Justinian NTJ Law Firm

Justinian NTJ Law Firm ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Justinian NTJ Law Firm, บริการด้านกฎหมาย, 999 Gaysorn Plaza, Plenchit Rd, Lumpini, Pratumwan, Bangkok.

Thank you ⚖️
01/04/2026

Thank you ⚖️

✍️⚖️🧠
01/04/2026

✍️⚖️🧠

วารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีที่ 44 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มีนาคม 2569) เผยแพร่ในรูปแบบออนไลน์แล้วนะคะ ✅

อ่านบทความทั้งฉบับได้ที่: https://so01.tci-thaijo.org/index.php/lawchulajournal/issue/view/18073

บทความวิชาการ
❉ การบริหารจัดการอวกาศ: บทบาทหน้าที่ของอนุญาโตตุลาการในกฎหมายอวกาศและข้อพิพาทที่เกี่ยวกับอวกาศ
โดย แอนเดรียส เซลา
❉ การปฏิรูปงานแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด: การประเมินผลกระทบจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจแบบบางส่วนในงานคุมประพฤติของสหราชอาณาจักร
โดย สุภัทร์ ภู่พานิชเจริญกูล
❉ ทำไมในความรับผิดของปัญญาประดิษฐ์ถึงควรเปลี่ยนจากทฤษฎีความผิดเป็นทฤษฎีความรับผิดขององค์กร
โดย ลดาวัลย์ ใยมณี

บทความวิจัย
❉ ข้อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของพระภิกษุในระบบกฎหมายไทย
โดย พระมหา อนุวงศ์ เมอมะนา
❉ เสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพตามกฎหมายลิขสิทธิ์
โดย คนึงนิจ ขาวแสง
❉ ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการบังคับใช้พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ในประเทศไทย
โดย สิริภัทร์ อุดาการ

ปกิณกะกฎหมาย
❉ ความเหมาะสมของการนำค่าเสียหายในเชิงลงโทษมาใช้ในบริบทของประเทศไทย
โดย ศักดา ธนิตกุล

เวลาไปดื่มแล้วเพื่อนถามว่าเมาหรือไม่เมา เพื่อนเจ้าของร้าน อ่านประกาศกันค่ะ ⚖️ประกาศกรมควบคุมโรค เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีก...
29/03/2026

เวลาไปดื่มแล้วเพื่อนถามว่าเมาหรือไม่เมา
เพื่อนเจ้าของร้าน อ่านประกาศกันค่ะ ⚖️

ประกาศกรมควบคุมโรค เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบอาการมึนเมา พ.ศ. 2569 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569

ทั้งนี้ ผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่บุคคลที่มีอาการมึนเมาต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ม.29 ประกอบ ม.40 พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551)

และพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งปิดสถานที่ สถานประกอบการ หรือสถานบริการซึ่งใช้กระทำความผิด เป็นระยะเวลาครั้งละ #ไม่เกินหนึ่งปี และพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจแจ้งให้ผู้ออกใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิตพิจารณาสั่งพักใช้หรือเพิกถอน ใบอนุญาตผลิตสุรา ใบอนุญาตขายสุรา หรือใบอนุญาตนำสุราเข้ามาขายในราชอาณาจักร แล้วแต่กรณีได้ (ม.36/1 พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551)

⚖️
29/03/2026

⚖️

29/03/2026
25/03/2026
23/03/2026

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗”

มาตรา ๒๑ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓ ประมวลกฎหมายที่ดินตามที่ตราไว้ต่อท้ายพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นต้นไป

มาตรา ๔ ตั้งแต่วันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ให้ยกเลิก
(๑) พระราชบัญญัติออกตราจองชั่วคราว ซึ่งประกาศเปลี่ยนนามพระราชบัญญัติ เมื่อรัตนโกสินทรศก ๑๒๔ เป็นพระราชบัญญัติออกโฉนดตราจอง
(๒) พระราชบัญญัติการออกโฉนดที่ดิน รัตนโกสินทรศก ๑๒๗
(๓) พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน ฉบับที่ ๒
(๔) พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน ฉบับที่ ๓
(๕) พระราชบัญญัติแก้ไขความในมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติการออกโฉนดที่ดิน ร.ศ. ๑๒๗
(๖) พระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พุทธศักราช ๒๔๗๘
(๗) พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๕) พุทธศักราช ๒๔๗๙
(๘) พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พุทธศักราช ๒๔๗๙
(๙) พระราชบัญญัติควบคุมการได้มาซึ่งที่ดินโดยห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด เพื่อค้ากำไร พุทธศักราช ๒๔๘๕
(๑๐) พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๗) พุทธศักราช ๒๔๘๖
(๑๑) พระราชบัญญัติว่าด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช ๒๔๘๖
(๑๒) พระราชบัญญัติว่าด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๒
(๑๓) พระราชบัญญัติที่ดินในส่วนที่เกี่ยวกับคนต่างด้าว พุทธศักราช ๒๔๘๖
(๑๔) พระราชบัญญัติที่ดินในส่วนที่เกี่ยวกับคนต่างด้าว (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๓ และ
(๑๕) บรรดาบทกฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่น ๆ ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในประมวลกฎหมายที่ดิน หรือซึ่งแย้งหรือขัดต่อบทแห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

มาตรา ๕ ให้ผู้ที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน แจ้งการครอบครองที่ดินต่อนายอำเภอท้องที่ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
วรรคสอง๒ (ยกเลิก)
การแจ้งการครอบครองตามความในมาตรานี้ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิขึ้นใหม่แก่ผู้แจ้งแต่ประการใด

มาตรา ๖ บุคคลที่ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่โดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พุทธศักราช ๒๔๗๙ ใช้บังคับ และผู้รับโอนที่ดินดังกล่าว ให้มีสิทธิขอรับโฉนดที่ดินตามบทแห่งประมวลกฎหมายที่ดิน สำหรับบุคคลที่ครอบครองที่ดินตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พุทธศักราช ๒๔๗๙ ใช้บังคับเป็นต้นมา และก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ถ้าไม่ดำเนินการให้ชอบด้วยกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น การออกโฉนดที่ดินให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยกฎกระทรวง และให้พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พุทธศักราช ๒๔๗๙ คงใช้บังคับต่อไป

มาตรา ๗ ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจองไว้แล้วตามพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พุทธศักราช ๒๔๗๙ และยังมิได้รับคำรับรองว่า ได้ทำประโยชน์แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าผู้ได้รับอนุญาตยังมีสิทธิที่จะมาขอคำรับรองจากนายอำเภอได้จนกว่าจะครบกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับจากวันสิ้นสุดเวลาแห่งการจับจองตามพระราชบัญญัติดังกล่าว
ในกรณีระยะเวลาแห่งการจับจองดังกล่าวในวรรคแรกสิ้นสุดลง ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ หากปรากฏว่าการทำประโยชน์จากที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจองอยู่ในสภาพที่จะพึงขอคำรับรองว่า ได้ทำประโยชน์ดังกล่าวแล้วได้ ให้ยื่นคำขอต่อนายอำเภอเพื่อขอคำรับรองเสียภายในกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าที่ดินนั้นปลอดจากการจับจอง เว้นแต่นายอำเภอได้มีคำสั่งผ่อนผันให้เป็นการเฉพาะราย

มาตรา ๘ การพิจารณาว่าที่ดินได้ทำประโยชน์แล้วหรือไม่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง
ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจอง แต่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไปไม่ได้ เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดก

มาตรา ๙ ที่ดินที่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่า ได้ทำประโยชน์แล้ว ให้โอนกันได้

มาตรา ๑๐ ที่ดินซึ่งได้หวงห้ามไว้เพื่อประโยชน์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พุทธศักราช ๒๔๗๘ หรือตามกฎหมายอื่นอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับให้คงเป็นที่หวงห้ามต่อไป

มาตรา ๑๑ ในเขตท้องที่ซึ่งได้ออกโฉนดตราจองและตราจองที่ตราว่า “ได้ทำประโยชน์แล้ว” ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ให้คงใช้บทกฎหมายว่าด้วยการนั้นเฉพาะในส่วนที่บัญญัติถึงวิธีการรังวัดและการออกหนังสือสำคัญดังกล่าวข้างต้นต่อไปจนกว่าจะได้ออกโฉนดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินแล้ว

มาตรา ๑๒ บุคคลใดจะได้มาซึ่งที่ดินโดยมีสัญญาจะซื้อจะขาย หรือสัญญาเช่าซื้อซึ่งได้กระทำไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ถ้าได้จดแจ้งสัญญานั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๗๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนด ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เมื่อได้มีการซื้อขายไปตามสัญญาเช่นว่านั้น ให้ถือเสมือนว่าผู้ซื้อหรือผู้เช่าซื้อมีสิทธิในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ

มาตรา ๑๓ บุคคลใดได้ขายฝากที่ดินไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ถ้าได้ทำการไถ่ถอนที่ดินนั้น เมื่อประมวลกฎหมายที่ดินได้ใช้บังคับแล้ว ให้ถือเสมือนว่าผู้นั้นเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ

มาตรา ๑๔ บุคคลใดได้ดำเนินการขอจับจองที่ดินไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ แต่ยังไม่ได้รับอนุญาต ให้นายอำเภอมีอำนาจดำเนินการตามนัยแห่งพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พุทธศักราช ๒๔๗๙ ต่อไปจนถึงที่สุดได้

มาตรา ๑๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และตามประมวลกฎหมายที่ดิน และให้มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานที่ดินและพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้และประมวลกฎหมายที่ดิน
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ป. พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี

 ศาลต่างๆ
18/03/2026

 ศาลต่างๆ

17/03/2026

ฟ้องแย้ง : หมัดสวนกลับทางกฎหมาย

ในสมรภูมิคดีแพ่ง หลายคนเข้าใจว่า "โจทก์" คือฝ่ายรุกที่ถืออาวุธคำฟ้องเข้ามาโจมตี ส่วน "จำเลย" มีหน้าที่แค่ยกโล่ขึ้นมาป้องกันตัว (คำให้การ) เพื่อปฏิเสธความรับผิดเท่านั้น

แต่ในความเป็นจริง กฎหมายมอบอาวุธลับที่ชื่อว่า "ฟ้องแย้ง" ให้จำเลยใช้สวนกลับ เพื่อเปลี่ยนสถานะจากผู้ถูกล่าให้กลายเป็นผู้ล่าในคดีเดียวกัน

1. ฟ้องแย้งคืออะไร?
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ฟ้องแย้งไม่ใช่แค่การปฏิเสธว่า "ผมไม่ผิด" แต่มันคือการบอกศาลว่า "นอกจากผมจะไม่ผิดแล้ว โจทก์นั่นแหละที่ต้องรับผิดชอบผมด้วย"

มันคือการที่จำเลยเสนอคำฟ้องของตัวเองเข้าไปในคดีเดิม เพื่อให้ศาลตัดสินความผิดของโจทก์ไปในคราวเดียวกัน ไม่ต้องไปฟ้องแยกเป็นคดีใหม่ให้เสียเวลา

2. กฎเหล็ก: "ต้องเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม"
ฟ้องแย้งจะทรงพลังได้ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวคือต้องเกี่ยวกับฟ้องเดิมหากจำเลยฟ้องกลับในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย ศาลจะสั่งไม่รับฟ้องแย้ง

2.1 แบบนี้เกี่ยว (ศาลรับ): โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าสินค้า จำเลยฟ้องแย้งว่า "สินค้าที่โจทก์ส่งมามันพังเสียหาย โจทก์ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้ผมด้วย" (เรื่องมาจากสินค้าล็อตเดียวกัน)

2.2 แบบนี้ไม่เกี่ยว (ศาลไม่รับ): โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าสินค้า จำเลยฟ้องแย้งว่า "เมื่อปีก่อนโจทก์เคยขับรถชนหมาของจำเลยตาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายด้วย" (แม้จะเป็นคนคู่กรณีเดิม แต่เป็นคนละเรื่องเหตุการณ์ ศาลจะไล่ให้จำเลยไปฟ้องเป็นคดีใหม่เอง)

ข้อสังเกต:จำเลยจะฟ้องแย้งให้ทุนทรัพย์เกินอำนาจศาลที่ถูกฟ้อง หรือฟ้องแย้งเรียกให้บุคคลภายนอกร่วมรับผิดไม่ได้(ศาลไม่รับ)

3. "ฟ้องเดิมตาย ฟ้องแย้งไม่ตาย"
นี่คือความน่าสนใจที่สุดของกลยุทธ์นี้ หากโจทก์เกิด "ปอดแหก" หรือรู้ตัวว่าแพ้แน่ๆ เลยขอถอนฟ้อง ทิ้งฟ้องหรือศาลสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ไป (ยกเว้นศาลยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน)

ฟ้องแย้งของจำเลยจะไม่หายไปตามฟ้องของโจทก์ ศาลยังต้องพิจารณาและตัดสินฟ้องแย้งนั้นต่อไปจนจบ นั่นแปลว่าโจทก์อาจจะหนีคดีที่ตัวเองเริ่มไว้ได้ แต่หนี "หมัดสวน" ของจำเลยไม่พ้น

4. จังหวะและต้นทุน (Timing & Cost)
การจะใช้ฟ้องแย้งมีเงื่อนไขทางเทคนิคที่จำเลยต้องรู้ คือ

1. ต้องมาพร้อมคำให้การ: จำเลยจะนึกขึ้นได้แล้วมายื่นฟ้องแย้งทีหลังไม่ได้ ต้องยื่นมาในฉบับเดียวกับคำให้การแก้ฟ้องตอนเริ่มต้นหรือฟ้องแย้งมาในคำร้องขอแก้ไขคำให้การ(ฎีกาที่ 629/2524) ข้อสังเกต..ฟ้องแย้งไม่มีแบบพิมพ์คำขอท้ายฟ้องเหมือนฟ้องปกติ ดังนั้นให้เขียนคำขอให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยต่อท้ายในคำให้การได้เลย

2. ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม: การฟ้องแย้งเปรียบเหมือนการเริ่มต้นคดีใหม่ จำเลยจึงต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามทุนทรัพย์ที่ฟ้องกลับ (เหมือนตอนที่โจทก์ต้องจ่าย)

3. บทบาทสลับ: เมื่อจำเลยฟ้องแย้ง โจทก์จะกลายเป็น "จำเลยในฟ้องแย้ง" และมีหน้าที่ต้องยื่น "คำให้การแก้ฟ้องแย้ง" ภายใน 15 วันด้วย (มาตรา 178)

สรุป: หากวันหนึ่งคุณตกเป็นจำเลย อย่าเพิ่งตกใจจนทำตัวเป็นเพียงเป้านิ่ง ให้ลองสำรวจดูว่าในมูลเหตุเดียวกันนั้น คุณมีสิทธิอะไรที่ถูกละเมิดไปบ้างหรือไม่ เพราะบางครั้ง "การป้องกันตัวที่ดีที่สุด คือการโจมตีกลับอย่างมีชั้นเชิง" ผ่านกลไกที่เรียกว่า ฟ้องแย้ง นั่นเองครับ

อ.วิชัย wichai
#ฟ้องแย้ง in Law

credited to : Wichai Changhuana 🙏💯⚖️🧠

⚖️✅
10/03/2026

⚖️✅

แจ้งความอย่างไรให้ตำรวจรับดำเนินคดี (ไม่ใช่แค่กระดาษแผ่นเดียวแล้วจบกัน!) ⚖️
ทุกคนเคยได้ยินคำบ่นแบบนี้ไหมครับ? "ไปแจ้งความมาแล้ว ตำรวจแค่จดๆ ลงสมุด แล้วเรื่องก็เงียบหายไปเลย..." เรื่องนี้ทำให้หลายคนท้อใจเวลาตกเป็นเหยื่อ แต่รู้ไหมครับว่า ความลับมันอยู่ที่ "คำพูดของเรา" และ "เจตนาทางกฎหมาย" ตอนที่เราเดินเข้าไปหาตำรวจครับ ซึ่งขอแยกเป็นหัวข้อดังนี้ครับผม
1. คำพูดที่จะต้องสื่อสารกับร้อยเวรที่รับเรื่อง ต้องเข้าใจประเภทของการแจ้งระหว่าง ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน กับแจ้งความร้องทุกข์"
นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในทางกฎหมายครับ (ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7)) เวลาไปถึงโรงพัก ตำรวจมักจะถามว่า "มาทำอะไรครับ ?❌ ถ้าคุณตอบว่า: "มาแจ้งความไว้เป็นหลักฐานครับ"
* ผลทางกฎหมาย: ตำรวจจะลงบันทึกประจำวันไว้เฉยๆ ว่าคุณมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ถือเป็นการ "ลงบันทึกประจำวันเพื่อเป็นหลักฐาน" ตำรวจจะไม่มีอำนาจและไม่มีหน้าที่ออกไปสืบสวน จับคนร้าย หรือดำเนินคดีให้คุณเลยครับ เพราะคุณบอกเองว่าแค่มาจดไว้เป็นหลักฐาน!
• ✅ สิ่งที่คุณต้องพูด (จำคีย์เวิร์ดนี้ไว้เลย): "มาแจ้งความร้องทุกข์ เพื่อดำเนินคดีให้ถึงที่สุดครับ" หรือโดยส่วนใหญ่ถ้าติดต่อผ่านทนายความทนายความจะร่างคำร้องทุกข์เป็นกระดาษไปในวันแจ้งความครับ
• ผลทางกฎหมาย: คำว่า "ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด" เป็นการแสดงเจตนาว่าคุณต้องการให้ตำรวจเอาคนผิดมาลงโทษ เมื่อพูดคำนี้ ตำรวจ "ต้อง" รับคำร้องทุกข์ และเริ่มกระบวนการสืบสวนสอบสวน ออกหมายเรียก หรือหมายจับตามหน้าที่ทันทีครับ หากไม่ทำ ตำรวจอาจมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ (ม.157) ได้เลย
2. เตรียมเสบียงก่อนลงสนาม: หลักฐานต้องชัดเจน เล่าเรื่องต้องเป๊ะนะครับ ไม่ใช่เอ่ออ่า อ้ำๆอึ้งๆ
ตำรวจมีคดีบนโต๊ะเป็นร้อยครับ ถ้าเราไปแบบมือเปล่า เล่าเรื่องวกไปวนมา คดีเราจะเดินช้ามาก วิธีทำให้ตำรวจรับทำคดีแบบราบรื่น คือเราต้องเตรียมตัวไปให้พร้อมที่สุดครับ (ซึ่งหากดำเนินการผ่านทนายความจะตัดปัญหาประเด็นพวกนี้ไป)
• จัดเอกสารให้เป็นชุด: ปรินต์หลักฐานทุกอย่างออกมาเป็นกระดาษ (ตำรวจทำงานกับเอกสารครับ) เช่น สลิปโอนเงิน, ภาพหน้าจอแชทสนทนา (ให้เห็นชื่อบัญชี/เบอร์โทรชัดเจน), รูปโปรไฟล์คนร้าย, หรือรูปถ่ายสถานที่เกิดเหตุ
• สรุปไทม์ไลน์ (Timeline): เขียนใส่กระดาษไปเลยว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร และเราเสียหายเท่าไหร่ เอาแบบอ่านปุ๊บเข้าใจปั๊บ
• บัตรประชาชนตัวจริง: ขาดไม่ได้เด็ดขาด เพราะคุณต้องแสดงตัวว่าเป็น "ผู้เสียหาย" ตัวจริงตามกฎหมาย
3. กฎเหล็กเรื่องเวลา: "อายุความ" ที่ห้ามเผลอ
เรื่องนี้พลาดกันเยอะมากครับ กฎหมายอาญาแบ่งความผิดเป็น 2 แบบหลักๆ ซึ่งมีผลกับเวลาในการไปแจ้งความ:
• ความผิดอันยอมความได้ (คดีส่วนตัว): เช่น ฉ้อโกง (ธรรมดา), ยักยอกทรัพย์, หมิ่นประมาท, ทำให้เสียทรัพย์
• 🚨 ข้อควรระวัง: คุณ ต้อง ไปแจ้งความร้องทุกข์ ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด ถ้าเกิน 3 เดือนปุ๊บ คดีขาดอายุความทันที ตำรวจฟ้องให้ไม่ได้แล้วครับ!
• ความผิดอาญาแผ่นดิน: เช่น ลักทรัพย์, ชิงทรัพย์, ทำร้ายร่างกาย, ฉ้อโกงประชาชน
• กลุ่มนี้ไม่จำกัดว่าต้องแจ้งภายใน 3 เดือน (อายุความยาวกว่านั้นมาก) แต่ก็ควรรีบไปแจ้งให้เร็วที่สุด เพื่อให้ตำรวจตามเก็บหลักฐานได้ทันครับ
4. เช็คบิลที่โรงพัก: ตรวจสอบเอกสารให้ชัวร์
หลังจากให้ปากคำเสร็จ ตำรวจจะพิมพ์เอกสารให้เราเซ็นและเก็บไว้ 1 สำเนา อย่าเพิ่งรีบเดินออกจากโรงพัก ให้ก้มลงอ่านเอกสารใบนั้นก่อนครับ
• ต้องมีคำว่า: "ผู้เสียหายได้มาแจ้งความร้องทุกข์เพื่อให้ดำเนินคดีกับ... จนกว่าคดีจะถึงที่สุด"
• ต้องไม่มีคำว่า: "แจ้งไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น" (ถ้ามี ให้บอกตำรวจขอแก้เดี๋ยวนั้นเลยครับ)
• ถามหา "เลขคดีอาญา": ถามร้อยเวรเลยครับว่า "คดีนี้ได้เลขคดีอาญาที่เท่าไหร่ครับ?" ถ้าคดีรับเป็นคดีอาญาแล้ว จะต้องมีการรันเลขคดี (เช่น คดีอาญาที่ 123/2569) ถ้าได้เลขคดีมา แปลว่าคดีคุณเข้าสู่ระบบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเรียบร้อยแล้วครับ! 🙏🏻
⚖️ คู่มือการว่าความ เทคนิคสำหรับทนายความ https://s.shopee.co.th/4frGK3MMHE

✅⚖️
10/03/2026

✅⚖️

ทำไม "เนติบัณฑิต" จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของคนเรียนกฎหมายครับ ⚖️
📚ปริญญาตรีคือเข็มทิศ แต่ "เนติบัณฑิต" คือแผนที่เดินเรือ: ทำไมเส้นทางนักกฎหมายจึงต้องบรรจบที่สนามสอบนี้ครับ
💡แสงไฟในห้องสมุดคณะนิติศาสตร์มักสว่างไสวอยู่เสมอ ภาพของนักศึกษาที่นั่งจมกองหนังสือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือประมวลกฎหมายอาญา เป็นภาพชินตาที่ใครๆ ก็รู้ว่าการเรียนกฎหมายนั้นหนักหนาเพียงใด
ในวันที่บัณฑิตสวมชุดครุยรับปริญญานิติศาสตรบัณฑิต (น.บ.) หลายคนอาจคิดว่านี่คือเส้นชัยของการเรียนแล้ว แต่สำหรับคนในแวดวงกฎหมาย พวกเขารู้ดีว่าใบปริญญาใบนั้นคือ "ตั๋วเข้าสู่จุดเริ่มต้น" เท่านั้น เพราะยังมีภูเขาลูกใหญ่ที่ชื่อว่า "เนติบัณฑิต" (น.บ.ท.) ตั้งตระหง่านรอคอยอยู่เบื้องหน้า
ทำไมคนเรียนกฎหมายถึงต้องยอมทุ่มเทเวลาอีกอย่างน้อย 1-2 ปี (หรือบางคนอาจจะหลายปี) เพื่อสอบผ่านสนามที่ขึ้นชื่อว่าหินที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ? เรื่องราวต่อไปนี้คือคำตอบครับ
1. รอยต่อระหว่าง "ทฤษฎี" และ "โลกแห่งความจริง"
ในระดับปริญญาตรี นักศึกษาจะได้เรียนรู้หลักกฎหมาย โครงสร้าง ทฤษฎี และปรัชญาพื้นฐาน คุณจะรู้ว่าสัญญาเกิดขึ้นได้อย่างไร การกระทำแบบไหนเป็นความผิดฐานฆ่าคนตาย หรือการลักทรัพย์มีองค์ประกอบอะไรบ้าง
แต่ในห้องพิจารณาคดี โลกไม่ได้ตรงไปตรงมาเหมือนในตำรา
การเรียนในชั้นเนติบัณฑิตยสภา จะเน้นหนักไปที่ "กฎหมายวิธีพิจารณาความ" (วิธีพิจารณาความแพ่ง และวิธีพิจารณาความอาญา) รวมถึงการนำกฎหมายสารบัญญัติมาปรับใช้กับเหตุการณ์จริงผ่าน "คำพิพากษาศาลฎีกา" เนติบัณฑิตจะสอนให้คุณรู้ว่า หากลูกความเดินเข้ามาพร้อมกับปัญหา คุณจะต้องเริ่มฟ้องคดีที่ศาลไหน มีกำหนดอายุความกี่วัน ต้องยื่นคำร้องคำแถลงอย่างไรเพื่อรักษาสิทธิของลูกความ นี่คือการเปลี่ยนผ่านจาก "นักวิชาการ" สู่ "นักปฏิบัติ" อย่างแท้จริง
2. กุญแจดอกเดียวที่ไขประตูสู่ "ผู้พิพากษา" และ "อัยการ"
นี่คือเหตุผลที่เป็นรูปธรรมที่สุดและเป็นแรงผลักดันหลักของนักศึกษากฎหมายนับหมื่นคน
ในระบบยุติธรรมของประเทศไทย หากความฝันสูงสุดของคุณคือการได้สวมครุยขึ้นนั่งบนบัลลังก์ในฐานะ "ท่านผู้พิพากษา" หรือการเป็นทนายแผ่นดินผู้ทำหน้าที่ปกป้องความยุติธรรมในฐานะ "พนักงานอัยการ" กฎหมายได้กำหนดคุณสมบัติไฟต์บังคับไว้เลยว่า คุณต้องสอบผ่านเป็น "เนติบัณฑิตไทย" เสียก่อน
ต่อให้คุณจะเรียนจบปริญญาโท หรือปริญญาเอกจากต่างประเทศมาสักกี่ใบ หากไม่มีดีกรีเนติบัณฑิตไทย คุณก็หมดสิทธิ์ที่จะเข้าสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาหรืออัยการผู้ช่วย สนามสอบเนติฯ จึงเป็นเสมือน "ตะแกรงร่อน" ด่านแรกของประเทศ เพื่อพิสูจน์ว่าผู้ที่จะไปกุมชะตาชีวิตของผู้อื่นนั้น มีความรู้ข้อกฎหมายไทยที่แม่นยำและลึกซึ้งเพียงพอ
3. เบ้าหลอมแห่ง "ความอดทน" และ "ความละเอียดรอบคอบ"
การสอบเนติบัณฑิตแบ่งออกเป็น 4 ขา (แพ่ง, อาญา, วิ.แพ่ง, วิ.อาญา) ซึ่งครอบคลุมเนื้อหากฎหมายแทบทุกบริบทในประเทศไทย การจะสอบผ่านได้ ผู้สอบจะต้องท่องจำตัวบทกฎหมายหลายร้อยมาตรา ทำความเข้าใจแนวคำพิพากษาศาลฎีกานับพันๆ คดี และต้องสามารถเขียนตอบข้อสอบที่มีเวลาจำกัดได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลและสละสลวย
กระบวนการเตรียมสอบเนติฯ จึงเป็นการฝึกปรือนิสัยที่นักกฎหมายพึงมี นั่นคือ:
• ความทรหดอดทน: การอ่านหนังสือวันละ 8-10 ชั่วโมงติดต่อกันเป็นเดือนๆ
• ความละเอียดถี่ถ้วน: การตีความถ้อยคำในกฎหมายทุกตัวอักษร เพราะคำว่า "และ" กับ "หรือ" ในทางกฎหมาย เปลี่ยนแปลงผลของคดีได้ทันที
• การจัดการความกดดัน: การทำข้อสอบที่ต้องใช้การวิเคราะห์ขั้นสูงแข่งกับเวลา
4. เครื่องหมายการันตี "มาตรฐานวิชาชีพ"
แม้ว่านักกฎหมายหลายคนจะไม่ได้อยากเป็นศาลหรืออัยการ และเลือกที่จะทำงานในสายทนายความ (Attorney) หรือที่ปรึกษากฎหมาย (Legal Counsel) ประจำบริษัทเอกชน ซึ่งอาชีพเหล่านี้ไม่ได้บังคับว่าต้องจบเนติบัณฑิต (ขอเพียงมีใบอนุญาตให้เป็นทนายความ หรือมีวุฒิปริญญาตรีก็ทำงานได้)
แต่ถึงกระนั้น การมีอักษร น.บ.ท. (เนติบัณฑิตไทย) พ่วงท้ายชื่อ หรือระบุไว้ในเรซูเม่ ก็ยังคงเป็น "เครื่องหมายการค้า" ที่ทรงพลัง มันเป็นการสื่อสารให้ลูกความและนายจ้างเห็นโดยไม่ต้องอธิบายว่า บุคคลผู้นี้ได้ผ่านบททดสอบสุดโหดของวิชาชีพมาแล้ว พวกเขามีความเชี่ยวชาญในวิถีปฏิบัติของศาล และมีความรับผิดชอบมากพอที่จะฝากฝังคดีสำคัญไว้ในมือได้
ดังนั้น การเดินทางของนักกฎหมาย ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อเดินออกจากรั้วมหาวิทยาลัย ปริญญาตรีอาจมอบ "อาวุธ" ให้คุณ แต่ "เนติบัณฑิต" คือสนามฝึกซ้อมที่สอนให้คุณรู้วิธี "กวัดแกว่งอาวุธ" นั้นอย่างเฉียบคมและแม่นยำ
มันไม่ใช่แค่การสอบเพื่อเอาใบประกาศนียบัตรอีกใบ แต่มันคือการขัดเกลาจิตวิญญาณ ทัศนคติ และความเชี่ยวชาญ เพื่อให้พร้อมรับน้ำหนักแห่งความยุติธรรมที่สังคมคาดหวังจากวิชาชีพนี้ครับ ✌🏻
✍🏻 ฝึกเขียนสอบข้อสอบเนฯ https://s.shopee.co.th/900MUA7OhE

ที่อยู่

999 Gaysorn Plaza, Plenchit Rd, Lumpini, Pratumwan
Bangkok
10330

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Justinian NTJ Law Firmผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์