บริษัท เอ็น.ซี.ลอว์ แอนด์ บิซิเนส จำกัด

บริษัท เอ็น.ซี.ลอว์ แอนด์ บิซิเนส จำกัด สำนักงานกฎหมายเอ็น.ซี.ลอว์
57 ซอยนาคนิวาส 16 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร 10230

 #การรับฟังคำรับสารภาพของผู้ถูกจับในชั้นจับกุม-------- เรื่องการรับฟังถ้อยคำของผู้ถูกจับในชั้นจับกุม เดิมถ้อยคำของผู้ถูก...
04/07/2024

#การรับฟังคำรับสารภาพของผู้ถูกจับในชั้นจับกุม
-------- เรื่องการรับฟังถ้อยคำของผู้ถูกจับในชั้นจับกุม เดิมถ้อยคำของผู้ถูกจับในชั้นจับกุม ไม่ว่าจะให้การต่อเจ้าพนักงานผู้จับหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งรับมอบตัวผู้ถูกจับไว้ สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ เว้นแต่ถ้อยคำนั้นจะเกิดขึ้นโดยมิชอบตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 226 แต่ในการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ( ฉบับที่ 22 ) พ.ศ. 2547 ได้มีการแก้ไขมาตรา 84 วรรคสี่ ซึ่งกำหนดว่า “ ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่น จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือตามมาตรา 83 วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับแล้วแต่กรณี ”
-------- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13199/2557 ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคสี่ บัญญัติเพื่อมุ่งประสงค์ที่จะห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 มารับฟังประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยที่ 1 เท่านั้น คำให้การในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่พาดพิงถึงจำเลยที่ 2 ว่าร่วมกระทำความผิด แม้เป็นพยานบอกเล่าและเป็นคำซัดทอดเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับประโยชน์จากการซัดทอดถึงจำเลยที่ 2 ก็รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นที่โจทก์ส่งอ้างเป็นพยานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 โดยชอบ
-------- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 642/2567 แม้ในชั้นจับกุมจำเลยและ ก. จะให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมว่าเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนเป็นของทั้งสองคน แต่คำให้การดังกล่าวเป็นถ้อยคำรับสารภาพของจำเลยผู้ถูกจับที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคสี่ ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยและ ก. ได้ให้ถ้อยคำต่อผู้จับกุมยอมรับว่ายาเสพติดเป็นของตัวเองจริง โดยซื้อมาจาก ค. เพื่อนำมาจำหน่ายให้แก่กลุ่มวัยรุ่นและผู้ใช้แรงงานในพื้นที่ ถ้อยคำดังกล่าวมิได้เป็นเพียงถ้อยคำรับสารภาพว่าได้กระทำความผิด หากแต่เป็นถ้อยคำอื่นซึ่งจำเลยและ ก. ได้ให้ถ้อยคำอื่นนั้นต่อเจ้าพนักงานผู้จับกุมภายหลังที่เจ้าพนักงานได้แจ้งสิทธิแก่จำเลยและผู้ถูกจับตามกฎหมายแล้ว ทั้งโจทก์มีภาพถ่ายประกอบสำนวนที่ได้ให้จำเลยและ ก. ชี้ของกลางที่ยึดได้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยและ ก. จึงเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ที่เกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย สามารถนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคสี่ ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 นั้น ถ้อยคำอื่นตามบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องไม่ใช่ถ้อยคำที่เป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพของจำเลย เมื่อพิจารณาข้อความตามบันทึกจับกุมที่ระบุว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลย โดยมีรายละเอียดด้วยว่าซื้อมาจากบุคคลอื่นเพื่อนำมาจำหน่ายต่อ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพของจำเลยนั่นเอง จึงต้องห้ามไม่ให้รับฟังเป็นพยาน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคสี่ ส่วนคำรับสารภาพชั้นจับกุมของ ก. แม้จะไม่ห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีของจำเลย แต่ก็ถือเป็นพยานบอกเล่าและซัดทอด ซึ่งมีเงื่อนไขให้รับฟังและมีน้ำหนักน้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 และ 227/1
-------- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 428/2565 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคท้าย บัญญัติห้ามมิให้ศาลรับฟังคำรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นพยานหลักฐานในการลงโทษจำเลย แต่เป็นการห้ามมิให้รับฟังเฉพาะคำรับสารภาพของจำเลยเป็นพยานหลักฐานเพื่อลงโทษจำเลยนั้นเอง มิได้ห้ามรับฟังถ้อยคำในชั้นจับกุมของจำเลยอื่นด้วยแต่อย่างใด ดังนั้น ศาลย่อมนำถ้อยคำในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกที่พาดพิงว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกระทำความผิดด้วย มารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ และคำให้การในชั้นสอบสวนถือเป็นพยานบอกเล่าและพยานซัดทอด แต่กฎหมายมิได้ห้ามรับฟังเสียทีเดียว หากมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานประกอบอื่นมาสนับสนุน ก็สามารถรับฟังลงโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ประกอบมาตรา 227/1 ป่าที่เกิดเหตุเป็นเขตอุทยานแห่งชาติและเป็นป่าสงวนแห่งชาติ การล่าสัตว์ป่าคุ้มครองจึงเป็นความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่งด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้ลงโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในความผิดฐานนี้เป็นการไม่ชอบ และความผิดฐานร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติกับความผิดฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง ฐานร่วมกันกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ฐานร่วมกันกระทำให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ภายในเขตอุทยานแห่งชาติด้วยประการใด ๆ และฐานร่วมกันยิงปืนในเขตอุทยานแห่งชาติ ถือว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในความผิดฐานร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติต่างกรรมกับความผิดฐานอื่นจึงไม่ถูกต้องเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
-------- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8542/2554 ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและคำให้การในชั้นสอบสวนซึ่งเจ้าพนักงานไม่ได้แจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้ทราบก่อนและไม่ได้แจ้งว่าจะไม่ให้การก็ได้เป็นพยานหลักฐานที่รับฟังไม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84, 134/1 และ 134/4 นั้น เห็นว่า มาตรา 84, 134/1 และ 134/4 ได้มีการแก้ไขโดยพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป โดยไม่มีผลบังคับย้อนหลัง จึงไม่กระทบต่อกระบวนพิจารณาความอาญาที่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่คำรับสารภาพในชั้นจับกุมและคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 4 ได้กระทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลบังคับ คำรับสารภาพในชั้นจับกุมและคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องห้ามใช้เป็นพยานหลักฐาน
-------- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7245/2554 แม้ว่ากฎหมายจะห้ามมิให้ศาลรับฟังคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาพิพากษาคดี ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคท้าย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 19 แต่กฎหมายก็ไม่ได้ห้ามมิให้ศาลนำมาเป็นเหตุบรรเทาโทษแก่จำเลย ซึ่งถือได้ว่าคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมดังกล่าวเป็นเหตุบรรเทาโทษโดยเหตุอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับเหตุบรรเทาโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ใน ป.อ. มาตรา 78 วรรคสอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2886/2554 ศาลฎีกาได้วินิจฉัยเชื่อว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนโดยสมัครใจ และเพียงแต่นำคำรับสารภาพดังกล่าวมารับฟังประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีนี้เกิดเหตุก่อนที่จะมีการแก้ไข ป.วิ.อ. มาตรา 84 จึงไม่ต้องห้ามที่จะรับฟังถ้อยคำรับสารภาพในชั้นจับกุม
-------- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3591/2553 แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีบทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา 84 ที่แก้ไขใหม่ โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป บัญญัติว่า "ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน..." ก็ไม่มีผลย้อนหลังไปกระทบถึงคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยดังกล่าวที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมจึงใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้
บทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือวันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป เมื่อพนักงานสอบสวนสอบถามคำให้การของจำเลยในฐานะผู้ต้องหาในวันที่ 10 ตุลาคม 2547 ก่อนวันที่บทบัญญัติมาตรา 134/1 มีผลใช้บังคับ จึงไม่อาจนำมาตรา 134/1 มาใช้บังคับแก่การสอบถามคำให้การของจำเลยในคดีนี้ได้ การสอบสวนจำเลยจึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 134 ทวิ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3787/2564นาย ว.โจทก์นางหรือนางสาว ว.จำเลยป.วิ.พ. มาตรา 274 วรรคหนึ่งโจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดีภาย...
16/06/2024

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3787/2564

นาย ว.โจทก์
นางหรือนางสาว ว.จำเลย

ป.วิ.พ. มาตรา 274 วรรคหนึ่ง

โจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดีภายหลังจากที่ ป.วิ.พ. มาตรา 274 ที่แก้ไขเพิ่มเติมตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่30) พ.ศ. 2560 ใช้บังคับ การบังคับคดีของโจทก์จึงตกอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 274 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ส. เป็นบุคคลภายนอกมิใช่คู่ความในคดีที่ถูกฟ้องแต่แรก แต่ ส. ยินยอมเข้ามาในคดีโดยตกลงยอมรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างลูกหนี้ร่วมและได้ลงลายมือชื่อผูกพันตนว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ในสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมแล้วด้วย สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวจึงมีผลผูกพัน ส. ในฐานะเป็นบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาให้ชำระหนี้หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้ต้องปฏิบัติตาม เมื่อ ส. ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์มีสิทธิขอให้บังคับคดี ส. ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่

___________________________

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมว่า จำเลยนำนายเสริมวงศ์ เข้าเป็นลูกหนี้ร่วม ตกลงชำระหนี้แก่โจทก์ 3,600,000 บาท โดยนายเสริมวงศ์ ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 188236 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคาร 3 ชั้น ให้แก่โจทก์ภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยเดือนละ 10,000 บาท ให้แก่โจทก์จนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแล้วเสร็จ หากจำเลยและนายเสริมวงศ์ผิดสัญญาถือว่าผิดนัด จำเลยและนายเสริมวงศ์ยอมให้บังคับคดีได้ทันทีโดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยและนายเสริมวงศ์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา

โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ผิดหลงไม่ได้แถลงให้ศาลทราบถึงการยินยอมเข้าเป็นลูกหนี้ร่วมของนายเสริมวงศ์ กับจำเลย ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีนายเสริมวงศ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีตามคำร้องขอของโจทก์และโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์เป็นที่ดิน 6 แปลง โฉนดเลขที่ 170669 และ 170685 ถึง 170689 ต่อมานางเปรมฤดี และนายภาณุวัฒน์ ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินทั้ง 6 แปลง ดังกล่าว อ้างว่าไม่ใช่ที่ดินของนายเสริมวงศ์แต่เป็นของบุคคลทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอออกหมายบังคับคดีของโจทก์ใหม่ว่าโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของนายเสริมวงศ์ บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่จำเลยอันเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีผลให้กระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการมาทั้งหมดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลเห็นสมควรมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และเพิกถอนการยึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์ เพื่อให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมในกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขาย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันนายเสริมวงศ์ หรือไม่ เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้วระบุให้จำเลยนำนายเสริมวงศ์ เข้าเป็นลูกหนี้ร่วม ตกลงชำระหนี้แก่โจทก์ 3,600,000 บาท โดยนายเสริมวงศ์ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 188236 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคาร 3 ชั้น ให้แก่โจทก์ภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท จนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์จนแล้วเสร็จ หากจำเลยและนายเสริมวงศ์ลูกหนี้ร่วมผิดสัญญาถือว่าผิดนัด จำเลยและนายเสริมวงศ์ยอมให้บังคับคดีได้ทันทีโดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป แม้นายเสริมวงศ์เป็นบุคคลภายนอกมิใช่คู่ความในคดีที่ถูกฟ้องแต่แรก แต่นายเสริมวงศ์ก็ยินยอมเข้ามาในคดีโดยตกลงยอมรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างลูกหนี้ร่วมและได้ลงลายมือชื่อผูกพันตนว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวด้วย ประกอบกับบทบัญญัติมาตรา 274 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2560 เมื่อคดีนี้โจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดีวันที่ 20 มีนาคม 2561 ภายหลังจากบทบัญญัติมาตรา 274 ที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว การบังคับคดีของโจทก์จึงตกอยู่ภายใต้บังคับของวรรคหนึ่งแห่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าวที่แก้ไขใหม่ซึ่งบัญญัติว่า “ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชำระหนี้ (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดี...” สัญญาประนีประนอมยอมและคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวจึงมีผลผูกพันนายเสริมวงศ์ในฐานะเป็นบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาให้ชำระหนี้หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้ต้องปฏิบัติตาม เมื่อนายเสริมวงศ์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์จึงมีสิทธิขอให้บังคับคดีนายเสริมวงศ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ที่ศาลล่างทั้งสองให้เพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและเพิกถอนการยึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์ ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งเพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพิกถอนการยึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์ และให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายตามคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

13/06/2024

⚖️สื่อประชาสัมพันธ์ “เรื่องนี้...ต้องถึงศาลปกครอง”
📚ประเด็นเนื้อเรื่องเกี่ยวกับ : ทำถนนไม่สนชาวบ้าน...ธุรกิจเสียหาย ฟ้องขอให้จ่ายค่าชดเชย

🔹 สำนักงานศาลปกครอง ได้รวบรวมคดีปกครองที่น่าสนใจจากคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดในคดีประเภทต่าง ๆ ที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง โดยจัดทำในรูปแบบเรื่องสั้นจบในตอน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่สนใจ รวมทั้งเป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการต่อไป

📍 หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสืบค้นคำพิพากษาหรือคำสั่ง ได้ที่ http://www.admincourt.go.th/admincourt/site/05SearchSuit.html

☎ ปรึกษาข้อกฎหมายเกี่ยวกับคดีปกครองได้ทาง สายด่วนศาลปกครอง 1355 (ในวันและเวลาราชการ)

🌐ช่องทางการสื่อสารของสำนักงานศาลปกครอง คลิก https://linktr.ee/pr.admincourt

:: สำนักงานศาลปกครอง ::

13/10/2023

Send a message to learn more

27/09/2023

บริษัท เอ็น.ซี.ลอว์ แอนด์ บิซิเนส จำกัด เป็นบริษัทที่ดำเนินการเกี่ยวกับการให้บริการทางด้านกฎหมายครบวงจร บริษัทมีความต้องการที่จะรับพนักงานเพิ่มเติม จึงเปิดรับสมัครพนักงานดังนี้

1. ทนายความ 1 อัตรา

คุณสมบัติผู้สมัครงาน :
1. เพศชาย - หญิง อายุตั้งแต่ 23 - 40 ปี
2. วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป สาขานิติศาสตร์
3. มีใบอนุญาตว่าความ ถ้ามีประสบการณ์ว่าความจะพิจารณาเป็นพิเศษ
4. สามารถทำงานต่างจังหวัดได้
5. มีทักษะการสื่อสารดี มีความละเอียด รอบคอบ
6. สามารถใช้โปรแกรม Microsoft Office ได้ดี
7. สามารถใช้โปรแกรม E-Filing ได้

ลักษณะงาน :
- จัดเตรียมเอกสารเพื่อดำเนินคดี ร่างฟ้อง และตรวจสอบความถูกต้อง
- ยื่นฟ้องคดีต่อศาลผ่านระบบ E-Filing ได้
- สืบคดี ในวันนัดพิจารณา หรือสืบพยานออนไลน์
- คัดคำพิพากษา
- นำคำบังคับ
- คัดเอกสารต่างๆ จากศาล
- ร่างหนังสือสัญญา ,เอกสารทางกฎหมาย
- ให้คำปรึกษาในด้านกฎหมายแก่บริษัทฯ
- ติดต่อหน่วยงานราชการต่างๆ

สถานที่ทำงาน : ซอยนาคนิวาส 16 ใกล้เซ็นทรัลอีสวิลล์

เงินเดือน : ตามตกลง

2. ผู้ช่วยทนายความ 1 อัตรา

คุณสมบัติผู้สมัคร :
1. เพศชาย/หญิง อายุไม่เกิน 40 ปี
2. วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี ขึ้นไป หรือ กำลังศึกษาระดับปริญญาตรี
3. มีใบอนุญาตว่าความ จะพิจารณาเป็นพิเศษ
4. มีความขยัน อดทน ซื่อสัตย์ ตรงเวลา รับแรงกดดันได้

ลักษณะงาน :
- ประสานงานกับทนายความ
- จัดเตรียมเอกสาร
- ร่างเอกสาร สัญญา
- คัดเอกสารจากศาลและหน่วยงานราชการ

สถานที่ทำงาน : ซอยนาคนิวาส 16 ใกล้เซ็นทรัลอีสวิลล์

เงินเดือน : ตามตกลง

ติดต่อ
นายนฤทธิ์ โสมานันท์ 0823353399

Send a message to learn more

04/08/2022

เมื่อมีการขับรถโดยเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นแล้ว เจ้าพนักงานมีคำสั่งเรียกให้ทดสอบว่าเมาสุราหรือของอย่างอื่นหรือไม่ แต่ผู้ขับขี่ปฎิเสธไม่ทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ให้ทดสอบดังกล่าว จะผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 368 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุก 10 วันหรือปรับไม่เกิน 500 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับหรือไม่

เรื่องนี้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 411/2565 พิพากษาว่า "การที่จำเลยไม่ยอมทดสอบว่าเมาสุราหรือไม่ตามคำสั่งของพนักงานสอบสวนที่สั่งตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก
พ.ศ. 2522 ซึ่งบัญญัติไว้เป็นพิเศษในมาตรา 142 วรรคสอง ความว่าในกรณีเจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวนหรือพนักงานเจ้าที่เห็นว่า ผู้ขับขี่ฝ่าฝืนมาตรา 43 (1) หรือ (2)ให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งให้มีการทดสอบผู้ขับขี่ดังกล่าวว่าหย่อนความสามารถในอันจะขับหรือเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นหรือไม่ ซึ่งหากฝ่าฝืนบทบัญญัตินี้จะมีส่วนที่ว่าด้วยบทกำหนดโทษในมาตรา 154 (3) โดยระวางโทษปรับครั้งละไม่เกินหนึ่งพันบาท จึงเห็นได้ว่าการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเช่นนี้พระราชบัญญัติ
จราจรทางบก พ.ศ. 2522 กำหนดโทษไว้โดยเฉพาะแล้ว กรณีจึงไม่เป็นเรื่องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานตามความหมายของมาตรา 368 แห่งประมวลกฎหมายอาญาอันเป็นกฎหมายทั่วไปการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 368 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

จากคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการที่จำเลยไม่ยอมทดสอบว่าเมาสุราหรือไม่ตามคำสั่งเจ้าพนักงานที่สั่งตามอำนาจหน้าที่ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 368 เพราะการไม่ทำตามคำสั่งดังกล่าวเป็นความผิดตาม พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 อยู่แล้ว นั้นหมายความว่า หากการกระทำความผิดนั้นเมื่อมีกฎหมายกำหนดโทษไว้โดยเฉพาะแล้ว ย่อมไม่เป็นความผิดตามกฎหมายทั่วไปอีก ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามาตรา 368 แห่งประมวลกฎหมายอาญาเป็นกฎหมายทั่วไป

แต่อย่าเพิ่งดีใจไปว่า ต่อไปนี้ถ้าเมาแล้วขับรถและเมื่อเจ้าพนักงานจราจรหรือเจ้าพนักงานที่มีอำนาจสั่งมีคำสั่งให้การทดสอบแล้ว ผู้ขับรถไม่ยอมทดสอบว่าเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น จะโดยปรับไม่เกิน 1,000 บาท แล้วจบกัน

เพราะการเมาแล้วขับรถนั้น เจ้าพนักงานจราจรหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสั่งมีอำนาจตามพราะราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับ 10) พ.ศ.2527 ซึ่งให้ยกเลิกความในมาตรา 142 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2552 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2542 โดยให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน "มาตรา 142 เจ้าพนักงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจสั่งให้ผู้ขับขี่หยุดรถในเมื่อ (1)รถนั้นมีสภาพไม่ถูกต้องตามที่บัญญัติไว้นมาตรา 6 (2)เห็นว่าผู้ขับขี่หรือบุคคลใดในรถนั้นได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอันเกี่ยวข้องกับรถนั้นๆ วรรคสอง ในกรณีที่มีพฤติการ์อันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่ฝ่าฝืนมาตรา 43(1) หรือ (2) ให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งหใ้มีการทดสอบผู้ขับขี่ดังกล่าวว่าหย่อนความสามารถในอันที่จะขับหรือเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นหรือไม่ วรรคสาม ในกรณีที่ผู้ขับขี่ตามวรรคสองไม่ยอมให้ทดสอบ ให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจกักตัวผู้นั้นไว้ดำเนินการทดสอบได้ภายในระยะเวลาเท่าที่จำเป็นเหตุกรณี เพื่อให้การทดสอบเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว หากผู้นั้นยอมให้ทดสอบและผลการทดสอบปรากฎว่าไม่ได้ฝ่าฝืนมาตรา 4 (1) หรือ (2) ก็ให้ปล่อยตัวไปทันที วรรคสี่ ในกรณีที่มีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น หากผู้นั้นยังไม่ยอมให้ทดสอบตามวรรคสามโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นฝ่าฝืนมาตรา 43 (2) วรรคห้า การทอดสอบตามมาตรานี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง"

หากฝ่าฝืนมาตรา 43 (2) ก็จะมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 160ตรี ซึ่งบัญญัติว่า "หากผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 43 (2) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ห้าพันถึงสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยว่าหกเดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่"

ตามมาตรา 142 ที่แก้ไขเมื่อปี 2557 นั้น ส่วนใหญ่ข้อความเหมือนเดิม แต่มีการเพิ่มวรรคสี่เข้ามา โดยสรุปก็คือถ้าผู้ขับขี่ไม่ยอมให้ทดสอบ เจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจกักตัวไว้เพื่อให้ทำการทดสอบภายในระยะเวลาที่จำเป็น แต่เมื่อกักตัวไว้แล้วผู้ขับขี่ก็ไม่ยอมทดสอบอีกโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่ขับรถในขณะเมาสรุาหรือของเมาอย่างอื่น เช่นดูก็รู้ว่าเมา ได้กลิ่นแอลกอฮอล์ ลักษณะเช่นนี้ กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเมาแล้วขับ แบบนี้ต้องถูกนำตัวไปฟ้องต่อศาลในข้อหาเมาแล้วขับเลย จะเมาหรือไม่เมาขณะขับรถจริงหรือไม่ ก็ไปแก้ตัวกันในศาล ซึ่งคดีเมาแล้วขับมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ศาลลงโทษเท่าไหร่ก็ได้แต่ไม่เกิน 1 ปี มีโทษปรับด้วย 5,000 ถึง 20,000 บาท หรือศาลจะพิพากษาลงโทษจำคุกและปรับไปด้วยก็ได้

นอกจากนี้การที่ผู้ขับขี่ไม่ยอมทดสอบว่าเมาสุราหรือไม่ตามคำสั่งก็จะเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 411/2565 ด้วย

ดังนั้น ถ้าเราไม่ได้เมาแล้วขับ เมื่อเจอด่านของเจ้าพนักงาน ก็ควรจะให้ความร่วมมือในการทดสอบ เพราะส่วนใหญ่แล้วผู้ที่ไม่ให้ความร่วมมือในการทดสอบจะเมาแล้วขับ

โดยสรุป การไม่ยอมให้เจ้าพนักงานจราจรทดสอบว่าเมาสุราหรือไม่ นอกจากจะมีความผิดตาม พรบ.จราจรทางบก พ.ศ. มาตรา 142 ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท แล้ว ยังอาจจะเป็นความผิดตามมาตรา 160 ตรี ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 20,000 บาท อีกด้วย

31/05/2022

4 เรื่องไม่จริงเกี่ยวกับ PDPA

1. การถ่ายรูป-ถ่ายคลิป ติดภาพคนอื่นโดยเจ้าตัวไม่ยินยอมจะผิด PDPA
ตอบ กรณีการถ่ายรูป-ถ่ายคลิปโดยติดบุคคลอื่นโดยผู้ถ่ายรูป-ถ่ายคลิปไม่เจตนา และการถ่ายรูปถ่ายคลิปดังกล่าวไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายกับผู้ถูกถ่าย สามารถทำได้ หากเป็นการใช้เพื่อวัตถุประสงค์ส่วนตัว

2. ถ้านำคลิปหรือรูปถ่ายที่ติดคนอื่นไปโพสต์ในโซเชียลมีเดียโดยบุคคลอื่นไม่ยินยอมจะผิด PDPA
ตอบ สามารถโพสท์ได้ หากใช้เพื่อวัตถุประสงค์ส่วนตัว ไม่ใช้แสวงหากำไรทางการค้าและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

3. ติดกล้องวงจรปิดแล้วไม่มีป้ายแจ้งเตือนผิด PDPA
ตอบ การติดกล้องวงจรปิด ภายในบ้าน ไม่จำเป็นต้องมีป้ายแจ้งเตือน หากเพื่อป้องกันอาชญากรรม และรักษาความปลอดภัยกับตัวเจ้าของบ้าน

4. เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลต้องให้ความยินยอมทุกครั้งก่อนนำข้อมูลไปใช้
ตอบ ไม่จำเป็น ต้องขอความยินยอม หากการใช้ข้อมูลดังกล่าว
(1) เป็นการทำตามสัญญา
(2) เป็นการใช้ที่มีกฎหมายให้อำนาจ
(3) เป็นการใช้เพื่อรักษาชีวิตและ/หรือ ร่างกายของบุคคล
(4) เป็นการใช้เพื่อการค้นคว้าวิจัยหรือสถิติ
(5) เป็นการใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ
(6) เป็นการใช้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ หรือสิทธิของตนเอง

ทั้งนี้ ข้อมูลข้างต้น อาจเปลี่ยนแปลงตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นกรณีๆไป

PDPA = พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
มาตรา 4(1) การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ทำการเก็บข้อมูลเพื่อประโยชน์ส่วนตน หรือเพื่อกิจกรรมในครอบครัวของบุคคลนั้นเท่านั้น

ติดตาม fb : PDPC Thailand

22/06/2020

เพิ่มเกณฑ์ข้าราชการ เสี่ยง-ติดเชื้อโควิด เบิกค่ารักษา รพ. เอกชน ได้

#ไทยคู่ฟ้า มีข่าวมาแจ้ง...สำหรับผู้มีสิทธิเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล (สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ) กรมบัญชีกลาง ออกหลักเกณฑ์เพิ่มเติม กรณีผู้มีสิทธิหรือบุคคลในครอบครัวที่มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หอบเหนื่อย หรือมีอาการของโรคปอดอักเสบ หากเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลเอกชน และแพทย์มีความเห็นว่าเสี่ยงหรือติดเชื้อโควิด-19 สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ ทั้งประเภทผู้ป่วยนอก และประเภทผู้ป่วยใน โดยกรณีผู้ป่วยในเป็นไปตามเงื่อนไข ดังนี้

1. กรณีติดเชื้อโควิด-19 การเบิกค่ารักษาพยาบาลจะครอบคลุมตั้งแต่สถานพยาบาลเอกชนรับตัวไว้เป็นผู้ป่วยใน จนถึงสิ้นสุดการรักษา รวมถึงการส่งตัวผู้ป่วยไปเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลเอกชนแห่งอื่นที่ได้จัดเตรียมไว้

แต่หากปฏิเสธการย้ายไปยังสถานพยาบาลเอกชนที่จัดเตรียมไว้ หรือประสงค์จะย้ายไปรักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลของเอกชนแห่งอื่น ค่ารักษาพยาบาลภายหลังจากนั้น จะไม่สามารถใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลได้

2. กรณีไม่ติดเชื้อโควิด-19 การเบิกค่ารักษาพยาบาลจะครอบคลุมตั้งแต่สถานพยาบาลเอกชนรับตัวไว้เป็นผู้ป่วยใน จนถึงผู้ป่วยได้รับแจ้งผลการตรวจที่ยืนยันว่าไม่ติดเชื้อโควิด-19

หากมีความจำเป็นต้องรักษาตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินตามกฎหมายว่าด้วยการแพทย์ฉุกเฉิน หลังจากที่ได้รับการยืนยันว่าไม่ติดเชื้อ ให้เบิกได้ตามหลักเกณฑ์และอัตราค่ารักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยนอกหรือผู้ในสถานพยาบาลของเอกชน กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน พ.ศ. 2560

Cr. กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง

-------------------
👍Website : www.thaigov.go.th
👍Facebook : ไทยคู่ฟ้า
👍Twitter : ไทยคู่ฟ้า
👍YouTube : ไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล
👍LINE : ไทยคู่ฟ้า ()

ที่อยู่

57 ซอยนาคนิวาส แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว
Bangkok
10230

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ บริษัท เอ็น.ซี.ลอว์ แอนด์ บิซิเนส จำกัดผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง บริษัท เอ็น.ซี.ลอว์ แอนด์ บิซิเนส จำกัด:

แชร์