ดร.พิมญาดา Achieve Inter Law

ดร.พิมญาดา Achieve Inter Law ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ดร.พิมญาดา Achieve Inter Law, 119/38 ม. 5 ต. พลูตาหลวง อ. สัตหีบ, Chon Buri.

Dr. Pimyada – Achieve Inter Law
ดร.พิมญาดา เจริญพานิช

🖌️ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายธุรกิจ การลงทุน และการจัดการทรัพย์สิน

🖌️ให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์แก่ภาคธุรกิจ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และองค์กรภาครัฐ

“พื้นที่แห่งความรู้กฎหมายที่เข้าถึงง่าย สร้างสังคมมืออาชีพ”

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถตามกฎหมายและแนวปฏิบัติของบริษัทประกันภัยค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เป็นค่าเสียหายประเภทหนึ่งที่ผ...
16/03/2026

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถตามกฎหมายและแนวปฏิบัติของบริษัทประกันภัย

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เป็นค่าเสียหายประเภทหนึ่งที่ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องได้ตามกฎหมาย เมื่อรถยนต์ของตนได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการกระทำละเมิดของผู้อื่น จนทำให้ไม่สามารถใช้รถได้ในช่วงระยะเวลาที่ต้องนำรถเข้าซ่อมแซม ความเสียหายดังกล่าวมิได้จำกัดเฉพาะค่าซ่อมแซมทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเสียหายจากการที่เจ้าของทรัพย์ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของตนได้ตามปกติ ซึ่งกฎหมายให้สิทธิแก่ผู้เสียหายในการเรียกร้องค่าเสียหายเพื่อชดเชยการขาดประโยชน์ดังกล่าวได้

ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 บัญญัติว่า
“ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ให้เขาเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด ผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น”
บทบัญญัติดังกล่าวเป็นหลักทั่วไปของความรับผิดทางละเมิด ซึ่งกำหนดให้ผู้กระทำละเมิดต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายเมื่อการกระทำของตนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น เช่น การขับรถโดยประมาทจนชนรถของผู้อื่นได้รับความเสียหาย

นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง ยังบัญญัติว่า
“ค่าสินไหมทดแทนนั้น ให้ใช้ตามความเสียหายที่แท้จริง”
หลักการดังกล่าวหมายความว่า ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับการชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริงจากการกระทำละเมิด ซึ่งรวมถึงความเสียหายจากการที่ไม่สามารถใช้ทรัพย์สินของตนได้ตามปกติ ดังนั้น ในกรณีรถยนต์ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุจนต้องนำรถเข้าซ่อม เจ้าของรถย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถได้ เนื่องจากไม่สามารถใช้รถเพื่อการเดินทางหรือประกอบกิจการได้ในช่วงเวลาดังกล่าว

ในทางปฏิบัติ การเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถมักคำนวณตามระยะเวลาที่รถต้องเข้าซ่อมจริง โดยผู้เสียหายต้องมีหลักฐานแสดงระยะเวลาการซ่อม เช่น ใบรับรถเข้าอู่ ใบประเมินค่าซ่อม หรือเอกสารจากอู่ซ่อมรถที่ระบุวันที่รับรถและวันที่ส่งมอบรถคืน ทั้งนี้ เพื่อพิสูจน์ว่าผู้เสียหายไม่สามารถใช้รถได้จริงในช่วงเวลาดังกล่าว

สำหรับ แนวปฏิบัติและธรรมเนียมของบริษัทประกันภัย โดยทั่วไป บริษัทประกันภัยของฝ่ายที่เป็นผู้กระทำละเมิดมักพิจารณาจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถตามประเภทของรถและระยะเวลาการซ่อม โดยอัตราที่พบโดยทั่วไป เช่น รถยนต์ขนาดเล็กประมาณวันละ 300 ถึง 500 บาท รถเก๋งทั่วไปประมาณวันละ 500 ถึง 1,000 บาท ส่วนรถที่มีมูลค่าสูงหรือรถที่ใช้ในการประกอบกิจการอาจพิจารณาในอัตราที่สูงกว่านั้นตามความเหมาะสม ทั้งนี้ การพิจารณาดังกล่าวมักเป็นไปตามแนวปฏิบัติของบริษัทประกันภัยและข้อแนะนำของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ซึ่งสนับสนุนให้บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

ในกรณีที่บริษัทประกันภัยไม่ยินยอมชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ หรือชดใช้ในจำนวนที่ไม่เหมาะสม ผู้เสียหายยังคงมีสิทธิใช้สิทธิตามกฎหมาย โดยสามารถเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวจากผู้กระทำละเมิดโดยตรง หรือดำเนินคดีต่อศาลเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนตามสิทธิที่กฎหมายรับรอง

ดังนั้น ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจึงเป็นค่าเสียหายที่กฎหมายและแนวปฏิบัติของธุรกิจประกันภัยรับรองให้ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องได้ เพื่อชดเชยการสูญเสียประโยชน์ในการใช้ทรัพย์สินของตนในช่วงเวลาที่รถไม่สามารถใช้งานได้ อันเป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดของผู้อื่น ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาความเสียหายอย่างเป็นธรรมและครบถ้วนตามหลักกฎหมาย.

คดีหญิงสาวเสียชีวิตใน สน.พหลโยธิน: ใครอาจต้องรับผิด และผิดกฎหมายเรื่องใดบ้างจากกระแสข่าวที่ปรากฏในสื่อและโซเชียลมีเดีย ค...
09/03/2026

คดีหญิงสาวเสียชีวิตใน สน.พหลโยธิน: ใครอาจต้องรับผิด และผิดกฎหมายเรื่องใดบ้าง

จากกระแสข่าวที่ปรากฏในสื่อและโซเชียลมีเดีย ครอบครัวของหญิงสาวอายุ 21 ปี ได้เข้าร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายหลังลูกสาวเสียชีวิตภายในสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 หลังผู้เสียชีวิตประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้มบริเวณถนนลาดพร้าว 43/2 เนื่องจากฝนตกและถนนลื่น โดยมีเจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าช่วยเหลือในที่เกิดเหตุ ก่อนจะนำตัวผู้บาดเจ็บไปส่งที่สถานีตำรวจแทนการนำส่งโรงพยาบาล เนื่องจากเข้าใจว่าผู้บาดเจ็บมีอาการมึนเมาและไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรง อย่างไรก็ตาม ผู้บาดเจ็บถูกนำตัวไปพักอยู่ภายในสถานีตำรวจจนกระทั่งช่วงเช้ามีอาการชักและเสียชีวิต

ในทางกฎหมาย เหตุการณ์ลักษณะนี้อาจมีบุคคลหลายฝ่ายที่ต้องรับผิด หากการสอบสวนพบว่าการกระทำหรือการละเว้นของบุคคลใดมีส่วนทำให้เกิดการเสียชีวิต

ประการแรก ความรับผิดของเจ้าหน้าที่กู้ภัย หากพิสูจน์ได้ว่าในขณะเกิดเหตุผู้บาดเจ็บมีอาการที่ควรได้รับการตรวจรักษาทางการแพทย์ แต่เจ้าหน้าที่กู้ภัยกลับไม่นำส่งโรงพยาบาลตามมาตรฐานการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดฐาน กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 เนื่องจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดอาจทำให้ผู้บาดเจ็บไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ประการที่สอง ความรับผิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากพบว่าเจ้าหน้าที่รับตัวผู้บาดเจ็บไว้ในสถานีตำรวจ ทั้งที่ผู้บาดเจ็บมีอาการผิดปกติหรืออยู่ในภาวะที่ควรได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์ แต่ไม่ได้ดำเนินการนำส่งโรงพยาบาล การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดฐาน เจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือในบางกรณีอาจเข้าข่าย ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้ หากพิสูจน์ได้ว่าการละเลยหน้าที่เป็นเหตุให้เกิดการเสียชีวิต

นอกจากนี้ ครอบครัวของผู้เสียชีวิตยังสามารถ ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง จากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือหน่วยงานของรัฐ โดยอาจเรียกค่าเสียหายจากการเสียชีวิต ค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าเสียหายทางจิตใจ และค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ ตามหลักกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิด

ในด้านกระบวนการทางกฎหมาย ญาติของผู้เสียชีวิตสามารถดำเนินการได้หลายขั้นตอน เช่น แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญา ขอให้มีการชันสูตรพลิกศพและไต่สวนการตายอย่างละเอียด ตรวจสอบพยานหลักฐาน เช่น กล้องวงจรปิด และให้มีการสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง นอกจากความผิดทางอาญาแล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐยังอาจต้องถูกดำเนินการทางวินัยจากหน่วยงานต้นสังกัดอีกด้วย

ดังนั้น ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การพิสูจน์ว่า ใครเป็นผู้มีหน้าที่ต้องดูแลผู้บาดเจ็บในช่วงเวลานั้น และมีการละเลยต่อหน้าที่หรือไม่ หากการสอบสวนพบว่าการละเลยดังกล่าวเป็นเหตุให้เกิดการเสียชีวิต ผู้ที่เกี่ยวข้องย่อมต้องรับผิดตามกฎหมายทั้งทางอาญา ทางแพ่ง และทางวินัยต่อไป.

🚨 ระวัง! มิจฉาชีพใช้ QR Code หลอกดูดเงิน กลโกงใหม่ที่กำลังระบาดในโลกออนไลน์ในช่วงที่ผ่านมา กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอ...
09/03/2026

🚨 ระวัง! มิจฉาชีพใช้ QR Code หลอกดูดเงิน กลโกงใหม่ที่กำลังระบาดในโลกออนไลน์

ในช่วงที่ผ่านมา กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือที่ประชาชนรู้จักกันว่า “ตำรวจไซเบอร์” ได้ออกมาเตือนภัยเกี่ยวกับกลโกงรูปแบบใหม่ที่กำลังแพร่ระบาดในสังคมออนไลน์ นั่นคือการใช้ QR Code หลอกลวงให้ประชาชนสแกน เพื่อเข้าถึงข้อมูลทางการเงินหรือบัญชีของเหยื่อโดยไม่รู้ตัว ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นบ่อยขึ้นในปัจจุบัน

รูปแบบของกลโกงมักเริ่มจากการที่มิจฉาชีพ แอบอ้างเป็นร้านค้า หน่วยงานรัฐ หรือผู้ให้สิทธิ์ต่าง ๆ เช่น การแจกเงินช่วยเหลือ การคืนเงิน โปรโมชั่นพิเศษ หรือการรับสิทธิ์บางอย่าง จากนั้นจะส่ง QR Code มาให้เหยื่อสแกน โดยอ้างว่าเป็นขั้นตอนในการรับเงินหรือยืนยันสิทธิ์ เมื่อเหยื่อสแกน QR Code ดังกล่าว ระบบอาจพาไปยังเว็บไซต์ปลอม หรือเชื่อมโยงไปยังลิงก์ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลบัญชีธนาคาร หรือหลอกให้กรอกข้อมูลสำคัญโดยไม่รู้ตัว

ความอันตรายของกลโกงรูปแบบนี้คือ QR Code ทำให้ผู้ใช้เชื่อถือได้ง่าย เพราะคนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการสแกนเพื่อชำระเงินหรือรับข้อมูล จึงอาจไม่ทันระวังว่าลิงก์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังนั้นอาจเป็นลิงก์อันตราย ซึ่งหากเผลอกดอนุญาตหรือกรอกข้อมูลสำคัญ ก็อาจทำให้มิจฉาชีพสามารถเข้าถึงบัญชีหรือทำธุรกรรมทางการเงินได้

วิธีป้องกันที่สำคัญที่สุดคือ อย่าสแกน QR Code จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะ QR ที่ถูกส่งมาทางแชตหรือโซเชียลมีเดียจากบุคคลที่ไม่รู้จัก หากมีการอ้างสิทธิ์เรื่องเงินช่วยเหลือ การคืนเงิน หรือโปรโมชันพิเศษ ควรตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์หรือช่องทางทางการของหน่วยงานนั้นก่อนทุกครั้ง และไม่ควรกรอกข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลทางการเงินผ่านลิงก์ที่ไม่แน่ใจว่าเป็นของจริง

นอกจากนี้ ครอบครัวควรช่วยกัน เตือนผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี เพราะกลุ่มนี้มักตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพมากที่สุด การพูดคุยและให้ความรู้เกี่ยวกับกลโกงรูปแบบใหม่ ๆ อาจช่วยป้องกันความเสียหายทางการเงินได้

ท้ายที่สุด สิ่งสำคัญคือ อย่าหลงเชื่อข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง เพราะในโลกออนไลน์ มิจฉาชีพมักใช้ความโลภ ความรีบร้อน หรือความไม่รู้เป็นเครื่องมือในการหลอกลวง หากพบเห็นข้อความหรือ QR Code ที่น่าสงสัย ควรหยุดตรวจสอบก่อนเสมอ และหากเกิดความเสียหายแล้ว ควรรีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพไปหลอกเหยื่อรายอื่นต่อไป.

ช่วงนี้สังคมกำลังตื่นตัวกับกระแสข่าว “สมัครงานแอดมิน” แล้วถูกหลอกไปทำงานประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน ก่อนจะข...
03/03/2026

ช่วงนี้สังคมกำลังตื่นตัวกับกระแสข่าว “สมัครงานแอดมิน” แล้วถูกหลอกไปทำงานประเทศเพื่อนบ้าน

โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน ก่อนจะขาดการติดต่อกับครอบครัว กลายเป็นกรณีคนหายหรือถูกบังคับทำงานผิดกฎหมาย ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะรูปแบบการหลอกลวงพัฒนาอย่างรวดเร็ว ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือหลัก และมุ่งเป้าไปยังคนที่ต้องการรายได้ดี งานสบาย หรือไม่มีโอกาสทางเศรษฐกิจมากนัก

📌รูปแบบที่พบบ่อยคือการโพสต์รับสมัคร “แอดมินเพจ ตอบแชตลูกค้า งานออนไลน์ เงินเดือนสูง” พร้อมสวัสดิการดี มีที่พักและค่าเดินทางฟรี บางรายมีคนไทยทำหน้าที่ติดต่อเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จากนั้นนัดหมายให้เดินทางไปจังหวัดชายแดน โดยอ้างว่าไปทำเอกสารหรือเข้ารับการฝึกอบรมก่อนเริ่มงาน แต่เมื่อเดินทางถึงจุดนัดหมายกลับถูก “เปลี่ยนเส้นทาง” กะทันหัน อ้างเหตุผลต่าง ๆ เช่น เอกสารไม่ครบ ต้องย้ายสถานที่อบรม หรือบริษัทมีสาขาอีกฝั่งหนึ่ง ก่อนถูกพาข้ามแดนโดยไม่มีสัญญาจ้างที่ชัดเจน และถูกจำกัดเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารกับครอบครัว

📌หลายกรณีเมื่อไปถึงปลายทางกลับถูกบังคับให้ทำงานออนไลน์ลักษณะหลอกลวง เช่น แชตชวนลงทุนหรือหลอกโอนเงิน หากไม่ทำตามคำสั่งอาจถูกข่มขู่ กักขัง หรือเรียกเงินจากครอบครัวเพื่อแลกกับการปล่อยตัว พฤติการณ์เช่นนี้อาจเข้าข่ายความผิดร้ายแรงตามกฎหมาย เช่น การค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน หน่วงเหนี่ยวกักขัง หรือฉ้อโกงข้ามชาติ แม้ผู้เสียหายจะสมัครใจเดินทางในตอนแรก แต่หากมีการหลอกลวงหรือบังคับภายหลัง ย่อมเป็นความผิดตามกฎหมายได้

📌สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือ “สังเกตสัญญาณผิดปกติ” หากพบพฤติการณ์เหล่านี้ควรหยุดทันที ได้แก่ การเร่งรัดให้เดินทางด่วน การไม่ยอมส่งสัญญาจ้างล่วงหน้า การเปลี่ยนสถานที่หรือเส้นทางกะทันหัน การขอเก็บพาสปอร์ตหรือโทรศัพท์ไว้ก่อน การอ้างว่าไปอบรมแต่ไม่แจ้งสถานที่ชัดเจน หรือเงินเดือนสูงผิดปกติเมื่อเทียบกับลักษณะงาน

📌หากรู้สึกผิดปกติระหว่างทาง ควรโทรแจ้งครอบครัวทันที ส่งพิกัดสถานที่แบบเรียลไทม์ เก็บหลักฐานแชตและข้อมูลผู้ติดต่อ และอย่าเดินทางต่อหากมีการเปลี่ยนเส้นทางโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน หากถึงพื้นที่แล้วพบความเสี่ยง ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่หรือหน่วยงานความมั่นคงทันที

📌กรณีครอบครัวขาดการติดต่อ ควรรีบแจ้งความคนหายโดยเร็ว พร้อมรวบรวมหลักฐานการสนทนา แชต เบอร์โทรศัพท์ และข้อมูลการโอนเงิน จากนั้นประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยงานต่อต้านการค้ามนุษย์ หรือกระทรวงการต่างประเทศ เพราะเวลาเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยเหลือ

📌ท้ายที่สุด งานที่ถูกกฎหมายไม่จำเป็นต้องลักลอบข้ามแดน และงานที่โปร่งใสไม่จำเป็นต้องยึดเอกสารหรือจำกัดการสื่อสาร หากพบประกาศรับสมัครงานที่เข้าข่ายเสี่ยง การเตือนกันหนึ่งครั้งอาจช่วยป้องกันไม่ให้ใครอีกคนตกเป็นเหยื่อได้ เพราะอาชญากรรมลักษณะนี้ไม่ใช่ความผิดพลาดของเหยื่อ แต่คือการกระทำของขบวนการที่ต้องถูกเปิดโปงและหยุดยั้งอย่างจริงจัง

เรียบเรียงโดย ดร.พิมญาดา เจริญพานิช
ที่ปรึกษากฎหมาย

74 ล้านคดีทนายดัง   “คืนเหยื่อ”คือการชดใช้ความเสียหาย“ริบเป็นของแผ่นดิน”คือทรัพย์เกี่ยวกับความผิดไม่ใช่เรื่องเดียวกันต่า...
28/02/2026

74 ล้านคดีทนายดัง
“คืนเหยื่อ”
คือการชดใช้ความเสียหาย

“ริบเป็นของแผ่นดิน”
คือทรัพย์เกี่ยวกับความผิด

ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

ต่างกันอย่างไร?

ในคดีอาญา ฐานฉ้อโกง ผู้เสียหายมีสิทธิขอให้จำเลยคืนเงินหรือชดใช้ค่าเสียหายได้ ซึ่งเป็น “สิทธิของผู้เสียหายโดยตรง” ตามหลักละเมิดและการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

ส่วนคำร้องให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน มักอยู่ในกรอบของกฎหมายพิเศษ เช่น กฎหมายฟอกเงิน ซึ่งเป็นการดำเนินคดีในลักษณะ “ทรัพย์เกี่ยวกับความผิด” โดยรัฐเป็นผู้ร้องขอให้ริบทรัพย์ ไม่ใช่เพื่อชดใช้ผู้เสียหายโดยตรง แต่เพื่อประโยชน์สาธารณะ

ดังนั้น ในทางทฤษฎี ไม่ใช่คำขอฐานเดียวกัน และไม่ใช่การซ้ำโดยอัตโนมัติ เพราะฐานกฎหมายต่างกัน วัตถุประสงค์ต่างกัน และผู้ได้ประโยชน์ต่างกัน

แต่ในทางปฏิบัติ อาจเกิดคำถามสำคัญว่า

ถ้าทรัพย์ 74 ล้านเดียวกัน
ขอให้คืนผู้เสียหาย และขอให้ตกเป็นของแผ่นดินพร้อมกัน
ศาลจะจัดการอย่างไร?

หลักทั่วไปคือ ศาลไม่อาจให้เกิด “การรับซ้ำ” ในทรัพย์ก้อนเดียวกันได้ กล่าวคือ ไม่สามารถให้ตกเป็นของแผ่นดินแล้วไปคืนผู้เสียหายอีกชั้นหนึ่งในจำนวนเดียวกัน เว้นแต่กฎหมายกำหนดกลไกชัดเจนให้ผู้เสียหายไปขอรับคืนจากรัฐภายหลัง

จุดที่เรียกว่า “ซ่อนเงื่อน” จึงอยู่ที่ว่า
ทรัพย์นั้นถูกอายัดไว้ภายใต้กฎหมายใด
คดีเดินคู่ขนานหรือไม่
และคำขอทั้งสองอยู่ในกระบวนการเดียวกันหรือแยกกัน

ถ้าเป็นคดีฟอกเงิน ศาลต้องพิสูจน์ก่อนว่าเป็น “ทรัพย์เกี่ยวกับความผิดมูลฐาน” จึงจะตกเป็นของแผ่นดินได้ หากพิสูจน์ไม่ถึง ก็ไม่มีฐานให้ริบ และคำขอในส่วนนั้นย่อมตกไป

ส่วนคำขอให้คืนเงินแก่ผู้เสียหายในคดีอาญาฉ้อโกง ยังต้องพิสูจน์องค์ประกอบความผิดและความเสียหายโดยตรงอีกชั้นหนึ่ง

สรุปแบบตรงไปตรงมา

ไม่ใช่เรื่องซ้ำโดยตัวบทกฎหมาย
แต่มีความละเอียดเชิงกระบวนการ
และศาลต้องระวังไม่ให้เกิดผลซ้ำซ้อนในทรัพย์เดียวกัน

ถนนของชาวบ้าน หรือ ป่าของรัฐ? — เมื่อการประกาศเขตอุทยานตัดเส้นเลือดชีวิตคนชายแดนกรณีถนนสายบ้านห้วยกองเป๊าะ ตำบลแม่ลาหลวง...
25/02/2026

ถนนของชาวบ้าน หรือ ป่าของรัฐ? — เมื่อการประกาศเขตอุทยานตัดเส้นเลือดชีวิตคนชายแดน

กรณีถนนสายบ้านห้วยกองเป๊าะ ตำบลแม่ลาหลวง อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ถูกสั่งปิดเพราะอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติป่าสาละวิน สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในพื้นที่ชายขอบของประเทศ นั่นคือ การประกาศเขตป่าอนุรักษ์ในภายหลัง ทับลงบนพื้นที่ที่มีชุมชนตั้งอยู่มาก่อนหลายสิบปีหรือหลายชั่วอายุคน เมื่อถนนที่ชาวบ้านใช้สัญจร ส่งคนป่วย ขนพืชผล และเชื่อมหมู่บ้าน กลายเป็น “ถนนในเขตอุทยาน” ปัญหานี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของสิทธิในการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐาน

การประกาศเขตอุทยานแห่งชาติเป็นอำนาจของรัฐตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นสมบัติของส่วนรวม อย่างไรก็ตาม หลักกฎหมายมหาชนและรัฐธรรมนูญก็รับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณะ และความเสมอภาคของประชาชนด้วยเช่นกัน ดังนั้น การบริหารจัดการพื้นที่จึงต้องหาจุดสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรกับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของชุมชน ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งโดยตัดอีกฝ่ายทิ้ง

สำหรับชาวบ้าน แนวทางที่เหมาะสมไม่ใช่การเผชิญหน้าหรือปฏิเสธความร่วมมือกับรัฐ เพราะอาจก่อให้เกิดภาพลักษณ์เชิงลบและเสี่ยงต่อการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่ควรรวมตัวกันอย่างเป็นระบบ ยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการ ขอให้มีการกันเขตถนนออกจากเขตอุทยาน หรือกำหนดให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ภายใต้เงื่อนไขควบคุมการใช้ เช่น ห้ามขยายแนวถนนเกินเดิม ไม่ตัดไม้เพิ่มเติม และไม่ใช้เพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ ทั้งนี้สามารถขอให้มีการสำรวจแนวถนนเดิมจากภาพถ่ายทางอากาศ เอกสารราชการเดิม หรือหลักฐานการใช้ประโยชน์ก่อนการประกาศเขต เพื่อยืนยันว่าถนนดังกล่าวมีอยู่มาก่อน

ในทางกฎหมายปกครอง หากคำสั่งปิดถนนส่งผลกระทบร้ายแรงต่อประชาชน เช่น การขนส่งผู้ป่วย การเข้าถึงโรงเรียน หรือการดำรงชีวิตประจำวัน ชุมชนมีสิทธิร้องขอให้หน่วยงานทบทวนคำสั่งทางปกครอง หรือแม้กระทั่งใช้สิทธิฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอคุ้มครองชั่วคราวได้ โดยต้องพิสูจน์ว่าคำสั่งนั้นก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงและยากแก่การเยียวยา และประโยชน์สาธารณะในกรณีเฉพาะนั้นควรถูกพิจารณาอย่างรอบด้าน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเราจะเลือก “ป่า” หรือ “คน” แต่คือจะออกแบบการอยู่ร่วมกันอย่างไร พื้นที่ชายแดนแม่ฮ่องสอนเป็นพื้นที่ที่ทั้งป่าและชุมชนต่างมีคุณค่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อชีวิตอย่างถนน ไม่ได้หมายความว่าต้องทำลายทรัพยากรธรรมชาติเสมอไป หากมีการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน ควบคุมการใช้ และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ในท้ายที่สุด เสียงของชาวบ้านควรถูกได้ยิน แต่ต้องอยู่บนฐานของเหตุผล ข้อมูล และกฎหมาย เพราะความยั่งยืนของประเทศจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อ “ป่าอยู่ได้ คนก็อยู่ได้” พร้อมกัน ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งต้องสูญเสียทั้งหมดเพื่อให้อีกฝ่ายอยู่รอดเพียงลำพัง

จากข่าวที่ปรากฏศาลแพ่งมีคำสั่งคืนทรัพย์ในคดีที่เกี่ยวข้องกับทนายดังหลายคนเข้าใจว่า“คืนทรัพย์ = ไม่ผิด”ในทางกฎหมาย ไม่ใช่...
24/02/2026

จากข่าวที่ปรากฏ
ศาลแพ่งมีคำสั่งคืนทรัพย์ในคดีที่เกี่ยวข้องกับทนายดัง

หลายคนเข้าใจว่า
“คืนทรัพย์ = ไม่ผิด”

ในทางกฎหมาย ไม่ใช่แบบนั้น

ศาลกำลังพิจารณาเพียงประเด็นว่า
ทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่เกี่ยวกับ “ความผิดมูลฐาน”
ตามกฎหมายฟอกเงินหรือไม่

เมื่อพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอจะรับฟังว่า
เข้าข่าย “ฉ้อโกงเป็นปกติธุระ”
ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน

ทรัพย์จึงไม่อาจตกเป็นของแผ่นดิน

ส่วนคดีอาญาฐานฉ้อโกง
ยังเป็นอีกกระบวนการหนึ่ง
ซึ่งต้องพิสูจน์กันในชั้นศาลต่อไป
หากมีการขอคืนทรัพย์ในคดีฉ้อโกง ศาลอาจให้คืนในคดีฉ้อโกงก็ได้
กฎหมายแยกชั้น
การคืนทรัพย์ ไม่ตกเป็นของแผ่นดิน ไม่เท่ากับคำพิพากษาว่าไม่มีความผิด

ดาราถูกกล่าวหาว่าโกงเพื่อนคดีแบบนี้ ศาลดูอะไร?จากกรณีข่าวที่เป็นกระแสมีดาราถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับคดีมูลค่าสูงและศาลอ...
23/02/2026

ดาราถูกกล่าวหาว่าโกงเพื่อน

คดีแบบนี้ ศาลดูอะไร?

จากกรณีข่าวที่เป็นกระแส
มีดาราถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับคดีมูลค่าสูง
และศาลอนุญาตให้ประกันตัว

หลายคนตั้งคำถามว่า
ถ้าโกงเพื่อนจริง ทำไมยังได้ประกัน?

ต้องแยก 2 เรื่องให้ออก

1️⃣ การประกันตัว
2️⃣ ความผิดตามคดี

การประกันตัว
ไม่ได้แปลว่าไม่มีความผิด

แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน
เพราะตามกฎหมาย ทุกคนยังบริสุทธิ์
จนกว่าศาลจะพิพากษาถึงที่สุด

ส่วนคดีฉ้อโกง
ศาลต้องพิสูจน์ว่า
• มีการหลอกลวงหรือไม่
• มีเจตนาทุจริตหรือไม่
• ผู้เสียหายเชื่อเพราะถูกหลอกจริงหรือไม่

ดราม่าในโซเชียล
ไม่ใช่คำพิพากษา

สุดท้าย
คดีจะจบที่พยานหลักฐาน
ไม่ใช่กระแส

#กฎหมายที่วัยรุ่นสร้างตัวต้องรู้
#อย่าตัดสินแทนศาล

หนังสือจาก ส.ป.ก. ไม่ใช่แค่กระดาษแต่คือจุดเริ่มต้นของการเพิกถอนหลายคนได้รับหนังสือแล้วคิดว่า“แค่เรียกไปชี้แจง”แต่ในทางกฎ...
23/02/2026

หนังสือจาก ส.ป.ก. ไม่ใช่แค่กระดาษ
แต่คือจุดเริ่มต้นของการเพิกถอน

หลายคนได้รับหนังสือแล้วคิดว่า
“แค่เรียกไปชี้แจง”

แต่ในทางกฎหมาย
หนังสือฉบับแรก คือจุดเริ่มต้นของกระบวนการตรวจสอบสิทธิ

หากเจ้าหน้าที่เห็นว่าใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์
เช่น ทำรีสอร์ต คาเฟ่ ลานกางเต็นท์
โดยไม่ใช่เพื่อเกษตรกรรมเป็นหลัก
อาจนำไปสู่คำสั่งเพิกถอนสิทธิได้

สิ่งที่อันตรายที่สุด
ไม่ใช่หนังสือ

แต่คือ “คำชี้แจงที่ผิดพลาด”

การรีบไปตอบเอง
โดยไม่ประเมินข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
อาจกลายเป็นหลักฐานมัดตัวในอนาคต

สิทธิ ส.ป.ก. ไม่ใช่กรรมสิทธิ์เต็มรูปแบบ
แต่ก็ไม่ใช่ว่ารัฐจะเพิกถอนได้โดยไร้เหตุผล

ก่อนตอบหนังสือใด ๆ
ต้องรู้ก่อนว่า
คุณกำลังยืนอยู่ในสถานะใด

กฎหมายไม่ใช่เรื่องของความกลัว
แต่คือเรื่องของจังหวะและยุทธวิธี

โฉนดแท้ ทำไมยังถูกเพิกถอนได้?หลายคนเข้าใจว่ามีโฉนด = ปลอดภัย 100%แต่ความจริงไม่ใช่เสมอไปหากการออกโฉนดมีข้อผิดพลาดเช่น ออ...
23/02/2026

โฉนดแท้ ทำไมยังถูกเพิกถอนได้?

หลายคนเข้าใจว่า
มีโฉนด = ปลอดภัย 100%

แต่ความจริงไม่ใช่เสมอไป

หากการออกโฉนดมีข้อผิดพลาด
เช่น ออกทับที่ป่า หรือเจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจโดยประมาท
ศาลมีอำนาจเพิกถอนได้

คำถามสำคัญคือ
แล้วคนซื้อสุจริตต้องรับผลหรือไม่?

คำตอบคือ
ไม่เสมอไป

หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นความผิดของหน่วยงานรัฐ
ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกค่าเสียหายได้ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.636/2568

ก่อนซื้อที่ดิน
อย่าดูแค่โฉนด
ต้องดู “ที่มา” ของโฉนดด้วย

กรณีศึกษา: ความขัดแย้งเรื่องช้างป่า ที่ดินทำกิน และการท่องเที่ยวชุมชนบ้านผาสามยอด — เมื่อกฎหมายป่าไม้ปะทะชีวิตคนพื้นถิ่น...
21/02/2026

กรณีศึกษา: ความขัดแย้งเรื่องช้างป่า ที่ดินทำกิน และการท่องเที่ยวชุมชนบ้านผาสามยอด — เมื่อกฎหมายป่าไม้ปะทะชีวิตคนพื้นถิ่น ในพื้นที่ที่ส่วนกลางไม่เคยเข้าใจอย่างแท้จริง

ความขัดแย้งเรื่องช้างป่า ที่ดินทำกิน และกิจกรรมท่องเที่ยวของชาวบ้านในพื้นที่อย่างบ้านผาสามยอด สะท้อนปัญหาที่ลึกกว่าข่าวรายวัน นั่นคือช่องว่างระหว่าง “ข้อเท็จจริงทางสังคม” กับ “ข้อเท็จจริงทางกฎหมาย” คนพื้นถิ่นจำนวนไม่น้อยอาศัยอยู่มาก่อนหลายสิบปี บางครอบครัวอยู่มากว่า 60 ปี ทำไร่ทำนา ทำสวน ใช้ป่าเป็นแหล่งยังชีพ แต่เมื่อกฎหมายป่าไม้หรือเขตอุทยานถูกประกาศภายหลัง สถานะของเขากลับกลายเป็น “ผู้บุกรุก” ในทางกฎหมาย ทั้งที่ในทางประวัติศาสตร์ชุมชน เขาอาจอยู่มาก่อนการกำหนดแนวเขตก็ได้

ปัญหายิ่งซับซ้อนเมื่อแนวเขตจังหวัด แนวเขตอำเภอ และเขต อบต. ทับซ้อนกัน บางพื้นที่ขึ้นทะเบียนบ้านกับอำเภอหนึ่ง แต่แนวเขตที่ดินถูกอ้างว่าอยู่ในอีกจังหวัดหนึ่ง การสำรวจออกเอกสารสิทธิ์บางครั้งเคยดำเนินการแล้ว แต่ถูกระงับด้วยเหตุผลเรื่องเขตปกครอง เมื่อไม่มีเอกสารสิทธิ์รองรับ แม้จะอยู่มาหลายชั่วอายุคน ชาวบ้านก็อยู่ในสภาพ “ลอยตัว” ทางกฎหมาย นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ในประเทศไทย แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดจากการจัดระเบียบที่ดินภายหลังความเป็นจริงในพื้นที่

กรณีช้างก็เช่นเดียวกัน เมื่อเกิดเหตุช้างเข้าพื้นที่เกษตรหรือหมู่บ้าน คนนอกพื้นที่อาจมองว่าเป็น “ช้างป่าจากภูหลวง” แต่คนในพื้นที่ตั้งคำถามถึงที่มา พฤติกรรม และระยะเวลาที่ช้างเข้ามา ความจริงเชิงพื้นที่อาจมีหลายมิติ ทั้งเรื่องเส้นทางอพยพ การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่า หรือแม้แต่ปัจจัยจากกิจกรรมมนุษย์ แต่ในกระแสสังคม บางครั้งประเด็นกลับขยายไปถึงการตรวจสอบที่ดินทำกินของชาวบ้าน จนเกิดความรู้สึกว่าเรื่องช้างกลายเป็นจุดตั้งต้นของการ “เช็คบิล” คนในพื้นที่

ในอีกด้านหนึ่ง ชาวบ้านที่พยายามปรับตัว เช่น ทำที่พักเล็ก ๆ ร้านอาหาร หรือกิจกรรมท่องเที่ยวชุมชน กลับถูกตั้งคำถามว่าเป็น “นายทุน” ทั้งที่ในมุมมองของเขา นี่คือความพยายามสร้างรายได้เสริมจากฐานทรัพยากรที่มีอยู่ คำถามสำคัญคือ กฎหมายต้องการให้ชาวบ้านทำเกษตรอย่างเดียวหรือไม่ หรือควรเปิดพื้นที่ให้เกิดรูปแบบเศรษฐกิจชุมชนที่สมดุลกับการอนุรักษ์

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับความจริงอีกด้านว่า เมื่อพื้นที่ถูกประกาศเป็นป่าสงวนหรืออุทยาน กฎหมายก็มีผลบังคับใช้ ไม่ว่าคนในพื้นที่จะเห็นด้วยหรือไม่ การอยู่มาก่อนโดยไม่มีเอกสารสิทธิ์ ไม่ได้ทำให้สิทธิเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติในทางกฎหมาย ทางออกจึงไม่ใช่การปฏิเสธกฎหมาย แต่คือการผลักดันให้มีการพิสูจน์สิทธิอย่างเป็นระบบ เช่น การสำรวจประวัติการอยู่อาศัยก่อนประกาศเขต การใช้มติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่ดินในเขตป่า และการจัดทำแผนบริหารจัดการร่วมระหว่างรัฐกับชุมชน

ประเด็นโรงโม่หินหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ถูกตั้งคำถามในพื้นที่เดียวกัน ก็สะท้อนความรู้สึกเรื่อง “ความเท่าเทียมในการบังคับใช้กฎหมาย” หากชาวบ้านถูกตรวจสอบ แต่กิจกรรมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ไม่ถูกพูดถึง ย่อมทำให้เกิดความสงสัยในความเป็นธรรม หลักนิติรัฐที่แท้จริงต้องใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ และตรวจสอบได้

คำถามว่า “ชาวบ้านไม่มีสิทธิ์รวยหรือ?” ในทางกฎหมาย คำตอบคือมีสิทธิ์ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบสิทธิในที่ดินที่ถูกต้อง หากไม่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิใช้ประโยชน์ตามกฎหมาย การขยายกิจกรรมเชิงพาณิชย์ย่อมเสี่ยงต่อการถูกดำเนินการ ทางออกที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่การเผชิญหน้า แต่คือการจัดสถานะที่ดินให้ชัดเจน สร้างกลไกอยู่ร่วมกันระหว่างป่ากับชุมชน และผลักดันนโยบายที่รับฟังเสียงคนพื้นถิ่นอย่างแท้จริง

ท้ายที่สุด กฎหมายควรเป็นเครื่องมือสร้างความสงบและความเป็นธรรม ไม่ใช่ความขัดแย้ง การแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนต้องใช้ข้อมูล ข้อเท็จจริง และความจริงใจจากทุกฝ่าย ทั้งรัฐ ชุมชน และภาคสังคม เพื่อให้ทั้งป่า ช้าง และคน อยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลในระยะยาว.

21/02/2026

ทางรอด รีสอร์ต คาเฟ่ ลานกางเต็นท์ หรือธุรกิจลักษณะเชิงพาณิชย์—- เมื่อได้รับหนังสือจาก ส.ป.ก. แล้วควรทำอย่างไร

ที่อยู่

119/38 ม. 5 ต. พลูตาหลวง อ. สัตหีบ
Chon Buri
20180

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ดร.พิมญาดา Achieve Inter Lawผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ดร.พิมญาดา Achieve Inter Law:

แชร์