SCI LAW FIRM "มีเรื่องกลุ้มใจ ทนายช่วยได้! หากมีปัญหาข้อกฎหมาย ทักแชทหาแอดมินเพื่อปรึกษาเบื้องต้นได้ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายครับ"

19/08/2026

⚖️ แกะรอยฎีกาแรงงาน: สมัครงานตอนอายุเกิน 60 ปี ขอ "เกษียณอายุ" เรียกค่าชดเชยได้หรือไม่?
ประเด็นข้อกฎหมายแรงงานที่นายจ้างและฝ่าย HR รวมถึงผู้สูงวัยที่ยังทำงานอยู่ควรรู้! คดีนี้ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับสิทธิการเกษียณอายุตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118/1 ไว้อย่างน่าสนใจครับ
🔹 สรุปพฤติการณ์คดี (ใคร ทำอะไร)
โจทก์ (ลูกจ้าง): เข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถขณะมี อายุ 61 ปี (ซึ่งขณะนั้นบริษัทมีระเบียบกำหนดอายุเกษียณไว้ที่ 60 ปีอยู่แล้ว) ทำงานได้ประมาณ 3 ปี จนอายุ 64 ปี จึงยื่นหนังสือขอเกษียณอายุและหยุดทำงานไป จากนั้นได้เรียกร้องให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยการเลิกจ้าง
จำเลย (นายจ้าง): ปฏิเสธการจ่ายค่าชดเชย โดยพนักงานตรวจแรงงานและนายจ้างเห็นตรงกันว่า ลูกจ้างรับทราบระเบียบเกษียณ 60 ปีมาตั้งแต่แรก การมาสมัครงานตอนอายุ 61 ปี จึงไม่อยู่ในเงื่อนไขการขอเกษียณอายุ การลาออกถือเป็นความประสงค์ของลูกจ้างเอง ไม่ใช่การเลิกจ้าง
📌 ประเด็นแห่งคดี "ลูกจ้างที่เริ่มเข้าทำงานกับนายจ้างเมื่อมีอายุเกิน 60 ปีไปแล้ว มีสิทธิแสดงเจตนาขอเกษียณอายุเพื่อเรียกค่าชดเชยตามกฎหมายได้หรือไม่?"📜 ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
มาตรา 118: หลักเกณฑ์การจ่ายค่าชดเชยกรณีเลิกจ้าง
มาตรา 118/1: การเกษียณอายุถือเป็นการเลิกจ้าง และสิทธิของลูกจ้างในการขอเกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปีขึ้นไป (กรณีที่นายจ้างไม่ได้กำหนดวันเกษียณไว้ หรือกำหนดไว้เกินกว่า 60 ปี)
🏛️ บรรทัดฐานที่ศาลฎีกาวางไว้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8320/2568)
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เจตนารมณ์ของ มาตรา 118/1 วรรคสอง มีไว้เพื่อคุ้มครอง "ลูกจ้างที่ทำงานต่อเนื่องมาจนกระทั่งอายุครบ 60 ปี" แต่บริษัทไม่มีระเบียบเกษียณหรือกำหนดไว้เกิน 60 ปี กฎหมายจึงเปิดช่องให้ลูกจ้างกลุ่มนี้มีสิทธิขอเกษียณเพื่อรับค่าชดเชยได้
แต่กรณีนี้:
1. นายจ้างมีระเบียบชัดเจนว่าเกษียณที่อายุ 60 ปี
2. ลูกจ้างเข้ามาทำงานตอนอายุ 61 ปี ซึ่ง พ้นเกณฑ์อายุเกษียณไปแล้วตั้งแต่เริ่มสัญญา
3. ลูกจ้างจึงไม่ใช่กลุ่มบุคคลที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองตามมาตรา 118/1 วรรคสอง
บทสรุป: การที่ลูกจ้างยื่นหนังสือขอเกษียณและหยุดทำงานไปเอง จึงถือเป็นการ "บอกเลิกสัญญาจ้างโดยความประสงค์ของลูกจ้าง" ไม่ใช่การเลิกจ้างโดยนายจ้าง นายจ้างจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยใดๆ คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานชอบด้วยกฎหมายแล้ว (ศาลฎีกาพิพากษายืนยกฟ้อง)
💡 สรุปสั้นๆ สำหรับคนทำงาน/HR:
รับผู้สูงอายุ (เกิน 60 ปี) เข้าทำงาน ในขณะที่บริษัทมีระเบียบเกษียณ 60 ปีอยู่แล้ว วันดีคืนดีลูกจ้างจะมาขอใช้สิทธิ "เกษียณอายุ" เพื่อเอาเงินชดเชย ไม่ได้ เพราะถือว่าไม่อยู่ในเงื่อนไขคุ้มครองของมาตรา 118/1 ครับ
⁠ #กฎหมายแรงงาน #คำพิพากษาศาลฎีกา #ฎีกาแรงงาน #เกษียณอายุ #ค่าชดเชยเลิกจ้าง ้องรู้ #สิทธิแรงงาน #ทนายความ #ความรู้กฎหมาย

18/08/2026

⚖️ สรุปประเด็นกฎหมายสำคัญ: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8386/2568
"คดีผู้บริโภคกับการกำหนดภูมิลำเนาของผู้บริโภคต่างชาติเพื่อเขตอำนาจศาล"
📍 1. ประเด็นแห่งคดี (Issue) การที่จำเลย (ผู้บริโภคชาวต่างชาติ) มีที่อยู่หลายแห่ง แต่ได้เข้าพักอาศัยและใช้ประโยชน์ในบ้านพักที่ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างเป็นการจริงจัง จะถือว่าบ้านพักดังกล่าวเป็น "ภูมิลำเนาอีกแห่งหนึ่ง" ของจำเลยหรือไม่? และส่งผลให้ศาลที่บ้านพักตั้งอยู่ในเขตอำนาจ มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีผู้บริโภคนี้หรือไม่? 📝 2. ข้อเท็จจริงในคดี (Facts)
การทำสัญญาและการฟ้องร้อง: จำเลยซึ่งเป็นชาวต่างชาติได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ (ผู้ประกอบธุรกิจ) ก่อสร้างบ้านพักอาศัยที่จังหวัดระยอง เมื่อก่อสร้างเสร็จและส่งมอบแล้ว จำเลยชำระค่าจ้างไม่ครบ โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นที่บ้านพักตั้งอยู่ในเขตอำนาจ
ข้อต่อสู้ของจำเลย: จำเลยให้การและฟ้องแย้ง โดยยกข้อต่อสู้ว่า ในสัญญาระบุให้ส่งคำบอกกล่าวไปยังคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ สถานที่ดังกล่าวจึงเป็นภูมิลำเนา และตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา 17 โจทก์ต้องฟ้องต่อศาลที่ผู้บริโภคมีภูมิลำเนาเท่านั้น การฟ้องคดีนี้จึงเป็นการฟ้องผิดศาล
พฤติการณ์จริงที่เกิดขึ้น: ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้เข้าอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ในบ้านพักที่จังหวัดระยองมาแล้วประมาณ 2 ปี และเมื่อศาลชั้นต้นส่งหมายเรียกพร้อมสำเนาคำฟ้องไปยังบ้านพักดังกล่าว จำเลยก็ได้รับหมายและเดินทางมาศาลเพื่อยื่นคำให้การและฟ้องแย้งตามกำหนด
📚 3. ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (Legal Provisions)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.)
มาตรา 37: หลักเรื่องภูมิลำเนาของบุคคลธรรมดา (ถิ่นอันเป็นสถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญ)
มาตรา 41 และ 42: การมีภูมิลำเนาหลายแห่ง และการเปลี่ยนภูมิลำเนา
พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551
มาตรา 17: ผู้ประกอบธุรกิจฟ้องผู้บริโภค ต้องยื่นฟ้องต่อศาลที่ผู้บริโภคมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล
มาตรา 7: การนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.)
มาตรา 251: อำนาจศาลฎีกาในการยกคำพิพากษาและย้อนสำนวน
⚖️ 4. บรรทัดฐานที่ศาลฎีกาวางไว้ (Supreme Court Precedent)
ศาลฎีกาวินิจฉัยวางหลักการพิจารณาภูมิลำเนาของผู้บริโภคไว้ดังนี้:
1. องค์ประกอบของภูมิลำเนา (ป.พ.พ. มาตรา 37): ต้องพิจารณา 2 ส่วน คือ (1) เป็นสถานที่อยู่อาศัยจริง และ (2) บุคคลนั้นมีเจตนาหรือแสดงออกว่าใช้สถานที่นั้นเป็นแหล่งสำคัญ
2. การพิจารณาพฤติการณ์จริงมากกว่าข้อความในสัญญา: การระบุที่อยู่ในสัญญาเป็นเพียงข้อตกลงเรื่องการส่งเอกสาร แต่การพิจารณา "ภูมิลำเนา" ตามกฎหมาย ต้องดูการใช้งานจริง เมื่อจำเลยเข้าพักอาศัยและใช้ประโยชน์ในบ้านพักที่ระยองมานานถึง 2 ปี ย่อมแสดงเจตนาชัดแจ้งว่าให้บ้านพักดังกล่าวเป็นแหล่งสำคัญและเป็น "ภูมิลำเนาในประเทศไทยอีกแห่งหนึ่ง" ของจำเลย
3. การคุ้มครองตามเจตนารมณ์ของกฎหมายผู้บริโภค: เจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา 17 คือการประกันว่าผู้บริโภคจะรับทราบการฟ้องร้องและสู้คดีได้ทันท่วงที เมื่อศาลส่งหมายไปยังบ้านพักดังกล่าวแล้วจำเลยสามารถมาศาลและยื่นคำให้การพร้อมฟ้องแย้งได้ ย่อมถือว่าบรรลุเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว
📌 สรุปผลคดี: ศาลฎีกาฟังว่าบ้านพักที่ระยองเป็นภูมิลำเนาของจำเลย ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษา ศาลฎีกาจึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 และให้ย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นข้อพิพาทต่อไป
#กฎหมายผู้บริโภค #ข้อความคิดเรื่องภูมิลำเนา #สรุปฎีกา #ศาลฎีกา8386ปี2568 #ความรู้กฎหมาย #เขตอำนาจศาล

17/08/2026

⚖️ สรุปบรรทัดฐานกฎหมาย: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 319/2560
1. ประเด็นแห่งคดี
มูลคดีการเผยแพร่ข่าวทางหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ ถือว่าเกิดขึ้นทั่วราชอาณาจักรหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชได้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
2. สรุปพฤติการณ์ (โจทก์ - จำเลย)
จำเลยที่ 1: เจ้าของสำนักพิมพ์และเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ ได้เผยแพร่ข้อความข่าวเกี่ยวกับโจทก์ ทั้งในรูปแบบหนังสือพิมพ์รายวันซึ่งวางจำหน่ายทั่วประเทศ และในรูปแบบเว็บไซต์ที่เข้าถึงได้ผ่านอินเทอร์เน็ต
โจทก์: ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช
ข้อโต้แย้งของจำเลยที่ 1: จำเลยอุทธรณ์/ฎีกาว่า มูลคดีไม่ได้เกิดขึ้นในเขตศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช) เนื่องจากจำเลยไม่อาจทราบได้ว่าใครจะนำหนังสือพิมพ์ไปอ่านที่ใด หรือโจทก์จะเปิดเว็บไซต์อ่าน ณ สถานที่ใด การที่โจทก์เลือกฟ้องต่อศาลชั้นต้นจึงเป็นการฟ้องคดีที่ไม่ชอบและใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเพื่อกลั่นแกล้งจำเลย
3. ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1): กำหนดเรื่องเขตอำนาจศาล โดยคำฟ้องให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 5: กำหนดเรื่องคำฟ้องหรือคำร้องขอที่เกี่ยวด้วยมูลคดีที่เกิดขึ้นในหลายเขตศาล โจทก์สามารถเสนอคำฟ้องต่อศาลใดศาลหนึ่งในบรรดาศาลที่มีเขตอำนาจนั้นได้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5: การใช้สิทธิแห่งตนก็ดี การชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต
4. บรรทัดฐานที่ศาลฎีกาวางไว้
1. การกำหนดสถานที่เกิดมูลคดีผ่านสื่อออนไลน์และสื่อพิมพ์: สื่อพิมพ์ที่วางจำหน่ายทั่วราชอาณาจักร และข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต/สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งประชาชนหรือผู้สนใจสามารถเข้าถึงและรับรู้ได้จากทุกพื้นที่ ถือว่า "มูลคดีหรือการกระทำตามฟ้องได้เกิดขึ้นทั่วราชอาณาจักร"
2. สิทธิในการเลือกศาลของโจทก์: เมื่อมูลคดีเกิดขึ้นทั่วราชอาณาจักร โจทก์ย่อมมีสิทธิชอบธรรมตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในการยื่นฟ้องต่อศาลใดศาลหนึ่งที่มีเขตอำนาจครอบคลุมพื้นที่ซึ่งรับรู้ข้อมูลนั้นได้ (รวมถึงศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช)
3. การใช้สิทธิโดยสุจริต: การที่โจทก์เลือกยื่นฟ้องต่อศาลในท้องที่ที่รับรู้การเผยแพร่นั้น ถือเป็นการใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรมโดยชอบ ไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือเป็นการกลั่นแกล้งจำเลยแต่อย่างใด #ฎีกาเด่น #คำพิพากษาศาลฎีกา #ความรู้กฎหมาย #เขตอำนาจศาล #หมิ่นประมาทออนไลน์ #ฎีกา319_2560 #กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง #ทนายความ #แชร์กฎหมาย

16/08/2026

⚖️ สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5292/2568
(ฟ้องเจตนาฆ่า ศาลฟังได้ว่าประมาท: สรุปหลักกฎหมายและบรรทัดฐานสำคัญ)
📝 1. ใคร ทำอะไร (สรุปข้อเท็จจริง)
โจทก์ / เจ้าหน้าที่: เจ้าหน้าที่ประมงออกเรือตรวจการณ์ในทะเลชายฝั่ง พบกลุ่มเรือประมงกำลังลักลอบคราดหอยโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงส่องไฟเตือนและสั่งให้หยุดเรือ
จำเลย (ผู้ขับเรือ): จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนขับเรือประมง ได้ขับเรือด้วยความเร็วหลบหนีและเกิดการเบียดกระแทกกับเรือตรวจการณ์อย่างรุนแรง เป็นเหตุให้เรือตรวจการณ์เสียหาย คนบนเรือตกน้ำ และมีผู้ได้รับอันตรายสาหัสหลายราย รวมถึงได้รับอันตรายแก่กาย
การฟ้องคดี: โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ (กระทำโดยเจตนา) และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง
⚖️ 2. ประเด็นแห่งคดี
1. พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ขับเรือเบียดกระแทกเรือตรวจการณ์ในขณะหลบหนี ถือว่ามี "เจตนาฆ่า" เจ้าพนักงานและผู้เสียหายบนเรือหรือไม่?
2. เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำโดย "เจตนา" แต่ทางพิจารณาฟังได้เพียงว่าเป็นการกระทำโดย "ประมาท" ศาลจะมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานประมาทได้หรือไม่?
📚 3. ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 59 (หลักเรื่องเจตนาและความประมาท)
มาตรา 90 (กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักสุด)
มาตรา 300 (กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส)
มาตรา 390 (กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ)
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 46 (คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา)
มาตรา 192 วรรคสาม (ข้อแตกต่างระหว่างการกระทำโดยเจตนาและประมาท มิให้ถือเป็นข้อแตกต่างในสาระสำคัญ หากจำเลยไม่หลงข้อต่อสู้ ศาลลงโทษตามที่พิจารณาได้ความได้)
🏛️ 4. บรรทัดฐานที่ศาลวางไว้ (คำวินิจฉัยศาลฎีกา)
1. เจตนาฆ่า vs ประมาท: การที่จำเลยขับเรือเบียดกระแทกในขณะพยายามขับหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ พฤติการณ์ยังฟังได้เพียงว่าเป็นลักษณะการขับเบียดกระแทกเพื่อหนี มิใช่การพุ่งชนโดยมุ่งหวังต่อผลหรือเล็งเห็นผลให้เกิดการตาย พยานหลักฐานจึง ไม่พอฟังว่ามีเจตนาฆ่า แต่การขับเรือเร็วเบียดกระแทกทั้งที่เห็นไฟเตือนและได้ยินเสียงสั่งให้หยุด ถือเป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ จึงมีความผิดฐาน กระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส (ม. 300) และอันตรายแก่กาย (ม. 390)
2. การลงโทษต่างจากฟ้อง (ม.วิ.อาญา ม. 192 วรรคสาม): แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษฐานกระทำโดยเจตนา (พยายามฆ่า) แต่ทางพิจารณาฟังได้ว่าเป็นการกระทำโดยประมาท กฎหมายถือว่าข้อแตกต่างระหว่าง "เจตนา" กับ "ประมาท" ไม่ใช่ข้อแตกต่างในสาระสำคัญ และเมื่อจำเลยไม่หลงข้อต่อสู้ ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้
3. ความรับผิดทางแพ่ง (ม.วิ.อาญา ม. 46): คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องผูกพันตามข้อเท็จจริงในคดีอาญา เมื่อฟังว่าจำเลยกระทำละเมิดโดยประมาท จำเลยจึงยังคงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหาย #สรุปฎีกา #ฎีกาใหม่ #คำพิพากษาศาลฎีกา #กฎหมายน่ารู้ #ความรู้กฎหมาย #กฎหมายอาญา #วิอาญา #มาตรา192 #ประมาทหรือเจตนา #ทนายความ #เนติบัณฑิต #สอบทนาย #นิติศาสตร์ #คดีอาญา #บรรทัดฐานศาลฎีกา

15/08/2026

⚖️ [ฎีกาติดดาว] อุทธรณ์แพ้แล้วลอกมาฎีกาต่อ... ระวังศาลไม่รับวินิจฉัย!
(สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 238/2568)
คดีนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับทนายความและผู้ดำเนินคดีเกี่ยวกับ "เทคนิคและข้อผิดพลาดในการเขียนฎีกา" รวมถึงเกณฑ์การคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
📌 ข้อเท็จจริงในคดี (โจทก์-จำเลย ทำอะไรกัน?)
พฤติการณ์: จำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายว่า ตนเป็นทนายความประจำสำนักงานกฎหมาย สามารถรับว่าความและดำเนินคดีให้ได้ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและจ่ายเงินค่าจ้างไปรวม 236,900 บาท (ความจริงจำเลยไม่ได้เป็นทนายความ)
ศาลชั้นต้น & ศาลอุทธรณ์ภาค 4: พิพากษายืน ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐาน "ร่วมกันฉ้อโกง" จำคุกคนละ 2 ปี และให้ร่วมกันคืนเงิน 206,900 บาท แก่ผู้เสียหาย
การต่อสู้ชั้นฎีกา: จำเลยทั้งสองยื่นฎีกาโดยคัดลอกข้อความจากอุทธรณ์เดิมมาทั้งหมด โต้แย้งเรื่องอำนาจฟ้อง น้ำหนักพยานหลักฐาน และขอให้ลงโทษเบาลงหรือรอการลงโทษ
🎯 ประเด็นแห่งคดี
1. การคัดลอกข้อความในอุทธรณ์มาเป็นฎีกา โดยไม่โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ถือเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?
2. ฎีกาโต้แย้งดุลพินิจการฟังพยานและขอให้รอการลงโทษ เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามฎีกาหรือไม่?
👨‍⚖️ บรรทัดฐานที่ศาลฎีกาวางไว้ (เหตุผลแห่งคำพิพากษา)
1. ฎีกาที่ไม่ชี้ข้อผิดพลาดของศาลอุทธรณ์ = ฎีกาไม่ชัดแจ้ง
ศาลฎีกาวางบรรทัดฐานว่า การยื่นฎีกาจะเพียงแค่คัดลอก (Copy-Paste) ข้อความจากใบอุทธรณ์เดิมมาใส่ไม่ได้ แต่ "ต้องระบุให้ชัดเจนว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร" หากอ้างข้อความเดิมโดยไม่โต้แย้งเหตุผลของศาลอุทธรณ์ ถือเป็น "ฎีกาไม่ชัดแจ้ง" เท่ากับไม่ได้ฎีกาโต้แย้ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย (แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกามาก็ตาม)
2. การขอรอการลงโทษ/คัดค้านน้ำหนักพยาน = ปัญหาข้อเท็จจริง
การโต้แย้งดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานและขอให้ลงโทษเบาลงหรือรอการลงโทษ เป็น "ปัญหาข้อเท็จจริง" เมื่อศาลอุทธรณ์ยืนจำคุกไม่เกินกำหนดตามกฎหมาย คดีจึง ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยไม่ได้ขอให้ผู้พิพากษารับรอง หรือขออนุญาตฎีกาตามขั้นตอน ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน
✅ ผลคดี: ศาลฎีกาพิพากษา "ยกฎีกา" ของจำเลยทั้งสอง
📖 ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา:
มาตรา 83: ตัวการร่วม
มาตรา 341: ความผิดฐานฉ้อโกง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.):
มาตรา 193 วรรคสอง: หลักเกณฑ์การอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
มาตรา 216 วรรคหนึ่ง: กำหนดเวลาและเงื่อนไขการยื่นฎีกา
มาตรา 218 วรรคหนึ่ง: ข้อจำกัดการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง (กรณีศาลอุทธรณ์พิพากษายืน)
มาตรา 221: การขอให้ผู้พิพากษารับรองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
มาตรา 225: การให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์มาใช้บังคับในชั้นฎีกา
พระราชบัญญัติเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง:
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงฯ พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ. ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้ในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3
💡 สรุปบทเรียนสำหรับนักกฎหมาย: การทำฎีกาไม่ใช่การฉายหนังซ้ำจากอุทธรณ์ แต่เป็นการ "จับผิดและโต้แย้งเหตุผลของศาลอุทธรณ์" โดยตรง หากเขียนฎีกาไม่ถูกหลักวิชาการ ผลคือศาลฎีกาจะไม่รับวินิจฉัยในเนื้อหาเลยครับ!
#กฎหมายน่ารู้ #สรุปฎีกา #ศาลฎีกา #วิธีพิจารณาความอาญา #ฉ้อโกง #เทคนิคการเขียนฎีกา

14/08/2026

⚖️ [สรุปฎีกาน่ารู้] กฎหมายยกเลิกความผิดเดิม... นำโทษคดีก่อนมาบวกในคดีใหม่ได้หรือไม่?
กรณีที่จำเลยเคยถูกศาลสั่งรอการลงโทษในคดีเก่า แต่ต่อมาดันกระทำความผิดซ้ำในคดีใหม่ ช่วงระหว่างนั้นมีกฎหมายใหม่ออกมายกเลิกความผิดเดิม ศาลจะยังสามารถ "บวกโทษ" จากคดีก่อนเข้ากับคดีใหม่ได้อยู่ไหม? ลองมาดูบรรทัดฐานจากศาลฎีกาในคดีนี้กันครับ
📌 ประเด็นแห่งคดี
เมื่อกฎหมายฉบับใหม่กำหนดให้การกระทำความผิดในคดีเดิมไม่เป็นความผิดอีกต่อไป จะสามารถนำโทษจำคุกที่ศาลเคยรอการลงโทษไว้ในคดีเดิม นำมาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีใหม่ตามคำขอของโจทก์ได้หรือไม่?
📌 ข้อเท็จจริง (โจทก์-จำเลย ทำอะไรกัน?)
คดีเดิม: จำเลยเคยถูกศาลสั่งจำคุก 1 เดือน 15 วัน ในความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครอง แต่ศาลให้ รอการลงโทษไว้ 2 ปี
คดีใหม่: ในระหว่างที่ยังอยู่ในระยะเวลารอการลงโทษ จำเลยได้ไปก่อเหตุทำความผิดคดีใหม่ขึ้นมา โจทก์ (อัยการ/ผู้ฟ้อง) จึงร้องขอให้ศาลนำโทษจำคุก 1 เดือน 15 วัน จากคดีเดิมมาบวกเข้ากับโทษในคดีใหม่
จุดเปลี่ยน: ต่อมามีการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข (พ.ศ. 2565) ปลดล็อกกัญชา ส่งผลให้การมีกัญชาไว้ในครอบครอง ไม่เป็นความผิดทางอาญาอีกต่อไป
⚖️ บรรทัดฐานที่ศาลฎีกาวางไว้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 331/2567)
1. ผลของกฎหมายที่เป็นคุณ (ม.2 วรรคสอง): เมื่อมีกฎหมายใหม่ออกมายกเลิกความผิดเดิม ต้องถือว่าจำเลยไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกในคดีกัญชานั้นมาก่อน
2. นำโทษมาบวกไม่ได้: เมื่อถือว่าจำเลยไม่เคยต้องโทษในคดีก่อน จึง ไม่มีโทษจำคุกจากคดีเดิมเหลืออยู่ที่จะนำมาบวกเข้ากับโทษในคดีใหม่ได้ ศาลจึงต้องยกคำขอในส่วนการบวกโทษของโจทก์
3. ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย: แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในประเด็นนี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นมาวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้เอง
📚 ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา:
มาตรา 2 วรรคสอง: กฎหมายยกเลิกความผิดในภายหลัง ให้ถือว่าผู้กระทำไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น
มาตรา 58: หลักเกณฑ์การบวกโทษที่รอการลงโทษไว้
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา:
มาตรา 195 วรรคสอง และ มาตรา 225: อำนาจศาลในการยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง
ประมวลกฎหมายยาเสพติด: มาตรา 93, 148
พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522: มาตรา 26/2, 176
พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550: มาตรา 3
💡 สรุปสั้นๆ สไตล์นักกฎหมาย: หากการกระทำในคดีแรกถูกยกเลิกไม่ให้เป็นความผิดตามกฎหมายใหม่ ผลทางกฎหมายคือย้อนหลังไปทำให้จำเลย "บริสุทธิ์" ในความผิดนั้นแต่แรก เมื่อไม่มีความผิดเดิม ย่อมไม่มีโทษเดิมให้นำมาบวกในคดีใหม่ได้อีกต่อไปครับ! #ความรู้กฎหมาย #ฎีกาน่ารู้ #ศาลฎีกา #กฎหมายอาญา #คำพิพากษาฎีกา

12/08/2026

⚖️ สรุปบรรทัดฐานกฎหมายสำคัญ: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5608–5609/2568
(เงื่อนเวลา vs เงื่อนไขบังคับก่อน และผลของการบอกปัดไม่รับชำระหนี้)
กรณีศึกษาเรื่องสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อคู่สัญญาตกลงว่า "จะจ่ายเงินเมื่อขายที่ดินได้" ข้อตกลงนี้คืออะไรกันแน่? และหากเจ้าหนี้บ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับเงิน ลูกหนี้ต้องทำอย่างไร?
📌 1. สรุปข้อเท็จจริง (โจทก์-จำเลย ทำอะไรกัน?)
• เดิม: จำเลยเคยฟ้องโจทก์ให้โอนที่ดินพิพาท ต่อมาทั้งสองฝ่ายตกลงทำ "สัญญาประนีประนอมยอมความ" (ศาลมีคำพิพากษาตามยอม)
• เงื่อนไขตามยอม:
1. โจทก์จะจ่ายเงินให้จำเลย 1,500,000 บาท ส่วนจำเลยและบริวารต้องออกจากที่ดินเมื่อได้รับเงิน
2. โจทก์ห้ามขาย/โอนที่ดินภายใน 1 ปี 6 เดือน (ให้จำเลยทำกินเลี้ยงปลาต่อได้ โดย 1 ปีแรกไม่คิดค่าเช่า หลังจากนั้นคิดปีละ 50,000 บาท)
3. เมื่อโจทก์ขายที่ดินได้ ต้องแจ้งจำเลยล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน เพื่อให้จำเลยมารับเงินและย้ายออกในวันโอน
• ข้อพิพาทเกิดขึ้นเมื่อ: โจทก์หาคนซื้อที่ดินได้ จึงมีหนังสือแจ้งนัดจำเลยมารับเงิน ณ สำนักงานที่ดิน แต่เมื่อถึงวันนัด จำเลยกลับไม่มาและไม่แจ้งเหตุผล (ผู้ซื้อเกรงว่าจำเลยจะไม่ย้ายออก จึงชำระเงินให้โจทก์เพียงบางส่วน)
• การแก้ไขของโจทก์: โจทก์จึงนำเงิน (หักค่าเช่าที่ค้างชำระ) ไป "วางทรัพย์" ณ สำนักงานบังคับคดี เพื่อชำระหนี้ตามสัญญา และขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขับไล่จำเลยพร้อมยึดปลาในบ่อมาขายทอดตลาดชำระค่าเช่า
• จำเลยยื่นคำร้อง: ขอให้เพิกถอนการบังคับคดี โดยอ้างว่าโจทก์ยังไม่ได้โอนที่ดินให้ผู้ซื้อ สิทธิชำระเงินยังไม่เกิดเพราะเป็นเงื่อนไขบังคับก่อน และตนไม่ได้มารับเงินเพราะเจ็บป่วย
⚖️ 2. ประเด็นแห่งคดี
• ประเด็นที่ 1: ข้อตกลงห้ามขายที่ดินภายใน 1 ปี 6 เดือน และข้อตกลงจะจ่ายเงินเมื่อขายที่ดินได้ ถือเป็น "เงื่อนไขบังคับก่อน" ที่โจทก์ต้องโอนที่ดินสำเร็จก่อนจึงจะจ่ายเงินจำเลยได้หรือไม่?
• ประเด็นที่ 2: การที่จำเลยอ้างป่วยไม่มารับเงิน ถือเป็นการผิดนัด/บอกปัดชำระหนี้หรือไม่ และการที่โจทก์นำเงินไปวางทรัพย์ถือเป็นการชำระหนี้โดยชอบที่ทำให้โจทก์มีสิทธิบังคับคดีขับไล่จำเลยได้หรือไม่?
📚 3. ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
• ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.)
มาตรา 183: เงื่อนไขบังคับก่อน
มาตรา 191 วรรคหนึ่ง: เงื่อนเวลาเริ่มต้น
มาตรา 331: การวางทรัพย์เพื่อหลุดพ้นจากหนี้ (เมื่อเจ้าหนี้บอกปัดไม่รับชำระหนี้)
มาตรา 333 วรรคหนึ่ง: สถานที่วางทรัพย์
• ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.)
มาตรา 295: การเพิกถอนการบังคับคดี
💡 4. บรรทัดฐานทางกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้ (คำวินิจฉัย)
1️⃣ การตีความสัญญา (เงื่อนเวลา vs เงื่อนไข):
ข้อตกลงห้ามขายที่ดินภายใน 1 ปี 6 เดือน เป็น "เงื่อนเวลาเริ่มต้น" ตาม ป.พ.พ. มาตรา 191 วรรคหนึ่ง (ห้ามโจทก์ทวงถามก่อนถึงกำหนด)
ข้อตกลงว่า "จะจ่ายเงินเมื่อขายที่ดินได้" ไม่ใช่เงื่อนไขบังคับก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 183 การจะดูว่าเป็นเงื่อนไขหรือไม่อยู่ที่เจตนาและมูลความแห่งคดี ซึ่งเจตนาแท้จริงคือการจ่ายเงินตอบแทนเพื่อให้จำเลยย้ายออกจากที่ดิน โจทก์จึงไม่จำเป็นต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อเสร็จสิ้นก่อนถึงจะชำระเงินแก่จำเลยได้
2️⃣ ผลของการไม่มารับเงินและการวางทรัพย์:
การที่จำเลยได้รับหนังสือแจ้งนัดแล้ว แต่ไม่มาตามนัดและไม่แจ้งเหตุขัดข้องล่วงหน้า ถือเป็นการ "บอกปัดไม่ยอมรับชำระหนี้โดยปราศจากเหตุผลอันชอบด้วยกฎหมาย"
โจทก์จึงมีสิทธินำเงินไปวาง ณ สำนักงานบังคับคดี (สำนักงานวางทรัพย์) ตาม ป.พ.พ. มาตรา 331 และ 333 วรรคหนึ่ง ถือว่า โจทก์ได้ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยชอบแล้ว
เมื่อโจทก์ชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยยังไม่ออกจากที่ดิน โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีขับไล่จำเลยได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนให้ ยกคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีของจำเลย
📌 สรุปสาระสำคัญสำหรับนักกฎหมาย:
ในการ 해석 (แปลความ) สัญญาประนีประนอมยอมความ ห้ามยึดติดกับถ้อยคำเฉพาะส่วน แต่ต้องพิจารณาเจตนารมณ์รวมของสัญญา และหากลูกหนี้ได้ขอปฏิบัติการชำระหนี้โดยชอบแล้ว แต่เจ้าหนี้บ่ายเบี่ยง ลูกหนี้สามารถใช้สิทธิ "วางทรัพย์" เพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมและเดินหน้าบังคับคดีต่อได้ทันที
#สรุปฎีกา #กฎหมายแพ่ง #สัญญาประนีประนอมยอมความ #การวางทรัพย์ #บังคับคดี #ฎีกา

11/08/2026

⚖️ หน้าที่ผู้จัดการมรดกกับการขายที่ดินตามมติทายาท
เคยสงสัยไหมครับว่า? ถ้าทายาทส่วนใหญ่มีมติให้ "ขายที่ดินมรดกเพื่อเอาเงินมาแบ่งกัน" แต่มีทายาทบางคนไม่ยินยอม ผู้จัดการมรดกจะยังมีอำนาจขายที่ดินแปลงนั้นได้หรือไม่? ศาลฎีกาได้วางแนวทางในเรื่องนี้ไว้ไว้อย่างน่าสนใจครับ
⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๐๙๑/๒๕๖๘
โจทก์: นาง ศ. กับพวก (ทายาทผู้ตาย)
จำเลย: นาง น. (ผู้จัดการมรดก)
📌 1. ประเด็นแห่งคดี (ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น)
ทายาทของผู้ตายได้ประชุมกันและมีมติร่วมกันว่า ให้แบ่งปันทรัพย์มรดกโดยการ "ขายที่ดิน" แล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งกันระหว่างทายาท ไม่ใช่การแบ่งโดยส่งมอบที่ดินให้แต่ละคนครอบครองแยกเป็นส่วนสัด
ต่อมา จำเลย (ในฐานะผู้จัดการมรดก) ได้ติดต่อประสานงานทายาททางโทรศัพท์ และขายที่ดินให้แก่ นาย พ. ในราคาที่ทายาทส่วนใหญ่เห็นชอบ (ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงาน) แล้วจำเลยก็นำเงินมาแบ่งปันให้แก่ทายาทตามมติ
แต่ฝั่ง โจทก์ (ทายาทบางส่วน) มาฟ้องคดีโดยอ้างว่าตนเองไม่ได้ให้ความยินยอมในการขายที่ดินดังกล่าว และราคาที่ขายไปนั้นต่ำกว่าราคาที่เคยประกาศขายไว้
⚖️ 2. ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1719 และมาตรา 1750 วรรคหนึ่ง
(มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง วางหลักเรื่องการแบ่งปันทรัพย์มรดก ซึ่งอาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งกันระหว่างทายาท)
🏛️ 3. บรรทัดฐานที่ศาลวางไว้ (คำวินิจฉัยของศาลฎีกา)
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ทายาทตกลงกันให้ขายที่ดินเพื่อนำเงินมาแบ่งกันนั้น มิใช่การเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการแบ่งปันทรัพย์มรดก แต่เป็นวิธีการแบ่งปันทรัพย์มรดกรูปแบบหนึ่งตามที่กฎหมายรองรับ
ดังนั้น จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดก จึงมีสิทธิและหน้าที่ในการทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท จำเลยจึงมีอำนาจที่จะขายที่ดินผืนนี้เพื่อนำเงินมาแบ่งปันให้แก่ทายาทได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง
แม้จะไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 จะให้ความยินยอมด้วยก็ตาม แต่เมื่อทายาทส่วนใหญ่เห็นชอบ และเป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อจัดการหรือแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทแล้ว การกระทำของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมายครับ
💡 สรุปข้อคิดจากฎีกานี้: ผู้จัดการมรดกมีอำนาจเต็มในการจัดการทรัพย์สินตามมติของทายาทส่วนใหญ่ เพื่อวัตถุประสงค์ในการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามที่กฎหมายกำหนด แม้จะมีทายาทบางส่วนไม่เห็นชอบก็ตาม หากทำไปโดยสุจริตและเพื่อประโยชน์ของกองมรดก ย่อมถือว่ามีอำนาจทำได้ครับ
#กฎหมายมรดก #ผู้จัดการมรดก #คำพิพากษาศาลฎีกา #ความรู้กฎหมาย #กฎหมายน่ารู้

10/08/2026

⚖️ คิดดอกเบี้ยสูงสุด 15% แล้ว ยังผลักภาระ "ภาษีธุรกิจเฉพาะ" ให้ผู้กู้จ่ายอีก... ทำได้ไหม?
กรณีศึกษาที่น่าสนใจจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4988/2568 สำหรับสายสัญญาและการกู้ยืมเงินครับ
📌 โจทย์และจำเลยทำอะไรกัน? (สรุปข้อเท็จจริง)
ลูกหนี้ (ผู้กู้) ได้กู้เงินจากเจ้าหนี้ (ผู้ให้กู้) รวมเป็นเงินต้น 280,000 บาท โดยนำที่ดินมาจดทะเบียนจำนองไว้เป็นหลักประกัน ต่อมาลูกหนี้ได้ทยอยผ่อนชำระเงินคืนให้แก่เจ้าหนี้รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 449,398 บาท (ซึ่งเกินกว่าจำนวนเงินต้นแล้ว) แต่เจ้าหนี้กลับปฏิเสธไม่ยินยอมไปดำเนินการไถ่ถอนจำนองและไม่ยอมคืนโฉนดที่ดินให้ ลูกหนี้จึงต้องนำคดีมาฟ้องต่อศาล
⚖️ ประเด็นแห่งคดี
1. การที่สัญญาข้อตกลงกำหนดให้ผู้กู้ต้องชำระ "ภาษีธุรกิจเฉพาะ" แทนผู้ให้กู้ ในขณะที่ผู้ให้กู้ได้คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดร้อยละ 15 ต่อปีอยู่แล้ว ถือเป็นข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยที่ขัดต่อกฎหมายหรือไม่?
2. เมื่อลูกหนี้ชำระเงินรวมทั้งหมดเกินกว่าเงินต้นแล้ว เจ้าหนี้มีหน้าที่ต้องไถ่ถอนจำนองและคืนโฉนดที่ดินให้แก่ลูกหนี้หรือไม่?
📖 ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.)
มาตรา 654: ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี
มาตรา 172: ผลของนิติกรรมที่เป็นโมฆะ
มาตรา 744 (1): ความระงับสิ้นไปแห่งสัญญาจำนอง (เมื่อหนี้ที่ประกันระงับสิ้นไป)
พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560
มาตรา 4: การเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด
🏛️ บรรทัดฐานที่ศาลฎีกาวางไว้ (คำวินิจฉัย)
1. ภาษีธุรกิจเฉพาะถือเป็นส่วนหนึ่งของ "ดอกเบี้ย": ตามกฎหมาย ภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นภาระหน้าที่โดยตรงของผู้ให้กู้ การนำข้อตกลงมาผลักภาระให้ผู้กู้เป็นผู้จ่ายแทน จึงถือเป็น "ประโยชน์หรือค่าตอบแทนอย่างอื่น" ที่ผู้ให้กู้ได้รับจากการกู้ยืมเงิน
2. ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะทั้งหมด: เมื่อผู้ให้กู้กำหนดดอกเบี้ยไว้ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีซึ่งเป็นอัตราสูงสุดตามที่กฎหมายอนุญาตแล้ว การได้รับประโยชน์จากการให้ผู้กู้ชำระค่าภาษีแทนอีก เมื่อนำมารวมกันจึงทำให้ผลประโยชน์ตอบแทน "เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี" ส่งผลให้ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยทั้งหมดตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 654 ประกอบ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ มาตรา 4
3. การนำเงินที่ชำระไปแล้วมาตัดเงินต้น: แม้ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยจะตกเป็นโมฆะ แต่สัญญาประธานในส่วน "เงินต้น" ยังคงสมบูรณ์ เงินที่ผู้กู้ได้ชำระไปแล้วทั้งหมด (ทั้งส่วนที่จ่ายเป็นดอกเบี้ยและค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ) จึงต้องนำไปหักออกจากเงินต้น 280,000 บาท
4. หนี้จำนองระงับ: เมื่อนำยอดเงินที่ชำระรวม 449,398 บาท ไปหักเงินต้นแล้ว ปรากฏว่าเกินกว่าจำนวนเงินต้น ส่งผลให้หนี้ประธานตามสัญญากู้ยืมเงินระงับสิ้นไป สัญญาจำนองซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์จึงระงับสิ้นไปด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 (1) เจ้าหนี้จึงมีหน้าที่ต้องไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและส่งมอบโฉนดที่ดินคืนให้แก่ผู้กู้
💡 สรุปสาระสำคัญสำหรับนักกฎหมาย/ประชาชน:
เจ้าหนี้ไม่สามารถเลี่ยงกฎหมายเรื่องดอกเบี้ยเกินอัตรา โดยการอ้างค่าใช้จ่าย หรือค่าภาษีตามหน้าที่ของตนเองไปผลักให้ลูกหนี้รับภาระแทนได้ หากรวมแล้วเกินร้อยละ 15 ต่อปี ดอกเบี้ยจะกลายเป็นโมฆะทันที และเงินที่รับมาแล้วทั้งหมดจะต้องนำไปตัดเงินต้นครับ!
#กฎหมายน่ารู้ #ฎีกาใหม่ #คำพิพากษาศาลฎีกา #ดอกเบี้ยเกินอัตรา #จำนอง #ภาษีธุรกิจเฉพาะ

09/08/2026

⚖️ สรุปข้อกฎหมายน่ารู้: ฟ้องละเมิดอย่างไรไม่ให้ “เคลือบคลุม”?
(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2229/2558)
ในการดำเนินคดีแพ่ง การเขียนคำฟ้องถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคดีละเมิด หากบรรยายฟ้องไม่ชัดเจน ศาลอาจพิพากษายกฟ้องเพราะเป็น "ฟ้องเคลือบคลุม" ได้ มาดูอุทาหรณ์จากฎีกานี้กันครับ
📌 1. ใครทำอะไร? (สรุปพฤติการณ์โจทก์-จำเลย)
โจทก์ (สหกรณ์): ยื่นฟ้องจำเลยทั้ง 9 คน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริหารสหกรณ์ โดยอ้างว่าในระหว่างที่จำเลยดำรงตำแหน่ง ได้เกิดการทุจริตสร้างเรื่องกู้เงินเท็จและมีเงินขาดหายไปจากบัญชี โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิด โดยบรรยายฟ้องเพียงสั้นๆ ว่า “จำเลยทั้งเก้าจงใจหรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย”
จำเลย (กลุ่มผู้บริหาร): ต่อสู้คดีและโต้แย้งเรื่องความถูกต้องของคำฟ้อง
❓ 2. ประเด็นแห่งคดี
คำฟ้องของโจทก์ที่ระบุเพียงว่าจำเลย "จงใจหรือประมาทเลินเล่อ" แต่ไม่ได้ระบุพฤติการณ์การกระทำที่ชัดเจน ถือเป็น คำฟ้องที่เคลือบคลุม ตามกฎหมายหรือไม่?
📖 3. ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420: หลักเรื่องการกระทำละเมิด (จงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย)
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง: หลักการทำคำฟ้อง ต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่ง "สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา"
⚖️ 4. บรรทัดฐานที่ศาลฎีกาวางไว้ (คำวินิจฉัยและผลคดี)
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฟ้องคดีละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 โจทก์จะกล่าวอ้างแค่ถ้อยคำตามองค์ประกอบกฎหมายลอยๆ ว่า "จำเลยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ" ไม่ได้
โจทก์มีหน้าที่ต้องบรรยายพฤติการณ์ให้ชัดเจนว่า:
1. จำเลยได้ "กระทำอย่างไร" ที่ถือเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อ
2. การกระทำนั้นเป็นเหตุเปิดช่องให้เกิดการทุจริตยักยอกเงินไปได้อย่างไร
เมื่อคำฟ้องของโจทก์ละเลยที่จะบรรยายรายละเอียดพฤติการณ์ดังกล่าว คงมีแต่ข้อความลอยๆ จึงถือเป็นคำฟ้องที่ ขาดสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง
✅ ผลคดี: ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ ยกฟ้อง (และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ)
💡 สรุปสาระสำคัญสำหรับนักกฎหมายและประชาชน
การบรรยายฟ้องคดีละเมิด “ห้ามคัดลอกเฉพาะตัวบทกฎหมายมาใส่ในฟ้อง” แต่ต้องลงรายละเอียดข้อเท็จจริงให้เห็นพฤติกรรมของการกระทำความผิดด้วย มิฉะนั้นฟ้องนั้นจะกลายเป็น "ฟ้องเคลือบคลุม" และทำให้โจทก์แพ้คดีไปตั้งแต่ชั้นฟ้องครับ #กฎหมายน่ารู้ #ข้อความคิดกฎหมาย #สรุปฎีกา #คำพิพากษาฎีกา #ฎีกา #กฎหมายแพ่ง #ปวิพ #ปพพ #ฟ้องเคลือบคลุม #คดีละเมิด #ทนายความ #ความรู้กฎหมาย

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ SCI LAW FIRMผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์