20/09/2026
ผู้จัดการมรดกเบียดบังทรัพย์มรดก ทายาทต้องดำเนินคดีภายในกี่ปี?
ผู้จัดการมรดกไม่ใช่เจ้าของทรัพย์มรดก แต่เป็นบุคคลที่มีหน้าที่รวบรวมทรัพย์สิน ชำระหนี้ของเจ้ามรดก และแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามสิทธิ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719
แม้ผู้จัดการมรดกจะมีอำนาจขาย โอน ถอนเงิน หรือดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์มรดกได้ แต่ต้องเป็นการกระทำที่จำเป็นต่อการจัดการมรดกและเป็นประโยชน์แก่กองมรดก ไม่ใช่อาศัยอำนาจดังกล่าวนำทรัพย์ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว
พฤติการณ์ที่อาจถือเป็นการเบียดบังทรัพย์มรดก เช่น การจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกเป็นของตนเพียงผู้เดียว การขายทรัพย์มรดกแล้วเก็บเงินไว้ใช้ส่วนตัว การถอนเงินของผู้ตายโดยไม่ชี้แจงบัญชี การโอนทรัพย์ให้คู่สมรส บุตร หรือบุคคลใกล้ชิด ตลอดจนการปิดบังทรัพย์สินหรือรายได้ของกองมรดกไม่ให้ทายาทคนอื่นทราบ
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าเป็นการเบียดบังหรือไม่ ต้องดูทั้งวัตถุประสงค์ การใช้ประโยชน์จากทรัพย์ และเจตนาทุจริต ไม่อาจพิจารณาจากการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวเพียงประการเดียว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1543/2568
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ผู้จัดการมรดกถอนเงินจำนวน 4,000,000 บาทออกจากบัญชีที่เปิดในนามผู้จัดการมรดกโดยทุจริต ถือว่าความผิดฐานยักยอกสำเร็จตั้งแต่วันที่ถอนเงินแล้ว ส่วนการนำเงินจำนวนดังกล่าวไปโอนหรือแบ่งโอนต่อภายหลัง ไม่ทำให้เกิดความผิดฐานยักยอกขึ้นใหม่อีก
แต่ในอีกส่วนหนึ่ง ผู้จัดการมรดกโอนเงินมรดกจำนวน 6,000,000 บาทเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัว ศาลเห็นว่าลำพังการนำเงินเข้าบัญชีส่วนตัวยังไม่ถือว่าเป็นการเบียดบัง หากบัญชีดังกล่าวถูกใช้เพื่อความสะดวกในการบริหารกิจการซึ่งเป็นประโยชน์ส่วนรวมของทายาท และโจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าผู้จัดการมรดกนำเงินไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต
ดังนั้น ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงว่าเงินถูกโอนไปอยู่ในบัญชีชื่อใคร แต่ต้องพิสูจน์ว่าเงินดังกล่าวถูกนำไปใช้เพื่อกองมรดกหรือถูกเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2295/2565
ผู้จัดการมรดกมอบอำนาจให้บุคคลอื่นขายที่ดินมรดก แล้วเบียดบังเงินที่ขายได้ไปเป็นประโยชน์ของผู้จัดการมรดกและบุคคลดังกล่าว ศาลเห็นว่าไม่ใช่การจัดการมรดกโดยทั่วไปเพื่อแบ่งปันแก่ทายาท แต่เป็นการกระทำต่อทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต
แม้ผู้จัดการมรดกจะมีอำนาจขายทรัพย์มรดกเพื่อดำเนินการแบ่งปันทรัพย์แก่ทายาท แต่ไม่มีอำนาจขายแล้วนำเงินไปเป็นของตนเอง และแม้ผู้ซื้อจะอ้างว่าซื้อโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ศาลก็วินิจฉัยว่าผู้ซื้อไม่ได้สิทธิดีกว่าผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นผู้ขาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 113/2535
ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามสิทธิ แต่กลับแจ้งว่าเอกสารสิทธิที่ดินสูญหาย ขอออกใบแทน แล้วจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกเป็นของตนเพียงผู้เดียว อีกทั้งไม่ยินยอมให้ใส่ชื่อทายาทคนอื่นเป็นผู้รับมรดกร่วมด้วย
ศาลเห็นว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการมรดกโดยทุจริต และเป็นความผิดฐานผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาล กระทำผิดหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 354
อายุความทางแพ่ง
การพิจารณาอายุความต้องแยกให้ชัดว่าทายาทกำลังฟ้องในฐานใด เพราะการฟ้องขอแบ่งมรดก การฟ้องเกี่ยวกับการจัดการมรดก การฟ้องเพิกถอนนิติกรรม และการใช้สิทธิติดตามทรัพย์คืน อาจอยู่ภายใต้หลักอายุความแตกต่างกัน
หากเป็นคดีที่ทายาทฟ้องผู้จัดการมรดกเนื่องจากจัดการมรดกไม่ถูกต้อง จะอยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง ซึ่งห้ามมิให้ทายาทฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกเมื่อพ้นกำหนด 5 ปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6797/2543
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ทายาทบางคน ศาลถือว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องผู้จัดการมรดกว่าแบ่งทรัพย์ไม่ถูกต้องเกิน 5 ปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุด คดีจึงขาดอายุความตามมาตรา 1733 วรรคสอง
แต่หากผู้จัดการมรดกยังจัดการมรดกไม่เสร็จ และยังครอบครองทรัพย์มรดกไว้แทนทายาท อายุความ 5 ปียังไม่เริ่มนับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1153/2538
จำเลยอยู่ในฐานะผู้จัดการมรดกและครอบครองทรัพย์มรดกไว้แทนโจทก์กับทายาทคนอื่น เมื่อการจัดการมรดกยังไม่เสร็จ จำเลยจึงไม่อาจยกอายุความมรดกขึ้นต่อสู้ทายาทได้
ดังนั้น การเริ่มนับอายุความไม่ได้พิจารณาเพียงวันที่เจ้ามรดกเสียชีวิตหรือวันที่ศาลตั้งผู้จัดการมรดก แต่ต้องตรวจสอบว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้วหรือไม่ และเสร็จสิ้นในวันใด
อายุความทางอาญา
หากผู้จัดการมรดกที่ได้รับแต่งตั้งตามคำสั่งศาลหรือตามพินัยกรรมกระทำผิดหน้าที่โดยทุจริต จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน อาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 354
ความผิดดังกล่าวเป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96
การรู้ว่าผู้จัดการมรดกถอนหรือโอนทรัพย์ไปแล้ว อาจถือเป็นวันที่เริ่มนับอายุความร้องทุกข์ แม้ในขณะนั้นผู้เสียหายจะยังไม่ทราบรายละเอียดหรือจำนวนความเสียหายทั้งหมดก็ตาม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1777/2554
เมื่อผู้จัดการมรดกคนใหม่ไปติดต่อธนาคารและได้รับแจ้งว่าจำเลยได้นำคำสั่งศาลแต่งตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกไปถอนเงินของผู้ตายแล้ว ย่อมถือว่าผู้จัดการมรดกคนใหม่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตั้งแต่เวลานั้น จึงต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน
นอกจากอายุความร้องทุกข์ 3 เดือนแล้ว ความผิดตามมาตรา 353 ประกอบมาตรา 354 ยังมีอายุความดำเนินคดีอาญา 10 ปีนับแต่วันกระทำความผิด ตามมาตรา 95 (3)
ความผิดฐานยักยอกไม่ใช่ความผิดต่อเนื่อง แต่สำเร็จตั้งแต่วันที่ผู้จัดการมรดกแสดงเจตนาเบียดบังทรัพย์ เช่น วันที่ถอนเงินไปใช้ส่วนตัว วันที่โอนทรัพย์เป็นของตน หรือวันที่ขายทรัพย์แล้วนำเงินไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว อายุความ 10 ปีจึงเริ่มนับตั้งแต่การกระทำแต่ละครั้งนั้น
ทายาทควรดำเนินการอย่างไร?
เมื่อสงสัยว่าผู้จัดการมรดกเบียดบังทรัพย์ ทายาทควรเร่งรวบรวมหลักฐาน ได้แก่ คำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดก บัญชีทรัพย์มรดก รายการเดินบัญชีธนาคาร สัญญาซื้อขาย สำเนาโฉนดพร้อมสารบัญจดทะเบียน หลักฐานการถอนหรือโอนเงิน ตลอดจนข้อความหรือเอกสารที่แสดงว่าผู้จัดการมรดกปฏิเสธสิทธิของทายาทคนอื่น
หากการจัดการมรดกยังไม่สิ้นสุด อาจยื่นคำร้องขอให้ศาลถอดถอนผู้จัดการมรดกและตั้งบุคคลอื่นแทน พร้อมฟ้องให้ส่งมอบทรัพย์ คืนเงิน ชี้แจงบัญชี หรือเพิกถอนนิติกรรมที่กระทำโดยมิชอบ
ถ้ามีพฤติการณ์เป็นความผิดอาญา ต้องระวังอายุความร้องทุกข์ 3 เดือนเป็นพิเศษ ไม่ควรรอให้การเจรจาหรือการไกล่เกลี่ยสิ้นสุดก่อน เพราะการเจรจาไม่ได้ทำให้อายุความร้องทุกข์หยุดนับ
ผู้จัดการมรดกมีอำนาจจัดการทรัพย์ แต่ไม่มีสิทธินำทรัพย์มรดกไปเป็นของตนเอง การฟ้องคดีจึงต้องตรวจทั้งฐานสิทธิ พฤติการณ์เบียดบัง และวันเริ่มนับอายุความให้ครบถ้วน เพราะแม้มีสิทธิจริง แต่หากดำเนินการไม่ทันเวลา ก็อาจเสียสิทธิในการดำเนินคดีได้