คุ้มครองผู้บริโภค

คุ้มครองผู้บริโภค สื่อสารความเป็นธรรมเพื่อผู้บริโภค

19/12/2025

ฎีกาใหม่สะเทือนวงการการเงิน ศาลชี้ 'ผู้ถือบัตรเครดิต' ไม่ต้องรับผิด หากถูกมิจฉาชีพรูดบัตรธนาคารต้องพิสูจน์ตัวผู้ใช้!

17 ธันวาคม 2568 มีการเผยแพร่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในหมู่ #ผู้บริโภค และ #สถาบันการเงิน คือ คำพิพากษาฎีกาที่ 2624/2568 ซึ่งวางบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับความรับผิดกรณีข้อมูลบัตรเครดิตถูกนำไปใช้โดยมิชอบ
คดีดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้บริโภคถูก #คนร้ายนำข้อมูลบัตรเครดิตไป #รูดซื้อสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ธนาคารผู้ออกบัตรเรียกให้เจ้าของบัตรชำระหนี้ โดยอ้างว่าเป็นภาระหน้าที่ของผู้ถือบัตรตามสัญญา แต่ผู้บริโภคปฏิเสธ โดยยืนยันว่าไม่ใช่ผู้ใช้บัตรและไม่เคยยินยอมให้ทำธุรกรรมดังกล่าว
ศาลฎีกาชี้ชัด ภาระพิสูจน์อยู่ที่ธนาคาร
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในกรณีที่มีข้อพิพาทว่า ใครเป็นผู้ใช้บัตรเครดิต #ภาระการพิสูจน์ตกเป็นของธนาคารผู้ออกบัตร ไม่ใช่ผู้บริโภค เนื่องจากธนาคารเป็นฝ่ายจัดทำระบบบัตรเครดิต ระบบยืนยันตัวตน และเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการให้บริการดังกล่าว
ศาลเห็นว่า การที่มีรายการใช้บัตรเกิดขึ้น ไม่อาจสันนิษฐานได้โดยอัตโนมัติว่า เจ้าของบัตรเป็นผู้ใช้ หากธนาคารไม่สามารถนำพยานหลักฐานมายืนยันได้ชัดเจนว่า ผู้ถือบัตรเป็นผู้ทำธุรกรรมเอง หรือมีส่วนร่วมโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ศาลย่อมไม่อาจให้ผู้บริโภครับผิดชำระหนี้แทนคนร้ายได้
ยกฟ้องผู้บริโภค ไม่ต้องชำระยอดค้าง
ผลคำพิพากษา ศาลฎีกามีคำสั่ง ยกฟ้อง ผู้ถือบัตรเครดิต โดยระบุว่า ผู้บริโภคไม่ต้องรับผิดในยอดใช้จ่ายที่เกิดจากการกระทำของมิจฉาชีพ เนื่องจากธนาคารไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ผู้ถือบัตรเป็นผู้ใช้บัตรจริง
นักกฎหมายชี้ เป็นหมุดหมายใหม่คุ้มครองผู้บริโภค
นักกฎหมายด้านคุ้มครองผู้บริโภคประเมินว่า คำพิพากษาฎีกานี้ถือเป็น แนวคำวินิจฉัยสำคัญ ที่ช่วยยกระดับสิทธิของผู้ใช้บัตรเครดิต และกดดันให้สถาบันการเงินต้องพัฒนาระบบความปลอดภัย การยืนยันตัวตน และกระบวนการตรวจสอบการทุจริตให้รัดกุมมากขึ้น

03/12/2025

ศาลฎีกาตัดสินแล้ว!
⚖️รับจ้างเปิด "บัญชีม้า" อ้างถูกหลอก... ศาลฎีกาไม่ฟัง! แม้อายุ 17 ก็ไม่รอด..นำไปบอกเล่าให้ลูก ๆ หลาน ๆ ฟัง ระวังอย่าเห็นแก่ค่าจ้างเพียงเล็กน้อย..ติดคุก..แน่นอน…!!!

⚖️ ฎีกาที่ 4920/2567
“รับจ้างเปิดบัญชีม้า อ้างถูกหลอก ศาลฎีกาไม่ฟัง แม้อายุ 17 ก็ไม่รอด”

🗣แค่รับจ้างเปิดบัญชี ไม่ได้ไปหลอกเงินใคร จะผิดได้ยังไง?
👉นี่คือคำถามที่หลายคนสงสัย วันนี้มีคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับล่าสุดมาเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดครับ คดีนี้จำเลยเป็นเยาวชนอายุ 17 ปี ได้รับเงิน 800 บาท เพื่อเปิด 2 บัญชีให้คนอื่น

👉ก่อนที่บัญชีนั้นจะถูกใช้เป็นเส้นทางโอนเงินจากผู้เสียหายที่ถูกหลอกไป 200,000 บาท แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะยกฟ้อง แต่ศาลฎีกากลับคำพิพากษา ทำไมศาลฎีกาถึงมองต่าง และคำพิพากษานี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่คนรับจ้างเปิดบัญชีต้องรู้ไว้อย่างไร? มาดูกันครับ

⚖️ ศาลฎีกาวินิจฉัยได้น่าสนใจมากครับ แม้จะไม่มีหลักฐานว่าจำเลยเป็นคนส่งลิงก์ปลอมหรือร่วมในขบวนการหลอกลวงมาตั้งแต่ต้น แต่ศาลชี้ว่า การที่คนเรายอมรับเงิน เพื่อเปิดบัญชี แล้วมอบสมุดบัญชีให้คนอื่นไปใช้ ถือเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของคนทั่วไปอย่างยิ่ง

พฤติกรรมเช่นนี้แสดงให้เห็นเจตนาที่ไม่ดีอยู่ในตัว และย่อมเล็งเห็นได้ว่าบัญชีนั้นอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย การอ้างว่าถูกหลอก หรือ ไม่รู้เรื่อง จึงฟังไม่ขึ้น โดยเฉพาะเมื่อธนาคารก็มีป้ายเตือนอยู่แล้วว่าการกระทำลักษณะนี้ผิดกฎหมาย

ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการ "ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวก" แก่คนร้ายในการกระทำความผิด ศาลจึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐาน "เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน" ครับ

➡️คำพิพากษานี้คือ สัญญาณเตือนที่ดังและชัดเจนที่สุดสำหรับทุกคน โดยเฉพาะเยาวชนที่อาจมองเห็นเป็นช่องทางหารายได้ง่าย ๆ ว่า ทันทีที่ได้รับเงินเพื่อเปิดบัญชีให้ใครก็ตาม จะมาอ้างว่าถูกหลอกไม่ได้อีกต่อไป เพราะคุณได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการอาชญากรรมไปแล้ว

🗣การกระทำไปเพียงครั้งเดียว เพื่อเงินไม่กี่ร้อยบาท มันไม่ได้จบเพียงเท่านี้ แต่สร้างความเดือดร้อนให้สังคมอย่างมหาศาล ทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องสูญเสียเงินเก็บทั้งชีวิต ทำให้ตำรวจตามจับตัวการใหญ่ได้ยากขึ้น และทำลายความเชื่อมั่นในระบบการเงินของประเทศ การอ้างว่าไม่รู้จึงไม่ใช่ข้อแก้ตัว แต่คือการไม่รับผิดชอบต่อสังคมอย่างร้ายแรง../..

19/06/2025

“คืนรถ จบหนี้”
#คำพิพากษาฎีกาที่ 1203/2565

ขณะจำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนโจทก์ และโจทก์รับคืน​ ไม่ปรากฏว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญาข้อใด​ หรือมีหนี้ที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์ จึงไม่อาจถือว่าจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 12 ซึ่งต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดราคาตามสัญญา​ ข้อ 13

เพราะการแสดงเจตนาคืนรถที่จะถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของผู้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อ​ ข้อ 12 ที่ระบุว่า “ผู้เช่าซื้อจะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อในเวลาใดๆ​ เสียก็ได้​ โดยผู้เช่าซื้อจะต้องคืนและส่งมอบรถยนต์... และชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระ​ หรือเป็นหนี้ตามสัญญานี้อยู่ในเวลานั้น​ ทันที...” ต้องปรากฏว่าจำเลยยังคงมีหนี้หรือเงินที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้ออยู่ในขณะที่ส่งมอบรถคืนโจทก์​ เมื่อจำเลยไม่มีเงินหรือหนี้ที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้อ กรณีถือว่าจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาด้วยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573

สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นอันเลิกกันนับแต่วันที่จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ โดยจำเลยไม่ได้ประพฤติผิดสัญญาและไม่มีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามมาตรา 573

โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาเช่าซื้อตามสัญญาจากจำเลย แม้จำเลยตกลงรับผิดในบรรดาหนี้ค้างชำระที่เกิดขึ้นจากการบอกเลิกสัญญาให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ​ ข้อ 13 ตามหนังสือแสดงเจตนาคืนรถของจำเลยก็ตาม

แต่หนังสือแสดงเจตนาคืนรถมิใช่สัญญาเช่าซื้อ เป็นเพียงหลักฐานการส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซื้อคืน​ และจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อรับรองต่อโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อว่า หากโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายได้เงินไม่พอชำระหนี้คงค้างตามสัญญา จำเลยจะยอมรับผิดชดใช้ส่วนที่ขาดแก่โจทก์ ซึ่งหามีผลให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ส่วนที่ขาดแก่โจทก์ ซึ่งหามีผลให้จำเลยต้องรับผิดค่าขาดราคาตามเอกสารนั้นไม่ เพราะเป็นการรับสภาพหนี้สินว่ามีอยู่ทั้งที่ไม่มี​ เนื่องจากโจทก์และจำเลยไม่มีมูลหนี้ค่าขาดราคาต่อกัน จึงไม่มีผลบังคับแก่กันได้/

⚖️⚖️⚖️⚖️⚖️⚖️⚖️⚖️⚖️⚖️⚖️⚖️⚖️⚖️⚖️

#ฏีกาเช่าซื้อใหม่ปี65 ข้างต้น พลิกคำตัดสินแนวเดิม ➡️ หากเคลียร์หนี้ที่ค้างก่อนส่งมอบรถคืน แม้เซ็นต์รับผิดส่วนต่าง ก็ไม่ต้องจ่ายใดๆ​ ทั้งสิ้น

ถือว่า คำพิพากษาศาลฎีกาใหม่ 1203/2565 ที่ตัดสินออกมาพลิกแนวการวินิจฉัยคดีเช่าซื้อของศาลอีกครั้ง

เมื่อศาลฎีกาได้วางแนววินิจฉัยออกมาว่า การเคลียร์หนี้ที่ค้างตามสัญญาเช่าซื้อก่อนนำรถไปส่งมอบคืน ไม่ใช่การเลิกสัญญาตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อ เพราะไม่มีหนี้ที่ค้างชำระขณะส่งมอบรถคืน

นอกจากนั้นการเซ็นต์รับผิดชอบการขายขาดราคาในขณะส่งมอบรถ ก็ถือว่าเป็นการทำสัญญารับผิด ในขณะที่ไม่หนี้อยู่จริง จึงไม่อาจบังคับกันได้ ดังนั้น ผู้เช่าซื้อจึงไม่ต้องรับผิดชอบในหนี้ที่ค้างตามสัญญาเช่าซื้อใดๆทั้งสิ้น

ถือเป็นคำพิพากษาศาลฎีกา ที่พลิกคดีการเช่าซื้อรถยนต์ใหม่อีกครั้ง ที่ผู้เช่าซื้อหลายๆ​ คน​ ควรศึกษาไว้เป็นแนวทาง เผื่อขาดเหลือไม่มีเงินส่งค่างวด จะได้คืนรถอย่างปลอดภัยกันนะครับ./

“ คำพิพากษาฎีกาน่าสนใจ ”   ค่าเสียหายเชิงลงโทษในคดีคุ้มครองผู้บริโภค 
11/06/2025

“ คำพิพากษาฎีกาน่าสนใจ ”
ค่าเสียหายเชิงลงโทษในคดีคุ้มครองผู้บริโภค 

“ว่าด้วยความรับผิดของบริษัทประกันภัย กรณีแผ่นดินไหว”
03/04/2025

“ว่าด้วยความรับผิดของบริษัทประกันภัย กรณีแผ่นดินไหว”

15/03/2025

คำตัดสินของศาลฎีกาในคดีหมายเลข 4655/2566 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญสำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทย

เพราะมีผลกระทบโดยตรงต่อการเช่าระยะยาว และคำตัดสินของศาลฎีกาครั้งนี้อาจจะกลายเป็นบรรทัดฐานของศาลอื่นๆ ในการพิจารณาคดีในลักษณะคล้ายๆ กันนี้

เรื่องราวนี้เป็นคดีการฟ้องร้องเช่าที่ดินที่มีสัญญาเช่า 30 ปี และมีคำมั่นจะให้ต่อสัญญาเช่าอีก 2 คราว คราวละ 30 ปีรวมทั้งหมด 90 ปี โดยมีเงื่อนไขการเช่าเหมือนเดิมทุกอย่าง และมีการชำระค่าเช่าสำหรับการต่อสัญญาทั้ง 2 คราวไปแล้วด้วย

โดยเจ้าของที่ดินรุ่นต่อมาเป็นคนฟ้องร้องผู้เช่าที่ครบสัญญาเช่าแล้ว เพราะคิดว่าค่าเช่าไม่ควรเท่าเดิม และไม่อยากให้ผู้เช่าอยู่ตามคำมั่นถึง 90 ปี (รายละเอียดเบื้องหลังไม่ชัดเจนอาจจะไม่ตรงตามนี้)

ศาลแพ่งตัดสินให้ผู้เช่าชนะคดี แต่ศาลอุทธรณ์ตัดสินให้ผู้ให้เช่าชนะคดี และศาลฎีกาก็ยืนยันตามคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ โดยศาลฎีกาให้เหตุผลแบบเข้าใจง่ายๆ ตามนี้

1. การต่ออายุสัญญาเช่าที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าถือเป็นโมฆะ: ศาลฎีกาพบว่าข้อตกลงใดๆ ในช่วงเริ่มต้นสัญญาเช่าที่ให้ต่ออายุสัญญาเช่าเกิน 30 ปีถือเป็นโมฆะตามกฎหมายไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาลฎีกาถือว่าข้อตกลงดังกล่าวหลีกเลี่ยงมาตรา 540 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย ซึ่งระบุว่า “ห้ามเช่าอสังหาริมทรัพย์เกินกว่า 30 ปี หากทำสัญญาเช่าเป็นระยะเวลานานกว่านั้น ระยะเวลาดังกล่าวจะต้องลดลงเหลือ 30 ปี หลังจากสัญญาเช่าสิ้นสุดลง สัญญาเช่าอาจต่ออายุได้ แต่การต่ออายุดังกล่าวจะต้องไม่เกิน 30 ปีนับจากวันที่ต่ออายุ” ศาลตัดสินว่าการพยายามทำสัญญาต่ออายุสัญญาเช่าในช่วงเริ่มต้นสัญญาเช่าถือเป็นความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายนี้ ทำให้เงื่อนไขดังกล่าวไม่มีผลทางกฎหมายตั้งแต่แรกเริ่ม

2. สัญญาต่ออายุสัญญาเช่าไม่ถือเป็นภาระผูกพันส่วนบุคคลที่บังคับใช้ได้ นอกจากการยกเลิกสัญญาต่ออายุที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าแล้ว ศาลยังปฏิเสธข้อโต้แย้งที่ว่าคำมั่นสัญญาของผู้ให้เช่าในการต่ออายุสัญญาเช่าสามารถบังคับใช้ได้ในฐานะภาระผูกพันส่วนบุคคล ศาลถือว่าคำมั่นสัญญาที่จะขยายสัญญาเช่าออกไปเกิน 30 ปีไม่ก่อให้เกิดสิทธิบังคับใช้แก่ผู้เช่าในเวลาที่ต่ออายุสัญญาเช่า ในทางกลับกัน ศาลถือว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะตั้งแต่แรก ซึ่งหมายความว่าแม้ว่าคู่สัญญาจะตกลงต่ออายุสัญญาเช่าในสัญญาฉบับแรก ผู้เช่าก็ไม่มีหนทางทางกฎหมายในการบังคับใช้เมื่อระยะเวลาเช่าฉบับแรกสิ้นสุดลง

คำตัดสินของศาลฎีกาครั้งนี้มีผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะในภูเก็ตแน่นอน เพราะมีหลายโครงการที่มีการขายแบบสัญญาเช่าระยะยาว และมีคำมั่นหรือมีตัวเลือกในการต่อสัญญาเช่าล่วงหน้าเป็น 60 -90 ปีด้วย ซึ่งอาจจะต้องมีการพิจารณาเงื่อนไขใหม่ไม่ให้ผิดกฎหมายถ้าอ้างอิงจากคำตัดสินของศาลฎีกา

กลุ่มคนที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ขายแบบสิทธิการเช่าพร้อมการต่อสัญญาเช่าล่วงหน้าไปแล้วก็เริ่มมีการรับรู้ว่าสิทธิในการต่อสัญญานั้นไม่สามารถบังคับได้ ซึ่งขัดกับสิ่งที่พวกเขารับรู้ ดังนั้น การขายหรือการซื้อนับจากนี้อาจจะพิจารณาที่สัญญาเช่า 30 ปีเป็นหลักเพื่อความสบายใจ

หรืออาจจะไม่กำหนดค่าเช่าไว้ที่ราคาเดิมแต่ให้กำหนดค่าเช่าใหม่ตามภาวะตลาด ณ วันที่ต้องต่อสัญญาใหม่

20/09/2024

ศาลยกฟ้อง! ผู้บริโภคถูกธนาคารฟ้อง หนี้บัตรเครดิต จากการถูกมิจฉาชีพแฮกแอปฯ บัตรเครดิต ก่อนเบิกสดไปบัญชีธนาคารแล้วดูดเงินออก หลังมิจฉาชีพหลอกเป็นเจ้าหน้าที่ที่ดิน แจ้งต้องชำระภาษีฯ วันสุดท้าย ให้เพิ่มเพื่อนทางไลน์หลอกกดลิงก์-ดาวน์โหลดแอปฯ-กรอกข้อมูลส่วนตัว ศาลฯ ชี้ ผู้บริโภครีบแจ้งธนาคารบัตรเครดิตทันทีแล้ว-เงินที่ถูกโจรกรรมเป็นเงินของธนาคาร ไม่ใช่เงินของผู้บริโภคฯ

วันที่ 19 กันยายน 2567 นายโสภณ หนูรัตน์ หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียน กรณีผู้บริโภคถูกมิจฉาชีพเข้าถึงแอปพลิเคชันบัตรเครดิต และเบิกถอนเงินสดออกไปยังบัญชีธนาคาร อีกทั้งยังถูกดูดเงินออกจากบัญชีธนาคาร จึงได้โทรศัพท์เพื่อแจ้งธนาคารและแจ้งความไว้ด้วย

ต่อมาผู้บริโภครายดังกล่าว ถูกธนาคารบัตรเครดิตฟ้องเนื่องจากไม่ได้ชำระค่าบริการตามรายการที่ถูกมิจฉาชีพเบิกถอน จึงมาร้องเรียนที่สภาผู้บริโภคเพื่อให้ช่วยเหลือด้านคดี

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2567 ศาลแขวงระยอง ได้มีคำพิพากษายกฟ้อง โดยสามารถสรุปสาระสำคัญได้ 4 ประการ ได้แก่

1) หลังจากเกิดเหตุ ผู้บริโภครีบแจ้งธนาคารบัตรเครดิตทันที ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันว่า ผู้บริโภคได้รีบดำเนินการเมื่อทราบเหตุ แต่เมื่อบริษัทฯ (บัตรเครดิต) ทราบเรื่องจากผู้บริโภคแล้ว กลับเพียงแจ้งให้ผู้บริโภคไปแจ้งความกับตำรวจและไม่ได้ดำเนินการอื่น เพื่อปกป้องไม่ให้เงินถูกถ่ายโอนไปยังบัญชีอื่น ๆ ต่อ

2) เงินที่ถูกโจรกรรมเป็นเงินของธนาคารบัตรเครดิต ไม่ใช่เงินของผู้บริโภคฯ

3) ธนาคารบัตรเครดิตฯ เป็นผู้ประกอบธุรกิจที่ให้บริการทางการเงินและเป็นเจ้าของเงินที่ถูกคนร้ายโจรกรรมไป สามารถสร้างเครือข่ายร่วมกับธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น เพื่อระงับหรือายัดเงินดังกล่าวไว้ชั่วคราวเพื่อตรวจสอบได้ แต่กลับไม่รวมกลุ่มกันเพื่อยกระดับการป้องกันภัยทุจริตดังกล่าว และ

4) แนวนโยบายการบริหารจัดการภัยทุจริตจากการทำธุรกรรมทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุถึงเรื่องการบริหารจัดการภัยทุจริตจากการทำธุรกรรมการชำระเงินผ่านบัตร โดยข้อ 3.2 กำหนดชัดเจนว่า “กรณีเหตุการณ์ทุจริตที่มีผู้ถือบัตรได้รับความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมชำระเงินผ่านบัตร และมีเหตุอันเชื่อได้ว่า ไม่ได้เกิดจากความผิดของผู้ถือบัตรหรือผู้ถือบัตรไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ผู้ให้บริการต้องเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้ถือบัตรอย่างครบถ้วน”

ดังนั้น เป็นความรับผิดชอบของธนาคารบัตรเครดิตฯ ที่ต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ควรมาฟ้องผู้บริโภคต่อศาล

หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองฯ กล่าวย้ำว่า การที่ธนาคารบัตรเครดิตฯ ฟ้องร้องผู้บริโภคในครั้งนี้ ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ศาลจึงมีคำสั่งยกฟ้อง

นายโสภณยังมองว่า การเรียกร้องให้ผู้บริโภคซึ่งเป็นลูกค้าให้รับผิด เป็นการใช้สิทธิโดยไม่เป็นธรรม และทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญาอันเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภค เนื่องจากผู้บริโภคไม่ได้เป็นผู้ทำธุรกรรมการเงินด้วยตัวเอง และเงินที่โอนออกไปไม่ใช่เงินของผู้บริโภค จึงไม่ควรผลักภาระให้ผู้บริโภครับผิดชอบหนี้สินบัตรเครดิตได้

“คำพิพากษาของศาลแขวงระยอง ถือเป็นมาตรฐานในการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งกำหนดหน้าที่ของผู้ให้บริการบัตรเครดิตจะต้องมีความรับผิดชอบต่อเงินที่ถูกโอนออกไปจากภัยทุจริตทางการเงินเอง ไม่ใช่มาฟ้องคดีให้ผู้บริโภครับผิด และคำพิพากษานี้ยังย้ำถึงหน้าที่ของธนาคารที่ต้องสร้างเครือข่าย ร่วมกับธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่นเพื่อระงับ ยับยั้ง หรืออายัดเงินที่ลูกค้าผู้ถือบัตรได้แจ้งเหตุว่า ถูกมิจฉาชีพหลอกลวงไว้ชั่วคราวเพื่อตรวจสอบโดยง่าย และย้ำอีกว่า ธนาคารต้องทำตามประกาศของแบงก์ชาติ จึงเห็นว่าธนาคารทุกธนาคาร สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการบัตรเครดิต ต้องยึดคำพิพากษานี้เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค และไม่ควรอุทธรณ์คดี” นายโสภณกล่าว

และว่า ข้อสังเกตหนึ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคคือ หากผู้บริโภคโดนมิจฉาชีพดูดเงิน ต้องรีบแจ้งธนาคารและแจ้งความกับตำรวจทันที ซึ่งจะช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ใจของผู้บริโภคว่าไม่ใช่ผู้ทำธุรกรรม และเป็นข้อสำคัญที่จะใช้ต่อสู้ในคดีด้วย

สำหรับรายละเอียดของคดีดังกล่าว นายโสภณเล่าว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2566 ผู้บริโภคได้รับโทรศัพท์จากมิจฉาชีพที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน แจ้งเตือนว่า ผู้ร้องต้องชำระภาษีที่อยู่อาศัยเป็นวันสุดท้าย โดยเสนอให้ชำระเงินผ่านช่องทางออนไลน์ บุคคลที่โทรศัพท์มามีข้อมูลเกี่ยวกับเลขที่โฉนดที่ดินของผู้บริโภค ทำให้หลงเชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่จริง

จากนั้นผู้บริโภครายดังกล่าวได้เพิ่มเพื่อนผ่านแอปฯ ไลน์และทำตามขั้นตอนที่มิจฉาชีพแนะนำ โดยกดลิงก์เพื่อดาวน์โหลดแอปฯ และกรอกข้อมูลส่วนตัว ระหว่างกระบวนการยืนยันตัวตน ผู้บริโภคเกิดสงสัยและหยุดดำเนินการ พร้อมปิดโทรศัพท์ แต่พบว่าในช่วงเวลาดังกล่าว บัตรเครดิตของตัวเอง ถูกใช้ในการขอเพิ่มวงเงินและเบิกถอนเงินสด 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 35,000 บาท ซึ่งถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยของผู้บริโภคเอง จากนั้นเงินถูกโอนออกไปยังบัญชีบุคคลอื่นที่ไม่รู้จัก

นายโสภณ กล่าวอีกว่า หลังจากรู้ตัว ผู้บริโภคพยายามขอความช่วยเหลือจากผู้ให้บริการบัตรเครดิต แต่ได้รับคำแนะนำให้ไปแจ้งความเพียงอย่างเดียว จึงได้ดำเนินการแจ้งความกับตำรวจและร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสภาผู้บริโภค ทั้งนี้ ผู้บริโภคยืนยันว่าหนี้บัตรเครดิตดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการกระทำของตัวเอง แต่เกิดจากการถูกมิจฉาชีพนำข้อมูลไปใช้ คณะอนุกรรมการกลั่นกรองการดำเนินคดี สภาผู้บริโภค ได้พิจารณาหลักฐานและข้อเท็จจริงแล้ว จึงมีมติให้ช่วยเหลือผู้บริโภครายดังกล่าว ในด้านการดำเนินคดีโดยได้แต่งตั้งทนายความเข้าช่วยเหลือจนกระทั่งศาลยกฟ้องในที่สุด

ประกาศใช้แล้ว ซื้อสินค้าออนไลน์จ่ายเงินปลายทาง ผู้บริโภคขอเปิดดูสินค้าได้ก่อนจ่ายเงินค่าสินค้า
08/07/2024

ประกาศใช้แล้ว ซื้อสินค้าออนไลน์จ่ายเงินปลายทาง ผู้บริโภคขอเปิดดูสินค้าได้ก่อนจ่ายเงินค่าสินค้า

“ขายทุเรียนอ่อน”  มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271  บัญญัติว่า ผู้ใดขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใดใดให้ผู้ซื้อหลงเช...
02/05/2024

“ขายทุเรียนอ่อน”
มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271  บัญญัติว่า ผู้ใดขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใดใดให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพหรือปริมาณแหล่งของนั้นอันเป็นเท็จถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงต้องระวังโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกิน 6000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ 

มีความผิด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522
บัญญัติว่า ผู้ใดโดยเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพคุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่นอันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโฆษณาหรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จหรือข้อความที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นว่านั้นต้องระวังโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกิน 50,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งกระทำความผิดซ้ำอีกผู้กระทำต้องระวังโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ 

ที่อยู่

997 ถนนประชาราษร์สาย 1 บางซื่อ กทม
Bangkok
10800

เบอร์โทรศัพท์

+66894444012

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คุ้มครองผู้บริโภคผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง คุ้มครองผู้บริโภค:

แชร์

ประเภท