สำนักงานกฎหมายอภิรักษ์เสรีทนายความ ทนายความจังหวัดเชียงใหม่ Notary Public

สำนักงานกฎหมายอภิรักษ์เสรีทนายความ ทนายความจังหวัดเชียงใหม่ Notary Public สำนักงานกฎหมายอภิรักษ์เสรีทนายความ
Lawyer & Notary Public

สำนักงานกฎหมายอภิรักษ์เสรีทนายความ สถานที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ให้บริการ ให้คำปรึกษากฎหมายแก่บุคคลทั่วไปและเป็นที่ปรึกษากฏหมายแก่องค์กรธุรกิจ รับว่าความทั่วราชอาณาจักร เกี่ยวกับคดีดังต่อไปนี้
- รับเป็นทนายความ ว่าความคดีแพ่งและคดีอาญา
- รับเป็นทนายความ ว่าความในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
- รับเป็นทนายความ ว่าความในศาลปกครอง
- รับปรึกษาความ
- รับทำสัญญาประเภทต่างๆ
- รับทำพินัยกรรม


- ร้องขอศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก
- ร้องขอศาลทำนิติกรรมสัญญาต่างๆ แทนผู้เยาว์
- ร้องขอศาลมีคำสั่งเป็นบุคคลไร้ความสามารถ
- ร้องขอศาลมีสั่งเป็นบุคคลเสมือนไร้ความสามารถ

รับรองเอกสาร Notarial Services Attorney (Notary Public)
เรายินดีให้บริการท่าน

ติดต่อทนายความ
..............สถานที่ติดต่อ สำนักงานกฎหมายอภิรักษ์เสรีทนายความ 588/19 ถนนเจริญเมือง(อยู่หัวมุมสี่แยกหนองประทีป) ต.ท่าศาลา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50000 โทร 053-246840, มือถือ 063-6273416 (ในเวลาทำการ)
...............APIRAGSERI LAW OFFICE 588/19 CHAROEN MUEANG ROAD(NHONGPHA TEEP INTERSECTION ) T.THASALA A.MUEANG CHIANGMAI THAILAND 50000 Tel.053-246840 , Mobile 063-6273416 (During working hours)
E-mail: [email protected]

31/12/2025

The office will be closed for the New Year holidays from December 31, 2025 to January 5, 2026

หยุดปีใหม่ 31 ธ.ค. 68 - 5 ม.ค. 69

✏️การที่เจ้าหนี้ทวงหนี้ผ่านช่องทางออนไลน์ คนทั่วไปยังเข้าใจผิดอยู่มาก และแม้แต่นักกฎหมายด้วยกันเองก็ยังมีสับสนบ้างพอสมคว...
28/12/2025

✏️การที่เจ้าหนี้ทวงหนี้ผ่านช่องทางออนไลน์ คนทั่วไปยังเข้าใจผิดอยู่มาก และแม้แต่นักกฎหมายด้วยกันเองก็ยังมีสับสนบ้างพอสมควร ว่าหากเป็นการโพสต์ทวงผ่านช่องทางออนไลน์แล้วจะมีความผิดหมด ซึ่งเรื่องนี้ไม่เป็นความจริงเลย เป็นการเข้าใจผิดที่เกิดจากการรับข้อมูลไม่ครบถ้วน
โดยความเข้าใจผิดลักษณะนี้มักเกิดมาจากการที่ตกใจกับกฎหมาย พ.ร.บ.ทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 รวมถึงการโพสต์คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวกับการทวงหนี้โดยประจานลูกหนี้ของบรรดานักกฎหมาย แล้วไม่มีคนมาอธิบายรายละเอียดให้ชัดเจน ทำให้คนทั่วไปหลงเข้าใจผิดว่า เจ้าหนี้ทวงหนี้ผ่านทางโซเชียล หรือช่องทางออนไลน์ใดๆ ไม่ได้อีกแล้วเพราะมันผิดกฎหมาย ซึ่งความจริงแล้วสามารถโพสต์ทวงลูกหนี้ได้ตามปกติ แต่ต้องไม่เป็นการทวงโดยทำในสิ่งที่กฎหมายห้าม ซึ่งมี 4 กรณีสำคัญที่ควรเข้าใจดังนี้

-------------

🟡1. ฐานะความสัมพันธ์ของเจ้าหนี้กับลูกหนี้ ต้องไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ประเภทมีอาชีพปล่อยเงินกู้ หรือธุรกิจสินเชื่อ สถาบันการเงิน ไฟแนนซ์ บริษัทรับจ้างทวงหนี้ เพราะกฎหมาย พ.ร.บ.ทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 นั้น ห้ามเฉพาะคนกลุ่มนี้ว่าอย่าทวงหนี้ผิดวิธี แต่ไม่ได้ห้ามบุคคลธรรมดาทั่วไป หากกลุ่มคนที่กฎหมายบังคับนี้ไม่ปฏิบัติตามวิธีการทวงหนี้ที่กำหนดไว้ จะมีความผิดอาญากับกลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ เช่น...

- การทวงถามหนี้กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ลูกหนี้/ผู้ค้ำประกัน/ผู้ที่ลูกหนี้แจ้งไว้ โทษจำคุกสูงสุด 5 ปี หรือปรับสูงสุด 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

- การทวงถามหนี้เกินเวลาที่กำหนด วันจันทร์ถึงศุกร์ 8:00-20:00 น. โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท

ดังนั้น ถ้าเป็นกรณี เพื่อนยืมเงินเพื่อน ญาติยืมเงินญาติ หุ้นส่วนยืมเงินหุ้นส่วน บุคคลเหล่านี้ที่ไม่ใช่กลุ่มบุคคลทำอาชีพปล่อยเงินกู้ สินเชื่อ ตามที่กฎหมายบังคับ ก็ไม่ต้องปฏิบัติตามข้อห้ามใดๆ ที่กฎหมายฉบับนี้กำหนด สามารถทวงหนี้โดยการโพสต์บอกกล่าวลูกหนี้ได้ตามสมควร
🟡2. ต้องเป็นการทวงโดยมีเจตนาทวงหนี้คืนจริงๆ ไม่ใช่มีเจตนาแอบแฝงอยากประจานลูกหนี้ให้เสื่อมเสียชื่อเสียงหรือถูกดูหมิ่นเกลียดชังจากผู้อื่น เพราะจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 ได้ ซึ่งบางครั้งเจ้าหนี้อาจเคยทวงหนี้กับลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ไม่ยอมคืน หรือพูดจาไม่ดีใส่เจ้าหนี้ จนทำให้เจ้าหนี้เสียใจ โกรธ เลยอยากระบายเอาคืนด้วยการโพสต์ทวงหนี้พร้อมกันกับประจานลูกหนี้ไปด้วยในตัว เผื่อลูกหนี้จะรีบหามาคืน กรณีอย่างนี้ห้ามทำเด็ดขาด เพราะกฎหมายมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต ซึ่งมีคำพิพากษาบอกว่าผิดหลายคดีด้วยกัน เช่น

🔸คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7256/2567
จำเลยโพสต์ข้อความและแสดงภาพถ่ายของโจทก์ในโปรแกรมประยุกต์เฟซบุ๊ก ย่อมทำให้ผู้ที่รู้จักโจทก์เข้าใจว่าโจทก์เป็นคนโกง เป็นหนี้แล้วไม่ชำระคืน เป็นคนหลอกลวงจึงเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง หากจำเลยเห็นว่าโจทก์มีเจตนาที่จะไม่ชำระหนี้แก่จำเลย จำเลยควรต้องใช้สิทธิดำเนินคดีแก่โจทก์เพื่อขอให้บังคับโจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยตามกฎหมาย มิใช่ใช้วิธีลงข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาทและรูปภาพโจทก์ การกระทำของจำเลยถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริตอันจะเป็นเหตุยกเว้นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 329 (1) (3)
แต่...ถ้าเจ้าหนี้โพสต์ทวงหนี้กับลูกหนี้โดยสุจริตและใช้ถ้อยคำเพียงการแจ้งเตือนแก่ลูกหนี้ โดยไม่มีการพูดจาว่าร้าย ใส่ความให้ลูกหนี้ให้เสียหาย อย่างนี้เจ้าหนี้ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท สามารถโพสต์ทวงหนี้ได้ เช่น

🔸คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 786/2566
จำเลยให้เงินโจทก์ไปลงทุนในกิจการของโจทก์มีลักษณะเป็นการอำพรางการให้กู้ยืมเงินโดยมีการเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทน แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฎว่า จำเลยประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลอันเป็นการให้กู้ยืมเงินแก่ลูกค้าโดยเรียกดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการ อีกทั้งไม่ปรากฎว่าจำเลยเป็นผู้ให้บริการกู้ยืมเงินแก่บุคคลอื่นอีก อันมีลักษณะเป็นการกระทำในทางการค้าปกติของตน คงได้ความแต่เพียงว่า จำเลยให้โจทก์กู้ยืมเงินไปกว่า 2 ครั้งขึ้นไปในช่วงระยะเวลาไล่เลี่ยและต่อเนื่่องกันโดยมีการเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนเท่านั้น จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค หรือเป็นเจ้าหนี้อื่นซึ่งมีสิทธิรับชำระหนี้อันเกิดจากการกระทำที่เป็นทางการค้าปกติหรือเป็นปกติธุระของเจ้าหนี้้ จำเลยมิใช่ผู้ทวงถามหนี้ตามความหมายของมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ.2558
ข้อความตามฟ้องที่จำเลยฝากข้อความทางโทรศัพท์และเขียนจดหมายถึงโจทก์ผ่านพนักงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ รวมทั้งข้อความที่จำเลยพิมพ์ส่งทางโทรศัพท์หรือเอสเอ็มเอสไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของบริษัทโจทก์สรุปได้ความว่า จำเลยจะนำเช็คของโจทก์ 3 ฉบับ เข้าบัญชีของจำเลย พร้อมทั้งทวงถามเงินที่โจทก์เคยขอยืมจากจำเลยว่าจะคืนได้เมื่อใด ถ้าเกิดเช็คเด้ง จำเลยมีความจำเป็นต้องไปแจ้งความขอให้โจทก์ช่วยชำระเงินคืนตามสัญญา กรณีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ทวงถามให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์มีหนี้ค้างชำระและโจทก์ออกเช็คให้แก่จำเลยไว้เพื่อชำระหนี้ดังกล่าว ข้อความที่จำเลยฝากหรือส่งไปยังโจทก์ตามฟ้องจึงเป็นแค่การเตือนโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ให้ชำระหนี้ อันเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของจำเลยในฐานะเจ้าหนี้ที่จะกระทำได้ตามกฎหมาย หาใช่ถ้อยคำร้ายแรงถึงขนาดที่จะทำให้ผู้ฟังหรือผู้พบเห็นข้อความเข้าใจได้ว่า โจทก์มีความประพฤติไม่เหมาะสมเกี่ยวกับการชำระหนี้หรือทำการบริหารกิจการผิดพลาด หรือมีปัญหาหนี้สินส่วนตัวจำนวนมากจนทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ อันจะทำให้โจทก์ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังไม่
🟡3. เจ้าหนี้ต้องไม่โพสต์ทวงโดยนำภาพของลูกหนี้ไปสร้าง ตัดต่อ เผยแพร่ภาพตัดต่อ ประกอบการทวงหนี้อันทำให้ลูกหนี้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอายลงในระบบคอมพิวเตอร์ด้วย เพราะจะเป็นการกระทำความผิดตาม มาตรา 16 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 นอกเหนือจากความผิดฐานหมิ่นประมาทเพิ่มขึ้นอีกข้อหาได้ โดยมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่เป็นความผิดอันยอมความได้
🟡4. หากการโพสต์ทวงหนี้โดยสุจริต แต่มีการนำภาพสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของลูกหนี้ ที่ให้ไว้เป็นหลักฐานประกอบสัญญากู้ยืมเงินแก่เจ้าหนี้นำไปเผยแพร่ด้วย คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ได้ให้ความเห็นว่าเป็นการใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน หรือเพื่อกิจกรรมในครอบครัวของบุคคลนั้น อันกำหนดเป็นข้อยกเว้นตาม มาตรา 4 (1) พ.ร.บ.ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ไม่ให้นำกฎหมายฉบับนี้มาใช้กับการดังกล่าว
ดังนั้น การที่เจ้าหนี้โพสต์ทวงหนี้โดยมีการนำภาพสำเนาบัตรประชาชนลูกหนี้ สัญญากู้ยืมติดไปด้วย จึงไม่ผิดกฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (PDPA) แต่อย่างใด

------------

📌ดังนั้น เจ้าหนี้โพสต์ทวงหนี้ลูกหนี้ผ่านทางโซเชียล หรือช่องทางออนไลน์เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ไม่ผิดกฎหมาย เพียงแต่อย่าทวงด้วยวิธีการที่กฎหมายห้ามตามที่กล่าวมาเหล่านี้ในการทวงดังกล่าว

⭕️คำแนะนำ : หากอยากโพสต์ทวงหนี้ลูกหนี้ ควรปรึกษานักกฎหมาย ทนายความก่อนลงมือกระทำจะดีกว่า หรือควรให้ทนายความส่งโนติสหรือหนังสือบอกกล่าวทวงถาม จะได้ไม่เสี่ยงในการที่จะพลั้งเผลอกระทำอะไรเกินเลยไปกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ อันอาจผิดกฎหมายได้

📣การติดกล้องวงจรปิด CCTV ที่บ้าน เพื่อรักษาความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สินไม่ใช่การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลผู้อื่น หากถ่ายต...
21/12/2025

📣การติดกล้องวงจรปิด CCTV ที่บ้าน เพื่อรักษาความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สินไม่ใช่การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลผู้อื่น หากถ่ายติดใครในกล้อง อย่าเข้าใจผิด !!!

----------
✏️ข้อมูลที่บันทึกจากกล้องวงจรปิด CCTV เป็นข้อมูลส่วนบุคคลไหม ?
คลิปวีดีโอ หรือภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด CCTV ที่แสดงถึงตัวใบหน้า รูปร่างหน้าตาของบุคคลที่ถ่ายติดมาในกล้องนั้น กฎหมายจัดว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคลในรูปของข้อมูลชีวภาพ ซึ่งสามารถใช้ระบุตัวบุคคลได้ตามกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (PDPA) ก็ตาม
แต่กฎหมายดังกล่าว ได้กำหนดบทยกเว้นเอาไว้ ว่าการกระทำในลักษณะใดที่ไม่ถือว่าเป็นการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลเอาไว้หลายประการด้วยกัน ทำให้การติดตั้งกล้องวงจรปิด CCTV จึงไม่เป็นความผิดฐานละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายไปเสียทุกรณีได้

---------
❤️จึงแยกกรณีการติดกล้องวงจรปิดออกเป็น 2 กรณี ดังนี้

✏️1. การติดตั้งกล้องวงจรปิด CCTV เพื่อใช้ประโยชน์ส่วนตนหรือกิจกรรมในครอบครัว
= กรณีเป็นบุคคลธรรมดาที่ติดตั้งกล้องวงจรปิด CCTV ไว้ในบริเวณที่อยู่อาศัย บ้าน อาคารของตนเอง เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยของบุคคลในครอบครัว และทรัพย์สินของตนเอง กฎหมายถือว่าเป็นการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์ส่วนตน หรือกิจกรรมในครอบครัว เข้ายกเว้นตาม มาตรา 4(1) พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ PDPA ไม่เป็นการะละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลหากถ่ายติดบุคคลอื่นเข้ามาในกล้อง ไม่ต้องขอความยินยอมจากคนที่ถูกถ่ายติด และไม่อยู่ในบังคับในการจัดเก็บรวบรวม การนำข้อมูลไปใช้ และการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล ให้เป็นไปตามวิธีการที่กฎหมายฉบับนี้กำหนดแต่อย่างใด ดังนั้น การติดกล้องวงจรปิดในกรณีนี้จึงไม่ผิดกฎหมาย PDPA ไม่ต้องกังวลใดๆ ทั้งสิ้น
✏️2. การติดตั้งกล้องวงจรปิด CCTV เพื่อประโยชน์ของร้านค้า บริษัท องค์กร หน่วยงานต่างๆ
= ร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ โรงแรม รีสอร์ท บริษัท องค์กร และหน่วยงานต่างๆ พวกเขาเหล่านี้ไม่ถือว่าเป็นการใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือเพื่อกิจกรรมในครอบครัว จะไม่ได้รับการยกเว้นตาม มาตรา 4(1) พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ ทำให้ร้านค้า องค์กรต่างๆ เหล่านี้ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายในเรื่องเกี่ยวกับการจัดเก็บรวบรวม การนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ และการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล ของผู้มาใช้บริการ ให้เป็นไปตามกฎหมายกฎหมายกำหนด ซึ่งหากมีการนำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้มาใช้บริการดังกล่าวไปใช้โดยมิชอบ หรือทำข้อมูลรั่วไหลจะมีความผิดตามกฎหมายฉบับนี้ได้
เพียงแต่ร้านค้า บริษัท องค์กร หน่วยงานเหล่านี้ ไม่ต้องดำเนินการขอความยินยอมในการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลอันเกิดจากการที่กล้องถ่ายติดตัวบุคคลที่เข้ามาใช้บริการในพื้นที่ดังกล่าวเสียก่อน เพราะเป็นกรณีเข้าข้อยกเว้นของกฎหมายตามมาตรา 24, 25, 26 ให้ไม่ต้องขอความยินยอม หากเป็นการกระทำเพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล หรือจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ป้องกันโจรขโมย หรือใช้เป็นหลักฐาน หากมีผู้กระทำความผิดใดๆ ตามกฎหมายในพื้นที่ดังกล่าว

-----------
📌สรุป
🟡1. ติดกล้อง CCTV รักษาความปลอดภัยในบริเวณบ้านของตนเอง > ไม่ต้องขอความยินยอมใคร ไม่ต้องดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กฎหมายบังคับ
🟡2. ติดกล้อง CCTV รักษาความปลอดภัยของร้านค้า องค์กร หน่วยงาน > ไม่ต้องขอความยินยอมของผู้มาใช้บริการ แต่ต้องดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กฎหมายบังคับเอาไว้

02/12/2025

📝คำว่า "ต้องโทษจำคุก" อันนี้คือติดคุกจริงๆ หรือรวมถึงการรอลงอาญาด้วย ?
----------------

คำว่า "ต้องโทษจำคุก" ไม่ได้หมายถึงการติดคุกจริงๆ เสมอไป แต่เป็นการกำหนดโทษของศาล และไม่รวมการรอลงอาญา เพราะคำว่า "รอลงอาญา" เป็นถ้อยคำที่ไม่มีอยู่ในกฎหมายแต่เป็นคำเรียกเพื่อสะดวกแก่การสื่อสารกับคนทั่วไปในกลุ่มนักกฎหมาย
ซึ่งในตัวบทกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 แล้วจะมีเพียงคำว่า "รอการกำหนดโทษ" และ "รอการลงโทษ" เท่านั้น ซึ่งจะมีความหมายแตกต่างกันดังนี้
✏️1. "รอการกำหนดโทษ" คือการที่ศาลมีคำพิพากษาตัดสินว่าจำเลยมีความผิด แต่ยังไม่ระบุโทษว่าจะลงโทษอะไร เท่าใด (โทษ 5 สถาน ประหาร จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์สิน) ซึ่งถ้าหากจำเลยไปกระทำความผิดความใหม่ภายในไม่เกิน 5 ปี จากที่ศาลรอการกำหนดโทษเอาไว้ ศาลคดีใหม่จะเป็นคนกำหนดโทษในคดีเดิมและคดีใหม่รวมกัน
✏️2. "รอการลงโทษ" คือการที่ศาลมีคำพิพากษาตัดสินว่าจำเลยมีความผิด และระบุให้ลงโทษที่แน่นอน รวมถึงจำนวนโทษว่ามากน้อยเท่าใดแต่ยังไม่เอาโทษที่กำหนดนั้นมาลงแก่จำเลย ซึ่งหากจำเลยทำผิดใหม่ภายในไม่เกิน 5 ปีจากที่ศาลรอการลงโทษ ศาลจะนำเอาโทษที่กำหนดไว้แล้วมาลงแก่จำเลยทันที แต่ถ้าพ้นระยะเวลาไม่เกิน 5 ปีนั้นไปแล้ว จำเลยไม่ได้ไปทำผิดใหม่อีก โทษที่ศาลกำหนดแต่รอการลงโทษเอาไว้ ก็จะหายไปเลยทำให้จำเลยเป็นอิสระไม่ต้องถูกจำคุก

Send a message to learn more

📣ข้อหาลักทรัพย์ในพื้นที่อุทกภัย ถือเป็นเหตุฉกรรจ์โทษหนักกว่าข้อหาลักทรัพย์ธรรมดา---------------โดยปกติความผิดฐานลักทรัพย...
28/11/2025

📣ข้อหาลักทรัพย์ในพื้นที่อุทกภัย ถือเป็นเหตุฉกรรจ์โทษหนักกว่าข้อหาลักทรัพย์ธรรมดา
---------------

โดยปกติความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 จะมีอัตราโทษอยู่ที่
= จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท

แต่ถ้าเป็นการลักทรัพย์ที่มีพฤติการณ์ชั่วช้าในจิตใจอย่างกรณี ลักทรัพย์ในบริเวณพื้นที่มีอุทกภัยหรืออาศัยมีโอกาสที่มีเหตุเช่นว่านั้น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(2) พูดง่ายๆ ว่าลักทรัพย์ในพื้นที่น้ำท่วมนั่นแหละ อย่างนี้โทษจะหนักกว่าฐานลักทรัพย์ธรรมดาคือ
= จำคุกตั้งแต่ 1 - 5 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000 - 100,000 บาท

แต่ถ้าการลักทรัพย์ดังกล่าวกระทำไปโดย "ความจำใจ" หรือ "ความยากจน" และทรัพย์ที่ลักไปนั้นมีราคาเล็กน้อย ศาลจะใช้ดุลพินิจลดโทษนำโทษในมาตรา 334 คือลักทรัพย์ธรรมดามาลงโทษผู้กระทำความผิดก็ได้ พูดง่ายๆ ว่า ถ้าทำเพราะหิวโหยอดอยากแล้วทรัพย์นั้นเป็นของกินมูลค่าไม่กี่บาท ศาลก็อาจพิจารณาไม่นำบทลงโทษของลักทรัพย์ในพื้นที่น้ำท่วมมาใช้ก็ได้นั่นเอง

26/11/2025

แฟนเอาแหวนไปจำนำโดยไม่ได้รับอนุญาตแจ้งความเอาผิดได้ไหม ?

----------
การที่แฟน หรือคู่รักที่คบหากัน แต่ยังไม่ได้แต่งงานอยู่กินกันฉันสามีภริยา หากแฟนแอบนำแหวนไปจำนำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอีกฝ่าย และมีเจตนาไม่ไปไถ่ถอนคืน การกระทำโดยการแอบลักเอาแหวนไปดังกล่าวเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 มีความผิดอาญาตามกฎหมาย สามารถแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีกับอีกฝ่ายได้
แต่หากข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปว่าทั้งคู่เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย (จดทะเบียนสมรส) กรณีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 71 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์สินอย่างความผิดฐานลักทรัพย์ มาตรา 334 ที่ผู้ลงมือกระทำเป็นสามีหรือภริยา ให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดที่ไม่ต้องรับโทษตามกฎหมาย
พูดง่ายๆ ว่า ถ้าผัวเมียลักทรัพย์สินของกันและกันไม่ต้องรับโทษตามกฎหมายในเรื่องลักทรัพย์ในคดีอาญานั่นเอง

25/11/2025

📣เจ้าหนี้หลายคนฟ้องลูกหนี้คนเดียวกันพร้อมกัน ไม่ใช่ฟ้องซ้อน อย่าเข้าใจผิด !!!

------------
คนธรรมดาทั่วไปอาจเข้าใจผิดได้ ว่าตนเองถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีแพ่งกับศาลแล้ว หรือถูกบังคับคดีอยู่ และถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องบังคับเอาหนี้ของตนเองอีก โดยที่คดีแรกยังไม่จบ อย่างนี้เป็นฟ้องซ้อนตามกฎหมายต้องห้ามฟ้องไหม เพราะเข้าใจว่าเจ้าหนี้ฟ้องได้ทีละเจ้าใช่ไหม
เรื่องดังกล่าวเป็นความเข้าใจที่ผิดนะครับ หลักเกณฑ์การฟ้องซ้อนตามกฎหมายไม่ได้ห้ามไม่ให้เจ้าหนี้หลายๆ ราย ฟ้องลูกหนี้เป็นจำเลยในคดีแพ่งได้ทีละราย แต่เจ้าหนี้หลายๆ รายนั้น ฟ้องลูกหนี้คนเดียวกัน พร้อมกันหลายคดีได้ต่างหาก

------------

โดยหลักเกณฑ์การฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความแพ่งมาตรา 173 วรรคสอง (1) นั้นมีดังนี้
🔷1. การจะเป็นฟ้องซ้อนได้ คดีแรกกับคดีหลัง โจทก์และจำเลยต้องเป็นคนคนเดียวกัน หมายความว่า คดีแรกโจทก์ฟ้องจำเลยไว้แล้ว คดีหลังโจทก์เดิมก็ยังมาฟ้องจำเลยอีก คดีหลังจึงเป็นฟ้องซ้อน แต่หากว่ามีการสลับฐานะโจทก์เป็นจำเลย จำเลยเป้นโจทก์อย่างนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อน
🔷2. คดีแรกต้องอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา ไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นต้น อุทธรณ์ ฎีกา
🔷3. ประเด็นในคดีแรกกับคดีหลังเป็นประเด็นเดียวกัน โดยสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเดียวกัน หรือประเด็นข้อพิพาทอันเป็นเนื้อหาแห่งคดีอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน

----------------

🔴ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ได้วินิจฉัยเรื่องฟ้องซ้อน

🔸คำพิพากษาฎีกาที่ 5888/2552
คำฟ้องคดีก่อนและคดีนี้โจทก์อ้างเหตุอย่างเดียวกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาท โจทก์ทำสัญญาขายที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาทให้จำเลยเพื่ออำพรางการกู้เงิน ต่อมาจำเลยอ้างว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาท ขอให้ทางราชการเพิกถอนใบอนุญาตให้เป็นเจ้าของที่ตั้งโรงเรียนพิพาทของโจทก์ โดยในคดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาทดังกล่าว ส่วนคดีนี้แม้โจทก์ไม่ได้ขอให้เพิกถอนสัญญาที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาทอีกก็ตาม แต่โจทก์อ้างเพิ่มเติมเข้ามาว่า จำเลยบุกรุกเข้ามาในที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาท แล้วเปิดการสอนโรงเรียนชื่อ “โรงเรียนอนุบาล บ.” โดยพลการ เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถดำเนินกิจการโรงเรียนพิพาทได้ตามปกติ ขอให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดประโยชน์จากการขาดรายได้ตามปกติ และค่าเสื่อมเสียชื่อเสียงของโจทก์ ซึ่งค่าเสียหายดังกล่าวโจทก์สามารถฟ้องเรียกได้ในคดีก่อนอยู่แล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในขณะที่คดีก่อนยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)
🔸คำพิพากษาฎีกาที่ 8382/2550
ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง บัญญัติว่า “นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาและผลแห่งการนี้ (1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น” ความมุ่งหมายของบทบัญญัติดังกล่าวก็คือคดีเรื่องเดียวกันโจทก์ควรจะฟ้องร้องว่ากล่าวกันไปเสียให้เสร็จสิ้นในคราวเดียวกัน คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยกล่าวอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม เรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยเหตุเดียวกันกับเหตุที่ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมคดีก่อน และเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยจากจำเลยในขณะที่คดีก่อนยังอยู่ในระหว่างพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลาง การฟ้องคดีทั้งสองเรื่องต่อศาลแรงงานกลางเป็นการเรียกร้องสิทธิในมูลหนี้หรือสิทธิเรียกร้องอันเกี่ยวกับการเลิกจ้างในคราวเดียวกัน ซึ่งโจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยเพื่อเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมในคราวเดียวกันได้หรือขอแก้ไขคำฟ้องในคดีเดิมภายในกำหนดเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางในระหว่างคดีก่อนอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางจึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

Send a message to learn more

✏️ที่ดิน ส.ป.ก. เจ้าหนี้บังคับคดียึดไม่ได้ แต่...------------------ที่ดิน ส.ป.ก. ไม่สามารถถูกเจ้าหนี้ยึดไปขายทอดตลาดได้ ...
23/11/2025

✏️ที่ดิน ส.ป.ก. เจ้าหนี้บังคับคดียึดไม่ได้ แต่...

------------------

ที่ดิน ส.ป.ก. ไม่สามารถถูกเจ้าหนี้ยึดไปขายทอดตลาดได้ เพราะเป็นที่ดินของรัฐที่อนุญาตให้เกษตรกรประกอบอาชีพทำประโยชน์เท่านั้น โดยกรรมสิทธิ์ยังคงเป็นของรัฐตามเดิม เกษตรกรผู้ครอบครองไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว เจ้าหนี้จึงไม่สามารถยึดเพื่อนำไปขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ของตนเองได้
แต่... หากที่ดิน ส.ป.ก. ดังกล่าว มีสิ่งปลูกสร้างที่ลูกหนี้สร้างขึ้นไม่ว่าจะเป็นบ้าน อาคาร ตึก อยู่บนที่ดิน กรณีนี้อย่างนี้ ถือเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของลูกหนี้ผู้ครอบครอง เจ้าหนี้สามารถบังคับคดียึดสิ่งปลูกสร้างของลูกหนี้ได้ เพราะสิ่งปลูกสร้างนั้นเป็นคนละส่วนกับที่ดินของรัฐไม่ถือว่าตกติดกับที่ดินจึงแบ่งแยกเพื่อบังคับคดีนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้
🔴หมายเหตุ : การซื้อขายที่ดิน สปก. ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และหากถูกเจ้าหน้าที่รัฐตรวจสอบพบ อาจถูกเพิกยึดคืนได้

----------------

✏️เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับสเปรย์พริกไทยสำหรับใช้ป้องกันตัว-----------------หลายคนอาจจะเคยอ่านผ่านตาจากบทความในสื่อออนไลน...
20/11/2025

✏️เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับสเปรย์พริกไทยสำหรับใช้ป้องกันตัว
-----------------

หลายคนอาจจะเคยอ่านผ่านตาจากบทความในสื่อออนไลน์ต่างๆ ว่าสเปรย์พริกไทยศาลตัดสินว่าไม่ใช่อาวุธโดยสภาพ จึงไม่น่ามีความผิดในข้อหาพกพาอาวุธติดตัวไปในเมืองหรือทางสาธารณะ (ป.อ.มาตรา 371) อย่างนี้เราก็เอามาให้คนในครอบครัวที่พกอาวุธปืนไม่ได้ พกมีดไม่ได้ ใช้เป็นอุปกรณ์ในการป้องกันตัวเองเวลาไปไหนมาไหนได้ซิ เพราะศาลตัดสินไว้แล้ว
ช้าก่อนนนน นั่นไม่ใช่ความเข้าใจที่ถูกต้องครับ เรื่องสเปรย์พริกไทยเนี่ย ไม่ได้มีกฎหมายควบคุมการกระทำผู้ใช้ หรือควบคุมการใช้งานตัววัตถุเพียงกฎหมายฉบับเดียวนะครับ กฎหมายฉบับหนึ่งว่าไม่ผิด แต่กฎหมายฉบับอื่นๆ อาจบอกว่ามีความผิดก็ได้ เราต้องดูและศึกษากฎหมายให้ครอบคลุมทุกฉบับที่มีด้วย
อย่างกรณีของสเปรย์พริกไทยก็เช่นเดียวกัน เนื่องจากกฎหมาย พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้กำหนดให้สเปรย์พริกไทยเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่ง ห้ามผลิต นำเข้า หรือมีไว้ในครอบครองตามกฎหมาย หากฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้ากระทำโดยประมาทปรับไม่เกิน 8 แสนบาท (มาตรา 17(4), มาตรา 43, มาตรา 74)
ดังนั้น การพกพาสเปรย์พริกไทยเพื่อป้องกันตัวจึงมีความผิดด้วยเช่นกัน เพราะเป็นการมีวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ไว้ในครอบครองนั่นเองครับ

-----------------

🟡ศาลฎีกาเพียงตัดสินในเรื่องความไม่เป็นอาวุธโดยสภาพที่จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา แต่ไม่ได้วินิจฉัยในเรื่องวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 เอาไว้ ดังนั้นอย่าเข้าใจผิดสับสนว่าสเปรย์พริกไทยไม่ได้มีกฎหมายห้ามเด็ดขาด
🔸คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2031/2554
สเปรย์พริกไทย ผลิตขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการใช้ฉีดพ่นเพื่อยับยั้งบุคคลหรือสัตว์ร้ายมิให้เข้าใกล้หรือทำอันตรายผู้อื่น ผู้ที่ถูกฉีดพ่นสารในกระป๋องสเปรย์ใส่จะมีอาการสำลัก จาม ระคายเคืองหรือแสบตา หลังจากนั้นไม่นานก็สามารถหายเป็นปกติได้ เห็นได้ว่า การผลิตสเปรย์พริกไทยดังกล่าว มิได้ผลิตขึ้นเพื่อทำร้ายผู้ใด จึงไม่เป็นอาวุธโดยสภาพ ทั้งไม่อาจใช้ประทุษร้ายร่างกายถึงอันตรายสาหัสอย่างอาวุธ สเปรย์พริกไทยจึงไม่เป็นอาวุธตามความหมาย ป.อ. มาตรา 1(5)

-----------------

เรียบเรียงโดย ทค.ธนารักษ์ อภิรักษ์เสรี

อีกหนึ่งช่องทางในการติดต่อทนายความของสำนักงานเรานะครับ
06/11/2025

อีกหนึ่งช่องทางในการติดต่อทนายความของสำนักงานเรานะครับ

📝การตรวจดีเอ็นเอ หรือพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์บังคับบุคคลไปตรวจได้หรือไม่ ?---------------✏️คำตอบ : บังคับตรวจดีเอ็นเอไม...
31/10/2025

📝การตรวจดีเอ็นเอ หรือพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์บังคับบุคคลไปตรวจได้หรือไม่ ?
---------------
✏️คำตอบ : บังคับตรวจดีเอ็นเอไม่ได้ กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจเจ้าพนักงาน หรือศาลบังคับบุคคลไปตรวจได้เอาไว้
---------------
📌หลักกฎหมาย : การตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ (ดีเอ็นเอ) ในคดีแพ่งและในคดีอาญา กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจศาล หรืออำนาจพนักงานสอบสวนบังคับตรวจพิสูจน์แก่ผู้จะถูกตรวจได้
🔑บทลงโทษของการไม่ตรวจ > แต่กฎหมายมีบทลงโทษของการไม่ยินยอมหรือไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจพิสูจน์ตามคำสั่งศาล หรือพนักงานสอบสวนเอาไว้ คือ...

🔹1. ให้สันนิษฐานเบื้องต้นว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่คู่ความฝ่ายตรงข้ามกล่าวอ้าง (คดีแพ่ง)
🔹2. ให้สันนิษฐานเบื้องต้นว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามผลการตรวจพิสูจน์ ซึ่งหากได้ผลตรวจแล้วจะเป็นผลเสียต่อผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายแล้วแต่กรณี (ถ้าไม่ตรวจ ให้ผลร้ายของการตรวจพิสูจน์ตกแก่บุคคลนั้น) (คดีอาญา)
---------------

🟠หลักเกณฑ์สำคัญในการตรวจพิสูจน์ในคดีแพ่ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 128/1

🔹1. ต้องเป็นกรณีจำเป็นเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นสำคัญในคดี

🔹2. กรณีการเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรม ศาลอาจให้คู่ความหรือบุคคลใดรับการตรวจพิสูจน์จากแพทย์หรือผู้เชียวชาญอื่นได้ ทั้งนี้ถือเป็นสิทธิของคู่ความหรือบุคคลนั้นที่จะยินยอมหรือไม่ก็ได้

🔹3. ถ้าคู่ความไม่ให้ความยินยอมตรวจพิสูจน์ หรือกระทำการขัดขวางไม่ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องตรวจ กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่คู่ความฝ่ายตรงข้ามกล่าวอ้าง

🔹4. ฝ่ายร้องขอให้ตรวจเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายโดยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าฤชาธรรมเนียมศาล หากศาลเป็นผู้สั่งให้ตรวจ ให้ศาลสั่งจ่ายตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมกำหนด

(กรณีข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่คู่ความฝ่ายตรงข้ามกล่าวอ้าง > "ต้องเป็นกรณีที่ศาลเห็นสมควรให้ตรวจพิสูจน์" ถ้าเป็นกรณีที่คู่ความเป็นผู้ขอให้ตรวจแล้วอีกฝ่ายไม่ยินยอมตรวจ + ศาลไม่อนุญาตให้ตรวจ = ย่อมไม่เข้าข้อสันนิษฐานว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่คู่ความฝ่ายตรงข้ามกล่าวอ้างแต่อย่างใด

---------------

🟠หลักเกณฑ์สำคัญในการตรวจพิสูจน์ในคดีอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 131 ป.วิ.อ. มาตรา 131/1 และ ป.วิ.อ. มาตรา 244/1 แยกออกเป็นในชั้นพนักงานสอบสวนกับในชั้นพิจารณาคดีของศาล ดังนี้

✅ในชั้นสอบสวนของตำรวจ
🔹1. กรณีมีความจำเป็นพนักงานสอบสวนมีอำนาจตรวจพิสูจน์ โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้

🔹2. การเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรม ทำได้เฉพาะความผิดอาญาอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปีเท่านั้น โดยเป็นอำนาจหน้าที่ พงส.ผู้รับผิดชอบในการให้แพทย์หรือผู้เชียวชาญดำเนินการตรวจ และผู้ต้องหา ผู้เสียหาย หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องต้องให้ความยินยอม

🔹3. ถ้าผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายไม่ยินยอม หรือกระทำการขัดขวางมิให้บุคคลที่เกี่ยวข้องให้ควมยินยอม กฎหมายให้สันนิษฐานไว้เบื้องต้นว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามผลการตรวจพิสูจน์ที่หากได้ตรวจพิสูจน์แล้วจะเป็นผลเสียหายต่อผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายนั้น

🔹4. ค่าใช้จ่ายในการตรวจ กฎหมายกำหนดให้สั่งจ่ายจากงบประมาณตามระเบียบที่ สตช. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม สนง.อัยการสูงสุด แล้วแต่กรณี ดดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง
✅ในชั้นพิจารณาคดีอาญาของศาล

🔹1. ศาลเป็นผู้มีอำนาจสั่งตรวจ ถ้าในคดีนั้นเป็นความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุก

🔹2. การเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรม ศาลมีอำนาจสั่งให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญดำเนินการตรวจ โดยคู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องต้องให้ความยินยอม

🔹3. ถ้าคู่ความไม่ให้ความยินยอมตรวจพิสูจน์ หรือกระทำการขัดขวางไม่ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องตรวจ กฎหมายให้สันนิษฐานไว้เบื้องต้นว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่คู่ความฝ่ายตรงข้ามกล่าวอ้าง

🔹4. ค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์ จ่ายตามระเบียบที่ สตช. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม สนง.อัยการสูงสุด แล้วแต่กรณี โดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง

------------

🔴กรณีไม่เข้าข้อสันนิษฐานว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่คู่ความฝ่ายตรงข้ามกล่าวอ้างแต่อย่างใด
🔸คำพิพากษาศาลฏีกาที่ 13689/2555
ในระหว่างการพิจารณาคดี ผู้คัดค้านได้ยื่นคำร้องขอให้ตรวจสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอของผู้ร้อง เพื่อพิสูจน์ว่าผู้ร้องเป็นบุตรของผู้ตายหรือไม่ ผู้ร้องได้คัดค้านและไม่ยินยอมให้ตรวจ ศาลเห็นว่าเมื่อผู้ร้องไม่สมัครใจให้ตรวจจึงให้ยกคำร้อง คำสั่งศาลดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่ศาลไม่อนุญาตให้ตรวจสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ ตามคำร้องของผู้คัดค้านซึ่งเป็นดุลยพินิจของศาล กรณีมิใช่ศาลเห็นสมควรให้มีการตรวจสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 128/1 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แล้วผู้ร้องไม่ยินยอมหรือไม่ให้ความร่วมมือต่อการตรวจพิสูจน์อันจะให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้าง
🔸คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 682/2558
ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีการตรวจสารพันธุกรรมเพื่อพิสูจน์ว่า เด็กชาย ธ. เป็นบุตรของโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพียงให้ส่งสำเนาให้จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพียงว่า "รับเป็นคำคัดค้านของจำเลยทั้งสอง สำเนาให้โจทก์" การที่เมื่อถึงวันตรวจ จำเลยที่ 1 ไม่ยินยอมไปตรวจโดยไม่มีเหตุอันสมควร แล้วศาลล่างทั้งสองนำบทข้อสันนิษฐานที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสองมาบังคับใช้นั้นไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 160 วรรคสาม เนื่องจากการจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงที่ต้องการตรวจเป็นผลร้ายแก่คู่ความฝ่ายนั้นได้ ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งให้ไปตรวจเสียก่อน เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพียงรับคำร้อง รับคำคัดค้านและสำเนาให้อีกฝ่าย ยังมิได้มีคำสั่งเลยว่าให้บุคคลที่เกี่ยวข้อง คือโจทก์ จำเลยที่ 1 และเด็กชาย ธ. ไปดำเนินการตรวจสารพันธุกรรม กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 160 วรรคหนึ่ง จึงไม่อาจนำบทข้อสันนิษฐานเป็นผลร้ายตามมาตรา 160 วรรคสาม มาใช้บังคับในคดีได้
🔸คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22/2566
บทบัญญัติของ ป.วิ.พ. มาตรา 128/1 วางหลักไว้ว่า หากศาลเห็นเองหรือคู่ความร้องขอว่าการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมดีเอ็นเอของคู่ความหรือบุคคลอื่น จะทำให้ชี้ขาดประเด็นสำคัญในคดีเป็นไปอย่างชัดเจน ศาลก็มีอำนาจสั่งให้คู่ความหรือบุคคลอื่นไปทำการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอได้ถ้าบุคคลที่ศาลมีคำสั่งให้ไปตรวจดีเอ็นเอไม่ยอมไปตรวจตามคำสั่งศาลกฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่คู่ความฝ่ายตรงข้ามกล่าวอ้าง คดีนี้ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นไม่ปรากฏว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตรวจสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอของผู้คัดค้านเพื่อพิสูจน์ว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรของผู้ตายหรือไม่ กรณีมิใช่ศาลเห็นสมควรให้มีการตรวจสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 128/1 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แล้วผู้คัดค้านไม่ยินยอมหรือไม่ให้ความร่วมมือต่อการตรวจพิสูจน์อันจะให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ส่วนผู้คัดค้านได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นบุตรของผู้ตายเนื่องจากมีหลักฐานสูติบัตรและสำเนาทะเบียนบ้านซึ่งเป็นเอกสารมหาชนระบุว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรของผู้ตาย ประกอบกับพฤติการณ์ของผู้ตายที่อุปการะเลี้ยงดูกับให้การศึกษาเล่าเรียนแก่ผู้คัดค้านรวมถึงแสดงออกต่อบุคคลทั่วไปว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรของผู้ตายฟังได้ว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว จึงเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตร ที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627, 1629 (1) และเป็นผู้มีส่วนได้เสียในอันที่จะร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จดการมรดกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713
🔴กรณีเข้าข้อสันนิษฐานว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่คู่ความฝ่ายตรงข้ามกล่าวอ้าง
🔸คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10767/2558
การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาตามคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้ตรวจพิสูจน์หาสารประกอบทางพันธุกรรมแล้วเห็นว่า กรณีจำเป็นต้องใช้พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นสำคัญแห่งคดีว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของ จ. หรือไม่ จึงได้มีคำสั่งให้ตรวจพิสูจน์บุคคลโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 160 แม้การตรวจพิสูจน์บุคคลตามที่ศาลมีคำสั่ง บุคคลที่ถูกศาลสั่งจะไม่ยินยอมหรือไม่ให้ความร่วมมือต่อการตรวจพิสูจน์ก็ได้ แต่ตามมาตรา 160 วรรคสาม บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงที่ต้องการให้ตรวจพิสูจน์เป็นผลร้ายแก่คู่ความฝ่ายนั้น ดังนั้น เมื่อผู้คัดค้านทั้งสี่ไม่ยินยอมและไม่ให้ความร่วมมือต่อการตรวจพิสูจน์มาโดยตลอด จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ข้ออ้างตามทางไต่สวนของผู้คัดค้านทั้งสี่ที่กล่าวมาจึงไม่อาจรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่ผู้ร้องได้รับประโยชน์ได้ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของ จ.

-------------

ขอน้อมกราบพระบาท ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
25/10/2025

ขอน้อมกราบพระบาท ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ที่อยู่

588/19 ถ. เจริญเมือง(อยู่หัวมุมสี่แยกหนองประทีป) ต. ท่าศาลา อ. เมือง จ. เชียงใหม่ โทร. 063 6273416
Chiang Mai
50000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:00
อังคาร 08:30 - 17:00
พุธ 08:30 - 17:00
พฤหัสบดี 08:30 - 17:00
ศุกร์ 08:30 - 17:00
เสาร์ 08:30 - 16:00

เบอร์โทรศัพท์

+66636273416

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักงานกฎหมายอภิรักษ์เสรีทนายความ ทนายความจังหวัดเชียงใหม่ Notary Publicผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง สำนักงานกฎหมายอภิรักษ์เสรีทนายความ ทนายความจังหวัดเชียงใหม่ Notary Public:

แชร์