้อยคำไม่ตรงกัน เพราะจะทำให้คดีจากเดิมที่อาจเป็นคดีโครงสร้างธุรกิจ กลายเป็นคดีพยานเท็จ เอกสารเท็จ หรืออำพรางพยานหลักฐานได้

สรุปแนวทางสู้คดีคือ

ตรวจสำนวนก่อน
แยกข้อกล่าวหาให้ชัด
ตรวจเส้นทางเงิน
ตรวจบทบาทผู้ถือหุ้นไทย
ตรวจอำนาจควบคุมของต่างชาติ
ตรวจธุรกิจจริง
ตรวจเจตนา
แล้วเลือกว่าจะสู้เต็มประเด็น หรือสู้เพื่อลดความเสียหายและปรับโครงสร้าง

ดังนั้น เมื่อถูกดำเนินคดีแล้ว เราจะไม่เริ่มจากการปฏิเสธทันที แต่จะตรวจพยานหลักฐานของรัฐ ตรวจเส้นทางเงิน ตรวจบทบาทผู้ถือหุ้น ตรวจการบริหารจริง และวางกลยุทธ์ว่าควรต่อสู้ข้อกล่าวหาใด ควรชี้แจงอย่างไร และควรลดความเสียหายอย่างไร เพื่อปกป้องธุรกิจ ทรัพย์สิน และสิทธิของลูกค้าให้มากที่สุดค่ะ

ดร. พิมญาดา เจริญพานิช

Managing Attorney

Achieve InterLaw

Immigration | Business | Real Estate | Litigation

หากโครงสร้างการถือครองทรัพย์สินหรือบริษัทในปัจจุบันมีความเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็น Nominee Structure หรือการถือครองที่ดิน...
23/06/2026

หากโครงสร้างการถือครองทรัพย์สินหรือบริษัทในปัจจุบันมีความเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็น Nominee Structure หรือการถือครองที่ดินแทนชาวต่างชาติ สิ่งสำคัญคือไม่ควรรอให้หน่วยงานรัฐเข้าตรวจสอบก่อนแล้วค่อยแก้ไข

ทีมของเราสามารถช่วยตรวจสอบโครงสร้างเดิม วิเคราะห์ความเสี่ยง และเสนอแนวทางปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับกฎหมายไทยมากขึ้น เช่น การเปลี่ยนเป็นโครงสร้าง Leasehold การจัดทำสัญญาเช่าระยะยาว การแยกสิทธิในสิ่งปลูกสร้าง การปรับบทบาทผู้ถือหุ้น การจัดทำเอกสารทางการเงินให้ชัดเจน การตรวจสอบที่มาของเงินลงทุน และการวางโครงสร้างธุรกิจให้เป็น Operating Company ที่ดำเนินกิจการจริง

กรณีที่บริษัทถูกมองว่าอาจถือครองที่ดินแทนชาวต่างชาติ ทีมของเราสามารถช่วยวางแผนลดความเสียหาย เช่น ตรวจสอบเอกสารที่ดิน ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น ตรวจเส้นทางการเงิน จัดทำคำชี้แจงต่อหน่วยงานรัฐ เจรจาปรับโครงสร้าง ขายหรือโอนสิทธิให้ถูกต้อง จัดทำสิทธิการเช่า หรือวางแผนปรับการถือครองทรัพย์สินให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เป้าหมายของเราไม่ใช่การหลีกเลี่ยงกฎหมาย แต่คือการช่วยให้ลูกค้าปรับโครงสร้างการลงทุนและการถือครองทรัพย์สินให้สามารถอธิบายได้ ตรวจสอบได้ และลดความเสี่ยงก่อนที่ปัญหาจะลุกลามเป็นคดีหรือคำสั่งจากหน่วยงานรัฐ

หากลูกค้ามีบ้าน วิลล่า บริษัท หรือที่ดินอยู่แล้ว เราสามารถเริ่มจากการทำ Property & Business Compliance Review เพื่อตรวจสุขภาพโครงสร้างปัจจุบันก่อน จากนั้นจึงเสนอแผนแก้ไขตามข้อเท็จจริงและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี

Dr. Pimyada Charoenpanich

Managing Attorney

ACHIEVE INTERLAW

ที่อยู่

119/38 ม. 5 ต. พลูตาหลวง อ. สัตหีบ
Chon Buri
20180

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ดร.พิมญาดา Achieve Inter Lawผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ดร.พิมญาดา Achieve Inter Law:

ทางลัด

แชร์