เอนุภากร ทนายความ

เอนุภากร  ทนายความ ยินดีให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมายทุกก?

-ยินดีให้คะปรึกษาทางด้านกฎหมาย ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา
-ร่างสัญญาต่างๆเพื่อใช้ประกอบทางธุกกิจให้ถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุด
-แปลเอกสารพร้อมลงลายรับรองจากทนายความผู้มีอำนาจตามกฎหมาย
-รับซื้อขาย-ขายฝากที่ดิน จำนำทะเบียนรถ
-ขอวีซ่าพร้อมใบประกอบอาชีพในประเทศไทย ของแรงงานต่างด้าว พม่า ลาว กัมพูชา และประเทศต่างๆ

⚖️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3817/2568👩‍⚖️📌     โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มาตรา 362 และมาตรา ...
15/09/2026

⚖️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3817/2568👩‍⚖️📌

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มาตรา 362 และมาตรา 365 พร้อมขอให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง เสาคอนกรีต และลวดหนามออกไปจากทางเข้าออกอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ และขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารยุ่งเกี่ยวหรือรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ 🚧

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล จึงให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานบุกรุก ลงโทษจำคุก 6 เดือน และเมื่อทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง จึงลดโทษหนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน พร้อมสั่งให้รื้อถอนเสาคอนกรีตและลวดหนามออกจากทางเข้าออกที่ดิน และห้ามรบกวนการครอบครอง ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ⚖️

คดีแพ่งก่อนหน้านี้ถึงที่สุดแล้วว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน และมีการบังคับคดีขับไล่จำเลยที่ 1 ออกไป โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รื้อถอนสิ่งกีดขวางและส่งมอบการครอบครองที่ดินให้โจทก์ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 🏡

ต่อมาในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 จำเลยทั้งสองกลับนำเสาคอนกรีตและลวดหนามไปปักขึงตลอดแนวไหล่ทางหลวงชนบทด้านหน้าที่ดินโจทก์ ซึ่งเป็นแนวเดียวกับประตูทางเข้าออกเพียงทางเดียว ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของตนได้ 🚨

พยานโจทก์ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและเจ้าหน้าที่ตำรวจเบิกความสอดคล้องกันว่า หลังการบังคับคดีเสร็จสิ้นแล้ว ยังไม่มีเสาและลวดหนามใด ๆ จนกระทั่งจำเลยทั้งสองกลับมาปักเสาและล้อมลวดหนามในวันถัดมา และจำเลยทั้งสองก็ยอมรับว่าเป็นผู้ดำเนินการดังกล่าวจริง 🧱

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การปักเสาและลวดหนามจะอยู่ในเขตไหล่ทางหลวงชนบทซึ่งเป็นทางสาธารณะ แต่ผลของการกระทำคือการปิดกั้นไม่ให้โจทก์เข้าออกที่ดินของตน ถือเป็นการล่วงล้ำอำนาจการครอบครองและเป็นการรบกวนการครอบครองโดยปกติสุข 🚫

ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 6 เดือน ลดโทษหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 4 เดือน ⚖️

#คดีบุกรุก
#ปิดทางเข้าออก
#รบกวนการครอบครอง
#ทางสาธารณะ
#กฎหมายอาญา
#ฎีกา
#เอนุภากรทนายความ✨👩‍⚖️⚖️

📌💍🥹🖤 #เหตุฟ้องหย่า  👉ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์                    มาตรา 1516 ⚖️💔❓หลายคนเข้าใจผิดว่า “ไม่รักกันแล้ว” ...
15/09/2026

📌💍🥹🖤 #เหตุฟ้องหย่า
👉ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1516 ⚖️💔

❓หลายคนเข้าใจผิดว่า “ไม่รักกันแล้ว” หรือ “แยกกันอยู่” ก็สามารถฟ้องหย่าได้ทันที แต่ความจริงแล้ว การฟ้องหย่าต่อศาลต้องอาศัยเหตุที่กฎหมายกำหนดไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516

✨ ตัวอย่างเหตุฟ้องหย่าที่พบบ่อย ได้แก่

✅ 1. อีกฝ่ายมีชู้ หรือยกย่องผู้อื่นฉันสามีหรือภริยา

✅ 2. ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
เช่น เล่นการพนันอย่างหนัก ติดยาเสพติด หรือมีพฤติกรรมที่ทำให้ชีวิตคู่ดำเนินต่อไปไม่ได้

✅ 3. ทำร้ายร่างกาย หรือทรมานอีกฝ่าย
รวมถึงการทำร้ายจิตใจอย่างร้ายแรงจนไม่อาจอยู่ร่วมกันได้

✅ 4. จงใจละทิ้งร้าง
อีกฝ่ายทอดทิ้งคู่สมรสเกิน 1 ปี หรือออกจากบ้านโดยไม่มีเหตุอันสมควร

✅ 5. ถูกศาลพิพากษาจำคุก
หากการต้องโทษจำคุกทำให้คู่สมรสได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร

✅ 6. สมัครใจแยกกันอยู่
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งศาลเกิน 1 ปี

✅ 7. สูญหาย
อีกฝ่ายเป็นบุคคลสาบสูญ หรือหายไปเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

✅ 8. ไม่อุปการะเลี้ยงดู หรือกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง

📖 มาตรา 1516 ยังมีเหตุฟ้องหย่าอื่น ๆ อีกหลายกรณี โดยศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในแต่ละคดี

⚠️ การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล ไม่ใช่เพียงแค่บอกว่า “หมดรัก” แต่ต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่ามีเหตุหย่าตามที่กฎหมายบัญญัติไว้

📌 หากกำลังมีปัญหาชีวิตคู่ ควรศึกษาสิทธิและหน้าที่ของตนเองก่อนดำเนินการตามกฎหมาย

ติดต่อสอบถามกฎหมาย
📞 090-245-1536
📍เพจ : เอนุภากร ทนายความ⚖️

👩‍⚖️ #เอนุภากรทนายความ #กฎหมายครอบครัว #ฟ้องหย่า #หย่า #มาตรา1516 #กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ #ความรู้กฎหมาย #ทนายความ🚗⚖️

👩‍⚖️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 266/2569⭐️⭐️⭐️⚖️📌 ศาลฎีกาวางหลักสำคัญ“การแจ้งความ ไม่จำเป็นต้องระบุฐานความผิด ก็เป็นคำร้องทุกข์ไ...
14/09/2026

👩‍⚖️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 266/2569⭐️⭐️⭐️

⚖️📌 ศาลฎีกาวางหลักสำคัญ
“การแจ้งความ ไม่จำเป็นต้องระบุฐานความผิด ก็เป็นคำร้องทุกข์ได้” 🚨

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 341 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 1,599,930 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

🏛️ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้ประทับฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

❌ จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

⚖️ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (ที่ถูกต้องประกอบด้วยมาตรา 83) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 40 กระทง จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวมจำคุก 40 เดือน ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,496,930 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กันยายน 2566) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามที่พระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

📌 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

⚖️ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีส่วนอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

📌 โจทก์ฎีกา

🔎 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นเท้าแชร์ เปิดเล่นแชร์ผ่านโปรแกรมเฟซบุ๊ก ชื่อกลุ่ม “ช.” ลักษณะเป็นกลุ่มปิด มีสมาชิก 120 คน สมาชิกในกลุ่มสามารถจองวงเล่นแชร์ได้คนละหลายมือและคนละหลายวง แต่ละวงแชร์มีสมาชิกเล่นไม่เกินวงละ 10 คน สมาชิกมือต้นจะได้รับเงินก่อนแต่ต้องเป็นผู้เสียดอกเบี้ย ส่วนสมาชิกมือท้ายจะได้รับเงินช้าแต่จะได้ดอกเบี้ยจากสมาชิกมือต้นด้วย

💰 โจทก์เป็นสมาชิกกลุ่ม “ช.” เมื่อระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม 2564 ถึงวันที่ 23 ตุลาคม 2564 โจทก์เข้าร่วมเล่นแชร์กับสมาชิกกลุ่ม “ช.” รวม 40 วง เป็นแชร์รายวัน 39 วง และแชร์ราย 15 วัน 1 วง รวมเงินที่โจทก์ลงในวงแชร์ทั้งสิ้น 1,599,930 บาท

📢 ต่อมาวันที่ 24 ตุลาคม 2564 จำเลยที่ 1 ประกาศแจ้งเลิกบ้านแชร์ (ล้มวงแชร์) ทั้ง 40 วง ให้เหตุผลตามประกาศว่า เนื่องจากลูกแชร์มือบนเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องไม่สามารถส่งเงินค่าแชร์ให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1 เก็บเงินจากลูกแชร์มือบนไม่ได้จึงไม่มีเงินส่งค่าแชร์ให้แก่ลูกแชร์มือล่าง ซึ่งขณะจำเลยที่ 1 ประกาศล้มวงแชร์นั้น โจทก์ยังไม่ถึงมือที่จะได้รับเงินแชร์ทั้ง 40 วง

📍 โจทก์ทวงถามเงินจากจำเลยที่ 1 แล้วแต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ชำระคืนให้ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 โจทก์กับพวกไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรขุนทะเล

⚖️ สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ประทับรับฟ้อง คดีในส่วนจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

📌 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกมีว่า รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเป็นคำร้องทุกข์ดำเนินคดีตามกฎหมายหรือไม่

👨‍⚖️ ศาลฎีกาเห็นว่า การร้องทุกข์นั้น กฎหมายไม่ได้กำหนดรูปแบบว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร เป็นแต่ต้องได้ความว่าเป็นการแสดงเจตนาแจ้งความให้ดำเนินคดีอาญาเท่านั้น

📝 คดีนี้โจทก์เป็นผู้ร่วมเล่นแชร์เป็นเงินจำนวนมากในวงแชร์ที่จำเลยที่ 1 เท้าแชร์เพิ่งประกาศล้มวงไป ทั้งยังไม่ได้รับเงินคืนจากจำเลยที่ 1 การที่โจทก์มาแจ้งความตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ซึ่งมีข้อความว่า “…โจทก์กับพวก…ได้รับความเสียหาย…มอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย…” ย่อมแสดงให้เห็นชัดว่า โจทก์ประสงค์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1

✅ แม้โจทก์จะ ไม่ได้ระบุฐานความผิด หรือ อ้างบทกฎหมาย ก็ไม่ทำให้คำร้องทุกข์เสียไป เพราะการวินิจฉัยว่าการกระทำเป็นความผิดฐานใด เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานและศาล

📖 จึงถือเป็นคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) และมาตรา 123 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

⏳ เมื่อโจทก์ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึง ไม่ขาดอายุความ และโจทก์มีอำนาจฟ้อง

❌ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า การแจ้งความเป็นเพียงเรื่องแพ่ง ไม่ใช่คำร้องทุกข์ และคดีขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

📌 ส่วนประเด็นว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาจึงเห็นสมควร ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 และย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัย แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

⚖️👩‍⚖️ #คำพิพากษาศาลฎีกา #คำร้องทุกข์ #แชร์ออนไลน์ #ฉ้อโกง #กฎหมายอาญา #วิธีพิจารณาความอาญา #ฎีกาน่าสนใจ #เอนุภากรทนายความ #สาระกฎหมาย📚❓

⚖️ จารีตประเพณี…มีผลต่อกฎหมายมากแค่ไหน?🤔หลายคนอาจคิดว่า “จารีตประเพณี” เป็นเพียงสิ่งที่คนในสังคมปฏิบัติสืบต่อกันมา และไม...
14/09/2026

⚖️ จารีตประเพณี…มีผลต่อกฎหมายมากแค่ไหน?

🤔หลายคนอาจคิดว่า “จารีตประเพณี” เป็นเพียงสิ่งที่คนในสังคมปฏิบัติสืบต่อกันมา และไม่มีความเกี่ยวข้องกับกฎหมาย

แต่ในความเป็นจริง ❗️
จารีตประเพณีสามารถมี “บทบาททางกฎหมาย” ได้ในบางกรณี

📌 จารีตประเพณี คืออะไร?

โดยทั่วไป หมายถึง แนวทางหรือแบบแผนการปฏิบัติที่คนในสังคมถือปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลานาน จนเกิดการยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติ

⚖️ แล้วมีผลต่อกฎหมายอย่างไร?

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วางหลักสำคัญไว้ว่า

“กฎหมายนั้น ต้องใช้ในบรรดากรณีที่ต้องด้วยบทบัญญัติใด ๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษรหรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้น ๆ”

และหากไม่มีบทกฎหมายที่จะปรับใช้กับกรณีนั้น กฎหมายกำหนดให้พิจารณาตาม “จารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น”

หากยังไม่มีจารีตประเพณีที่จะปรับใช้ จึงพิจารณาโดยอาศัย “เทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง” และหากไม่มีบทกฎหมายใกล้เคียง ก็วินิจฉัยตาม “หลักกฎหมายทั่วไป”

🔎 เพราะฉะนั้น…

จารีตประเพณีไม่ได้มีอำนาจแทนที่กฎหมายโดยทั่วไป

แต่กฎหมาย “เปิดช่อง” ให้จารีตประเพณีเข้ามามีบทบาทในการวินิจฉัยคดีได้ เมื่อไม่มีกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่ใช้บังคับโดยตรง

💡 พูดง่าย ๆ คือ

👉กฎหมายลายลักษณ์อักษร
➡️ จารีตประเพณี
➡️ เทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง
➡️ หลักกฎหมายทั่วไป

จึงอาจกล่าวได้ว่า

“จารีตประเพณีไม่ใช่กฎหมายทุกกรณี แต่ในกรณีที่กฎหมายเปิดช่อง จารีตประเพณีสามารถเข้ามามีผลต่อการวินิจฉัยคดีได้”

⚠️ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เพียงเพราะ “คนส่วนใหญ่ทำกัน” แล้วจะกลายเป็นจารีตประเพณีทางกฎหมายทันที ต้องพิจารณาถึงลักษณะการปฏิบัติ ความต่อเนื่อง การยอมรับ และบริบทของท้องถิ่นประกอบด้วย

📚 หลักสำคัญที่ควรรู้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4

⚖️ กฎหมายไม่ได้มีเพียงตัวบทที่เขียนไว้เท่านั้น แต่การทำความเข้าใจ “ที่มาและบริบทของสังคม” ก็มีความสำคัญในการใช้กฎหมายเช่นกัน

ติดต่อสอบถามกฎหมาย
📞 090-245-1536
📍เพจ : เอนุภากร ทนายความ⚖️

❗️❗️ #กฎหมายใกล้ตัว #จารีตประเพณี🌙
#ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
#ความรู้กฎหมาย #กฎหมายไทย
#เอนุภากรทนายความ👩‍⚖️⚖️

👩‍⚖️⚖️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 157/2569⭐️⭐️⭐️⚖️👧 ศาลฎีกาวางหลัก! ผู้ซื้อบริการทางเพศที่ควรสงสัยว่าเป็นเด็ก มีหน้าที่ตรวจสอบอา...
11/09/2026

👩‍⚖️⚖️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 157/2569⭐️⭐️⭐️

⚖️👧 ศาลฎีกาวางหลัก! ผู้ซื้อบริการทางเพศที่ควรสงสัยว่าเป็นเด็ก มีหน้าที่ตรวจสอบอายุ 🚨

👉โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 และมาตรา 317 โดยกล่าวหาว่า จำเลยกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี และพรากเด็กไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร

🏛️ ศาลชั้นต้น พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดทั้ง 2 ฐาน ลงโทษจำคุกรวม 6 ปี 8 เดือน

🏛️ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ โดยยกฟ้องฐานพรากเด็ก และรอการลงโทษจำคุกในความผิดฐานกระทำชำเราเด็ก

⚖️ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

👧 ผู้เสียหายมีอายุเพียง 14 ปีเศษ

📱 แม้ในตอนแรกจำเลยจะเข้าใจจากโฆษณาในสื่อสังคมออนไลน์ว่าผู้เสียหายเป็นผู้ใหญ่ แต่เมื่อพบตัวจริงแล้ว จำเลยยอมรับเองว่า ผู้เสียหายมีรูปร่างหน้าตาไม่ตรงกับภาพที่โฆษณา และคิดว่าน่าจะอายุไม่ถึง 18 ปี

🔍 เมื่อจำเลยเกิดข้อสงสัยดังกล่าว ย่อมมีหน้าที่ตรวจสอบอายุของผู้เสียหายให้แน่ชัดก่อน แต่จำเลยกลับไม่ตรวจสอบ และยังตกลงซื้อบริการทางเพศกับผู้เสียหาย

📌 ศาลฎีกาวางหลักว่า การอ้างว่า “เข้าใจว่าเป็นผู้ใหญ่” ไม่อาจใช้เป็นข้อแก้ตัวได้ หากพฤติการณ์ทำให้ผู้กระทำควรสงสัยและสามารถตรวจสอบอายุได้

📖 สำหรับความผิดฐาน พรากเด็ก ตามมาตรา 317 ศาลฎีกาอธิบายว่า คำว่า “พราก” หมายถึง การพาหรือแยกเด็กออกจากอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครอง ไม่จำกัดว่าจะใช้วิธีการใด และไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ชักชวน

ดังนั้น แม้เด็กจะเป็นผู้เดินทางมาพบจำเลยเอง แต่เมื่อจำเลยกระทำต่อเด็กในลักษณะดังกล่าว ย่อมเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้ปกครอง และเป็นความผิดฐานพรากเด็กอีกกระทงหนึ่ง

🚫 ศาลฎีกายังเห็นว่า การแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กเป็นความผิดร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อเด็กและสังคม จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุก

📌 ศาลฎีกาพิพากษาแก้

✅ ให้จำเลยมีความผิดฐานพรากเด็กตามมาตรา 317 วรรคสาม เพิ่มอีก 1 กระทง

⚖️ รวมโทษจำคุกทั้งสิ้น 6 ปี 8 เดือน

❌ ไม่รอการลงโทษ
❌ ไม่คุมความประพฤติ
❌ ไม่ปรับ

💡 ข้อคิดทางกฎหมาย

👧💡❌การคุ้มครองเด็กเป็นเจตนารมณ์สำคัญของกฎหมาย หากผู้กระทำมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้เสียหายยังเป็นเด็ก ย่อมมีหน้าที่ตรวจสอบอายุให้แน่ชัด มิฉะนั้นอาจต้องรับผิดทั้งฐานกระทำชำเราเด็กและฐานพรากเด็กตามกฎหมาย

ติดต่อสอบถามกฎหมาย
📞 090-245-1536
📍เพจ : เอนุภากร ทนายความ⚖️

⚖️📚 #กฎหมายน่ารู้ #คำพิพากษาศาลฎีกา #มาตรา277 #มาตรา317 #พรากเด็ก #คุ้มครองเด็ก #กฎหมายอาญา #เอนุภากรทนายความ

⚖️📦 ร้านค้าใส่ข้อความในกล่องสินค้า“หากให้คะแนนต่ำกว่า 3 ดาว จะดำเนินคดีอาญา”❓ ข้อความเช่นนี้ มีผลตามกฎหมายหรือไม่?⭐ การใ...
11/09/2026

⚖️📦 ร้านค้าใส่ข้อความในกล่องสินค้า

“หากให้คะแนนต่ำกว่า 3 ดาว จะดำเนินคดีอาญา”

❓ ข้อความเช่นนี้ มีผลตามกฎหมายหรือไม่?

⭐ การให้คะแนนสินค้า 1–5 ดาว เป็นการแสดงความคิดเห็นของผู้บริโภคจากประสบการณ์ในการใช้สินค้าและบริการ

✅ การให้คะแนนต่ำเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ความผิดอาญา

⚠️ อย่างไรก็ตาม การดำเนินคดีอาญาจะพิจารณาจาก ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เป็นรายกรณี เช่น
🔹 เผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จ
🔹 ใส่ความจนทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง
🔹 ใช้ถ้อยคำที่เข้าข่ายหมิ่นประมาท

กรณีดังกล่าว จึงอาจมีประเด็นความรับผิดตามกฎหมายได้

💬 ในทางกลับกัน หากผู้บริโภครีวิวจาก ประสบการณ์จริง
✔️ แสดงความคิดเห็นโดยสุจริต
✔️ ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง
✔️ มีหลักฐานรองรับ

ย่อมเป็นการใช้สิทธิที่กฎหมายรับรอง

🚫 ส่วนการที่ร้านค้าใช้ข้อความว่า

“หากให้คะแนนต่ำกว่า 3 ดาว จะดำเนินคดีอาญา”

➡️อาจถูกมองว่าเป็นการใช้ ถ้อยคำเชิงข่มขู่หรือกดดันผู้บริโภค จนไม่กล้าให้คะแนนหรือแสดงความคิดเห็นตามความเป็นจริง ซึ่งไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมในการจัดการข้อร้องเรียนของลูกค้า

📌 ข้อแนะนำทางกฎหมาย

👤 สำหรับผู้บริโภค
✅ รีวิวตามข้อเท็จจริง
✅ ใช้ถ้อยคำสุภาพ
✅ เก็บหลักฐานการซื้อขายและการติดต่อไว้

🏪 สำหรับผู้ประกอบการ
✅ ใช้สิทธิทางกฎหมายเมื่อพบการรีวิวอันเป็นเท็จหรือเป็นการใส่ความ
❌ ไม่ควรใช้ข้อความข่มขู่เพื่อกดดันให้ลูกค้าให้คะแนนสูง

⚖️ สรุป

สิทธิในการรีวิวเป็นสิทธิของผู้บริโภค ✍️
แต่ต้องใช้โดยสุจริตและอยู่บนพื้นฐานของความจริง

⏳ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการก็มีสิทธิได้รับความคุ้มครองชื่อเสียงของตนเช่นกัน 🤝

❗️ทั้งสองฝ่ายควรใช้สิทธิของตนภายใต้กรอบของกฎหมาย

ติดต่อสอบถามกฎหมาย
📞 090-245-1536
📍เพจ : เอนุภากร ทนายความ⚖️

⚖️👩‍⚖️ #เอนุภากรทนายความ #สิทธิผู้บริโภค #รีวิวสินค้า #กฎหมายน่ารู้ #หมิ่นประมาท #กฎหมาย #ทนายความ #ความรู้กฎหมาย 📚❗️🥰

👩‍⚖️⚖️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2984/2569⭐️⭐️⭐️⚖️ บุตรมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า “การสมรสซ้อนของบิดา” เป็นโมฆะได้หรือไม่?📌 ...
10/09/2026

👩‍⚖️⚖️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2984/2569⭐️⭐️⭐️

⚖️ บุตรมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า “การสมรสซ้อนของบิดา” เป็นโมฆะได้หรือไม่?

📌 ข้อเท็จจริงโดยสรุป

โจทก์เป็นบุตรของนาย ก. หรือ ฐ. หรือ ป. กับนาง จ. ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส

ต่อมา บิดาของโจทก์จดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่นเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2524 💍

จากนั้นวันที่ 4 กันยายน 2529 บิดาของโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยอีกครั้ง โดยในขณะนั้น ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากับภริยาคนแรก

ต่อมาบิดาของโจทก์ถึงแก่ความตาย ⚰️

โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้ว จึงมีฐานะเป็นผู้สืบสันดานและเป็นทายาทโดยธรรมของบิดา 📜

ส่วนจำเลยได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก และศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดก

โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า การสมรสระหว่างบิดากับจำเลยเป็นโมฆะ

🏛️ ศาลชั้นต้น

พิพากษาว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างบิดาของโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ และให้แจ้งนายทะเบียนบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส

แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์จึงฎีกา ⚖️

🔎 ศาลฎีกาวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญคือ โจทก์เป็น “บุคคลผู้มีส่วนได้เสีย” ที่สามารถร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะได้หรือไม่

ศาลฎีกาเห็นว่า

👤 โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว จึงถือเป็นผู้สืบสันดานเช่นเดียวกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 และเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 (1)

ในขณะที่บิดาของโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยนั้น บิดายังมีภริยาเดิมอยู่ จึงเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 1452 ซึ่งบัญญัติห้ามบุคคลทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ และการสมรสดังกล่าวเป็นโมฆะตาม มาตรา 1495

💰 ประเด็นสำคัญอยู่ที่ “มรดก”

ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาของศาลแสดงว่าการสมรสกับจำเลยเป็นโมฆะ จำเลยยังมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมาย และเป็นทายาทโดยธรรม

จำเลยจึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งมรดกในฐานะคู่สมรสตาม มาตรา 1635 (1)

⚠️ ผลคือ ส่วนแบ่งมรดกของโจทก์ซึ่งเป็นบุตรย่อมลดลง

ดังนั้น การที่จำเลยยังมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของบิดา จึง กระทบโดยตรงต่อสิทธิของโจทก์ในการรับมรดก

โจทก์จึงถือเป็น “บุคคลผู้มีส่วนได้เสีย” สามารถร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1452 เป็นโมฆะได้ตาม มาตรา 1497 📚

และการที่โจทก์ใช้สิทธิดังกล่าว ไม่ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะโจทก์เป็นบุตรและไม่ได้มีส่วนร่วมในการสมรสซ้อนของบิดา

📌 อีกประเด็นที่สำคัญ

การสมรสที่เป็นโมฆะตามมาตรา 1452 ไม่ทำให้คู่สมรสเกิดสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม ตาม มาตรา 1499 วรรคสอง

⚖️ ผลคดี

ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

👉 การสมรสระหว่างบิดาของโจทก์กับจำเลย เป็นโมฆะ

👉 โจทก์เป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสีย สามารถร้องขอให้ศาลพิพากษาความเป็นโมฆะของการสมรสได้

📖 หลักกฎหมายที่ควรรู้

มาตรา 1452 — ห้ามสมรสในขณะที่มีคู่สมรสอยู่

มาตรา 1495 — การสมรสที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติตามที่กฎหมายกำหนด เป็นโมฆะ

มาตรา 1497 — บุคคลผู้มีส่วนได้เสียสามารถร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะได้

มาตรา 1499 วรรคสอง — การสมรสที่เป็นโมฆะตามมาตรา 1452 ไม่ทำให้เกิดสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม

มาตรา 1627 — บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว ถือเป็นผู้สืบสันดานเหมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย

มาตรา 1635 (1) — สิทธิของคู่สมรสในการรับมรดก

✨ สรุปสั้น ๆ

“บุตร” แม้ไม่ได้เป็นคู่สมรสในเรื่องการสมรสซ้อน แต่หากการสมรสนั้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิของตนในการรับมรดก บุตรย่อมเป็น บุคคลผู้มีส่วนได้เสีย และสามารถร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสซ้อนเป็นโมฆะได้

❗️ทั้งนี้ รายละเอียดและผลทางกฎหมายต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี ⚖️

“ไม่ได้เซ็น” แต่ศาลจะเชื่อไหม? ⚖️👉มีคนเอาสัญญามาฟ้องคุณในสัญญามีชื่อคุณ มีลายมือชื่อคุณ และอีกฝ่ายยืนยันว่า“คุณเป็นคนเซ็...
10/09/2026

“ไม่ได้เซ็น” แต่ศาลจะเชื่อไหม? ⚖️

👉มีคนเอาสัญญามาฟ้องคุณ
ในสัญญามีชื่อคุณ มีลายมือชื่อคุณ และอีกฝ่ายยืนยันว่า

“คุณเป็นคนเซ็นเอง”

แต่คุณยืนยันว่า ลายมือชื่อนั้นปลอม ✍️❌

เรื่องแบบนี้ไม่ได้จบด้วยการพูดว่า
“ฉันไม่ได้เซ็น”
หรือ “ลายเซ็นไม่เหมือน”

เพราะเมื่อเกิดข้อพิพาท สิ่งสำคัญคือ พยานหลักฐาน 🔎

ศาลอาจพิจารณา

🔹 ลายมือชื่อที่พิพาท
🔹 ตัวอย่างลายมือชื่อที่แท้จริง
🔹 ต้นฉบับเอกสาร
🔹 พยานที่เกี่ยวข้องกับการลงลายมือชื่อ
🔹 ผู้จัดทำหรือผู้เก็บรักษาเอกสาร
🔹 พฤติการณ์ในการทำเอกสาร
🔹 ผลการตรวจพิสูจน์เอกสารโดยผู้เชี่ยวชาญ 🔬

ลายมือชื่อ “คล้าย” ไม่ได้แปลว่าเป็นลายมือชื่อจริง

👉ในทางกลับกันลายมือชื่อ “ไม่เหมือน” ก็ไม่ได้แปลว่าปลอมโดยอัตโนมัติ

เพราะคนคนเดียวกันสามารถลงลายมือชื่อแตกต่างกันได้ในแต่ละครั้ง ✍️

หากถูกนำเอกสารที่มีลายมือชื่อของคุณมาอ้าง ทั้งที่คุณไม่ได้เป็นผู้ลงลายมือชื่อ

⚠️ อย่าทำลายเอกสาร
⚠️ อย่าแก้ไขต้นฉบับ
⚠️ เก็บหลักฐานและเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ให้ครบ

❗️เพราะรายละเอียดเล็ก ๆ ในเอกสาร อาจมีความสำคัญต่อการพิสูจน์ข้อเท็จจริง 📄

❗️และที่สำคัญ การพิสูจน์ว่าลายมือชื่อเป็นของจริงหรือเป็นลายมือชื่อปลอม ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของแต่ละคดีเป็นสำคัญ ไม่สามารถใช้คำตอบเดียวกับทุกกรณีได้

⚖️ เซ็นหรือไม่เซ็น อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที
แต่หากกลายเป็นข้อพิพาท ผลทางกฎหมายอาจตามมาอีกนาน

ติดต่อสอบถามกฎหมาย
📞 090-245-1536
📍เพจ : เอนุภากร ทนายความ⚖️

✒️✍️ #ลายมือชื่อปลอม #ปลอมเอกสาร #กฎหมายใกล้ตัว #กฎหมายแพ่ง #เอนุภากรทนายความ⚖️👩‍⚖️

👩‍⚖️⚖️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3538/2569⭐️⭐️⭐️👉โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371 ริบขวานเหล็...
09/09/2026

👩‍⚖️⚖️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3538/2569⭐️⭐️⭐️

👉โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371 ริบขวานเหล็กของกลาง 🪓

จำเลยให้การปฏิเสธ ❌

#ศาลชั้นต้น พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท 💸 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี 🏛️ รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบขวานเหล็กของกลาง 🪓

#จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ 📜
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษสำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ⚖️

#จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา 📝
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขวานเหล็กของจำเลยของกลางคดีนี้ซึ่งมีความยาวรวมด้าม 35 เซนติเมตร ฟันถูกผู้เสียหาย 1 ครั้ง คมขวานถูกขมับด้านซ้ายของผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดขอบไม่เรียบที่ขมับข้างซ้ายยาว 2 เซนติเมตร บาดแผลถลอกที่เหนือใบหูซ้ายยาว 3 เซนติเมตร บาดแผลฟกซ้ำที่ท้ายทอยและบาดแผลถลอกที่ศอกข้างขวา 🤕

👉คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ สำหรับความผิดฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลชั้นต้นลงโทษปรับ 1,000 บาท ความผิดฐานนี้จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ (4) แต่จำเลยอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้โดยเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวนั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนข้อนี้ จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีอาชีพรับเหมาก่อสร้างเล็ก ๆ น้อย ๆ วันเกิดเหตุจำเลยไปทวงเงินจากนางเดือนภริยาจำเลยตามที่นัดหมายไว้ โดยนำอุปกรณ์ เครื่องมือในการก่อสร้าง ได้แก่ สว่าน ลูกหมู และขวาน เก็บไว้ใต้เบาะรถจักรยานยนต์ 🛵 ถือว่าจำเลยเก็บขวานไว้อย่างมิดชิด ไม่ได้เปิดเผย และมีเหตุอันสมควรในการนำขวานอันเป็นอุปกรณ์ในการทำงานก่อสร้างไปด้วย ขวานไม่ใช่อาวุธโดยสภาพ จำเลยไม่มีความผิดฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร
เห็นว่า ลักษณะขวานของกลาง มีความยาวรวมด้าม 35 เซนติเมตร ความยาวของคมขวานประมาณ 2 นิ้วเศษ แม้จำเลยอ้างว่าขวานดังกล่าวเป็นอุปกรณ์ในการทำงานก่อสร้างของจำเลย แต่จำเลยไม่มีพยานบุคคลหรือพยานเอกสารมานำสืบสนับสนุน ประกอบกับขวานของกลางอยู่ใต้เบาะรถจักรยานยนต์ในสภาพพร้อมหยิบมาใช้ เชื่อได้ว่าจำเลยมีเจตนาจะใช้เป็นอาวุธ จึงเป็นอาวุธตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (5) เมื่อจำเลยใช้พาติดตัวไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ❌

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่
ปัญหาดังกล่าว ผู้เสียหายเบิกความว่า วันเกิดเหตุจำเลยจะมาเอาเงิน 10,000 บาทจากนางเดือน นางเดือนแจ้งว่ายังไม่มีเงิน จำเลยยืนรออยู่ที่ประตูด้านนอกอะพาร์ตเมนต์ ผู้เสียหายแจ้งจำเลยให้กลับไปก่อน จะมานั่งตรงนี้ไม่ได้เนื่องจากผู้เสียหายต้องดูแลความปลอดภัย จากนั้นจำเลยพูดทางโทรศัพท์กับบุคคลอีกคนหนึ่ง บุคคลดังกล่าวด่าทอด้วยคำหยาบคาย และจำเลยบอกว่าจะพาพวกมากระทืบผู้เสียหาย แล้วจำเลยเปิดเบาะรถจักรยานยนต์ ทำท่าจะหยิบขวานจากใต้เบาะรถจักรยานยนต์ ผู้เสียหายจึงถีบไปที่ด้านท้ายของรถจักรยานยนต์จนรถล้มลง หลังจากนั้นจำเลยจึงหยิบขวานที่อยู่ในเบาะรถจักรยานยนต์อีกครั้งหนึ่ง แล้วใช้มือจับขวานในลักษณะจามมาที่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายใช้มือซ้ายกันขวานไว้ ทำให้ขวานถากศีรษะผู้เสียหายเป็นบาดแผลที่ศีรษะ 🩸
เห็นว่า ผู้เสียหายเบิกความเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตรงกับที่ให้การในชั้นสอบสวนในสาระสำคัญ ทั้งยังสอดคล้องกับภาพที่บันทึกไว้ในกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งใกล้ที่เกิดเหตุ 📹 ซึ่งปรากฏเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายกับจำเลยมีปากเสียงกัน แล้วจำเลยเปิดเบาะรถจักรยานยนต์เพื่อหยิบสิ่งของบางอย่างผู้เสียหายจึงใช้เท้าถีบที่ท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลย หลังจากนั้นจำเลยเปิดเบาะรถจักรยานยนต์อีกครั้งในเวลาต่อเนื่องกัน แล้วหยิบขวานออกมาฟันไปที่ผู้เสียหาย คำเบิกความของผู้เสียหายจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง
ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าขณะจำเลยจะเดินกลับผู้เสียหายเดินตามมา จำเลยเปิดเบาะรถเพื่อจะหยิบบุหรี่แต่ผู้เสียหายถีบจำเลย จนรถจักรยานยนต์ล้มลงในลักษณะนอนขวาง ขวานไหลออกมาจากตัวรถ จำเลยหยิบขวานและแจ้งผู้เสียหายไม่ให้เข้ามา แต่ผู้เสียหายพุ่งเข้ามาหาจำเลย จำเลยจึงเงื้อขวานหลบออกมาในลักษณะชูขวานขึ้นเหนือศีรษะ ไม่มีเจตนาที่จะฟันผู้เสียหายนั้น เห็นได้ชัดว่าขัดแย้งกับภาพที่บันทึกไว้ในกล้องวงจรปิด ข้อนำสืบของจำเลยไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ❌

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยไม่พอใจที่ผู้เสียหายแจ้งให้จำเลยออกไปจากอะพาร์ตเมนต์ที่เกิดเหตุ จึงหยิบขวานจากใต้เบาะรถจักรยานยนต์ของจำเลยออกมา ผู้เสียหายพุ่งไปหาจำเลยเพื่อยื้อแย่งขวานและใช้มือกันไม่ให้จำเลยใช้ขวานฟันผู้เสียหาย เมื่อพิจารณาภาพถ่ายขวานของกลาง เห็นได้ว่าขวานของกลางมีความยาวของคมขวานประมาณ 2 นิ้วเศษ เป็นขวานขนาดเล็กเฉพาะความยาวของขวานรวมทั้งด้ามมีความยาว 35 เซนติเมตร หรือ 14 นิ้ว และมีสภาพเก่า แม้จำเลยใช้ขวานเป็นอาวุธฟันทำร้ายผู้เสียหาย แต่จำเลยกับผู้เสียหายไม่รู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน สาเหตุของการทำร้ายเป็นเพราะจำเลยไม่พอใจที่ผู้เสียหายไม่ยอมให้จำเลยรอภริยาจำเลยที่หน้าอะพาร์ตเมนต์ ซึ่งมิใช่เรื่องร้ายแรง
ประกอบกับผู้เสียหายมีบาดแผลฉีกขาดขอบไม่เรียบที่ขมับข้างซ้ายยาว 2 เซนติเมตร บาดแผลถลอกที่เหนือใบหูซ้ายยาว 3 เซนติเมตร บาดแผลฟกซ้ำที่ท้ายทอยและบาดแผลถลอกที่ศอกข้างขวา บาดแผลของผู้เสียหายใช้เวลารักษาประมาณ 7 วัน ซึ่งไม่ถือว่าเป็นบาดแผลฉกรรจ์ แสดงว่าจำเลยมิได้ใช้ขวานฟันผู้เสียหายโดยแรง ดังนี้ จำเลยมีเพียงเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเท่านั้น ไม่ใช่เจตนาฆ่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหาย แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ศาลย่อมลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการพิพากษาเกินกว่าคำฟ้อง ⚖️ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ✅

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาที่จำเลยอุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยป้องกันหรือบันดาลโทสะนั้นชอบหรือไม่
เห็นว่า การพิจารณาคดีอาญาเป็นการพิจารณาให้ได้ความจริงเพื่อพิพากษาลงโทษ หรือยกฟ้อง หรือวินิจฉัยว่ามีเหตุยกเว้นโทษ หรือลดหย่อนผ่อนโทษให้จำเลยหรือไม่ อย่างไร การพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพหรือปฏิเสธ หากมีกรณีที่ศาลพิจารณาได้ความจริงในทางใด ศาลก็มีอำนาจยกบทกฎหมายที่ต้องด้วยกรณีนั้นขึ้นปรับแก่ข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นได้ หากศาลมิได้ยกข้อกฎหมายข้อใดขึ้นปรับแก่ข้อเท็จจริงเรื่องใดซึ่งจำเลยเห็นว่าควรที่ศาลสูงจะได้พิจารณาวินิจฉัยเพราะอาจจะเป็นคุณแก่ตน จำเลยย่อมมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้

คดีนี้แม้จำเลยจะมิได้ยกปัญหาเรื่องการกระทำโดยป้องกันหรือบันดาลโทสะขึ้นต่อสู้ในคำให้การที่ศาลบันทึกหรือที่จำเลยยื่น ทำให้ศาลชั้นต้นมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย ต่อมาเมื่อการพิจารณาขึ้นสู่ศาลชั้นอุทธรณ์ จำเลยย่อมมีสิทธิยกเรื่องการกระทำโดยป้องกันหรือบันดาลโทสะขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยได้ โดยเฉพาะเมื่อคู่ความได้นำสืบพยานหลักฐานจนสิ้นกระแสความแล้ว เพราะย่อมเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้จำเลยจึงไม่ชอบ และเมื่อจำเลยได้ฎีกาปัญหานี้มาด้วยแล้ว จึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ✅

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า การที่จำเลยทำร้ายผู้เสียหายเป็นการกระทำโดยป้องกันหรือบันดาลโทสะหรือไม่
เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยไม่พอใจที่ผู้เสียหายแจ้งให้จำเลยออกไปจากอะพาร์ตเมนต์ที่เกิดเหตุ จำเลยเปิดเบาะรถจักรยานยนต์เพื่อหยิบขวานออกมา การที่ผู้เสียหายใช้เท้าถีบรถจักยานยนต์ของจำเลยเพื่อมิให้จำเลยหยิบขวานออกมา และการที่ผู้เสียหายพุ่งเข้าไปหาจำเลยโดยใช้แขนกันขวานไว้ ก็เพื่อมิให้จำเลยใช้ขวานฟันผู้เสียหายได้ถนัด การกระทำของผู้เสียหายไม่เป็นการข่มเหงรังแกจำเลย หรือมีเจตนาทำร้ายจำเลย ไม่เป็นการประทุษร้ายจำเลยอันเป็นการละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงอันจะทำให้จำเลยมีสิทธิป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
อีกทั้งการกระทำของผู้เสียหายไม่เป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมอันจะทำให้จำเลยอ้างเหตุบันดาลโทสะได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำเพื่อป้องกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 หรือบันดาลโทสะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ❌

#พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 6 เดือน 🏛️ ยกฟ้องความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ⚖️

⚖️ เซ็นสัญญาแล้ว เปลี่ยนใจยกเลิกได้ไหม?หลายคนเข้าใจว่า“ยังไม่ได้เริ่มทำสัญญา” หรือ “เพิ่งเซ็นไป”จึงสามารถเปลี่ยนใจและยกเ...
09/09/2026

⚖️ เซ็นสัญญาแล้ว เปลี่ยนใจยกเลิกได้ไหม?

หลายคนเข้าใจว่า
“ยังไม่ได้เริ่มทำสัญญา” หรือ “เพิ่งเซ็นไป”
จึงสามารถเปลี่ยนใจและยกเลิกได้ทันที

❌ ความจริงไม่ใช่ทุกกรณี

เมื่อสัญญาเกิดขึ้นโดยชอบแล้ว คู่สัญญาย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลง การจะ “เลิกสัญญา” โดยฝ่ายเดียว ต้องมี สิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาหรือตามกฎหมาย

📖 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386

“ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเลิกสัญญาโดยข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การเลิกสัญญานั้นย่อมทำได้ด้วยการแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายหนึ่ง”

ดังนั้น ก่อนจะบอกว่า
“เซ็นแล้ว แต่ไม่เอาแล้ว”
ควรตรวจสอบก่อนว่ามีเหตุที่กฎหมายหรือสัญญาเปิดทางให้เลิกได้หรือไม่

📌 กรณีที่อาจมีสิทธิบอกเลิกสัญญา

🔹 1. สัญญากำหนดสิทธิให้บอกเลิกได้
เช่น สัญญาระบุว่า หากฝ่ายหนึ่งผิดนัด อีกฝ่ายมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้

🔹 2. อีกฝ่ายผิดสัญญา
หากอีกฝ่ายไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ตกลงกันไว้ อาจเป็นเหตุให้คู่สัญญาอีกฝ่ายมีสิทธิบอกเลิกสัญญาตามกฎหมายได้

🔹 3. มีกฎหมายกำหนดให้เลิกสัญญาได้
สัญญาบางประเภทมีกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเลิกสัญญาไว้โดยเฉพาะ จึงต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป

❗ แล้วถ้า “แค่เปลี่ยนใจ” ล่ะ?

ถ้าไม่มีข้อสัญญาหรือบทกฎหมายที่ให้สิทธิบอกเลิก การที่ฝ่ายหนึ่งเพียงแค่ ไม่อยากทำต่อ ไม่ได้ทำให้สัญญาสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ

หากหยุดปฏิบัติตามสัญญาโดยไม่มีสิทธิ อาจกลายเป็น การผิดสัญญา และอาจต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่อีกฝ่าย

📝 ตัวอย่างใกล้ตัว

A ทำสัญญาจ้าง B ให้ทำงาน โดยตกลงราคาและกำหนดส่งงานเรียบร้อย

ต่อมา A เปลี่ยนใจ ไม่ต้องการให้ B ทำงานแล้ว และบอกว่า
“ขอยกเลิก เพราะยังไม่ได้เริ่มทำงาน”

กรณีนี้ไม่ได้หมายความว่า A จะยกเลิกได้เสมอไป ต้องกลับไปดูว่า
📌 สัญญากำหนดให้ยกเลิกได้หรือไม่
📌 มีเหตุที่กฎหมายให้สิทธิเลิกสัญญาหรือไม่
📌 มีการผิดสัญญาเกิดขึ้นหรือไม่
📌 การยกเลิกทำให้เกิดความเสียหายแก่อีกฝ่ายหรือไม่

⚠️ ข้อควรระวัง

ก่อนเซ็นสัญญา ควรอ่านให้ครบ โดยเฉพาะ
✔️ เงื่อนไขการบอกเลิกสัญญา
✔️ ระยะเวลาและกำหนดส่งมอบ
✔️ เงินมัดจำ/เงินล่วงหน้า
✔️ ค่าปรับ
✔️ ค่าเสียหาย
✔️ เงื่อนไขกรณีผิดนัด

เพราะคำว่า “ยกเลิกสัญญา” ไม่ได้หมายความว่า
“ยกเลิกแล้วไม่ต้องรับผิดอะไร” เสมอไป

⚖️ ก่อนเซ็นสัญญา คิดให้รอบคอบ
ก่อนยกเลิกสัญญา ตรวจสอบสิทธิให้ชัดเจน

ติดต่อสอบถามกฎหมาย
📞 090-245-1536
📍เพจ : เอนุภากร ทนายความ⚖️

⚖️💕 #กฎหมายใกล้ตัว #สัญญา #ยกเลิกสัญญา
#ผิดสัญญา #บอกเลิกสัญญา #กฎหมายแพ่ง
#เอนุภากรทนายความ #สาระกฎหมาย👩‍⚖️⭐️

ที่อยู่

Bangkok
10240

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เอนุภากร ทนายความผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง เอนุภากร ทนายความ:

ทางลัด

แชร์