11/05/2026
👩⚖️⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8094/2568🔥
📌 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 267, 268 ⚖️
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ❌ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ 🙇♂️
📌 ระหว่างพิจารณา นายขจรฤทธิ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ✅
📌 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 268 (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ⚖️
ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท 💸
ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารเท็จ จำเลยทั้งสองเป็นทั้งผู้ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จและร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารอันเป็นเท็จนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารเท็จ ตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267 แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง ⚖️
จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท 💸
จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 📉
ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ คงจำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท
ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารเท็จ คงจำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท
รวมจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท
โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด (ที่ถูก คนละ) 1 ปี ⏳
ให้คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสอง โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 👮♂️
ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
📌 โจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ⚖️
📌 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ⚖️
ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267 แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง
จำคุกคนละ 6 เดือน
จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 📉
คงจำคุกคนละ 3 เดือน ❗
ไม่รอการลงโทษจำคุก ❌
ไม่ลงโทษปรับ ❌
และไม่คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสอง
นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
📌 จำเลยที่ 1 ฎีกา ⚖️
📌 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และ 268 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มิได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น
จึงไม่อยู่ในบังคับที่ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ⚖️
เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำฟ้องว่า
ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยทั้งสองร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ร้อยตำรวจเอกณฐกฤษ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสุพรรณบุรี 👮♂️
ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่สอบสวนคดีอาญาว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 39280 หายไป อันเป็นความเท็จ ❌
ความจริงแล้วโฉนดที่ดินดังกล่าวมิได้หายไป แต่อยู่กับนายขจรฤทธิ์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสอง
ทำให้ร้อยตำรวจเอกณฐกฤษหลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงจดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวในรายงานประจำวัน ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน
โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่พนักงานสอบสวนนั้น
แล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันนำรายงานประจำวันดังกล่าวไปใช้เป็นพยานหลักฐานในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินฉบับดังกล่าว
โดยร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่นายรุ่งโรจน์ และนายโกวิทย์ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี 🏢
ผู้มีหน้าที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมว่าโฉนดที่ดินฉบับดังกล่าวหายไป อันเป็นความเท็จ
ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงได้จดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวลงในคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน
อันเป็นเอกสารราชการที่มีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน
และได้ออกใบแทนโฉนดที่ดินฉบับดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสอง
โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่เจ้าพนักงานที่ดินนั้น
📌 คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า นายขจรฤทธิ์เป็นผู้เสียหายและมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือไม่ ❓
ศาลเห็นว่า การแจ้งความเท็จของจำเลยทั้งสองเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าพนักงาน 👮♂️
แต่ไม่ได้เกิดความเสียหายแก่นายขจรฤทธิ์โดยตรง ❌
เพราะนายขจรฤทธิ์เป็นเพียงเจ้าหนี้ที่ถือโฉนดไว้เป็นประกัน
สิทธิของนายขจรฤทธิ์ไม่ได้ลดลงจากการกระทำของจำเลย
ดังนั้น นายขจรฤทธิ์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย ❗
และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4), มาตรา 30 ⚖️
การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์จึงไม่ชอบ ❌
และเมื่อไม่ใช่คู่ความ ก็ไม่มีสิทธิอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงไม่ชอบเช่นกัน
📌 อีกประเด็น ⚖️
การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็น “กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท” ไม่ใช่หลายกรรม
แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้น แต่เป็นปัญหาความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ 📌
📌 พิพากษา 🔥
ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนายขจรฤทธิ์ ❌
ยกคำสั่งศาลชั้นต้น ❌
ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ❌
📌แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า
การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ⚖️
👉ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการอันเกิดจากการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ตามมาตรา 268 ประกอบมาตรา 267
จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท
ลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78
คงจำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท
⚖️✨นอกจากที่แก้ 👉ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ✅