14/06/2026
⚖️ ฎีกาที่ 8248-8249/2568 ฎีกาใหม่ แต่หลักการเดิม: เมื่อลูกจ้างเซ็นสละสิทธิในหนังสือเลิกจ้าง ยังมีสิทธิฟ้องต่อหรือไม่?
คดีระหว่าง "ลูกจ้างระดับบริหาร" และ นายจ้าง "บริษัทมหาชน" เกี่ยวกับการเลิกจ้างอ้างเหตุปรับโครงสร้างองค์กร
คำพิพากษาฎีกาที่ 8248-8249/2568ได้ยืนยันบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของ "สัญญาประนีประนอมยอมความ" ท้ายหนังสือเลิกจ้าง
สรุปคำตัดสินของ 3 ศาล :
🏛️ 1. ศาลแรงงานกลาง: "ลูกจ้างชนะ"
คำวินิจฉัย: การเลิกจ้างไม่มีเหตุผลอันควร เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และลูกจ้างเซ็นสละสิทธิในภาวะตกใจ ไม่มีเวลาไตร่ตรอง ถือว่าไม่ได้สมัครใจจริง ข้อตกลงท้ายหนังสือเลิกจ้างจึงไม่มีผลบังคับ
คำพิพากษา: ให้นายจ้างจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่ลูกจ้าง
🏛️ 2. ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ: "ลูกจ้างชนะ"
คำวินิจฉัย: วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ มองว่ากฎหมายเรื่องการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย การตกลงสละสิทธิล่วงหน้าเพื่อไม่ให้ฟ้องคดี จึงขัดต่อกฎหมายและใช้บังคับไม่ได้
คำพิพากษา: พิพากษายืนตามศาลแรงงานกลาง ลูกจ้างยังมีสิทธิฟ้อง
🏛️ 3. ศาลฎีกา: "พลิก! นายจ้างชนะ"
คำวินิจฉัย: ศาลฎีกาวินิจฉัยแย้งในประเด็นสำคัญ:
1 เมื่อลูกจ้างเซ็นรับเงินค่าชดเชยและเงินอื่นๆ ทั้งหมด (สินจ้างแทนการบอกกล่าวฯ, ค่าจ้างฯลฯ) และตกลงรับเงินโดยสละสิทธิไม่ติดใจฟ้องร้อง ถือเป็น "สัญญาประนีประนอมยอมความ" ที่มีผลบังคับใช้
2 ลูกจ้างเป็น "ผู้จัดการระดับบริหาร" เงินเดือนสูง มีประสบการณ์ทำงานหลายปี ย่อมมีอำนาจตัดสินใจ ไม่ได้อยู่ในภาวะเกรงกลัวนายจ้าง และทราบอยู่แล้วว่าถูกเลิกจ้างแน่นอน ข้อตกลงนี้จึงไม่ขัดต่อกฎหมายความสงบเรียบร้อย
คำพิพากษา: แก้เป็น "ยกฟ้องในส่วนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม" นายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินก้อนนี้
💡 บทเรียนสำหรับลูกจ้าง
อย่าคิดว่า เซ็นๆ ไปก่อน แล้วค่อยไปฟ้องเอาทีหลัง เพราะหากลูกจ้างยินยอมเซ็นรับเงินก้อนเพื่อระงับข้อพิพาทและสละสิทธิฟ้องร้องหลังการเลิกจ้าง ข้อตกลงนี้ถือเป็น "สัญญาประนีประนอมยอมความ" ที่มีผลผูกพัน โดยเฉพาะสำหรับลูกจ้างระดับบริหารที่มีวุฒิภาวะเพียงพอ การจะอ้างว่าเซ็นเพราะตกใจในภายหลังนั้น ศาลฎีกาไม่รับฟังครับ