Chiang Mai Lawyer ให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายให้ไ?

01/10/2021

ผู้เช่า VS ผู้ให้เช่า

คำถาม : ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาเช่า หรือขอออกก่อนครบกำหนด รวมถึงขอเงินค่าเช่าที่จ่ายล่วงหน้าคืนได้หรือไม่ ?

ปัญหาการที่ผู้เช่าไม่ยอมอยู่จนครบสัญญาเช่าและขอเลิกสัญญาก่อนกำหนด พร้อมกับขนย้ายทรัพย์สินไปจากสถานที่เช่า รวมถึงขอเงินค่าเช่าที่ได้ชำระล่วงหน้าคืนตามกฎหมายแล้ว ในการทำสัญญาเช่า ไม่ว่าจะเป็นการเช่าที่ดิน เช่าบ้าน หรือเช่าหอพัก เรามักจะกำหนดระยะเวลาการเช่าและเงื่อนไขต่าง ๆ เอาไว้ เพื่อให้ผู้เช่าและผู้ให้เช่าได้ยึดถือและปฏิบัติตาม
ในสัญญาเช่าระบุเงื่อนไขเอาไว้อย่างไร ผู้เช่าและผู้ให้เช่าก็ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามนั้น
ส่วนการที่ผู้เช่าบอกเลิกสัญญาเช่าก่อนกำหนด และขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านเช่า จะถือเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข 2 ข้อ
1. มีข้อสัญญาระบุให้สามารถเลิกสัญญาก่อนกำหนดได้หรือไม่ และ
2. มีกฎหมายให้อำนาจบอกเลิกสัญญาหรือไม่

หากสัญญาเช่าบ้านไม่มีข้อความใดที่ระบุให้ผู้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดได้ ผู้เช่าก็ไม่มีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาเช่าก่อนครบกำหนดโดยอาศัยข้อสัญญาได้จึงต้องมาดูกันที่ข้อกฎหมาย ว่าผู้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าโดยอาศัยข้อกฎหมายได้หรือไม่ เช่น บ้านเช่ามีสภาพผุพังจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ จำเป็นต้องทำการซ่อมแซม และผู้เช่าได้แจ้งผู้ให้เช่าทราบแล้ว แต่ผู้ให้เช่าไม่ยอมมาซ่อมแซมให้ ผู้เช่าจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้
แต่ถ้าผู้ให้เช่าไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แม้ผู้เช่าจะขนย้ายทรัพย์สินและออกไปจากบ้านเช่าพร้อมกับทำหนังสือแจ้งให้ผู้ให้เช่าทราบ ก็ไม่ใช่การบอกเลิกสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เมื่อไม่เข้าเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อนี้ และไม่ปรากฏว่าผู้ให้เช่าได้ตกลงเลิกสัญญาเช่าบ้านกับผู้เช่า ผู้เช่าจึงไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าบ้านแต่เพียงฝ่ายเดียวได้ สัญญาเช่ายังคงมีผลผูกพันคู่สัญญา ผู้ให้เช่าจึงไม่ต้องคืนเงินค่าเช่าล่วงหน้าให้แก่ผู้เช่าแต่อย่างใด

22/09/2021

วันนี้ลูกความปรึกษากรณีฟ้องหย่าแต่สามีอยู่ในเรือนจำ คำแนะนำมีดังนี้

ขั้นตอนการเตรียมตัว และกระบวนการ มีดังนี้
-อันดับแรก กรณีที่สามีอยู่ในเรือนจำและมีความประสงค์ที่จะหย่าร้างกัน ให้รีบติดต่อทนายความเพื่อดำเนินการฟ้องหย่า
-ขอเอกสาร / ยื่นคัดถ่ายเอกสารหมายจำคุกและหมายคดีถึงที่สุดไว้
-แต่งทนายเพื่อยื่นฟ้องหย่า
-หากมีบุตรเตรียมให้การต่อสถานพินิจ
-สืบพยานฝ่ายเดียว
-ศาลพิพากษาให้หย่า
-รอคดีถึงที่สุด30วัน
-นำคำพิพากษาไปจดทะเบียนหย่า

คำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11702/2555

เหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/1) ที่ว่า “สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามีภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้”

**** ใครที่ชีวิตคู่ถึงทางตัน และต้องการหย่าเช็คเหตุฟ้องหย่า ดังนี้
(1) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(2) สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง

(ก) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง

(ข) ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภริยาของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ

(ค) ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(3) สามีหรือภริยาทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(4) สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(4/1) สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกและได้ถูกจำคุก เกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิด หรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามี ภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(4/2) สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกัน ฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของ ศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(5) สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปี โดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่าง ไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(6) สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตาม สมควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอา สภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่าย หนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(7) สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมี ลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกัน ฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

( 8 ) สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(9) สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่าย หนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรัง ไม่มีทางที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(10 ) สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกายทำให้สามีหรือภริยานั้น ไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้


การหย่า ไม่ว่าจะโดยความยินยอมหรือโดยคำพิพากษาของศาล เป็นทางออกสุดท้ายของชีวิตคู่ ไม่มีใครอยากทำ แต่หากเป็นความประสงค์ทางเรายินดีให้คำปรึกษาและดำเนินการให้ค่ะ

ปรึกษากฎหมาย 062-9194614 / 062-9564197

#กฎหมายเชียงใหม่
#ว่าความเชียงใหม่
#ทนายเชียงใหม่

20/09/2021

ฟ้อง " ชู้ " ต้องทำอย่างไร ขั้นตอนมีอะไรบ้าง ?

⭕️ ขั้นตอนแรก เตรียมทะเบียนสมรสของคุณไว้ให้ดีดี
: - กรณีจะฟ้องเรียกค่าทดแทน
ตราบใดที่ยังถือครองทะเบียนสมรส ตราบนั้นผู้ถือครองทะเบียนย่อมมีศักดิ์และสิทธิตามกฎหมายทุกประการ
แต่หากเพียงแค่อยู่กินกันฉันสามีภริยา แม้จะอยู่กินกันนานกี่สิบปีหรือมีลูกกี่คนก็ตาม ก็ไม่สามารถฟ้อง หรือดำเนินการใดตามกฎหมายได้เลย
:
- พยานหลักฐานที่แสดงออกว่ามีพฤติการณ์เป็นชู้กัน " ในลักษณะเปิดเผยตัวตน " เช่น คลิป ภาพถ่าย การโพสต์ข้อความ เป็นต้น
—————

⭕️ ระยะเวลา
- ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่รู้หรือควรรู้
—————

**** ไปเล่นชู้กันที่ไหนก็ต้องฟ้องที่ศาลนั้น หรือฟ้องศาลที่เป็นภูมิลำเนาของจำเลย ****

ว่าด้วยเรื่องหมิ่นประมาท
20/09/2021

ว่าด้วยเรื่องหมิ่นประมาท

กำลังแก้ไข🙏

19/09/2021

⭕️ คำถามที่ว่า กรณีลูกหนี้ (ผู้กู้) เสียชีวิต หรือ ผู้ค้ำประกันเสียชีวิตลง หนี้ทั้งหมดใครต้องรับผิดชอบ?

: กรณีที่หนี้ถึงกำหนดและค้างชำระแล้ว ลูกหนี้/ผู้ค้ำประกันตาย ทายาทต้องรับผิดแต่ไม่เกินมรดกที่ตกทอดมา อายุความฟ้องทายาท 1 ปี นับแต่เจ้าหนี้รู้ว่า ลูกหนี้/ผู้ค้ำประกันตาย มิเช่นนั้นเจ้าหนี้หมดสิทธิ์ฟ้องร้องเอากับกองมรดกของลูกหนี้ หากเจ้าหนี้ทราบแล้วนิ่งเฉยย่อมทำให้เสียผลประโยชน์ในตัวเงินได้

👉🏻 ในส่วนของการค้ำประกันนั้น เราต้องเข้าใจความหมายของการค้ำประกัน ก่อนที่จะตกลงค้ำให้ใคร ควรพิจารณาดีดี
: การค้ำประกัน เป็นการที่คุณเอาตนเองเข้าไปผูกพันต่อเจ้าหนี้ ในฐานะ “ผู้ค้ำประกัน” ซึ่งยินยอมชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แทนลูกหนี้ที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม หรืออาจเรียกว่า เป็นการเอาความน่าเชื่อถือทางการเงินของผู้ค้ำประกัน เข้าไปประกันการชำระหนี้นั่นเอง

⭕️ เมื่อผู้ค้ำประกันเสียชีวิต ทายาทต้องชดใช้แทนหรือไม่
เรื่องนี้ควรแบ่งเป็น 2 กรณี คือ

(1) กรณีผู้ค้ำประกันเสียชีวิต ก่อนลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้
สำหรับประเด็นนี้ อาจขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้พิพากษา เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีมีคำพิพากษาที่วางบรรทัดฐานในเรื่องนี้อย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้จาก

(1.1) ทายาทของผู้ค้ำประกันไม่ต้องเข้ามาชดใช้แทน เนื่องจากลูกหนี้ผู้ค้ำประกันตายก่อนที่ลูกหนี้จะผิดนัด สัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงระงับลง (ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 6023/2538)

(1.2) สัญญาค้ำประกันไม่ใช่สัญญาเฉพาะตัว จึงสามารถตกทอดแก่ทายาทได้ แม้ผู้ค้ำประกันตายไปก่อนที่ลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ ทายาทย่อมเข้าเป็นผู้ค้ำประกันแทนที่ผู้ตาย ดังนั้น หากลูกหนี้ผิดนัดภายหลังที่ผู้ค้ำประกันตาย ทายาทของผู้ค้ำประกันก็ยังต้องรับผิดใช้หนี้ให้เจ้าหนี้อยู่ดี (ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1268/2555)

(2) กรณีผู้ค้ำประกันเสียชีวิต หลังที่ลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้

สำหรับกรณีนี้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดใช้หนี้แทนลูกหนี้ตามสัญญาค้ำประกันอยู่แล้ว เป็นผลให้หนี้ดังกล่าวตกทอดไปถึงทายาทของผู้ค้ำประกันด้วย

⭕️ แล้วเมื่อผู้ค้ำประกันอยากถอนตัว สามารถถอนตัวจากการเป็นผู้ค้ำประกันได้หรือไม่ ?

: ในเรื่องนี้ กฏหมายไม่ได้ให้สิทธิผู้ค้ำประกันสามารถถอนการค้ำประกันได้เอง ฉะนั้น หากผู้ค้ำประกันต้องการขอถอนชื่อ ต้องเจรจากับเจ้าหนี้โดยตรง หากเจ้าหนี้เห็นชอบก็สามารถยกเลิกการเป็นผู้ประกันตามสัญญาค้ำประกันได้ทันที แต่ส่วนใหญ่แล้วเจ้าหนี้มักจะไม่ยกเลิกสัญญา เนื่องจากว่าหนี้ของลูกหนี้ที่มีการทําสัญญาค้ำประกันการชําระหนี้ไว้ตามกฎหมาย เป็นการการันตีว่า หนี้ของเจ้าหนี้ไม่มีวันสูญแน่นอน

อย่างไรก็ตาม สัญญาค้ำประกันต้องระบุชัดเจนว่า ค้ำประกันหนี้อะไร จำนวนเท่าไร หากระบุไม่ชัดเจน ผู้ค้ำประกันอาจหลุดพ้นความรับผิดเช่นกัน

👉“อย่างไรก็ตาม ทายาทไม่จำต้องรับผิด เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน”

⚖️

 #นายจ้าง VS  #ลูกจ้างกฎหมายบังคับนายจ้าง "ต้อง" จ่ายค่าชดเชย "เมื่อไล่ออก" ⭕️ ค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างกรณีทั่วไป หากลูกจ้า...
18/09/2021

#นายจ้าง VS #ลูกจ้าง

กฎหมายบังคับนายจ้าง "ต้อง" จ่ายค่าชดเชย "เมื่อไล่ออก"

⭕️ ค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างกรณีทั่วไป

หากลูกจ้างทำงานมายังไม่ถึง 120 วัน นายจ้างจะไม่จ่ายค่าชดเชยก็ได้
หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 120 วัน - 1 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 30 วัน ในอัตราสุดท้าย
หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 1 - 3 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 90 วัน ในอัตราสุดท้าย
หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 3 - 6 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 180 วัน ในอัตราสุดท้าย
หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 6 - 10 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 240 วัน ในอัตราสุดท้าย
หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 10 - 20 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 300 วัน ในอัตราสุดท้าย
หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 10 - 20 ปีขึ้นไป นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 400 วัน ในอัตราสุดท้าย

⭕️ แต่ถ้าไล่ออกเพราะลูกจ้างทำผิด ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ไม่ได้มีแค่บทบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเท่านั้น ยังมีบทยกเว้นไว้ด้วยว่า นายจ้างอาจจะไล่ออกได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยใดๆ หากเป็นกรณีที่ต้องเลิกจ้างเพราะความผิดจากฝ่ายลูกจ้างเอง ตามมาตรา 119

มาตรา 119 นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้
(1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
(2) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
(3) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
(4) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือนหนังสือเตือนให้มีผลบังคับได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำผิด
(5) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร
(6) ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
ในกรณี (6) ถ้าเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษต้องเป็นกรณีที่เป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

พูดถึงเรื่อง  #หมายเรียก หากได้รับหมายเรียกจากสำนักงานตำรวจ ควรทำอย่างไร? เป็นอีกหนึ่งคำถาม ที่ถามกันมาเยอะมากทุกท่านต้อ...
17/09/2021

พูดถึงเรื่อง #หมายเรียก หากได้รับหมายเรียกจากสำนักงานตำรวจ ควรทำอย่างไร? เป็นอีกหนึ่งคำถาม ที่ถามกันมาเยอะมาก

ทุกท่านต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่า หมายเรียกจากสำนักงานตำรวจ นั้นไม่ใช่ "หมายศาล” ดังนั้นท่านยังไม่ใช่ "จำเลย" ในคดี ตราบใดที่ยังไม่มีการฟ้องร้องเป็นคดีความ

"จำเลย" กับ "ผู้ต้องหา" แตกต่างกันอย่างไร ?

● ผู้ต้องหา คือ บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด แต่ยังไม่ได้ดำเนินการฟ้องศาล

● จำเลย คือ บุคคลซึ่งถูกฟ้องศาลโดยข้อกล่าวหา ว่าได้กระทำความผิด

สรุปง่ายๆก็คือ "ถ้ายังไม่ขึ้นศาล เรียกว่า ผู้ต้องหา ถ้าขึ้นศาลแล้ว เรียกว่า จำเลย"

#ผู้ต้องหา #จำเลย

เมื่อท่านได้รับหมายเรียก ท่านมีหน้าที่ต้องไปตามวัน เวลา ตามหมาย *** กรณีไม่สะดวกไปตามวันเวลาดังกล่าว ท่านสามารถโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตามเบอร์ในหมาย เพื่อแจ้งขอเลื่อนนัดได้ พนักงานสอบสวน (ตำรวจ) จะทำการประสานอีกฝ่ายหนึ่งให้ ***
แม้จะไม่ใช่ผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่อาจเรียกไปเป็น “พยาน” ก็ได้ ซึ่งมีหลายกรณีที่ท่านอาจถูกเรียกได้

⭕️ เมื่อได้รับหมายเรียก สิ่งที่ควรทำ คือ
1. ตรวจสอบว่าหมายเรียกดังกล่าวนั้น เป็นของท่าน
หรือ ไม่
2. กรณีท่านเป็น ผู้ต้องหา ท่านก็มีสิทธิปฏิเสธ ข้อกล่าวหา
ได้ เมื่อไปพบ พนักงานสอบสวน
3. การไปตามหมายเรียก กฎหมายไม่ได้เขียนว่าให้ท่าน
ไปคนเดียว ท่านสามารถไปกับคนที่ท่านไว้วางใจ หรือ
พาทนายความ หรือ ที่ปรึกษา ไปด้วยได้

*** การได้รับ “หมายเรียก” กรณีมีเจ้าทุกข์ไปแจ้ง
ความ หรือ มีพยานหลักฐานว่าท่านกระทำความผิด ก็มิได้
หมายความว่า ท่านเป็นผู้กระทำความผิดตามกฎหมายท่านยังสามารถชี้แจงรายละเอียด และมีสิทธิที่จะปฏิเสธข้อกล่าวหาในขั้นนี้ได้.

ปรึกษากฎหมายฟรี
โทร 062-9194614

นันทวัน อินนรา.

ว่าถึงเรื่อง "คดีถึงที่สุด"คำพิพากษาของศาลย่อมถึงที่สุด หรือ มีสภาพเด็ดขาดทางกฎหมายในรูปแบบ ในกรณีดังต่อไปนี้1. คำพิพากษ...
16/09/2021

ว่าถึงเรื่อง "คดีถึงที่สุด"

คำพิพากษาของศาลย่อมถึงที่สุด หรือ มีสภาพเด็ดขาดทางกฎหมายในรูปแบบ ในกรณีดังต่อไปนี้
1. คำพิพากษานั้น เป็นคำพิพากษาของศาลสูงสุด หรือ คำพิพากษาของศาลฎีกา
2. ในกรณีที่คำพิพากษานั้นไม่ใช่คำพิพากษาของศาลฎีกา คำพิพากษานั้นจะถึงที่สุดได้เมื่อใด ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 มีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(1) ถึงที่สุดในวันที่ไดอ่านคำพิพากษา หรือ คำสั่ง ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ว่า คำพิพากษา หรือ คำสั่ง นั้น ถือเป็นที่สุด
– หรือ –
(2) ถึงที่สุดเมื่อำ้นกำหนดระยะเวลาที่จะอุทธรณ์หรือฎีกา หรือ พ้นกำหนดระยะเวลาที่จะขอให้พิจารณาคดีใหม่
– หรือ –
(3) คดีที่มีการอุทธรณ์ ฎีกา หรือ คดีที่มีการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ถ้าต่อมามีการจำหน่ายคดีโดยชอบตามหลักเกณฑ์ที่บัญญติไว้ในมาตรา 132 แล้ว ก็ถือว่าคดีถึงที่สุดในวันที่ศาลนั้นๆ มีคำสั่งจำหน่ายคดีโดยชอบ

นายเสก ฟ้องนายรวยในข้อหายักยอกนาฬิกาและศาลอาญาได้มีคำพิพากษาให้นายรวย ส่งมอบนาฬิกาคืนให้แก่นายเสก หากไม่สามารถส่งมอบคืนได้ให้ชำระเงินแทน ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2562
หากนายรวย ไม่พอใจคำพิพากษาก็ต้องยื่นอุทธรณ์ภายในระยะเวลา 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา แต่นายรวย ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาภายในระยะเวลาจนล่วงเลยไป ถือว่าคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว
คำพิพากษา "ถึงที่สุด" (Final Judgment)
หมายความว่า คดีนั้นเป็นอันเสร็จสิ้นลงและไม่อาจขอให้มีการเปลี่ยนแปลงคำชี้ขาดในคำพิพากษานั้นได้อีกต่อไป โดยการขอให้ทบทวนแก้ไข มีสภาพเด็ดขาดทางกฎหมายในรูปแบบ (Formelle Rechtskraft)
คำพิพากษาของศาลย่อมถึงที่สุด หรือ มีสภาพเด็ดขาดทางกฎหมายในรูปแบบ ในกรณีดังต่อไปนี้
1. คำพิพากษานั้น เป็นคำพิพากษาของศาลสูงสุด หรือ คำพิพากษาของศาลฎีกา
2. ในกรณีที่คำพิพากษานั้นไม่ใช่คำพิพากษาของศาลฎีกา คำพิพากษานั้นจะถึงที่สุดได้เมื่อใด ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 มีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(1) ถึงที่สุดในวันที่ไดอ่านคำพิพากษา หรือ คำสั่ง ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ว่า คำพิพากษา หรือ คำสั่ง นั้น ถือเป็นที่สุด
- หรือ -
(2) ถึงที่สุดเมื่อำ้นกำหนดระยะเวลาที่จะอุทธรณ์หรือฎีกา หรือ พ้นกำหนดระยะเวลาที่จะขอให้พิจารณาคดีใหม่
- หรือ -
(3) คดีที่มีการอุทธรณ์ ฎีกา หรือ คดีที่มีการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ถ้าต่อมามีการจำหน่ายคดีโดยชอบตามหลักเกณฑ์ที่บัญญติไว้ในมาตรา 132 แล้ว ก็ถือว่าคดีถึงที่สุดในวันที่ศาลนั้นๆ มีคำสั่งจำหน่ายคดีโดยชอบ
--------------------------------------------------------------------------
ข้อสังเกต

* ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 "ให้ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความได้ โดยไม่ต้องมีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นเรื่องนั้น และให้กำหนดเงื่อนไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่เห็นสมควร
(1) เมื่อโจทก์ทิ้งฟ้อง ถอนฟ้อง หรือไม่มาศาลในวันนัดพิจารณา
(2) เมื่อโจทก์ไม่หาประกันมาให้ หรือ เมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่ายขาดนัด
(3) ถ้าความมรณะของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังให้คดีนั้นไม่มีประโยชน์ต่อไป หรือ ถ้าไม่มีผู้ใดเข้ามาแทนที่คู่ความฝ่ายที่มรณะ
(4) เมื่อศาลได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีรวมกันหรือให้แยกกัน ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องโอนคดีไปยังอีกศาลหนึ่ง"
** ถึงแม้เรื่องของนายเสกและนายรวยที่ถูกนำมาเป็นตัวอย่างจะเป็นคดีอาญา แต่สามารถพิจารณาคดีโดยใช้หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้ โดยต้องใช้ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15
*** ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 15 “วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้”

--------------------------------------------------------------------------
#กฎหมาย #ศัพท์กฎหมายวันละคำ #คดีอาญา #ชื่นใจคนไทยรู้กฎหมาย #รู้กฎหมายไว้ใช้กฎหมายเป็น #สำนักงานกิจการยุติธรรม
ที่มา : ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 + ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 15

 #กฎของการปรึกษากฎหมาย1.กรุณาแจ้งชื่อ ที่อยู่  2.อธิบายเรื่องราวคร่าวๆ (ข้อเท็จจริง) รายละเอียดของเคสที่ต้องการปรึกษา3.ท...
14/09/2021

#กฎของการปรึกษากฎหมาย
1.กรุณาแจ้งชื่อ ที่อยู่
2.อธิบายเรื่องราวคร่าวๆ (ข้อเท็จจริง) รายละเอียดของเคสที่ต้องการปรึกษา
3.ทนายไม่ใช่ที่ระบาย งดดราม่าใส่ จะให้ดีบอกความจริงให้ครบ
4.หากสนใจว่าจ้าง กรุณาอย่าต่อรองค่าจ้างว่าความ
5.รับทำทุกคดีค่ะ สอบถามเข้ามาได้เลย

☎️ 062-919-4614 (เวลา 08.30-19.00)

#ทนายเชียงใหม่
#รับว่าความทั่วประเทศ
#ปรึกษากฎหมายฟรี
#ปรึกษากฎหมายเชียงใหม่

10/09/2021

ความแตกต่างของ ลักทรัพย์โดยกลอุบาย VS ฉ้อโกง

1.ทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งการกระทำความผิด หากเป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย ทรัพย์สินที่เอาไปอาจเป็นทรัพย์ของผู้อื่นหรือทรัพย์สิ่งที่ผู้กระทำมีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วยก็ได้ในทางกลับกัน ความผิดฉ้อโกง ทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งการกระทำ ต้องเป็นทรัพย์ของผู้อื่นเท่านั้น

2.ลักษณะของการกระทำ กล่าวคือ หากเป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย การเอาไปซึ่งทรัพย์สินที่เอาไปซึ่งทรัพย์สินจะต้องเป็นการเอาไปจากการครอบครองโดยไม่มีสิทธิ ในทางกลับกัน ความผิดฐานฉ้อโกงต้องมีการหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดซึ่งข้อความจริงที่ควรบอกให้แจ้งก่อน จึงจะก่อให้เกิดผลแห่งการหลอกลวงนั้นคือ การได้ทรัพย์สินไปหรือมีการถอนหรือทำลายเอกสารสิทธินั้น

3.ความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้กลอุบายเป็นความผิดทางอาญาแผ่นดินอันจะยอมความไม่ได้ในทางกลับกัน ความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้ เว้นแต่ ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนนั้นเอง

รับว่าความคดีทุกประเภทผู้ที่ได้รับผลกระทบ ความเดือดร้อน ทางเรายินดีให้คำปรึกษา ทางเพจมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ไ...
08/09/2021

รับว่าความคดีทุกประเภท

ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ความเดือดร้อน ทางเรายินดีให้คำปรึกษา ทางเพจมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือนร้อนทางด้านกฎหมายโดยให้บริการด้านกฎหมายทุกประเภท ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายให้ได้รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียม

- คดีแพ่ง
#คดีกู้ยืมเงิน
#คดีเช่าซื้อ
#คดีเช่าทรัพย์
#คดีละเมิด
#คดีรับสภาพหนี้
#เรียกค่าเสียหาย
#จ้างทำของ
#ผิดสัญญา
และคดีอื่นๆ เกี่ยวกับการเรียกร้อง ค่าเสียหายหรือสิทธิตามสัญญาทุกประเภท

-คดีอาญา
#คดียักยอก
#คดีฉ้อโกง
#คดีลักทรัพย์
#คดียักยอก
#คดีทำร้ายร่างกาย
#หมิ่นประมาท

#คดีเช็ค
และคดีอื่นๆ อันมีโทษทุกประเภท

Contact

Tel : 062 919 4614

Line ID :

#ทนายเชียงใหม่
#ว่าความเชียงใหม่
#ปรึกษากฎหมายเชียงใหม่

Trillion ( Thailand ).Co.,Ltd Chiangmai Best Lawyer Our attorneys are specialized in private civil law. By providing legal and litigation services to the general public pursue to gain Legal Justice. We are also having many experiences in legal counseling for foreigners, and businessmen living in Chi...

ที่อยู่

100/18 หมู่ที่ 1 ตำบลป่าแดด
Chiang Mai
50100

เบอร์โทรศัพท์

+66629194614

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Chiang Mai Lawyerผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Chiang Mai Lawyer:

แชร์