สำนักงานกฎหมาย โครัม ดีโอ แอนด์ จัสติส

สำนักงานกฎหมาย โครัม ดีโอ แอนด์ จัสติส ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก สำนักงานกฎหมาย โครัม ดีโอ แอนด์ จัสติส, สำนักงานกฎหมายและทนายความ, แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน, Bangkok.

บริการให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย
ร่างนิติกรรม-สัญญา
จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท, สมาคม, มูลนิธิ
ยื่นคำฟ้อง,คำร้องตั้งผู้จัดการมรดก
อุทธรณ์ ฎีกา
สืบทรัพย์
รับว่าความทั่วราชอาณาจักร
อื่นๆ

ID Line: Knightjoefunny
email: [email protected]

19/09/2026

⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1572/2557

🔹 เรื่อง
เจ้าของชื่อยินยอมให้ผู้อื่นลงลายมือชื่อแทน แม้ยังเป็นการลงลายมือชื่อปลอม แต่การจะเป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร ยังต้องพิจารณาว่าการกระทำนั้นอยู่ในลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนหรือไม่

━━━━━━━━━━━━━━

🔹 ประเด็น

1. การที่จำเลยลงลายมือชื่อของบุคคลอื่น โดยเจ้าของชื่ออนุญาตหรือยินยอม และเจ้าหน้าที่เป็นผู้แนะนำให้ลงชื่อแทน ถือเป็นการลงลายมือชื่อปลอมหรือไม่

2. เมื่อเป็นการลงลายมือชื่อปลอมแล้ว จำเลยจะมีความผิดฐานปลอมเอกสารและแจ้งความเท็จตามฟ้องหรือไม่

━━━━━━━━━━━━━━

🔹 ข้อเท็จจริง

เดิมจำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่าอาคารจากเทศบาล ต่อมาได้โอนสิทธิการเช่าอาคารดังกล่าวตีใช้หนี้ให้แก่โจทก์ร่วม

ภายหลังโจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองไปดำเนินการโอนสิทธิการเช่าที่สำนักงานเทศบาล

ในการดำเนินการดังกล่าว จำเลยที่ 2 ใช้ชื่อพี่สาวของตนเป็นผู้รับโอน และลงลายมือชื่อของพี่สาวในเอกสารหลายฉบับ ได้แก่

• คำร้องโอนสิทธิการเช่า
• บันทึกตกลงการโอนสิทธิการเช่า
• สัญญาเช่าอาคาร

แม้พี่สาวของจำเลยที่ 2 จะอนุญาตหรือยินยอมให้ลงลายมือชื่อแทน และเจ้าหน้าที่ผู้จัดทำเอกสารจะเป็นผู้แนะนำให้ลงชื่อแทนก็ตาม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน
โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

━━━━━━━━━━━━━━

🔹 คำพิพากษาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ไม่มีกฎหมายให้อำนาจบุคคลลงลายมือชื่อแทนกันได้

แม้เจ้าของชื่อจะอนุญาตหรือให้ความยินยอม และแม้เจ้าหน้าที่ผู้จัดทำเอกสารจะเป็นผู้แนะนำให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อแทน ก็ไม่อาจลงลายมือชื่อแทนกันได้

ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อของพี่สาวในเอกสาร จึงเป็นการลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร

แต่ความผิดฐานแจ้งความเท็จและความผิดฐานปลอมเอกสารตามฟ้อง ยังต้องได้ความด้วยว่า การกระทำนั้นอยู่ในลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน

คดีนี้ได้ความว่า โจทก์ร่วมลงลายมือชื่อโอนลอยไว้ในคำร้องโอนสิทธิการเช่า โดยไม่ได้สนใจว่าใครจะนำเอกสารดังกล่าวไปกรอกข้อความอย่างไร

พฤติการณ์แสดงว่าโจทก์ร่วมพอใจในราคาค่าตอบแทนการโอนสิทธิการเช่า มากกว่าจะมีข้อตกลงให้โอนสิทธิแก่บุคคลใดโดยเฉพาะ

ประกอบกับเจ้าหน้าที่ผู้จัดทำเอกสารเบิกความว่า โจทก์ร่วมประสงค์จะโอนสิทธิการเช่าให้แก่บุคคลที่มีชื่อเป็นผู้รับโอน และใบเสร็จรับเงินค่าคำร้องโอนสิทธิการเช่าก็ระบุว่าได้รับเงินจากบุคคลดังกล่าว

จากพฤติการณ์ทั้งหมด โจทก์ร่วมและเทศบาลจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะอ้างว่าได้รับความเสียหาย

จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานแจ้งความเท็จและฐานปลอมเอกสารตามฟ้อง

ศาลฎีกาพิพากษายืนยกฟ้อง

━━━━━━━━━━━━━━

🔹 สรุป

✅ แม้เจ้าของชื่อจะยินยอมให้ผู้อื่นลงลายมือชื่อแทน ก็ยังอาจถือเป็น “การลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร”

✅ แต่การเป็นลายมือชื่อปลอม ไม่ได้หมายความว่าจะครบองค์ประกอบความผิดฐานปลอมเอกสารทันที

✅ ยังต้องพิจารณาต่อว่า การกระทำนั้นอยู่ในลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนหรือไม่

✅ คดีนี้ ศาลเห็นว่าโจทก์ร่วมและเทศบาลไม่อยู่ในฐานะที่จะอ้างว่าได้รับความเสียหาย จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง

━━━━━━━━━━━━━━

🔹 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 137
มาตรา 264
มาตรา 265
มาตรา 266
มาตรา 267
มาตรา 268
และมาตรา 83, 91

#ฎีกาศึกษา #คำพิพากษาศาลฎีกา #ปลอมเอกสาร #ลายมือชื่อปลอม #แจ้งความเท็จ #กฎหมายอาญา #กฎหมาย

12/09/2026

ฎีกาที่ 2568/2568 #อาญา #หมิ่นประมาท #ฎีกาปลวก น่าสนใจมาก ๆ 🌟🌟🌟🌟🌟

🔥ปัญหามีว่า : 💬 นาง A (จำเลย) ไม่อยากให้โจทก์ (น.ส. B ) อยู่ร่วมชายคาเดียวกัน **โดยมีมูลรากมาจาก “ความหึงหวง” และทำให้ครอบครัวฯ จำเลยแตกแยก
💬**จึงกล่าวถ้อยคำด่าโจทก์ (น.ส. B ) ว่า :

“เสนียดจัญไร “ “…เป็นปลวก“

ดังนี้ : #จะเป็นการใส่ความฯ และจำเลย #จะมีความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ ?

[Fact.]💡

- ขณะเกิดเหตุ น.ส. B (โจทก์) เป็นคู่หมั้นของนายดำซึ่งเป็นศิลปินนักร้องมีชื่อเสียง อาศัยอยู่ที่บ้านนายดำ
- ส่วนนาง A (จำเลย) เคยเป็นภริยาโดยชอบฯ ของนายดำ (แต่ได้จดทะเบียนหย่าแล้ว)
- เหตุการณ์ก่อนวันเกิดเหตุ นาง A (จำเลย) ขับไล่ น.ส. B (โจทก์) ให้ออกจากบ้านนายดำ โดยนาง A (จำเลย) ได้บันทึกวิดีโอเหตุการณ์ไว้ และเป็นเหตุการณ์ที่นาง A (จำเลย) เร่งรัดให้ น.ส. B (โจทก์) ออกจากห้องน้ำของบ้าน ***โดยจำเลยพูดว่า “รำคาญโว้ย เสนียดจัญไร แม่งอยู่ในบ้าน กูรำคาญ เอ้า ออกไปสักที กูจะไปนิมนต์พระ" แล้วจำเลยเปิดประตูห้องน้ำเข้ามาและมีการพูดจาโต้ตอบกัน จำเลยพูดว่า "มึงไม่ได้อาบน้ำนี่" โจทก์ตอบว่า "อาบอยู่ โป๊อยู่ อะไรเนี่ย" จำเลยพูดว่า "มึงไม่ได้อาบน้ำนี่" โจทก์ตอบว่า "โป๊อยู่ ไม่ได้ใส่ชุดเนี่ย" จำเลยพูดว่า "ไม่ได้ใส่อะไร กางเกงก็ใส่ มึงไม่ได้อาบน้ำนี่ มึงไม่ได้อาบน้ำนี่”
- ต่อมา ในวันและเวลาเกิดเหตุ นาง A (จำเลย) **นำเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการ “ไล่ปลวก” ซึ่งนายขาวเป็นผู้แต่งขึ้น **แต่มีผู้นำเพลงดังกล่าวมาเรียบเรียงเสียงประสานด้วยการนำเอาเสียงของนาง A (จำเลย) ที่พูดไว้ในคลิปวิดีโอข้างต้น มาใส่ไว้ในตอนเริ่มต้นของเพลง กับนำเอาเสียงของ น.ส. B (โจทก์) และนาง A (จำเลย) **ที่พูดจาโต้ตอบกันในห้องน้ำจากคลิปวิดีโอเดียวกัน มาเสริมในส่วนท่อนฮุกของเพลง **แล้วมาเปิดในการแพร่ภาพสด (live) ของนาง A (จำเลย) ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ (Facebook) จากบัญชีผู้ใช้งานของนาง A (จำเลย) ซึ่งเปิดเป็นสาธารณะ ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามารับชมได้

[เห็นว่า] 👨🏻‍⚖️

1. **คำว่า " #เสนียดจัญไร" แม้มีความหมายในทางพจนานุกรมว่า เลวทราม ไม่เป็นมงคล [ดังข้อฎีกาของโจทก์ ก็ตาม]

2. 💥**แต่ถ้อยคำพูดของจำเลย (นาง A) 💬 *** #ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่า **จำเลย (นาง A) #เพียงไม่ต้องการให้โจทก์อยู่ร่วมชายคาเดียวกัน อันมีมูลรากมาจาก #ความหึงหวง

3 🔑🔑 #มิได้มุ่งหมายไปในเชิงความประพฤติที่เสื่อมเสียใดๆของโจทก์
กรณี #จึงเป็นถ้อยคำหยาบคาย

4. ส่วนการเปรียบว่า 💬 โจทก์ (น.ส.B ) ” #เป็นปลวก“ ***ก็ #หาทำให้ผู้ฟังเข้าใจไปถึงขนาดว่าโจทก์ขยันเหมือนปลวกในการทำผิดทำชั่วซ้ำๆไม่หยุดหย่อน #คอยกัดแทะบ่อนทำลายครอบครัวให้แตกแยก
🔑🔑 การเปรียบเปรยของจำเลยเช่นนั้น เห็นได้ว่า ** #เป็นการประชดประชันล้อเลียนโจทก์เสียมากกว่าว่าเป็นประดุจปลวกที่ต้องกำจัดออกจากบ้าน

5. **หาเป็นเหตุให้โจทก์ (น.ส.B ) ต้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังแต่ประการใด ✖️

6.🔥 การกระทำและถ้อยคำพูดของจำเลย (นาง A) ** #จึงไม่ถึงขนาดเป็นการใส่ความโจทก์ (น.ส. B )

7. **แต่เป็นการกระทำ “ที่ไม่เหมาะไม่ควร” เท่านั้น**

8. **การกระทำของจำเลย (นาง A) จึงยัง #ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทฯ โจทก์ [ตาม ป.อ. มาตรา 326, 328 ตามฟ้อง]./ ❌

[ หมายเหตุ : คดีนี้ น.ส. B (โจทก์) มิได้ฟ้องในข้อหาดูหมิ่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา ตาม ป.อ. มาตรา 393 (ลหุโทษ) มาด้วย แต่อย่างใด ]

07/09/2026

ฎีกาที่ 3538/2569 #วิอาญา + #อาญา หลายประเด็น สวยมาก ๆ น่าสนใจ [น่าออกสอบ] [มีข้อสังเกต] 🌟🌟🌟🌟🌟
🔥 #ปัญหามีว่า :
➖ อุทธรณ์ของจำเลย ข้อหาตาม ป.อ. มาตรา 371 จะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ (4), 193 ตรี หรือไม่ ?

➖การกระทำของจำเลยจะผิดฐานพาอาวุธ (ขวาน) ไปในเมือง หมู่บ้านฯ ตาม ป.อ. มาตรา 371 หรือไม่ ?

➖การใช้อาวุธขวานฟันผู้เสียหายคดีนี้ [มีบาดแผล ผู้เสียหายไม่ตาย] เป็นพยายามฆ่า หรือเป็นเพียงเจตนาทำร้าย ? ศาลจะพิพากษาลงโทษตามข้อหาที่พิจารณาได้ความ ได้หรือไม่ ?

➖การที่จำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้ในเรื่องป้องกันหรือบันดาลโทสะไว้ในคำให้การ แต่เพิ่งจะยกปัญหานี้ขึ้นในชั้นอุทธรณ์ จะเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามหรือไม่ ? การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ ชอบหรือไม่ ?

➖ ท้ายสุดแล้ว การกระทำของจำเลยคดีนี้ จะเป็นการกระทำโดยป้องกัน หรืออ้างบันดาลโทสะ ได้หรือไม่ ?

1. ความผิดฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตาม ป.อ. มาตรา 371
**ศาลชั้นต้น #ลงโทษปรับ 1,000 บาท **ความผิดฐานนี้ #จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ (4)
จำเลย #อุทธรณ์โดย ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น #อนุญาตให้อุทธรณ์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ตรี ✔️
**การที่ศาลอุทธรณ์ภาคฯ #ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ โดยเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวนั้น #ย่อมเป็นการไม่ชอบ❌

[👨🏻‍⚖️ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนข้อนี้ #เห็นว่า แม้จำเลยมีอาชีพก่อสร้างและวันเกิดเหตุจำเลยไปทวงเงินภริยาฯ โดยนำอุปกรณ์เครื่องมือในการก่อสร้างรวมถึงขวาน เก็บไว้ใต้เบาะรถจักรยานยนต์ก็ตาม ***แต่ขวานของกลาง #อยู่ใต้เบาะรถจักรยานยนต์ของจำเลยในสภาพพร้อมหยิบมาใช้ เชื่อได้ว่าจำเลย #มีเจตนาจะใช้เป็นอาวุธ จึงเป็นอาวุธตาม ป.อ. มาตรา 1 (5) เมื่อจำเลย #ใช้พาติดตัวไป ในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร จึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 ✔️]

2. สำหรับข้อหาพยายามฆ่านั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันเกิดเหตุ จำเลยจะมาเอาเงินจากนาง ด. ภริยาจำเลย นาง ด. ภริยาฯ แจ้งว่ายังไม่มีเงิน จำเลยยืนรออยู่ที่ประตูด้านนอกอะพาร์ตเมนต์ ผู้เสียหาย [รปภ.] แจ้งจำเลยให้กลับไปก่อน จะมานั่งตรงนี้ไม่ได้ เนื่องจากผู้เสียหายต้องดูแลความปลอดภัย จากนั้นจำเลยพูดทางโทรศัพท์กับบุคคลอีกคนหนึ่ง บุคคลดังกล่าวด่าทอด้วยคำหยาบคาย และจำเลยบอกว่าจะพาพวกมากระทืบผู้เสียหาย แล้วจำเลยเปิดเบาะรถจักรยานยนต์ทำท่าจะหยิบขวานจากใต้เบาะรถจักรยานยนต์ **ผู้เสียหายจึงถีบไปที่ด้านท้ายของรถจักรยานยนต์จนรถล้มลง หลังจากนั้นจำเลยจึงหยิบขวานที่อยู่ในเบาะรถจักรยานยนต์อีกครั้งหนึ่ง แล้วใช้มือจับขวานในลักษณะจามมาที่ผู้เสียหาย โดยขวานเหล็กของจำเลยของกลางคดีนี้มีความยาวรวมด้าม 35 เซนติเมตร ฟันถูกผู้เสียหาย 1 ครั้ง คมขวานถูกขมับด้านซ้ายของผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ มีบาดแผลฉีกขาดขอบไม่เรียบที่ขมับข้างซ้ายยาว 2 เซนติเมตร บาดแผลถลอกที่เหนือใบหูซ้ายยาว 3 เซนติเมตร บาดแผลฟกซ้ำที่ท้ายทอยและบาดแผลถลอกที่ศอกข้างขวา
👨🏻‍⚖️ #เห็นได้ว่า ***แม้จำเลย #ใช้ขวานเป็นอาวุธฟันทำร้ายผู้เสียหาย #แต่จำเลยกับผู้เสียหายไม่รู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน #สาเหตุของการทำร้ายเป็นเพราะ จำเลยไม่พอใจที่ผู้เสียหายไม่ยอมให้จำเลยรอภริยาจำเลยที่หน้าอะพาร์ตเมนต์ #ซึ่งมิใช่เรื่องร้ายแรง ประกอบกับ #บาดแผลดังกล่าวของผู้เสียหาย ใช้เวลารักษาประมาณ 7 วัน #ซึ่งไม่ถือว่าเป็นบาดแผลฉกรรจ์ 💥💥แสดงว่า #จำเลยมิได้ใช้ขวานฟันผู้เสียหายโดยแรง ดังนี้ จำเลย #มีเพียงเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเท่านั้น ✔️ ไม่ใช่เจตนาฆ่า ❌

3. แม้พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่า จำเลย #พยายามฆ่าผู้เสียหาย ตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำเลยให้การปฏิเสธ
👨🏻‍⚖️***แต่ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบฟังได้ว่า จำเลย #ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ตาม ป.อ. มาตรา 295 **ศาลย่อมลงโทษในความผิดดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.อ มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการพิพากษาเกินกว่าคำฟ้อง ✔️

4. 🔥แม้จำเลย #จะมิได้ยกปัญหาเรื่องการกระทำโดยป้องกันหรือบันดาลโทสะ ขึ้นต่อสู้ในคำให้การ **ทำให้ศาลชั้นต้นมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย
**จำเลยย่อมมีสิทธิยกเรื่องการกระทำโดยป้องกันหรือบันดาลโทสะ #ขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยได้ ✔️ 🔑**เพราะ #เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ✔️
การที่ศาลอุทธรณ์ภาคฯ ไม่รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว จึงไม่ชอบ ✖️

[🩵 ข้อสังเกตสำคัญ : คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยข้อหาพยายามฆ่าตาม ป.อ. มาตรา 288, 80 และข้อหาพาอาวุธฯ ตาม ป.อ. มาตรา 371 “จำเลยให้การปฏิเสธ” [ซึ่งเป็นคดีที่มีการสืบพยานกันเต็มรูปแบบ สู้กันเต็มที่ มิใช่คดีสืบประกอบคำรับสารภาพ] **ดังนั้น ในการสืบพยานของโจทก์และจำเลย ก็จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงต่าง ๆ ในทางนำสืบของโจทก์และจำเลย อย่างนี้ แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การต่อสู้ในเรื่องป้องกันหรือบันดาลโทสะ “ไว้ในคำให้การ” ไว้แต่แรกก็ตาม **ก็ชอบที่จะยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ในชั้นอุทธรณ์ได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบฯ มีฎีกาที่ 1109/2567 วินิจฉัยในทำนองเดียวกัน]
[แต่สำหรับคดีที่ จำเลย ”ให้การรับสารภาพ“ และมีการสืบพยานประกอบคำรับสารภาพ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เท่านั้น จำเลยจะหยิบยกฎีกาในปัญหาเรื่องดังกล่าวฯ ได้หรือไม่นั้น ***มีฎีกาที่ต้องระวัง คือ ฎีกาที่ 3710/2567, 1672/2568 ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ลิงก์ https://www.facebook.com/share/1cbZfuPg2d/?mibextid=wwXIfr ]

5. **มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า **การกระทำของจำเลยคดีนี้ จะเป็นการป้องกันหรือบันดาลโทสะ หรือไม่ ?
👨🏻‍⚖️ เห็นว่า #ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยไม่พอใจที่ผู้เสียหายแจ้งให้จำเลยออกไปจากอะพาร์ตเมนต์ที่เกิดเหตุ จำเลยเปิดเบาะรถจักรยานยนต์เพื่อหยิบขวานออกมา การที่ผู้เสียหายใช้เท้าถีบรถจักยานยนต์ของจำเลยเพื่อมิให้จำเลยหยิบขวานออกมา และการที่ผู้เสียหายพุ่งเข้าไปหาจำเลยโดยใช้แขนกันขวานไว้ ก็เพื่อมิให้จำเลยใช้ขวานฟันผู้เสียหายได้ถนัด
ดังนี้ #การกระทำของผู้เสียหายไม่เป็นการข่มเหงรังแกจำเลยหรือมีเจตนาทำร้ายจำเลย *** ไม่เป็นการประทุษร้ายจำเลยอันเป็นการละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงอันจะทำให้จำเลยมีสิทธิป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ✖️ อีกทั้งการกระทำของผู้เสียหาย ***ไม่เป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม อันจะทำให้จำเลยอ้างเหตุบันดาลโทสะได้ ✖️

6. ดังนั้น การกระทำของจำเลย #จึงไม่เป็นการกระทำ เพื่อป้องกัน ตาม ป.อ. มาตรา 68 ❌ หรือบันดาลโทสะ ตาม ป.อ. มาตรา 72 ❌

[👨🏻‍⚖️ ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 371 ยกฟ้องความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น./ ]

05/09/2026

#การถอนตัวจากการเป็นทนายความ
(ฎีกาที่ 6260/2568) ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัว ศาลต้องพอใจว่าทนายความได้แจ้งให้ตัวความทราบเรื่องการขอถอนตัวของทนายความแล้ว เว้นแต่ทนายความไม่สามารถหาตัวความพบ และศาลต้องแจ้งคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัวนั้นให้ตัวความทราบโดยการส่งหมายหรือวิธีอื่น ทนายความแจ้งเรื่องการถอนทนายให้ตัวความทราบจากการสนทนาทางเฟซบุ๊ก ถือว่าทนายความแจ้งให้ตัวความทราบเรื่องถอนทนายแล้ว ศาลย่อมมีคำสั่งอนุญาตทนายความให้ถอนตัวจากการเป็นทนายได้ แต่ขณะที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนตัวจากการเป็นทนายความ ปรากฏว่าตัวความไม่ได้อยู่ต่อหน้าศาลและยังไม่ทราบคำสั่ง ศาลจึงต้องแจ้งคำสั่งให้ตัวความทราบด้วย การที่ไม่แจ้งคำสั่งย่อมเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ✍️
#หลักกฎหมายและฎีกาสำคัญ

02/09/2026

ฎีกาที่ 2984/2569 ฎีกาเด็ด #แพ่ง #การสมรสซ้อน #บุตรนอกกฎหมายฯ #ผู้มีส่วนได้เสียร้องต่อศาล น่าสนใจมาก ๆ [น่าออกสอบ] 🌟🌟🌟🌟🌟
🔥 #ปัญหามีว่า : นาย A **จดทะเบียนสมรสโดยชอบกับนาง B แต่ไม่มีบุตร
ต่อมา นาย A มาอยู่กินฯ กับนาง C โดยมีบุตรด้วยกัน 1 คน **โดยเป็นบุตรนอกกฎหมายที่นาย A บิดารับรองฯ แล้ว
**หากต่อมา นาย A ไปจดทะเบียนสมรส “ซ้อน” กับนาง D (หญิงอื่น) **นาย A ตาย **และนาง D ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งนาง D เป็นผู้จัดการมรดกของนาย A และศาลมีคำสั่งอนุญาต [โดยที่ยังไม่มีคำพิพากษาที่แสดงว่าการสมรสดังกล่าวเป็นโมฆะ] ดังนี้ :

🔶 **เมื่อนาย A บิดา (ตาย) กรณีนี้ ***บุตรนอกกฎหมายคนดังกล่าว **จะถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย จะมีสิทธิร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสซ้อนฯ ระหว่างนาย A บิดา กับนาง D เป็นโมฆะฯ ได้หรือไม่ ? อย่างไร ?


1. โจทก์ #เป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้ว [นาย A บิดารับรองแล้ว] 💥💥 #ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627 👉 จึงเป็นทายาทโดยธรรม ซึ่ง #มีสิทธิได้รับมรดกของบิดา ตามมาตรา 1629 (1)

2. #ในขณะที่ นาย A บิดาโจทก์ #จดทะเบียนสมรสกับ นาง D [จำเลย] นั้น ****นาย A บิดาโจทก์ #ยังเป็นคู่สมรสของ นาง B ซึ่งต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1452 และ #เป็นโมฆะ ตามมาตรา 1495

3. แต่เมื่อ #ยังไม่มีคำพิพากษาของศาลแสดงว่าการสมรส ของนาย A บิดาโจทก์กับ นาง D จำเลย #เป็นโมฆะ ต้องถือว่าการสมรสระหว่างนาย A บิดาโจทก์กับนาง D จำเลย #ยังมีอยู่
นาง D จำเลยจึงมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรมของนาย A บิดาโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 วรรคสอง นาง D จำเลย ย่อมมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของบิดาโจทก์
[💥 ซึ่งนาง D จำเลย ใช้สิทธิดังกล่าว ในการยื่นคำร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนาย A บิดาโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 **จนศาลมีคำสั่งอนุญาต]

4. ดังนั้น ** #ตราบใดที่ นาง D จำเลย ยังมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนาย A บิดาโจทก์ 🌟🌟 #ย่อมทำให้สิทธิของโจทก์ในกองมรดกของบิดาโจทก์ลดลง🌟🌟
เพราะนาง D จำเลย จะมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1635 (1) *** #อันเป็นผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิของโจทก์ในการรับมรดก ของนาย A บิดาโจทก์ นับแต่บิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย #อันเป็นระยะเวลาก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้

5. 🔑🔑 ประกอบกับ #การสมรสที่เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1452 **[สมรสซ้อน] #ไม่ทำให้คู่สมรสเกิดสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม ตามมาตรา 1499 วรรคสอง 🔑🔑

6. เมื่อโจทก์ #เป็นผู้ได้รับประโยชน์และเสียประโยชน์ในกองมรดก ของนาย A บิดาโจทก์จากการมีนาง D จำเลย อยู่ในฐานะภริยาฯ ของนาย A บิดาโจทก์

7. 🔥โจทก์จึง #เป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรส ของนาย A บิดาโจทก์ กับ นาง D จำเลย #ที่ฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 1452 #เป็นโมฆะได้ ตามมาตรา 1497./ ✅


💡 #หมายเหตุ : คดีนี้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว #พิพากษาให้ยกฟ้อง [อาจเป็นเพราะว่า เคยมีฎีกาเก่าปี 2542 วินิจฉัยว่า บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองฯ ไม่ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกขึ้นกล่าวอ้าง แต่ฎีกาเก่านั้น ข้อเท็จจริงในฎีกาคือบิดา “ยังไม่เสียชีวิต” ซึ่งจะแตกต่างจากฎีกานี้]

ส่วนศาลฎีกาคดีนี้ #พิพากษากลับ [พิพากษาให้ การจดทะเบียนสมรสระหว่างนาย A กับนาง D จำเลย ตามทะเบียนการสมรสสำนักทะเบียน… เลขทะเบียนที่…. ลงวันที่…. #เป็นโมฆะ เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้แจ้งนายทะเบียนสำนักทะเบียน อำเภอ… จังหวัด…. เพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1497/1 ]./

15/08/2026

⚖️ สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8321/2568

📌 เรื่อง

ฟ้องหย่าเพราะสามียกย่องหญิงอื่นฉันภริยา เรียกค่าทดแทน และการแบ่งสินสมรส — กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. และเงินบำนาญ

---

❓ ประเด็นข้อกฎหมาย

1. พฤติการณ์ของสามีกับหญิงอื่นเป็นการ อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องฉันภริยา และเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุฟ้องหย่าหรือไม่

2. สามีและหญิงอื่นต้องชดใช้ค่าทดแทนแก่ภริยาหรือไม่

3. ที่ดิน ห้องชุด รถยนต์ และทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส เป็นสินสมรสหรือไม่

4. หุ้นและเงินฝากที่ถอนออกไปก่อนวันฟ้องหย่าจะนำมาแบ่งได้หรือไม่

5. 💰 เงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและ กบข. เป็นสินสมรสหรือไม่

6. 👴 เงินบำนาญที่ได้รับภายหลังวันฟ้องหย่า จะนำมาแบ่งในคดีนี้ได้หรือไม่

7. ข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นโดยชอบในฟ้องแย้งและศาลล่าง จะยกขึ้นฎีกาได้หรือไม่

---

📖 ข้อเท็จจริง

โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกัน ต่อมาโจทก์สงสัยว่าจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 2 จึงว่าจ้างนักสืบติดตาม

มีภาพถ่ายแสดงว่ารถยนต์ของจำเลยที่ 1 ไปจอดที่บ้านซึ่งจำเลยที่ 2 เปิดเป็นร้านเสริมสวยและใช้เป็นที่พักอาศัยทั้งกลางวันและกลางคืน

ต่อมาโจทก์และพยานติดตามไปพบจำเลยทั้งสองอยู่ภายในบ้านตามลำพังในลักษณะใกล้ชิดเสมือนคู่รัก อีกทั้งยังมีภาพถ่ายของจำเลยทั้งสองในลักษณะคู่รักติดไว้บนฝาผนังบ้านอย่างเปิดเผย

โจทก์จึงฟ้องหย่า เรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสอง และขอแบ่งสินสมรส ซึ่งมีทรัพย์สินหลายประเภท รวมถึง ที่ดิน ห้องชุด รถยนต์ หุ้น เงินฝาก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. และเงินบำนาญ

---

⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัย

❤️ ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่า

พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 อยู่บ้านเดียวกับจำเลยที่ 2 อย่างใกล้ชิดทั้งกลางวันและกลางคืน ไปไหนมาไหนด้วยกันโดยเปิดเผย และมีการเอื้ออาทรดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน บ่งชี้ถึงความสัมพันธ์ฉันชู้สาว

ถือเป็นพฤติการณ์แสดงว่า จำเลยที่ 1 ยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา และทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) และ (6)

---

💵 เรียกค่าทดแทนได้

เมื่อจำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาในขณะที่ยังเป็นสามีภริยากับโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้ตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง

---

🏠 ที่ดิน ห้องชุด และรถยนต์

ที่ดินและห้องชุดที่ซื้อมาในระหว่างสมรสเป็นสินสมรส แม้จำเลยที่ 1 อ้างว่าใช้เงินจากมารดาและเงินส่วนตัว แต่พยานหลักฐานไม่สามารถชี้ชัดว่าเงินที่ใช้ซื้อเป็นสินส่วนตัว จึงต้องแบ่งแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง

รถยนต์ที่ได้มาระหว่างสมรสก็เป็นสินสมรส เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใช้สินส่วนตัวซื้อ

แต่สำหรับรถยนต์อีกคัน แม้รับฟังว่าเป็นสินสมรส หากไม่ปรากฏว่ารถยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่ง ก็ไม่อาจบังคับให้อีกฝ่ายแบ่งรถนั้นได้

---

🏦 หุ้นและเงินฝากที่ถอนออกไปก่อนฟ้อง

แม้หุ้นและเงินฝากจะเป็นสินสมรส แต่การจะแบ่งต้องปรากฏว่าทรัพย์ยังมีอยู่เพื่อจัดแบ่ง

เมื่อหุ้นและเงินฝากถูกถอนทั้งหมดก่อนวันฟ้องหย่า และไม่ปรากฏชัดว่าเป็นการถอนเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของโจทก์ฝ่ายเดียว จึงไม่อาจให้โจทก์แบ่งทรัพย์ดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 ได้

---

💰 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ = สินสมรสในส่วนที่สิทธิเกิดแล้ว

เงินสะสมจากเงินเดือน เงินสมทบจากนายจ้าง และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน ไม่ใช่เพียงความคาดหวังว่าจะได้ทรัพย์สิน แต่เป็นสิทธิที่มีอยู่แล้ว

เมื่อสิทธินั้นเกิดขึ้นระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1)

จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับกึ่งหนึ่งในส่วนที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันจดทะเบียนสมรสถึงวันฟ้องหย่า ส่วนที่เกิดหลังวันฟ้องต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

---

🏛️ กบข. ต้องแยกเป็นส่วน ๆ

เงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ใน กบข. ที่เกิดขึ้นระหว่างสมรส เป็นสิทธิที่มีอยู่แล้ว จึงเป็นสินสมรส

แต่เงินอื่นที่จำเลยที่ 1 จะได้รับก็ต่อเมื่อพ้นสมาชิกภาพ ซึ่งในวันฟ้องสิทธิยังไม่เกิดและไม่แน่นอนว่าจะได้รับหรือไม่ ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นสินสมรส

---

👴 เงินบำนาญที่ได้หลังวันฟ้องหย่า

จำเลยที่ 1 ได้รับเงินบำนาญเมื่อเกษียณอายุราชการภายหลังวันฟ้อง และก่อนวันฟ้องยังไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว

เมื่อผลด้านทรัพย์สินของการหย่าโดยคำพิพากษามีผลย้อนหลังถึงวันฟ้องตามมาตรา 1532 (ข) โจทก์จึง ไม่มีสิทธิขอแบ่งเงินบำนาญดังกล่าวในคดีนี้

อย่างไรก็ตาม ศาลระบุว่าโจทก์จะมีสิทธิในเงินบำนาญหรือไม่อย่างไร ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

---

📝 เรื่องที่ไม่ได้ยกไว้ในฟ้องแย้ง

ข้อฎีกาเกี่ยวกับการให้โจทก์ร่วมรับผิดหนี้สินสมรสหรือชดใช้กรณีจำหน่ายกองทุน ซึ่งมิได้บรรยายและมีคำขอไว้ในฟ้องแย้ง เป็นเรื่องนอกฟ้องแย้งและมิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลล่าง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

---

✅ ผลคดี

ศาลฎีกาพิพากษาแก้ โดยสาระสำคัญให้

แบ่งสิทธิใน กบข. เฉพาะเงินสะสม เงินสมทบและผลประโยชน์ ที่เกิดตั้งแต่วันจดทะเบียนสมรสถึงวันฟ้องหย่ากึ่งหนึ่ง

แบ่งสิทธิใน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่เกิดตั้งแต่วันจดทะเบียนสมรสถึงวันฟ้องหย่ากึ่งหนึ่ง เมื่อโจทก์พ้นสมาชิกภาพ

แบ่งเงินประกันชีวิตคนละ 475,000 บาท

❌ ยกคำขอของโจทก์ที่ขอแบ่งเงินบำนาญของจำเลยที่ 1

นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

---

💡 สรุป

ฎีกานี้มีหลักสำคัญว่า การแบ่งสินสมรสต้องพิจารณาว่า “สิทธิในทรัพย์สินเกิดขึ้นแล้วหรือยัง และเกิดขึ้นเมื่อใด”

✅ เงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ใน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพและ กบข. ที่เกิดขึ้นระหว่างสมรส เป็นสิทธิที่มีอยู่แล้ว จึงอาจเป็นสินสมรส

❌ แต่ เงินบำนาญที่สิทธิเกิดขึ้นภายหลังวันฟ้องหย่า ไม่อาจนำมาแบ่งในคดีนี้ได้

และในเรื่องเหตุหย่า ศาลพิจารณา พฤติการณ์และพยานหลักฐานโดยรวม ไม่ใช่เพียงข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งว่าคู่กรณีมีความสัมพันธ์ถึงขั้น “ยกย่องฉันภริยา” หรือไม่

---

📚 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1), มาตรา 1516 (1), (4/2), (6), มาตรา 1523, มาตรา 1532 (ข), มาตรา 1533 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง, มาตรา 252

---

#ฎีกาศึกษา #คำพิพากษาศาลฎีกา #ฎีกาที่8321_2568 #สินสมรส #ฟ้องหย่า #เหตุหย่า #ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา #ค่าทดแทน #กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ #กบข #เงินบำนาญ #แบ่งสินสมรส #กฎหมายครอบครัว #กฎหมายแพ่ง #ความรู้กฎหมาย

15/08/2026
29/07/2026

⚖️ สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 368/2568

📌 เรื่อง

การขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา กรณีจำเลยได้รับการปลดจากล้มละลายแล้ว

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

❓ ประเด็นข้อกฎหมาย

เมื่อจำเลยได้รับการปลดจากล้มละลายแล้ว ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ ยังมีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ในคดีล้มละลายหรือไม่

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

📝 ข้อเท็จจริง

🏢 ผู้ร้องเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ โดยเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 ผู้ร้องได้รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ รวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสามจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ซึ่งเป็นผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์

⚖️ บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. เคยฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีล้มละลาย และศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 ให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย

📅 ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลาย โดยมีผลนับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558

📄 วันที่ 20 สิงหาคม 2564 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ เพื่อดำเนินคดีและใช้สิทธิเรียกร้องที่ได้รับโอนมา

🏛️ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1 และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องจึงฎีกา

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

⚖️ คำวินิจฉัย

🔹 1. ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิ

ผู้ร้องเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 และได้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสามจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์

ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสามได้ตามมาตรา 7

🔹 2. ผลของการปลดจากล้มละลาย

แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับการปลดจากล้มละลาย ซึ่งมีผลทำให้จำเลยทั้งสองมีอำนาจจัดการทรัพย์สินหรือกิจการของตนที่ได้มานับแต่วันที่ได้รับการปลดจากล้มละลาย แต่ไม่ได้ทำให้ทรัพย์สินในคดีล้มละลายหมดสภาพหรือกลับคืนสู่อำนาจจัดการของจำเลยทั้งหมด

🔹 3. ทรัพย์สินตามมาตรา 109 ยังอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้

ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลาย รวมทั้งสิทธิเรียกร้องเหนือทรัพย์สินของบุคคลอื่น และทรัพย์สินที่ได้มาภายหลังเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายจนถึงเวลาปลดจากล้มละลาย ยังคงเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 109

🔹 4. ผู้ร้องยังดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ได้

เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ในคดีล้มละลาย รวมทั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ผู้ร้องจึงอาจดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ซึ่งบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ได้ขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว

ผู้ร้องจึงชอบที่จะเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

✅ สรุป

การปลดจากล้มละลายทำให้ลูกหนี้กลับมามีอำนาจจัดการทรัพย์สินหรือกิจการที่ได้มานับแต่วันที่ได้รับการปลดจากล้มละลาย

แต่ไม่ทำให้ทรัพย์สินซึ่งตกอยู่ในขอบเขตของมาตรา 109 หลุดพ้นจากการเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลาย

💰 เมื่อเจ้าหนี้ยังไม่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ จึงมีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินในคดีล้มละลายต่อไป

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

🏛️ ผลคดี

ศาลฎีกาพิพากษาแก้ ให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

📚 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

▪️ พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 81/1
▪️ พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 109
▪️ พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7

#ฎีกาศึกษา #คำพิพากษาศาลฎีกา #กฎหมายล้มละลาย #เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา #บริษัทบริหารสินทรัพย์

26/05/2026

⚖️📘 สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9785/2553

📌 เรื่อง
ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาด แต่มีบ้านของเจ้าของเดิมปลูกคร่อมอยู่บางส่วน ผู้ซื้อฟ้องให้รื้อถอนได้หรือไม่

━━━━━━━━━━━━━━━

⚖️ ประเด็นข้อกฎหมาย

โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาด มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย และขอให้จำเลยรื้อถอนบ้านกับสิ่งปลูกสร้างในส่วนที่อยู่บนที่ดินที่โจทก์ซื้อมาได้หรือไม่

โดยเฉพาะเมื่อเดิมจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินทั้งสองแปลง และปลูกบ้านไว้ในขณะที่ตนเองยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่

━━━━━━━━━━━━━━━

🧾 ข้อเท็จจริง

เดิมจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 13741 และ 13742 ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกัน

จำเลยปลูกบ้านเลขที่ 6/1 อยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 13741 และบางส่วนของบ้านอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 13742

ต่อมาที่ดินโฉนดเลขที่ 13742 ถูกบังคับคดีนำออกขายทอดตลาด

โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 13742 ได้จากการขายทอดตลาด

จึงเกิดปัญหาว่า โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์คนใหม่ จะฟ้องขับไล่และให้จำเลยรื้อถอนบ้านในส่วนที่อยู่บนที่ดินของโจทก์ได้หรือไม่

━━━━━━━━━━━━━━━

⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9785/2553 วินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เดิมบ้านเลขที่ 6/1 ตั้งอยู่บนที่ดินซึ่งเป็นของเจ้าของคนเดียวกัน คือจำเลย

ต่อมาเมื่อมีการแบ่งแยกขายที่ดินเฉพาะโฉนดเลขที่ 13742 จึงมีโรงเรือนบางส่วนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ผู้ซื้อ

การที่จำเลยปลูกสร้างบ้านลงบนที่ดินพิพาทและบนที่ดินของจำเลยอีกแปลงที่อยู่ติดต่อกัน โดยจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินทั้งสองแปลง จำเลยจึงมีสิทธิปลูกสร้างได้ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์

กรณีนี้จึง

> “มิใช่การปลูกโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312”

เมื่อต่อมาที่ดินพิพาทถูกบังคับคดีนำออกขายทอดตลาด กรณีย่อมต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

> “โจทก์ผู้ซื้อที่ดินได้จากการขายทอดตลาด อันเป็นที่ดินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา จึงถือว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต”

ส่วนบ้านและสิ่งปลูกสร้างที่อยู่บนที่ดินพิพาท จะมีหรือไม่ หรือโจทก์จะรู้หรือไม่ว่ามีบ้านและสิ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินพิพาท ก็ไม่ทำให้โจทก์มิใช่ผู้ซื้อโดยสุจริต

อีกทั้ง

> “กรณีหาจำต้องให้ผู้เข้าประมูลซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดต้องตรวจสอบว่าที่ดินพิพาทที่ถูกนำออกขายทอดตลาดมีสภาพหรือภาระอย่างไร”

เมื่อโจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดโดยสุจริต สิทธิของโจทก์ที่ได้ที่ดินจากการขายทอดตลาดย่อมไม่เสียไปตามมาตรา 1330

โจทก์จึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท

และเมื่อโจทก์ไม่ได้ก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่จำเลย โดยยอมให้จำเลยเป็นเจ้าของบ้านบนที่ดินของโจทก์ต่อไป

โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ ไม่ประสงค์จะให้จำเลยปลูกบ้านและสิ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโจทก์อีกต่อไป แต่จำเลยเพิกเฉย จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์

โจทก์จึงมีสิทธิขอบังคับให้จำเลยรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ได้

━━━━━━━━━━━━━━━

✅ สรุป

คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักว่า

การที่เจ้าของที่ดินปลูกบ้านคร่อมที่ดินของตนเองสองแปลง ในขณะที่ตนเองยังเป็นเจ้าของที่ดินทั้งสองแปลงอยู่ ไม่ใช่กรณีปลูกโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 1312

เมื่อต่อมาที่ดินแปลงหนึ่งถูกบังคับคดีนำออกขายทอดตลาด และโจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทได้จากการขายทอดตลาด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อโดยสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330

ในคดีนี้ แม้จะมีบ้านและสิ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินพิพาท หรือโจทก์จะรู้หรือไม่ว่ามีบ้านและสิ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินพิพาท ก็ไม่ทำให้โจทก์มิใช่ผู้ซื้อโดยสุจริต

ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และไม่ประสงค์ให้จำเลยปลูกบ้านกับสิ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินของโจทก์ต่อไป แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่และขอให้จำเลยรื้อถอนบ้านกับสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์ได้

━━━━━━━━━━━━━━━

📌 ผลคดี

ศาลฎีกาพิพากษายืน

ให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 13742 และบ้านพิพาทตามฟ้อง

ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินและบ้านของโจทก์

━━━━━━━━━━━━━━━

📚 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312
เรื่องปลูกโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330
เรื่องสิทธิของผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดโดยสุจริต

━━━━━━━━━━━━━━━

📌 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9785/2553

#ฎีกาศึกษา #คำพิพากษาศาลฎีกา #ขายทอดตลาด #ที่ดิน #บ้านรุกล้ำ #มาตรา1312 #มาตรา1330 #กฎหมายแพ่ง #ทนายความ #คดีที่ดิน

ที่อยู่

แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน
Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักงานกฎหมาย โครัม ดีโอ แอนด์ จัสติสผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์