28/12/2025
✏️การที่เจ้าหนี้ทวงหนี้ผ่านช่องทางออนไลน์ คนทั่วไปยังเข้าใจผิดอยู่มาก และแม้แต่นักกฎหมายด้วยกันเองก็ยังมีสับสนบ้างพอสมควร ว่าหากเป็นการโพสต์ทวงผ่านช่องทางออนไลน์แล้วจะมีความผิดหมด ซึ่งเรื่องนี้ไม่เป็นความจริงเลย เป็นการเข้าใจผิดที่เกิดจากการรับข้อมูลไม่ครบถ้วน
โดยความเข้าใจผิดลักษณะนี้มักเกิดมาจากการที่ตกใจกับกฎหมาย พ.ร.บ.ทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 รวมถึงการโพสต์คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวกับการทวงหนี้โดยประจานลูกหนี้ของบรรดานักกฎหมาย แล้วไม่มีคนมาอธิบายรายละเอียดให้ชัดเจน ทำให้คนทั่วไปหลงเข้าใจผิดว่า เจ้าหนี้ทวงหนี้ผ่านทางโซเชียล หรือช่องทางออนไลน์ใดๆ ไม่ได้อีกแล้วเพราะมันผิดกฎหมาย ซึ่งความจริงแล้วสามารถโพสต์ทวงลูกหนี้ได้ตามปกติ แต่ต้องไม่เป็นการทวงโดยทำในสิ่งที่กฎหมายห้าม ซึ่งมี 4 กรณีสำคัญที่ควรเข้าใจดังนี้
-------------
🟡1. ฐานะความสัมพันธ์ของเจ้าหนี้กับลูกหนี้ ต้องไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ประเภทมีอาชีพปล่อยเงินกู้ หรือธุรกิจสินเชื่อ สถาบันการเงิน ไฟแนนซ์ บริษัทรับจ้างทวงหนี้ เพราะกฎหมาย พ.ร.บ.ทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 นั้น ห้ามเฉพาะคนกลุ่มนี้ว่าอย่าทวงหนี้ผิดวิธี แต่ไม่ได้ห้ามบุคคลธรรมดาทั่วไป หากกลุ่มคนที่กฎหมายบังคับนี้ไม่ปฏิบัติตามวิธีการทวงหนี้ที่กำหนดไว้ จะมีความผิดอาญากับกลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ เช่น...
- การทวงถามหนี้กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ลูกหนี้/ผู้ค้ำประกัน/ผู้ที่ลูกหนี้แจ้งไว้ โทษจำคุกสูงสุด 5 ปี หรือปรับสูงสุด 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- การทวงถามหนี้เกินเวลาที่กำหนด วันจันทร์ถึงศุกร์ 8:00-20:00 น. โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท
ดังนั้น ถ้าเป็นกรณี เพื่อนยืมเงินเพื่อน ญาติยืมเงินญาติ หุ้นส่วนยืมเงินหุ้นส่วน บุคคลเหล่านี้ที่ไม่ใช่กลุ่มบุคคลทำอาชีพปล่อยเงินกู้ สินเชื่อ ตามที่กฎหมายบังคับ ก็ไม่ต้องปฏิบัติตามข้อห้ามใดๆ ที่กฎหมายฉบับนี้กำหนด สามารถทวงหนี้โดยการโพสต์บอกกล่าวลูกหนี้ได้ตามสมควร
🟡2. ต้องเป็นการทวงโดยมีเจตนาทวงหนี้คืนจริงๆ ไม่ใช่มีเจตนาแอบแฝงอยากประจานลูกหนี้ให้เสื่อมเสียชื่อเสียงหรือถูกดูหมิ่นเกลียดชังจากผู้อื่น เพราะจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 ได้ ซึ่งบางครั้งเจ้าหนี้อาจเคยทวงหนี้กับลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ไม่ยอมคืน หรือพูดจาไม่ดีใส่เจ้าหนี้ จนทำให้เจ้าหนี้เสียใจ โกรธ เลยอยากระบายเอาคืนด้วยการโพสต์ทวงหนี้พร้อมกันกับประจานลูกหนี้ไปด้วยในตัว เผื่อลูกหนี้จะรีบหามาคืน กรณีอย่างนี้ห้ามทำเด็ดขาด เพราะกฎหมายมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต ซึ่งมีคำพิพากษาบอกว่าผิดหลายคดีด้วยกัน เช่น
🔸คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7256/2567
จำเลยโพสต์ข้อความและแสดงภาพถ่ายของโจทก์ในโปรแกรมประยุกต์เฟซบุ๊ก ย่อมทำให้ผู้ที่รู้จักโจทก์เข้าใจว่าโจทก์เป็นคนโกง เป็นหนี้แล้วไม่ชำระคืน เป็นคนหลอกลวงจึงเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง หากจำเลยเห็นว่าโจทก์มีเจตนาที่จะไม่ชำระหนี้แก่จำเลย จำเลยควรต้องใช้สิทธิดำเนินคดีแก่โจทก์เพื่อขอให้บังคับโจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยตามกฎหมาย มิใช่ใช้วิธีลงข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาทและรูปภาพโจทก์ การกระทำของจำเลยถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริตอันจะเป็นเหตุยกเว้นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 329 (1) (3)
แต่...ถ้าเจ้าหนี้โพสต์ทวงหนี้กับลูกหนี้โดยสุจริตและใช้ถ้อยคำเพียงการแจ้งเตือนแก่ลูกหนี้ โดยไม่มีการพูดจาว่าร้าย ใส่ความให้ลูกหนี้ให้เสียหาย อย่างนี้เจ้าหนี้ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท สามารถโพสต์ทวงหนี้ได้ เช่น
🔸คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 786/2566
จำเลยให้เงินโจทก์ไปลงทุนในกิจการของโจทก์มีลักษณะเป็นการอำพรางการให้กู้ยืมเงินโดยมีการเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทน แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฎว่า จำเลยประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลอันเป็นการให้กู้ยืมเงินแก่ลูกค้าโดยเรียกดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการ อีกทั้งไม่ปรากฎว่าจำเลยเป็นผู้ให้บริการกู้ยืมเงินแก่บุคคลอื่นอีก อันมีลักษณะเป็นการกระทำในทางการค้าปกติของตน คงได้ความแต่เพียงว่า จำเลยให้โจทก์กู้ยืมเงินไปกว่า 2 ครั้งขึ้นไปในช่วงระยะเวลาไล่เลี่ยและต่อเนื่่องกันโดยมีการเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนเท่านั้น จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค หรือเป็นเจ้าหนี้อื่นซึ่งมีสิทธิรับชำระหนี้อันเกิดจากการกระทำที่เป็นทางการค้าปกติหรือเป็นปกติธุระของเจ้าหนี้้ จำเลยมิใช่ผู้ทวงถามหนี้ตามความหมายของมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ.2558
ข้อความตามฟ้องที่จำเลยฝากข้อความทางโทรศัพท์และเขียนจดหมายถึงโจทก์ผ่านพนักงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ รวมทั้งข้อความที่จำเลยพิมพ์ส่งทางโทรศัพท์หรือเอสเอ็มเอสไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของบริษัทโจทก์สรุปได้ความว่า จำเลยจะนำเช็คของโจทก์ 3 ฉบับ เข้าบัญชีของจำเลย พร้อมทั้งทวงถามเงินที่โจทก์เคยขอยืมจากจำเลยว่าจะคืนได้เมื่อใด ถ้าเกิดเช็คเด้ง จำเลยมีความจำเป็นต้องไปแจ้งความขอให้โจทก์ช่วยชำระเงินคืนตามสัญญา กรณีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ทวงถามให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์มีหนี้ค้างชำระและโจทก์ออกเช็คให้แก่จำเลยไว้เพื่อชำระหนี้ดังกล่าว ข้อความที่จำเลยฝากหรือส่งไปยังโจทก์ตามฟ้องจึงเป็นแค่การเตือนโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ให้ชำระหนี้ อันเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของจำเลยในฐานะเจ้าหนี้ที่จะกระทำได้ตามกฎหมาย หาใช่ถ้อยคำร้ายแรงถึงขนาดที่จะทำให้ผู้ฟังหรือผู้พบเห็นข้อความเข้าใจได้ว่า โจทก์มีความประพฤติไม่เหมาะสมเกี่ยวกับการชำระหนี้หรือทำการบริหารกิจการผิดพลาด หรือมีปัญหาหนี้สินส่วนตัวจำนวนมากจนทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ อันจะทำให้โจทก์ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังไม่
🟡3. เจ้าหนี้ต้องไม่โพสต์ทวงโดยนำภาพของลูกหนี้ไปสร้าง ตัดต่อ เผยแพร่ภาพตัดต่อ ประกอบการทวงหนี้อันทำให้ลูกหนี้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอายลงในระบบคอมพิวเตอร์ด้วย เพราะจะเป็นการกระทำความผิดตาม มาตรา 16 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 นอกเหนือจากความผิดฐานหมิ่นประมาทเพิ่มขึ้นอีกข้อหาได้ โดยมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่เป็นความผิดอันยอมความได้
🟡4. หากการโพสต์ทวงหนี้โดยสุจริต แต่มีการนำภาพสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของลูกหนี้ ที่ให้ไว้เป็นหลักฐานประกอบสัญญากู้ยืมเงินแก่เจ้าหนี้นำไปเผยแพร่ด้วย คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ได้ให้ความเห็นว่าเป็นการใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน หรือเพื่อกิจกรรมในครอบครัวของบุคคลนั้น อันกำหนดเป็นข้อยกเว้นตาม มาตรา 4 (1) พ.ร.บ.ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ไม่ให้นำกฎหมายฉบับนี้มาใช้กับการดังกล่าว
ดังนั้น การที่เจ้าหนี้โพสต์ทวงหนี้โดยมีการนำภาพสำเนาบัตรประชาชนลูกหนี้ สัญญากู้ยืมติดไปด้วย จึงไม่ผิดกฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (PDPA) แต่อย่างใด
------------
📌ดังนั้น เจ้าหนี้โพสต์ทวงหนี้ลูกหนี้ผ่านทางโซเชียล หรือช่องทางออนไลน์เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ไม่ผิดกฎหมาย เพียงแต่อย่าทวงด้วยวิธีการที่กฎหมายห้ามตามที่กล่าวมาเหล่านี้ในการทวงดังกล่าว
⭕️คำแนะนำ : หากอยากโพสต์ทวงหนี้ลูกหนี้ ควรปรึกษานักกฎหมาย ทนายความก่อนลงมือกระทำจะดีกว่า หรือควรให้ทนายความส่งโนติสหรือหนังสือบอกกล่าวทวงถาม จะได้ไม่เสี่ยงในการที่จะพลั้งเผลอกระทำอะไรเกินเลยไปกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ อันอาจผิดกฎหมายได้