Aekniti Interlaw CO.,LTD.

Aekniti Interlaw CO.,LTD. บริษัท เอกนิติ อินเตอร์ลอว์ จำกัด

ข่าวคดีลงทุนใหญ่ ๆ ช่วงนี้ ทำให้หลายคนกลับมาตั้งคำถามว่า“แบบไหนเรียกการลงทุนจริงแล้วแบบไหนเริ่มมีลักษณะคล้ายแชร์ลูกโซ่?”...
21/09/2026

ข่าวคดีลงทุนใหญ่ ๆ ช่วงนี้ ทำให้หลายคนกลับมาตั้งคำถามว่า

“แบบไหนเรียกการลงทุนจริง
แล้วแบบไหนเริ่มมีลักษณะคล้ายแชร์ลูกโซ่?”

จุดสังเกตสำคัญ ไม่ใช่แค่ว่า “เคยจ่ายผลตอบแทนจริงไหม”
เพราะบางโครงการในช่วงแรกอาจจ่ายเงินจริง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและดึงผู้ลงทุนรายใหม่เข้ามา

สิ่งที่ควรถามก่อนลงทุน คือ

1. ผลตอบแทนมาจากไหน
ต้องอธิบายได้ว่าเกิดจากธุรกิจ สินทรัพย์ หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่อาศัยเงินจากผู้ลงทุนรายใหม่มาหมุนจ่าย
2. ผลตอบแทนสูงผิดปกติหรือไม่
ยิ่งมีคำว่า “กำไรแน่นอน” “ความเสี่ยงต่ำ” “ได้เงินทุกเดือน” ยิ่งต้องตรวจสอบให้มากขึ้น
3. รายได้ขึ้นอยู่กับการชวนคนหรือไม่
ถ้ารายได้หลักเกิดจากการหาสมาชิกใหม่ มากกว่ารายได้จากสินค้า บริการ หรือการลงทุนจริง ต้องระวัง
4. มีธุรกิจจริง แล้วธุรกิจนั้นสร้างรายได้พอหรือไม่
การมีบริษัท มีสำนักงาน หรือมีโครงการจริง ไม่ได้แปลว่าการระดมทุนจะถูกต้องเสมอไป ต้องดูต่อว่ารายได้จริงเพียงพอต่อผลตอบแทนที่สัญญาไว้หรือไม่
5. ถอนเงินได้ช่วงแรก ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย
บางโครงการสามารถจ่ายผลตอบแทนในช่วงแรกได้จริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดการลงทุนต่อ
6. ตรวจสอบผู้รับเงินและใบอนุญาต
ดูให้ชัดว่าใครเป็นผู้รับเงิน อยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานใด และกิจการประเภทนั้นต้องได้รับอนุญาตหรือไม่

จำง่าย ๆ ว่า

“การลงทุนจริง” เงินต้องเกิดจากธุรกิจหรือสินทรัพย์
ส่วน “แชร์ลูกโซ่” มักอยู่ได้เพราะเงินของคนที่เข้ามาทีหลัง

และก่อนถามว่า “ได้กี่เปอร์เซ็นต์”
ลองถามให้ชัดก่อนว่า

“เปอร์เซ็นต์นั้น มาจากไหน?”

#กฎหมายธุรกิจ #การลงทุน #แชร์ลูกโซ่ #ความรู้กฎหมาย #เอกนิติ

ผู้จัดการมรดกเบียดบังทรัพย์มรดก ทายาทต้องดำเนินคดีภายในกี่ปี?ผู้จัดการมรดกไม่ใช่เจ้าของทรัพย์มรดก แต่เป็นบุคคลที่มีหน้าท...
20/09/2026

ผู้จัดการมรดกเบียดบังทรัพย์มรดก ทายาทต้องดำเนินคดีภายในกี่ปี?

ผู้จัดการมรดกไม่ใช่เจ้าของทรัพย์มรดก แต่เป็นบุคคลที่มีหน้าที่รวบรวมทรัพย์สิน ชำระหนี้ของเจ้ามรดก และแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามสิทธิ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719

แม้ผู้จัดการมรดกจะมีอำนาจขาย โอน ถอนเงิน หรือดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์มรดกได้ แต่ต้องเป็นการกระทำที่จำเป็นต่อการจัดการมรดกและเป็นประโยชน์แก่กองมรดก ไม่ใช่อาศัยอำนาจดังกล่าวนำทรัพย์ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว

พฤติการณ์ที่อาจถือเป็นการเบียดบังทรัพย์มรดก เช่น การจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกเป็นของตนเพียงผู้เดียว การขายทรัพย์มรดกแล้วเก็บเงินไว้ใช้ส่วนตัว การถอนเงินของผู้ตายโดยไม่ชี้แจงบัญชี การโอนทรัพย์ให้คู่สมรส บุตร หรือบุคคลใกล้ชิด ตลอดจนการปิดบังทรัพย์สินหรือรายได้ของกองมรดกไม่ให้ทายาทคนอื่นทราบ

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าเป็นการเบียดบังหรือไม่ ต้องดูทั้งวัตถุประสงค์ การใช้ประโยชน์จากทรัพย์ และเจตนาทุจริต ไม่อาจพิจารณาจากการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวเพียงประการเดียว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1543/2568

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ผู้จัดการมรดกถอนเงินจำนวน 4,000,000 บาทออกจากบัญชีที่เปิดในนามผู้จัดการมรดกโดยทุจริต ถือว่าความผิดฐานยักยอกสำเร็จตั้งแต่วันที่ถอนเงินแล้ว ส่วนการนำเงินจำนวนดังกล่าวไปโอนหรือแบ่งโอนต่อภายหลัง ไม่ทำให้เกิดความผิดฐานยักยอกขึ้นใหม่อีก

แต่ในอีกส่วนหนึ่ง ผู้จัดการมรดกโอนเงินมรดกจำนวน 6,000,000 บาทเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัว ศาลเห็นว่าลำพังการนำเงินเข้าบัญชีส่วนตัวยังไม่ถือว่าเป็นการเบียดบัง หากบัญชีดังกล่าวถูกใช้เพื่อความสะดวกในการบริหารกิจการซึ่งเป็นประโยชน์ส่วนรวมของทายาท และโจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าผู้จัดการมรดกนำเงินไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต

ดังนั้น ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงว่าเงินถูกโอนไปอยู่ในบัญชีชื่อใคร แต่ต้องพิสูจน์ว่าเงินดังกล่าวถูกนำไปใช้เพื่อกองมรดกหรือถูกเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2295/2565

ผู้จัดการมรดกมอบอำนาจให้บุคคลอื่นขายที่ดินมรดก แล้วเบียดบังเงินที่ขายได้ไปเป็นประโยชน์ของผู้จัดการมรดกและบุคคลดังกล่าว ศาลเห็นว่าไม่ใช่การจัดการมรดกโดยทั่วไปเพื่อแบ่งปันแก่ทายาท แต่เป็นการกระทำต่อทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต

แม้ผู้จัดการมรดกจะมีอำนาจขายทรัพย์มรดกเพื่อดำเนินการแบ่งปันทรัพย์แก่ทายาท แต่ไม่มีอำนาจขายแล้วนำเงินไปเป็นของตนเอง และแม้ผู้ซื้อจะอ้างว่าซื้อโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ศาลก็วินิจฉัยว่าผู้ซื้อไม่ได้สิทธิดีกว่าผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นผู้ขาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 113/2535

ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามสิทธิ แต่กลับแจ้งว่าเอกสารสิทธิที่ดินสูญหาย ขอออกใบแทน แล้วจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกเป็นของตนเพียงผู้เดียว อีกทั้งไม่ยินยอมให้ใส่ชื่อทายาทคนอื่นเป็นผู้รับมรดกร่วมด้วย

ศาลเห็นว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการมรดกโดยทุจริต และเป็นความผิดฐานผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาล กระทำผิดหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 354

อายุความทางแพ่ง

การพิจารณาอายุความต้องแยกให้ชัดว่าทายาทกำลังฟ้องในฐานใด เพราะการฟ้องขอแบ่งมรดก การฟ้องเกี่ยวกับการจัดการมรดก การฟ้องเพิกถอนนิติกรรม และการใช้สิทธิติดตามทรัพย์คืน อาจอยู่ภายใต้หลักอายุความแตกต่างกัน

หากเป็นคดีที่ทายาทฟ้องผู้จัดการมรดกเนื่องจากจัดการมรดกไม่ถูกต้อง จะอยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง ซึ่งห้ามมิให้ทายาทฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกเมื่อพ้นกำหนด 5 ปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6797/2543

ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ทายาทบางคน ศาลถือว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องผู้จัดการมรดกว่าแบ่งทรัพย์ไม่ถูกต้องเกิน 5 ปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุด คดีจึงขาดอายุความตามมาตรา 1733 วรรคสอง

แต่หากผู้จัดการมรดกยังจัดการมรดกไม่เสร็จ และยังครอบครองทรัพย์มรดกไว้แทนทายาท อายุความ 5 ปียังไม่เริ่มนับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1153/2538

จำเลยอยู่ในฐานะผู้จัดการมรดกและครอบครองทรัพย์มรดกไว้แทนโจทก์กับทายาทคนอื่น เมื่อการจัดการมรดกยังไม่เสร็จ จำเลยจึงไม่อาจยกอายุความมรดกขึ้นต่อสู้ทายาทได้

ดังนั้น การเริ่มนับอายุความไม่ได้พิจารณาเพียงวันที่เจ้ามรดกเสียชีวิตหรือวันที่ศาลตั้งผู้จัดการมรดก แต่ต้องตรวจสอบว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้วหรือไม่ และเสร็จสิ้นในวันใด

อายุความทางอาญา

หากผู้จัดการมรดกที่ได้รับแต่งตั้งตามคำสั่งศาลหรือตามพินัยกรรมกระทำผิดหน้าที่โดยทุจริต จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน อาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 354

ความผิดดังกล่าวเป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96

การรู้ว่าผู้จัดการมรดกถอนหรือโอนทรัพย์ไปแล้ว อาจถือเป็นวันที่เริ่มนับอายุความร้องทุกข์ แม้ในขณะนั้นผู้เสียหายจะยังไม่ทราบรายละเอียดหรือจำนวนความเสียหายทั้งหมดก็ตาม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1777/2554

เมื่อผู้จัดการมรดกคนใหม่ไปติดต่อธนาคารและได้รับแจ้งว่าจำเลยได้นำคำสั่งศาลแต่งตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกไปถอนเงินของผู้ตายแล้ว ย่อมถือว่าผู้จัดการมรดกคนใหม่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตั้งแต่เวลานั้น จึงต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน

นอกจากอายุความร้องทุกข์ 3 เดือนแล้ว ความผิดตามมาตรา 353 ประกอบมาตรา 354 ยังมีอายุความดำเนินคดีอาญา 10 ปีนับแต่วันกระทำความผิด ตามมาตรา 95 (3)

ความผิดฐานยักยอกไม่ใช่ความผิดต่อเนื่อง แต่สำเร็จตั้งแต่วันที่ผู้จัดการมรดกแสดงเจตนาเบียดบังทรัพย์ เช่น วันที่ถอนเงินไปใช้ส่วนตัว วันที่โอนทรัพย์เป็นของตน หรือวันที่ขายทรัพย์แล้วนำเงินไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว อายุความ 10 ปีจึงเริ่มนับตั้งแต่การกระทำแต่ละครั้งนั้น

ทายาทควรดำเนินการอย่างไร?

เมื่อสงสัยว่าผู้จัดการมรดกเบียดบังทรัพย์ ทายาทควรเร่งรวบรวมหลักฐาน ได้แก่ คำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดก บัญชีทรัพย์มรดก รายการเดินบัญชีธนาคาร สัญญาซื้อขาย สำเนาโฉนดพร้อมสารบัญจดทะเบียน หลักฐานการถอนหรือโอนเงิน ตลอดจนข้อความหรือเอกสารที่แสดงว่าผู้จัดการมรดกปฏิเสธสิทธิของทายาทคนอื่น

หากการจัดการมรดกยังไม่สิ้นสุด อาจยื่นคำร้องขอให้ศาลถอดถอนผู้จัดการมรดกและตั้งบุคคลอื่นแทน พร้อมฟ้องให้ส่งมอบทรัพย์ คืนเงิน ชี้แจงบัญชี หรือเพิกถอนนิติกรรมที่กระทำโดยมิชอบ

ถ้ามีพฤติการณ์เป็นความผิดอาญา ต้องระวังอายุความร้องทุกข์ 3 เดือนเป็นพิเศษ ไม่ควรรอให้การเจรจาหรือการไกล่เกลี่ยสิ้นสุดก่อน เพราะการเจรจาไม่ได้ทำให้อายุความร้องทุกข์หยุดนับ

ผู้จัดการมรดกมีอำนาจจัดการทรัพย์ แต่ไม่มีสิทธินำทรัพย์มรดกไปเป็นของตนเอง การฟ้องคดีจึงต้องตรวจทั้งฐานสิทธิ พฤติการณ์เบียดบัง และวันเริ่มนับอายุความให้ครบถ้วน เพราะแม้มีสิทธิจริง แต่หากดำเนินการไม่ทันเวลา ก็อาจเสียสิทธิในการดำเนินคดีได้

📣 AEKNITI INTER LAW เปิดรับสมัครงานตำแหน่ง แอดมินประจำออฟฟิศเรากำลังมองหาเพื่อนร่วมทีมที่มีความละเอียดรอบคอบ เป็นระเบียบ...
18/09/2026

📣 AEKNITI INTER LAW เปิดรับสมัครงาน
ตำแหน่ง แอดมินประจำออฟฟิศ

เรากำลังมองหาเพื่อนร่วมทีมที่มีความละเอียดรอบคอบ เป็นระเบียบ และสามารถประสานงานกับผู้อื่นได้ดี เพื่อเข้ามาช่วยดูแลงานเอกสารและงานภายในสำนักงานกฎหมาย ⚖️

หน้าที่หลัก
• ดูแลและจัดเตรียมเอกสารคดี
• จัดตารางนัดหมายและประสานงาน
• เตรียมเอกสารและดูแลงานสำนักงานให้เป็นระบบ

✨ ผู้มีประสบการณ์ทำงานในสำนักงานกฎหมาย จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ

⏰ ทำงานวันจันทร์–ศุกร์ เวลา 09.00–17.00 น.
เสาร์–อาทิตย์ เวลา 09.00–17.00 น. เฉพาะกรณีมี OT

📍 สถานที่ทำงาน
หมู่บ้านพฤกษ์ลดา–หทัยราษฎร์ แขวงสามวาตะวันตก เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ

สนใจร่วมงานกับ AEKNITI INTERLAW
สามารถสแกน QR Code ในภาพเพื่อส่งประวัติสมัครงานได้เลยค่ะ 💼

#รับสมัครงาน #สมัครงาน #งานแอดมิน #แอดมินสำนักงาน #สำนักงานกฎหมาย #งานกฎหมาย

⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4000/2569“กฎหมายที่เป็นคุณ” รวมถึงบทบัญญัติที่เปิดทางให้ศาลลงโทษต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำจำเลยที่ 2 ให้...
17/09/2026

⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4000/2569
“กฎหมายที่เป็นคุณ” รวมถึงบทบัญญัติที่เปิดทางให้ศาลลงโทษต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำ

จำเลยที่ 2 ให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ตำรวจในการปราบปรามความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ศาลชั้นต้นจึงลงโทษต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2

ต่อมา แม้ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 153 ยังคงเปิดทางให้ศาลลงโทษต่ำกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดได้ หากผู้กระทำความผิดให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แต่เมื่อบทบัญญัติเดิมตามมาตรา 100/2 เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากกว่า ศาลจึงต้องนำกฎหมายเดิมมาใช้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

สาระสำคัญของฎีกา

คำว่า “กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด” และ “กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 มิได้หมายถึงเฉพาะบทกำหนดฐานความผิดและอัตราโทษเท่านั้น แต่รวมถึงบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการกำหนดโทษ เช่น บทที่ให้อำนาจศาลลงโทษผู้กระทำความผิดต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำด้วย

หากกฎหมายเดิมหรือกฎหมายใหม่ฉบับใดเป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดมากกว่า ศาลต้องใช้กฎหมายนั้น แม้คดีจะถึงที่สุดแล้ว หากเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 3 (1) ศาลก็มีอำนาจกำหนดโทษใหม่ได้

ประเด็นเรื่องการใช้กฎหมายที่เป็นคุณเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ได้ยกขึ้น ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

* ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)
* ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 153
* พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2
* ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225
* พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

#คำพิพากษาศาลฎีกา #ฎีกายาเสพติด #กฎหมายที่เป็นคุณ #คดียาเสพติด #เอกนิติอินเตอร์ลอว์

“ใช้กลอุบายหลอกเอาทรัพย์”ไม่จำเป็นต้องเป็นความผิดฐานฉ้อโกงเสมอไปหากกลอุบายเป็นเพียงวิธีการเพื่อให้สามารถ “เอาทรัพย์” ไป ...
16/09/2026

“ใช้กลอุบายหลอกเอาทรัพย์”
ไม่จำเป็นต้องเป็นความผิดฐานฉ้อโกงเสมอไป

หากกลอุบายเป็นเพียงวิธีการเพื่อให้สามารถ “เอาทรัพย์” ไป โดยเจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่ได้ตั้งใจส่งมอบทรัพย์นั้นให้ อาจเป็นความผิดฐาน “ลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย”

คำว่า “ลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย” ไม่ใช่ฐานความผิดที่บัญญัติแยกไว้โดยเฉพาะ แต่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 หรือมาตรา 335 แล้วแต่พฤติการณ์

รวมแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ

1. ซ่อนสุราในลังน้ำปลา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3935/2553

จำเลยนำสุราต่างประเทศใส่ในลังน้ำปลา แล้วนำไปชำระเงินในราคาน้ำปลา

พนักงานเก็บเงินไม่ได้มีเจตนาส่งมอบสุราต่างประเทศให้แก่จำเลย การนำลังไปชำระเงินจึงเป็นเพียงกลอุบายเพื่อเอาสุราไปโดยทุจริต

ศาลวินิจฉัยว่า เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ มิใช่ฉ้อโกง

2. ซ่อนสินค้าในกล่องพัดลม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 85/2542

จำเลยร่วมกันนำสินค้าหลายรายการใส่ไว้ในกล่องพัดลม ก่อนนำผ่านเครื่องเก็บเงินและชำระเพียงราคาพัดลม

เป็นการร่วมกันวางแผนและใช้กลอุบายหลอกตบตาผู้เสียหาย เพื่อเอาทรัพย์สินภายในกล่องไปโดยทุจริต

ศาลวินิจฉัยว่า เป็นการลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย

3. ใส่น้ำเพิ่มน้ำหนักรถก่อนรับน้ำนมดิบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4251/2562

จำเลยบรรจุน้ำไว้ในถังก่อนนำรถบรรทุกไปชั่งน้ำหนัก เพื่อให้รถมีน้ำหนักมากกว่าความเป็นจริง จากนั้นถ่ายน้ำออกแล้วจึงไปรับน้ำนมดิบ ทำให้ได้รับน้ำนมดิบมากกว่าปริมาณที่ควรได้รับ

พนักงานของผู้เสียหายไม่ได้มีเจตนาส่งมอบน้ำนมดิบส่วนที่เกินให้แก่จำเลย กลอุบายดังกล่าวเป็นเพียงวิธีการเอาทรัพย์ไปโดยทุจริต

เมื่อการกระทำยังไม่บรรลุผล จึงเป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ

4. หลอกขอรับจ้างขนถั่วเขียว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2530

จำเลยกับพวกนำรถบรรทุกไปขอรับจ้างขนถั่วเขียวของผู้เสียหาย โดยอ้างว่าจะนำไปส่งให้ลูกค้า แต่กลับนำถั่วเขียวไปเป็นประโยชน์ของตนเอง

เมื่อจำเลยมีเจตนาทุจริตมาตั้งแต่แรก การขอรับจ้างขนส่งจึงเป็นเพียงอุบายเพื่อความสะดวกในการเอาทรัพย์ไป

ศาลวินิจฉัยว่า เป็นความผิดฐานลักทรัพย์

5. เติมน้ำมันแล้วขับรถหนี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 611/2530

จำเลยขับรถเข้าปั๊มและสั่งให้เติมน้ำมัน โดยไม่ดับเครื่องยนต์ เมื่อเติมเกือบเต็มถังจึงบอกว่าไม่มีเงิน ก่อนขับรถออกไปทันที

พฤติการณ์แสดงว่าจำเลยวางแผนไว้ตั้งแต่ต้นว่าจะไม่ชำระเงิน การสั่งให้เติมน้ำมันจึงเป็นอุบายเพื่อให้การลักทรัพย์สำเร็จ

ศาลวินิจฉัยว่า เป็นความผิดฐานลักทรัพย์

6. ใช้บัตรรับฝากรถจักรยานที่ลักมา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1463/2503

จำเลยลอบหยิบบัตรของร้านรับฝากรถจักรยาน แล้วสับเปลี่ยนหมายเลขบัตรที่แขวนอยู่กับรถ ก่อนนำบัตรอีกใบมาขอรับรถ พร้อมกล่าวเท็จว่าเพื่อนให้มารับรถแทน

เจ้าของร้านจึงยอมมอบรถให้ไป

ศาลวินิจฉัยว่า เป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย มิใช่ฉ้อโกง

7. หลอกว่าจะรับซื้อที่ดินและพาไปซื้อรถราคาถูก

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3245/2545

จำเลยกับพวกมีเจตนาทุจริตจะเอาเงินของผู้เสียหายมาตั้งแต่ต้น แล้วสร้างเรื่องว่าจะรับซื้อที่ดินจำนวนมากและจะพาไปซื้อรถยนต์ราคาถูก เพื่อให้สามารถเอาเงินสดของผู้เสียหายไปได้

ศาลวินิจฉัยว่า กลอุบายดังกล่าวเป็นเพียงวิธีการเพื่อเอาทรัพย์ไปโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ มิใช่ฉ้อโกง

แล้วต่างจาก “ฉ้อโกง” อย่างไร?

จุดสำคัญอยู่ที่เจตนาของผู้เสียหายในการส่งมอบทรัพย์

ลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย
ผู้เสียหายไม่ได้ตั้งใจส่งมอบทรัพย์ที่ถูกเอาไป กลอุบายเป็นเพียงเครื่องมือช่วยให้ผู้กระทำสามารถเอาทรัพย์ไปได้

ฉ้อโกง
ผู้เสียหายหลงเชื่อการหลอกลวง จึงสมัครใจส่งมอบทรัพย์หรือทรัพย์สินให้แก่ผู้กระทำ

ตัวอย่างแนวฎีกาที่เป็น “ฉ้อโกง”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6892/2542
จำเลยเปลี่ยนป้ายราคาโคมไฟจาก 1,785 บาท เป็น 134 บาท พนักงานหลงเชื่อและยินยอมส่งมอบโคมไฟให้ จึงเป็นฉ้อโกง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 394/2553
จำเลยจัดทำใบเบิกเงินทดรองจ่ายอันเป็นเท็จ ผู้มีอำนาจหลงเชื่อจึงอนุมัติและมอบเงินให้ เป็นความผิดฐานฉ้อโกง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5770/2568
จำเลยทำใบสั่งซื้อเท็จหลอกให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและชำระเงิน ศาลวินิจฉัยว่าเป็นฉ้อโกง มิใช่ลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย เพราะผู้เสียหายจ่ายเงินจากการหลงเชื่อข้อความเท็จ โดยคดีนี้ยังมีประเด็นสำคัญเรื่องการร้องทุกข์และอายุความสามเดือนด้วย ศาลฎีกา⁠

สรุปสั้น ๆ

“หลอกเพื่อเปิดโอกาสให้เอาทรัพย์ไป”
อาจเป็นลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย

“หลอกจนเจ้าของหลงเชื่อและยอมมอบทรัพย์ให้”
อาจเป็นฉ้อโกง

อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาเจตนาของผู้กระทำ เจตนาของผู้ส่งมอบ และพฤติการณ์ของแต่ละคดีประกอบกัน

#เอกนิติอินเตอร์ลอว์
#ลักทรัพย์ #ลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย
#ฉ้อโกง #คำพิพากษาศาลฎีกา
#กฎหมายอาญา #ความรู้กฎหมาย

พระภิกษุมีเงินฝาก บ้าน ที่ดิน หรือทรัพย์สินส่วนตัวได้หรือไม่?คำตอบคือ มีได้ และทรัพย์สินดังกล่าวยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของพร...
15/09/2026

พระภิกษุมีเงินฝาก บ้าน ที่ดิน หรือทรัพย์สินส่วนตัวได้หรือไม่?

คำตอบคือ มีได้ และทรัพย์สินดังกล่าวยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของพระภิกษุ แต่เมื่อพระภิกษุมรณภาพ ทรัพย์จะตกแก่ใคร ต้องแยกให้ชัดว่าได้ทรัพย์นั้นมา “ก่อน” หรือ “ระหว่าง” อยู่ในสมณเพศ

1. ทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนอุปสมบท

เช่น บ้าน ที่ดิน เงินฝาก หรือรถยนต์ที่เป็นเจ้าของอยู่ก่อนบวช

เมื่อพระภิกษุมรณภาพ ทรัพย์เหล่านี้ ไม่ตกเป็นของวัด แต่เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทตามปกติ หรือเป็นไปตามพินัยกรรมที่ทำไว้

เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1624

2. ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่ในสมณเพศ

เช่น

* เงินที่ญาติโยมถวายแก่พระภิกษุเป็นการส่วนตัว
* เงินฝากหรือทรัพย์สินที่ได้รับระหว่างบวช
* ทรัพย์มรดกที่ได้รับในระหว่างเป็นพระภิกษุ
* ทรัพย์สินที่ซื้อหรือได้มาในช่วงที่อยู่ในสมณเพศ

ทรัพย์เหล่านี้ยังคงเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของพระภิกษุในขณะที่มีชีวิต ท่านสามารถจำหน่ายหรือทำพินัยกรรมยกให้บุคคลใดก็ได้

แต่ถ้ามรณภาพขณะยังเป็นพระภิกษุ และไม่ได้จำหน่ายหรือทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์นั้นจะตกเป็นสมบัติของ วัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุ ตามมาตรา 1623

คำว่า “วัดที่เป็นภูมิลำเนา” ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าขณะมรณภาพพระภิกษุมีถิ่นที่อยู่หลักอยู่ที่วัดใด จึงไม่ควรสรุปว่าเป็นวัดที่อุปสมบทหรือวัดที่เคยจำพรรษาเสมอไป

3. หากพระภิกษุลาสิกขาแล้ว ทรัพย์เป็นของใคร?

หากลาสิกขาขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ทรัพย์สินที่เป็นของพระภิกษุ ยังคงเป็นทรัพย์สินของบุคคลนั้น ไม่ได้ตกเป็นของวัดเพียงเพราะเคยได้ทรัพย์มาในระหว่างบวช

เมื่ออดีตพระภิกษุเสียชีวิตภายหลัง การแบ่งมรดกจึงเป็นไปตามหลักกฎหมายมรดกทั่วไป

4. เงินที่ญาติโยมถวาย เป็นของพระหรือของวัด?

ต้องดูว่า “ถวายให้ใคร”

* หากถวายให้พระภิกษุรูปนั้นเป็นการส่วนตัว ย่อมเป็นทรัพย์สินของพระภิกษุ
* หากถวายให้วัด เพื่อสร้างศาลา บูรณะวัด หรือใช้ในกิจการของวัด ย่อมเป็นทรัพย์สินของวัดตั้งแต่ต้น ไม่ใช่มรดกส่วนตัวของพระภิกษุ

ดังนั้น ชื่อบัญชี ผู้รับเงิน วัตถุประสงค์ของการถวาย และหลักฐานต่าง ๆ จึงมีความสำคัญอย่างมาก

5. พระภิกษุรับมรดกได้หรือไม่?

ต้องแยกเป็น 2 กรณี

รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม

พระภิกษุยังไม่อาจเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในฐานะทายาทโดยธรรมขณะที่อยู่ในสมณเพศได้ หากต้องการฟ้องหรือเรียกร้อง จะต้องลาสิกขาแล้วดำเนินการภายในอายุความตามมาตรา 1754

โดยทั่วไปคือภายใน 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก และต้องไม่เกิน 10 ปีนับแต่เจ้ามรดกตาย

รับมรดกตามพินัยกรรม

พระภิกษุสามารถเป็นผู้รับพินัยกรรมได้ โดยไม่จำเป็นต้องลาสิกขาก่อน

สรุป

ก่อนบวช → เมื่อตายตกแก่ทายาทหรือตามพินัยกรรม
ระหว่างบวช → หากมรณภาพขณะเป็นพระ ตกแก่วัดที่เป็นภูมิลำเนา เว้นแต่จำหน่ายหรือทำพินัยกรรมไว้
สึกแล้ว → ทรัพย์ยังเป็นของเจ้าตัว ไม่ได้ตกเป็นของวัด
ของที่ถวายวัดโดยตรง → เป็นของวัดตั้งแต่ต้น

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1807/2536 วางหลักว่า เมื่อพระภิกษุมรณภาพโดยไม่ได้ทำพินัยกรรม เงินที่ได้มาในระหว่างสมณเพศย่อมตกเป็นของวัดที่เป็นภูมิลำเนาตามมาตรา 1623 ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 564/2536 พิจารณาวัดที่พระภิกษุจำพรรษาอยู่เป็นภูมิลำเนาตามข้อเท็จจริงในคดีนั้น

#มรดกพระภิกษุ #ทรัพย์สินพระภิกษุ #กฎหมายมรดก #พินัยกรรม #ทายาทโดยธรรม #ความรู้กฎหมาย

ข้อมูลของเรา…บริษัทเก็บอะไรไว้บ้างตั้งแต่วันนี้ เรามีสิทธิ “ขอดู–ขอสำเนา–ถามที่มา” ได้ชัดเจนขึ้นแล้ว!‼️มีผลใช้บังคับตั้ง...
14/09/2026

ข้อมูลของเรา…บริษัทเก็บอะไรไว้บ้าง
ตั้งแต่วันนี้ เรามีสิทธิ “ขอดู–ขอสำเนา–ถามที่มา” ได้ชัดเจนขึ้นแล้ว!

‼️มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2569 เป็นต้นไป‼️

⚠️ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับใหม่ กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ “สิทธิขอเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล” หรือ Right of Access ตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ให้มีขั้นตอนและกรอบเวลาที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

พูดง่าย ๆ คือ หากบริษัท โรงพยาบาล โรงเรียน แพลตฟอร์มออนไลน์ หรือหน่วยงานต่าง ๆ เก็บข้อมูลของเราไว้ เรามีสิทธิขอตรวจดูและขอรับสำเนาข้อมูลนั้นได้

สาระสำคัญที่ควรรู้

1. ขอดูและขอสำเนาข้อมูลของตนเองได้

เจ้าของข้อมูลมีสิทธิขอเข้าถึงหรือตรวจดูข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ควบคุมข้อมูล รวมทั้งขอรับสำเนาข้อมูลดังกล่าวได้

เช่น ประวัติการสมัครสมาชิก ประวัติการใช้บริการ ข้อมูลธุรกรรม บันทึกเสียงสนทนา หรือภาพจากกล้อง CCTV ที่เกี่ยวข้องกับตนเอง

2. ขอให้เปิดเผยแหล่งที่มาของข้อมูลได้

หากองค์กรไม่ได้เก็บข้อมูลจากเราโดยตรง เรามีสิทธิถามได้ว่า

“ข้อมูลของเรามาจากไหน และได้มาอย่างไร”

โดยเฉพาะกรณีที่มีการเก็บข้อมูลโดยไม่ได้อาศัยความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล

3. องค์กรต้องจัดให้มีช่องทางยื่นคำขอ

อย่างน้อยต้องรองรับการยื่นคำขอ ณ สถานที่ทำการหรือสถานที่ติดต่อ และทางไปรษณีย์ โดยอาจจัดให้มีช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเติม เช่น เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรืออีเมล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของข้อมูล

4. ต้องตรวจสอบตัวตนก่อนส่งข้อมูล

องค์กรสามารถขอเอกสารเพื่อยืนยันว่า ผู้ยื่นคำขอเป็นเจ้าของข้อมูลจริง หรือเป็นผู้รับมอบอำนาจโดยชอบ

แต่การตรวจสอบต้องทำเท่าที่จำเป็นและได้สัดส่วน ไม่ควรเรียกเอกสารหรือข้อมูลเกินกว่าที่จำเป็นจนกลายเป็นอุปสรรคต่อการใช้สิทธิ

5. มีกำหนดเวลาดำเนินการชัดเจน

* ตรวจสอบคำขอและหลักฐานโดยไม่ชักช้า ภายในไม่เกิน 15 วัน
* หากเอกสารไม่ครบ ต้องแจ้งให้แก้ไขและให้เวลาไม่น้อยกว่า 10 วัน
* เมื่อคำขอถูกต้องครบถ้วน ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน
* หากข้อมูลมีจำนวนมาก ซับซ้อน หรือมีเหตุจำเป็น อาจขยายเวลาได้อีกไม่เกิน 30 วัน แต่ต้องแจ้งเหตุผลให้เจ้าของข้อมูลทราบ

6. ขอข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยหลักไม่เสียค่าธรรมเนียม

หากส่งข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ตามปกติ ไม่มีการจัดทำรูปแบบพิเศษและไม่มีค่าขนส่ง โดยหลักต้องไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม

ส่วนสำเนากระดาษมีการกำหนดเพดานไว้ เช่น

* ถ่ายสำเนากระดาษ A4 ไม่เกินหน้าละ 1 บาท
* พิมพ์ข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ลงกระดาษ A4 ไม่เกินหน้าละ 3 บาท
* รับรองความถูกต้องของข้อมูล ไม่เกินคำรับรองละ 5 บาท

แต่หากยื่นคำขอซ้ำหลายครั้งเกินสมควร หรือขอข้อมูลจำนวนมากผิดปกติ องค์กรอาจเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงและสมเหตุสมผลได้

7. สิทธิของเรา ต้องไม่กระทบสิทธิของคนอื่น

หากเอกสาร ภาพ หรือข้อมูลที่ขอมีข้อมูลของบุคคลอื่นรวมอยู่ด้วย องค์กรอาจต้องปกปิดหรือตัดข้อมูลบางส่วนก่อนส่งมอบ เช่น

* ปิดชื่อและข้อมูลระบุตัวบุคคล
* เบลอใบหน้าในภาพจากกล้อง CCTV
* ตัดข้อความที่เป็นข้อมูลของบุคคลอื่น
* ใช้ Data Masking หรือ Redaction
* แยกเฉพาะข้อมูลของผู้ยื่นคำขอ

ดังนั้น การขอภาพจากกล้องวงจรปิดไม่ได้หมายความว่าองค์กรต้องส่งไฟล์ทั้งหมดให้ทันทีโดยไม่คำนึงถึงบุคคลอื่น

8. องค์กรปฏิเสธคำขอได้ในบางกรณี

ผู้ควบคุมข้อมูลอาจปฏิเสธคำขอได้ หาก

* เป็นการปฏิเสธตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล
* การเปิดเผยจะกระทบสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น เช่น ความเป็นส่วนตัว ความลับทางการค้า ทรัพย์สินทางปัญญา หรือข้อมูลที่กฎหมายกำหนดให้เป็นความลับ

อย่างไรก็ตาม หากสามารถปกปิดข้อมูลของบุคคลอื่นแล้วเปิดเผยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องได้ องค์กรควรดำเนินการเช่นนั้น ไม่ควรปฏิเสธคำขอทั้งหมดโดยอัตโนมัติ

9. ต้องเก็บบันทึกการดำเนินการไว้อย่างน้อย 5 ปี

องค์กรต้องบันทึกรายละเอียดคำขอ การดำเนินการ และเหตุผลกรณีปฏิเสธคำขอไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี เพื่อให้สามารถตรวจสอบและแสดงความรับผิดชอบได้

ข้อควรรู้

ประกาศฉบับนี้ไม่ได้เพิ่งสร้างสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลขึ้นใหม่ เพราะสิทธิดังกล่าวมีอยู่แล้วตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

แต่ประกาศฉบับนี้ทำให้ขั้นตอนการยื่นคำขอ การตรวจสอบตัวตน ระยะเวลาดำเนินการ วิธีส่งมอบข้อมูล ค่าธรรมเนียม และเหตุปฏิเสธคำขอ มีความชัดเจนและนำไปปฏิบัติได้จริงมากขึ้น

ต่อไปหากสงสัยว่าองค์กรเก็บข้อมูลอะไรของเราไว้ ข้อมูลมาจากไหน หรือนำไปใช้อย่างไร เรามีสิทธิยื่นคำขอเพื่อขอตรวจดูและขอรับสำเนาได้ โดยองค์กรจะนิ่งเฉยหรือปล่อยคำขอไว้อย่างไม่มีกำหนดไม่ได้อีกต่อไป

อ่านประกาศฉบับเต็มได้ที่
ราชกิจจานุเบกษา⁠ https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/121423.pdf?fbclid=IwY2xjawURx1twZG9mBWV4dG4DYWVtAjEwAGJyaWQRMXpCbVhEYmFXMGMxTDVXRFBzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEegBKvKHPpAS7HwMywgXlsHVsg4nSbqJk1n-6-8dpajc3RP6uqSZOr5hYbgSw_aem_h4heSAYfniNG8g-XwmzYdA

#ข้อมูลส่วนบุคคล #สิทธิเจ้าของข้อมูล #กฎหมายใกล้ตัว

บริษัท เอกนิติ อินเตอร์ ลอว์ จำกัด จัดประชุมคณะผู้บริหารและทีมทนายความ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ติดตามการดำเนินงาน และ...
13/09/2026

บริษัท เอกนิติ อินเตอร์ ลอว์ จำกัด จัดประชุมคณะผู้บริหารและทีมทนายความ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ติดตามการดำเนินงาน และประสานความร่วมมือภายในองค์กรให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นในรูปแบบ Hybrid Meeting เปิดโอกาสให้บุคลากรเข้าร่วมได้ทั้ง ณ สำนักงานบริษัทและผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถมีส่วนร่วมในการประชุมได้อย่างทั่วถึง พร้อมร่วมกันพัฒนาการทำงานและยกระดับมาตรฐานการให้บริการทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

#เอกนิติอินเตอร์ลอว์ #ประชุมทีมงาน #ทีมทนายความ #สำนักงานกฎหมาย

📌 “ยึด–อายัด–ริบทรัพย์” ต่างกันอย่างไร?ช่วงนี้เรามักเห็นข่าวว่า เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นและยึดทรัพย์สินหลายรายการ ไม่ว่าจะ...
12/09/2026

📌 “ยึด–อายัด–ริบทรัพย์” ต่างกันอย่างไร?

ช่วงนี้เรามักเห็นข่าวว่า เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นและยึดทรัพย์สินหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นเงินสด ทองคำ รถยนต์ หรืออายัดเงินในบัญชี

แต่คำว่า “ยึด อายัด และริบทรัพย์” มีความหมายไม่เหมือนกันค่ะ

🔹 ยึดทรัพย์

คือ การนำทรัพย์มาเก็บหรือควบคุมไว้ เพื่อตรวจสอบที่มา หรือใช้เป็นพยานหลักฐานในคดี

ตัวอย่างเช่น เจ้าหน้าที่นำเงินสด ทองคำ รถยนต์ หรือโทรศัพท์มาเก็บรักษาไว้

การถูกยึดทรัพย์ยังไม่ได้หมายความว่า เจ้าของทรัพย์เป็นผู้กระทำผิด หรือทรัพย์นั้นจะต้องตกเป็นของแผ่นดินทันที

🔹 อายัดทรัพย์

คือ การสั่งห้ามโอน ถอน ขาย หรือเปลี่ยนแปลงสิทธิในทรัพย์ แม้ตัวทรัพย์อาจยังอยู่ที่เดิมหรืออยู่กับบุคคลอื่น

ตัวอย่างเช่น อายัดเงินในบัญชีธนาคาร อายัดที่ดิน หุ้น หรือสิทธิเรียกร้อง เพื่อไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายหรือจำหน่ายทรัพย์ระหว่างการตรวจสอบ

🔹 ริบทรัพย์

คือ การทำให้เจ้าของสูญเสียกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ โดยศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน หรือให้ทำลายตามที่กฎหมายกำหนด

ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 32 กำหนดให้ริบทรัพย์ที่กฎหมายบัญญัติว่า เพียงทำหรือมีไว้ก็เป็นความผิด

มาตรา 33 ให้อำนาจศาลริบทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด รวมถึงทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิด

มาตรา 35 กำหนดว่า ทรัพย์ที่ศาลพิพากษาให้ริบย่อมตกเป็นของแผ่นดิน แต่ศาลอาจสั่งให้ทำให้ใช้ไม่ได้หรือทำลายก็ได้

ส่วนมาตรา 36 เปิดโอกาสให้เจ้าของที่แท้จริงซึ่งไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ขอคืนทรัพย์ที่ถูกริบตามมาตรา 33 หรือมาตรา 34 ได้ โดยต้องยื่นคำร้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด

จำง่าย ๆ ว่า

“ยึด” = นำทรัพย์มาเก็บหรือควบคุมไว้

“อายัด” = ห้ามถอน โอน ขาย หรือจัดการทรัพย์

“ริบ” = เจ้าของเสียกรรมสิทธิ์ในทรัพย์

📚 แนวคำพิพากษาศาลฎีกา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 756/2566

รถยนต์ของกลางจะถูกริบตามมาตรา 33 (1) ได้ต่อเมื่อเป็นทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามฟ้องโดยตรง เมื่อรถยนต์ไม่ได้ถูกใช้เพื่อกระทำความผิดโดยตรง จึงไม่อาจริบได้และต้องคืนแก่เจ้าของ

หลักจากฎีกานี้คือ “ทรัพย์ที่ถูกยึดเป็นของกลาง ไม่จำเป็นต้องถูกริบเสมอไป”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 149/2554

ผู้ให้เช่าซื้อเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ และไม่มีส่วนรู้เห็นในการที่ผู้เช่าซื้อนำรถไปกระทำความผิด จึงมีสิทธิขอรถจักรยานยนต์ของกลางคืนได้

หลักจากฎีกานี้คือ “เจ้าของทรัพย์ที่แท้จริงซึ่งไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ยังมีสิทธิขอทรัพย์คืนได้”

ดังนั้น หากเห็นข่าวว่าเจ้าหน้าที่ “ยึดหรืออายัดทรัพย์” อย่าเพิ่งสรุปว่าบุคคลนั้นกระทำผิด หรือทรัพย์ทั้งหมดจะต้องถูกริบ เพราะยังต้องตรวจสอบที่มาของทรัพย์ ความเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด และเปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิพิสูจน์ข้อเท็จจริงก่อน

#ยึดทรัพย์ #อายัดทรัพย์ #ริบทรัพย์ #ฎีกาน่ารู้ #กฎหมายน่ารู้ #เอกนิติอินเตอร์ลอว์

โอกาสดีสำหรับคนที่อยากเติบโตในสายงานกฎหมายและงานธุรการมาถึงแล้ว 😊📢 บริษัทเอกนิติ อินเตอร์ลอว์ จำกัด เปิดรับสมัครงาน!✨ ตำ...
11/09/2026

โอกาสดีสำหรับคนที่อยากเติบโตในสายงานกฎหมายและงานธุรการมาถึงแล้ว 😊

📢 บริษัทเอกนิติ อินเตอร์ลอว์ จำกัด เปิดรับสมัครงาน!

✨ ตำแหน่ง: แอดมินประจำออฟฟิศ
📌 กรณีมีประสบการณ์ด้านธุรการงานคดี บริษัทจะพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ

💼 คุณสมบัติผู้สมัคร:
1. จบการศึกษาระดับ ปวส./ปริญญาตรีขึ้นไป
2. อายุ 25 ปีขึ้นไป ไม่จำกัดเพศ
3. มีความละเอียดรอบคอบในการทำงาน
4. พัฒนาตัวเองและงานอยู่เสมอ ประสานงานและทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นได้ดี
5. มีความซื่อสัตย์สุจริต และรับผิดชอบต่อหน้าที่
6. สามารถเดินทางไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ได้
7. สามารถใช้ Microsoft Office เช่น Word, Excel พื้นฐานได้ดี

🕘 เวลาทำงาน:
• วันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 09.00 - 17.00 น.
• และวันเสาร์/อาทิตย์ เวลา 09.00 - 17.00 น. (กรณีมี OT)

📍 สถานที่ทำงาน:
หมู่บ้านหทัยราษฎร์ แขวงสามวาตะวันตก เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร

📞 ติดต่อสอบถาม :
โทร. 081-8245999, 02-0283398

📌 สนใจร่วมงานกับเรา สแกน QR Code ในภาพเพื่อสมัครได้เลย

ที่อยู่

521/243 หมู่บ้านพฤกษ์ลดา วงแหวน-หทัยราษฎร์ แขวงสามวาตะวันตก เขตคลองสามวา
Bangkok
10510

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Aekniti Interlaw CO.,LTD.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท