หลักกฎหมายปกครองวันละเรื่อง

หลักกฎหมายปกครองวันละเรื่อง ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก หลักกฎหมายปกครองวันละเรื่อง, สำนักงานกฎหมายและทนายความ, ซอยรามคำแหง 180 แขวงมีนบุรี เขตมีนุบรี, Bangkok.

อำนาจตุลาการ กับ ปัญหาการโต้แย้งการเลือกตั้งโดยตรงและโดยลับ                            โดย ณรงค์ฤทธิ์ เพชรฤทธิ์ 21 กุมภา...
21/02/2026

อำนาจตุลาการ กับ ปัญหาการโต้แย้งการเลือกตั้งโดยตรงและโดยลับ
โดย ณรงค์ฤทธิ์ เพชรฤทธิ์ 21 กุมภาพันธ์ 2569
ในกรณีทั้งมีการโต้แย้งว่า ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่บัตรเลือกตั้งมี QR code ที่อาจจะทำให้สืบไปถึงตัวผู้ใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งได้ โดยมีความเห็นแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกเห็นว่า มีความเป็นได้ทางทฤษฎีหรือมีความเป็นไปได้หากมีการสืบค้นตามรหัสคิวอาร์ที่สามารถทำให้รู้ตัวผู้ลงคะแนนนว่าได้ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ทำให้การลงคะแนนเสียงไม่เป็นความลับ โดยไม่ใช่ลับเฉพาะเวลาคะแนนเท่านั้น แต่เป็นความลับตลอดกาล แต่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า แม้ว่าบัตรเลือกตั้งมี QR code ที่ทำให้สืบค้นไปยังตัวผู้ใช้สิทธิลงคะแนนได้ก็ตาม แต่ก็ยังเป็นความลับอยู่เพราะมาตรการทางกฎหมายที่เป็นกำแพงป้องกันการเปิดเผยความลับ และการกำหนด QR code บัตรเลือกตั้งเพื่อป้องกันทุจริตและเพื่อทำการสืบสวนในการมีการร้องเรียนการทุจริต ถือว่า การเลือกตั้งโดยลับ ตามกฎหมายอยู่
ในชั้นนี้ ผมจะยังไม่ให้ความเห็นว่าความคิดเห็นของฝ่ายใดถูกต้อง (เนื่องจากกำลังค้นคว้าข้อมูล ตำรา เอกสาร เพื่อจะเขียนเรื่องนี้อยู่) แต่จากการค้าคว้าเบื้องต้นและวางเค้าโครงการเขียน ผมจะให้คำตอบสุดท้ายในปัญหาที่โต้เถียงกัน เพื่อให้เป็นข้อคิดในบทสรุปว่า
“อำนาจตุลาการหรือการกระทำทางตุลาการ (ศาล) เป็นอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อพิพาทโดยนำข้อกฎหมายปรับเข้ากับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และชี้ขาดว่าข้อเท็จจริงนี้เข้าหลักเกณฑ์องค์ประกอบที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ และชี้ขาดจะบังคับข้อกฎหมายนั้นให้เป็นตามตัวบทกฎหมายอย่างไร ลักษณะอำนาจตุลาการจะเป็นอำนาจแบบตั้งรับ (passive) เพื่อชี้ขาดปัญหาข้อเท็จจริงที่เกิดว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลไม่อาจจะริ่เริ่มได้เอง (active) ที่จะวินิจฉัยได้ดวยตนเอง ศาลจึงไม่อาจจะริ่เริ่มตั้งสมมติฐานข้อเท็จจริงในเรื่องหนึ่งเรื่องใดคาดว่าจะขึ้นเกิดแล้วไปวินิจฉัยชี้ขาดได้ ซึ่งหมายความว่า ศาลจะวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องหนึ่งเรื่องใดได้จะต้องเป็นที่มีข้อพิพาทและเป็นข้อเท็จจริงเกิดขึ้นแล้ว หากเป็นเพียงการคาดหมายว่าจะเกิดข้อเท็จจริงหรือมีความเป็นไปได้ว่าจะมีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นหรือเป็นปัญหาสมมุติ ศาลจะไม่รับวินิจฉัยให้ เพราะศาลรับฟังพยานที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น ไม่ใช่พยานที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ดังนั้น ปัญหาการโต้แย้งว่า การมี QR code ในบัตรเลือกตั้งจะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ขัดต่อการหลักการเลือกโดยตรงและโดยลับ ตามมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ หรือไม่ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า การลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งรายใดรายหนึ่งหรือหลายรายถูกเปิดเผยไม่ความลับเป็นลับแล้ว จึงไม่มีข้อเท็จจริงเกิดขึ้น ไม่ถือว่ามีข้อพิพาท ศาลไม่มีอำนาจจะเข้าไปวินิจฉัยได้”

อำนาจตุลาการ กับ ปัญหาการโต้แย้งการเลือกตั้งโดยตรงและโดยลับ                            โดย ณรงค์ฤทธิ์ เพชรฤทธิ์ 21 กุมภา...
21/02/2026

อำนาจตุลาการ กับ ปัญหาการโต้แย้งการเลือกตั้งโดยตรงและโดยลับ

โดย ณรงค์ฤทธิ์ เพชรฤทธิ์ 21 กุมภาพันธ์ 2569

ในกรณีทั้งมีการโต้แย้งว่า ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่บัตรเลือกตั้งมี QR code ที่อาจจะทำให้สืบไปถึงตัวผู้ใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งได้ โดยมีความเห็นแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกเห็นว่า มีความเป็นได้ทางทฤษฎีหรือมีความเป็นไปได้หากมีการสืบค้นตามรหัสคิวอาร์ที่สามารถทำให้รู้ตัวผู้ลงคะแนนนว่าได้ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ทำให้การลงคะแนนเสียงไม่เป็นความลับ โดยไม่ใช่ลับเฉพาะเวลาคะแนนเท่านั้น แต่เป็นความลับตลอดกาล แต่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า แม้ว่าบัตรเลือกตั้งมี QR code ที่ทำให้สืบค้นไปยังตัวผู้ใช้สิทธิลงคะแนนได้ก็ตาม แต่ก็ยังเป็นความลับอยู่เพราะมาตรการทางกฎหมายที่เป็นกำแพงป้องกันการเปิดเผยความลับ และการกำหนด QR code บัตรเลือกตั้งเพื่อป้องกันทุจริตและเพื่อทำการสืบสวนในการมีการร้องเรียนการทุจริต ถือว่า การเลือกตั้งโดยลับ ตามกฎหมายอยู่

ในชั้นนี้ ผมจะยังไม่ให้ความเห็นว่าความคิดเห็นของฝ่ายใดถูกต้อง (เนื่องจากกำลังค้นคว้าข้อมูล ตำรา เอกสาร เพื่อจะเขียนเรื่องนี้อยู่) แต่จากการค้าคว้าเบื้องต้นและวางเค้าโครงการเขียน ผมจะให้คำตอบสุดท้ายในปัญหาที่โต้เถียงกัน เพื่อให้เป็นข้อคิดในบทสรุปว่า

“อำนาจตุลาการหรือการกระทำทางตุลาการ (ศาล) เป็นอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อพิพาทโดยนำข้อกฎหมายปรับเข้ากับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และชี้ขาดว่าข้อเท็จจริงนี้เข้าหลักเกณฑ์องค์ประกอบที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ และชี้ขาดจะบังคับข้อกฎหมายนั้นให้เป็นตามตัวบทกฎหมายอย่างไร ลักษณะอำนาจตุลาการจะเป็นอำนาจแบบตั้งรับ (passive) เพื่อชี้ขาดปัญหาข้อเท็จจริงที่เกิดว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลไม่อาจจะริ่เริ่มได้เอง (active) ที่จะวินิจฉัยได้ดวยตนเอง ศาลจึงไม่อาจจะริ่เริ่มตั้งสมมติฐานข้อเท้จจริงในเรื่องหนึ่งเรื่องใดว่าคาดว่าจะขึ้นเกิดแล้วไปวินิจฉัยชี้ขาดได้ ซึ่งหมายความว่า ศาลจะวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องหนึ่งใดได้จะต้องเป็นที่มีข้อพิพาทและเป็นข้อเท็จจริงเกิดขึ้นแล้ว หากเป็นเพียงการคาดหมายว่าจะเกิดข้อเท็จจริงหรือมีความเป็นไปได้ว่าจะมีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นหรือเป็นปัญหาสมมุติ ศาลจะไม่รับวินิจฉัยให้ เพราะศาลรับฟังพยานที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น ไม่ใช่พยานที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ดังนั้น ปัญหาการโต้แย้งว่า การมี QR code ในบัตรเลือกตั้งจะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ขัดต่อการหลักการเลือกโดยตรงและโดยลับ ตามมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ หรือไม่ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า การลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งรายใดรายหนึ่งหรือหลายรายถูกเปิดเผย ไม่ความเป็นลับแล้ว จึงไม่มีข้อเท็จจริงเกิดขึ้น ไม่ถือว่ามีข้อพิพาท ศาลไม่มีอำนาจจะเข้าไปวินิจฉัยได้”

28/08/2025

พรุ่งนี้ 29สิงหาคม2568 ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัย ผมในฐานะนักกฎหมายมหาชน ขอยืนยันความเห็นว่า

“เหตุความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพรทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) แม้จะอ้างว่าเป็นการเจรจาไม่เป็นทางการ แต่เป็นการกระทำในฐานะนายกรัฐมนตรี และข้อเท็จจริงรู้กันทั่วไปเป็นที่ประจักษ์ว่า นายฮุนเซน เป็นผู้มีอำนาจลำดับสองของประเทศกัมพูชารองจากประมุขของรัฐ ย่อมมีฐานะเป็นตัวแทนที่มีอำนาจของประเทศกัมพูชา แม้จะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีต่อกันอันจะเป็นทำให้การเจรจาพูดคุยราบรื่นยิ่งขึ้น จะมีเจตนาที่ดี หรือแม้จะไม่มีข้อตกลงใด ๆ ก็ตาม แต่ไม่อาจจะใช้โทรศัพท์ส่วนตัว พูดคุยเฉพาะตัวสองต่อสองและใช้ล่ามแปลของรัฐอื่นได้ โดยไม่มีเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐช่วยปกป้องผลประโยชน์ร่วมด้วย อันเป็นผิดประเพณีการทูต การติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศ จึงเป็นการใช้ฐานะนายกรัฐมนตรีไปปะปนกับความสัมพันธ์ส่วนตัว ไม่แยกแยะความสัมพันธ์ส่วนตัวออกจากตำแหน่งหน้าที่ จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์”

ณรงค์ฤทธิ์ เพชรฤทธิ์ 28สิงหาคม2568 21.30 น.

“ขอบเขตและความหมายคำว่า "ปฏิบัติหน้าที่" ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา” บทความเรื่องนี้ผมได้เขียนปรับปรุงครั้งที่ 5 ...
21/08/2025

“ขอบเขตและความหมายคำว่า "ปฏิบัติหน้าที่" ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา”

บทความเรื่องนี้ผมได้เขียนปรับปรุงครั้งที่ 5 (วันที่21สิงหาคม 2568 (อนุญาตให้ตีพิมพ์ได้) ตามลิงก์นี้

https://drive.google.com/file/d/1ZBxYDi1i9blQ_Rqhpu8w04Xa1rDLQsd8/view?usp=drivesdk

ครั้งนี้ปรับปรุงเพิ่มเติมเรื่องเจตนาพิเศษ

(มูลเหตุของการเขียนบทความนี้ สืบเนื่องมาตั้งแต่ผมเป็นทนายความกับรัฐมนตรีท่านหนึ่งในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในช่วงปี 2545-2547 ทั้งคดีอาญาทุจริต คดีร่ำรวยผิดปกติและคดียื่นบัญชีทรัพย์อันเป็นเท็จ จากเหตุคดีดังกล่าวผมจึงเขียนบทความเรื่อง “วิธีพิจารณาคดีอาญาตามระบบไต่สวนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ได้การตีพิมพ์ในวารสารดุลพาห ปีที่ 54 เล่มที่ 2 (2550) ตลอดระยะเวลาผมได้ทำคดีให้กับอดีตรัฐมนตรี ข้าราชการระดับสูงหลายคนที่เกี่ยวกับคดีอาญาทุจริตที่เกี่ยวข้อง ป.ป.ช. มาโดยตลอด ทั้งขั้นตอนการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและดำเนินคดีในชั้นศาล ต่อมาเมื่อได้มีการจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ ตามกฎหมายเมื่อปี 2559 ก็ยังวนเวียนต่อสู้คดีให้กับนักการเมืองท้องถิ่นและข้าราชการทั่วประเทศในการชี้แจง ป.ป.ช. และต่อสู้คดีชั้นศาลอาญาคดีทุจริตอยู่หลายคดี ในการต่อสู้คดีจะมีขั้นตอนสำคัญที่จะต้องตรวจสอบสำนวน ป.ป.ช. คือ ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยเป็นเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ
หรือไม่ และผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยแม้จะเป็นเจ้าพนักงาน แต่ไม่ได้มีหน้าที่ตามกฎหมายในพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาหรือถูกฟ้องหรือไม่ จากได้สะสมมาหลายคดี จึงได้ศึกษาและเขียนบทความขอบเขตและความหมายคำว่าปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งผมเห็นว่ามีประโยชน์แก่ผู้ต้องการศึกษาทำคดีอาญาทุจริตหรือศึกษาในแง่วิชาการ จึงได้พยายามปรับปรุงบทความให้สมบูรณ์มากขึ้น)

05/08/2025

คำสั่งปฎิเสธคำขอออกคำสั่งทางปครอง เราควรใช้หลักเกณฑ์อะไรชี้วัดว่า เป็นคำสั่งทางปกครอง

เราควรเข้าใจว่า มิใช่คำสั่งปฎิเสธออกคำสั่งทางปครองทุกประเภท ที่จะถือว่าเป็นคำสั่งทางปกครอง ถ้าเราศึกษาทำความเข้าใจการจัดประเภทของคำสั่งทางปกครองตามการเกิดสิทธิและหน้าที่แล้วจะทำให้เราเข้าใจหลักเกณฑ์การแบ่งแยกได้อย่างชัดเจน

ประเภทผลผลิตของคำสั่งทางปกครองในแง่ของการก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ สามารถแบ่งได้ 3 ประเภท คือ

ก. คำสั่งทางปกครองมีผลเป็นการก่อตั้งสิทธิ คือ ผลของคำสั่งทางปกครองเป็นการกำหนดสภาพการณ์ในทางกฎหมาย เช่น คำสั่งทางปกครองรับจดทะเบียนสมรส ,คำสั่งทางออกใบอนุญาตให้ประกอบกิจการ, คำสั่งจดทะเบียนตั้งบริษัท, คำสั่งขีดชื่อบริษัทร้าง, คำสั่งอนุมัติการลา เป็นต้น คำสั่งทางปกครองประเภทนี้จะมีทั้งกรณีที่กฎหมายจะกำหนดว่าให้เอกชนร้องขอเท่านั้นฝ่ายปกครองจึงจะออกคำสั่งได้ และกรณีเจ้าหน้าที่ก็ริ่เริ่มออกคำสั่งได้เองโดยฝ่ายเดียว หรือทั้งสองกรณีรวมกัน (เช่น การเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง) คำสั่งก่อตั้งสิทธิรวมถึงคำสั่งทางปกครองที่เป็นการทำลายสิทธิในทางลบด้วย คือ คำสั่งที่ปฏิเสธการก่อตั้งสิทธิ เช่นคำขอให้ชดใช้เงินตามมาตรา 11 พรบ ความรับผิดทางละเมิดฯ คำสั่งไล่ออกจากราชการ และคำสั่งที่ผลเป็นการทำลายสิทธิด้วย เช่น คำสั่งเพิกถอนคำสั่งทางปกครองเดิม

ข. คำสั่งทางปกครองมีผลเป็นการยืนยันสิทธิ คือ คำสั่งทางปกครองที่ยืนยันการดำรงอยู่หรือไม่ดำรงอยู่ของสิทธิหน้าที่ หรือนิติสัมพันธ์อย่างหนึ่งอย่างใด รวมทั้งการยืนยันความถูกต้องแท้จริงหรือไม่ถูกต้องแท้จริงของเอกสาร เช่น คำสั่งเกี่ยวสถานะบุคคล คำสั่งทางปกครองให้สัญชาติไทยแก่ผู้โอนสัญชาติ รวมถึงคำสั่งปฏิเสธก่อตั้งสิทธิ เช่น คำปฏิเสธคำขอพิสูจน์สัญชาติ

ค. คำสั่งทางปกครองที่ให้คู่กรณีดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ให้กระทำการ ให้งดเว้นกระทำการ หรือให้ยอมให้บุคคลอื่นกระทำการ ได้แก่ คำสั่งให้เจ้าหน้าที่ชดใช้เงินในกรณีละเมิด, คำสั่งให้รื้อถอนอาคาร, คำสั่งแก้ไขบำบัดน้ำเสีย คำสั่งประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ เป็นต้น คำสั่งทางปกครองให้ดำเนินการนี้ เป็นอำนาจริ่เริ่มของฝ่ายปกครอง แม้ไม่มีผู้ร้องขอฝ่ายปกครองก็ต้องดำเนินการ หากมีการร้องขอแล้ว แต่ฝ่ายปกครองปฏิเสธไม่ดำเนินการให้ตามขอ ไม่ถือว่าคำสั่งทางปกครอง แต่จะเป็นประเด็นข้อพิพาทว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองละเลยต่อหน้าที่จะต้องปฏิบัติหรือไม่ เช่น ร้องขอให้ดำเนินการแก่ผู้บุกรุกที่สาธารณะ แต่เจ้าหน้าที่ปฏิเสธที่จะดำเนินการให้ คำปฏิเสธนี้ไม่ถือว่าเป็นคำสั่งทางปกครอง

(ทั้งนี้ ข้อพิพาทประเภทละเลยต่อหน้าที่ที่ปฏิบัติก็พิจารณาด้วยผู้ร้องมีส่วนได้เสียหรือไม่ด้วย เช่น ร้องขอให้ดำเนินการทางวินัยเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง แต่ผู้บังคับบัญชาปฏิเสธที่จะสอบสวนวินัย จะฟ้องคดีประเภทละเลยต่อหน้าที่ ไม่ถือว่าผู้ฟ้องคดีมีส่วนได้เสีย)

ถ้าเรามีความเข้าใจพื้นฐานการจัดประเภทของคำสั่งทางปกครองตามสิทธิและหน้าที่ แล้ว เราก็จะเข้าใจได้ง่ายๆ ว่า เฉพาะคำปฏิเสธคำขอก่อตั้งสิทธิและคำขอรับรองสิทธิที่กฎหมายกำหนดให้คู่กรณีร้องขอเท่านั้น ถึงจะเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่คำปฏิเสธคำขอก่อตั้งสิทธิตามประเภทที่ฝ่ายปกครองมีอำนาจริ่เริมได้เองโดยฝ่ายเดียว และการปฏิเสธคำขอให้ฝ่ายปกครองกระทำหรืองดเว้นกระทำการ ไม่ถือว่าเป็นคำสั่งทางปกครอง

ฉะนั้น การใช้หลักเกณฑ์หรือเหตุผลว่า เฉพาะแต่คำปฎิเสธคำขอให้ออกให้คำสั่งทางปกครองเท่านั้น จึงจะถือว่าเป็นคำสั่งปกครอง เป็นการให้เหตุผลที่ถูกต้องบางส่วน แต่ไม่ถูกต้องทั้งหมด ตัวอย่างเช่น กรณี(ค) ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นออกคำสั่งทางปกครองให้รื้อถอนอาคารตาม มาตรา42 พรบ ควบคุมอาคาร แต่เจ้าพนักงานท้องถิ่น ปฏิเสธไม่ออกคำสั่ง กรณีเช่นนี้ไม่ถือว่า คำปฎิเสธเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่เป็นกรณีละเลยต่อหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ ถ้าเอาหลักเกณฑ์ว่า “เฉพาะแต่คำปฎิเสธคำขอให้ออกให้คำสั่งทางปกครองเท่านั้น จึงจะถือว่าเป็นคำสั่งปกครอง” ซึ่งมีขอบเขตที่กว้างเกินไปมาชี้วัด ก็จะไม่ถูกต้อง

ผมเคยแนะนำมาหลายครั้งว่า การที่จะเข้าใจข้อความคิดคำสั่งทางปกครองให้ลึกซึ้งถึงแก่น ควรจะศึกษาการแบ่งแยกประเภทขอคำสั่งทางปกครองให้ลึกซึ้ง เช่น คำสั่งทางปกครองที่จะต้องมีการร้องขอ, คำสั่งทางปกครองที่ฝ่ายปกครองริ่เริมได้เอง, คำสั่งทางปกครองที่จะต้องได้รับความยินยอมจากคู่กรณี เป็นต้น

“ขอบเขตและความหมายคำว่า "ปฏิบัติหน้าที่" ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา” บทความเรื่องนี้ผมได้เขียนปรับปรุงเป็นครั้งสี...
09/11/2023

“ขอบเขตและความหมายคำว่า "ปฏิบัติหน้าที่" ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา”

บทความเรื่องนี้ผมได้เขียนปรับปรุงเป็นครั้งสี่ 9 พฤศจิกายน 2566 (อนุญาตให้ตีพิมพ์ได้) ตามลิงก์นี้

https://drive.google.com/file/d/1leTXg958ljvRPf-LuIStu7bJ-SPZlNdo/view?usp=drivesdk

มูลเหตุของการเขียนบทความนี้ สืบเนื่องมาตั้งแต่ผมเป็นทนายความกับรัฐมนตรีท่านหนึ่งในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในช่วงปี 2545-2547 ทั้งคดีอาญาทุจริต คดีร่ำรวยผิดปกติและคดียื่นบัญชีทรัพย์อันเป็นเท็จ จากเหตุคดีดังกล่าวผมจึงเขียนบทความเรื่อง “วิธีพิจารณาคดีอาญาตามระบบไต่สวนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ได้การตีพิมพ์ในวารสารดุลพาห ปีที่ 54 เล่มที่ 2 (2550) ตลอดระยะเวลาผมได้ทำคดีให้กับอดีตรัฐมนตรี ข้าราชการระดับสูงหลายคนที่เกี่ยวกับคดีอาญาทุจริตที่เกี่ยวข้อง ป.ป.ช. มาโดยตลอด ทั้งขั้นตอนการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและดำเนินคดีในชั้นศาล ต่อมาเมื่อได้มีการจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ ตามกฎหมายเมื่อปี 2559 ก็ยังวนเวียนต่อสู้คดีให้กับนักการเมืองท้องถิ่นและข้าราชการทั่วประเทศในการชี้แจง ป.ป.ช. และต่อสู้คดีชั้นศาลอาญาคดีทุจริตอยู่หลายคดี ในการต่อสู้คดีจะมีขั้นตอนสำคัญที่จะต้องตรวจสอบสำนวน ป.ป.ช. คือ ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยเป็นเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ
หรือไม่ และผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยแม้จะเป็นเจ้าพนักงาน แต่ไม่ได้มีหน้าที่ตามกฎหมายในพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาหรือถูกฟ้องหรือไม่ จากได้สะสมมาหลายคดี จึงได้ศึกษาและเขียนบทความขอบเขตและความหมายคำว่าปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งผมเห็นว่ามีประโยชน์แก่ผู้ต้องการศึกษาทำคดีอาญาทุจริตหรือศึกษาในแง่วิชาการ จึงได้พยายามปรับปรุงบทความให้สมบูรณ์มากขึ้น และหวังว่าต่อไปเมื่อผมเลิกทำคดีแล้ว คนรุ่นหลังจะได้มีแนวทางในศึกษาทำคดีต่อไป

อนึ่ง สำหรับคนที่ต้องการศึกษาการทำคดีอาญาทุจริตอย่างจริงจัง ผมแนะนำให้อ่านบทความ “วิธีพิจารณาคดีอาญาตามระบบไต่สวนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” https://library.coj.go.th/th/media/47074/media-47074.html แม้จะเขียนมานานแต่ก็ประโยชน์ในเชิงคดี เพราะในส่วนที่ผมวิเคราะห์ว่า จำเลยถูกพิพากษามาตั้งแต่เริ่มแรก จำเลยเป็นกรรมของคดี จำเลยต้องสู้คดีกับศาลมิใช่กับโจทก์ ฯลฯ นั้น แม้ความเห็นนี้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า มองเชิงลบ แต่ก็ล้วนเป็นจริงในทางปฏิบัติทั้งสิ้นและเป็นสิ่งที่จำเลยหรือทนายความพึ่งสังวรให้มากๆ เมื่อจะต้องต่อสู่ในศาลนี้

ส่วนประเด็นว่า ที่ผมเขียนมีความเห็นว่า ในระบบไต่สวนคดีอาญาไม่มีการยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลย ในช่วงปี 2545-2550 ในช่วงดังกล่าวก็มีปฏิบัติเช่นนั้นจริง แต่เมื่อระยะเวลาล่วงจนถึงปัจจุบัน (2566) และได้มีพัฒนาการของระบบไต่สวนไปมาแล้ว ผมจึงเห็นว่า มีการนำหลัก in dubio pro reo (ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลย) มาปรับใช้ในคดีอาญาระบบไต่สวนได้

บทความที่เขียนเรื่องระบบไต่สวนคดีอาญาและหลัก in dubio pro rep แนะนำให้อ่าน
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/257512

https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/243629

นิติวิธีทางกฎหมายมหาชน มีจริงหรือ?เมื่อ 11 ปีที่แล้ว (6 ตุลาคม 2555) ผมเคยเขียนโต้แย้งตำราชั้นครูของศาสตราจารย์ทางกฎหมาย...
06/11/2023

นิติวิธีทางกฎหมายมหาชน มีจริงหรือ?

เมื่อ 11 ปีที่แล้ว (6 ตุลาคม 2555) ผมเคยเขียนโต้แย้งตำราชั้นครูของศาสตราจารย์ทางกฎหมายชนท่านหนึ่งซึ่งเป็นตำราเรียนพื้นฐานในหลายมหาวิทยาลัย ที่เขียนอธิบายว่ามีนิติวิธีทางกฎหมายมหาชนแบ่งเป็นนิติวิธีหลักและนิติวิธีประกอบ แต่ในเวลานั้นวงวิชาการและทางปฏิบัติไม่ค่อยจะใส่ใจข้อโต้แย้งของผม และเป็นการโต้แย้งศาสตราจารย์ระดับประเทศ ความเห็นคนธรรมดาไม่คำนำหน้าอย่างเราก็ไม่ถูกนำไปวิเคราะห์อย่างจริง

แต่ในปัจจุบันเมื่อศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในคดีต่างๆ ออกมาก การเขียนคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยต่างๆ ก็เลิกใช้คำนิติวิธีทางกฎหมายมหาชน และเริ่มเห็นการใช้หลักพื้นฐานการใช้และการตีความตามระบบซีวิลลอว์มาใช้มากขึ้น และต่อมาท่าน ดร.มานิตย์ วงค์เสรี (ปริญญาเอกจากเยอรมัน) เขียนหนังสือเรื่อง “การใช้และการตีความกฎหมาย : ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายไทยและระบบกฎหมายเยอรมัน” และมีความเห็นทิศทางเดียวกันผมเขียน

ฝากไปอ่านบทความเขียนตามลิงก์นะครับ และถ้าจะอ่านให้ลึกซึ้งก็แนะนำอ่านหนังสือ ดร.มานิตย์ วงศ์เสรี

http://public-law.net/publaw/view.aspx?id=1777

สรุปย่อ

นิติวิธีทางกฎหมายมหาชนไม่มีอยู่จริง เพราะ ““นิติวิธี” (Juristic Method) ใช้สำหรับระบบกฎหมายหลักของโลกเท่านั้น ในสกุลกฎหมายซิวิลลอว์มีโครงสร้างของระบบกฎหมาย ความคิดทางกฎหมาย และบ่อเกิดของกฎหมายอย่างเดียวกันทั้งระบบไม่ว่าจะมีการแบ่งกฎหมายเป็นกี่ประเภทก็ตามนิติวิธีในระบบกฎหมายซิวิลลอว์มีนิติวิธีเดียวเท่านั้น ทำให้การใช้และการตีความกฎหมายทุกประเภทกฎหมายโดยส่วนใหญ่เป็นไปตามลักษณะทั่วไปของระบบกฎหมายซิวิลลอว์ เพียงแต่ว่าถ้าประเภทของกฎหมายนั้นมีลักษณะเฉพาะของกฎหมายนั้นก็ให้ใช้ลักษณะเฉพาะของกฎหมายนั้นก่อน หากไม่มีลักษณะเฉพาะก็ให้ใช้ตามหลักทั่วไป ซึ่งกฎหมายแพ่งถือว่าเป็นกฎหมายพื้นฐานที่มีลักษณะทั่วไปของระบบกฎหมายซิวิลลอว์ทั้งระบบ ดังเช่น การปรับใช้หลักสุจริต (Good Faith) ในกฎหมายแพ่งในกฎหมายมหาชน (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.733/2554)

การแบ่งแยกว่ากฎหมายมหาชนมีนิติวิธีเป็น “นิติวิธีหลัก” (ประกอบนิติวิธีเชิงปฏิเสธและนิติวิธีเชิงสร้างสรรค์) และ “นิติวิธีประกอบ” อาจทำให้ผู้ที่ศึกษากฎหมายมหาชนไม่อาจจะเข้าใจถึงการใช้และการตีความกฎหมายมหาชนให้เป็นตามทฤษฎี ข้อความคิด และลักษณะเฉพาะของกฎหมายมหาชนได้อย่างดีพอ เพราะนิติวิธีหลัก และนิติวิธีประกอบที่เขียนอ้างไว้นั้น คือ โดยเนื้อแท้ตามเนื้อหาเป็นเรื่อง “ลักษณะเฉพาะ” ของกฎหมายมหาชนทั้งสิ้น หากไม่ทำความเข้าใจลักษณะเฉพาะของกฎหมายมหาชนแล้วก็ไม่ทางที่จะเข้าใจถึงการแบ่งแยกประเภทนิติวิธีกฎหมายมหาชนดังกล่าวได้เลย ถ้าหากว่าเรามีนิติวิธีกฎหมายมหาชนตามรูปแบบดังกล่าวจริง เราก็จะต้องมีนิติวิธีสำหรับกฎหมายประเภทอื่นด้วย เช่น นิติวิธีกฎหมายเอกชน นิติวิธีกฎหมายอาญา นิติวิธีกฎหมายสังคม นิติวิธีกฎหมายเศรษฐกิจ โดยแต่ละนิติวิธีมีการแบ่งรูปแบบของตนเองออกไปอีก เช่น นิติวิธีกฎหมายแพ่ง ก็จะระบุว่า มีนิติวิธีเชิงปฏิเสธด้วยคือ ปฏิเสธที่จะนำลักษณะเฉพาะของกฎหมายมหาชนมาใช้ เพราะนิติสัมพันธ์ในกฎหมายมหาชนไม่เท่าเทียมกัน แต่นิติสัมพันธ์ในกฎหมายแพ่งเท่าเทียมกัน หรือ นิติวิธีกฎหมายอาญาจะมีนิติวิธีเชิงปฏิเสธที่จะนำกฎหมายแพ่งมาบังคับใช้โดยตรงด้วยเช่นกัน เป็นต้น วิธีคิดแบบนี้รังจะก่อให้เกิดความสับสนในนิติวิธีระบบซิวิลลอว์อย่างมากขึ้น และการที่นำนิติวิธีประกอบคือ นิติวิธีทางประวัติศาสตร์กฎหมาย และนิติวิธีทางสังคมวิทยากฎหมาย มาใช้อ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งนิติวิธีกฎหมายมหาชนก็ไม่เป็นการถูกต้อง เพราะการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายและสังคมวิทยากฎหมายทำกันทุกประเภทกฎหมายอยู่แล้วเพื่อให้เกิดความรู้จริงและใช้กฎหมายอย่างถูกต้อง

จึงเห็นว่า นิติวิธีกฎหมายมหาชนโดยเนื้อแท้ไม่มีอยู่จริง

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ 2/2566 กับสิ่งเขียนอธิบายไว้เมื่อ ปี 2562 จะเป็นกรอบห้าม กระทรวงต่างๆ อ้างอำนาจตาม พรบ ระ...
21/10/2023

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ 2/2566 กับสิ่งเขียนอธิบายไว้เมื่อ ปี 2562 จะเป็นกรอบห้าม กระทรวงต่างๆ อ้างอำนาจตาม พรบ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฯ ออกกฎ ระเบียบ สั่งการ บังคับกับประชาชน องค์กรในกำกับดูแล องค์กรหน่วยงานภายนอก

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ 2/2566 กับหลักการ ผลบังคับผูกพันของกฎหมายตามหลักอำนาจบังคับบัญชามีผลเฉพาะองค์กรตามสายงานบ...
20/10/2023

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ 2/2566 กับหลักการ ผลบังคับผูกพันของกฎหมายตามหลักอำนาจบังคับบัญชามีผลเฉพาะองค์กรตามสายงานบังคับบัญชา ไม่มีอำนาจบังคับองค์กรอื่นตามหลักอำนาจกำกับดูแล

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ผมเคยเขียนอธิบายว่า การออกกฎหมายลำดับรองโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฯ (ซึ่งเป็นกฎหมายบังคับใช้ภายใต้หลักอำนาจบังคับบัญชาที่มีผลบังคับในองค์กร) ไปใช้บังคับกับองค์กรในกำกับดูแลไม่ได้ แต่บางคนยังสงสัยอยู่และในช่วงเวลานั้นไม่แนววินิจฉัยขององค์กรทางกฎหมายเป็นบรรทัดฐานอ้างอิง ต่อมาปี 2566 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษา คดีหมายแดงที่ อบ 2/2566 ได้วินิจฉัยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่มีอำนาจออกระเบียบตามกฎหมายจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินไปบังคับกับองค์กรในกำกับดูแลได้ โดยเหตุผลเบื้องหลังตัวอักษรของคำพิพากษาคือหลักการเชิงทฤษฎีที่ผมเขียนไว้นั้นเอง

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ 2/2566 วินิจฉัยว่า “แม้ว่าพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และ พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 ได้กำหนดให้กระทรวงมหาดไทย มีอำนาจเกี่ยวกับการส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แต่อำนาจหน้าที่ดังกล่าว เป็นอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการบริหารงานของกระทรวง และในการส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเท่านั้น แต่ไม่ได้ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ในการกำกับดูแลการบริหารงานบุคคลในสถานธนานุบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การที่ รมว.มหาดไทย ออกระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการส่งเสริมการดำเนินงานกิจการสถานธนานุบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2546 โดยไม่มีกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติให้อำนาจไว้ จึงเป็นการใช้อำนาจกำกับดูแลนอกเหนือกฎหมายจากที่กฎหมายบัญญัติไว้“ (อาจารย์ฤทัย หงส์สิริ เป็นตุลาการเจ้าของสำนวน)

————————-

“ผลบังคับผูกพันของกฎหมายตามหลักอำนาจบังคับบัญชามีผลเฉพาะองค์กรตามสายงานบังคับบัญชา ไม่มีอำนาจบังคับองค์กรอื่นตามหลักอำนาจกำกับดูแล

ในกฎหมาย รวมทั้งกฎและคำสั่ง บางกรณีมีทั้ง "ผลบังคับผูกพัน" แต่บางกรณี "มีผูกพัน แต่ไม่มีผลบังคับ" จึงต้องวิเคราะห์แยกแยะจัดประเภทกันให้ดีๆ มิใช่ว่า เหมารวมว่าเมื่อเป็นกฎหมายแล้วจะมีผลบังคับผูกพันกับองค์กรทุกประเภทหรือกับประชาชนทั้งประเทศ เช่น ใบอนุญาตก่อสร้างอาคารที่มีผลบังคับผูกพันพนักงานเจ้าหน้าที่กับผู้ได้รับอนุญาต แต่มีผลผูกพันองค์กรอื่นและประชาชนทั่วไปให้ยอมรับว่า อาคารที่ปลูกสร้างได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นต้น

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฯ เป็นกฎหมายที่มีกรอบการบังคับใช้ภายใต้หลักอำนาจบังคับบัญชาตามสายงาน มีผลบังคับผูกพันภายในองค์กรตามสายงานของแต่ละหน่วยงานทางปกครอง ไม่มีผลบังคับต่อบุคคลภายนอกองค์กรหรือประชาชน แต่ประชาชนหรือองค์กรหน่วยงานอื่นมีผลผูกพัน ดังนั้น บรรดากฎ ระเบียบที่ออกตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวโดยกระทรวงใดตามมาตรา 20 ก็มีผลบังคับภายในองค์กรนั้น ไม่อาจใช้บังคับองค์กรอื่นหรือประชาชนได้ แต่ถ้ามีการมอบอำนาจจากรัฐมนตรีให้ปลัดกระทรวงในกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ องค์กรอื่นหรือประชาชนจะมาโต้แย้งว่า การมอบอำนาจนั้นใช้ยันตนเองไม่ได้ องค์กรหรือประชาชนมีผลผูกพันที่จะต้องยอมรับการมอบอำนาจดังกล่าว

จะเห็นได้ว่า พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เป็นกฎหมายปกครองประเภทกฎหมายจัดระเบียบองค์กร การออกกฎ (กฎหมายลำดับรอง) ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงต้องเป็นการใช้บังคับกับบุคคลในองค์กร จะไปบังคับองค์กรอื่นหรือบุคคลอื่นนอกองค์กรตนเองไม่ได้ ที่สำคัญคือ จะไปใช้บังคับกับองค์กรกระจายอำนาจตามหลักการกำกับดูแลไม่ได้ (มีผลผูกพัน แต่ไม่มีผลบังคับ)

การที่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งอ้างอำนาจตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ออก "กฎ" (กฎหมายลำดับรอง) เพื่อให้มีผลบังคับกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่หน่วยงานกำกับดูแล มิได้เป็นหน่วยงานหรือองค์กรในสังกัดตนเอง ย่อมเป็นการออกกฎที่ไม่มีฐานอำนาจตามกฎหมายรองรับ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนการอ้างฐานอำนาจตามบทบัญญัติมาตรารักษาตามพระราชบัญญัติต่างๆ ออกกฎหมายลำดับรอง นั้น ได้อธิบายไปแล้ว จะใช้เป็นฐานอำนาจตามกฎหมายไม่ได้”

12/06/2023

ทำไมผมถึงไม่เขียนบทความหรือบทวิเคราะห์เรื่องที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ 2560 โดยเฉพาะประเด็นร้อนๆ ในขณะนี้ (ห้ามนักการเมืองถือหุ้นสื่อ)

เพราะ
1. ผมโหวตไม่รับ รธน ฉบับนี้
2. รธน 2560 ผมอ่านเฉพาะบททั่วไปกับหมวดสิทธิเสรีภาพ นอกนั้น ไม่อ่าน
3. บทบัญญัติส่วนที่เกี่ยวกับองค์กรทางการเมือง และหมวดอื่นๆ ผมไม่อ่าน กลไกรูปแบบที่กำหนดวางไว้ ไม่สอดคล้องกับหลักการ และใช้ไปนานๆ ก็จะขัดแย้งกัน อีกไม่นานก็จะถูกยกเลิกแก้ไข
4. พูดตรง สิ้นเปลืองเนื้อที่สมองที่จะไปอ่าน

ปัญหาคดีที่ดิน ใคร (รัฐ) บุกรุกใคร (ประชาชน) : กรณีที่ทำเลเลี้ยงสัตว์สาธารณประโยชน์ในบริเวณพื้นที่บ้านช่อง ตำบลไผ่ อำเภอ...
07/05/2023

ปัญหาคดีที่ดิน ใคร (รัฐ) บุกรุกใคร (ประชาชน) : กรณีที่ทำเลเลี้ยงสัตว์สาธารณประโยชน์ในบริเวณพื้นที่บ้านช่อง ตำบลไผ่ อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์

ท่านที่ได้ติดตามเพจนี้มายาวนานจะเห็นว่า ผมจะเขียนในเรื่องวิชาการมาโดยตลอด แม้จะมีคนรู้ว่าผมมีอาชีพเป็นทนายความ แต่ผมไม่เคยเขียนผลงานที่เกี่ยวกับวิชาชีพทนายความลงในเพจนี้เลย ที่ไม่เขียนมิใช่ว่าผมจะไม่มีผลงานเกี่ยวกับคดีเลย ผมมีคดีที่เคยทำมานับไม่ถ้วนและเป็นคดีสำคัญๆ หลายคดี แต่นิสัยส่วนตัวผมเป็นคนนิ่งๆ เฉยๆ ไม่ชอบอวดตัวเอง (ผมมีคตินับถือหลักพุทธธรรมของแนวคิดของท่านพุทธทาสภิษขุ) จึงไม่เคยนำมาเขียนเชิดชูตัวเอง แต่มีคดีหนึ่งที่เพื่อนๆ น้องๆ ทนาย และคนรอบที่เกี่ยวข้องอยากให้ผมเขียนเล่าการต่อสู้คดี วิธีการทำงานหาพยานหลักฐานการตั้งประเด็นคดีการสืบพยาน ทุกคนเห็นว่า เรื่องนี้จะเป็นวิทยาทานให้แก่วิชาชีพทนายและคนทั่วไปที่สนใจในการต่อสู้กับภาครัฐในการเรียกร้องความถูกต้องความเป็นธรรม ทั้งจะเป็นแนวทางให้แก้ปัญหาที่ดินของประชาชนด้วย คือ “คดีที่ทำเลเลี้ยงสัตว์สาธารณประโยชน์ในบริเวณพื้นที่บ้านช่อง ตำบลไผ่ อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์” ซึ่งผมเริ่มทำคดีนี้ 2554 จนถึงปีนี้ 2566 เป็นเวลา 12 ปี มี 1 คดีถึึงที่สุดแล้ว อีก 2 คดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โดยทั้งสามคดีศาลจังหวัดรัตนบุรี ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 รวม 6 คำพิพากษา พิพากษาให้โจทก์ (ประชาชน) ชนะคดีให้จำเลย (สำนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ สาขารัตนบุรี) ออกโฉนดให้แก่ประชาชนผู้เป็นโจทก์ โดยสาระสำคัญที่ 6 คำพิพากษาเขียนไว้ชัดเจน คือ

“พื้นที่บริเวณชุมชนบ้านช่องและที่ดินพิิพาทจึงไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่เลี้ยงสัตว์สาธารณะประโยชน์ทุ่งหนองปลอก และเชื่อว่าที่เลี้ยงสัตว์บ้านช่องสาธารณะประโยชน์ซึ่งมีแนวเขตทิศเหนือจดทางเกวียน ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 บ้านช่อง ตำบลไผ่ ดังนั้น ที่ระวางแผนที่หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ สร 43825 และระวางแผนที่ของสำนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ สาขารัตนบุรี ระวางรูปถ่ายทางอากาศหมายเลข 5739 / แผ่นที่ 139 และ 140 เขียนระบุว่า ทิศเหนือเป็นพื้นที่ “ที่เลี้ยงสัตว์สาธารณะประโยชน์” และระบุว่า “ที่เลี้ยงสัตว์บ้านช่องสาธารณะประโยชน์” จึงเป็นการเขียนแผนที่โดยขยายพื้นที่เลี้ยงสัตว์สาธารณะประโยชน์ทุ่งหนองปลอกหรือที่เลี้ยงสัตว์บ้านช่องสาธารณะประโยชน์ออกไปจากแนวเขตที่สงวนหวงห้ามเป็นการไม่ชอบ ที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นที่ที่เลี้ยงสัตว์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน”

กว่าจะเป็นเนื้อหาตามคำพิพากษาดังกล่าว ได้ผ่านการต่อสู้มาอย่างยาวนานของชาวบ้านประชาชนลูกหลานของคนรุ่นก่อนในพื้นที่ โดยที่ผมมีส่วนในการสืบพยานหลักฐานตั้งแต่สมัยยุครัชกาลที่ 5 การค้นคว้าตามหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หอสมุดแห่งชาติ แผ่นที่โบราณในช่วงปี พ.ศ.2474 ค้นหาประวัติเกี่ยวสายโทรเลขในภาคอีสานตั้งแต่มณฑลนครราชสีมาจนถึงมณฑลอุบลราชธานีไปจนถึงแขวงจำปาศักดิ์ ประวัติอำเภอรัตนบุรี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 การอพยพย้ายถิ่นสมัยเจ้าอนุวงศ์ยกทัพมาตีเมืองพิมายเมืองโคราช ผมศึกษาประวัติศาสตร์ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดขุขันธ์ (จังหวัดศรีสระเกษปัจจุบัน) จนทราบประวัติการตั้งเมือง ปัจจุบันผมรู้ภูมิประเทศของอำเภอรัตนบุรีทุกซอกทุกมุมเป็นอย่างดี (ผมชอบวิชาประวัติศสตร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ผมมีหนังสือประวัติศาสตร์ที่บ้านมากกว่า 200 เล่ม) และศึกษาภาพถ่ายทางอากาศในปี พ.ศ. 2497 ทุกช่วงปีจนถึงปัจจุบัน เพื่อยืนยันการตั้งถิ่นฐานของชุมชน ศึกษาวิชาการอ่านแผ่นที่การอ่านและแปลภาพถ่ายทางอากาศเบื้องต้น (จนกระทั้งผมได้วิชาติดตัวที่สำคัญเหนือทนายความทั่วไป มีหนังสือเกี่ยวกับแผนที่การอ่านและแปลภาพถ่ายทางอากาศเป็นตัวเองหลายเล่ม) การขอความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญในการอ่านและแปลภาพถ่ายทางอากาศ การร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ ผมทำงานอย่างหนักในขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานและการตั้งรูปคดี ในชั้นสืบพยานผมใช้พละกำลังแรงกายแรงสมองแบบสบายจากผลของข้อมูลที่เตรียมมาอย่างดี จนมีคำพิพากษาดังกล่าว

เรื่องผมจะเล่าตามใจฉัน ไม่เน้นรูปแบบวิชาการ ตั้งแต่การได้การติดต่อทำคดี การรวบรวมข้อมูล การวางรูปคดี การนำเสนอพยานหลักฐาน การถามค้าน และถ้ามีเหตุการณ์เรื่องใดที่เกี่ยวข้องก็เล่าสอดแทรกไปเรื่อยๆ ผมจะเล่าเรื่องเขียนชื่อบุคคลที่มีอยู่จริงไม่ปกปิดชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพราะเป็นคำพิพากษาศาลที่มีหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย ทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องร่วมกันทำคุณประโยชน์บุคคลเหล่านี้จึงสมควรได้การมีชื่อในการเล่าเรื่องนี้

เริ่มแรกขอให้คนที่สนใจอ่านคำพิพากษาศาลจังหวัดรัตนบุรีที่ผมให้ลิงค์ไว้ 3 คดี ก่อน เมื่อผมเล่าไปเรื่อยๆ คนที่อ่านก็จะเข้าใจเรื่องที่เล่าอย่างดีและนำไปใช้ประโยชน์แก่อาชีพตนเอง ใช้ประโยชน์แก่การต่อสู้กับภาครัฐที่บุกรุกที่ดินประชาชนได้ (ส่วนคนที่ไม่ได้อ่านก็ไม่เป็นไรแต่ท่านอาจจะใช้ประโยชน์จากประสบการณ์เรื่องนี้ได้น้อย) และผมจะให้ภาพประกอบ ภาพถ่ายทางอากาศปี พ.ศ. 2497 แผ่นที่ประเทศไทย ชุด L7018 ระวาง 5739 I เพื่อจะได้เข้าใจภาพพื้นที่และเรื่องราว และเมื่อผมจะเล่าถึงช่วงเวลาใด ผมก็จะให้ภาพประกอบในเรื่องด้วย

https://drive.google.com/file/d/1qG_pNYRGqBOXbWnnl6WAzu1i_fkNF-2h/view?usp=drivesdk

https://drive.google.com/file/d/1XddB-vftSj7KedAfAKArz-yZwGW6t1ix/view?usp=drivesdk

https://drive.google.com/file/d/1QdFMkCb9Ku823lo_WEHOyUX7NSbSqG5z/view?usp=drivesdk

ที่อยู่

ซอยรามคำแหง 180 แขวงมีนบุรี เขตมีนุบรี
Bangkok
10510

เบอร์โทรศัพท์

+66890319093

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ หลักกฎหมายปกครองวันละเรื่องผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง หลักกฎหมายปกครองวันละเรื่อง:

แชร์