ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น(CPCR)

ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น(CPCR) ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชน (Center for Protection and Revival of Local Community Rights) CPCR

องค์กรพัฒนาเอกชนที่ส่งเสริมและผลักดันให้หลักการสิทธิมนุษยชนที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีความเท่าเทียม

21/03/2026
ปักหมุดวาระสำคัญ!!!!!24 มี.ค. 2569 คณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสง...
20/03/2026

ปักหมุดวาระสำคัญ!!!!!

24 มี.ค. 2569 คณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 กำหนดลงพื้นที่จัดเวทีรับฟังความเห็นของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ เขตห้ามล่าสัตว์ป่า และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ในพื้นที่ภาคเหนือ

ณ ห้องประชุมเทศบาลตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ตามข้อเรียกร้องของสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) และ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ที่ได้เรียกร้องต่อรัฐบาลตั้งแต่ต้นปี 2568

🔴สชป.-สกน. เตรียมลุยเวทีรับฟังความเห็นแก้ กม. ป่าอนุรักษ์ 24 มี.ค. 69 ชี้เดิมพันทวงคืนสิทธิชุมชน✊
คืบหน้า 1 ปี หลังชุมนุมใหญ่ สชป.-สกน. เตรียมชุมชนเข้าร่วมเวทีรับฟังความเห็นแก้กฎหมายป่าอนุรักษ์ 24 มี.ค. นี้ หลังกฎหมาย 2 ฉบับมรดก คสช. บังคับใช้กว่า 5 ปี สร้างผลกระทบวิถีชุมชน ด้านอนุกรรมการศึกษากฎหมายชี้ เป็นเดิมพันสำคัญทวงคืนสิทธิชุมชนและสิทธิชาติพันธุ์ ชวนร่วมสะท้อนปัญหา
24 มี.ค. 2569 คณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มีกำหนดการลงพื้นที่จัดเวทีรับฟังความเห็นของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ เขตห้ามล่าสัตว์ป่า และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ในพื้นที่ภาคเหนือ ณ ห้องประชุมเทศบาลตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ตามข้อเรียกร้องของสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) และ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ที่ได้เรียกร้องต่อรัฐบาลตั้งแต่ต้นปี 2568 ในสมัยรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร จนถึงรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล
พชร คำชำนาญ อนุกรรมการสัดส่วนภาคประชาชน กล่าวว่า คณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนผู้เดือดร้อนจากการถูกเขตป่าอนุรักษ์ประกาศทับที่ต้องการให้แก้กฎหมายมรดกบาปจากยุคทวงคืนผืนป่าของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งในขณะนั้น คสช. ได้ผลักดันกฎหมายโดยไม่ฟังเสียงของประชาชน จนทำให้เกิดสถานการณ์ความเดือดร้อนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ ทั้งการบีบให้ต้องสูญเสียที่ดิน จำกัดการใช้ประโยชน์จากป่า การคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐ รวมไปถึงการตรวจยึดที่ดินทำกินและจับกุมดำเนินคดี นอกจากนั้นยังมีพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ว่าด้วยการจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ออกมาซ้ำในปี 2567 จนเกิดการลุกฮือของกลุ่มชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมือง และเกษตรรายย่อยทั่วภาคเหนือ
“การชุมนุมใหญ่ของ สชป. และ สกน. เมื่อปี 2568 นับเป็นอีกหนึ่งภาพประวัติศาสตร์การต่อสู้ของกลุ่มคนยากคนจนและชนเผ่าพื้นเมืองที่ไม่ยอมจำนนต่ออำนาจที่ไม่เป็นธรรมของรัฐ ตลอด 5 ปีของการบังคับใช้กฎหมายป่าอนุรักษ์นั้นสร้างผลกระทบอย่างกว้างขวางและเห็นรูปธรรมการกดขี่มากขึ้นเรื่อยๆ การปรับปรุงแค่กฎหมายลำดับรองอย่าง พ.ร.ฎ. จึงไม่เพียงพอ เพราะกฎหมายระดับ พ.ร.บ. นั้นมีปัญหาตั้งแต่หลักการที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ คณะอนุกรรมการฯ จึงจัดกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชนโดยการลงพื้นที่จัดเวที 4 ภูมิภาค โดยเน้นการศึกษาผลกระทบจากกฎหมายทั้งฉบับ ไม่ใช่เพียงส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งจากเวทีที่ภาคตะวันตกและภาคอีสานประชาชนส่วนใหญ่เสนอให้เพิกถอนเขตป่าอนุรักษ์ออกจากพื้นที่ชุมชน” นายพชรกล่าว
อนุกรรมการภาคประชาชนยังย้ำว่าเวทีวันที่ 24 มี.ค. นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นวันครบรอบ 1 ปีการเคลื่อนไหวใหญ่ของ สชป. และ สกน. และทุกความเห็นที่เรียกร้องการรับรองสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกลดทอนลงไปจากกฎหมายป่าอนุรักษ์นั้นจะถูกบันทึกในเวทีและจัดทำเป็นรายงานเสนอคณะรัฐมนตรี ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมกว่า 1,000 คน
“ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนร่วมสะท้อนความเห็นต่อคณะอนุกรรมการฯ เพื่อให้เราได้รับข้อมูลครบถ้วนที่สุด โดยเฉพาะประเด็นการละเมิดสิทธิชุมชนและสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ที่แม้ขณะนี้จะมีพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 แล้ว แต่ก็ยังมีกฎหมายป่าอนุรักษ์ที่เนื้อหาขัดแย้งกันอยู่ ขอให้พลังการรวมกลุ่มเคลื่อนไหวของพี่น้องส่งแรงไปถึงรัฐบาลใหม่ให้เร่งเดินหน้าแก้ปัญหานี้เป็นวาระเร่งด่วน” พชรย้ำ
จากข้อมูลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่ามีชุมชนที่ทับซ้อนกับเขตป่าอนุรักษ์ (อุทยานแห่งชาติ เขตห้ามล่าสัตว์ป่า และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า) จำนวน 4,042 ชุมชน เป็นจำนวนราษฎร 314,784 ราย รวมเป็นเนื้อที่ประมาณ 4.27 ล้านไร่ และที่ดิน 466,307 แปลง (ข้อมูล ณ ปี 2567) รวมถึงมีแผนประกาศเขตป่าอนุรักษ์เพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 23 แห่งทั่วประเทศ เนื้อที่ประมาณ 3,591,377 ไร่ (ข้อมูล ณ ปี 2566)
ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้เกิดจากการเคลื่อนไหวของ สชป. และ สกน. ตั้งแต่วันที่ 24 มี.ค. – 1 เม.ย. 2568 ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่และทำเนียบรัฐบาล ซึ่งกลุ่มประชาชนดังกล่าวได้เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาสิทธิในการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกละเมิดจากพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 จนเกิดเป็นบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่าง สชป.-สกน. และตัวแทนรัฐบาล ได้แก่ ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในขณะนั้น และมีมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 1 เม.ย. 2568 รับรองบันทึกข้อตกลงดังกล่าว จึงได้มอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ ชุดดังกล่าวขึ้นโดยมี ชูศักดิ์ ศิรินิล รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเป็นประธาน และเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลได้มีการมอบหมาย บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ปฏิบัติหน้าที่ประธานต่อไป
#สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ #หยุดกฎหมายป่าปลอดคน #สมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า #มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ

19/03/2026

ขอเชิญติดตามรับชม IMN Live Special EP. #24 ตอน: 1 ปีแห่งการต่อสู้ "คนอยู่กับป่า" สู่ก้าวสำคัญ 24 มีนานี้ เราต้องทำอะไร? ในเวทีฟังความเห็นกฎหมายอุทยาน

ย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปีที่แล้ว ได้เกิดการเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์ของการรวมพลังพี่น้องชนเผ่าพื้นเมือง เกษตรกรรายย่อย และคนยากคนจน ในนาม “สมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า” และ “สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ” เพื่อเรียกร้องการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนด้านที่ดินทำกิน โดยมีจุดยืนและข้อเรียกร้องสำคัญคือ "การหยุดพระราชกฤษฎีกาป่าอนุรักษ์ พร้อมเร่งแก้ไข พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า"

จากวันนั้นสู่วันนี้ การต่อสู้กำลังจะผลิดอกออกผล!

วันที่ 24 มีนาคม 2569 นี้ จะนับเป็นอีกหนึ่งก้าวแห่งความสำเร็จของพี่น้องผู้ออกมาเรียกร้องสิทธิ เมื่อรัฐบาลได้แต่งตั้งอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงกฎหมายขึ้น และจะมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้เดือดร้อนจากกฎหมายป่าอนุรักษ์ทั่วภาคเหนือ

ประเด็นสำคัญใน Live ที่คุณไม่ควรพลาด:
• เจาะลึกความสำคัญของวันที่ 24 มีนาคม: ทำไมเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้จึงชี้ชะตาวิถีชีวิตคนอยู่กับป่า?
• กางข้อเสนอภาคประชาชน: ทิศทางการแก้ไขกฎหมายป่าอนุรักษ์ที่เราต้องการคืออะไร?

รวมพลังก้าวต่อไป: พวกเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนในพื้นที่หรือแนวร่วม ควรต้องเตรียมตัวและร่วมกันทำอะไรในวันนั้น เพื่อให้เสียงของพวกเราดังที่สุด?

ร่วมพูดคุยและวิเคราะห์เจาะลึกโดยแขกรับเชิญสุดพิเศษ:
• คุณภัทรเดช เจริญกิจสุข - แกนนำชนเผ่าพื้นเมืองกลุ่มชาติพันธุ์ลีซู อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
• คุณวิไลลักษณ์ เยอเบาะ - รองผู้อำนวยการสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (IMPECT)
• คุณพชร คำชำนาญ - ผู้ช่วยผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ

ดำเนินรายการโดย: พนม ทะโน

📌 พบกันวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2569
⏰ เวลา 19.00 - 20.00 น.
📺 ถ่ายทอดสดผ่านทาง page: https://www.facebook.com/imnvoices

#สชป #มพน #สกน #สมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า #สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ #ป่าปลอดคน #มรดกสงครามเย็น #หยุดพรฎป่าอนุรักษ์ #หยุดกฎหมายป่าปลอดคน #พรบอุทยาน #พรฎป่าอนุรักษ์ #พรบสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า #แก้ปัญหาที่ทำกิน #แก้ไขกฎหมาย #เชียงใหม่ #รองนายก #มติครม #ทำเนียบรัฐบาล #รัฐบาล #สมัชชามาทำเนียบ #กทม #ประชุมครม #แก้กฎหมาย #คนอยู่กับป่า #สิทธิที่ดินทำกิน #ชนเผ่าพื้นเมือง #ชาติพันธุ์ #แก้กฎหมายป่าอนุรักษ์

ชวนมองมิติทางกฎหมาย : กรณีประกาศจังหวัดลำปางและประกาศสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) เรื่อง “ห้ามเผาป่าหรือเข้าไป...
18/03/2026

ชวนมองมิติทางกฎหมาย : กรณีประกาศจังหวัดลำปางและประกาศสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) เรื่อง “ห้ามเผาป่าหรือเข้าไปกระทำการใดๆในเขตป่าสงวนฯ”🚫

จากสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันในจังหวัดลำปางนำมาสู่ประกาศจังหวัดลำปาง เรื่อง การห้ามมิให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเผาป่าหรือเข้าไปกระทำการใดๆในเขตป่าในพื้นที่จังหวัดลำปาง ลงวันที่ 6 มีนาคม 2568 และประกาศสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) เรื่อง การห้ามมิให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเผาป่าหรือเข้าไปกระทำการใดๆในเขตป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่จังหวัดลำปาง ลงวันที่ 10 มีนาคม 2569

ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติ ตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 พ.ศ. 2559 ​ ข้อ 3 บัญญัติว่า “แต่งตั้งให้ผู้ดำรงตำแหน่งต่อไปนี้ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507
3.1 กระทรวงมหาดไทย
(1) ผู้ว่าราชการจังหวัด
(2) นายอำเภอ
3.2 สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
(1) ผู้อํานวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด
3.3 กรมป่าไม้
(1) อธิบดี
(2) ผู้อํานวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้...”

ข้อ 4 บัญญัติว่า “ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามข้อ 3 มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการและปฏิบัติการตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่รับผิดชอบ”

จากประกาศทั้ง 2 ฉบับข้างต้น ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางและผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 จังหวัดลำปาง จึงเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการและปฏิบัติการตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่รับผิดชอบตามประกาศกระทรวงฯดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม การจะพิจารณาว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) จะมีอำนาจในการออกประกาศจังหวัดและประกาศสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ฯ เรื่อง การห้ามมิให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเผาป่าหรือเข้าไปกระทำใดๆในเขตป่าสงวนในพื้นที่จังหวัดลำปาง หรือไม่ จะต้องพิจารณาขอบเขตอำนาจที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 เสียก่อน โดย มาตรา 25 บัญญัติว่า “เมื่อได้กำหนดป่าใดเป็นป่าสงวนแห่งชาติและรัฐมนตรีได้แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาตินั้นแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดังต่อไปนี้

(1) สั่งให้ผู้หนึ่งผู้ใดออกจากป่าสงวนแห่งชาติ หรือให้งดเว้นการกระทำใด ๆ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ในกรณีที่มีข้อเท็จจริงปรากฏหรือเหตุอันควรสงสัยว่า มีการกระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้

(2) สั่งเป็นหนังสือให้ผู้กระทำผิดต่อพระราชบัญญัตินี้ รื้อถอน แก้ไขหรือทำประการอื่นใดแก่สิ่งที่เป็นอันตราย หรือสิ่งที่ทำให้เสื่อมสภาพในเขตป่าสงวนแห่งชาติภายในเวลาที่กำหนดให้

(3) ยึด ทำลาย รื้อถอน แก้ไขหรือทำประการอื่น เมื่อผู้กระทำผิดไม่ปฏิบัติตาม (2) ไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิดหรือรู้ตัวผู้กระทำผิดแต่หาตัวไม่พบ
ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดดังกล่าว และได้เสียค่าใช้จ่ายเพื่อการนั้น ให้ผู้กระทำผิดชดใช้หรือออกค่าใช้จ่ายนั้นทั้งหมด หรือให้พนักงานเจ้าหน้าที่นำทรัพย์สินที่ยึดไว้ได้ออกขายทอดตลาดหรือขายโดยวิธีอื่นตามที่เห็นสมควร เพื่อชดใช้ค่าใช้จ่ายนั้น และให้นำความในมาตรา 1327 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับแก่เงินที่ได้จากการขายทรัพย์สินนั้นโดยอนุโลม

(4) ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดที่เห็นสมควร ทั้งนี้ เพื่อป้องกันหรือบรรเทาความเสียหายแก่ป่าสงวนแห่งชาติในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉิน”

เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ข้างต้นจะเห็นได้ว่า
1. บทบัญญัติมาตรา 25 (1) ให้อำนาจสั่งให้ผู้หนึ่งผู้ใดออกจากป่าสงวนแห่งชาติ หรือให้งดเว้นการกระทำใดๆ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ในกรณีที่มีข้อเท็จจริงปรากฏหรือเหตุอันควรสงสัยว่า มีการกระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งจะเห็นว่า อำนาจตาม (1) นี้ เป็นอำนาจที่ต้องปรากฏข้อเท็จจริงหรือเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำความผิด และเป็นการออกคำสั่งเฉพาะเจาะจงต่อผู้หนึ่งผู้ใดให้ออกไปจากป่าสงวนฯ ​ ไม่ใช่การให้อำนาจในการออกคำสั่งเป็นการทั่วไปต่อบุคคลโดยห้ามไม่ให้เข้าไปในเขตป่าสงวนฯ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือเหตุอันควรสงสัยเสียก่อน

2. บทบัญญัติมาตรา 25 (2) สั่งเป็นหนังสือให้ผู้กระทำผิดต่อพระราชบัญญัตินี้ รื้อถอน แก้ไขหรือทำประการอื่นใดแก่สิ่งที่เป็นอันตราย หรือสิ่งที่ทำให้เสื่อมสภาพในเขตป่าสงวนแห่งชาติภายในเวลาที่กำหนดให้ บทบัญญัติ (2) นี้ เป็นการสั่งเป็นหนังสือให้ผู้กระทำความผิดให้รื้อถอน แก้ไขหรือทำประการอื่นใด เป็นการเฉพาะเจาะจง ไม่ได้เป็นอำนาจให้ออกคำสั่งเป็นการทั่วไปต่อบุคคลในพื้นที่จังหวัด

3. บทบัญญัติมาตรา 25 (3) ยึด ทำลาย รื้อถอน แก้ไขหรือทำประการอื่น เมื่อผู้กระทำผิดไม่ปฏิบัติตาม (2) ไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิดหรือรู้ตัวผู้กระทำผิดแต่หาตัวไม่พบ เป็นอำนาจสั่งเมื่อผู้กระทำความผิดไม่ปฏิบัติตาม (2) ซึ่งก็เป็นอำนาจสั่งเฉพาะเจาะเช่นเดียวกับมาตรา 25 (2) ไม่ใช่อำนาจสั่งเป็นการทั่วไป

4. บทบัญญัติมาตรา 25 (4) ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดที่เห็นสมควร ทั้งนี้ เพื่อป้องกันหรือบรรเทาความเสียหายแก่ป่าสงวนแห่งชาติในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉิน ซึ่งเป็นกรณีเหตุฉุกเฉินที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่ป่าสงวนแห่งชาติ เป็นอำนาจในการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อกรณีฉุกเฉินเท่านั้น

นอกจากนี้ บทบัญญัติมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ไม่ได้กำหนดวิธีการออกคำสั่งไว้เป็นการเฉพาะเอาไว้แต่อย่างใด ดังนั้นการใช้ดุลพินิจออกคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่จึงต้องระบุให้ชัดเจนว่าจะใช้อำนาจตามบทบัญญัติมาตรา 25 อนุหรือวงเล็บใด และการออกประกาศห้ามบุคคลเป็นการทั่วไปทั้งจังหวัด โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นอย่างไร หรือมีกรณีเหตุฉุกเฉินใด เกิดขึ้น ณ บริเวณใดของพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติของจังหวัดลำปาง แต่กลับใช้อำนาจออกประกาศคำสั่งห้ามบุคคลเป็นการทั่วไปทั้งจังหวัดลำปาง ถือเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้ จึงเป็นการออกประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 43 ได้บัญญัติรับรองสิทธิของบุคคลและชุมชนในการจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติไว้ และมาตรา 57 (2) บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องอนุรักษ์ คุ้มครอง บำรุงรักษา ฟื้นฟู บริหารจัดการ และใช้หรือจัดให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน โดยต้องให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมดำเนินการและได้รับประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าวด้วยตามที่กฎหมายบัญญัติ

ดังนั้น ประกาศจังหวัดลำปางและประกาศสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) เรื่อง ห้ามมิให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเผาป่าหรือเข้าไปกระทำการใดๆในเขตป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่จังหวัดลำปาง จึงเป็นการออกประกาศที่เกินกว่าที่กฎหมายให้อำนาจไว้และกระทบต่อสิทธิชุมชนของประชาชนในการจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติตามรัฐธรรมนูญ และยังขัดต่อหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญฯ

(English Below)CPCR ขอแสดงความยินดีกับ "คุณวรวุธ ตามี่" (แว่น) เนื่องในโอกาสเข้ารับหน้าที่ทนายความคนที่ 3 ของศูนย์ฯ 🎉🎉​ค...
25/02/2026

(English Below)

CPCR ขอแสดงความยินดีกับ "คุณวรวุธ ตามี่" (แว่น) เนื่องในโอกาสเข้ารับหน้าที่ทนายความคนที่ 3 ของศูนย์ฯ 🎉🎉

คุณวรวุธ ตามี่ เป็นทนายความจากกลุ่มชาติพันธุ์ลีซู มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ การรวบรวมข้อเท็จจริงในคดีที่ดินป่าไม้ และการเก็บข้อมูลระบบพิกัดดาวเทียม (GPS) นอกจากนี้ ยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพชุมชนผ่านการถ่ายทอดความรู้ทางกฎหมายเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

ที่ผ่านมา คุณวรวุธได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีปกครองที่เกี่ยวข้องกับสิทธิชุมชนมาแล้วหลายคดี และในบทบาทใหม่นี้ คุณวรวุธจะเข้ามารับหน้าที่เป็นทนายความร่วมกับทีมทนายความของศูนย์ฯเพื่อปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแก่ผู้ถูกละเมิดสิทธิอย่างเต็มตัว

CPCR ขอร่วมแสดงความยินดีและเป็นกำลังใจให้คุณวรวุธในก้าวสำคัญครั้งนี้


CPCR is proud to congratulate Khun Worawut Tamee (Waen) on becoming our third human rights lawyer.

As a member of the Lisu Indigenous group, Worawut brings specialized expertise in GPS data collection, site investigation, and evidence gathering for land and forest cases. He has played a vital role in community empowerment by providing legal literacy to local communities.

With extensive experience representing community rights in Administrative Court cases, Worawut will now expand his role to provide legal defense and advocacy alongside the CPCR legal team.

Congratulations to Worawut on this significant milestone!

🗯️ การประชุมวิเคราะห์รายงานฉบับที่สามของรัฐบาลไทยภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICES...
16/02/2026

🗯️ การประชุมวิเคราะห์รายงานฉบับที่สามของรัฐบาลไทยภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR)

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น (CPCR) ร่วมกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (OHCHR) ได้จัดการประชุมวิเคราะห์รายงานฉบับที่สามของรัฐบาลไทยภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ณ โรงแรมพราวภูฟ้า จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้เข้าร่วมจากตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคม

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสรุปสาระสำคัญของรายงานฉบับที่สามของรัฐบาลไทยภายใต้ ICESCR ซึ่งประเทศไทยได้จัดทำและยื่นต่อกลไกสิทธิมนุษยชนภายใต้กติกาดังกล่าว เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 โดยวิธีการวิเคราะห์เพื่อพิจารณาว่าการรายงานของภาครัฐมีความครบถ้วนและสอดคล้องกับสถานการณ์จริงในพื้นที่มากน้อยเพียงใด

ทั้งนี้ การหารือมุ่งเน้นในประเด็นสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง สิทธิในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิด้านสุขภาพ และสิทธิด้านการศึกษา เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและกำหนดแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรภาคประชาสังคมและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ในการติดตามและรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนต่อไปในอนาคต

#กลไกสิทธิมนุษยชน

เสียงชุมชนมีพลัง💥 ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่ง “ยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น” กรณีคุ้มครองชั่วคราว เหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อย🪨​เมื่อ...
13/02/2026

เสียงชุมชนมีพลัง💥 ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่ง “ยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น” กรณีคุ้มครองชั่วคราว เหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อย🪨

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ตัวแทนผู้ฟ้องคดี ชาวบ้านชุมชนกะเบอะดิน ชาวบ้านอำเภออมก๋อย พร้อมเครือข่าย และทนายความ ได้เดินทางเข้าร่วมฟังคำสั่งศาลปกครองสูงสุด กรณีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว คดีเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อย ณ ศาลปกครองเชียงใหม่

ภายหลังการอ่านคำสั่ง ทนายความได้ชี้แจงว่า ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่ง “ยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น” ส่งผลให้คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น ทำให้โครงการยังไม่สามารถดำเนินการในพื้นที่ได้

🧑‍⚖️โดยศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า

1. รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อยมีข้อบกพร่องหลายประการ โดยข้อมูลบางส่วนไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ จึงทำให้รายงาน EIA ฉบับสมบูรณ์อาจมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมาย

2. การที่มติอนุมัติรายงาน EIA ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป อาจก่อให้เกิด ความเสียหายอย่างร้ายแรงและยากแก่การเยียวยาในภายหลังแก่ผู้ฟ้องคดีและประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของชุมชน

3. แม้ศาลจะมีการทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองกรณีนี้ ไม่เป็นอุปสรรคกระทบต่อการบริหารงานของภาครัฐหรือแก่บริการสารธารณะ

ทั้งนี้ คำขอให้มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสิบคน เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จึงมีเหตุอันสมควรให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามมติที่เห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการทำเหมืองแร่ถ่านหิน ตามคำขอประทานบัตรที่ 1/2543 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ไว้เป็นการชั่วคราว โดยให้ทุเลาการบังคับไว้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น

ภายหลังจากฟังคำสั่งศาลปกครองสูงสุดแล้ว ได้มีการประกอบพิธีกรรมตามจารีตประเพณีดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง เพื่อเรียกขวัญและเสริมสร้างกำลังใจให้แก่ตัวแทนชุมชน เครือข่าย และทีมทนายความ ในการต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของชุมชน พร้อมทั้งกล่าวให้กำลังใจซึ่งกันและกันท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความปิติยินดีและอบอุ่น


#เหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อย

🔈[แจ้งข่าว]  #คดีเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อย ศาลปกครองเชียงใหม่นัดฟังคำสั่งศาลปกครองสูงสุด “กรณีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว” วันที...
02/02/2026

🔈[แจ้งข่าว] #คดีเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อย
ศาลปกครองเชียงใหม่นัดฟังคำสั่งศาลปกครองสูงสุด “กรณีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว” วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 น. ณ ศาลปกครองเชียงใหม่

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2565 ตัวแทนชุมชนบ้านกะเบอะดิน ชุมชนเส้นทางขนส่งแร่ และตัวแทนเครือข่าย จำนวน 50 ราย ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) ในฐานะผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ในฐานะผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เพื่อขอให้เพิกถอนมติเห็นชอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการเหมืองแร่ถ่านหินของบริษัท 99 ธุวานนท์ จำกัด ภายหลังจากนั้นศาลได้มีคำสั่งเรียกบริษัท 99 ธุวานนท์ จำกัด เข้ามาเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3

ในวันเดียวกัน ผู้ฟ้องคดีทั้ง 50 ราย ได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2565 ศาลปกครองเชียงใหม่ได้มี "คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว" จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น เป็นผลให้ไม่สามารถดำเนินการใดๆที่เกี่ยวข้องกับโครงการเหมืองแร่ในพื้นที่บ้านกะเบอะดิน ต.อมก๋อย อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ได้จนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ด้านผู้ถูกฟ้องคดีก็ได้มีการยื่นอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุดเช่นเดียวกัน

กระทั่งเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น (CPCR) ได้รับหมายแจ้งจากศาลปกครองเชียงใหม่ เพื่อนัดฟังคำสั่งศาลปกครองสูงสุด "กรณีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว" ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 น. ณ ศาลปกครองเชียงใหม่

คดีเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อยถือเป็นคดีสิ่งแวดล้อมที่มีความสำคัญ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับปัญหามลพิษทางอากาศในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงสิทธิของชุมชน การคุ้มครองวิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งยังคงต้องติดตามกันต่อไป

#เหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อย #กะเบอะดินแมแฮแบ

❌ 8 กุมภา ทำไมต้องกาเห็นชอบ❓​เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก่อนที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องออกไปใช้สิทธิเลือกสมาชิกสภาผู้แ...
30/01/2026

❌ 8 กุมภา ทำไมต้องกาเห็นชอบ❓

เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก่อนที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องออกไปใช้สิทธิเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพรรคการเมือง เพื่อเลือกผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่บริหารประเทศ ขณะเดียวกัน นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ประชาชนชาวไทยจะได้ร่วมกำหนดอนาคตของประเทศ ผ่านการออกเสียงประชามติในประเด็น “ท่านเห็นชอบว่าควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ทำไมต้องจัดทำประชามติเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ใช้บังคับอยู่แล้ว

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่ารัฐธรรมนูญคืออะไรและมีความสำคัญอย่างไร❓

รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นกติกาพื้นฐานที่ใช้คุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ของประชาชน กำหนดหน้าที่ของรัฐ จัดระเบียบโครงสร้างอำนาจ การปกครองและการบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายอื่นๆจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้

แล้วทำไมต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่❓

รัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับปัจจุบัน จัดทำขึ้นภายหลังการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เอื้อให้เกิดการสืบทอดอำนาจผ่านโครงสร้างอำนาจรัฐที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน เช่น การแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา 250 คน โดย คสช. การให้อำนาจ สว. มีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรี และมีอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จำเป็นจะต้องได้เสียงเห็นชอบ 1 ใน 3 ของ สว. ทั้งหมด เป็นต้น

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังลดทอนอำนาจของประชาชนในการเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จากเดิมที่รัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 เคยรับรองสิทธิการเข้าชื่อโดยประชาชน 20,000 คน หรือ 50,000 คน ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิเช่น ​ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สส. สว.หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ฯลฯ แต่ปัจจุบันสิทธิดังกล่าวในรัฐธรรมนูญ 2560 ถูกแทนที่ด้วย “มาตรฐานจริยธรรม” ซึ่งออกแบบโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช.

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญ 2560 ยังเปลี่ยน “สิทธิและเสรีภาพ” ของประชาชนหลายประการ ให้กลายเป็น “หน้าที่ของรัฐ” จากเดิมที่ประชาชนเป็นเจ้าของสิทธิ กลับต้องเฝ้ารอการดำเนินการจากรัฐ ขณะเดียวกันสิทธิเสรีภาพบางประการมีการกำหนดเงื่อนไขเพื่อจำกัดสิทธิ ได้โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐธรรมนูญ 2560 ยังไม่ได้รับรองสิทธิที่สำคัญอีกหลายประการ เช่น สิทธิชนของเผ่าพื้นเมือง สิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี และสิทธิพื้นฐานอื่นๆ

อีกทั้งการทำงานรัฐบาลแต่ละสมัยยังถูกผูกมัดด้วยยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มีการวางรากฐานไว้ตั้งแต่สมัย คสช. หากการดำเนินนโยบายของรัฐบาลขัดต่อยุทธศาสตร์ชาติ อาจนำไปสู่การดำเนินคดีจนต้องพ้นจากตำแหน่งได้

ดังนั้นหนทางเดียวในการปรับเปลี่ยนกติกาสูงสุดของประเทศให้มีความเป็นธรรม และสามารถคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้อย่างแท้จริง คือการออกเสียงประชามติเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้

เพราะอำนาจในการกำหนดอนาคตของประเทศอยู่ที่ปลายปากกาคุณ

ภาพ : เบญจมาศ พวงน้อย

#8กุมภากาเห็นชอบ
#รัฐธรรมนูญใหม่

🚫ศาลจังหวัดเชียงรายมีคำพิพากษา “ยกฟ้อง” ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาฯ กรณี 2 ตัวแทนคัดค้านโรงไฟฟ้าขยะอำ...
28/01/2026

🚫ศาลจังหวัดเชียงรายมีคำพิพากษา “ยกฟ้อง” ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาฯ กรณี 2 ตัวแทนคัดค้านโรงไฟฟ้าขยะอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย

เช้าวันที่ 28 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. ณ ศาลจังหวัดเชียงราย ทนายความได้เดินทางเข้ารับฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาศาลตามหมายนัด กรณีอดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลป่าหุ่ง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ยื่นฟ้องผู้แทนชุมชนผู้คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าขยะป่าหุ่ง จำนวน 2 ราย ได้แก่ พันโทสมเจต หรือผู้พันเจต ช่างซอ และทันตแพทย์ตรีวัตน์ วงศ์ขุนสุววรณ ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา พร้อมเรียกค่าเสียหายจำนวน 500,000 บาท

ทนายความได้ชี้แจงว่า ศาลจังหวัดเชียงรายมีคำพิพากษา “ยกฟ้อง” ทั้ง 2 คดี โดยได้ให้รายละเอียดว่า กรณีผู้พันสมเจต ช่างซอ หลังจากที่ศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องแล้วศาลเห็นว่า การที่โจทก์ได้ฟ้องจำเลยตามเนื้อหาบทเพลงซอเป็นเพียงการกล่าวคำไม่สุภาพ วิจารณ์การทำงานเกี่ยวกับโครงการโรงไฟฟ้าขยะ หาใช่ถ้อยคำร้ายแรงถึงขั้นทำให้โจทก์เป็นคนไม่ดี จนทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ถ้อยคำตามเพลงซอจึงไม่ถือเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

ด้านคดีของทันตแพทย์ตรีวัตน์ วงศ์ขุนสุววรณ หลังจากที่ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว ศาลเห็นว่าเนื้อหาและข้อความที่จำเลยได้เผยแพร่มีเนื้อหาเป็นเพียงคำหยาบคาย เสียดสี วิจารณ์การทำงาน หาใช่ถ้อยคำร้ายแรงถึงขั้นโจทก์เป็นคนไม่ดี จนทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ถ้อยคำตามเพลงซอจึงไม่ถือเป็นการไม่หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา การเผยแพร่จึงไม่ถือเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

อย่างไรก็ตามทนายความได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า คดียังไม่สิ้นสุดทันที เนื่องจากโจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษา ภายใน 1 เดือน จึงต้องติดตามคดีนี้ต่อไป

สำหรับที่มาของคดี สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2568 ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียได้ร่วมกันจัดเวทีเสวนารับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการโรงไฟฟ้าขยะป่าหุ่ง ขององค์การบริหารส่วนตำบลป่าหุ่ง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ โดยมีชาวบ้านจาก 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลทานตะวัน ตำบลแม่เย็น และตำบลม่วงคำ เข้าร่วมเวที ณ บริเวณวัดสันไม้ฮาม ตำบลแม่เย็น อำเภอพาน

ในเวทีดังกล่าว ผู้พันเจต ช่างซอ ได้ขึ้นเวทีพร้อมขับร้องเพลงพื้นเมืองทางภาคเหนือ (เพลงซอ) ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าขยะ ต่อมาเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 ผู้พันเจตได้รับหมายศาลจากศาลจังหวัดเชียงราย หลังอดีตนายก อบต.ป่าหุ่ง ยื่นฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและเรียกค่าเสียหาย จำนวน 500,000 บาท

ต่อมาเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ทันตแพทย์ตรีวัตน์ วงศ์ขุนสุววรณ ซึ่งเป็นหนึ่งในชาวบ้านกลุ่มผู้คัดค้านโรงไฟฟ้าขยะได้รับหมายศาลในลักษณะเดียวกัน จากกรณีการเผยแพร่คลิปวิดีโอการขับร้องเพลงพื้นเมืองทางภาคเหนือ(เพลงซอ) ของผู้พันเจต ช่างซอผ่านบัญชีเฟซบุ๊คของตน

ทั้งนี้ โครงการบริหารและจัดการขยะมูลฝอยชุมชนเป็นพลังงานไฟฟ้าระบบปิดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมขององค์การบริหารส่วนตำบลป่าหุ่ง เดิมได้รับอนุมัติให้ดำเนินการในพื้นที่หมู่ที่ 12 บ้านห้วยประสิทธิ์ ตำบลป่าหุ่ง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย แต่ภายหลัง อบต.ป่าหุ่งได้รับแจ้งจากสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ว่า พื้นที่ดังกล่าวพบโบราณสถานจึงไม่สามารถดำเนินโครงการได้

ต่อมา อบต.ป่าหุ่งได้ทบทวนการศึกษาวิเคราะห์โครงการและสำรวจพื้นที่ใหม่ โดยระบุว่าพื้นที่ตำบลทานตะวันและตำบลแม่เย็น อำเภอพาน เป็นพื้นที่เหมาะสมในการดำเนินโครงการ ซึ่งประกอบด้วย
📍พื้นที่หมู่ที่ 4 บ้านท่าหล่ม ต.ทานตะวัน อ.พาน จ.เชียงราย และ/หรือ
📍พื้นที่หมู่ที่ 6 บ้านสันไม้ฮาม ต.แม่เย็น อ.พาน จ.เชียงราย และ/หรือ
📍พื้นที่หมู่ที่ 9 บ้านสันติสุข ต.แม่เย็น อ.พาน จ.เชียงราย

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากชาวบ้านในพื้นที่ตั้งโครงการและพื้นที่ใกล้เคียงได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับโครงการโรงไฟฟ้าขยะ พบว่ามีความกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในหลายด้าน เนื่องจากพื้นที่ตั้งโครงการเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาและปลูกผักสวนครัวเพื่อการดำรงชีพ อีกทั้งพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี และมีลำน้ำสำคัญหลายสายไหลผ่าน อาทิเช่น ห้วยชมพู ห้วยแล้ง ห้วยปูแกง รวมถึงคลองชลประทาน ก่อนจะไหลลงสู่ “หนองฮ่าง” หากการบริหารจัดการโครงการขาดประสิทธิภาพ อาจก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติอย่าง “หนองฮ่าง” ซึ่งประชาชนในพื้นที่ใช้เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค รวมถึงอาจก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่

ชาวบ้านยืนยันว่า การออกมาให้ข้อมูลและแสดงจุดยืนต่อโครงการโรงไฟฟ้าขยะป่าหุ่ง เป็นไปเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิต และความปลอดภัยด้านสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากวิถีชีวิตของชุมชนมีความผูกพันกับผืนดิน แหล่งน้ำ และการประกอบอาชีพเกษตรกรรมมาอย่างยาวนาน ทั้งการทำนา การปลูกผักสวนครัว และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในการดำรงชีพ หากโครงการก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ย่อมส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงทางอาหาร วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ และความยั่งยืนของชุมชนในระยะยาว

#โรงไฟฟ้าขยะเชียงราย

🚫ย้อนรอยประวัติศาสตร์การขับเคลื่อนภาคประชาชน “หยุดเหมืองแร่”🚫​เช้าวันที่ 18 มกราคม 2569 ชุมชนบ้านแม่เลียง อำเภอเสริมงาม ...
20/01/2026

🚫ย้อนรอยประวัติศาสตร์การขับเคลื่อนภาคประชาชน “หยุดเหมืองแร่”🚫

เช้าวันที่ 18 มกราคม 2569 ชุมชนบ้านแม่เลียง อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง ได้จัดกิจกรรม ย้อนรอยประวัติศาสตร์การขับเคลื่อนภาคประชาชน “หยุดเหมืองแร่” ร่วมกับเครือข่ายเหมืองแร่ภาคเหนือ ชุมชนผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการเหมืองแร่สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) องค์กรภาคประชาสังคม และภาคีเครือข่าย

กิจกรรมเริ่มต้นด้วยพิธีกรรมทางศาสนา เพื่อทำบุญและอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับจากการต่อสู้คัดค้านเหมืองแร่แม่เลียง

🎤ต่อด้วยวงพูดคุยเกี่ยวกับ “ประวัติศาสตร์การต่อสู้และทิศทางในอนาคต”

อาจารย์ขวัญชีวัน บัวแดง เล่าถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชุมชนแม่เลียงที่ยาวนานกว่า 50 ปี ชาวบ้านจำนวนมากตระหนักถึงผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ตั้งแต่อดีต โดยเฉพาะคนรุ่นอายุ 70 ปีขึ้นไปที่เคยร่วมคัดค้านมาแล้ว และได้รับผลกระทบโดยตรงจากกระบวนการทำเหมือง

คุณนัททิยา ถ่ายทอดประสบการณ์การต่อสู้ตั้งแต่ปี 2518 ปัญหาน้ำเสียจากเหมืองบนดอยส่งผลต่อสวนและผลผลิตทางการเกษตร ชาวบ้านเคยยื่นข้อเรียกร้องแต่ไม่ได้รับการแก้ไข จนนำไปสู่การรวมตัวปิดเหมืองด้วยตนเอง และเกิดเหตุปะทะรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิต ก่อนที่รัฐจะประกาศยุติเหมืองในพื้นที่

คุณถาวร สะท้อนความเจ็บปวดของชุมชนจากการสูญเสียตลอด 50 ปี และความกังวลต่อการที่บริษัทต่างชาติเตรียมกลับมาขอสัมปทานเหมืองอีกครั้ง ยืนยันจุดยืนของชุมชนว่า “ไม่เอาเหมืองแร่” และจะคัดค้านต่อไป

คุณสมาพันธ์ ตั้งคำถามถึงอนาคตของชุมชน หากโครงการเหมืองแร่กลับมาอีก พร้อมฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณาผลกระทบระยะยาวอย่างรอบด้าน

คุณวิศรุต ศรีจันทร์ วิเคราะห์สถานการณ์เหมืองแร่ในภาพใหญ่ ชี้ให้เห็นอำนาจทุนและอำนาจรัฐที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกดทับประชาชน พร้อมเสนอว่า การต่อสู้ของชุมชนต้องอาศัยการรวมตัวของขบวนประชาชน การสร้างเครือข่าย และการผลักดันเชิงโครงสร้าง ทั้งการแก้รัฐธรรมนูญ กฎหมาย และการยึดหลักสิทธิมนุษยชนเป็นแกนกลาง

ด้านคุณเพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล จาก Amnesty International Thailand เน้นย้ำว่า สิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องไกลตัว รัฐมีหน้าที่ต้องปกป้องประชาชน โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยเป็นภาคีพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนในระดับนานาชาติ

💥ในช่วงเสียงสะท้อนจากพื้นที่ ตัวแทนชุมชนต่างสะท้อนปัญหาคล้ายคลึงกัน ทั้งมลพิษ น้ำเสีย การละเมิดสิทธิชุมชน และกระบวนการนโยบายที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม พร้อมข้อเสนอร่วมกันคือ การแก้รัฐธรรมนูญ กฎหมายเหมืองแร่ และการคุ้มครองทรัพยากรให้เป็นของชุมชน

พื้นที่ท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ตัวแทนชุมชนเล่าว่า แม่น้ำกกซึ่งเคยใสสะอาดและเป็นแหล่งทำมาหากิน ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากกิจกรรมการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำ โดยผลตรวจคุณภาพน้ำในปี 2568 พบการตกค้างของสารพิษ ส่งผลให้ชาวบ้านที่พึ่งพาน้ำโดยตรงได้รับผลกระทบ

พื้นที่เหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่
​ชุมชนกะเบอะดินเป็นชนเผ่ากะเหรี่ยงซึ่งมีวิถีชีวิตผูกพันกับป่า นา และแหล่งน้ำ เขาแสดงความกังวลว่าหากเกิดเหมืองถ่านหิน จะกระทบต่อพื้นที่ปลูกข้าวนาปี ความปลอดภัยในการสัญจรจากการขนส่งผ่านหลายหมู่บ้าน และสิทธิในการดำรงวิถีชีวิตดั้งเดิม พร้อมเสนอให้ยกเลิกกฎหมายที่เปิดทางให้ทำเหมืองในพื้นที่ป่าสงวน

พื้นที่สาละวิน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ชุมชนสะท้อนปัญหาความไม่เป็นธรรมของกฎหมายและนโยบายแผนแม่บทเหมืองแร่ ที่ประชาชนไม่เคยมีส่วนร่วมในการออกแบบ ทั้งที่ทรัพยากรอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำและมีความอุดมสมบูรณ์สูง พร้อมตั้งคำถามถึงการกลับมาขอสัมปทานเหมืองในพื้นที่เดิม และเรียกร้องให้รัฐทบทวนนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น รวมถึงการแก้ปัญหาลุ่มน้ำข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง

เหมืองแร่แบไรต์ อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ ตัวแทนชุมชนชี้ให้เห็นว่า แม้แร่จะมีมูลค่าสูง แต่ผู้ได้รับประโยชน์ไม่ใช่ชาวบ้านในพื้นที่ ขณะที่ผลกระทบจะตกกับคนทั้งอำเภอ พร้อมข้อเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญและผลักดันพื้นที่ให้เป็นป่าชุมชนเพื่อการอนุรักษ์

พื้นที่เหมืองแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองถ่านหินสะท้อนว่า ปัญหาดิน น้ำ ป่า ที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกิน เป็นที่รับรู้ของทุกรัฐบาล แต่กลับไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดประชาชนต้องต่อสู้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไร้ทางออก

พื้นที่บ้านแหง จังหวัดลำปาง การต่อสู้ตั้งแต่ปี 2552 แม้ปัจจุบันยังไม่มีเหมืองเกิดขึ้น แต่กระบวนการเพิกถอนยังไม่แล้วเสร็จ ชุมชนสะท้อนว่ารัฐไม่เคยเปิดพื้นที่พูดคุยอย่างจริงใจ พร้อมยืนยันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นข้อเสนอหลักที่ตอบโจทย์ปัญหาเหมืองแร่ของประชาชน

👤ในช่วงท้ายของกิจกรรม ตัวแทนพรรคการเมืองและสมาชิกวุฒิสภาได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาเหมืองแร่และแนวทางเชิงนโยบาย

บอนด์ สุริยะ ผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน เสนอให้ปฏิรูปกระบวนการ EIA อย่างเป็นระบบ โดยรัฐต้องมีบทบาทตรวจสอบอย่างเป็นธรรม เปิดพื้นที่รับฟังประชาชนอย่างแท้จริง และแก้ไขพระราชบัญญัติที่มีช่องโหว่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุน

รภัสสรณ์ นิยะโมสถ (ผู้สมัครสส.พรรคเพื่อไทย) ย้ำว่าการต่อสู้ของชุมชนแม่เลียงเป็นเรื่องของผู้มีส่วนได้เสียทั้งตำบล ไม่ใช่เพียงไม่กี่หมู่บ้าน พร้อมยืนยันการผลักดันพื้นที่ให้เป็นป่าอนุรักษ์ชั้น 1 ผ่านกลไกรัฐสภา และยืนหยัดเคียงข้างประชาชนหากได้รับเลือกเป็นผู้แทน

เลาฟั้ง บัณทิตเทอดสกุล (อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน) ชี้ให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างว่า ประชาชนไม่มีสิทธิในทรัพยากร ทั้งที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง กระบวนการมีส่วนร่วมตามกฎหมายเป็นเพียงพิธีการ และรายงาน EIA ไม่เคยทำหน้าที่กลั่นกรองโครงการ พร้อมเสนอให้รัฐเป็นผู้จัดทำ EIA เอง และแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นสิทธิชุมชนอย่างแท้จริง

ด้าน กัลยา ใหญ่ประสาร (สมาชิกวุฒิสภา) เน้นย้ำว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญคือประตูบานแรกของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง พร้อมชี้ให้เห็นว่ากฎหมายหลายฉบับเอื้อประโยชน์ต่อคนส่วนน้อย และเรียกร้องให้ประชาชนรวมพลัง ตรวจสอบ และกดดันนโยบายที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง

เรื่องและภาพ : เบญจมาศ พวงน้อย และ นันทิกานต์ ผาด่าน

ที่อยู่

199/332 ม. 2 หมู่บ้านสวนนนทร ซ. 7/2 ต. หนองจ๊อม อ. สันทราย จ. Chiang Mai
Chiang Mai
50210

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6653230072

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น(CPCR)ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์