สำนักงาน องอาจ คำทอง ทนายความและเพื่อน

สำนักงาน องอาจ คำทอง ทนายความและเพื่อน ทนายความ และที่ปรึกษากฎหมาย

20/04/2026

#รับรองรายมือชื่ิอการจดทะเบียนบริษัท
""_____ #ทนายความอย่าไปทำ เพราะมันสืบสาวราวเรื่องได้
วิธีการแบบนี้ #ได้เงินง่าย แค่ทำหน้าที่รับรองลายมือชื่อเท่านั้น แล้วผู้กระทำความผิดก็นำเอาเอกสารต่างมอบให้ผู้รับมอบอำนาจไปดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทต่อไป แต่มันผิดตรงที่ ตามกฎหมายนั้น การที่ทนายความจะรับรองลายมือชื่อได้นั้น จะต้องมีเงื่อนไข ดังนี้
1. รู้ว่าคนที่จะลงลายมือชื่อคือใคร เช่น ตรวจดูบัตรประชาชน หรือ เอกสารประจำตัวเทียบกับใบหน้า ฯลฯ
2. ได้เห็นตัวจริงของคนที่ลงลายมือชื่อ
3. ได้มีการสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นแล้วว่า จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเพื่อทำการสิ่งใด แบบใด อย่างไร มีใครเป็นกรรมการ มีใครเป็นผู้ จัดการ (คร่าวๆ)
4. ขณะลงลายมือชื่อ ทนายความต้องเห็นในขณะนั้นด้วย
5. เมื่อครบทั้ง 1. - 4. ทนายความก็จะทำหน้าที่รับรองลายมือชื่อตามกฎหมายหรือตามระเบียบของทางราชการ
6. ทนายความต้องมีพยานหลักฐานยืนยันว่ามีขั้นตอนที่ 1. - 4. เกิดขึ้นจริงๆ เช่น เก็บสำเนาเอกสารไว้ หรือบันทึกภาพนิ่ง หรือภาพ เคลื่อนไหว
แต่ตามข่าว ทนายความที่ทำผิด ก็คือ จะไม่เห็นขั้นตอนที่ 1.- 4. แต่จะได้รับเอกสารมา #ซึ่งในเอกสารจะมีการลงลายมือชื่อไว้ให้แล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการรับรองลายมือชื่อเท่านั้น ซึ่งถ้าขาดการรับรองลายมือชื่อ ก็จะจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทไมไ่ด้ ทนายความที่ทำถูกต้อง เขาจะต้องให้ดำเนินการตามข้อ 1. - 4. ก่อน ไม่งั้นเขาก็ไม่รับรองลายมือชื่อให้ แต่ทนายความที่ทำผิดกฎหมาย จะไม่เห็นขั้นตอนที่ 1. - 4. แต่ก็จะรับรองลายมือชื่อให้ พอสอบสวนข้อเท็จจริง ก็จะไม่มีพยานหลักฐานเลยว่า มีขั้นตอนที่ 1. - 4. เกิดขึ้น พอสอบสวนลึกๆเข้าก็ยอมรับว่า ได้รับเอกสารที่มีการลงลายมือชื่อไว้แล้วโดยไม่ทราบ ว่า
1. ไม่ทราบว่าใครเป็นคนลงลายมือชื่อ
2. ไม่ทราบว่าคนที่ลงลายมือชื่อกับคนที่ปรากฏในเอกสารเป็นคนเดียวกันหรือไม่
3. ไม่เห็นการลงลายมือชื่อ
4. ไม่เคยพบตัวคนที่ลงลายมือชื่อ
5. ไม่รู้จักใครเลยทั้งเจ้าของลายมือชื่อ และรายชื่อที่ปรากฏ
กรณีแบบนี้ เรียกว่า ""การรับรองลายมือชื่ออันเป็นเท็จ""
เพราะหลักการรับรองลายมือชื่อนั้น ผู้รับรอง จะต้องเห็นว่าคนที่ลงลายมือชื่อเป็นเจ้าของลายมื่อชื่อจริงๆ ถ้าไม่เห็น แต่ไปรับรองว่าเห็น ก็จะมีความผิด ตาม มาตรา 269 ของ ประมวลกฎหมายอาญา และยังมีความผิดในกลุ่มแจ้งความเท็จ #และผิดในกลุ่มปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม ตามมาตรา 265
มาตรา 265 ของ ประมวลกฎหมายอาญา
"" ..... ผู้ใดปลอมเอกสารราชการ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี ปละปรับตั้งแต่ 1 หมื่นบาท ถึง 1 แสนบาท .....""
มาตรา 269 ของ ประมวลกฎหมายอาญา
""..... ผู้ใดประกอบวิชาชีพกฎหมาย ทำคำรับรองเป็นเอกสารอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ .....""
#ความผิดแบบนี้ จะผิดแต่เฉพาะมาตรา 269 และความผิดในกลุ่มแจ้งความเท็จ ส่วนจะถึงขั้นไปร่วมรับผิดกับบริษัทที่จัดตั้งขึ้นด้วยหรือไม่นั้น ถ้าไม่มีหลักฐานเป็นอย่างอื่น มีแต่เพียงหลักฐานว่าเป็นการรับรองลายมือชื่ออันเป็นเท็จเท่านั้น #ก็จะผิดเพียงแค่นี้

16/04/2026
14/04/2026

อยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาด้วยใจสมัคร ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย ทรัพย์สินที่ทำมาหามาได้ร่วมกันระหว่างที่อยู่ด้วยกันฉันสามีภริยานั้น ย่อมเป็นกรรมสิทธิ์รวมหรือเจ้าของรวม และให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เป็นเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากัน ฎ.4656/2567

08/04/2026

ฎีกาที่ 14627/2557
จำเลยได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ในสัญญากู้ยืมเงินโดยยังไม่มีการกรอกข้อความโจทก์ได้นำมากรอกข้อความในภายหลังซึ่งระบุจำนวนเงินเกินกว่าจำนวนหนี้ที่เป็นจริงโดยจำเลยไม่ยินยอมด้วย หนังสือสัญญากู้ยืมเงินจึงเป็นเอกสารปลอม ถือได้ว่าโจทก์มิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 653 วรรคหนึ่ง
ดังนั้น แม้จำเลยให้การรับว่าได้กู้ยืมเงินโจทก์ไป 50,000 บาท จำเลยก็ไม่ต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์

ค่าเสียเวลาเนื่องจากไม่ได้ใช้รถที่ถูกชน ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ ?คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1253/2515โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที...
23/03/2026

ค่าเสียเวลาเนื่องจากไม่ได้ใช้รถที่ถูกชน ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ ?

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1253/2515

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์เลขทะเบียน ร.บ.03292 ของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2508 นายแสด ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียนดังกล่าวในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทกล่าวคือขับด้วยความเร็วสูงเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ไปตามถนนสุขุมวิท โฉมหน้าไปทางจังหวัดสมุทรปราการห้ามล้อรถหยุดไม่ทันจึงชนท้ายรถยนต์โจทก์โดยแรง เป็นเหตุให้รถยนต์โจทก์ทั้ง ๆ ที่ห้ามล้ออยู่เคลื่อนไปข้างหน้าและชนท้ายรถเก๋งหมายเลข ก.ท.ว 4664 ของร้อยตำรวจเอกส้ม แทนขำ ซึ่งจอดติดรถคันอื่นอยู่ข้างหน้ารถโจทก์เป็นเหตุให้รถของโจทก์กับรถของร้อยตำรวจเอกส้มเสียหายเฉพาะรถโจทก์เสียหายทางด้านหน้า ด้านหลัง และส่วนอื่น ๆ อีกโจทก์ต้องเสียเงินค่าซ่อม ค่าเครื่องอะไหล่ และอุปกรณ์ทั้งสิ้น 17,475 บาท และเมื่อรถยนต์โจทก์ถูกชนใช้วิ่งไม่ได้ โจทก์ต้องเสียค่าแท็กซี่จากจังหวัดสมุทรปราการ กลับบ้านในวันเกิดเหตุเป็นเงิน 22 บาท เสียค่าลากจูงรถยนต์โจทก์จากจังหวัดสมุทรปราการมาอู่ซ่อมเป็นเงิน 200 บาท รถยนต์โจทก์เสียเวลาซ่อมรวม 50 วัน ระหว่างนั้นโจทก์ต้องเช่ารถยนต์ใช้ในงานธุรกิจ วันละ ๘๐ บาท คิดค่าเสียหายเป็นเงิน 4,000 บาท และรถยนต์โจทก์ถูกชน ต้องเสื่อมราคาไปเป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น 41,697 บาทขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกัน ชำระค่าเสียหาย
จำเลยทั้งสองให้การว่า นายแสด ไม่ได้ขับรถประมาทชนรถโจทก์ดังฟ้อง สาเหตุที่ชนเพราะเหตุสุดวิสัย เนื่องจากคันห้ามล้อชำรุดตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดในเรื่องเสื่อมราคาค่าเสียเวลา ค่าขาดประโยชน์ ค่าแท็กซี่ ค่าเช่ารถ จะรับผิดก็เพียงค่าเสียหายในการซ่อมรถไม่เกิน 1,000 บาท
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 41,697 บาท พร้อมกับดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ฟังว่า โจทก์ได้เสียค่าซ่อมรถไปเป็นเงิน 17,475 บาทค่าลากจูงรถมาซ่อม รวมทั้งค่ารถแท็กซี่เป็นเงิน 222 บาท และค่ารถแท็กซี่ไปประกอบการงานระหว่างรถเข้าซ่อมเป็นเงิน 4,000 บาท ส่วนค่าเสื่อมราคาของรถที่ศาลชั้นต้นให้ใช้ค่าเสื่อมราคา 20,000 บาท สูงเกินไปควรเป็น 10,000 บาท นายแสดเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถไปในทางการที่จ้างจำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายทั้งสิ้น ส่วนจำเลยที่ 1 ผู้รับประกันภัย ตามกรมธรรม์ประกันภัยระบุข้อยกเว้นว่า บริษัทไม่ต้องรับผิดเกี่ยวกับบุคคลภายนอกในสิทธิเรียกร้องใด ๆ อันเกี่ยวกับการขาดประโยชน์ ขาดการทำมาหาเลี้ยงชีพ ค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าเสื่อมสภาพแห่งทรัพย์สิน ค่าเสื่อมแห่งร่างกายหรือจิตใจ ค่าเสียเวลาเนื่องจากไม่ได้ใช้ยานยนต์หรือไม่ได้ใช้ทรัพย์สินที่เสียหายนั้น ๆ จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในค่าเสียหายของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคือค่าซ่อมรถ 17,475 บาท ค่ารถแท็กซี่กับค่าลากจูงรถไปซ่อม 222 บาทและค่ารถแท็กซี่ที่โจทก์ใช้ติดต่อการค้า 4,000 บาท ส่วนค่าเสื่อมราคาของรถที่ถูกชน ไม่ต้องรับผิด พิพากษาแก้ เป็นว่าให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าเสียหาย 31,697 บาทให้โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในค่าเสียหายดังกล่าวเพียง 21,697 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนตามศาลล่างในข้อที่นายแสดขับรถโดยความประมาท และในค่าสินไหมทดแทนประเภทค่าซ่อมรถ ค่าเสื่อมราคาค่าลากจูงรถไปอู่ซ่อมตามที่ศาลกำหนด และศาลฎีกาเห็นว่าค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์เสียค่ารถแท็กซี่ไปประกอบการงานในระหว่างรถเข้าซ่อมหาเป็นประเภทเดียวกับค่าเสียเวลาเนื่องจากไม่ได้ใช้ยานยนต์นั้นเองตามที่กรมธรรม์ประกันภัยระบุเป็นข้อยกเว้นไว้ไม่ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดในค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวส่วนค่าลากจูงรถยนต์โจทก์มาอู่ซ่อมที่จำเลยที่ 1 ฎีกามาว่าจำเลยผูกพันตามกรมธรรม์ประกันภัย จะชดใช้ให้เพียงครึ่งหนึ่งของราคาที่จ่ายจริงนั้น ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มิได้ยกข้อนี้ขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้
พิพากษายืน

สรุป
ค่าเสียเวลาเนื่องจากไม่ได้ใช้ยานยนต์ซึ่งกรมธรรม์ประกันภัยระบุยกเว้นความรับผิดของบริษัทประกันภัยสำหรับค่าเสียหายส่วนนี้ไว้ในสัญญาประกันภัยค้ำจุนนั้น เป็นคนละประเภทกับค่ารถแท็กซี่ที่โจทก์บุคคลภายนอกต้องเสียไประหว่างนำรถที่เสียหายเข้าซ่อมบริษัทจึงจะยกกรมธรรม์ข้อนี้ขึ้นอ้างเป็นข้อยกเว้นความรับผิดสำหรับค่าเสียหายประเภทนี้มิได้
ข้อสัญญาในกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งให้บริษัทประกันภัยรับผิดในค่าลากจูงรถยนต์ไปอู่ซ่อมเพียงครึ่งของราคาที่จ่ายนั้นเมื่อบริษัทประกันภัยจำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ย่อมต้องห้ามมิให้ยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา

23/03/2026

ในกรณีที่ "ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย" เพราะการกระทำความผิดอาญา ทยาทมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมาย

1. #มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อผู้เสียหายถึงแก่ความตาย บุคคลต่อไปนี้มีสิทธิ ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับอัยการได้
🔸คู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย
🔸ผู้สืบสันดาน
🔸บิดามารดา
🔸ผู้จัดการมรดก (หากมีการตั้งแล้ว)
ต้องเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องทางแพ่งเนื่องจากการตายด้วย (มาตรา 443, 445, 446 ป.พ.พ.)
ศาลจะพิจารณาความสัมพันธ์และสิทธิประโยชน์ที่ได้รับความเสียหายเป็นหลัก
2. #การขอค่าสินไหมทดแทน ตาม มาตรา44/1 ป.วิ.อาญา
👉เป็นการเรียกค่าเสียหายเข้ามาในคดีอาญา โดยไม่ต้องไปฟ้องคดีแพ่งแยก
👉ยื่นต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญานั้น
และต้องยื่นก่อนศาลมีคำพิพากษา
ในทางปฏิบัติ มักยื่นในวันนัดสอบคำให้การหรือก่อนเริ่มสืบพยาน
ศาลรับคำร้องและพิจารณา และศาลอาจพิจารณาคำขอส่วนนี้ ไปพร้อมกับคดีอาญาเลย หรือ แยกสืบเฉพาะประเด็นค่าเสียหาย
👉ผู้ร้องต้องนำสืบถึงค่าเสียหายทางแพ่งที่ได้รับ เช่น.
🔸หลักฐานค่าใช้จ่ายจริง (ใบเสร็จค่าศพ)
🔸หลักฐานรายได้ของผู้ตาย
🔸ค่าอุปการะที่ผู้เสียหายให้ก่อนตาย
🔸พยานแสดงความสัมพันธ์และการอุปการะ
หากพิจารณคดีอาญาแล้ว เห็นว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง ศาลจะกำหนดค่าเสียหายส่วนแพ่งให้
แต่หากศาลยกฟ้องเพราะจำเลยไม่ได้กระทำความผิด : คำร้องตามมาตรา 44/1 ก็ตกไป

✔️ข้อดีคือ : การขอมาตรา 44/1 ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล และ ไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ทำให้ประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย

 ีกาใหม่ปี68  #วิเด็ก 🧠--------นี่คือ 5 ฎีกาใหม่ปี 68 วิชา วิ.เด็ก ที่นักเรียนเนติฯ และสนามอื่น ๆ ต้องอ่านก่อนสอบ ------...
19/03/2026

ีกาใหม่ปี68 #วิเด็ก 🧠

--------
นี่คือ 5 ฎีกาใหม่ปี 68
วิชา วิ.เด็ก
ที่นักเรียนเนติฯ และสนามอื่น ๆ ต้องอ่านก่อนสอบ
--------

➀ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1688/2568
(พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 132)

( #ข้อเท็จจริงสำคัญ >>) จำเลยซึ่งเป็นผู้เยาว์ถูกฟ้องในความผิดเกี่ยวกับเพศและพรากผู้เยาว์ โดยในชั้นศาลจำเลยสำนึกผิดและชดใช้เยียวยาค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายแล้ว ประกอบกับข้อเท็จจริงปรากฏว่าปัจจุบันจำเลยย้ายมาพักอาศัยอยู่กับตาและยายซึ่งมีความพร้อมในการอบรมดูแลมากกว่าผู้ปกครองเดิม แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กลับมีคำสั่งให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาตามพ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 132 วรรคสอง โดยส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เป็นเวลา 1 ปี และ 6 เดือน ตามลำดับ จำเลยจึงยื่นฎีกาเพื่อขอให้ศาลใช้มาตรการที่ไม่จำกัดอิสรภาพแทน

( #วรรคนี้ดี) ศาลวินิจฉัยว่าพ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 132 ให้อำนาจศาลสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษา โดยมาตรการแทนการพิพากษาคดีตามมาตรา 132 วรรคหนึ่งนั้น เป็นมาตรการแบบไม่จำกัดอิสรภาพในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู ส่วนมาตรา 132 วรรคสอง เป็นกรณีที่ศาลเห็นควรใช้วิธีการแบบจำกัดอิสรภาพเด็กหรือเยาวชน เพราะไม่มีบุคคลดูแลใกล้ชิดหรือมีบิดามารดาหรือผู้ปกครอง แต่มีความจำเป็นบางประการซึ่งศาลเห็นว่าการส่งเด็กหรือเยาวชนไปอยู่ในสถานพินิจหรือสถานที่อื่นที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายจะเป็นประโยชน์แก่เด็กหรือเยาวชนยิ่งกว่า อย่างไรก็ตาม สถานที่อื่นตามมาตรา 132 วรรคสอง มิได้หมายความรวมถึงศูนย์ฝึกและอบรมเด็กหรือเยาวชนตามคำพิพากษา จึงไม่อาจส่งจำเลยที่อยู่ในระหว่างการใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีไปยังศูนย์ฝึกและอบรมได้ เพราะขัดต่อเจตนารมณ์ของการใช้มาตรการแทนการพิพากษาซึ่งมุ่งหมายที่จะเบี่ยงเบนเด็กและเยาวชนออกจากกระบวนพิจารณาพิพากษาแบบปกติให้ได้มากที่สุด แม้ในระหว่างการใช้มาตรการตามมาตรา 132 วรรคสอง ศาลอาจใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนไปพลางก่อนได้ก็ตาม ก็ไม่อาจนำวิธีการเข้ารับการฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมมาใช้ในกรณีนี้ได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรใช้มาตรการตามมาตรา 132 วรรคหนึ่ง โดยให้ปล่อยตัวชั่วคราวและมอบตัวจำเลยให้ตาและยายดูแล พร้อมกำหนดเงื่อนไขในการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวแทนการพิจารณาพิพากษาโทษ

-------

➁ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1541/2568
(พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 6, 182)

( #ข้อเท็จจริงสำคัญ >>) ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้สืบสันดานของ นาย จ. กับ นาง ป. ยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัว ขอให้พิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่าง นาย จ. กับ นาง ป. ซึ่งนาง ป. ถูกนาง ค. สวมรอยแทน เป็นโมฆะเนื่องจาก นาง ป. ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้วตั้งแต่ปี 2513 โดยในชั้นอุทธรณ์มีประเด็นโต้แย้งเรื่องอำนาจฟ้อง ซึ่งแม้ผู้คัดค้านจะมิได้อุทธรณ์เนื่องจากศาลชั้นต้นยกคำร้อง แต่ผู้คัดค้านได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์คัดค้านประเด็นอำนาจฟ้องไว้ นำไปสู่การพิจารณาว่าประเด็นดังกล่าวถือว่ายุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่

( #วรรคนี้ดี) ศาลวินิจฉัยว่า คำแก้อุทธรณ์ถือเป็นคำคู่ความตามป.วิ.พ. มาตรา 1 (5) ซึ่งคู่ความสามารถตั้งประเด็นให้ศาลวินิจฉัยได้ตามมาตรา 237 และมาตรา 240 ประกอบด้วยพ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 182 ดังนั้น ประเด็นอำนาจฟ้องจึงยังไม่ยุติและศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยได้โดยชอบด้วยมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ. 2553 ทั้งนี้ เมื่อการสมรสที่ปรากฏความเป็นโมฆะกระทบสิทธิของผู้สืบสันดาน ผู้ร้องย่อมมีอำนาจฟ้องตามป.พ.พ. มาตรา 1496 และเมื่อนาง ป. สิ้นสภาพบุคคลไปก่อนแล้วย่อมไม่สามารถให้ความยินยอมตาม ม. 1458 การสวมรอยของนาง ค. จึงทำให้การสมรสระหว่างนาย จ. กับนาง ป. เป็นโมฆะตาม ม. 1495 เพราะเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนเงื่อนไขแห่งการสมรสตามมาตรา 1457 และมาตรา 1458
--------

➂ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1303/2568
(พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 182/1 )

( #ข้อเท็จจริงสำคัญ >>) จำเลยทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์ว่าหากทำร้ายร่างกายคนในครอบครัว จะยอมหย่าและสละสินสมรสทั้งหมด ต่อมาจำเลยทำร้ายร่างกายบุตร โจทก์จึงฟ้องหย่าและขอให้บังคับตามข้อตกลงโดยให้จำเลยยกที่ดินสินสมรสทั้ง 7 แปลงแก่โจทก์เพียงผู้เดียว จำเลยฎีกาโต้แย้งเรื่องการตีความสัญญา แต่ศาลเห็นว่าการสละทรัพย์สินทั้งหมดนั้นรุนแรงเกินไปเมื่อเทียบกับพฤติการณ์ที่เกิดจากการโต้เถียงและอายุของจำเลย

( #วรรคนี้ดี) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าบันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีสถานะเป็นทัณฑ์บนเกี่ยวกับความประพฤติตามป.พ.พ. มาตรา 1516 (8) ซึ่งมีผลสมบูรณ์ใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้ แต่ส่วนการสละสินสมรสทั้งหมด มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ตามป.พ.พ. มาตรา 382 ซึ่งศาลมีอำนาจลดลงได้หากสูงเกินส่วนตาม มาตรา 383 โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ประกอบป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจึงพิพากษาให้จำเลยยกที่ดินส่วนของตนเพียง 1 ใน 5 ส่วนให้แก่โจทก์แทนการสละทั้งหมด เพื่อให้จำเลยยังคงมีทรัพย์สินเป็นหลักประกันในยามชรา
---------

➃ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 748/2568
(พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 6)

( #ข้อเท็จจริงสำคัญ >>) โจทก์ซึ่งเป็นภริยาฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ในฐานะหญิงอื่นที่มีความสัมพันธ์กับสามีของตนในทำนองชู้สาว และจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

( #วรรคนี้ดี) แม้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ยังต้องสืบพยานให้ได้ความตามฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ มาตรา 6 และศาลต้องใช้ความระมัดระวังในการรับฟังพยานหลักฐานยิ่งกว่าคดีแพ่งทั่วไป เนื่องจากเป็นเรื่องร้ายแรงและนำมาแต่ความเสื่อมเสียแก่ครอบครัวของทั้งสองฝ่าย แม้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 ได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่กันคนละจังหวัด และโจทก์กับจำเลยที่ 1 เคยจดทะเบียนหย่ากันมาก่อนแล้ว จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีภริยาแล้ว จำเลยที่ 2 จึงมิได้จงใจละเมิดสิทธิของโจทก์ผู้เป็นภริยาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง
--------

➄ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3902/2568
(พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 182/1 )

( #ข้อเท็จจริงสำคัญ >>) ในระหว่างพิจารณาคดีเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรและค่าอุปการะเลี้ยงดู ผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาได้ถึงแก่ความตาย เป็นเหตุให้อำนาจปกครองบุตรต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกฎหมาย ต่อมาศาลชั้นต้นได้กำหนดระยะเวลาให้ทนายผู้ร้องดำเนินการหาทายาทหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะ แต่ปรากฏว่าไม่สามารถหาตัวคู่ความแทนได้ภายในกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ร้องถึงแก่ความตาย

( #วรรคนี้ดี) ศาลวินิจฉัยว่าเมื่อบิดาถึงแก่ความตาย อำนาจปกครองบุตรย่อมตกเป็นของผู้คัดค้านซึ่งเป็นมารดาแต่เพียงผู้เดียวโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1566 (1) ประเด็นเรื่องอำนาจปกครองจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอีกต่อไป ส่วนในประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดู เมื่อไม่มีการตั้งคู่ความแทนผู้มรณะภายในกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติ จึงมีเหตุให้ต้องจำหน่ายคดีส่วนนี้เสียจากสารบบความตามป.วิ.พ. มาตรา 42 วรรคสอง ประกอบด้วย พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง

🤍

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1279/2566เรื่อง #คณะรัฐมนตรีมีมติให้ยกเลิกกฎหมายเช็คแล้ว  #ผู้สั่งจ่ายเช็คเด้งจะยังมีความผิดอยู่...
19/03/2026

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1279/2566

เรื่อง
#คณะรัฐมนตรีมีมติให้ยกเลิกกฎหมายเช็คแล้ว #ผู้สั่งจ่ายเช็คเด้งจะยังมีความผิดอยู่หรือไม่

ประเด็นข้อกฎหมาย
แม้คณะรัฐมนตรีจะมีมติยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 77 แต่ถ้ายังไม่มีพระราชบัญญัติยกเลิกออกมาใช้บังคับ กฎหมายเดิมจะยังคงมีผลใช้บังคับและยังมีโทษทางอาญาอยู่หรือไม่

ข้อเท็จจริง
คดีนี้จำเลยออกเช็คจำนวน 282,000 บาท เพื่อชำระหนี้ค่าเสียหายจากกรณีรับจ้างปลูกสร้างบ้านให้โจทก์ แต่จำเลยไม่ดำเนินการก่อสร้างตามแบบและจัดการให้แล้วเสร็จ ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย

ต่อมาเมื่อเช็คถึงกำหนด โจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโดยแจ้งว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่าย

จำเลยฎีกาว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 แล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 77 ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดและไม่ต้องรับโทษ

#คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1279/2566 วินิจฉัยว่า
แม้คณะรัฐมนตรีจะได้มีมติยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ตามที่จำเลยกล่าวอ้างก็ตาม #แต่การมีมติดังกล่าวของคณะรัฐมนตรีเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการออกกฎหมายยกเลิกเท่านั้น

เมื่อรัฐยังไม่ได้มีพระราชบัญญัติยกเลิก พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 จึงยังคงมีผลใช้บังคับและมีโทษตามกฎหมายในทางอาญา

ดังนั้น เมื่อการกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิด #จำเลยจึงยังคงมีความผิดและต้องรับโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ต่อไป ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

สรุป
มติคณะรัฐมนตรีให้ยกเลิกกฎหมาย ยังไม่เท่ากับว่ากฎหมายนั้นสิ้นผลใช้บังคับทันที

ตราบใดที่ยังไม่มีพระราชบัญญัติยกเลิกออกมาใช้บังคับอย่างเป็นทางการ กฎหมายเดิมก็ยังคงใช้ได้อยู่ และยังมีโทษทางอาญาตามเดิม

ดังนั้น แม้คณะรัฐมนตรีจะมีมติให้ยกเลิกกฎหมายเช็คแล้ว แต่หากยังไม่มีพระราชบัญญัติยกเลิกออกมาบังคับใช้ ผู้สั่งจ่ายเช็คที่ครบองค์ประกอบความผิดก็ยังคงต้องรับโทษตามกฎหมายเดิม

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 77

#ฎีกาศึกษา #มติครม.

การร้องขัดทรัพย์: กลไกคุ้มครอง "เจ้าของที่แท้จริง" ลองจินตนาการว่าเพื่อนสนิทของคุณโดนฟ้องจนมีการยึดทรัพย์  แล้วจู่ๆ เจ้า...
16/03/2026

การร้องขัดทรัพย์: กลไกคุ้มครอง "เจ้าของที่แท้จริง"

ลองจินตนาการว่าเพื่อนสนิทของคุณโดนฟ้องจนมีการยึดทรัพย์ แล้วจู่ๆ เจ้าพนักงานบังคับคดีก็บุกมาที่บ้านของเขา พร้อมกับแปะป้าย "ยึด" บนรถมอเตอร์ไซค์สุดรักที่คุณ "ให้เขายืมขับ" หรือกล้องราคาแพงที่คุณ "ฝากเขาไว้" ในวินาทีนั้น คุณกลายเป็น "บุคคลภายนอก" ที่ต้องกระโดดเข้าสู่สมรภูมิกฎหมายเพื่อทวงสิทธิคืน สิ่งนี้เรียกว่า "การร้องขัดทรัพย์"

1. การร้องขัดทรัพย์คืออะไร?
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 คือ การที่บุคคลภายนอก (ที่ไม่ใช่ลูกหนี้ในคดี) ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ "ปล่อยทรัพย์" ที่ถูกยึดไว้ โดยอ้างว่าตนเองเป็นเจ้าของที่แท้จริง หรือมีสิทธิเหนือทรัพย์นั้นดีกว่าลูกหนี้

2. ใครคือผู้ที่มีสิทธิร้อง?
ไม่ใช่ทุกคนที่เดินไปบอกว่า "นี่ของฉัน" จะร้องได้ทันที กฎหมายดูที่ "สิทธิเหนือทรัพย์สิน" เป็นหลัก:

2.1 เจ้าของกรรมสิทธิ์: เช่น คุณซื้อรถต่อจากจำเลยและทำโอนทางทะเบียนเรียบร้อยแล้ว แต่เจ้าหนี้ยังมายึดรถคันนี้เพราะคิดว่าเป็นของจำเลย

2.2 ผู้มีสิทธิครอบครอง: เช่น การครอบครองปรปักษ์ในที่ดินจนได้สิทธิแล้ว แม้จะยังไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ก็ตาม

2.3 สิทธิอื่นๆ ที่ดีกว่าจำเลย: เช่น ผู้ร้องซื้อที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขาย ชำระเงินครบและเข้าครอบครองแล้ว เหลือเพียงรอโอนกรรมสิทธิ์

3. ระยะเวลาคือ "หัวใจสำคัญ" (Timeline)
ต้องยื่นคำร้องภายในกำหนดระยะเวลา มิฉะนั้นหมดสิทธิ

3.1 กฎทอง 60 วัน: ต้องยื่นภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ยึดทรัพย์สินรายการนั้น

3.2 ข้อยกเว้น (พฤติการณ์พิเศษ): หากเกิน 60 วัน แต่มีเหตุจำเป็นจริงๆ ต้องยื่นก่อนวันขายทอดตลาดนัดแรก ไม่น้อยกว่า 7 วัน

3.3 เหตุสุดวิสัย: หากพ้นกำหนดข้างต้นเพราะเหตุที่ควบคุมไม่ได้ (เช่น ป่วยหนัก หรือภัยธรรมชาติ) ต้องรีบยื่นก่อนทรัพย์ถูกขายไปจริงๆ

4. ขั้นตอนการยื่นคำร้อง

1. ยื่นคำร้องต่อศาล: ต้องยื่นต่อ "ศาลที่ออกหมายบังคับคดี" (ศาลที่ตัดสินคดีหลักนั่นเอง) และต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามราคาทรัพย์สินนั้นด้วย

2. ผลการยื่นคำร้อง: เมื่อยื่นปุ๊บ การขายทอดตลาดจะถูก "หยุด" ไว้ทันทีจนกว่าศาลจะตัดสินว่าทรัพย์นั้นเป็นของใครกันแน่

3. การพิสูจน์: ผู้ร้องมีภาระการพิสูจน์ เพราะกฎหมายสันนิษฐานไว้เบื้องต้นว่า ทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของลูกหนี้ หรือที่ลูกหนี้มีชื่อในทะเบียนเป็นของลูกหนี้

5. มาตรการป้องกัน "การร้องเท็จ"
เนื่องจากการร้องขัดทรัพย์มักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการ "ดึงเกม" หรือประวิงเวลาเพื่อให้เจ้าหนี้เสียหาย กฎหมายจึงมีบทลงโทษ

5.1 มาตรา 323 วรรคท้าย: หากศาลเห็นว่าการร้องขัดทรัพย์นั้น "ไม่มีมูลและมีเจตนาประวิงการบังคับคดี" ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสำหรับความเสียหายที่เกิดจากการล่าช้าได้

5.2 คดีอาญา: หากมีการสมรู้ร่วมคิดกับลูกหนี้ แกล้งทำหลักฐานเท็จเพื่อมาร้องขัดทรัพย์ อาจมีความผิดคดีอาญา เช่น ฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ.มาตรา 350 เป็นต้น

สรุปสั้นๆ: ถ้าทรัพย์สินของคุณถูกยึดเพราะความเข้าใจผิด "ตั้งสติ - เก็บหลักฐาน - ยื่นศาลที่ออกหมายบังคับคดีภายใน 60 วัน" เพียงเท่านี้ทรัพย์สินของคุณก็จะปลอดภัยครับ

อ.วิชัย wichai
#การร้องขัดทรัพย์ in Law

ที่อยู่

126/199 ซอยรามอินทรา40 แยก8 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร
Bangkok
10230

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักงาน องอาจ คำทอง ทนายความและเพื่อนผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง สำนักงาน องอาจ คำทอง ทนายความและเพื่อน:

แชร์