สำนักคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

สำนักคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ทนายความผู้เชี่ยวชาญ ปัญหาความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ความรับผิดทางละเมิด คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ

บริการให้คำปรึกษาแนะนำกฎหมาย ว่าความทั่วราชอาณาจักร

1. รวบรวมพยานหลักฐาน นำเสนอพยานหลักฐานเพื่อทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงและแก้ข้อกล่าวหา กรณี
- ถูก ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริง
- ถูก สตง.ตรวจสอบหน่วยงาน แจ้งให้คืนเงิน ให้ดำเนินการวินัย อาญา
- ถูก ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริง
- ถูกตั้งกรรมการสอบสวนความผิดวินัยร้ายแรง
- ถูกตั้งกรรมการสอบสวนความรับผิดละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ

2. รวบรวมพยานหลักฐาน นำเสนอพย

านหลักฐานเพื่อทำหนังสือร้องทุกข์ อุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์ของข้าชราชการหน่วยงานต่างๆ เช่น
- คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)
- คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.)
- คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่น ( ก.อบต., ก.ทจ., ก.อบจ.,ก.พัทยา, ก.กทม.)
- คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.)
- คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม(ก.พ.ค.)

3. ฟ้องร้องดำเนินคดีแพ่ง อาญา ปกครอง เช่น
- เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
- คดีเลือกตั้ง
- ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาการเมือง
- คดีปกครอง เพิกถอน คำสั่ง ปลดออกจากราชการ ไล่ออกจากราชการ คำสั่งให้ชดใช้เงินค่าเสียหายตาม พรบ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ตลอดจน กฎ คำสั่ง และการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐ


"เราคือมืออาชีพในการใช้กฎหมายบังคับ"

ภัฏ พงศ์ธามัน
มือถือ : 099 241 9997
Email : [email protected]

09/06/2026
07/06/2026
06/06/2026

#คดีปกครอง
#ยุทธวิธีสู้ความรับผิดทางละเมิด

❇️ การต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่เป็นเพียง **"ความประมาทเลินเล่อธรรมดา"** (ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว) ถือเป็นหัวใจสำคัญ
ผมได้รวบรวม ตัวอย่างคดีที่ศาลปกครองและคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งตีความว่าพฤติการณ์ต่อไปนี้ 👉 "ไม่ถึงขั้นประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง"⁉️ ซึ่งสามารถนำไปเขียนเป็นกรณีศึกษา (Case Study) ได้ดังนี้
1️⃣ กรณีศึกษา: การละเลยการตรวจสอบของผู้บังคับบัญชาที่เพิ่งมารับตำแหน่ง⁉️
✅ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 357/2551
👉ข้อเท็จจริง: ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล (ผู้ฟ้องคดี) ถูกตั้งกรรมการสอบสวนและมีคำสั่งให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหาย โดยถูกกล่าวหาว่าละเลยปล่อยให้มีการลงรายงานเท็จในสมุดเงินคงเหลือประจำวัน และละเว้นไม่ทำบัญชีเงินคงเหลือฯ เป็นเหตุให้หัวหน้าส่วนการคลังสามารถยักยอกเงินของ อบต. ไปได้
👉 คำวินิจฉัยศาล: ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงพบว่า ปลัด อบต. ท่านนี้ **เข้ามาดำรงตำแหน่ง "ภายหลัง" จากที่ได้มีการยักยอกเงินเกิดขึ้นไปแล้ว** และเมื่อเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ก็ได้ทำงานจนกระทั่งพบความผิดปกติและนำไปสู่การตรวจสอบ ศาลและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ จึงฟังว่า พฤติการณ์เช่นนี้ไม่มีข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นถึงความจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการปฏิบัติหน้าที่ ปลัด อบต. จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว
👉 ประเด็นที่นำไปสู้ได้: กรณีผู้บริหารท้องถิ่นหรือข้าราชการที่เพิ่งย้ายมารับตำแหน่ง หากพบความผิดปกติที่สะสมมาก่อนหน้านี้ และได้พยายามตรวจสอบแล้ว แม้จะมีความบกพร่องบ้างในเรื่องการตรวจสมุดบัญชี ก็ถือเป็นเพียงความประมาทเลินเล่อธรรมดา

2️⃣ กรณีศึกษา: ข้อจำกัดทางเทคนิคและความผิดพลาดในการกำหนดราคากลาง⁉️
✅ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง สำนวนเลขที่ 2478/2557
👉 ข้อเท็จจริง: คณะกรรมการกำหนดราคากลางขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำหนดคุณลักษณะของรถยนต์บรรทุกแบบอเนกประสงค์ผิดพลาด โดย "ไม่ได้กำหนดน้ำหนักรวมของรถบรรทุกไว้" ทำให้ได้รถที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานครุภัณฑ์ของสำนักงบประมาณ และเจ้าหน้าที่ก็นำแบบรายละเอียดที่ทำพลาดนี้ไปใช้จัดซื้อจนเกิดความไม่ชัดเจน
👉 คำวินิจฉัย: คณะกรรมการฯ ชี้ว่า การนำแบบรายละเอียดที่ทำไว้ผิดพลาดมาดำเนินการต่อจนเกิดปัญหา ถือว่าพฤติการณ์เป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ **แต่ยังไม่ถึงขั้นประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง** จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ทางราชการ
👉 ประเด็นที่นำไปสู้ได้: ความผิดพลาดทางเอกสาร หรือการหลงลืมกำหนดสเปกทางเทคนิคบางประการโดยไม่มีเจตนาทุจริต เป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้ในการทำงาน จึงได้รับความคุ้มครอง

3️⃣ กรณีศึกษา: ทรัพย์สินสูญหายขณะไปปฏิบัติหน้าที่จุดอื่น⁉️
✅ คำพิพากษาศาลปกครองสุงสุดที่ อ. 79/2549
👉 ข้อเท็จจริง: ผู้ฟ้องคดีเป็น "นักการภารโรง" ซึ่งมีหน้าที่ดูแลสถานที่ แต่ในวันเกิดเหตุได้ไปเฝ้าระวังเหตุอยู่ในอาคารอื่นตามการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ต่อมาพบว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ในห้องคณะกรรมการนักศึกษาสูญหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ
👉 คำวินิจฉัยศาล: ศาลมองว่า การที่ภารโรงไปเฝ้าระวังเหตุอยู่อาคารอื่น ไม่อาจถือว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่ดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์ อีกทั้งไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติที่ภารโรงรู้หรือควรรู้แล้วไม่ป้องกันแก้ไข จึงรับฟังไม่ได้ว่าจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ภารโรงจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ราคาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่หายไป
👉 ประเด็นที่นำไปสู้ได้: การสูญหายของทรัพย์สินราชการ หากเจ้าหน้าที่ไม่ได้ละทิ้งหน้าที่โดยพลการ แต่กำลังไปปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายจุดอื่น และไม่มีสัญญาณเตือนภัยใดๆ ให้ระวังเป็นพิเศษ ถือว่าได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว

4️⃣ กรณีศึกษา: อุบัติเหตุทางรถยนต์จากเหตุสุดวิสัยหรือปัจจัยภายนอก⁉️
✅ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 10/2552
👉 ข้อเท็จจริง: เจ้าหน้าที่ขับรถยนต์ของทางราชการไปประสบอุบัติเหตุ หน่วยงานอ้างว่าเจ้าหน้าที่ขับรถเร็วเกินกว่าที่แจ้งไว้ จึงเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
👉 คำวินิจฉัยศาล: ศาลพิจารณาว่า แม้จะขับรถเร็วเกินไปบ้าง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีรถยนต์บรรทุกกระบะเร่งเครื่องแซงรถสิบล้อ "เข้ามาในช่องทางเดินรถของผู้ฟ้องคดีอย่างกะทันหันในระยะกระชั้นชิด" ในภาวะเช่นนั้น ไม่ว่าผู้ฟ้องคดีจะใช้ความระมัดระวังแม้เพียงเล็กน้อยอย่างไรก็ไม่อาจป้องกันความเสียหายได้ การอ้างเรื่องขับรถเร็วประการเดียวจึงไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าเป็นการขับรถด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
👉 ประเด็นที่นำไปสู้ได้: การเกิดอุบัติเหตุจากการปฏิบัติงาน หากมีปัจจัยภายนอกที่กะทันหันและไม่อาจควบคุมได้เข้ามาแทรกแซง แม้เจ้าหน้าที่จะมีส่วนผิดพลาดบ้าง (เช่น ขับเร็ว) ศาลก็มองว่าเป็นเพียงความประมาทเลินเล่อธรรมดา

ทุกท่านนำคำพิพากษาเหล่านี้ไปร้อยเรียงในคำฟ้องโดยชี้ให้ผู้อ่านเห็นว่า **"ความประมาทเลินเล่อธรรมดา"** คือความผิดพลาดหรือความเผลอเรอที่สามารถเกิดขึ้นได้กับปุถุชนคนทำงานทั่วไปตามวิสัยและพฤติการณ์ ซึ่งพยานหลักฐานเรื่อง "สภาพแวดล้อม" และ "ข้อจำกัดหน้างาน" คือกุญแจสำคัญที่ทนายความจะใช้ต่อสู้เพื่อดึงลูกความให้รอดพ้นจากการต้องชดใช้เงินส่วนตัวครับ

ต้องการคำปรึกษาแนะนำเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามได้ครับ
❤️ภัฏ พงศ์ธามัน❤️
☎️0877898239
#ทนายภัฏ #ภัฏ #ทุจริต #คดีทุจริต #คดีปกครอง #วินัย #พัสดุ #ปลดออก #ไล่ออก #อุทธรณ์ #ปปช. #สตง.

29/05/2026

🚫วิกฤตท้องถิ่นไทยภายใต้ร่มเงา "นักกฎหมายสร้างคดี" : ผลกระทบของการตรวจสอบต่อโครงสร้างพื้นฐานและกระบวนการยุติธรรมทางปกครอง⁉️
⛔️บทนำ
วาทกรรมระดับโลกที่ว่า "จากประเทศแห่งวิศวกร สู่ประเทศแห่งนักกฎหมาย" (From Land of Engineers to Land of Lawyers) สะท้อนภาพความถดถอยของประสิทธิภาพในการบริหารจัดการภาครัฐได้อย่างแหลมคม เมื่อนำกรอบความคิดนี้มาวิเคราะห์ระบบราชการไทย โดยเฉพาะใน **องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)** ซึ่งเป็นหน่วยงานด่านหน้าในการจัดทำบริการสาธารณะ จะพบว่าปัญหาดังกล่าวได้หยั่งรากลึกและสร้างวิกฤตเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง
ปัจจุบัน การดำเนินโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของ อปท. ถูกแช่แข็งด้วย "ความหวาดระแวง" จากการตรวจสอบขององค์กรอิสระ (เช่น สตง. และ ป.ป.ช.) ที่มักใช้แว่นตาของนักกฎหมายในการตีความระเบียบแบบเคร่งครัดตามตัวอักษร (Strict Compliance) มากกว่าการประเมินผลสัมฤทธิ์ของงาน
บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เปลี่ยนพื้นที่การพัฒนาให้กลายเป็นสนามเพลาะแห่งการฟ้องร้อง และเสนอทางออกเพื่อคืนสมดุลให้กับกระบวนการยุติธรรมทางปกครองและอาญา
ส่วนที่ 1: สภาวะ "แช่แข็ง" ท้องถิ่นด้วยวิธีคิดแบบนักกฎหมาย
ระบบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นของไทยถูกออกแบบมาให้ตอบสนองต่อปัญหาของประชาชนในพื้นที่อย่างรวดเร็ว (Engineer Mindset) แต่ในทางปฏิบัติกลับถูกครอบงำด้วยกลไกการตรวจสอบที่รวมศูนย์และยึดติดกับรูปแบบ (Lawyer Mindset)
⛔️การเปลี่ยนผ่านจาก "ผู้สร้าง" สู่ "ผู้ตั้งรับ"‼️
เมื่อระเบียบกฎหมาย โดยเฉพาะ พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มีความซับซ้อนและมีบทลงโทษทางอาญาที่รุนแรง บุคลากรของ อปท. เช่น ปลัด อปท., ผู้อำนวยการกองช่าง, หรือนายช่างโยธาผู้ควบคุมงาน จำเป็นต้องปรับโหมดการทำงานสู่ **การบริหารราชการแบบป้องกันตัว (Defensive Administration)** การตัดสินใจแก้ปัญหาหน้างานเพื่อขับเคลื่อนโครงการให้ลุล่วง ถูกแทนที่ด้วยการตั้งคณะกรรมการหารือข้อกฎหมายซ้ำซ้อน การชะลอการตรวจรับงาน หรือการยกเลิกสัญญาเพื่อตัดความเสี่ยงที่จะถูกชี้มูลความผิด ท้องถิ่นจึงตกอยู่ในสภาวะชะงักงัน เพราะการทำตามขั้นตอนจนงานล้มเหลว ปลอดภัยกว่าการแก้ปัญหาเพื่อให้งานสำเร็จแต่ผิดรูปแบบ
ส่วนที่ 2: วิเคราะห์ความท้าทายทางข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย⁉️
วิกฤตที่เกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ อปท. ล้วนมีจุดกำเนิดมาจากช่องโหว่และวิธีการบังคับใช้กฎหมายที่แยกขาดจากความเป็นจริงทางวิศวกรรม ดังนี้
1. กับดักระเบียบพัสดุ: เมื่อความยืดหยุ่นทางวิศวกรรมถูกตีความว่า "เอื้อประโยชน์"⁉️
ในงานก่อสร้าง ปัญหาหน้างาน (Site Conditions) ที่ไม่ตรงกับแบบรูปรายการเป็นเรื่องปกติทางวิศวกรรม การใช้ดุลพินิจปรับแก้แบบเพื่อให้โครงสร้างมีความมั่นคงแข็งแรงและก่อสร้างต่อไปได้ ถือเป็นความรับผิดชอบของช่างผู้ควบคุมงาน แต่ในมุมมองขององค์กรตรวจสอบ การปรับเปลี่ยนใดๆ ที่ไม่ผ่านกระบวนการแก้ไขสัญญาอย่างรัดกุมตามระเบียบ มักถูกตั้งข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่าเป็นการ "เอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้รับจ้าง" ซึ่งนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยและอาญา
2. มาตรฐานความรับผิดทางละเมิด: ปัญหา Hindsight Bias⁉️
ตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เจ้าหน้าที่จะต้องรับผิดส่วนตัวเมื่อกระทำการด้วย "ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" ปัญหาที่พบในทางปฏิบัติคือ คณะกรรมการสอบสวนความรับผิดทางละเมิดฯ มักใช้มุมมองแบบมองย้อนหลัง (Hindsight Bias) โดยนำผลของความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว ไปจับผิดการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ในอดีต ว่าไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามระเบียบ ทั้งที่ในขณะเกิดเหตุ การตัดสินใจเหล่านั้นอาจอยู่บนพื้นฐานของหลักวิชาการช่างที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว การเพ่งเล็งที่ "กระบวนการ" โดยละเลย "บริบททางเทคนิค" ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องแบกรับภาระการชดใช้เกินสมควร
3. เจตนาพิเศษในคดีอาญาทุจริตฯ: เส้นแบ่งที่พร่ามัว⁉️
ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือ พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐฯ (ฮั้วประมูล) ต้องการองค์ประกอบความผิดที่สำคัญคือ **"เจตนาพิเศษ"** (เพื่อให้เกิดความเสียหาย หรือโดยทุจริต) แต่ในกระบวนการตั้งเรื่องของ ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. บ่อยครั้งที่มีการเหมาประเมินว่า "การปฏิบัติผิดระเบียบ = มีเจตนาทุจริต" แม้เจ้าหน้าที่จะกระทำไปเพื่อประโยชน์สาธารณะและไม่ได้เบียดบังทรัพย์สินของรัฐเข้าตัวเลยก็ตาม
ส่วนที่ 3: บรรทัดฐานจากศาลอาญาคดีทุจริตฯ และศาลปกครอง
ในการต่อสู้คดีเพื่อปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐที่สุจริต บรรทัดฐานของศาลได้วางแนวทางที่ช่วยสร้างสมดุลระหว่างเจตนารมณ์ของกฎหมายกับผลสัมฤทธิ์ของงานไว้หลายประการ
🚫แนวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด:** ศาลมักวางหลักวินิจฉัยโดยชั่งน้ำหนักระหว่างข้อบกพร่องทางระเบียบกับประโยชน์ที่รัฐได้รับ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า การใช้ดุลพินิจปรับเปลี่ยนวัสดุหรือขั้นตอนทางวิศวกรรมของผู้ควบคุมงาน ทำไปเพื่อแก้ไขปัญหาหน้างานโดยสุจริต งานก่อสร้างมีความมั่นคงแข็งแรง และหน่วยงานของรัฐได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งปลูกสร้างนั้นอย่างเต็มที่ ศาลมักจะเพิกถอนคำสั่งเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยถือว่าไม่ใช่ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
🚫แนวคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ (อิงแนวคำพิพากษาศาลฎีกา):** ศาลได้วางบรรทัดฐานไว้อย่างชัดเจนว่า การปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาด ข้ามขั้นตอน หรือฝ่าฝืนระเบียบ หากไม่มีพยานหลักฐานชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของการรับผลประโยชน์ หรือไม่มีเจตนาพิเศษเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดได้รับความเสียหาย ย่อมเป็นเพียงการกระทำผิดวินัย ไม่เป็นความผิดทางอาญาฐานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต บรรทัดฐานนี้คือเกราะคุ้มครองสำคัญสำหรับคนทำงานที่ถูกลากเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพียงเพราะข้อผิดพลาดทางเทคนิค (Technical Error)
✅บทสรุปและข้อเสนอแนะ
การเปลี่ยนประเทศ (หรือท้องถิ่น) จาก "ไซต์งานก่อสร้าง" ที่เต็มไปด้วยการพัฒนา ให้กลายเป็น "ศาลขนาดใหญ่" ที่ทุกคนมัวแต่ฟ้องร้องจับผิดกัน เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากโครงสร้างการตรวจสอบที่แข็งกระด้าง เพื่อยกระดับและแก้ไขวิกฤตนี้อย่างยั่งยืน จึงมีข้อเสนอแนะ 3 ประการ:
1. เปลี่ยนผ่านสู่กระบวนการตรวจสอบแบบ Performance Audit 👉สตง. และหน่วยงานตรวจสอบ ต้องยกระดับการตรวจสอบจากเพียงการจับผิดระเบียบ (Compliance Audit) ไปสู่การตรวจสอบความคุ้มค่าและผลสัมฤทธิ์ของโครงการ หากโครงการสำเร็จ ประชาชนได้ประโยชน์ และไม่มีพยานหลักฐานการทุจริต ข้อผิดพลาดเชิงกระบวนการควรจบลงที่การปรับปรุงแก้ไข ไม่ใช่การดำเนินคดีทางอาญา
2. ประยุกต์ใช้หลัก "การคุ้มครองการตัดสินใจเชิงบริหาร" (Business Judgment Rule) 👉 ควรมีการผลักดันแนวคิดนี้เข้าสู่กฎหมายปกครองของไทย เพื่อเป็น "Safe Harbor" คุ้มครองเจ้าหน้าที่ อปท. และวิศวกร ว่าหากการตัดสินใจแก้ไขปัญหาหน้างานกระทำไปโดยสุจริต สมเหตุสมผล และมีหลักวิชาการรองรับ จะได้รับการคุ้มครองจากความรับผิดทางวินัยร้ายแรง ละเมิด และอาญา
3. การปรับใช้หลักความได้สัดส่วน (Proportionality Principle) ในกระบวนการยุติธรรม 👉 ศาลและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่างๆ ควรใช้หลักความได้สัดส่วนในการพิจารณาคดีอย่างเข้มข้นขึ้น โดยเปรียบเทียบระหว่างน้ำหนักของการละเมิดรูปแบบกระบวนการ กับผลประโยชน์สาธารณะที่เกิดขึ้นจริง
ประเทศชาติและท้องถิ่นจะเดินหน้าได้ ไม่ใช่ด้วยการยกเลิกกฎหมาย แต่คือการตีความและการบังคับใช้กฎหมายโดยเข้าใจธรรมชาติของเนื้องาน **"นักกฎหมายที่ดีต้องใช้กฎหมายเพื่อสนับสนุนให้วิศวกรสร้างชาติได้สำเร็จ ไม่ใช่ใช้กฎหมายเพื่อสร้างคดีและหยุดยั้งการพัฒนา"

ภัฏ พงศ์ธามัน
 087-7898239
#ภัฏพงศ์ธามัน #ทนายความภัฏ #ทนายภัฏ #ทนายคดีทุจริต #ทนายความผู้เชี่ยวชาญคดีทุจริต #คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

29/05/2026

ฉาวกระฉ่อนอุดรฯ! ปลัด อบต. หื่นกาม เมาจับก้นสาว 18 กลางงานกีฬา เตะลูกน้องสาวคาเก้าอี้ แฉประวัติแสบ "ขุนแผนเรียกพี่" พกปืนเข้าที่ทำงาน

เรื่องราวสุดช็อกเกิดขึ้นที่ อบต.แห่งหนึ่งใน อ.หนองหาน จ.อุดรธานี เมื่อชาวบ้านและผู้เสียหาย นำโดย น.ส.อ้อย (นามสมมติ) อายุ 18 ปี และเจ้าหน้าที่ อบต. หญิง 2 ราย เข้าร้องเรียนกับนายก อบต. และสื่อมวลชน ถึงพฤติกรรมสุดฉาวของ ปลัด อบต.

เหตุการณ์เกิดขึ้นภายในงานแข่งขันกีฬา เมื่อวันที่ 28-29 มีนาคม 2569

•เหยื่อรายแรก: น.ส.อ้อย สาววัย 18 ปี เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า หลังจากขึ้นรับรางวัลชนะเลิศวอลเลย์บอล ขณะกำลังเดินลงจากสแตนด์ จู่ๆ ปลัดฯ ซึ่งอยู่ในอาการมึนเมา ได้เดินตรงเข้ามาจับก้นและขย้ำอย่างแรง ท่ามกลางสายตาชาวบ้านนับร้อยคนที่ตกใจไม่คิดปลัดจะกล้าทำแแบบนี้พากันโห่ร้องไล่ เมื่อสอบถามกลับอ้างหน้าตาเฉยว่า "เป็นญาติกัน แค่หมั่นเขี้ยว (คันแข่ว)" น.ส.อ้อย ยืนยันไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัว เสียใจและอับอายมาก เข้าแจ้งความดำเนินคดีถึงที่สุด

•เหยื่อรายที่ 2 และ3 : เจ้าหน้าที่ อบต. หญิง 2 ราย เผยเหตุการณ์สุดระทึก ขณะเฝ้าทรัพย์สินตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ปลัดฯ ที่เมามายเดินเข้ามาเตะเก้าอี้ที่พวกเธอนั่งอยู่เต็มแรงจนตัวกระเด็น ตะโกนด่าทอไม่พอใจที่ไม่ไปเข้าแถวร่วมงานกีฬา ทั้งที่อธิบายแล้วก็ไม่ฟัง ทั้งสองร่ำไห้เสียใจ พ่อแม่ยังไม่เคยทำแบบนี้ ยืนยันเอาผิดถึงที่สุด

แฉประวัติไม่ธรรมดา!

ชาวบ้านเผย ปลัดฯรายนี้ย้ายมาแล้วนับสิบ อบต. มีเรื่องฉาวทุกที่ พฤติกรรมกร่าง จีบสาวไปทั่ว จนได้ฉายา "ขุนแผนเรียกพี่" เมาแล้วหอมแก้มสาวอบต.ที่มีผัวอยู่แล้ว และเคยถูกร้องเรียนหลายครั้งแต่เรื่องเงียบ เชื่อว่ามีอิทธิพลเพราะเป็นกรรมการท้องถิ่นจังหวัด ล่าสุดยังมีคลิปพกอาวุธปืนยาวเข้ามาเดินกร่างในสำนักงาน ทำเอาเจ้าหน้าที่ผวาไปตามๆ กัน ด้าน นายก อบต. รับปากตรวจสอบข้อเท็จจริง และจะตั้งกรรมการสอบสวนเรื่องที่เกิดขึ้น พร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

โดยวันพรุ่งนี้ (1 เมษายน 2569) ผู้เสียหายทั้ง 3 ราย เตรียมเดินทางเข้าร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ท้องถิ่นจังหวัด และร้องต่อนายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เพื่อให้ตั้งกรรมการสอบวินัยเด็ดขาดต่อไป......

29/05/2026

#ความผิดวินัย
❤️‍🔥อ่านข่าวนี้แล้ว เกี่ยวกับความผิดวินัย สำหรับพนักงานส่วนตำบล (รวมถึง ปลัด อบต.) จะต้องอยู่ภายใต้บังคับของ ประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัด (ก.อบต.จังหวัด) เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. 2558 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ซึ่งยึดโยงกับมาตรฐานทั่วไปที่ ก.อบต. กลาง กำหนดไว้
👨🏻‍⚖️ เมื่อนำพฤติการณ์ตามข่าวมาเทียบเคียงกับประกาศฯ ดังกล่าว สามารถแยกแยะฐานความผิดและอ้างอิงข้อระเบียบได้ดังนี้ครับ
1️⃣ ฐานความผิดทางวินัยจากพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น
1.1 กรณีลวนลามกระทำอนาจารหญิงสาว (อายุ 18 ปี) ในที่สาธารณะ
👉 อ้างอิง ข้อ 14: ห้ามพนักงานส่วนตำบลกระทำการอันเป็นการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment) ตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานทั่วไป
👉 อ้างอิง ข้อ 19 วรรคสอง: พนักงานส่วนตำบลต้องรักษาชื่อเสียงของตน และรักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสีย โดยการกระทำอนาจารในที่สาธารณะอย่างโจ่งแจ้ง ถือเป็นการ "กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง" ซึ่งเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
1.2 กรณีทำร้ายร่างกาย ข่มเหง และด่าทอผู้ใต้บังคับบัญชา (เตะเก้าอี้)
👉 อ้างอิง ข้อ 12 วรรคหนึ่งและวรรคสอง: พนักงานส่วนตำบลต้องสุภาพเรียบร้อย รักษาความสามัคคี และต้องช่วยเหลือกันในการปฏิบัติราชการระหว่างพนักงานส่วนตำบลด้วยกันและผู้ร่วมปฏิบัติราชการ การกลั่นแกล้ง กดขี่ หรือข่มเหงกันในการปฏิบัติราชการ เป็นความผิดวินัย
👉 อ้างอิง ข้อ 19 วรรคสอง: หากการข่มเหงหรือทำร้ายร่างกายนั้นมีความรุนแรง หรือเกิดจากการใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิดจนเกิดความเสียหายต่อสภาพจิตใจและร่างกายของผู้ใต้บังคับบัญชา อาจถูกยกระดับเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานประพฤติชั่วได้เช่นกัน
1.3 กรณีเมาสุราขณะปฏิบัติหน้าที่ และพกพาอาวุธปืนเข้ามาในสถานที่ราชการ
👉 อ้างอิง ข้อ 19 วรรคสอง (ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง): * การดื่มสุราจนเมามายและขาดสติในงานราชการ (งานกีฬา อบต.) จนเป็นเหตุให้กระทำความผิดอื่นตามมา ถือเป็นการเสพสุราจนเสียราชการและประพฤติชั่ว
👉 การพกพาอาวุธปืนยาวเข้ามาเดินในสำนักงาน เป็นการแสดงพฤติกรรมข่มขู่ คุกคาม สร้างความหวาดผวาแก่เจ้าหน้าที่และประชาชน ซึ่งวิญญูชนทั่วไปย่อมเล็งเห็นได้ว่าเป็นการกระทำที่เสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของตำแหน่ง "ปลัด อบต." อย่างร้ายแรง
2️⃣ หลักเกณฑ์การดำเนินการทางวินัย (สำหรับนายก อบต. และคณะกรรมการสอบสวน)
⛔️ เมื่อปรากฏเป็นข่าวโด่งดังและมีผู้เสียหายเข้าร้องเรียน ผู้มีอำนาจ (นายก อบต.) จะต้องดำเนินการตามหมวดการดำเนินการทางวินัย ดังนี้ครับ
👉 การตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง (อ้างอิง ข้อ 26): เมื่อกรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าพนักงานส่วนตำบลกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง (ตามพฤติการณ์ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงข้างต้น) นายก อบต. ต้องมีคำสั่งแต่งตั้ง "คณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง" ทันที เพื่อดำเนินการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน และให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
👉 การสั่งพักราชการ หรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน (อ้างอิง หมวด 7 การสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน):
‼️ ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหามีตำแหน่งเป็น ปลัด อบต. ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของข้าราชการประจำ อาจมีอิทธิพลต่อพยานบุคคล (ซึ่งเป็นลูกน้องใน อบต.) หรืออาจเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน นายก อบต. มีอำนาจสั่งให้ "พักราชการ" หรือ "ให้ออกจากราชการไว้ก่อน" เพื่อรอฟังผลการสอบสวนได้ เพื่อให้การสอบสวนเป็นไปอย่างอิสระและเป็นธรรมต่อผู้เสียหาย
❤️‍🔥 ข้อสังเกตเพิ่มเติม: ในคดีนี้ ผู้เสียหายได้เตรียมเข้าร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดและศูนย์ดำรงธรรมด้วย หากนายก อบต. ละเว้นหรือไม่เร่งดำเนินการตามระเบียบข้างต้น นายก อบต. เองอาจมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ (ม.157) และทางจังหวัด (โดยนายอำเภอหรือผู้ว่าราชการจังหวัด) สามารถใช้อำนาจกำกับดูแล สั่งการให้ อบต. ดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาดได้ครับ

29/05/2026

#เสพข่าวแล้ววิเคราะห์
ในฐานะผู้คร่ำหวอดด้านกฎหมายปกครองและกฎหมายท้องถิ่น และเคยแก้ไขปัญหากรณีนายก อปท.แห่งหนึ่งสั่งงดเก็บค่าจัดเก็บขยะ ผมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรณีที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง (บิ๊กแจ๊ส) นายก อบจ.ปทุมธานี มีนโยบายสั่งงดเก็บภาษีน้ำมัน 4.45 สตางค์ต่อลิตร เป็นเวลา 3 เดือน เพื่อลดภาระประชาชน ซึ่งสามารถวิเคราะห์ประเด็นความสุ่มเสี่ยงทางกฎหมายได้ดังนี้ครับ

1️⃣ ฐานอำนาจตามกฎหมายในการจัดเก็บภาษี
ตามพ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 (มาตรา 64) และที่แก้ไขเพิ่มเติม อบจ. มีอำนาจออก "ข้อบัญญัติ" เพื่อเก็บภาษีบำรุง อบจ. จากการค้าปลีกน้ำมันและยาสูบได้ไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด (น้ำมันไม่เกิน 10 สตางค์ต่อลิตร)
ข้อเท็จจริง: ปัจจุบัน อบจ.ปทุมธานี มีข้อบัญญัติจัดเก็บอยู่ที่ 4.45 สตางค์ต่อลิตร

2️⃣ วิเคราะห์ประเด็นปัญหาความผิดและข้อจำกัดทางกฎหมาย
แม้เจตนาของนายก อบจ. จะเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ในทางกฎหมายมหาชนมีหลักการสำคัญคือ **"ไม่มีกฎหมายไม่มีอำนาจ"** ซึ่งนโยบายนี้อาจเผชิญอุปสรรคดังนี้:
❤️ อำนาจในการ "งด" หรือ "ลด" ภาษี:
กฎหมายให้อำนาจ อบจ. ในการ "จัดเก็บ" ตามข้อบัญญัติ แต่ไม่ได้ให้อำนาจฝ่ายบริหาร (นายก อบจ.) ในการสั่งระงับการจัดเก็บตามอำเภอใจได้ทันที การจะงดเก็บต้องไปแก้ไขที่ตัว "ข้อบัญญัติจังหวัด"ซึ่งต้องผ่านความเห็นชอบจากสภา อบจ. และผู้ว่าราชการจังหวัดก่อน หากสั่งการด้วยวาจาหรือประกาศนโยบายโดยไม่แก้กฎหมายลูก จะถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
❤️ ความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ (ป.อาญา ม.157):
การงดเก็บภาษีคือการทำให้รายได้ของรัฐหายไป หากไม่มีกฎหมายรองรับให้ยกเว้นได้ นายก อบจ. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอาจถูกตั้งข้อหาละเว้นการจัดเก็บรายได้ นำไปสู่การสอบสวนจาก ป.ป.ช. หรือ สตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน)
❤️ ประเด็นวินัยการเงินการคลัง:
รายได้จากภาษีน้ำมันถูกบรรจุไว้ในงบประมาณรายรับของ อบจ. แล้ว การหายไปของรายได้ส่วนนี้อาจส่งผลกระทบต่อแผนการใช้จ่ายงบประมาณที่อนุมัติไว้ ซึ่งขัดต่อ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
❤️ บทสรุปเชิงวิชาการ
หากนายก อบจ. ต้องการดำเนินการให้ถูกระเบียบ "ไม่สามารถสั่งการได้โดยลำพัง" แต่ต้องใช้วิธีเสนอ "ร่างข้อบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม"ต่อสภา อบจ. เพื่อขอลดอัตราภาษีลงเหลือ 0 สตางค์เป็นการชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติมักทำได้ยากเพราะกระทรวงมหาดไทยมีระเบียบควบคุมการจัดเก็บรายได้ที่เข้มงวด และอาจถูกตีความว่าเป็นนโยบายที่สร้างภาระต่องบประมาณเกินสมควรครับ

ที่อยู่

414 หมู่ 1 ตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดChiang Mai
Choeng Doi
50220

เบอร์โทรศัพท์

+66877898239

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักคดีทุจริตและประพฤติมิชอบผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง สำนักคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ:

แชร์