สำนักงานกฎหมาย โครัม ดีโอ แอนด์ จัสติส

สำนักงานกฎหมาย โครัม ดีโอ แอนด์ จัสติส ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก สำนักงานกฎหมาย โครัม ดีโอ แอนด์ จัสติส, สำนักงานกฎหมายและทนายความ, แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน, Bangkok.

บริการให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย
ร่างนิติกรรม-สัญญา
จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท, สมาคม, มูลนิธิ
ยื่นคำฟ้อง,คำร้องตั้งผู้จัดการมรดก
อุทธรณ์ ฎีกา
สืบทรัพย์
รับว่าความทั่วราชอาณาจักร
อื่นๆ

ID Line: Knightjoefunny
email: [email protected]

15/08/2026

⚖️ สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8321/2568

📌 เรื่อง

ฟ้องหย่าเพราะสามียกย่องหญิงอื่นฉันภริยา เรียกค่าทดแทน และการแบ่งสินสมรส — กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. และเงินบำนาญ

---

❓ ประเด็นข้อกฎหมาย

1. พฤติการณ์ของสามีกับหญิงอื่นเป็นการ อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องฉันภริยา และเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุฟ้องหย่าหรือไม่

2. สามีและหญิงอื่นต้องชดใช้ค่าทดแทนแก่ภริยาหรือไม่

3. ที่ดิน ห้องชุด รถยนต์ และทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส เป็นสินสมรสหรือไม่

4. หุ้นและเงินฝากที่ถอนออกไปก่อนวันฟ้องหย่าจะนำมาแบ่งได้หรือไม่

5. 💰 เงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและ กบข. เป็นสินสมรสหรือไม่

6. 👴 เงินบำนาญที่ได้รับภายหลังวันฟ้องหย่า จะนำมาแบ่งในคดีนี้ได้หรือไม่

7. ข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นโดยชอบในฟ้องแย้งและศาลล่าง จะยกขึ้นฎีกาได้หรือไม่

---

📖 ข้อเท็จจริง

โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกัน ต่อมาโจทก์สงสัยว่าจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 2 จึงว่าจ้างนักสืบติดตาม

มีภาพถ่ายแสดงว่ารถยนต์ของจำเลยที่ 1 ไปจอดที่บ้านซึ่งจำเลยที่ 2 เปิดเป็นร้านเสริมสวยและใช้เป็นที่พักอาศัยทั้งกลางวันและกลางคืน

ต่อมาโจทก์และพยานติดตามไปพบจำเลยทั้งสองอยู่ภายในบ้านตามลำพังในลักษณะใกล้ชิดเสมือนคู่รัก อีกทั้งยังมีภาพถ่ายของจำเลยทั้งสองในลักษณะคู่รักติดไว้บนฝาผนังบ้านอย่างเปิดเผย

โจทก์จึงฟ้องหย่า เรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสอง และขอแบ่งสินสมรส ซึ่งมีทรัพย์สินหลายประเภท รวมถึง ที่ดิน ห้องชุด รถยนต์ หุ้น เงินฝาก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. และเงินบำนาญ

---

⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัย

❤️ ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่า

พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 อยู่บ้านเดียวกับจำเลยที่ 2 อย่างใกล้ชิดทั้งกลางวันและกลางคืน ไปไหนมาไหนด้วยกันโดยเปิดเผย และมีการเอื้ออาทรดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน บ่งชี้ถึงความสัมพันธ์ฉันชู้สาว

ถือเป็นพฤติการณ์แสดงว่า จำเลยที่ 1 ยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา และทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) และ (6)

---

💵 เรียกค่าทดแทนได้

เมื่อจำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาในขณะที่ยังเป็นสามีภริยากับโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้ตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง

---

🏠 ที่ดิน ห้องชุด และรถยนต์

ที่ดินและห้องชุดที่ซื้อมาในระหว่างสมรสเป็นสินสมรส แม้จำเลยที่ 1 อ้างว่าใช้เงินจากมารดาและเงินส่วนตัว แต่พยานหลักฐานไม่สามารถชี้ชัดว่าเงินที่ใช้ซื้อเป็นสินส่วนตัว จึงต้องแบ่งแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง

รถยนต์ที่ได้มาระหว่างสมรสก็เป็นสินสมรส เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใช้สินส่วนตัวซื้อ

แต่สำหรับรถยนต์อีกคัน แม้รับฟังว่าเป็นสินสมรส หากไม่ปรากฏว่ารถยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่ง ก็ไม่อาจบังคับให้อีกฝ่ายแบ่งรถนั้นได้

---

🏦 หุ้นและเงินฝากที่ถอนออกไปก่อนฟ้อง

แม้หุ้นและเงินฝากจะเป็นสินสมรส แต่การจะแบ่งต้องปรากฏว่าทรัพย์ยังมีอยู่เพื่อจัดแบ่ง

เมื่อหุ้นและเงินฝากถูกถอนทั้งหมดก่อนวันฟ้องหย่า และไม่ปรากฏชัดว่าเป็นการถอนเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของโจทก์ฝ่ายเดียว จึงไม่อาจให้โจทก์แบ่งทรัพย์ดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 ได้

---

💰 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ = สินสมรสในส่วนที่สิทธิเกิดแล้ว

เงินสะสมจากเงินเดือน เงินสมทบจากนายจ้าง และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน ไม่ใช่เพียงความคาดหวังว่าจะได้ทรัพย์สิน แต่เป็นสิทธิที่มีอยู่แล้ว

เมื่อสิทธินั้นเกิดขึ้นระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1)

จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับกึ่งหนึ่งในส่วนที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันจดทะเบียนสมรสถึงวันฟ้องหย่า ส่วนที่เกิดหลังวันฟ้องต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

---

🏛️ กบข. ต้องแยกเป็นส่วน ๆ

เงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ใน กบข. ที่เกิดขึ้นระหว่างสมรส เป็นสิทธิที่มีอยู่แล้ว จึงเป็นสินสมรส

แต่เงินอื่นที่จำเลยที่ 1 จะได้รับก็ต่อเมื่อพ้นสมาชิกภาพ ซึ่งในวันฟ้องสิทธิยังไม่เกิดและไม่แน่นอนว่าจะได้รับหรือไม่ ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นสินสมรส

---

👴 เงินบำนาญที่ได้หลังวันฟ้องหย่า

จำเลยที่ 1 ได้รับเงินบำนาญเมื่อเกษียณอายุราชการภายหลังวันฟ้อง และก่อนวันฟ้องยังไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว

เมื่อผลด้านทรัพย์สินของการหย่าโดยคำพิพากษามีผลย้อนหลังถึงวันฟ้องตามมาตรา 1532 (ข) โจทก์จึง ไม่มีสิทธิขอแบ่งเงินบำนาญดังกล่าวในคดีนี้

อย่างไรก็ตาม ศาลระบุว่าโจทก์จะมีสิทธิในเงินบำนาญหรือไม่อย่างไร ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

---

📝 เรื่องที่ไม่ได้ยกไว้ในฟ้องแย้ง

ข้อฎีกาเกี่ยวกับการให้โจทก์ร่วมรับผิดหนี้สินสมรสหรือชดใช้กรณีจำหน่ายกองทุน ซึ่งมิได้บรรยายและมีคำขอไว้ในฟ้องแย้ง เป็นเรื่องนอกฟ้องแย้งและมิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลล่าง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

---

✅ ผลคดี

ศาลฎีกาพิพากษาแก้ โดยสาระสำคัญให้

แบ่งสิทธิใน กบข. เฉพาะเงินสะสม เงินสมทบและผลประโยชน์ ที่เกิดตั้งแต่วันจดทะเบียนสมรสถึงวันฟ้องหย่ากึ่งหนึ่ง

แบ่งสิทธิใน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่เกิดตั้งแต่วันจดทะเบียนสมรสถึงวันฟ้องหย่ากึ่งหนึ่ง เมื่อโจทก์พ้นสมาชิกภาพ

แบ่งเงินประกันชีวิตคนละ 475,000 บาท

❌ ยกคำขอของโจทก์ที่ขอแบ่งเงินบำนาญของจำเลยที่ 1

นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

---

💡 สรุป

ฎีกานี้มีหลักสำคัญว่า การแบ่งสินสมรสต้องพิจารณาว่า “สิทธิในทรัพย์สินเกิดขึ้นแล้วหรือยัง และเกิดขึ้นเมื่อใด”

✅ เงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ใน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพและ กบข. ที่เกิดขึ้นระหว่างสมรส เป็นสิทธิที่มีอยู่แล้ว จึงอาจเป็นสินสมรส

❌ แต่ เงินบำนาญที่สิทธิเกิดขึ้นภายหลังวันฟ้องหย่า ไม่อาจนำมาแบ่งในคดีนี้ได้

และในเรื่องเหตุหย่า ศาลพิจารณา พฤติการณ์และพยานหลักฐานโดยรวม ไม่ใช่เพียงข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งว่าคู่กรณีมีความสัมพันธ์ถึงขั้น “ยกย่องฉันภริยา” หรือไม่

---

📚 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1), มาตรา 1516 (1), (4/2), (6), มาตรา 1523, มาตรา 1532 (ข), มาตรา 1533 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง, มาตรา 252

---

#ฎีกาศึกษา #คำพิพากษาศาลฎีกา #ฎีกาที่8321_2568 #สินสมรส #ฟ้องหย่า #เหตุหย่า #ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา #ค่าทดแทน #กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ #กบข #เงินบำนาญ #แบ่งสินสมรส #กฎหมายครอบครัว #กฎหมายแพ่ง #ความรู้กฎหมาย

15/08/2026
29/07/2026

⚖️ สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 368/2568

📌 เรื่อง

การขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา กรณีจำเลยได้รับการปลดจากล้มละลายแล้ว

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

❓ ประเด็นข้อกฎหมาย

เมื่อจำเลยได้รับการปลดจากล้มละลายแล้ว ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ ยังมีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ในคดีล้มละลายหรือไม่

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

📝 ข้อเท็จจริง

🏢 ผู้ร้องเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ โดยเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 ผู้ร้องได้รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ รวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสามจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ซึ่งเป็นผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์

⚖️ บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. เคยฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีล้มละลาย และศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 ให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย

📅 ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลาย โดยมีผลนับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558

📄 วันที่ 20 สิงหาคม 2564 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ เพื่อดำเนินคดีและใช้สิทธิเรียกร้องที่ได้รับโอนมา

🏛️ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1 และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องจึงฎีกา

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

⚖️ คำวินิจฉัย

🔹 1. ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิ

ผู้ร้องเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 และได้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสามจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์

ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสามได้ตามมาตรา 7

🔹 2. ผลของการปลดจากล้มละลาย

แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับการปลดจากล้มละลาย ซึ่งมีผลทำให้จำเลยทั้งสองมีอำนาจจัดการทรัพย์สินหรือกิจการของตนที่ได้มานับแต่วันที่ได้รับการปลดจากล้มละลาย แต่ไม่ได้ทำให้ทรัพย์สินในคดีล้มละลายหมดสภาพหรือกลับคืนสู่อำนาจจัดการของจำเลยทั้งหมด

🔹 3. ทรัพย์สินตามมาตรา 109 ยังอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้

ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลาย รวมทั้งสิทธิเรียกร้องเหนือทรัพย์สินของบุคคลอื่น และทรัพย์สินที่ได้มาภายหลังเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายจนถึงเวลาปลดจากล้มละลาย ยังคงเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 109

🔹 4. ผู้ร้องยังดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ได้

เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ในคดีล้มละลาย รวมทั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ผู้ร้องจึงอาจดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ซึ่งบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ได้ขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว

ผู้ร้องจึงชอบที่จะเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

✅ สรุป

การปลดจากล้มละลายทำให้ลูกหนี้กลับมามีอำนาจจัดการทรัพย์สินหรือกิจการที่ได้มานับแต่วันที่ได้รับการปลดจากล้มละลาย

แต่ไม่ทำให้ทรัพย์สินซึ่งตกอยู่ในขอบเขตของมาตรา 109 หลุดพ้นจากการเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลาย

💰 เมื่อเจ้าหนี้ยังไม่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ จึงมีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินในคดีล้มละลายต่อไป

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

🏛️ ผลคดี

ศาลฎีกาพิพากษาแก้ ให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

📚 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

▪️ พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 81/1
▪️ พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 109
▪️ พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7

#ฎีกาศึกษา #คำพิพากษาศาลฎีกา #กฎหมายล้มละลาย #เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา #บริษัทบริหารสินทรัพย์

23/07/2026

ฎีกาที่ 284/2569 วิแพ่ง การคิดทุนทรัพย์ โยงแพ่ง การถูกกำจัดไม่ให้รับมรดก การฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดก [3 ประเด็นสวย ๆ] 🌟🌟🌟🌟🌟

〽️ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยโอนที่ดิน “กลับคืนสู่กองมรดก” **โดยมิได้ขอให้โอนสิ่งปลูกสร้าง **ทุนทรัพย์ที่พิพาทในคดี จะคิดรวม “สิ่งปลูกสร้าง” บนที่ดินซึ่งเป็น “ส่วนควบ” กับที่ดินนั้นด้วยหรือไม่ ?

〽️ **จำเลยจะต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกฯ หรือไม่ ? [จำเลยเข้าใจว่า เป็นการยกทรัพย์สินที่ไม่ใช่ทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยแล้ว + เข้าใจว่าน่าจะมีสิทธิแบ่งแยกที่ดิน แล้วขายที่ดินที่แบ่งแยกต่อได้]

〽️ เป็นการฟ้องคดี โดยใช้อายุความมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 หรือไม่ ? **หรือเป็นการฟ้องกรณีที่ทรัพย์มรดกนั้นยังไม่ได้แบ่งปันและทายาทผู้นั้นครอบครองทรัพย์มรดกอยู่หรือมีทายาทอื่นครอบครองทรัพย์มรดก “ไว้แทน” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง ?

💥[Fact. เบื้องต้น]

- นาย พ. เจ้ามรดก อยู่กินฉันสามีภริยากับนาง น. มีบุตรด้วยกัน 7 คน [ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม] ได้แก่ : นาย ภ., นางสาว อ., นาย ว. ฯลฯ รวมถึงจำเลยคดีนี้ ก็เป็นหนึ่งในบุตรฯ ของนาย พ. เจ้ามรดกด้วย

- ปรากฏว่า นาย ว. บุตรของนาย พ. เจ้ามรดก ได้ตายไปก่อนนาย พ. เจ้ามรดก [ส่วนนาย ว. บุตรคนที่ตายไปก่อนฯ นั้น เขามีนางสาว ส. ผู้สืบสันดานด้วย ซึ่งเข้ารับมรดกแทนที่]

- ส่วนโจทก์ มีศักดิ์เป็นหลานของนาย พ. เจ้ามรดก [นาย ภ. พ่อของโจทก์ ไม่ได้ตายก่อนนาย พ. เจ้ามรดก]

- ต่อมานาย พ. ถึงแก่ความตาย โดยมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1 และที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง

- ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาว อ. [บุตรของนาย พ.] เป็นผู้จัดการมรดกของนาย พ.

- นางสาว อ. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง “เป็นของตน” ในฐานะทายาทโดยธรรม และมีการโอนต่อ ๆ ไปจนถึงจำเลย

- ส่วนจำเลย #เข้าใจว่าการที่ นางสาว อ. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมาเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของตน #เป็นการจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว **และการโอนให้ต่อมา ๆ จนถึงโอนให้แก่จำเลยนั้น #เป็นการยกทรัพย์สินที่ไม่ใช่ทรัพย์มรดกแล้ว จำเลย #เข้าใจว่า น่าจะมีสิทธิแบ่งแยกที่ดินแล้วขายที่ดินที่แบ่งแยกได้ [โดยจำเลยแบ่งแยกโฉนดขายให้แก่บุคคลอื่นต่อ ในราคา 3 ล้านบาท และได้เงินมา]

- จากนั้น บรรดาทายาทโดยธรรมของนาย พ. เจ้ามรดก ต่างมอบอำนาจให้โจทก์มาฟ้องคดีแทน

- เนื่องจากเห็นว่า ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง **และเงินที่ได้จากการขายที่ดินดังกล่าว** เป็นทรัพย์มรดกที่ต้องแบ่งปันให้แก่ทายาทโดยธรรมทุกคนของนาย พ.

👨🏻‍⚖️💡 #เห็นว่า

1. ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ในคดีที่คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์นั้นอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องหรือราคาทรัพย์สินที่พิพาท”
และ ป.วิ.พ. มาตรา 190 บัญญัติว่า "จำนวนทุนทรัพย์หรือราคาอันพิพาทกันในคดีนั้น ให้คำนวณดังนี้ (1) จำนวนทุนทรัพย์หรือราคานั้นให้คำนวณตามคำเรียกร้องของโจทก์..."

2. **แม้ การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับ จำเลย #โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกับคืนสู่กองมรดกของนาย พ. เพื่อนำมาแบ่งปันให้แก่ทายาทโดยธรรมทุกคน 💥**จะไม่ได้ขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างด้วยตรง ๆ ก็ตาม
***แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า มีสิ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินพิพาท ***และคู่ความ #ไม่ได้โต้แย้งว่า สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไม่ใช่ส่วนควบของที่ดินพิพาท

3. ✨ ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลย #โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกับคืนสู่กองมรดก
[Key🔑] ***ย่อมมีความหมายว่า** #ขอให้บังคับจำเลยโอนสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทกลับคืนสู่กองมรดก ด้วย 🏡✔️

4. **ทุนทรัพย์ที่พิพาท #จึงเป็นราคาประเมินที่ดินพิพาทรวมสิ่งปลูกสร้าง ด้วย ✔️

[💡คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยโอนที่ดินพิพาท [ฉ.เลขที่ 2] กลับคืนสู่กองมรดก กับขอให้จำเลยคืนเงิน 3 ล้านบาท [จากการแบ่งแยก ฉ. (เป็น ฉ.เลขที่ 9 ) ไปขายให้บุคคลอื่น] กลับสู่กองมรดก
**ดังนั้น การพิจารณาทุนทรัพย์ เพื่อนำมาคิดคำนวณในการชำระค่าขึ้นศาล จึงคิดจากราคาประเมินที่ดินพิพาท **รวมถึงสิ่งปลูกสร้างอันเป็น “ส่วนควบ” บนที่ดินดังกล่าวด้วย และเงินอีก 3 ล้านบาท ปรากฏว่า โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาครบแล้ว]

[🧑🏻‍⚖️ การที่ศาลอุทธรณ์ภาคฯ วินิจฉัยว่า ทุนทรัพย์ในส่วนที่พิพาท “มีเฉพาะราคาประเมินที่ดินพิพาท” ไม่รวมสิ่งปลูกสร้าง แล้วพิพากษา “ให้คืนค่าขึ้นศาล” ในศาลชั้นต้นที่โจทก์ชำระตามทุนทรัพย์สิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 9,860 บาท ในส่วนนี้ให้แก่โจทก์นั้น จึงไม่ถูกต้อง✖️]

5. การที่ ***นางสาว อ. ในฐานะผู้จัดการมรดก #จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของตน ในฐานะทายาทโดยธรรมของ นาย พ. **น่าเชื่อว่านางสาว อ. มีเจตนาแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวเป็นของตน

6. **หลังจากนั้น นางสาว อ. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โดยเสน่หาแก่นางสาว ส. โดยมีเจตนาให้เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของนางสาว ส. จึงเป็นเหตุให้จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องนางสาว อ. และนางสาว ส. เป็นจำเลยในคดีอาญา
ต่อมาระหว่างพิจารณา จำเลยกับนางสาว อ. และนางสาว ส. ตกลงกันได้ นางสาว ส. ยินยอมจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย #โดยไม่ปรากฏว่า นางสาว อ. และนางสาว ส. ขอให้ศาลชั้นต้นบันทึกว่า การที่นางสาว ส. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้น เพื่อให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทโดยธรรมทุกคน

7. 💥 #เป็นเหตุให้จำเลยเข้าใจว่า การที่นางสาว อ. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง #มาเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวนั้น #น่าจะเป็นเรื่องที่ นางสาว อ. #จัดการมรดกของนาย พ. #เสร็จสิ้นแล้ว การที่นางสาว อ. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่นางสาว ส. เป็นการยกทรัพย์สินที่ไม่ใช่ทรัพย์มรดกแล้ว **และการที่นางสาว ส. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่จำเลย #เป็นการยกทรัพย์สินที่ไม่ใช่ทรัพย์มรดกแล้ว เช่นกัน !

8. 〽️ #เมื่อจำเลยเข้าใจว่า ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง #เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของตน + จำเลย #น่าจะมีสิทธิแบ่งแยกที่ดินแล้วขายที่ดินที่แบ่งแยกได้
🔑🔑 ** #จึงยังถือไม่ได้ว่า จำเลย #จงใจยักย้ายหรือปิดบัง ทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะได้หรือมากกว่านั้น โดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605

9. **จำเลยจึง #ไม่ต้องถูกกำจัด ไม่ให้ได้มรดกของนาย พ.✖️

[🧑🏻‍⚖️ ที่ศาลอุทธรณ์ภาคฯ พิพากษาให้จำเลยต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนาย พ. มานั้น ✖️ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา]

10. 🔑🔑 ป.พ.พ. มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ทายาทคนใดครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งกัน ทายาทคนนั้นมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา 1754 แล้วก็ดี"
ส่วนอายุความฟ้องคดีมรดก ตามมาตรา 1754 เป็นกรณีทายาทที่ไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดก ฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกในฐานะที่มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย ซึ่งจะต้องฟ้องคดีภายในกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทรู้หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก แต่ทั้งนี้มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย

11. ✨ หากเป็นกรณีที่ทรัพย์มรดกนั้น “ยังไม่ได้แบ่งปัน” และทายาทผู้นั้นครอบครองทรัพย์มรดกอยู่หรือมีทายาทอื่นครอบครองทรัพย์มรดก “ไว้แทน” ย่อมสามารถฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ตามมาตรา 1748 วรรคหนึ่ง ***โดยไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง
[Key🔑] **ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติว่า แม้ทายาทไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกด้วยตนเอง แต่มีทายาทอื่นครอบครองแทน ทายาทที่ไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกจะต้องฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกจากทายาทที่ครอบครองแทนภายใน 1 ปี


12.💥 ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาว อ. ให้เป็นผู้จัดการมรดกของนาย พ. **ย่อมถือว่านางสาว อ. ครอบครองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์มรดกแทนทายาทโดยธรรมคนอื่นด้วย และเป็นตัวแทนของบรรดาทายาทโดยธรรมเหล่านั้นในการแบ่งปันมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719

13.💥 การที่นางสาว อ. ในฐานะผู้จัดการมรดก จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์มรดก ***แล้ว #โอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ตนเองในฐานะส่วนตัว [Key🔑] #จึงไม่ใช่เป็นการแบ่งปันมรดกตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกโดยสุจริต ✖️

14. *** #ถือไม่ได้ว่า นางสาว อ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย พ. จัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว

15. การที่ นางสาว อ. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสาว ส. แล้วนางสาว ส. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย
[Key] 🔑🔑*** #ก็ต้องถือว่า นางสาว อ. นางสาว ส. และจำเลย #ได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทโดยธรรมคนอื่นทั้งหมด 🏡✔️

16. [Key]🔥 **แม้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทเป็นโฉนด แล้ว ขายที่ดินให้แก่บุคคลภายนอก #เงินที่ได้จากการขายคงเป็นทรัพย์มรดกที่จำเลยครอบครองไว้แทนทายาทโดยธรรม ของนาย พ. ทั้งหมด 💰✔️

17. การที่โจทก์และทายาทโดยธรรมคนอื่นของนาย พ. ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกลับคืนสู่กองมรดกของนาย พ. และคืนเงินที่ได้จากการขายที่ดินกลับคืนสู่กองมรดกของนาย พ. เป็นความประสงค์ของโจทก์ทั้งหมดที่จะได้รับการแบ่งปันทรัพย์มรดกของนาย พ. ถือได้ว่าโจทก์เรียกร้องขอให้แบ่งปันทรัพย์มรดก

18. **เมื่อที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างรวมเงินที่ได้จากการขายที่ดินยังเป็นทรัพย์มรดกของ พ. ***ที่ยังไม่ได้จัดการแบ่งปันให้แก่ทายาทโดยชอบด้วยกฎหมาย ** #ถือว่ายังอยู่ในระหว่างจัดการมรดกของผู้จัดการมรดก

19. ✨***โจทก์ทั้งหมดย่อมมีสิทธิฟ้องคดีได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1748 ✔️
[แม้จะล่วงพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อ พ. ผู้เป็นเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของ พ. ผู้เป็นเจ้ามรดก]./

หมายเหตุ : 👨🏻‍⚖️🩵 ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง [บ้านฯ] กลับคืนสู่กองมรดกของนาย พ. หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยส่งมอบ “เงิน” ที่ได้จากการขายที่ดินฯ [ตามโฉนดที่จำเลยแบ่งแยกไป (ฉ.เลขที่ 9)] กลับคืนสู่กองมรดกของนาย พ. ด้วย./


🧡 ข้อสังเกตเพิ่มเติม เทียบ กลุ่มฎีกาที่วินิจฉัยว่า เป็นการปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนหรือมากกว่าส่วนที่ตนจะได้รับโดยมีเจตนาฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าทำให้ทายาทอื่นเสียประโยชน์ ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605 เช่น :

ฎีกาที่ 581/2565 การที่จะพิจารณาได้ว่าทายาทคนใดยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกถึงขนาดถูกกำจัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605 นั้น ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป นอกจากพิจารณาถึงการกระทำของผู้กระทำแล้ว ยังต้องคำนึงเจตนาของผู้กระทำและผลของการกระทำนั้นเป็นสำคัญด้วยว่า มีเจตนาทำให้เสื่อมประโยชน์แก่ทายาทคนอื่นด้วยหรือไม่ เมื่อเจ้ามรดกมรณภาพ ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาททันที ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากันในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1357 จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ต้องจัดการแบ่งปันที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตามสัดส่วนของทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสาม เว้นแต่ทายาททั้งหมดสมัครใจตกลงยินยอมให้แบ่งปันเป็นอย่างอื่น เมื่อไม่ปรากฏว่าทายาททุกคนสมัครใจตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกเป็นอย่างอื่น การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกเป็นของตนเพียงผู้เดียว ไม่ยินยอมแบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสามโดยอ้างว่า ก่อนเจ้ามรดกมรณภาพได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่ตน ซึ่งความจริงแล้วก่อนเจ้ามรดกมรณภาพไม่ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 หรือทายาทคนใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทเท่านั้น ไม่มีทรัพย์มรดกอื่นที่จำเลยที่ 1 ต้องรวบรวมอีก ประกอบกับจำเลยที่ 1 ทราบดีว่าโจทก์ทั้งสามเป็นทายาทของเจ้ามรดกมีสิทธิได้รับมรดกดุจเดียวกับจำเลยที่ 1 จึงไม่มีมูลเหตุทำให้จำเลยที่ 1 สำคัญผิดหรือเข้าใจโดยสุจริตว่าที่พิพาทตกทอดแก่ตนเพียงผู้เดียว ทั้งพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาจะจดทะเบียนแบ่งปันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทในภายหลังเพราะการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลักษณะดังกล่าวต้องกระทำสองทอดและต้องเสียค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนโอนถึงสองครั้ง ประกอบกับที่ดินพิพาทมีหลักฐานทางทะเบียนที่ดินเป็นโฉนด การที่จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลผู้มีชื่อในโฉนดจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายไว้ก่อนว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 อันเป็นการตัดกรรมสิทธิ์ในส่วนของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของรวมด้วยและมีส่วนเท่ากันตามมาตรา 1357 นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทจดทะเบียนจำนองประกันหนี้เงินกู้ของ ส. ภริยาจำเลยที่ 1 ไว้กับจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งสามมิได้รู้เห็นยินยอม มีผลก่อเกิดทรัพยสิทธิจำนองในที่ดินพิพาท ซึ่งจำนองจะระงับสิ้นไปเมื่อหนี้กู้ยืมเงินที่เป็นประกันระงับด้วยเหตุประการอื่นใดที่มิใช่เหตุอายุความ หาก ส. ผู้กู้และจำเลยที่ 1 ผู้จำนองผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ผู้รับจำนองย่อมใช้สิทธิบังคับจำนองและฟ้องคดีเพื่อให้ศาลสั่งให้ยึดที่ดินพิพาทและให้ขายทอดตลาดได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นของตนเองผู้เดียวไม่แบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทและนำที่ดินพิพาทจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ภริยาตนเองไว้กับจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งสามมิได้รู้เห็นยินยอม แม้จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไปเป็นของบุคคลอื่นอีกก็ตาม พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ ถือว่าเป็นการปิดบังทรัพย์มรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้รับโดยมีเจตนาฉ้อฉลหรือรู้อยู่แล้วว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 เพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาทของเจ้ามรดกได้ตามฟ้อง แต่อย่างไรก็ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1639 บัญญัติให้ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกรับมรดกแทนที่ทายาทนั้นได้ในกรณีที่ทายาทนั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้นก็ตาม แต่มาตรา 1607 บัญญัติว่า การถูกกำจัดมิให้รับมรดกนั้นเป็นการเฉพาะตัว ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดสืบมรดกต่อไปเหมือนหนึ่งว่าทายาทนั้นตายแล้วโดยมิได้บัญญัติว่า ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกสืบมรดกต่อไปได้เฉพาะในกรณีที่ทายาทนั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้น ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ได้ปิดบังทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้และต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกของเจ้ามรดกเลย อันเป็นการถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกหลังเจ้ามรดกมรณภาพก็ตาม บุตรของจำเลยที่ 1 เป็นผู้สืบสันดานของจำเลยที่ 1 ผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของเจ้ามรดกสืบมรดกของเจ้ามรดกต่อไปได้เสมือนหนึ่งว่าจำเลยที่ 1 ตายแล้ว ตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 1607 และบทบัญญัติมาตรา 1607 หาได้อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 1639 ไม่

ฎีกาที่ 2630/2567 พฤติการณ์แห่งคดีบ่งชี้ชัดว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนายักย้ายปิดบังที่ดินโฉนดเลขที่ 2 เนื้อที่ 200 ตารางวา ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่นแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกเฉพาะในส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 2 เนื้อที่ 200 ตารางวา ที่จำเลยที่ 1 ยักย้ายปิดบังไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง เมื่อที่ดินทั้งหมดมี 2 ไร่ 63 ตารางวา แม้การถูกกำจัดมิให้รับมรดกจะถือว่าผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกมิใช่ทายาทอันจะยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกเฉพาะส่วนที่ได้ยักย้ายปิดบังที่ดินพิพาทในเนื้อที่ 200 ตารางวา เท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงยังมีฐานะเป็นทายาทอันจะยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ในส่วนของที่ดินส่วนที่เหลือที่ไม่ได้ถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกได้

💛 กลุ่มฎีกาเพิ่มเติม กรณีที่วินิจฉัยว่าจำเลยไม่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกตามมาตรา 1605 (ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจยักย้ายฯ) เช่น :

ฎีกาที่ 1023/2566 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับผู้ตายตั้งแต่ปี 2520 ร่วมทำมาหากินประกอบอาชีพทำสวนครอบครองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงตลอดมา ผู้ตายแจ้งการเกิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าผู้ตายเป็นบิดา จำเลยที่ 1 เป็นมารดา เลี้ยงดูให้ความรักใคร่เอ็นดูอย่างมาก โดยมีฐานะทางทะเบียนราษฎรว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตร จนกระทั่งผู้ตายถึงแก่ความตายนานกว่า 30 ปี โจทก์ โจทก์ร่วม และญาติทุกคนให้การยอมรับ ทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกิจกรรมของครอบครัวตลอดมา ดูแลมารดาของโจทก์ และโจทก์ร่วมในช่วงชราและเจ็บป่วย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายก็ไม่ปรากฏว่าทายาทคนใดติดตามสอบถามถึงทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นเวลานาน ทำให้จำเลยที่ 1 เข้าใจว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายควรตกแก่บุคคลในครอบครัวของผู้ตาย จึงได้ดำเนินการโอนที่ดินพิพาทต่อเจ้าพนักงานที่ดินโดยแสดงเอกสารหลักฐานตามที่ได้รับทราบจากเจ้าพนักงานที่ดิน มีการประกาศให้โต้แย้ง เจ้าพนักงานที่ดินไม่ได้สอบถามว่าเป็นแม่ลูกกันหรือไม่ จึงไม่ได้บอก และไม่เคยมีผู้ใดกล่าวอ้างว่า ใบสูติบัตรเป็นเอกสารที่ไม่ถูกต้องแต่อย่างใด ฟังว่าจำเลยที่ 1 เข้าใจคลาดเคลื่อนไปว่าทรัพย์มรดกเป็นของผู้ตายซึ่งให้การยอมรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรตลอดมา 30 กว่าปี จึงเป็นการดำเนินการต่อเจ้าหน้าที่ที่ดิน และขั้นตอนทางราชการแล้วสามารถโอนมรดกได้โดยชอบ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ไปดำเนินการโอนที่ดินพิพาทตามความเข้าใจของตน เป็นการจัดการแบ่งทรัพย์ของผู้ตาย โดยเข้าใจว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยชอบ และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินของผู้ตายต่อให้แก่บุคคลอื่น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 **จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 จงใจยักย้ายทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยฉ้อฉล หรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์แก่โจทก์ โจทก์ร่วมและทายาทอื่นอันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง./

11/07/2026

⚖️ สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7201/2568

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

📌 เรื่อง
คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ผู้เสียหายเรียกค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1 พนักงานอัยการไม่มีสิทธิฎีกาคดีส่วนแพ่งแทนผู้เสียหาย แต่ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

📚 ประเด็นข้อกฎหมาย

❓ เมื่อผู้เสียหายยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทน เพราะได้รับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 พนักงานอัยการโจทก์มีสิทธิฎีกาคดีส่วนแพ่งแทนผู้เสียหายหรือไม่

❓ และเมื่อศาลฎีกาพิพากษากลับในคดีส่วนอาญาว่าจำเลยกระทำความผิด แต่ผู้เสียหายไม่ได้ฎีกาคดีส่วนแพ่ง ศาลฎีกาจะหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้หรือไม่

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

📝 ข้อเท็จจริง

🏍️ จำเลยเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ โดยมีพวกของจำเลยซ้อนท้าย เมื่อมาถึงบริเวณที่ผู้เสียหายอยู่ พวกของจำเลยลงจากรถแล้วใช้อาวุธปืนยิงไปทางผู้เสียหาย กระสุนปืนถูกผู้เสียหาย 2 คนได้รับบาดเจ็บ

💰 ผู้เสียหายทั้งสองยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคนละ 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

🏛️ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 จำนวน 10,000 บาท และแก่ผู้ร้องที่ 2 จำนวน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

🔄 ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ และยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

📄 พนักงานอัยการโจทก์ฎีกา ส่วนผู้ร้องทั้งสองไม่ได้ฎีกาคดีส่วนแพ่ง

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7201/2568 วินิจฉัยว่า

🔹 ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1

🔹 ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุที่ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย ไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์สินที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดตามมาตรา 43

🚫 พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสอง และไม่มีสิทธิฎีกาในคดีส่วนแพ่งแทนผู้ร้อง

อย่างไรก็ตาม คดีนี้เป็น คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามมาตรา 46

เมื่อศาลฎีกาพิพากษากลับในคดีส่วนอาญาว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จึงต้องฟังข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ร้องทั้งสอง และต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

✅ แม้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทนมาด้วย ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัย เพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

✅ ผลคดี

🔸 ศาลฎีกาพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี

🔸 มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน

🔸 คดีส่วนแพ่งให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่

💵 ผู้ร้องที่ 1 จำนวน 10,000 บาท
💵 ผู้ร้องที่ 2 จำนวน 5,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

💡 สรุป

📌 พนักงานอัยการไม่มีสิทธิฎีกาคดีส่วนแพ่งแทนผู้เสียหาย หากเป็นการเรียกค่าสินไหมทดแทนเพราะได้รับอันตรายแก่กายตามมาตรา 44/1 ซึ่งไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์สินตามมาตรา 43

📌 แต่เมื่อเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิด ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามผลคดีอาญา

📌 ศาลฎีกาจึงมีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยให้สอดคล้องกับผลคดีอาญาได้ แม้ผู้เสียหายจะไม่ได้ฎีกาคดีส่วนแพ่งก็ตาม

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

📖 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

⚖️ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78, 80, 83 และ 288

⚖️ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43, 44/1, 46, 195 วรรคสอง และ 225

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

#ฎีกาศึกษา #คำพิพากษาศาลฎีกา #คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา #ค่าสินไหมทดแทน #มาตรา44ทับ1

11/07/2026

ฎีกาที่ 157/2569 ฎีกาล่าสุด #พรากเด็กฯเพื่อการอนาจาร #อาญา น่าสนใจมาก ๆ 🌟🌟🌟🌟🌟

〽️ ในตอนแรก จำเลยเห็นภาพโฆษณาของเด็กหญิง A ผ่านทางทวิตเตอร์ **เข้าใจว่า “มิได้เป็นเด็ก” แต่เป็นคนที่มีอายุกว่า 18 ปี **จำเลยจึงตัดสินใจซื้อบริการทางเพศโดยผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ (Line)
แต่เมื่อ เด็กหญิง A และเพื่อนฯ **มาพบจำเลยที่ห้อง เวลา 23.00 น. **จำเลยเห็นตัวจริงของเด็กหญิง A ชัดเจน ซึ่ง “ไม่ตรงกับภาพที่โฆษณา” **แต่กลับเป็นเด็ก “อายุไม่ถึง 15 ปี” จำเลยตกลงซื้อบริการทางเพศเด็กหญิง A เพียงคนเดียว และจากนั้นกระทำชำเราฯ เด็ก โดยเด็กหญิง A ยินยอม ดังนี้ :

🔶 #จำเลยจะมีความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน15ปีฯเพื่อการอนาจาร หรือไม่ ? อย่างไร ?


1. 🔑🔑 #การพราก อันจะทำให้ผู้กระทำมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม #หมายถึง การพาหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลเด็กของบุคคลดังกล่าวถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบุคคลดังกล่าวไม่รู้เห็นยินยอม #อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบุคคลเหล่านั้น ***โดยกฎหมายมีเจตนารมณ์มุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กเป็นสำคัญ มิให้ถูกผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใดอันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครองไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยาย

2. 💡✨ #จึงไม่จำกัดว่าการพรากจะกระทำด้วยวิธีการใด และ #ไม่คำนึงว่าเด็กจะเป็นฝ่ายออกจากบ้านเองหรือมีบุคคลใดเป็นฝ่ายนัดหมายชักชวนมา โดยหากมีการ #กระทำต่อเด็กในทางเสื่อมเสียและเสียหาย อันเป็นการ #ล่วงละเมิดอำนาจปกครองดูแลแล้ว ย่อมถือ #เป็นความผิดทั้งสิ้น✔️

3. จำเลยซึ่งมาทำงานที่ต่างจังหวัด เข้าพักที่โรงแรม **เห็นโฆษณาขายบริการทางเพศในสื่อสังคมออนไลน์ทวิตเตอร์

4. 💥 แม้ในตอนแรก #ที่จำเลยเห็นภาพโฆษณาของ ผู้เสียหายที่ 1 #แล้วเข้าใจว่า **ผู้เสียหายที่ 1 #มิได้เป็นเด็กแต่เป็นบุคคลที่มีอายุกว่า18ปี จึงตัดสินใจติดต่อซื้อบริการทางเพศ ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ (Line) #อันถือได้ว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดฐานนี้ [ดังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาคฯ ] ก็ตาม ❌
[ ความจริงผู้เสียหายที่ 1 มีอายุ 14 ปีเศษ [เกิน 13 ปี] **แต่จำเลยเข้าใจว่าเป็นบุคคลมีอายุกว่า 18 ปี **ซึ่งโดยหลัก ไม่ติดข้อห้ามเรื่องห้ามอ้างความไม่รู้อายุของเด็กฯ ตาม ป.อ. มาตรา 321/1 (จำเลยจึงอ้างความไม่รู้อายุของเด็กได้) ]

5. 🔥 *** #แต่เมื่อมีข้อเท็จจริงต่อมาว่า **ผู้เสียหายที่ 1 [พร้อมกับเพื่อน] #มาพบกับจำเลยที่ห้อง [เวลา 23.00 น.] #จำเลยจึงมีโอกาสเห็นตัวจริงของ ผู้เสียหายที่ 1 #อย่างชัดเจน !

6. 🔑🔑 **ซึ่งในข้อนี้ จำเลยเองก็เบิกความยอมรับว่า **รูปร่างหน้าตาผู้เสียหายที่ 1 **ไม่ตรงกับภาพที่โฆษณา 💥แต่จำเลยประเมินแล้วคิดว่าผู้เสียหายที่ 1 น่าจะเป็นเด็ก มีอายุ “ไม่ถึง 18 ปี”
✨[ในย่อยาว] ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า …การที่จำเลยมีข้อสงสัยเช่นนี้ ***จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อนว่าผู้เสียหายที่ 1 ยังเป็นเด็กอยู่หรือไม่ และมีอายุเท่าใดแน่ แต่จำเลยไม่นำพา กลับตกลงซื้อบริการทางเพศจากผู้เสียหายที่ 1 แล้วกระทำชำเราฯ

7. 〽️ #เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้เสียหายที่ 1 #เป็นเด็กมีอายุยังไม่ถึง15ปี [กล่าวคือ มีอายุ 14 ปีเศษ]
[ข้อสังเกต : เมื่อจำเลยเห็นตัวเด็ก+หน้าตาเด็ก แม้จำเลยจะมีข้อสงสัย+ประเมินแล้วคิดว่า น่าจะเป็นเด็กมีอายุไม่ถึง 18 ปี (อาจจะไม่เกิน 15 ปี หรืออาจเกินกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ก็ได้) ก็ตาม **แต่จำเลยเองกลับไม่นำพาฯ และไม่ตรวจสอบอายุเด็กให้แน่ชัดเสียก่อน
**เช่นนี้ **ศาลฎีกา “จึงถือตามความเป็นจริง” ซึ่งเด็กมีอายุเพียง 14 ปีเศษ ซึ่งมีอายุไม่เกิน 15 ปี ]

8. ดังนี้ **การกระทำดังกล่าวของจำเลย [ที่ตกลงซื้อบริการฯ จากนั้น #กระทำชำเราเด็กและแม้เด็กจะยินยอมฯ]
**🔑🔑 #ย่อมมีผลทำให้อำนาจปกครองดูแล ของผู้เสียหายที่ 2 #ถูกล่วงละเมิดตัดขาดเป็นการพรากไปโดยปริยาย เข้าลักษณะ #เป็นการพาและแยก ผู้เสียหายที่ 1 #ไปจากความปกครองดูแลและล่วงละเมิดอำนาจปกครองของ ผู้เสียหายที่ 2 แล้ว ✔️

9. จำเลยจึงต้องมีความผิดฐาน #พรากเด็ก อายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล #เพื่อการอนาจาร ตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม อีกกระทงหนึ่ง ด้วย ✔️
[นอกเหนือจากความผิดฐานกระทำชำเราเด็กฯ ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง]

🩵 #หมายเหตุ คดีนี้ :

🧑🏻‍⚖️ ศาลอุทธรณ์ภาคฯ พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานพรากเด็กฯ ตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคแรก
👨🏻‍⚖️ ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพรากเด็กฯ เพื่อการอนาจาร ตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม อีกกระทงหนึ่ง ด้วย./


💡 ปัญหามีว่า : การกระทำของจำเลยดังกล่าว จะผิดฐาน #พา เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจารฯตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง ด้วยหรือไม่ ?

〽️ ซึ่ง ตามฎีกาที่ 157/2569 นั้น ***พนักงานอัยการโจทก์ เขาฟ้องจำเลยในข้อหา “พา“ เด็กไปเพื่อการอนาจาร ตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง มาด้วย **แต่ศาลในคดีฯ “พิพากษายกฟ้องในข้อหานี้”
[คงไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า หลังจากเด็กมาหาจำเลยที่ห้องแล้ว จำเลยได้พาเด็กย้ายไปที่ใดอีกหรือไม่]

***แต่ทั้งนี้ การที่จำเลยจะผิดข้อหา “พา” เด็กไปฯ หรือไม่ อย่างไร นั้น **ให้ท่านศึกษาข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาศาลฎีกาดังต่อไปนี้ เพื่อเทียบเคียง เช่น :

ฎีกาที่ 1586/2562 แม้ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี #ไปที่ร้านจำเลยเอง ยินยอมให้จำเลยพยายามกระทำชำเราและกระทำอนาจาร แต่ผู้เสียหาย #ยังไม่พ้นจากความปกครองดูแลของมารดา ถือได้ว่าจำเลย #พรากเด็ก อายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา #เพื่อการอนาจาร การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม
***แต่ #ไม่เป็นความผิดฐานพา ผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง [ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้พาเด็กย้ายไปที่ไหนอีก]

ฎีกาที่ 5502/2564 แม้จำเลยจะ #มิได้เป็นคนพา ผู้เสียหายที่ 1 #มาที่บ้านของจำเลย ***แต่การที่จำเลย #พา ผู้เสียหายที่ 1 #จากภายในบ้าน ไปที่ #ที่นอนนั้น ถือ #เป็นการพา ผู้เสียหายที่ 1 #จากบริเวณหนึ่งไปยังอีกบริเวณหนึ่ง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐาน #พาเด็ก อายุยังไม่เกิน 15 ปี #ไปเพื่อการอนาจาร ตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง แล้ว
และยังถือได้ว่าเป็นการพาและแยกเด็กไปจากความปกครองดูแลและล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นบิดา อันเป็นความหมายของคำว่าพรากแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม ด้วย./

ที่อยู่

แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน
Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักงานกฎหมาย โครัม ดีโอ แอนด์ จัสติสผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์