เอนุภากร ทนายความ

เอนุภากร  ทนายความ ยินดีให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมายทุกก?

-ยินดีให้คะปรึกษาทางด้านกฎหมาย ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา
-ร่างสัญญาต่างๆเพื่อใช้ประกอบทางธุกกิจให้ถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุด
-แปลเอกสารพร้อมลงลายรับรองจากทนายความผู้มีอำนาจตามกฎหมาย
-รับซื้อขาย-ขายฝากที่ดิน จำนำทะเบียนรถ
-ขอวีซ่าพร้อมใบประกอบอาชีพในประเทศไทย ของแรงงานต่างด้าว พม่า ลาว กัมพูชา และประเทศต่างๆ

⚖️📚 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9490/2568⚖️ กฎหมายใหม่ใช้บังคับภายหลัง ผู้ต้องโทษจะได้ลดโทษเสมอหรือไม่?หลายคนเข้าใจว่า เมื่อมีกฎ...
12/08/2026

⚖️📚 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9490/2568

⚖️ กฎหมายใหม่ใช้บังคับภายหลัง ผู้ต้องโทษจะได้ลดโทษเสมอหรือไม่?

หลายคนเข้าใจว่า เมื่อมีกฎหมายใหม่ที่กำหนดโทษเบากว่า ผู้ต้องโทษย่อมได้รับการลดโทษทันที แต่ความจริง ไม่ใช่ทุกกรณี ❗

📌 ข้อเท็จจริง

💊 จำเลยร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนมาก (1,969 เม็ด และชนิดเกล็ด รวมสารบริสุทธิ์ 67.100 กรัม)

👮‍♂️ ขณะกระทำความผิด จำเลยเป็น เจ้าพนักงานของรัฐ จึงต้องรับโทษหนักขึ้นเป็น 3 เท่า

⚖️ ศาลพิพากษา

🔺จำคุกตลอดชีวิต
💰 ปรับ 3,000,000 บาท
🔺 รับสารภาพในชั้นสอบสวน ลดโทษ 1 ใน 3
คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน
💰 ปรับ 2,000,000 บาท

ต่อมามี ประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ ใช้บังคับ จำเลยจึงยื่นคำร้องขอให้ กำหนดโทษใหม่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

⚠️ ประเด็นที่ 1 ศาลชั้นต้นพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

👨‍⚖️ ศาลจังหวัดต้องมีผู้พิพากษา อย่างน้อย 2 คน เป็นองค์คณะ

แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องโดย ผู้พิพากษาเพียงคนเดียว จึงไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

➡️ ส่งผลให้คำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

⚠️ ประเด็นที่ 2 ศาลฎีกาวินิจฉัยเองเพื่อไม่ให้คดีล่าช้า

แม้กระบวนพิจารณาจะไม่ชอบ แต่เมื่อสำนวนขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาสามารถวินิจฉัยคำร้องได้เอง เพื่อไม่ต้องย้อนสำนวนกลับไปเริ่มกระบวนการใหม่

⚖️ ประเด็นที่ 3 หลักการกำหนดโทษใหม่ตาม มาตรา 3 (1)

การกำหนดโทษใหม่ทำได้ เฉพาะเมื่อกฎหมายใหม่ทำให้โทษที่ผู้ต้องโทษได้รับ “เบาลงจริง”

หากผลสุดท้ายยังรับโทษเท่าเดิม ย่อมไม่มีเหตุให้กำหนดโทษใหม่

💊 แม้กฎหมายใหม่เปลี่ยนหลักการกำหนดโทษ

กฎหมายใหม่ให้พิจารณา
✅ พฤติการณ์แห่งคดี
✅ บทบาทของผู้กระทำ
✅ ผลกระทบต่อการแพร่กระจายยาเสพติด

โดยศาลเห็นว่าเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากที่จำหน่ายให้สายลับผู้ล่อซื้อ มีลักษณะก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน จึงเข้าข่ายความผิดตาม ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2)

👮‍♂️ การเป็นเจ้าพนักงานของรัฐยังต้องรับโทษหนักขึ้น

แม้ใช้กฎหมายใหม่ ก็ยังบัญญัติให้พนักงานของรัฐที่กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต้องรับโทษ 3 เท่า เช่นเดิม

📌 เหตุใดศาลจึงไม่กำหนดโทษใหม่?

แม้กฎหมายใหม่จะทำให้โทษสูงสุดเป็น จำคุก 50 ปี

แต่คำพิพากษาเดิม

🔵จำคุกตลอดชีวิต
🔵เมื่อลดโทษ 1 ใน 3
🔵เหลือ 33 ปี 4 เดือน

หากใช้กฎหมายใหม่

✔️จำคุกสูงสุด 50 ปี
ลดโทษ 1 ใน 3
ก็ยังเหลือ 33 ปี 4 เดือน

📍 ผลสุดท้ายจำเลยได้รับโทษเท่าเดิม

จึงไม่มีเหตุที่จะกำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

✅ คำพิพากษาศาลฎีกา

⚖️ ยกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เนื่องจากกระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

แต่เมื่อวินิจฉัยเนื้อหาคดีแล้ว เห็นว่า กฎหมายใหม่ไม่ได้ทำให้จำเลยได้รับโทษเบาลงจริง

❌ จึงยกคำร้องขอกำหนดโทษใหม่ของจำเลย

📚 หลักกฎหมายสำคัญ: การขอกำหนดโทษใหม่ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) จะทำได้ก็ต่อเมื่อ กฎหมายใหม่ทำให้โทษที่ผู้ต้องโทษได้รับเบาลงจริง ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนอัตราโทษในบทบัญญัติ แต่ผลของโทษที่ต้องรับต้องลดลงด้วย จึงจะมีสิทธิได้รับการกำหนดโทษใหม่

📚💡 #เอนุภากรทนายความ #คำพิพากษาศาลฎีกา #ฎีกา9490_2568 #กฎหมาย #กฎหมายอาญา #ยาเสพติด #ประมวลกฎหมายยาเสพติด #ความรู้กฎหมาย #นักกฎหมาย #ทนายความ👩‍⚖️⚖️

🌷 วันแม่…ในมุมกฎหมาย ⚖️“ลูกมีหน้าที่เลี้ยงดูแม่” จริงหรือ?👉วันแม่อาจเป็นวันที่เรานึกถึงคำว่า “รัก”❓แต่ในทางกฎหมาย ความสั...
12/08/2026

🌷 วันแม่…ในมุมกฎหมาย ⚖️
“ลูกมีหน้าที่เลี้ยงดูแม่” จริงหรือ?

👉วันแม่อาจเป็นวันที่เรานึกถึงคำว่า “รัก”❓
แต่ในทางกฎหมาย ความสัมพันธ์ระหว่าง “บิดามารดาและบุตร” ยังมีเรื่องของสิทธิและหน้าที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

⚖️ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1563 บัญญัติว่า

“บุตรจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา”

📌 หมายความว่าอย่างไร?

👉กฎหมายกำหนดให้บุตรมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา ซึ่งเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ใช่เพียงเรื่องของความกตัญญูทางศีลธรรมเท่านั้น

❗️การอุปการะเลี้ยงดูอาจเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือในเรื่องที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ทั้งนี้ ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและความเหมาะสมของแต่ละครอบครัว

💙 ในทางกลับกัน กฎหมายก็กำหนดหน้าที่ของบิดามารดาไว้เช่นกัน

👉มาตรา 1564 กำหนดว่า
บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์

จึงเห็นได้ว่า กฎหมายให้ความสำคัญกับ “การดูแลซึ่งกันและกันในครอบครัว” ตั้งแต่บุตรยังอยู่ในวัยที่ต้องได้รับการดูแล จนเมื่อบิดามารดาเข้าสู่วัยที่อาจต้องได้รับการอุปการะจากบุตร

🌸 วันแม่จึงไม่ใช่เพียงวันที่เราซื้อดอกมะลิให้แม่

แต่อาจเป็นวันที่เราได้ย้อนกลับมาถามตัวเองว่า…

วันนี้เราได้ดูแลคนที่เคยดูแลเรามากแค่ไหน?

❗️เพราะกฎหมายอาจกำหนด “หน้าที่”แต่สิ่งที่ทำให้การดูแลแม่มีความหมายมากกว่าตัวบทกฎหมาย
คือ ความรัก ความกตัญญู และความใส่ใจ❤️👵

⚖️ ข้อควรรู้

👉การมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูตามมาตรา 1563 ไม่ได้หมายความว่า บุตรต้องรับผิดชอบทุกกรณีโดยไม่มีข้อจำกัด เพราะการบังคับใช้กฎหมายย่อมต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี

🌷 12 สิงหาคม วันแม่แห่งชาติ

“บางครั้ง…สิ่งที่แม่ต้องการ
อาจไม่ใช่ของขวัญราคาแพง
แต่อาจเป็นเพียงการได้เห็นลูกกลับมาดูแลแม่อีกครั้ง”

สุขสันต์วันแม่ 💙

ติดต่อสอบถามกฎหมาย
📞 090-245-1536
📍เพจ : เอนุภากร ทนายความ⚖️

#วันแม่ #วันแม่แห่งชาติ #มาตรา1563 🌼👵
#กฎหมายครอบครัว #ความรู้กฎหมาย
#ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ #กฎหมายใกล้ตัว #เอนุภากรทนายความ⚖️👩‍⚖️

👩‍⚖️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 266/2569⭐️⭐️⭐️⚖️📌 ศาลฎีกาวางหลักสำคัญ“การแจ้งความ ไม่จำเป็นต้องระบุฐานความผิด ก็เป็นคำร้องทุกข์ไ...
11/08/2026

👩‍⚖️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 266/2569⭐️⭐️⭐️

⚖️📌 ศาลฎีกาวางหลักสำคัญ
“การแจ้งความ ไม่จำเป็นต้องระบุฐานความผิด ก็เป็นคำร้องทุกข์ได้” 🚨

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 341 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 1,599,930 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

🏛️ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้ประทับฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

❌ จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

⚖️ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (ที่ถูกต้องประกอบด้วยมาตรา 83) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 40 กระทง จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวมจำคุก 40 เดือน ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,496,930 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กันยายน 2566) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามที่พระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

📌 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

⚖️ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีส่วนอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

📌 โจทก์ฎีกา

🔎 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นเท้าแชร์ เปิดเล่นแชร์ผ่านโปรแกรมเฟซบุ๊ก ชื่อกลุ่ม “ช.” ลักษณะเป็นกลุ่มปิด มีสมาชิก 120 คน สมาชิกในกลุ่มสามารถจองวงเล่นแชร์ได้คนละหลายมือและคนละหลายวง แต่ละวงแชร์มีสมาชิกเล่นไม่เกินวงละ 10 คน สมาชิกมือต้นจะได้รับเงินก่อนแต่ต้องเป็นผู้เสียดอกเบี้ย ส่วนสมาชิกมือท้ายจะได้รับเงินช้าแต่จะได้ดอกเบี้ยจากสมาชิกมือต้นด้วย

💰 โจทก์เป็นสมาชิกกลุ่ม “ช.” เมื่อระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม 2564 ถึงวันที่ 23 ตุลาคม 2564 โจทก์เข้าร่วมเล่นแชร์กับสมาชิกกลุ่ม “ช.” รวม 40 วง เป็นแชร์รายวัน 39 วง และแชร์ราย 15 วัน 1 วง รวมเงินที่โจทก์ลงในวงแชร์ทั้งสิ้น 1,599,930 บาท

📢 ต่อมาวันที่ 24 ตุลาคม 2564 จำเลยที่ 1 ประกาศแจ้งเลิกบ้านแชร์ (ล้มวงแชร์) ทั้ง 40 วง ให้เหตุผลตามประกาศว่า เนื่องจากลูกแชร์มือบนเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องไม่สามารถส่งเงินค่าแชร์ให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1 เก็บเงินจากลูกแชร์มือบนไม่ได้จึงไม่มีเงินส่งค่าแชร์ให้แก่ลูกแชร์มือล่าง ซึ่งขณะจำเลยที่ 1 ประกาศล้มวงแชร์นั้น โจทก์ยังไม่ถึงมือที่จะได้รับเงินแชร์ทั้ง 40 วง

📍 โจทก์ทวงถามเงินจากจำเลยที่ 1 แล้วแต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ชำระคืนให้ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 โจทก์กับพวกไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรขุนทะเล

⚖️ สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ประทับรับฟ้อง คดีในส่วนจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

📌 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกมีว่า รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเป็นคำร้องทุกข์ดำเนินคดีตามกฎหมายหรือไม่

👨‍⚖️ ศาลฎีกาเห็นว่า การร้องทุกข์นั้น กฎหมายไม่ได้กำหนดรูปแบบว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร เป็นแต่ต้องได้ความว่าเป็นการแสดงเจตนาแจ้งความให้ดำเนินคดีอาญาเท่านั้น

📝 คดีนี้โจทก์เป็นผู้ร่วมเล่นแชร์เป็นเงินจำนวนมากในวงแชร์ที่จำเลยที่ 1 เท้าแชร์เพิ่งประกาศล้มวงไป ทั้งยังไม่ได้รับเงินคืนจากจำเลยที่ 1 การที่โจทก์มาแจ้งความตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ซึ่งมีข้อความว่า “…โจทก์กับพวก…ได้รับความเสียหาย…มอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย…” ย่อมแสดงให้เห็นชัดว่า โจทก์ประสงค์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1

✅ แม้โจทก์จะ ไม่ได้ระบุฐานความผิด หรือ อ้างบทกฎหมาย ก็ไม่ทำให้คำร้องทุกข์เสียไป เพราะการวินิจฉัยว่าการกระทำเป็นความผิดฐานใด เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานและศาล

📖 จึงถือเป็นคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) และมาตรา 123 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

⏳ เมื่อโจทก์ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึง ไม่ขาดอายุความ และโจทก์มีอำนาจฟ้อง

❌ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า การแจ้งความเป็นเพียงเรื่องแพ่ง ไม่ใช่คำร้องทุกข์ และคดีขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

📌 ส่วนประเด็นว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาจึงเห็นสมควร ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 และย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัย แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

⚖️👩‍⚖️ #คำพิพากษาศาลฎีกา #คำร้องทุกข์ #แชร์ออนไลน์ #ฉ้อโกง #กฎหมายอาญา #วิธีพิจารณาความอาญา #ฎีกาน่าสนใจ #เอนุภากรทนายความ #สาระกฎหมาย📚❓

⚖️ รับจ้างทำ “บัตรประชาชนปลอม” ผิดอะไร? 🪪❓หลายคนอาจคิดว่า“แค่รับจ้างทำบัตรให้คนอื่น ไม่ได้เอาไปใช้เอง จะผิดไหม?”❌ ผิดได้...
11/08/2026

⚖️ รับจ้างทำ “บัตรประชาชนปลอม” ผิดอะไร? 🪪

❓หลายคนอาจคิดว่า
“แค่รับจ้างทำบัตรให้คนอื่น ไม่ได้เอาไปใช้เอง จะผิดไหม?”

❌ ผิดได้ แม้ไม่ได้เป็นคนใช้บัตรนั้นเอง

📚 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9727/2556

จำเลยรับจ้างจัดทำ บัตรประจำตัวประชาชนปลอม ให้แก่สายลับ โดยรับภาพถ่ายไปและนัดส่งมอบบัตรประชาชนปลอม

ต่อมาจำเลยนำบัตรประชาชนปลอมมาส่งมอบให้แก่สายลับ และถูกจับกุมพร้อมบัตรดังกล่าว

👉ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า⚖️
การนำบัตรประชาชนปลอมมาส่งมอบดังกล่าว ถือเป็นการนำเอกสารปลอมออกใช้แล้ว

เนื่องจาก 👉บัตรประจำตัวประชาชนเป็นเอกสารราชการ

จึงเป็นความผิดฐาน
🔴 ใช้เอกสารราชการปลอม
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 และ 268

และเกี่ยวข้องกับ พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 ด้วย

📌 ข้อคิดทางกฎหมาย

การรับจ้างทำบัตรประชาชนปลอม
ไม่ได้หมายความว่า “ไม่ใช้เองจึงไม่ผิด”

เพราะเพียงการจัดทำและนำบัตรปลอมออกส่งมอบตามข้อเท็จจริงในคดี ก็อาจเข้าข่าย การใช้เอกสารราชการปลอม ได้

⚖️ อ้างอิง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9727/2556

ติดต่อสอบถามกฎหมาย
📞 090-245-1536
📍เพจ : เอนุภากร ทนายความ⚖️

🆔 #บัตรประชาชนปลอม #กฎหมายอาญา
#ปลอมเอกสารราชการ #ใช้เอกสารราชการปลอม #ฎีกา9727_2556 #ความรู้กฎหมาย
#เอนุภากรทนายความ👩‍⚖️⚖️

👩‍⚖️⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกา3836/2568⭐️⭐️⭐️⚖️📚  ปลอมบัตรประชาชนแล้วนำไปใช้❓🚨 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม📌 ประมวลกฎหมาย...
10/08/2026

👩‍⚖️⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกา3836/2568⭐️⭐️⭐️

⚖️📚 ปลอมบัตรประชาชนแล้วนำไปใช้❓

🚨 โจทก์ฟ้อง
ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม
📌 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 264, 265, 268
📌 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14

👉พร้อมขอให้ริบบัตรประจำตัวประชาชนปลอมและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง 📱🪪

👥 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

⚖️ ศาลชั้นต้น

ศาลพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265

เนื่องจากจำเลยทั้งสอง ร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม และเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้นเอง จึงลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียว

🔹 จำคุกคนละ 2 ปี
🔹 ปรับคนละ 40,000 บาท

จำเลยทั้งสองรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78

➡️ คงจำคุกคนละ 1 ปี
➡️ ปรับคนละ 20,000 บาท

และให้ รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี ตามมาตรา 56

📌 ไม่ชำระค่าปรับ ให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
📌 ริบของกลาง

⚖️ ศาลอุทธรณ์ภาค 5

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้ โดยเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเกี่ยวข้องทั้ง

📌 ความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม
📌 ความผิดตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526

และเป็น การกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงต้องใช้หลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

โดยเลือกลงโทษตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชนฯ มาตรา 14 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด

🪪 จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมบัตรประจำตัวประชาชน และนำบัตรปลอมไปใช้

ศาลจึงลงโทษฐานร่วมกันปลอมบัตรประจำตัวประชาชนแต่กระทงเดียว

🔹 จำคุกคนละ 1 ปี
🔹 ลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 เนื่องจากรับสารภาพ

➡️ คงจำคุกคนละ 6 เดือน

❌ คราวนี้ศาลอุทธรณ์ ไม่รอการลงโทษจำคุก

📖 จำเลยทั้งสองฎีกา

จำเลยที่ 2 อ้างว่า ❝กระทำความผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และไม่ทราบว่าเป็นความผิด❞

แต่ศาลฎีกาเห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวเป็นการนำ ข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ในชั้นฎีกา และขัดกับคำรับสารภาพเดิม

🚫 จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง
ศาลฎีกา ไม่รับวินิจฉัย

🔍 ประเด็นสำคัญ : ใช้บัตรประชาชนปลอม ผิดตามกฎหมายใด?

จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชนฯ มาตรา 14 ไม่ได้บัญญัติให้ลงโทษฐาน “ใช้เอกสารราชการปลอม” จึงควรลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268

⚖️ ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย

เพราะ พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชนฯ มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (4) บัญญัติถึงกรณี

🪪 “ใช้หรือแสดงบัตร…อันเกิดจากการกระทำความผิดตาม (1) (2) หรือ (3)”

ดังนั้น กฎหมายดังกล่าว มีบทบัญญัติครอบคลุมถึงการใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอมอยู่แล้ว

และการใช้บัตรประชาชนปลอม เป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265

➡️ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงปรับบทกฎหมายและลงโทษตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชนฯ มาตรา 14 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ชอบแล้ว

❌ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

🚨 ประเด็นสำคัญที่สุด : ทำไมไม่รอลงโทษ?

จำเลยทั้งสองขอให้ศาลฎีกาพิจารณา รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุก

แต่ศาลฎีกาพิจารณาถึงพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า

🪪 จำเลยร่วมกันปลอมบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งเป็น เอกสารราชการ

➡️ แล้วนำบัตรปลอมไปใช้ในลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน

⚠️ การกระทำดังกล่าวเป็นการ ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง

และยังส่งผลกระทบต่อ

🏛️ ระบบการจัดเก็บข้อมูลทะเบียนราษฎร
🔐 ข้อมูลสำคัญของประเทศ
🇹🇭 ความมั่นคงของชาติ

ศาลฎีกาจึงเห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง

❓แม้จำเลยทั้งสองจะไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีเหตุอื่นที่อ้างมาในฎีกา ก็ยัง ไม่เพียงพอ ที่จะรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุก

📌 สรุปคำพิพากษา

❌ ไม่รอการลงโทษ
⚖️ จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 เดือน
🚫 ฎีกาฟังไม่ขึ้น
✅ พิพากษายืน

💡 ข้อคิดทางกฎหมาย

“บัตรประชาชนปลอม ไม่ใช่แค่เรื่องของเอกสารปลอม แต่การนำไปใช้ยังอาจกระทบต่อระบบทะเบียนราษฎรและความมั่นคงของประเทศ จึงเป็นเหตุสำคัญที่ศาลนำมาพิจารณาความร้ายแรงของคดี”

⚖️ กฎหมายใกล้ตัว รู้ไว้ก่อนเสียสิทธิ

ติดต่อสอบถามกฎหมาย
📞 090-245-1536
📍เพจ : เอนุภากร ทนายความ⚖️

#กฎหมาย #คำพิพากษาศาลฎีกา #ฎีกาน่ารู้ #บัตรประชาชนปลอม #เอนุภากรทนายความ👩‍⚖️⚖️

⚖️ รู้หรือไม่? การปกปิดความจริงตอนทำประกัน        อาจทำให้สัญญาประกันภัยมีปัญหาได้📚 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865...
10/08/2026

⚖️ รู้หรือไม่? การปกปิดความจริงตอนทำประกัน
อาจทำให้สัญญาประกันภัยมีปัญหาได้

📚 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865

"หากผู้เอาประกันภัยรู้อยู่แล้ว แต่ ไม่เปิดเผยข้อความจริง หรือแถลงข้อความอันเป็นเท็จในเรื่องที่เป็นสาระสำคัญต่อการรับประกันภัย และหากบริษัทประกันภัยทราบความจริงนั้นแล้ว อาจไม่รับประกัน หรืออาจเรียกเบี้ยประกันสูงขึ้น“

❗️กฎหมายจึงให้อำนาจบริษัทประกันภัย บอกล้างสัญญาประกันภัยได้

💡 ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ

นาย ก. ต้องการทำประกันชีวิต แต่รู้อยู่แล้วว่าตนมีโรคร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับการรับประกันภัย

ตอนกรอกใบคำขอเอาประกัน นาย ก. กลับตอบว่า
“ไม่มีโรคประจำตัว”

ต่อมาบริษัทประกันภัยตรวจพบข้อเท็จจริงดังกล่าว

กรณีนี้อาจเกิดปัญหาว่า นาย ก. ได้ ปกปิดข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญ ในการทำประกันหรือไม่

ถ้าเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 865 บริษัทประกันภัยอาจมีสิทธิบอกล้างสัญญาได้

📌 แต่ต้องระวัง!

ไม่ใช่ว่าแค่ตอบข้อมูลผิดหรือให้ข้อมูลไม่ครบแล้วบริษัทประกันจะบอกล้างสัญญาได้ทุกกรณี

ต้องพิจารณาว่า

1️⃣ ผู้เอาประกันภัย รู้อยู่แล้ว หรือไม่

2️⃣ มีการ ปกปิดหรือแถลงข้อความอันเป็นเท็จ หรือไม่

3️⃣ ข้อความนั้นเป็น สาระสำคัญต่อการรับประกันภัย หรือไม่

4️⃣ หากบริษัททราบความจริง บริษัทจะ ไม่รับประกัน หรือเรียกเบี้ยประกันสูงขึ้น หรือไม่

⚖️ สรุป

การทำประกันภัยไม่ใช่เพียงแค่จ่ายเบี้ยแล้วจะได้รับความคุ้มครองทุกกรณี แต่ข้อมูลที่ผู้เอาประกันภัยให้ไว้ตั้งแต่เริ่มทำสัญญาก็มีความสำคัญเช่นกัน

“อย่าปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญ เพราะสิ่งที่ไม่ได้บอกในวันทำประกัน อาจกลายเป็นปัญหาในวันที่ต้องเคลม”

📚 กฎหมายใกล้ตัว
รู้ไว้ก่อนเกิดปัญหา❗️❗️❗️

ติดต่อสอบถามกฎหมาย
📞 090-245-1536
📍เพจ : เอนุภากร ทนายความ⚖️

⚖️ #กฎหมายประกันภัย
#ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 📝
#มาตรา865 #ความรู้กฎหมาย 📚
#ประกันชีวิต #กรมธรรม์ #เอนุภากรทนายความ👩‍⚖️

⚖️ขอแสดงความเคารพต่อวิชาชีพกฎหมายใน วันรพี  7 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุ...
07/08/2026

⚖️ขอแสดงความเคารพต่อวิชาชีพกฎหมายใน วันรพี
7 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ผู้ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็น พระบิดาแห่งกฎหมายไทย

⚖️ 7 สิงหาคม “วันรพี”
รำลึกถึงพระบิดาแห่งกฎหมายไทย

“กฎหมาย” มิใช่เพียงบทบัญญัติในตัวหนังสือ
แต่คือเครื่องมือในการอำนวยความยุติธรรม
คุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และสร้างความสงบเรียบร้อยให้แก่สังคม

วันที่ 7 สิงหาคมของทุกปี เป็น “วันรพี”
เพื่อรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์
ผู้ทรงวางรากฐานระบบกฎหมายและศาลยุติธรรมไทย
จนได้รับการยกย่องให้เป็น พระบิดาแห่งกฎหมายไทย

สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย
วันรพีไม่ใช่เพียงวันแห่งการระลึกถึงอดีต
แต่เป็นเครื่องเตือนใจให้ยึดมั่นใน
✔ ความซื่อสัตย์
✔ ความเป็นธรรม
✔ ความรับผิดชอบต่อสังคม
✔ การใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน

“ความยุติธรรม จะเกิดขึ้นได้
เมื่อกฎหมายถูกใช้ด้วยความรู้ ความสุจริต และจิตสำนึก”

ขอน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ
และขอให้ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายทุกท่าน
ยืนหยัดรักษาความยุติธรรมเพื่อสังคมไทยตลอดไป

ติดต่อสอบถามกฎหมาย
📞 090-245-1536
📍เพจ : เอนุภากร ทนายความ⚖️

🧔‍♂️ #วันรพี #7สิงหาคม
#พระบิดาแห่งกฎหมายไทย
#กฎหมาย #ความยุติธรรม
#ทนายความ #นิติกร
#เอนุภากรทนายความ👩‍⚖️⚖️

✨⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8188/2568⭐️⭐️⭐️⚖️ ผู้ค้ำประกัน “ไล่เบี้ย” ได้แค่ไหน? จ่ายแทนลูกหนี้แล้ว จะเรียกคืนทั้งหมดได้จริง...
06/08/2026

✨⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8188/2568⭐️⭐️⭐️

⚖️ ผู้ค้ำประกัน “ไล่เบี้ย” ได้แค่ไหน? จ่ายแทนลูกหนี้แล้ว จะเรียกคืนทั้งหมดได้จริงหรือไม่? 💸📜

❓โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 656,103.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกัน ได้ชำระหนี้แทนจำเลยแก่เจ้าหนี้ไปแล้ว จึงมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลย 🔍

📌 จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

⚖️ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 656,103.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มิถุนายน 2565) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

📌 จำเลยอุทธรณ์

⚖️ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามที่กระทรวงการคลังอาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 เมษายน 2565 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

📌 โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

⚖️ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่คู่ความไม่ฎีกาคัดค้าน รับฟังเป็นยุติได้เบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2550 จำเลยกู้ยืมเงิน 150,000 บาท จากนางมาลีรัตน์ ตกลงจะชำระหนี้ให้เสร็จภายในวันที่ 30 เมษายน 2550 และยอมเสียดอกเบี้ย 10,000 บาท ทุกเดือนจนกว่าจะชำระต้นเงินครบถ้วน โดยมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 22243 ให้ยึดถือเป็นหลักประกัน และโจทก์ทำสัญญาค้ำประกันไว้

ต่อมาจำเลยผิดนัด โจทก์จึงชำระเงิน 350,000 บาท ให้แก่นางมาลีรัตน์แทนจำเลย เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2556 หลังจากนั้นโจทก์ไล่เบี้ยเอาจากจำเลยให้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยเพิกเฉย

📌 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า
โจทก์มีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยได้เพียงใด

⚖️ ศาลฎีกาเห็นว่า
ข้อความในหนังสือสัญญากู้เงินระบุว่า ในการกู้ยืมเงิน 150,000 บาท จำเลยยอมเสียดอกเบี้ย 10,000 บาท ทุกเดือนจนกว่าจะชำระต้นเงินครบถ้วน คิดเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 80 ต่อปี 😳

ซึ่งเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี อันเป็นโมฆะ ❌

ตาม
📖 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ประกอบมาตรา 654
และ
📖 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1)

โดยข้อเท็จจริงเรื่องการคิดดอกเบี้ยนี้ ปรากฏชัดจากหนังสือสัญญากู้เงินที่โจทก์อ้างส่งต่อศาลเอง จึงไม่จำเป็นต้องอาศัยพยานหลักฐานอื่นอีก

⚖️ อีกทั้ง แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การต่อสู้เรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะไว้ ศาลก็มีอำนาจหยิบยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยเองได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

📌 เมื่อดอกเบี้ยเป็นโมฆะ
เจ้าหนี้ย่อมไม่มีสิทธิบังคับเรียกดอกเบี้ยดังกล่าวได้เลย และผู้ค้ำประกันซึ่งชำระหนี้แทน ก็มีสิทธิไล่เบี้ยได้เพียงเท่าที่เจ้าหนี้มีสิทธิตามกฎหมายเท่านั้น ⚠️

ตาม
📖 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693
และมาตรา 229 (3)

ผู้ค้ำประกันจึงเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ได้เฉพาะหนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมาย ไม่อาจใช้สิทธิเกินไปกว่าเจ้าหนี้เดิมได้

⚖️ ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้จำเลยรับผิดเพียงต้นเงิน 150,000 บาท เพราะเป็นจำนวนที่เรียกได้ตามกฎหมาย

แต่ในส่วนดอกเบี้ยผิดนัดนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกัน มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยผิดนัดได้ตั้งแต่วันที่ชำระหนี้แทนเจ้าหนี้ คือวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2556 ไม่ใช่วันที่ 10 เมษายน 2565 ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนด

📌 ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้เป็นว่า
ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2556 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระอัตราร้อยละ 5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

💡 หลักสำคัญของคดีนี้คือ
“ผู้ค้ำประกันมีสิทธิไล่เบี้ยได้ แต่จะเรียกเกินกว่าสิทธิที่เจ้าหนี้มีตามกฎหมายไม่ได้”

📚 คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า
แม้ลูกหนี้จะยอมตกลงดอกเบี้ยกันเอง แต่หากเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ข้อตกลงส่วนนั้นย่อมตกเป็นโมฆะ และศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความจะไม่ได้ต่อสู้ประเด็นนี้ไว้ก็ตาม ⚖️

#กฎหมาย #ค้ำประกัน #ดอกเบี้ยเกินอัตรา #ผู้ค้ำประกัน #ไล่เบี้ย #กฎหมายแพ่ง #ทนายความ #ความรู้กฎหมาย #ฎีกาน่าสนใจ #เอนุภากรทนายความ👩‍⚖️

⚖️ ยืมรถคนอื่น…ไม่ได้มีหน้าที่แค่ “ขับแล้วคืน”    หลายคนเข้าใจว่า “ยืมรถมา แค่เติมน้ำมันแล้วคืนก็พอ”❓แต่ตามกฎหมาย ผู้ยืม...
06/08/2026

⚖️ ยืมรถคนอื่น…ไม่ได้มีหน้าที่แค่ “ขับแล้วคืน”

หลายคนเข้าใจว่า “ยืมรถมา แค่เติมน้ำมันแล้วคืนก็พอ”

❓แต่ตามกฎหมาย ผู้ยืมมีหน้าที่ดูแลรถที่ยืมมา เสมือนเป็นรถของตนเอง

📖 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 641

“ผู้ยืมจำต้องสงวนทรัพย์สินซึ่งยืมไปนั้น เสมือนวิญญูชนจะพึงสงวนทรัพย์สินของตนเอง”

🚗 ตัวอย่าง

นาย ก. ยืมรถของนาย ข. ไปใช้งาน

ระหว่างที่ยืม

❌ จอดรถโดยไม่ล็อกประตู จนรถถูกขโมย
❌ ขับรถด้วยความประมาทจนเกิดอุบัติเหตุ
❌ นำรถไปใช้งานหนักผิดจากที่ตกลงไว้ จนเครื่องยนต์เสียหาย

❗️หากความเสียหายเกิดจาก ความประมาทหรือการขาดความระมัดระวังของผู้ยืม ผู้ยืมอาจต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของรถ

❌แต่หากผู้ยืมได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเต็มที่แล้ว และความเสียหายเกิดจากเหตุสุดวิสัย การรับผิดย่อมต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

📌 สรุป

👉 ยืมรถ ไม่ใช่เพียงมีหน้าที่คืนรถ แต่ต้องดูแลรักษารถด้วยความระมัดระวัง เสมือนเป็นรถของตนเอง หากละเลยจนเกิดความเสียหาย ผู้ยืมอาจต้องรับผิดตามกฎหมาย

ติดต่อสอบถามกฎหมาย
📞 090-245-1536
📍เพจ : เอนุภากร ทนายความ⚖️

#เอนุภากรทนายความ👩‍⚖️😊
#กฎหมายใกล้ตัว⚖️
#ความรู้กฎหมาย
#กฎหมายแพ่ง
#สัญญายืมใช้คงรูป📝
#ยืมรถ
#หน้าที่ผู้ยืม
#รถยนต์
#สาระกฎหมาย
#ทนายความ💡⏳

👩‍⚖️⚖️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7717/2568 ⭐️⭐️⭐️⚖️📚 ฎีกาน่ารู้ | เจ้าของโกดังเรียก “ค่ารักษาทรัพย์” ได้หรือไม่?📌       คดีสืบเ...
05/08/2026

👩‍⚖️⚖️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7717/2568 ⭐️⭐️⭐️

⚖️📚 ฎีกาน่ารู้ | เจ้าของโกดังเรียก “ค่ารักษาทรัพย์” ได้หรือไม่?

📌 คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนอง ได้แก่ เครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะของจำเลยที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ภายในโกดังของผู้ร้อง เพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์

📌 ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ได้รับอนุญาตให้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์

📌 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนด ค่าใช้พื้นที่ในการรักษาทรัพย์ ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 จนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการบังคับคดี

❌ โจทก์และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

⚖️ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่ารักษาทรัพย์แก่ผู้ร้อง พร้อมดอกเบี้ย

⚖️ แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

📌 ผู้ร้องจึงฎีกา และศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

⚖️ ศาลฎีกาวินิจฉัย

📖 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 303 เมื่อมีการยึดสังหาริมทรัพย์ เจ้าพนักงานบังคับคดีอาจ

✅ นำทรัพย์มาเก็บรักษาเอง

✅ ฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่หรือแก่บุคคลที่เห็นสมควร

✅ หรือมอบให้ลูกหนี้เป็นผู้รักษาทรัพย์ โดยได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้

📌 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้มอบเครื่องจักรที่ยึดให้โจทก์เดิมเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ณ สถานที่ยึด และโจทก์เดิมมอบหมายให้ผู้ดูแลสถานที่เป็นผู้ดูแลทรัพย์แทน

📌 ต่อมาผู้ร้องขับไล่จำเลยออกจากพื้นที่เช่า ทำให้ผู้ดูแลเดิมไม่สามารถดูแลทรัพย์ต่อไปได้ แต่เครื่องจักรทั้งสองเครื่องยังคงอยู่ภายในโกดังของผู้ร้อง

แม้จะไม่มีคำสั่งแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้รักษาทรัพย์โดยตรง

⚖️ ศาลเห็นว่า ถือได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่ของผู้ร้องโดยปริยาย

เนื่องจากผู้ร้องต้องรับภาระดูแลทรัพย์ดังกล่าว และการดูแลรักษาทรัพย์เป็นประโยชน์ทั้งต่อเจ้าหนี้และการบังคับคดี

จึงมีเหตุอันสมควรกำหนด ค่ารักษาทรัพย์ ให้แก่ผู้ร้อง

💰 ศาลกำหนดค่ารักษาทรัพย์

📍 คิดตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2561

📍 ถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2563

⏳ รวม 2 ปี 6 เดือน 21 วัน

🏢 อัตราตามค่าเช่าโกดัง เดือนละ 7,500 บาท

💵 รวมเป็นเงิน 230,250 บาท

#ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้ผู้ร้องได้รับค่ารักษาทรัพย์จำนวนดังกล่าว

📚 หลักกฎหมายที่ได้จากคดีนี้

✅ แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะไม่ได้แต่งตั้งบุคคลใดเป็นผู้รักษาทรัพย์โดยตรง แต่หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ทรัพย์ถูกฝากไว้ในสถานที่ของบุคคลนั้นโดยปริยาย และบุคคลนั้นต้องรับภาระดูแลรักษาทรัพย์จริง ศาลอาจกำหนด ค่ารักษาทรัพย์ ให้ได้

✅ ค่ารักษาทรัพย์เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการบังคับคดี ซึ่งศาลมีอำนาจกำหนดตามความเหมาะสมแห่งพฤติการณ์ของคดี

⚖️ การบังคับคดีไม่ควรทำให้บุคคลภายนอกต้องรับภาระดูแลทรัพย์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน หากการดูแลรักษาทรัพย์นั้นก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการบังคับคดี ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่ารักษาทรัพย์ให้แก่ผู้รับภาระได้ตามความเหมาะสม

#ฎีกาน่ารู้ #บังคับคดี #ค่ารักษาทรัพย์ #ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง #มาตรา303 #กฎหมายน่ารู้ #เอนุภาทนายความ👩‍⚖️⚖️

ที่อยู่

Bangkok
10240

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เอนุภากร ทนายความผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง เอนุภากร ทนายความ:

ทางลัด

แชร์