SCI LAW FIRM "มีเรื่องกลุ้มใจ ทนายช่วยได้! หากมีปัญหาข้อกฎหมาย ทักแชทหาแอดมินเพื่อปรึกษาเบื้องต้นได้ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายครับ"

22/09/2026

ค้ำประกันเงินกู้สหกรณ์ ยินยอมให้หักเงินเดือน หากลูกหนี้ผิดนัด สหกรณ์แจ้งหักเงินได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อนหรือไม่?
(สรุปประเด็นข้อกฎหมายและบรรทัดฐานสำคัญจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1678/2569)
สรุปข้อเท็จจริงในคดี (โจทก์ - จำเลย ทำอะไรกัน?)
โจทก์ทั้งสอง: เป็นสมาชิกสหกรณ์และได้ทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ (ทำสัญญาปี 2556) โดยตกลงรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม พร้อมลงลายมือชื่อใน "หนังสือยินยอมให้หักเงินเดือน/เงินได้" ผ่านหน่วยงานต้นสังกัดตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ฯ มาตรา 42/1 เพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันที่มีต่อสหกรณ์
จำเลย (สหกรณ์): เมื่อผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ สหกรณ์ได้แจ้งไปยังหน่วยงานต้นสังกัดให้หักเงินเดือนของโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันทันที โดยไม่ได้มีหนังสือบอกกล่าวแจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้า
ข้อพิพาท: โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องเรียกเงินคืน โดยอ้างว่าสหกรณ์หักเงินโดยมิชอบ ไม่บอกกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 (แก้ไขใหม่) เงินที่หักไปจึงเป็นลาภมิควรได้
ประเด็นแห่งคดีที่เกี่ยวข้อง
เงินของผู้ค้ำประกันที่สหกรณ์แจ้งต้นสังกัดให้หักชำระหนี้ เป็นการรับไว้โดยมีมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ หรือเป็นลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406?
หนังสือยินยอมให้หักเงินตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 ตกอยู่ภายใต้บังคับเงื่อนไขการบอกกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 หรือไม่?
ข้อตกลงสละสิทธิการค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม (ทำขึ้นก่อน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. ฉบับที่ 20 พ.ศ. 2557) มีผลบังคับใช้ได้หรือไม่?
บรรทัดฐานที่ศาลฎีกาวางไว้
สัญญาค้ำประกันมีผลสมบูรณ์: สัญญาค้ำประกันและข้อตกลงยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม รวมถึงการสละสิทธิเกี่ยงตาม ป.พ.พ. มาตรา 688, 689, 690 ทำขึ้นก่อนกฎหมายค้ำประกันแก้ไขใหม่ (ปี 2558) จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยฯ มีผลผูกพันคู่สัญญาโดยชอบ
พ.ร.บ.สหกรณ์ฯ มาตรา 42/1 เป็นกฎหมายเฉพาะ: บทบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสหกรณ์ จึงเป็นกฎหมายพิเศษที่ ไม่อยู่ภายใต้บังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 686
ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนแจ้งหักเงิน: เมื่อลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดชำระหนี้ ย่อมเกิดภาระผูกพันตามสัญญาค้ำประกัน และเมื่อมาตรา 42/1 มิได้กำหนดเงื่อนไขให้สหกรณ์ต้องบอกกล่าวผู้ค้ำประกันก่อน สหกรณ์จึงมีสิทธินำหนังสือยินยอมไปแจ้งต้นสังกัดให้หักเงินได้ทันที
ไม่เป็นลาภมิควรได้: การหักเงินของสหกรณ์จำเลยเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเฉพาะและข้อตกลงที่ยินยอมไว้ จึงมีมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกคืน (ศาลฎีกาพิพากษายืนยกฟ้อง)
บทบัญญัติข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542: มาตรา 42/1
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์: มาตรา 406 (ลาภมิควรได้), มาตรา 686 (การบอกกล่าวผู้ค้ำประกัน), มาตรา 688, 689, 690 (สิทธิของผู้ค้ำประกัน) #คำพิพากษาศาลฎีกา #ฎีกาน่ารู้ #ข้อกฎหมายน่ารู้ #ค้ำประกัน #กู้เงินสหกรณ์ #หนี้สหกรณ์ #หักเงินเดือน #ลาภมิควรได้ #กฎหมายเฉพาะ #ทนายความ #ความรู้กฎหมาย

20/09/2026

ลูกหนี้หนี ทิ้งร้านไว้ เจ้าหนี้เข้าไปยึดครองต่อ ถือเป็น “บริวาร” โดนบังคับคดีขับไล่ด้วยหรือไม่?
กรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการบังคับคดีขับไล่ เมื่อจำเลยแพ้คดีและถูกศาลสั่งให้ออกจากที่ดินรัฐ แต่มีบุคคลภายนอกซึ่งเป็น “เจ้าหนี้” เข้าไปครอบครองร้านค้าต่อ จะอ้างสิทธิพิเศษเพื่ออยู่ต่อได้หรือไม่
1. ข้อเท็จจริงในคดี (โจทก์ / จำเลย / ผู้ร้อง ทำอะไร)
โจทก์ (การรถไฟแห่งประเทศไทย): ฟ้องจำเลยฐานบุกรุกที่ดินของรัฐ ซึ่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวาร รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมออกไปจากที่ดินพิพาท และโจทก์ได้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขับไล่
จำเลย: ผู้บุกรุกเดิม หลบหนีไปและทิ้งร้านค้าไว้ในที่ดินพิพาท
ผู้ร้อง (เจ้าหนี้ของจำเลย): อ้างว่าจำเลยกู้เงินไปแล้วหนี จึงเข้าไปยึดถือครอบครองและปรับปรุงร้านเดิมของจำเลยเพื่อใช้ประโยชน์ พร้อมยื่นแบบฟอร์มขอเช่าที่ดินจากการรถไฟฯ ไว้ จึงยื่นคำร้องต่อศาลว่าตนเป็นผู้มีอำนาจพิเศษ มิใช่บริวารของจำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่อาจขับไล่ตนได้
2. ประเด็นแห่งคดี
ผู้ร้องซึ่งเข้าไปครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินต่อจากจำเลยโดยอ้างสิทธิความเป็นเจ้าหนี้ ถือเป็น “บริวารของจำเลย (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา)” หรือไม่ และมีอำนาจพิเศษที่จะอยู่ต่อไปในที่ดินหรือไม่
3. บรรทัดฐานและเหตุผลของศาลฎีกา
ศาลฎีกาวางแนววินิจฉัยว่า การที่ผู้ร้องเข้าไปถือครองร้านค้าและที่ดินพิพาทภายหลังจากที่จำเลยหลบหนีไปนั้น เป็นการเข้าไปโดยสืบสิทธิและ "อาศัยสิทธิเดิมของจำเลย" ซึ่งเป็นเพียงผู้บุกรุกที่ดินของรัฐ แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าเป็นเจ้าหนี้หรือได้ยื่นคำขอเช่าไว้ ก็ยังไม่ก่อให้เกิดสิทธิทางกฎหมายเหนือที่ดินนั้นเหนือกว่าเจ้าของกรรมสิทธิ์
ดังนั้น ผู้ร้องจึงมีสถานะตามกฎหมายเป็นเพียง “บริวารของจำเลย” ไม่มีอำนาจพิเศษใดๆ ที่จะยกขึ้นยันเพื่อครอบครองที่ดินต่อไปได้ และต้องถูกบังคับคดีขับไล่ตามคำพิพากษาเช่นเดียวกับจำเลย
บทสรุปทางกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่: 791/2568
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 353 และ มาตรา 354 (เดิมคือหลักการตามมาตรา 296 ทวิ ถึง 296 จัตวา) เรื่องการบังคับคดีในกรณีที่ให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์
#กฎหมายน่ารู้ #คำพิพากษาศาลฎีกา #บังคับคดี #ขับไล่ #บริวารลูกหนี้ #ความรู้กฎหมาย

19/09/2026

⚖️ เจาะประเด็นฎีกาใหม่: ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินให้ตนเอง แล้วขายต่อบุคคลภายนอก ทายาทเพิกถอนได้หรือไม่?
(เทียบเคียง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 44/2568)
คดีมรดกที่มีความซับซ้อนหลายทอด เมื่อผู้จัดการมรดกโอนที่ดินเป็นชื่อตนเองในฐานะทายาท แล้วนำไปขายต่อให้บุคคลภายนอก ก่อนจะมีการนำไปขายฝากต่ออีกทอด ศาลฎีกาได้วางแนวทางวินิจฉัยไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้ครับ
📌 สรุปข้อเท็จจริงในคดี (ใครทำอะไร?)
เจ้ามรดก: ถึงแก่ความตายโดยไม่มีพินัยกรรม มีทายาทรวม 12 คน
จำเลยที่ 1 (ผู้จัดการมรดก): ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก นำที่ดินมรดกมาแบ่งแยกแปลง แล้วจดทะเบียนโอนมาเป็นชื่อตนเองในฐานะทายาท จากนั้นนำไป "ขาย" ให้แก่ จำเลยที่ 2
จำเลยที่ 2 (ผู้ซื้อ): รับซื้อที่ดินไว้ (ทั้งที่อยู่บ้านใกล้เคียงและรู้ว่าเป็นทรัพย์มรดก) ต่อมานำที่ดิน 5 แปลงไปจดทะเบียน "ขายฝาก" ไว้กับ จำเลยที่ 3 และหลุดเป็นสิทธิเพราะไม่ไถ่ถอน
โจทก์ (ทายาทอื่น): ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและการขายฝากทั้งหมด เพื่อดึงที่ดินกลับคืนสู่กองมรดก
🔍 ประเด็นแห่งคดี & บรรทัดฐานที่ศาลวางไว้
1. ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินให้ตนเอง ทำได้หรือไม่? นิติกรรมตกเป็นโมฆะไหม?
บรรทัดฐาน: การที่ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้แก่ตนเองในฐานะที่เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกคนหนึ่ง ถือเป็นการปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 ไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาททุกคน และไม่ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1722 นิติกรรมการโอนจึง "ไม่ตกเป็นโมฆะ" ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 (หากทายาทอื่นเสียหาย เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวเอากับผู้จัดการมรดกเป็นส่วนตัว)
2. บุคคลภายนอกรับซื้อที่ดินไว้ หากไม่สุจริต ทายาทขอเพิกถอนได้หรือไม่?
บรรทัดฐาน: สิทธิในทรัพย์มรดกของทายาทเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ซึ่งทายาทอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิได้อยู่ก่อน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 2 (ผู้ซื้อ) รู้หรือควรรู้ว่าที่ดินเป็นทรัพย์มรดกที่ต้องแบ่งแก่ทายาท จึงถือว่า "รับโอนโดยไม่สุจริต" การโอนย่อมไม่อาจใช้ยันต่อทายาทได้ และเมื่อผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีไปกว่าผู้โอน การนำไปขายฝากต่อให้จำเลยที่ 3 จึงไม่มีผลใช้ยันต่อโจทก์เช่นกัน โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอ เพิกถอนการจดทะเบียนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300
3. จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ จะยกข้อต่อสู้ขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้หรือไม่?
บรรทัดฐาน: จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การตั้งแต่ศาลชั้นต้น ข้ออ้างเรื่องรับซื้อฝากโดยสุจริต หรือข้ออ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริต ถือเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง เป็นฎีกาต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
💡 สรุปหลักคิดทางกฎหมาย:
การจัดการมรดกต้องแยกเป็น 2 ชั้น — การที่ ผจก. โอนให้ตนเองในฐานะทายาท “นิติกรรมไม่เป็นโมฆะ” แต่เมื่อโอนขายต่อบุคคลภายนอก “ต้องดูความสุจริตเป็นสำคัญ” หากผู้รับโอนรู้เบื้องหลังว่าเป็นมรดกที่ยังไม่แบ่งปัน ย่อมถือว่าไม่สุจริต และทายาทชอบที่จะใช้สิทธิเพิกถอนตาม มาตรา 1300 ได้เสมอ
#ความรู้กฎหมาย #กฎหมายมรดก #ผู้จัดการมรดก #ฎีกาน่าสนใจ #ทนายความ #เพิกถอนการโอน

18/09/2026

โอนเงินผิดบัญชี แต่เงินยังค้างอยู่ที่ธนาคาร ผู้โอนจะฟ้องเอาเงินคืนจากธนาคารโดยตรงได้หรือไม่? คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8557/2568 ได้วางแนวทางปฏิบัติและหลักกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคไว้อย่างชัดเจน
เรื่องย่อและพฤติการณ์แห่งคดี
โจทก์ (ผู้โอน): ตั้งใจโอนเงิน 31,000 บาทให้บุตร แต่กดเลขบัญชีผิดไป 1 ตัว เงินจึงเข้าบัญชีบุคคลภายนอก เมื่อรู้ตัวจึงรีบแจ้งความและให้เจ้าพนักงานตำรวจออกหมายอายัดเงินในบัญชีปลายทางไว้ทันที
จำเลย (ธนาคาร): ได้รับการประสานงานและดำเนินการอายัดเงิน 31,000 บาทไว้ในระบบแล้ว แต่เมื่อโจทก์ติดตามทวงถามขอเงินคืน ธนาคารกลับเพิกเฉยไม่ยอมคืนเงิน โจทก์จึงต้องนำคดีมาฟ้องศาลเพื่อเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย
ประเด็นแห่งคดี
1. การที่โจทก์โอนเงินผิดบัญชี ทำให้เจ้าของบัญชีปลายทางกลายเป็น "ผู้ฝากเงิน" ตามสัญญาฝากทรัพย์หรือไม่?
2. เมื่อเงินยังคงอยู่ในความครอบครองของธนาคาร และธนาคารได้อายัดไว้แล้ว โจทก์มีสิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนจากธนาคาร และมีอำนาจฟ้องธนาคารหรือไม่?
บรรทัดฐานที่ศาลฎีกาวางไว้
1. เจ้าของบัญชีปลายทางไม่ใช่ผู้ฝากเงิน: การโอนเงินผิดพลาดเกิดจากความสำคัญผิด โจทก์ไม่ได้มีเจตนาฝากเงินเข้าบัญชีบุคคลภายนอก และไม่ใช่การฝากเงินแทนกัน เจ้าของบัญชีปลายทางจึงไม่มีสถานะเป็นผู้ฝากเงิน และตราบใดที่ยังไม่มีการถอนหรือโอนเงินออกไป ธนาคารก็ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องคืนเงินจำนวนนี้แก่เจ้าของบัญชีปลายทาง
2. มาตรฐานทางการค้าและความสุจริตของธนาคาร: ธนาคารเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน เมื่อทราบว่ามีการโอนเงินผิดและอายัดเงินไว้แล้ว ย่อมมีหน้าที่ตามมาตรฐานธุรกิจที่เป็นธรรมในการตรวจสอบหรือติดต่อเจ้าของบัญชีปลายทาง มิใช่ปล่อยให้เป็นภาระของผู้บริโภคในการติดตามทรัพย์สินเพียงฝ่ายเดียวเกินสมควร
3. สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนและอำนาจฟ้อง: เมื่อเงินยังอยู่ในความครอบครองของธนาคาร และเจ้าของบัญชีปลายทางไม่ได้โต้แย้งสิทธิ โจทก์ย่อมอาศัยกรรมสิทธิ์ติดตามเอาเงินคืนจากธนาคารได้ การที่ธนาคารเพิกเฉยไม่คืนเงินจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับให้ธนาคารคืนเงินได้โดยตรง
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. มาตรา 1336: สิทธิของเจ้าของทรัพย์สินในการติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้
ป.พ.พ. มาตรา 657, 665, 672: หลักเกณฑ์สัญญาฝากทรัพย์และการคืนเงินฝาก
พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12: มาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมและความสุจริตของผู้ประกอบธุรกิจ
(อ้างอิง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8557/2568) #โอนเงินผิดบัญชี #คำพิพากษาศาลฎีกา #ฎีกาน่ารู้ #ฎีกา8557_2568 #กฎหมายรอบตัว #ความรู้กฎหมาย #กฎหมายผู้บริโภค #ติดตามเอาทรัพย์คืน #มาตรา1336 #กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ #คดีผู้บริโภค #ทนายความ

17/09/2026

⚖️ เคยทำผิดตอนเป็นเยาวชน ศาลนำประวัติมาใช้พิจารณา “ไม่รอลงอาญา” ในคดีตอนเป็นผู้ใหญ่ได้หรือไม่?
(วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 736/2569)
คดีนี้น่าสนใจมากสำหรับประเด็นการใช้ดุลพินิจรอการลงโทษ โดยมีข้อเท็จจริง ประเด็นข้อกฎหมาย และบรรทัดฐานที่ศาลฎีกาวางไว้ ดังนี้ครับ
ข้อเท็จจริงในคดี (โจทก์ vs จำเลย ทำอะไร?)
จำเลย: เปิดบัญชี Facebook โพสต์หลอกขายเครื่องเล่นเกมบน Marketplace ทั้งที่ไม่มีสินค้าจริง ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไป 8,500 บาท
โจทก์ (พนักงานอัยการ): ยื่นฟ้องจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
พฤติการณ์หลังเกิดเหตุ: จำเลยให้การรับสารภาพ และได้ชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายไปถึง 20,000 บาท (เกินกว่าความเสียหายจริงกว่า 2 เท่า) แต่จำเลยเคยมีประวัติต้องโทษหลายครั้งในขณะเป็นเยาวชน ซึ่งผ่านพ้นมาเกือบ 10 ปีแล้ว
ประเด็นแห่งคดีและคำวินิจฉัยของศาล
1. คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และต้องสืบพยานหรือไม่เมื่อจำเลยรับสารภาพ?
วินิจฉัย: โจทก์บรรยายพฤติการณ์การหลอกลวง การได้ไปซึ่งทรัพย์ และองค์ประกอบความผิดชัดเจนครบถ้วนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) และเมื่อคดีนี้อัตราโทษจำคุกขั้นต่ำไม่ถึง 5 ปี ศาลย่อมพิพากษาลงโทษได้ทันทีโดยไม่ต้องสืบพยานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง
2. ประวัติการกระทำความผิดตอนเป็น “เยาวชน” นำมาประกอบดุลพินิจรอการลงโทษในคดีตอนเป็น “ผู้ใหญ่” ได้หรือไม่?
วินิจฉัย: มาตรา 84 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ เป็นบทคุ้มครองเฉพาะกระบวนพิจารณาในศาลเยาวชนฯ เท่านั้น แต่คดีนี้จำเลยเป็นผู้ใหญ่และขึ้นศาลปกติ ศาลจึงมีอำนาจนำประวัติการกระทำความผิดในอดีตมาพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของ “ประวัติและความประพฤติ” เพื่อใช้ดุลพินิจรอการลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 56 ได้ ไม่ขัดต่อกฎหมาย
3. พฤติการณ์คดีนี้มีเหตุสมควรรอการลงโทษ (รอลงอาญา) หรือไม่?
วินิจฉัย: แม้จำเลยเคยกระทำผิดหลายครั้งในอดีต แต่เกิดขึ้นติดต่อกันในระยะสั้นๆ ขณะเป็นเยาวชน และหลังพ้นการฝึกอบรมก็ไม่ได้ทำผิดอีกเลยเกือบ 10 ปี อีกทั้งจำเลยสำนึกผิด ชดใช้เงินเยียวยาผู้เสียหายสูงกว่าความเสียหายจริงกว่า 2 เท่า จึงยังไม่อาจฟังว่าจำเลยมีนิสัยเป็นผู้ร้ายติดตัว ศาลฎีกาจึงมีเหตุปรานี พิพากษาให้ “รอการลงโทษจำคุก 2 ปี และคุมประพฤติ 1 ปี”
บรรทัดฐานสำคัญจากคำพิพากษานี้
1. ประวัติคดีเยาวชน ไม่ใช่ข้อยกเว้นเด็ดขาด: หากปัจจุบันเป็นผู้ใหญ่และขึ้นศาลปกติ ศาลนำประวัติเดิมมาดูประกอบ "ประวัติและความประพฤติ" ตาม ป.อ. มาตรา 56 ได้
2. การพิจารณานิสัยผู้กระทำผิด: การเคยทำผิดตอนเป็นเด็ก หากพ้นโทษมานานหลายปีโดยไม่ทำผิดซ้ำ ไม่ถือว่าผู้นั้นมี “นิสัยเป็นผู้ร้ายติดตัว” เสมอไป
3. การเยียวยาอย่างจริงจังส่งผลต่อดุลพินิจ: การรับสารภาพและการชดใช้ค่าเสียหายเกินกว่าจำนวนที่หลอกลวงไป แสดงถึงความสำนึกผิดอย่างแท้จริง เป็นเหตุสำคัญที่ศาลใช้ดุลพินิจให้โอกาสกลับตัวสู่สังคม
บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา: มาตรา 56, 78, 90, 343 วรรคหนึ่ง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา: มาตรา 158 (5), 176 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550: มาตรา 14 (1)
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553: มาตรา 84 วรรคหนึ่ง
(อ้างอิง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 736/2569) #ความรู้กฎหมาย #ฎีกาน่ารู้ #คำพิพากษาศาลฎีกา #รอการลงโทษ #รอลงอาญา #กฎหมายอาญา #ฉ้อโกงออนไลน์ #พรบคอมพิวเตอร์ #ศาลเยาวชนและครอบครัว #ทนายความ #แชร์ความรู้กฎหมาย

16/09/2026

🏡 จ่ายครบ-เข้าอยู่แล้ว แต่บ้านติดจำนองเดิม... ทำไมผู้ซื้อ "ร้องขัดทรัพย์" ไม่ได้?
เคสอุทาหรณ์สำหรับคนซื้อบ้านจัดสรรที่ดินติดจำนอง ชำระเงินครบ เข้าอยู่จริง แต่ไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตามแบบ จนนำไปสู่คำวินิจฉัยสำคัญของศาลฎีกา
📌 สรุปข้อเท็จจริง (ใครทำอะไรในคดีนี้)
เจ้าหนี้จำนอง (โจทก์): รับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโครงการจัดสรรจากจำเลยที่ 1 รวม 47 แปลง เพื่อประกันหนี้เงินกู้ โดยจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่ปี 2548
ผู้จัดสรรที่ดิน (จำเลยที่ 1 และ 3): จำเลยที่ 1 นำบ้านและที่ดินแปลงพิพาทมาขายให้ผู้ร้องในปี 2550 รับชำระเงินครบ มอบบ้านให้เข้าอยู่ แต่ไม่ยอมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ ซ้ำยังแอบโอนที่ดินแปลงนี้ไปให้จำเลยที่ 3 ต่อมาผู้ร้องฟ้องชนะคดีและทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่าจำเลยจะโอนกรรมสิทธิ์แบบปลอดจำนองให้ภายใน 4 ปี
ผู้ซื้อ (ผู้ร้องทั้งสาม): ชำระเงินค่าบ้านครบถ้วน เข้าครอบครองอยู่อาศัย แต่เมื่อโจทก์ (เจ้าหนี้จำนอง) นำทรัพย์ออกบังคับคดีขายทอดตลาด ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขัดทรัพย์เพื่อขอให้ถอนการยึด
⚖️ ประเด็นแห่งคดี
1. สัญญาซื้อขายระหว่างผู้จัดสรรกับผู้ซื้อที่ไม่ได้จดทะเบียน มีผลทางกฎหมายอย่างไร และได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดินฯ หรือไม่?
2. ผู้ซื้อที่เข้าอยู่อาศัยและชนะคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความ มีสิทธิดีกว่าเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่จดทะเบียนสิทธิไว้ก่อนโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่?
3. ผู้ซื้อมีสิทธิยื่นคำร้องขัดทรัพย์เพื่อขอให้ปล่อยทรัพย์พิพาทจากการบังคับคดีหรือไม่?
🏛️ บรรทัดฐานและเหตุผลแห่งคำพิพากษา
1. สัญญาซื้อขายตกเป็นโมฆะ: เมื่อผู้ซื้อจ่ายเงินครบและรับมอบการครอบครองเพื่ออยู่อาศัยทันที นิติกรรมดังกล่าวถือเป็น "สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด" ซึ่งการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อไม่ได้จดทะเบียน สัญญาจึงเป็น โมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง
2. ไม่ได้รับความคุ้มครองพิเศษ: เมื่อสัญญาตกเป็นโมฆะ ผู้ซื้อจึงไม่อาจยกข้ออ้างตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง เพื่อขอให้ทรัพย์หลุดพ้นจากการถูกยึดหรืออายัดได้
3. สิทธิจำนองยังมีอยู่และบังคับได้: โจทก์ได้รับจดทะเบียนจำนองไว้ก่อนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน จึงได้รับความคุ้มครองในฐานะบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง ขณะที่สิทธิของผู้ซื้อตามสัญญาประนีประนอมยอมความเพิ่งเกิดขึ้นภายหลัง สิทธิจำนองจึงไม่ระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 702 วรรคสอง และมาตรา 744
4. คำวินิจฉัยศาลฎีกา: โจทก์มีสิทธินำยึดทรัพย์เพื่อบังคับจำนอง ผู้ร้องทั้งสามไม่มีสิทธิดีกว่า จึง ไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์ (ยกคำร้องขัดทรัพย์)
📚 อ้างอิง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4161/2568
📖 หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง:
ป.พ.พ.: มาตรา 144 วรรคสอง (ส่วนควบ), มาตรา 456 วรรคหนึ่ง (แบบของสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์), มาตรา 702 วรรคสอง, มาตรา 744 (ผลและเหตุระงับแห่งการจำนอง), มาตรา 1299 วรรคสอง (การได้มาซึ่งทรัพยสิทธิทางทะเบียน)
ป.วิ.พ.: มาตรา 323 (การร้องขัดทรัพย์)
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543: มาตรา 37 วรรคหนึ่ง
ประมวลกฎหมายที่ดิน: มาตรา 86 #คำพิพากษาศาลฎีกา #ฎีกาเด็ด #กฎหมายอสังหา #ซื้อบ้านจัดสรร #ร้องขัดทรัพย์ #กฎหมายที่ดิน #ทนายความ #ความรู้กฎหมาย #บังคับคดี

15/09/2026

[เจาะคำพิพากษาฎีกา] กฎหมายล้มละลาย: สิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนด… ไม่ใช่จะยื่นเมื่อใดก็ได้
อัปเดตบรรทัดฐานกฎหมายล้มละลายที่น่าสนใจ สำหรับเจ้าหนี้และนักปฏิบัติการทางกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องกรอบเวลาและเหตุสุดวิสัย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5294/2568
ข้อกฎหมายสำคัญ: พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91 และมาตรา 91/1
สรุปข้อเท็จจริง (โจทก์/ผู้ร้อง vs จำเลย)
ผู้ร้อง (หน่วยงานรัฐ/เจ้าหนี้): จ้างจำเลยก่อสร้างอาคาร แต่จำเลยทำงานไม่เสร็จ จึงบอกเลิกสัญญา ต่อมาจำเลยถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ผู้ร้องได้ยื่นขอรับชำระหนี้รอบแรกไว้แล้ว แต่ภายหลังตรวจพบโครงสร้างชำรุด จึงต้องจ้างเอกชนตรวจสภาพและซ่อมแซมเพิ่มเติม
การกระทำที่เป็นปัญหา: ผู้ร้องทราบมูลหนี้ค่าเสียหายเพิ่มเติมดังกล่าวตั้งแต่ช่วงปี 2560–2561 แต่กลับทอดเวลาจนถึงวันที่ 2 กันยายน 2565 (ทิ้งช่วงนาน 3–5 ปี) จึงมายื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขออนุญาตยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติม โดยอ้างความล่าช้าจากขั้นตอนการตรวจรับงานภายในของหน่วยงานรัฐ และอุปสรรคจากการแพร่ระบาดของโควิด-19
ประเด็นแห่งคดี
1. บทบัญญัติตามมาตรา 91/1 ซึ่งมิได้ระบุกรอบเวลาการยื่นคำร้องไว้อย่างชัดเจน ให้อำนาจเจ้าหนี้ในการยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมเมื่อใดก็ได้หรือไม่?
2. การที่หน่วยงานรัฐอ้างขั้นตอนราชการภายในและสถานการณ์โควิด-19 เป็นเหตุผลแห่งความล่าช้า ถือเป็นเหตุผลอันสมควรให้ศาลอนุญาตหรือไม่?
บรรทัดฐานที่ศาลวางไว้
ต้องยื่นภายใน "เวลาอันสมควร": วัตถุประสงค์ของกฎหมายล้มละลายมุ่งเน้นการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ให้สะดวกรวดเร็ว เพื่อความเป็นธรรมแก่เจ้าหนี้ทุกราย แม้มาตรา 91/1 จะมิได้กำหนดเส้นตายไว้เป็นตัวเลขวัน แต่เจ้าหนี้มีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องทันทีภายในเวลาอันสมควรนับแต่ทราบมูลหนี้ ไม่สามารถยื่นเมื่อใดก็ได้ตามอำเภอใจ
ขั้นตอนภายในไม่ใช่ข้ออ้าง: การเป็นหน่วยงานรัฐที่มีขั้นตอนตรวจสอบซับซ้อน ไม่ใช่เหตุผลอันสมควรในการปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปหลายปี เมื่อผู้ร้องทราบข้อชำรุดบกพร่องและมูลหนี้เพียงพอตั้งแต่แรกแล้ว ย่อมมีหน้าที่ต้องรีบดำเนินการ
โควิด-19 อ้างไม่ได้หากรู้หนี้ก่อนเกิดโรค: มูลหนี้ดังกล่าวเกิดขึ้นและเป็นที่ประจักษ์ก่อนหน้าการแพร่ระบาด เจ้าหนี้มีเวลาเพียงพอที่จะดำเนินการตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤต จึงไม่อาจนำมาอ้างเป็นเหตุสุดวิสัยได้
ผลคำพิพากษา: ศาลฎีกายกคำร้องของผู้ร้อง
#กฎหมายล้มละลาย #คำพิพากษาศาลฎีกา #นิติศาสตร์ #คดีล้มละลาย #ขอรับชำระหนี้ #ทนายความ

14/09/2026

⚖️ ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินเข้าชื่อตนเอง ผิดหรือไม่? ถอดบทเรียนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4746/2568
การที่ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกมาเป็นชื่อตนเอง ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการกระทำโดยมิชอบเสมอไป หากพฤติการณ์ชี้ชัดว่าทายาทตกลงแบ่งปันมรดกกันโดยปริยายและเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดแล้ว
ข้อเท็จจริงในคดี (โจทก์ - จำเลย ทำอะไรกัน?)
เจ้ามรดก ถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรม มีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 2 แปลง (แปลงพิพาท เนื้อที่ 91 ตร.ว. และอีกแปลงเนื้อที่ 4 ไร่เศษ)
จำเลย (ผู้จัดการมรดก) ได้โอนที่ดินแปลงพิพาท (91 ตร.ว.) มาเป็นชื่อของตนเองตั้งแต่ปี 2555 แล้วนำไปจำนอง ต่อมาในปี 2564 จำเลยได้โอนที่ดินอีกแปลง (4 ไร่เศษ) ให้แก่โจทก์
โจทก์ (ทายาท) กลับมาฟ้องจำเลย อ้างว่าจำเลยไม่มีอำนาจโอนที่ดินแปลงพิพาทเป็นของตนเองโดยไม่ได้รับความยินยอม และขอให้แบ่งที่ดินแปลงพิพาทหรือนำออกขายทอดตลาดแบ่งเงินกัน
ประเด็นแห่งคดีที่เกี่ยวข้อง
ที่ดินแปลงพิพาทที่ผู้จัดการมรดก (จำเลย) โอนมาเป็นของตนเองนั้น จำเลยยังมีหน้าที่ต้องนำมาแบ่งปันให้แก่โจทก์และทายาทอื่นอีกหรือไม่?
บรรทัดฐานที่ศาลฎีกาวางไว้
1. การพิจารณาพฤติกรรมโดยรวม: ศาลไม่ตัดตอนดูเฉพาะแปลงพิพาท แต่พิจารณาภาพรวมของการจัดการมรดกทั้งหมดที่เชื่อมโยงกัน
2. การยินยอมโดยปริยาย: การที่จำเลยโอนที่ดินแปลงพิพาทเป็นของตนเองเป็นเวลานานโดยไม่มีทายาทคัดค้าน ประกอบกับการที่จำเลยโอนที่ดินอีกแปลงให้โจทก์โดยไม่มีใครคัดค้านเช่นกัน แสดงให้เห็นว่าทายาทรับรู้ เห็นชอบ และตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกด้วยการเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด
3. ผลทางกฎหมาย: เมื่อถือว่าโจทก์ยินยอมให้ที่ดินแปลงพิพาทตกเป็นของจำเลยแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิจัดการทำนิติกรรมใดๆ ได้โดยชอบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งอีก ศาลพิพากษายกฟ้อง
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. มาตรา 1719, 1723, 1724 วรรคหนึ่ง และ 1745: หน้าที่และขอบอำนาจของผู้จัดการมรดกในการแบ่งปันทรัพย์สิน
ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง: การแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยการเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด
(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4746/2568)
#ความรู้กฎหมาย #มรดก #ผู้จัดการมรดก #ฎีกาน่าสนใจ #ทนายความ #กฎหมายแพ่ง

13/09/2026

⚖️ เจตนาฆ่า หรือ เจตนาทำร้าย? ฟ้องพยายามฆ่า แต่ศาลลงโทษทำร้ายสาหัสได้หรือไม่
(ถอดรหัสคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2668/2568)
ในทางคดีอาญา การใช้อาวุธมีคมฟันผู้อื่นไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นความผิดฐาน "พยายามฆ่า" เสมอไป เพราะเส้นแบ่งระหว่างเจตนาฆ่ากับเจตนาทำร้าย ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีทั้งหมดอย่างละเอียด
สรุปข้อเท็จจริง (ใคร ทำอะไร ที่ไหน)
คู่กรณี: จำเลยที่ 1 และผู้เสียหาย (เป็นคนงานกรีดยางพักอาศัยอยู่ใกล้กัน)
เหตุการณ์: ทั้งสองฝ่ายมีปากเสียงโต้เถียงกันด้วยเรื่องเล็กน้อย จำเลยที่ 1 บันดาลโทสะใช้ "มีดขอ" ฟันผู้เสียหาย 2 ครั้ง
ผลของบาดแผล: ผู้เสียหายมีแผลฉีกขาดที่แก้มซ้ายลึกถึงกระดูก แขนขวากระดูกหัก กล้ามเนื้อและเอ็นแขนฉีกขาด ต้องรักษาตัวและไม่สามารถประกอบกรณียกิจตามปกติได้เกินกว่า 20 วัน (บาดเจ็บสาหัสแต่ไม่ถึงแก่ชีวิต)
การดำเนินคดี: โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น (ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษฐานพยายามฆ่า จำคุก 8 ปี)
ประเด็นแห่งคดี
1. พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐาน "พยายามฆ่า" หรือมีเพียง "เจตนาทำร้ายร่างกาย"?
2. เมื่อโจทก์ฟ้องฐานพยายามฆ่า แต่ทางพิจารณาได้ความเพียงเจตนาทำร้ายจนสาหัส ศาลมีอำนาจลงโทษฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสได้หรือไม่ จะถือว่าเกินคำขอหรือเกินฟ้องหรือไม่?
บรรทัดฐานที่ศาลฎีกาวางไว้
1. เกณฑ์การวินิจฉัยเจตนาฆ่า vs เจตนาทำร้าย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การพิจารณาเจตนาภายในต้องดูจากลักษณะการกระทำภายนอก แม้จำเลยที่ 1 จะใช้มีดขอฟันไป 2 ครั้ง และบาดแผลค่อนข้างรุนแรง แต่พฤติการณ์ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้เลือกฟันอวัยวะสำคัญที่ทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ทันที เช่น ศีรษะหรือลำคอ ประกอบกับมูลเหตุจูงใจเกิดจากการทะเลาะวิวาทเรื่องเล็กน้อย จึงไม่อาจรับฟังได้ว่ามีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย การกระทำจึงเป็นเพียง "ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย"
2. การปรับบทลงโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192
แม้โจทก์จะตั้งข้อหาฟ้องมาในฐานพยายามฆ่าผู้อื่น แต่ข้อเท็จจริงเรื่องการทำร้ายจนได้รับอันตรายสาหัส (รักษาเกิน 20 วัน) ย่อมรวมอยู่ในคำฟ้องและพยานหลักฐานในสำนวนอยู่แล้ว การที่ศาลปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ในฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จึงเป็นการลงโทษตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณา ไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือขัดต่อกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย
ผลคำพิพากษา
ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยลงโทษจำเลยที่ 1 ในฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส จำคุก 6 ปี ทางนำสืบเป็นประโยชน์ ลดโทษหนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี (ไม่รอการลงโทษ)
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา:
มาตรา 80, 288 (พยายามฆ่าผู้อื่น)
มาตรา 297(8) (ทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส)
มาตรา 78 (เหตุบรรเทาโทษ)
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา:
มาตรา 192 วรรคท้าย (การพิพากษาลงโทษในข้อเท็จจริงที่รวมอยู่ในฟ้อง) #กฎหมายน่ารู้ #คำพิพากษาศาลฎีกา #ฎีกาเด็ด #แชร์ความรู้กฎหมาย #ทนายความ #ความรู้รอบตัว #คดีอาญา #พยายามฆ่า #ทำร้ายร่างกายสาหัส

12/09/2026

⚖️ เด็กหนีออกจากบ้านมาหาเอง... ทำไมยังผิดฐาน "พรากเด็ก"?
หลายคนเข้าใจผิดว่าความผิดฐานพรากเด็ก ต้องเป็นการที่ผู้กระทำความผิดเป็นฝ่าย "ไปพาตัว" หรือ "ล่อลวง" ออกมาจากบ้านเท่านั้น แต่ในทางกฎหมาย ความเป็นจริงไม่ได้จำกัดอยู่แค่นั้น
สรุปข้อเท็จจริงในคดี
ผู้เสียหาย (เด็ก): อายุ 14 ปีเศษ เป็นฝ่ายเดินทางออกจากบ้านมาหาจำเลยด้วยตนเอง
จำเลย: เมื่อพบตัวผู้เสียหายและประเมินด้วยสายตาแล้วเกิดความสงสัยว่าผู้เสียหายอาจมีอายุไม่ถึง 18 ปี แต่กลับไม่ได้ตรวจสอบหรือสอบถามให้แน่ชัด และยังคงดำเนินการอยู่ร่วมกับเด็กต่อไป
ประเด็นแห่งคดี
การที่เด็กเป็นฝ่ายสมัครใจออกจากบ้านมาหาเอง โดยที่จำเลยไม่ได้ไปรับหรือชักชวนให้ออกจากบ้านตั้งแต่ต้น จะถือว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดฐาน "พรากเด็ก" หรือไม่?
บรรทัดฐานที่ศาลฎีกาวางไว้
ความหมายของการ "พราก": ศาลฎีกาวางหลักว่า คำว่า "พราก" หมายถึง การพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดาหรือผู้ปกครอง โดยไม่จำกัดรูปแบบหรือวิธีการ และไม่จำต้องถึงขั้นที่จำเลยต้องเป็นฝ่ายชักชวนหรือพาตัวออกมาจากบ้านตั้งแต่แรก
การพรากโดยปริยาย: แม้เด็กจะเดินทางมาหาเอง แต่เมื่อจำเลยพบเห็นและมีความสงสัยเรื่องอายุว่ายังเป็นผู้เยาว์อยู่ หากไม่ตรวจสอบให้กระจ่างชัดแล้วยังคงยอมรับตัวหรือกระทำการอันเป็นการตัดทอนและล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดา ย่อมถือว่าเป็นการ "พรากไปโดยปริยาย" และมีเจตนาตามกฎหมายแล้ว
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม: ผู้ใดโดยปราศจากเหตุอันสมควร พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไร หรือเพื่อการอนาจาร ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท
📌 อ้างอิง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 157/2569 #กฎหมายน่ารู้ #ฎีกาศึกษา #พรากผู้เยาว์ #ประมวลกฎหมายอาญา #มาตรา317 #คำพิพากษาศาลฎีกา #ความรู้กฎหมาย #สาระกฎหมาย #แชร์กฎหมาย

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ SCI LAW FIRMผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์