ทนายความอำเภอยะรัง Lawyer at Yarang District

ทนายความอำเภอยะรัง Lawyer at Yarang District เครือข่ายทนายความ ทนายใกล้คุณ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี
พร้อมให้คำปรึกษาและบริการ โทร 089-226-8899

สวัสดีครับ ผมทนายภูวงษ์ แอดมินเพจนี้ ปรึกษาทนายความ ฝากข้อความไว้ ผมจะมาตอบให้ครับ
หรือถ้าต้องการปรึกษาด่วน โทรหาผมได้เลย
(คนอำเภอนี้ปรึกษาฟรีครับ)
โทร. 081-803-4097
ไลน์ ไอดี.

ของเสียหาย หักเงินเดือนได้เลยไหม?นายจ้างไม่มีสิทธิหักค่าจ้างเพียงเพราะเห็นว่าลูกจ้างเป็นผู้ทำของเสียหายพ.ร.บ.คุ้มครองแรง...
13/09/2026

ของเสียหาย หักเงินเดือนได้เลยไหม?

นายจ้างไม่มีสิทธิหักค่าจ้างเพียงเพราะเห็นว่าลูกจ้างเป็นผู้ทำของเสียหาย

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 ห้ามนายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด เว้นแต่เข้าเหตุที่กฎหมายอนุญาต

กรณีหักเพื่อชดใช้ความเสียหายแก่นายจ้าง ต้องมีองค์ประกอบสำคัญคือ

* ความเสียหายเกิดจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของลูกจ้าง และ
* ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง

มาตรา 77 ยังกำหนดให้ความยินยอมเกี่ยวกับการหักเงินต้องทำเป็นหนังสือ มีลายมือชื่อลูกจ้าง และระบุไว้ชัดเจนเป็นการเฉพาะ

ตัวอย่างเช่น พนักงานทำแท็บเล็ตของบริษัทตกแตกจากอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติงาน นายจ้างยังไม่ควรสรุปทันทีว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแล้วหักค่าจ้างเต็มจำนวน แต่ควรสอบสวนสาเหตุ วิธีเก็บรักษา สภาพอุปกรณ์ และคำสั่งการทำงานก่อน

ก่อนดำเนินการ นายจ้างควร

1. บันทึกเหตุและถ่ายภาพความเสียหาย
2. ตรวจราคาทรัพย์ อายุการใช้งาน และค่าซ่อมจริง
3. เปิดโอกาสให้ลูกจ้างชี้แจง
4. ตรวจว่ากระทำโดยจงใจหรือประมาทร้ายแรงหรือไม่
5. แยกความเสียหายจริงออกจากราคาซื้อของใหม่
6. จัดทำข้อตกลงเป็นหนังสือโดยสมัครใจ
7. แสดงรายการหักในเอกสารการจ่ายค่าจ้าง

การหักตามมาตรา 76 (2)–(5) โดยหลักแต่ละกรณีหักได้ไม่เกินร้อยละ 10 และรวมกันไม่เกินหนึ่งในห้าของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับในงวดนั้น เว้นแต่ลูกจ้างให้ความยินยอมเป็นอย่างอื่น

⚠️ ข้อความกว้าง ๆ ในสัญญาจ้างว่า “นายจ้างหักเงินได้ทุกกรณี” อาจไม่เพียงพอ เพราะกฎหมายกำหนดให้ความยินยอมต้องชัดเจนเป็นการเฉพาะ การบังคับให้เซ็นหลังเกิดเหตุยังอาจมีข้อโต้แย้งเรื่องความสมัครใจ

แม้หักจากค่าจ้างไม่ได้ นายจ้างอาจยังมีสิทธิเรียกค่าเสียหายผ่านการเจรจาหรือดำเนินคดี หากพิสูจน์ความรับผิดและจำนวนความเสียหายได้

ซ่อนทรัพย์มรดก อาจหมดสิทธิรับมรดกจริงหรือ?จริงในบางกรณีค่ะ หากทายาทยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์โดยฉ้อฉล หรือรู้อยู่ว่าทำให้ทา...
13/09/2026

ซ่อนทรัพย์มรดก อาจหมดสิทธิรับมรดกจริงหรือ?

จริงในบางกรณีค่ะ หากทายาทยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์โดยฉ้อฉล หรือรู้อยู่ว่าทำให้ทายาทคนอื่นเสียประโยชน์

ป.พ.พ. มาตรา 1605 กำหนดผลไว้ตามมูลค่าทรัพย์ที่ถูกยักย้ายหรือปิดบัง ดังนี้

* หากทรัพย์มีมูลค่าเท่ากับหรือมากกว่าส่วนมรดกที่ทายาทคนนั้นควรได้รับ อาจถูกกำจัดมิให้รับมรดกเลย
* หากทรัพย์มีมูลค่าน้อยกว่าส่วนที่ควรได้รับ อาจถูกกำจัดเฉพาะส่วนที่ยักย้ายหรือปิดบังไว้

ตัวอย่างเช่น ทายาททราบว่าผู้ตายมีบัญชีเงินฝากหรือเงินปันผลจำนวนมาก แต่ถอนเงินหรือเก็บเอกสารไว้โดยตั้งใจไม่แจ้งผู้จัดการมรดกและทายาทคนอื่น เพื่อให้ตนได้รับประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว อาจมีประเด็นตามมาตรา 1605

อย่างไรก็ตาม การพบทรัพย์เพิ่มเติมภายหลัง ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของ หรือการจัดทำบัญชีตกหล่นโดยไม่มีเจตนาฉ้อฉล ไม่ได้ทำให้ถูกกำจัดจากมรดกโดยอัตโนมัติ ผู้กล่าวอ้างต้องพิสูจน์พฤติการณ์และเจตนาให้ได้
มีปัญหาปรึกษาทนายความ0991524195

ค้างค่าส่วนกลางคอนโด นิติบุคคลคิดเงินเพิ่มได้เท่าไรก็ได้หรือไม่?ไม่ได้ค่ะ เงินเพิ่มมีเพดานตามกฎหมายและห้ามนำมาคิดทบต้นพ....
12/09/2026

ค้างค่าส่วนกลางคอนโด นิติบุคคลคิดเงินเพิ่มได้เท่าไรก็ได้หรือไม่?

ไม่ได้ค่ะ เงินเพิ่มมีเพดานตามกฎหมายและห้ามนำมาคิดทบต้น

พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 18/1 กำหนดว่า เมื่อเจ้าของร่วมไม่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางภายในกำหนด ต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราไม่เกินร้อยละ 12 ต่อปีของจำนวนเงินที่ค้าง โดยไม่คิดทบต้น

หากค้างชำระตั้งแต่หกเดือนขึ้นไป อัตราเงินเพิ่มอาจเพิ่มเป็นไม่เกินร้อยละ 20 ต่อปี และเจ้าของร่วมอาจ

* ถูกระงับบริการส่วนรวมหรือการใช้ทรัพย์ส่วนกลางตามข้อบังคับ
* ไม่มีสิทธิออกเสียงในการประชุมใหญ่

ตัวอย่างเช่น เจ้าของห้องค้างค่าส่วนกลางสี่เดือน นิติบุคคลไม่ควรกำหนดเงินเพิ่มเกินเพดานร้อยละ 12 ต่อปี หรือคิดเงินเพิ่มทบลงบนเงินเพิ่มเดิมจนยอดสูงขึ้นแบบดอกเบี้ยทบต้น

หากค้างเกินหกเดือน ก่อนใช้อัตราที่สูงขึ้นหรือจำกัดบริการ นิติบุคคลควรตรวจข้อบังคับ มติที่เกี่ยวข้อง วันเริ่มผิดนัด และวิธีคำนวณให้ชัดเจน พร้อมออกใบแจ้งหนี้ที่แยกเงินต้นกับเงินเพิ่ม

เจ้าของร่วมควรตรวจสอบ

1. อัตราค่าใช้จ่ายตามสัดส่วนกรรมสิทธิ์
2. วันครบกำหนดชำระแต่ละงวด
3. เงินต้นค้างชำระ
4. อัตราและช่วงเวลาที่คิดเงินเพิ่ม
5. มีการคิดทบต้นหรือไม่
6. ข้อบังคับเรื่องการใช้ทรัพย์ส่วนกลาง
7. ใบเสร็จและยอดที่เคยชำระ
8. หนังสือทวงถามและมติประชุมที่เกี่ยวข้อง

⚠️ มาตรา 18/1 ไม่ควรถูกตีความว่าให้นิติบุคคลตัดบริการจำเป็นหรือจำกัดสิทธิใดก็ได้ตามใจ การระงับบริการต้องตรวจขอบเขตข้อบังคับ ลักษณะบริการ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย

เจ้าของห้องไม่ควรหยุดจ่ายทั้งหมดเพียงเพราะโต้แย้งเงินเพิ่ม เพราะเงินต้นค่าส่วนกลางยังอาจค้างอยู่ ควรขอรายละเอียดการคำนวณและชำระส่วนที่ไม่โต้แย้งโดยมีหลักฐาน

สรุป: เงินเพิ่มค่าส่วนกลางมีเพดาน ไม่คิดทบต้น และมาตรการจำกัดบริการต้องมีฐานตามข้อบังคับและกฎหมาย

หากยอดค่าส่วนกลางหรือเงินเพิ่มไม่ชัดเจน สามารถนำใบแจ้งหนี้ ข้อบังคับ และประวัติการชำระมาปรึกษาทนายจอย เพื่อตรวจการคำนวณหรือจัดทำหนังสือโต้แย้งได้ค่ะ

ปรึกษาทนายจอย โทรหรือแอด LINE: 0991524195

สงสัยว่าพนักงานทุจริต นายจ้างสั่งพักงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างได้หรือไม่?โดยหลักทำไม่ได้ตามใจค่ะ การพักงานระหว่างสอบสวนต้องมีฐ...
12/09/2026

สงสัยว่าพนักงานทุจริต นายจ้างสั่งพักงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างได้หรือไม่?

โดยหลักทำไม่ได้ตามใจค่ะ การพักงานระหว่างสอบสวนต้องมีฐานตามข้อบังคับหรือข้อตกลง และต้องทำตามขั้นตอนของกฎหมาย

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 116 กำหนดว่า นายจ้างจะสั่งพักงานลูกจ้างระหว่างสอบสวนได้ เมื่อมีอำนาจตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง

คำสั่งพักงานต้อง

* ทำเป็นหนังสือ
* ระบุความผิดที่ถูกกล่าวหา
* กำหนดระยะเวลาพักงานไม่เกินเจ็ดวัน
* แจ้งให้ลูกจ้างทราบก่อนเริ่มพักงาน

ระหว่างพักงาน มาตรา 117 กำหนดให้นายจ้างจ่ายเงินแก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนถูกพักงาน

หากสอบสวนแล้วปรากฏว่าลูกจ้างไม่มีความผิด นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างส่วนที่เหลือให้ครบ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี

ตัวอย่างเช่น บริษัทพบว่าสินค้าหายและสงสัยพนักงานคลังสินค้า บริษัทไม่ควรสั่งให้พนักงานหยุดงานหนึ่งเดือนโดยไม่จ่ายเงินทันที แต่ควรตรวจข้อบังคับ ออกคำสั่งเป็นหนังสือ กำหนดข้อกล่าวหาและระยะเวลาตามกฎหมาย พร้อมดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นธรรม

เอกสารที่นายจ้างควรเตรียม ได้แก่

1. ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
2. รายงานเหตุและหลักฐานเบื้องต้น
3. หนังสือแจ้งข้อกล่าวหา
4. คำสั่งพักงานที่ระบุวันเริ่มและวันสิ้นสุด
5. หลักฐานการจ่ายเงินระหว่างพักงาน
6. บันทึกคำชี้แจงของลูกจ้างและพยาน
7. รายงานผลสอบสวนและคำสั่งภายหลัง

⚠️ การพักงานระหว่างสอบสวนไม่ใช่คำวินิจฉัยว่าลูกจ้างผิดแล้ว นายจ้างควรเปิดโอกาสให้ชี้แจงและไม่ควรประกาศข้อกล่าวหาเกินความจำเป็นจนกระทบชื่อเสียง

หากต้องสอบสวนต่อเกินเจ็ดวัน นายจ้างต้องพิจารณาวิธีดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ควรต่อคำสั่งพักงานซ้ำเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาและค่าจ้าง

สรุป: พักงานระหว่างสอบสวนได้เฉพาะเมื่อมีฐานรองรับ ต้องออกคำสั่งเป็นหนังสือ ไม่เกินเจ็ดวัน และจ่ายไม่น้อยกว่าร้อยละ 50

บริษัทที่พบเหตุทุจริตหรือความผิดทางวินัยสามารถให้ทนายจอยตรวจข้อบังคับ คำสั่งพักงาน และกระบวนการสอบสวนก่อนดำเนินการ เพื่อลดความเสี่ยงข้อพิพาทแรงงานได้ค่ะ

ปรึกษาทนายจอย โทรหรือแอด LINE: 0991524195

ผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมลงชื่อเป็นพยานเองได้หรือไม่?ไม่ควรทำค่ะ เพราะผู้เขียนหรือพยานในพินัยกรรม รวมถึงคู่สมรสของบุคคลดั...
12/09/2026

ผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมลงชื่อเป็นพยานเองได้หรือไม่?

ไม่ควรทำค่ะ เพราะผู้เขียนหรือพยานในพินัยกรรม รวมถึงคู่สมรสของบุคคลดังกล่าว ไม่สามารถเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมนั้นได้

ป.พ.พ. มาตรา 1653 กำหนดข้อห้ามไว้ชัดเจนว่า

* ผู้เขียนพินัยกรรม
* พยานในพินัยกรรม
* คู่สมรสของผู้เขียนหรือพยาน

จะเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมนั้นไม่ได้

ตัวอย่างเช่น มารดาทำพินัยกรรมยกบ้านให้บุตรสาว แล้วให้บุตรสาวคนเดียวกันลงชื่อเป็นพยานในพินัยกรรม แม้บุตรสาวจะไม่ได้บังคับหรือหลอกลวงมารดา ก็ยังมีปัญหาตามมาตรา 1653 ในส่วนสิทธิรับทรัพย์ของบุตรสาว

ในทางปฏิบัติควรเลือกพยานที่เป็นบุคคลกลาง ซึ่งไม่ได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมและคู่สมรสของพยานก็ไม่ได้รับประโยชน์ด้วย เช่น เพื่อนบ้าน ผู้รู้จัก หรือบุคคลที่เชื่อถือได้และมีคุณสมบัติเป็นพยานตามกฎหมาย

ก่อนลงนามควรตรวจสอบ

1. ใครเป็นผู้เขียนหรือจัดทำข้อความในพินัยกรรม
2. ใครเป็นผู้รับทรัพย์แต่ละรายการ
3. ผู้รับทรัพย์เกี่ยวข้องเป็นคู่สมรสกับผู้เขียนหรือพยานหรือไม่
4. พินัยกรรมประเภทนั้นต้องใช้พยานกี่คน
5. ผู้ทำและพยานลงนามต่อหน้ากันครบหรือไม่
6. มีการขีดฆ่า แก้ไข หรือเติมข้อความหรือไม่
7. วันที่และลายมือชื่อครบถ้วนหรือไม่
8. ผู้ทำพินัยกรรมมีความสามารถและเข้าใจเนื้อหาในวันทำหรือไม่

⚠️ พินัยกรรมมีหลายแบบและแต่ละแบบมีขั้นตอนต่างกัน เช่น พินัยกรรมแบบธรรมดากับพินัยกรรมเขียนเองทั้งฉบับ จึงไม่ควรนำเงื่อนไขของแบบหนึ่งไปใช้กับอีกแบบโดยไม่ตรวจสอบ

การที่ผู้รับทรัพย์เป็นพยานไม่ได้ควรถูกสรุปทันทีว่าพินัยกรรมทุกข้อเสียไปทั้งหมด ผลต่อทรัพย์รายการอื่นและผู้รับรายอื่นต้องตรวจถ้อยคำ แบบพินัยกรรม และข้อเท็จจริงแยกกัน

สรุป: อย่าให้ผู้รับทรัพย์หรือคู่สมรสของผู้รับทรัพย์ทำหน้าที่เป็นผู้เขียนหรือพยาน ควรใช้บุคคลกลางเพื่อลดความเสี่ยงที่ข้อกำหนดพินัยกรรมจะใช้บังคับไม่ได้

หากกำลังทำพินัยกรรมหรือพบว่าผู้รับทรัพย์ลงชื่อเป็นพยาน สามารถนำต้นฉบับมาปรึกษาทนายจอย เพื่อตรวจแบบ คุณสมบัติของพยาน และผลของข้อกำหนดแต่ละรายการได้ค่ะ

ปรึกษาทนายจอย โทรหรือแอด LINE: 0991524195

ซื้อคอนโดแล้ว อยากต่อเติมระเบียงหรือเปลี่ยนหน้าตาอาคาร ทำเองได้หรือไม่?แม้อยู่ภายในพื้นที่ห้องของตนเอง หากกระทบโครงสร้าง...
06/09/2026

ซื้อคอนโดแล้ว อยากต่อเติมระเบียงหรือเปลี่ยนหน้าตาอาคาร ทำเองได้หรือไม่?

แม้อยู่ภายในพื้นที่ห้องของตนเอง หากกระทบโครงสร้าง ทรัพย์ส่วนกลาง หรือลักษณะภายนอกอาคาร ก็อาจทำเองไม่ได้

พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 13 ให้เจ้าของห้องชุดมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนบุคคล แต่ห้ามกระทำการต่อทรัพย์ของตนซึ่งอาจกระทบโครงสร้าง ความมั่นคง การป้องกันความเสียหายต่อตัวอาคาร หรือการอื่นตามข้อบังคับ

ส่วนประกอบบางอย่างที่เจ้าของเข้าใจว่าอยู่ติดกับห้องของตนอาจเป็นทรัพย์ส่วนกลางหรือเกี่ยวข้องกับระบบส่วนกลาง เช่น

* โครงสร้าง เสา คาน และพื้นบางส่วน
* ผนังหรือส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง
* ระบบป้องกันอัคคีภัยและระบายอากาศ
* ท่อระบายน้ำและระบบอาคาร
* ผิวภายนอกและรูปแบบของอาคาร
* พื้นที่หรืออุปกรณ์ที่ใช้ประโยชน์ร่วมกัน

มาตรา 48 กำหนดว่า การอนุญาตให้เจ้าของร่วมก่อสร้าง ตกแต่ง ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือต่อเติมห้องชุดซึ่งมีผลกระทบต่อทรัพย์ส่วนกลางหรือลักษณะภายนอกอาคาร ต้องได้รับมติที่ประชุมใหญ่ตามคะแนนเสียงที่กฎหมายกำหนด

ตัวอย่างเช่น การติดกระจกปิดระเบียง เปลี่ยนสีหรือรูปแบบราวระเบียง เจาะผนังเพื่อติดตั้งอุปกรณ์ขนาดใหญ่ หรือเดินท่อออกนอกอาคาร แม้เจ้าของเป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่ายเอง ก็ยังต้องตรวจว่ากระทบส่วนกลางและต้องขอมติหรือใบอนุญาตอื่นหรือไม่

ก่อนเริ่มงานควรตรวจสอบ

1. หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดและแผนผัง
2. ข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุด
3. ระเบียบการตกแต่งและช่วงเวลาทำงาน
4. แบบก่อสร้างและความเห็นวิศวกร
5. ระบบไฟฟ้า ประปา และป้องกันอัคคีภัย
6. หนังสืออนุญาตจากนิติบุคคลหรือมติที่ประชุม
7. ใบอนุญาตตามกฎหมายควบคุมอาคาร หากจำเป็น
8. ประกันภัยและความรับผิดของผู้รับเหมา

⚠️ หนังสืออนุญาตจากผู้จัดการนิติบุคคลเพียงคนเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากเป็นเรื่องที่มาตรา 48 กำหนดให้ต้องผ่านมติของเจ้าของร่วม และการอนุญาตจากนิติบุคคลก็ไม่ได้ใช้แทนใบอนุญาตจากหน่วยงานรัฐในกรณีที่กฎหมายกำหนด

หากต่อเติมโดยไม่ถูกต้อง เจ้าของอาจถูกเรียกให้หยุดงาน รื้อถอน คืนสภาพ หรือรับผิดในความเสียหายที่เกิดแก่ห้องอื่นและระบบส่วนกลางได้

สรุป: กรรมสิทธิ์ในห้องชุดมีขอบเขต การต่อเติมที่เปลี่ยนหน้าตาอาคารหรือกระทบส่วนกลางต้องตรวจข้อบังคับ มติ และกฎหมายอาคารก่อนเริ่มงาน

ก่อนรีโนเวตห้องหรือติดตั้งสิ่งของที่กระทบภายนอกอาคาร สามารถนำแบบและข้อบังคับมาปรึกษาทนายจอย เพื่อตรวจขั้นตอนอนุมัติและความรับผิดก่อนว่าจ้างผู้รับเหมาได้ค่ะ

ปรึกษาทนายจอย โทรหรือแอด LINE: 0991524195

ออกค่าจัดงานศพไปก่อน ขอคืนจากกองมรดกได้หรือไม่?โดยหลักอาจขอให้กองมรดกชำระคืนได้ หากเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับงานศพที่มีหลัก...
06/09/2026

ออกค่าจัดงานศพไปก่อน ขอคืนจากกองมรดกได้หรือไม่?

โดยหลักอาจขอให้กองมรดกชำระคืนได้ หากเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับงานศพที่มีหลักฐานและเหมาะสม

กฎหมายไม่ได้ถือว่าทายาทคนที่ออกเงินจัดงานศพต้องรับภาระนั้นเพียงคนเดียวเสมอไป เพราะค่าใช้จ่ายในการทำศพเจ้ามรดกเป็นหนี้หรือค่าใช้จ่ายที่ต้องนำมาพิจารณาก่อนแบ่งทรัพย์แก่ทายาท

ป.พ.พ. มาตรา 1740 กำหนดลำดับการจัดสรรทรัพย์มรดกเพื่อชำระหนี้ โดยให้ค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ร่วมกันของกองมรดกมาก่อน และให้ค่าใช้จ่ายในการทำศพเจ้ามรดกอยู่ในลำดับถัดมา ก่อนภาษี ค่าจ้างค้างชำระ หนี้สามัญ และบำเหน็จผู้จัดการมรดก

ตัวอย่างเช่น พี่สาวออกค่าศาลา โลงศพ พิธีทางศาสนา และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นไปก่อน เมื่อรวบรวมทรัพย์มรดกแล้ว พี่สาวอาจยื่นรายการพร้อมหลักฐานขอให้ชำระคืนจากกองมรดกก่อนนำทรัพย์ส่วนที่เหลือมาแบ่ง

ผู้ที่สำรองจ่ายควรเก็บ

1. ใบเสร็จและหลักฐานการโอนเงิน
2. ใบเสนอราคาและรายการค่าใช้จ่าย
3. หลักฐานว่าตนเป็นผู้ชำระจริง
4. บัญชีเงินช่วยงานศพหรือเงินสวัสดิการที่ได้รับ
5. ข้อตกลงของทายาทเกี่ยวกับรูปแบบงาน
6. หลักฐานการรับเงินคืนบางส่วน หากมี
7. รายการทรัพย์และหนี้ของกองมรดก

⚠️ ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทุกประเภทหรือทุกจำนวนจะเรียกจากกองมรดกได้เต็มจำนวนโดยอัตโนมัติ รายการที่ฟุ่มเฟือย ไม่เกี่ยวกับการจัดงาน หรือไม่มีหลักฐาน อาจถูกทายาทคนอื่นโต้แย้งได้

ควรนำเงินช่วยงานศพ เงินประกัน หรือสวัสดิการที่ได้รับมาจัดทำบัญชีอย่างโปร่งใสด้วย เพื่อป้องกันข้อพิพาทว่ามีการขอเบิกค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน

ผู้จัดการมรดกไม่ควรรีบแบ่งบ้าน ที่ดิน หรือเงินฝากทั้งหมดก่อนตรวจหนี้และค่าใช้จ่ายของกองมรดก เพราะอาจทำให้ไม่มีทรัพย์เพียงพอสำหรับชำระรายการที่ต้องชำระก่อน

สรุป: ผู้ที่ออกค่าศพไปก่อนไม่จำเป็นต้องแบกรับคนเดียว แต่ควรมีหลักฐาน แยกรายการให้ชัด และขอชำระจากกองมรดกก่อนแบ่งทรัพย์

หากทายาทโต้แย้งค่าใช้จ่ายหรือกองมรดกถูกแบ่งไปแล้ว สามารถนำใบเสร็จ บัญชีงานศพ และรายการทรัพย์มาปรึกษาทนายจอย เพื่อประเมินสิทธิเรียกคืนและจัดทำบัญชีให้ตรวจสอบได้ค่ะ

ปรึกษาทนายจอย โทรหรือแอด LINE: 0991524195

เซ็นเช่าร้านห้าปี แต่ไม่จดทะเบียน มั่นใจได้หรือว่าจะอยู่ครบห้าปี?สำหรับสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป การเซ็นสัญญาอย่างเ...
31/08/2026

เซ็นเช่าร้านห้าปี แต่ไม่จดทะเบียน มั่นใจได้หรือว่าจะอยู่ครบห้าปี?

สำหรับสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป การเซ็นสัญญาอย่างเดียวอาจยังไม่พอ

ป.พ.พ. มาตรา 538 กำหนดว่า การเช่าอสังหาริมทรัพย์เกินสามปี ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นจะฟ้องร้องบังคับการเช่าได้เพียงสามปี

จึงต้องแยกสองเรื่องออกจากกัน คือ “ระยะเวลาที่เขียนในสัญญา” กับ “ระยะเวลาที่สามารถฟ้องบังคับได้ตามกฎหมาย”

ตัวอย่างสมมติ: ผู้เช่าเซ็นเช่าร้านห้าปีและลงทุนตกแต่งจำนวนมาก แต่ไม่ได้จดทะเบียน เมื่อครบสามปีเกิดข้อพิพาท ผู้เช่าอาจไม่สามารถอาศัยข้อความว่าห้าปีเพียงอย่างเดียวเพื่อบังคับให้อีกฝ่ายยอมให้เช่าต่อจนครบได้

ก่อนลงทุนกับพื้นที่เช่าระยะยาว ควรตรวจว่า

1. ผู้ให้เช่ามีสิทธิและอำนาจให้เช่าหรือไม่
2. ทรัพย์มีเจ้าของร่วม จำนอง หรือภาระอื่นหรือไม่
3. คู่สัญญาตกลงวันจดทะเบียนและผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายไว้หรือยัง
4. หากจดทะเบียนไม่ได้ จะคืนเงินหรือรับผิดอย่างไร
5. สิ่งตกแต่งและสิ่งปลูกสร้างจะเป็นของใครเมื่อสิ้นสัญญา
6. เงื่อนไขต่อสัญญากำหนดไว้ชัดเจนเพียงใด

⚠️ การมีพยาน การชำระค่าเช่าล่วงหน้า หรือการติดอากรแสตมป์ ไม่ใช่การจดทะเบียนการเช่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

และไม่ควรสรุปกลับกันว่าสัญญาที่ไม่จดทะเบียนเป็นโมฆะทั้งฉบับ กฎหมายกำหนดข้อจำกัดในการฟ้องบังคับไว้ ส่วนการเช่าที่อยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะหรือมีข้อตกลงพิเศษต้องตรวจเพิ่มเติม

สรุป: ก่อนทุ่มเงินแต่งร้าน อย่าตรวจเพียงค่าเช่ารายเดือน ต้องตรวจด้วยว่าสิทธิใช้พื้นที่ระยะยาวได้รับการจัดทำให้บังคับได้ครบถ้วนแล้วหรือไม่

ก่อนลงนามเช่าร้าน อาคาร หรือที่ดินระยะยาว สามารถนำร่างสัญญามาปรึกษาทนายจอย เพื่อตรวจเรื่องการจดทะเบียนและความเสี่ยงก่อนลงทุนได้ค่ะ

ปรึกษาทนายจอย โทรหรือแอด LINE: 0991524195

หนังสือเตือนลูกจ้างมีอายุหนึ่งปี นับจากวันออกหนังสือจริงหรือ?ไม่ใช่ค่ะ กฎหมายให้นับจากวันที่ลูกจ้างกระทำผิดพ.ร.บ.คุ้มครอ...
31/08/2026

หนังสือเตือนลูกจ้างมีอายุหนึ่งปี นับจากวันออกหนังสือจริงหรือ?

ไม่ใช่ค่ะ กฎหมายให้นับจากวันที่ลูกจ้างกระทำผิด

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) กำหนดเรื่องการฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม โดยกรณีไม่ร้ายแรง นายจ้างต้องตักเตือนเป็นหนังสือก่อน หากจะอาศัยการทำผิดซ้ำคำเตือนเป็นเหตุเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย

หนังสือเตือนมีผลบังคับได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างกระทำผิด ไม่ใช่วันที่ฝ่ายบุคคลออกเอกสาร

ตัวอย่างสมมติ: ลูกจ้างทำผิดวันที่ 10 มกราคม แต่บริษัทออกหนังสือเตือนวันที่ 1 มีนาคม การออกหนังสือล่าช้าไม่ได้ทำให้บริษัทเริ่มนับอายุคำเตือนใหม่จากวันที่ 1 มีนาคม

หนังสือเตือนที่รอบคอบควรระบุ

* การกระทำผิด วันเวลา และเหตุการณ์ให้ชัดเจน
* ข้อบังคับหรือคำสั่งที่ถูกฝ่าฝืน
* สิ่งที่ลูกจ้างต้องแก้ไขหรือไม่กระทำซ้ำ
* ผลทางวินัยหากทำผิดซ้ำ
* หลักฐานว่าลูกจ้างได้รับทราบคำเตือน

ก่อนเลิกจ้างต้องตรวจด้วยว่าความผิดครั้งใหม่เป็นการผิดซ้ำคำเตือนเดิมจริงหรือไม่ และข้อบังคับบริษัทกำหนดขั้นตอนลงโทษไว้เพิ่มเติมอย่างไร

⚠️ การมีหนังสือเตือนสะสมหลายฉบับไม่ได้แปลว่าจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้เสมอไป หากคำเตือนไม่ชอบ หมดผล หรือเป็นความผิดคนละเรื่อง การอ้างมาตรา 119 (4) อาจมีปัญหา

แม้มีเหตุไม่จ่ายค่าชดเชย ก็ยังต้องตรวจค่าจ้างค้างจ่ายและสิทธิประเภทอื่นแยกต่างหาก

สรุป: หนังสือเตือนต้องถูกทั้งเนื้อหา ขั้นตอน และการนับเวลา ไม่ใช่เพียงมีเอกสารครบจำนวนฉบับ

บริษัทที่กำลังออกหนังสือเตือนหรือพิจารณาเลิกจ้าง สามารถให้ทนายจอยตรวจข้อบังคับ หลักฐาน และลำดับเหตุการณ์ก่อนดำเนินการได้ค่ะ

ปรึกษาทนายจอย โทรหรือแอด LINE: 0991524195

แม่ยกบ้านให้ในพินัยกรรม แต่ลูกเซ็นเป็นพยานเอง ยังได้บ้านหรือไม่?การเซ็นเป็นพยานอาจทำให้เสียสิทธิรับบ้านตามข้อกำหนดพินัยก...
31/08/2026

แม่ยกบ้านให้ในพินัยกรรม แต่ลูกเซ็นเป็นพยานเอง ยังได้บ้านหรือไม่?

การเซ็นเป็นพยานอาจทำให้เสียสิทธิรับบ้านตามข้อกำหนดพินัยกรรมนั้น

ป.พ.พ. มาตรา 1653 ห้ามผู้เขียนหรือพยานในพินัยกรรมเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมฉบับนั้น และข้อห้ามยังครอบคลุมคู่สมรสของผู้เขียนหรือพยานด้วย

คำว่า “ผู้เขียน” ในที่นี้หมายถึงผู้เขียนพินัยกรรมให้ผู้อื่น ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ที่ทำพินัยกรรมของตนเอง

ตัวอย่างสมมติ: แม่ทำพินัยกรรมยกบ้านให้ลูกชาย แล้วให้ลูกชายลงชื่อในช่องพยาน แม้แม่ตั้งใจยกให้จริง ข้อกำหนดยกบ้านให้ลูกชายก็ขัดกับข้อห้ามตามกฎหมายได้

การให้คู่สมรสของลูกชายมาเซ็นเป็นพยานแทน ก็ไม่ได้แก้ปัญหา เพราะลูกชายเป็นคู่สมรสของพยาน ซึ่งอยู่ในข้อห้ามเช่นกัน

ก่อนลงนามพินัยกรรมควรตรวจอย่างน้อยว่า

1. ใครเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรม
2. ใครเป็นผู้เขียนและใครเป็นพยาน
3. ผู้รับทรัพย์เป็นคู่สมรสของผู้เขียนหรือพยานหรือไม่
4. พยานมีคุณสมบัติตามกฎหมายครบหรือไม่
5. ขั้นตอนลงนามถูกต้องตามแบบพินัยกรรมที่เลือกหรือไม่

⚠️ อย่าสรุปว่าพินัยกรรมเสียทั้งฉบับหรือผู้รับหมดสิทธิในมรดกทุกฐานโดยอัตโนมัติ ต้องแยกพิจารณาข้อกำหนดที่ขัดกฎหมาย ข้อกำหนดส่วนอื่น และสิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมด้วย

สรุป: คนที่ได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมไม่ควรเป็นผู้เขียนหรือพยานในฉบับเดียวกัน และต้องตรวจความสัมพันธ์ของคู่สมรสด้วย

ก่อนลงนาม หรือหากพบว่าผู้รับทรัพย์เซ็นเป็นพยานไปแล้ว สามารถนำพินัยกรรมมาปรึกษาทนายจอย เพื่อตรวจผลทางกฎหมายและแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมได้ค่ะ

ปรึกษาทนายจอย โทรหรือแอด LINE: 0991524195

#พยานพินัยกรรม #ผู้รับพินัยกรรม #วางแผนมรดก #สิทธิทายาท #พินัยกรรม #คดีมรดก #ทนายจอย

ที่อยู่

สำนักงานใหญ่ เลขที่ 22 อาคารเค ซอยสุขุมวิท 35
Bangkok
10110

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ทนายความอำเภอยะรัง Lawyer at Yarang Districtผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ทนายความอำเภอยะรัง Lawyer at Yarang District:

ทางลัด

แชร์