15/08/2026
⚖️ สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8321/2568
📌 เรื่อง
ฟ้องหย่าเพราะสามียกย่องหญิงอื่นฉันภริยา เรียกค่าทดแทน และการแบ่งสินสมรส — กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. และเงินบำนาญ
---
❓ ประเด็นข้อกฎหมาย
1. พฤติการณ์ของสามีกับหญิงอื่นเป็นการ อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องฉันภริยา และเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุฟ้องหย่าหรือไม่
2. สามีและหญิงอื่นต้องชดใช้ค่าทดแทนแก่ภริยาหรือไม่
3. ที่ดิน ห้องชุด รถยนต์ และทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส เป็นสินสมรสหรือไม่
4. หุ้นและเงินฝากที่ถอนออกไปก่อนวันฟ้องหย่าจะนำมาแบ่งได้หรือไม่
5. 💰 เงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและ กบข. เป็นสินสมรสหรือไม่
6. 👴 เงินบำนาญที่ได้รับภายหลังวันฟ้องหย่า จะนำมาแบ่งในคดีนี้ได้หรือไม่
7. ข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นโดยชอบในฟ้องแย้งและศาลล่าง จะยกขึ้นฎีกาได้หรือไม่
---
📖 ข้อเท็จจริง
โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกัน ต่อมาโจทก์สงสัยว่าจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 2 จึงว่าจ้างนักสืบติดตาม
มีภาพถ่ายแสดงว่ารถยนต์ของจำเลยที่ 1 ไปจอดที่บ้านซึ่งจำเลยที่ 2 เปิดเป็นร้านเสริมสวยและใช้เป็นที่พักอาศัยทั้งกลางวันและกลางคืน
ต่อมาโจทก์และพยานติดตามไปพบจำเลยทั้งสองอยู่ภายในบ้านตามลำพังในลักษณะใกล้ชิดเสมือนคู่รัก อีกทั้งยังมีภาพถ่ายของจำเลยทั้งสองในลักษณะคู่รักติดไว้บนฝาผนังบ้านอย่างเปิดเผย
โจทก์จึงฟ้องหย่า เรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสอง และขอแบ่งสินสมรส ซึ่งมีทรัพย์สินหลายประเภท รวมถึง ที่ดิน ห้องชุด รถยนต์ หุ้น เงินฝาก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. และเงินบำนาญ
---
⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัย
❤️ ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่า
พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 อยู่บ้านเดียวกับจำเลยที่ 2 อย่างใกล้ชิดทั้งกลางวันและกลางคืน ไปไหนมาไหนด้วยกันโดยเปิดเผย และมีการเอื้ออาทรดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน บ่งชี้ถึงความสัมพันธ์ฉันชู้สาว
ถือเป็นพฤติการณ์แสดงว่า จำเลยที่ 1 ยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา และทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) และ (6)
---
💵 เรียกค่าทดแทนได้
เมื่อจำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาในขณะที่ยังเป็นสามีภริยากับโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้ตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง
---
🏠 ที่ดิน ห้องชุด และรถยนต์
ที่ดินและห้องชุดที่ซื้อมาในระหว่างสมรสเป็นสินสมรส แม้จำเลยที่ 1 อ้างว่าใช้เงินจากมารดาและเงินส่วนตัว แต่พยานหลักฐานไม่สามารถชี้ชัดว่าเงินที่ใช้ซื้อเป็นสินส่วนตัว จึงต้องแบ่งแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง
รถยนต์ที่ได้มาระหว่างสมรสก็เป็นสินสมรส เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใช้สินส่วนตัวซื้อ
แต่สำหรับรถยนต์อีกคัน แม้รับฟังว่าเป็นสินสมรส หากไม่ปรากฏว่ารถยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่ง ก็ไม่อาจบังคับให้อีกฝ่ายแบ่งรถนั้นได้
---
🏦 หุ้นและเงินฝากที่ถอนออกไปก่อนฟ้อง
แม้หุ้นและเงินฝากจะเป็นสินสมรส แต่การจะแบ่งต้องปรากฏว่าทรัพย์ยังมีอยู่เพื่อจัดแบ่ง
เมื่อหุ้นและเงินฝากถูกถอนทั้งหมดก่อนวันฟ้องหย่า และไม่ปรากฏชัดว่าเป็นการถอนเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของโจทก์ฝ่ายเดียว จึงไม่อาจให้โจทก์แบ่งทรัพย์ดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 ได้
---
💰 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ = สินสมรสในส่วนที่สิทธิเกิดแล้ว
เงินสะสมจากเงินเดือน เงินสมทบจากนายจ้าง และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน ไม่ใช่เพียงความคาดหวังว่าจะได้ทรัพย์สิน แต่เป็นสิทธิที่มีอยู่แล้ว
เมื่อสิทธินั้นเกิดขึ้นระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1)
จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับกึ่งหนึ่งในส่วนที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันจดทะเบียนสมรสถึงวันฟ้องหย่า ส่วนที่เกิดหลังวันฟ้องต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
---
🏛️ กบข. ต้องแยกเป็นส่วน ๆ
เงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ใน กบข. ที่เกิดขึ้นระหว่างสมรส เป็นสิทธิที่มีอยู่แล้ว จึงเป็นสินสมรส
แต่เงินอื่นที่จำเลยที่ 1 จะได้รับก็ต่อเมื่อพ้นสมาชิกภาพ ซึ่งในวันฟ้องสิทธิยังไม่เกิดและไม่แน่นอนว่าจะได้รับหรือไม่ ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นสินสมรส
---
👴 เงินบำนาญที่ได้หลังวันฟ้องหย่า
จำเลยที่ 1 ได้รับเงินบำนาญเมื่อเกษียณอายุราชการภายหลังวันฟ้อง และก่อนวันฟ้องยังไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว
เมื่อผลด้านทรัพย์สินของการหย่าโดยคำพิพากษามีผลย้อนหลังถึงวันฟ้องตามมาตรา 1532 (ข) โจทก์จึง ไม่มีสิทธิขอแบ่งเงินบำนาญดังกล่าวในคดีนี้
อย่างไรก็ตาม ศาลระบุว่าโจทก์จะมีสิทธิในเงินบำนาญหรือไม่อย่างไร ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
---
📝 เรื่องที่ไม่ได้ยกไว้ในฟ้องแย้ง
ข้อฎีกาเกี่ยวกับการให้โจทก์ร่วมรับผิดหนี้สินสมรสหรือชดใช้กรณีจำหน่ายกองทุน ซึ่งมิได้บรรยายและมีคำขอไว้ในฟ้องแย้ง เป็นเรื่องนอกฟ้องแย้งและมิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลล่าง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย
---
✅ ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษาแก้ โดยสาระสำคัญให้
แบ่งสิทธิใน กบข. เฉพาะเงินสะสม เงินสมทบและผลประโยชน์ ที่เกิดตั้งแต่วันจดทะเบียนสมรสถึงวันฟ้องหย่ากึ่งหนึ่ง
แบ่งสิทธิใน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่เกิดตั้งแต่วันจดทะเบียนสมรสถึงวันฟ้องหย่ากึ่งหนึ่ง เมื่อโจทก์พ้นสมาชิกภาพ
แบ่งเงินประกันชีวิตคนละ 475,000 บาท
❌ ยกคำขอของโจทก์ที่ขอแบ่งเงินบำนาญของจำเลยที่ 1
นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
---
💡 สรุป
ฎีกานี้มีหลักสำคัญว่า การแบ่งสินสมรสต้องพิจารณาว่า “สิทธิในทรัพย์สินเกิดขึ้นแล้วหรือยัง และเกิดขึ้นเมื่อใด”
✅ เงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ใน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพและ กบข. ที่เกิดขึ้นระหว่างสมรส เป็นสิทธิที่มีอยู่แล้ว จึงอาจเป็นสินสมรส
❌ แต่ เงินบำนาญที่สิทธิเกิดขึ้นภายหลังวันฟ้องหย่า ไม่อาจนำมาแบ่งในคดีนี้ได้
และในเรื่องเหตุหย่า ศาลพิจารณา พฤติการณ์และพยานหลักฐานโดยรวม ไม่ใช่เพียงข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งว่าคู่กรณีมีความสัมพันธ์ถึงขั้น “ยกย่องฉันภริยา” หรือไม่
---
📚 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1), มาตรา 1516 (1), (4/2), (6), มาตรา 1523, มาตรา 1532 (ข), มาตรา 1533 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง, มาตรา 252
---
#ฎีกาศึกษา #คำพิพากษาศาลฎีกา #ฎีกาที่8321_2568 #สินสมรส #ฟ้องหย่า #เหตุหย่า #ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา #ค่าทดแทน #กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ #กบข #เงินบำนาญ #แบ่งสินสมรส #กฎหมายครอบครัว #กฎหมายแพ่ง #ความรู้กฎหมาย