Aekniti Interlaw CO.,LTD.

Aekniti Interlaw CO.,LTD. บริษัท เอกนิติ อินเตอร์ลอว์ จำกัด

⚖️ เอกนิติ ก้าวสู่บทบาท “ผู้บริหารหนี้และตัวแทนเจ้าหนี้”บริษัท เอกนิติ อินเตอร์ลอว์ จำกัด ได้รับความไว้วางใจให้ดำเนินงาน...
19/08/2026

⚖️ เอกนิติ ก้าวสู่บทบาท “ผู้บริหารหนี้และตัวแทนเจ้าหนี้”

บริษัท เอกนิติ อินเตอร์ลอว์ จำกัด ได้รับความไว้วางใจให้ดำเนินงานด้านบริหารหนี้และเป็นตัวแทนเจ้าหนี้ให้แก่บริษัท องค์กร และบุคคลหลายราย อาทิ

• บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน)
• บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน)
• ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank

สำหรับลูกหนี้ที่มีภาระหนี้กับเจ้าหนี้ซึ่งบริษัทได้รับมอบหมาย สามารถติดต่อเพื่อเจรจา ประนอมหนี้ หรือไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้อย่างเหมาะสม

📞 ติดต่อเจรจาประนอมหนี้
081-824-5999
064-595-5569

📧 [email protected]

บริษัท เอกนิติ อินเตอร์ลอว์ จำกัด
บริหารหนี้อย่างเป็นระบบ เจรจาอย่างเป็นธรรม และมุ่งหาทางออกร่วมกัน

#เอกนิติอินเตอร์ลอว์ #บริหารหนี้ #ตัวแทนเจ้าหนี้ #เจรจาประนอมหนี้ #ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง

การใช้กฎหมายไม่ได้จบเพียงการอ่านถ้อยคำที่ปรากฏอยู่ในตัวบท แต่ยังมีเรื่องของหลักการตีความ เจตนารมณ์ของกฎหมาย และปัญหาที่อ...
18/08/2026

การใช้กฎหมายไม่ได้จบเพียงการอ่านถ้อยคำที่ปรากฏอยู่ในตัวบท แต่ยังมีเรื่องของหลักการตีความ เจตนารมณ์ของกฎหมาย และปัญหาที่อาจเกิดขึ้นเมื่อนำบทบัญญัติไปบังคับใช้กับข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี

โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโทษร้ายแรง การตีความอย่างเคร่งครัดยิ่งมีความสำคัญ และนำไปสู่คำถามว่า หากการบังคับใช้กฎหมายเกิด “ช่องว่าง” ขึ้น เราจะยึดถือตัวบทเพียงใด และขอบเขตของการตีความควรอยู่ตรงไหน

“ตามตัวบทที่ตีความอย่างเคร่งครัด ต้องมาวินิจฉัยว่า โทษประหารชีวิต ตามตัวบทและตีความอย่างเคร่งครัด และจำคุกตลอดชีวิต จะตามตัวบทหรือจะตีความอย่างเคร่งครัด แต่หากเกิดช่องว่างทางกฎหมายในลักษณะการบังคับใช้ จะต้องฉีกตัวบท หรือ ต้องโทษการตีความอย่างไม่เคร่งครัด”

— ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ —

• ที่ปรึกษานายกสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์
• ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและกีฬา วุฒิสภา
• ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา
• ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการการกฎหมายและการยุติธรรม วุฒิสภา
• ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการด้านกีฬา วุฒิสภา
• คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษากฎหมาย การท่องเที่ยวและกีฬา วุฒิสภา
• นายกสภาสมาคมธรรมาภิบาล
• ประธานมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา
• ประธานมูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต

ไตร่ตรองไว้ก่อน คืออะไร?“การไตร่ตรองไว้ก่อน” หมายถึง ผู้กระทำมีโอกาสคิดทบทวนและตัดสินใจล่วงหน้า โดยขณะตัดสินใจมีสติและจิ...
16/08/2026

ไตร่ตรองไว้ก่อน คืออะไร?

“การไตร่ตรองไว้ก่อน” หมายถึง ผู้กระทำมีโอกาสคิดทบทวนและตัดสินใจล่วงหน้า โดยขณะตัดสินใจมีสติและจิตใจสงบพอที่จะพิจารณาการกระทำของตน มิใช่ลงมือทันทีเพราะอารมณ์ชั่ววูบ

กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องวางแผนนานเพียงใด แม้มีเวลาไม่นาน หากพฤติการณ์แสดงว่าผู้กระทำได้คิดทบทวนและตกลงใจฆ่าแล้ว ก็อาจถือว่าเป็นการไตร่ตรองไว้ก่อนได้

#พฤติการณ์ที่อาจแสดงถึงการไตร่ตรองไว้ก่อน

* มีการวางแผนหรือกำหนดวิธีการล่วงหน้า
* เตรียมหรือจัดหาอาวุธเพื่อใช้ก่อเหตุ
* สะกดรอย ติดตาม ดักรอ หรือซุ่มโจมตี
* จ้าง วาน หรือใช้ผู้อื่นให้ไปฆ่า
* เคยข่มขู่หรือประกาศว่าจะฆ่ามาก่อน
* หลังเกิดเหตุขัดแย้ง ผู้กระทำแยกตัวออกไป แล้วกลับมาพร้อมอาวุธเพื่อลงมือ
* เลือกเวลา สถานที่ หรือวิธีการที่เอื้อต่อการก่อเหตุและหลบหนี

อย่างไรก็ตาม การเตรียมอาวุธหรือกลับไปนำอาวุธมาใช้ ไม่ได้ทำให้เป็นการไตร่ตรองไว้ก่อนโดยอัตโนมัติ ศาลต้องพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดว่า ผู้กระทำมีเวลาสงบสติอารมณ์และคิดทบทวนก่อนลงมือหรือไม่

ผลทางกฎหมาย

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) บัญญัติว่า ผู้ใดฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ต้องระวางโทษ “ประหารชีวิต” ซึ่งเป็นโทษที่หนักกว่าความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาทั่วไปตามมาตรา 288 ห้องสมุดศาลยุติธรรม⁠

หากลงมือแล้วผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย อาจเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80

#กรณีที่อาจไม่ถือว่าไตร่ตรองไว้ก่อน

* ลงมือทันทีโดยฉับพลัน ไม่มีโอกาสคิดทบทวน
* ลงมือระหว่างทะเลาะวิวาทที่เกิดขึ้นต่อเนื่องและกระชั้นชิด
* ถูกยั่วยุแล้วตอบโต้ทันทีด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
* ถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม และกระทำต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น อันอาจเข้าหลักบันดาลโทสะตามมาตรา 72
* ผู้ร่วมกระทำไม่ได้ร่วมคิด วางแผน หรือมีสภาพจิตใจไตร่ตรองไว้ก่อนเช่นเดียวกับผู้ลงมือ

แต่การทะเลาะวิวาทหรือถูกยั่วยุมาก่อน ไม่ได้ตัดเรื่องการไตร่ตรองไว้ก่อนเสมอไป หากเหตุการณ์ขาดตอนและผู้กระทำมีเวลาสงบสติอารมณ์ ก่อนกลับไปวางแผนหรือลงมือ ก็ยังอาจเป็นการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนได้

#การไตร่ตรองเป็นเรื่องเฉพาะตัว

การไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นสภาพจิตใจของผู้กระทำแต่ละคน จึงต้องพิจารณาแยกเป็นรายบุคคล ผู้ร่วมกระทำคนใดไม่ได้ร่วมวางแผนและไม่มีเจตนาไตร่ตรองไว้ก่อน ย่อมไม่ต้องรับผลจากเหตุฉกรรจ์นี้เพียงเพราะผู้ลงมืออีกคนหนึ่งได้ไตร่ตรองไว้ก่อน

ในทางกลับกัน หากพยานหลักฐานแสดงว่าผู้ร่วมกระทำรับรู้และร่วมวางแผนมาตั้งแต่ต้น บุคคลนั้นก็อาจต้องรับผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเช่นกัน

📌 กฎหมายใหม่ “คุกคามทางเพศ”แค่คำพูด ท่าทาง การจ้องมอง หรือคอมเมนต์ออนไลน์ ก็อาจมีโทษจำคุกพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประม...
15/08/2026

📌 กฎหมายใหม่ “คุกคามทางเพศ”
แค่คำพูด ท่าทาง การจ้องมอง หรือคอมเมนต์ออนไลน์ ก็อาจมีโทษจำคุก

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

กฎหมายฉบับนี้กำหนดความผิดฐาน “คุกคามทางเพศ” ไว้โดยเฉพาะ เพื่อให้ครอบคลุมพฤติกรรมทางเพศในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งต่อหน้าและผ่านสื่อออนไลน์ แม้ไม่มีการสัมผัสร่างกายก็อาจเป็นความผิดได้

⚖️ “คุกคามทางเพศ” หมายถึงอะไร

การกระทำต่อผู้อื่นที่มีลักษณะส่อไปในทางเพศ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่น

* เดือดร้อนรำคาญ
* อับอาย
* ถูกเหยียดหยาม
* หวาดกลัว หรือ
* รู้สึกไม่ปลอดภัยในทางเพศ

กฎหมายครอบคลุมการกระทำหลายรูปแบบ ได้แก่

* การกระทำทางกาย
* การพูดหรือส่งเสียง
* การแสดงอากัปกิริยาหรือท่าทาง
* การจ้องมองหรือเฝ้าดู
* การติดตามรังควาน
* การติดต่อสื่อสาร
* การกระทำผ่านโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ โซเชียลมีเดีย หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น

ดังนั้น การคุกคามทางเพศจึงไม่จำเป็นต้องมีการแตะเนื้อต้องตัวเสมอไป

ตัวอย่างพฤติกรรมที่อาจเข้าข่าย เช่น

* พูดแซวหรือวิจารณ์รูปร่างในลักษณะทางเพศ
* จ้องมองหน้าอก อวัยวะเพศ หรือรูปร่างในลักษณะแทะโลม
* ผิวปาก ส่งเสียงคราง หรือแสดงท่าทางส่อไปในทางเพศ
* ส่งข้อความลามก ภาพโป๊ หรือภาพอวัยวะเพศให้ผู้อื่น
* คอมเมนต์ข้อความส่อไปในทางเพศบนสื่อสังคมออนไลน์
* เฝ้าดูหรือสะกดรอยติดตามในลักษณะที่ทำให้ไม่ปลอดภัยทางเพศ

อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาข้อความ พฤติการณ์ ความสัมพันธ์ สถานที่ และบริบทประกอบเป็นรายกรณี ไม่ใช่ว่าคำพูดหรือการมองทุกกรณีจะเป็นความผิดโดยอัตโนมัติ

⚖️ บทลงโทษตามมาตรา 284/1

1. คุกคามทางเพศทั่วไป

หากการกระทำนั้นยังไม่ถึงขั้นเป็นความผิดฐานอนาจาร

โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. คุกคามต่อเนื่องหรือกระทำซ้ำ

หากกระทำอย่างต่อเนื่องหรือซ้ำมากกว่าหนึ่งครั้ง และเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ

โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

3. คุกคามในพื้นที่สาธารณะหรือออนไลน์แบบสาธารณะ

หากกระทำในสาธารณสถาน ต่อหน้าธารกำนัล หรือในระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้

โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การส่งข้อความผ่านแชตส่วนตัวจึงไม่ใช่เหตุให้ได้รับโทษ 3 ปีโดยอัตโนมัติ แต่ยังอาจเป็นความผิดฐานคุกคามทางเพศทั่วไปได้ ส่วนกรณีโพสต์หรือคอมเมนต์ในพื้นที่ที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ อาจเข้าข่ายบทโทษที่หนักขึ้น

4. คุกคามเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี

หากผู้ถูกกระทำเป็นเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม

โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดกรณีนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่สามารถยอมความได้

⚖️ ใช้อำนาจเหนือกว่าคุกคามทางเพศ

ตามมาตรา 284/2 หากผู้กระทำอาศัยอำนาจเหนือผู้ถูกกระทำอันเกิดจากความสัมพันธ์ เช่น

* ผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา
* นายจ้างกับลูกจ้าง
* ครูหรืออาจารย์กับนักเรียน
* บุคคลอื่นที่มีอำนาจเหนือผู้ถูกกระทำ

โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเป็นความผิดที่ไม่สามารถยอมความได้

⚠️ หากมีการจับ ลูบคลำ หรือสัมผัสร่างกาย

ไม่ควรสรุปว่าเป็นเพียงความผิดฐานคุกคามทางเพศซึ่งมีโทษไม่เกิน 1 ปีเสมอไป เพราะมาตรา 284/1 ใช้เฉพาะกรณีที่การกระทำนั้น “ไม่เป็นความผิดฐานอนาจาร”

หากการสัมผัสร่างกายมีลักษณะเป็นการกระทำอนาจาร ผู้กระทำอาจต้องรับโทษตามฐานความผิดเกี่ยวกับเพศที่มีโทษหนักกว่า โดยต้องพิจารณาลักษณะการกระทำ เจตนา อายุของผู้เสียหาย การใช้กำลัง ขู่เข็ญ หรือการที่ผู้เสียหายอยู่ในภาวะขัดขืนไม่ได้ประกอบกัน

⚖️ ความผิดใดยอมความได้

* คุกคามทางเพศทั่วไป
* คุกคามต่อเนื่องหรือกระทำซ้ำ
* คุกคามในสาธารณสถาน ต่อหน้าธารกำนัล หรือในระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้

ทั้งสามกรณีเป็นความผิดอันยอมความได้

ส่วนกรณีคุกคามเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี และกรณีอาศัยอำนาจเหนือผู้ถูกกระทำ เป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้

🛡️ ศาลสั่งห้ามผู้กระทำได้ไม่เกิน 2 ปี

ในคดีคุกคามทางเพศ หากมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะคุกคามทางเพศหรือรบกวนการดำเนินชีวิตตามปกติของผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง ศาลอาจกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยกระทำการบางอย่างได้ ไม่ว่าศาลจะลงโทษจำเลยหรือไม่ก็ตาม โดยคำสั่งห้ามมีระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี

หากจำเลยฝ่าฝืนคำสั่งศาล มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

💻 ศาลสั่งระงับหรือลบข้อมูลลามกออนไลน์ได้

กรณีนำข้อมูลลามกเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ ผู้เสียหายหรือเจ้าพนักงานอาจยื่นคำร้องต่อศาล เมื่อศาลไต่สวนแล้ว ศาลอาจสั่งให้ระงับการเผยแพร่และนำข้อมูลออกจากระบบคอมพิวเตอร์ได้

ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งศาล มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

📌 ผู้ถูกคุกคามควรทำอย่างไร

* แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ยินยอม หากอยู่ในสถานการณ์ที่ปลอดภัย
* บันทึกวัน เวลา สถานที่ และรายละเอียดเหตุการณ์
* เก็บภาพหน้าจอ ข้อความ แชต คอมเมนต์ ภาพ คลิป หรือบันทึกเสียง
* เก็บชื่อบัญชี ลิงก์โพสต์ และข้อมูลของพยาน
* หลีกเลี่ยงการลบหรือแก้ไขหลักฐานต้นฉบับ
* เข้าแจ้งความร้องทุกข์และปรึกษาทนายความโดยเร็ว

กฎหมายฉบับใหม่นี้สะท้อนว่า “การล้อเล่น” ของผู้กระทำ อาจไม่ใช่เรื่องตลกสำหรับผู้ถูกกระทำ การอยู่ร่วมกันในสังคมจึงต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิ ศักดิ์ศรี และความปลอดภัยทางเพศของผู้อื่น

เพราะแม้ไม่ได้แตะเนื้อต้องตัว หากคำพูด ท่าทาง การจ้องมอง การติดตาม หรือข้อความออนไลน์มีลักษณะส่อไปในทางเพศ และน่าจะทำให้อีกฝ่ายเดือดร้อน อับอาย หวาดกลัว หรือไม่ปลอดภัย ก็อาจมีความผิดอาญาได้แล้ว

อ้างอิง: พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568⁠ และตัวบทกฎหมายฉบับเผยแพร่

14/08/2026
อีกหนึ่งความไว้วางใจจากสถาบันการเงินชั้นนำ ⚖️✨บริษัท เอกนิติ อินเตอร์ลอว์ จำกัด ได้ลงนามในสัญญารับดำเนินงานด้านกฎหมายกับ...
14/08/2026

อีกหนึ่งความไว้วางใจจากสถาบันการเงินชั้นนำ ⚖️✨

บริษัท เอกนิติ อินเตอร์ลอว์ จำกัด ได้ลงนามในสัญญารับดำเนินงานด้านกฎหมายกับ SME D Bank (ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย)

การลงนามในครั้งนี้ นำโดยคุณสิริรัตน์ ราวินิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอกนิติ อินเตอร์ลอว์ จำกัด นายประลอง บุญชัย หัวหน้าสำนักงานและกรรมการบริหาร พร้อมด้วยคุณธีร์ ธีรณัฐสุภานนท์

บริษัทฯ ขอขอบพระคุณ SME D Bank เป็นอย่างสูงที่มอบความไว้วางใจให้แก่ทีมงานของเรา และพร้อมทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยความรับผิดชอบ รอบคอบ และยึดมั่นในมาตรฐานแห่งวิชาชีพอย่างที่สุด ⚖️

#เอกนิติอินเตอร์ลอว์ #ทีมทนายความ #บริการด้านกฎหมาย

ยกทรัพย์สินให้ไปแล้ว ขอคืนได้ไหม?(ไม่เกี่ยวกับการยกให้เป็นสาธารณะแผ่นดินนะคะ)โดยหลัก เมื่อการให้สมบูรณ์แล้ว ผู้ให้จะเรีย...
13/08/2026

ยกทรัพย์สินให้ไปแล้ว ขอคืนได้ไหม?

(ไม่เกี่ยวกับการยกให้เป็นสาธารณะแผ่นดินนะคะ)

โดยหลัก เมื่อการให้สมบูรณ์แล้ว ผู้ให้จะเรียกทรัพย์สินคืนเพียงเพราะเปลี่ยนใจภายหลังไม่ได้ เว้นแต่ผู้รับจะมีพฤติการณ์ “เนรคุณ” ตามที่กฎหมายกำหนด จึงจะฟ้องขอถอนคืนการให้ได้

“การให้” คืออะไร?

การให้ คือ สัญญาที่ผู้ให้โอนทรัพย์สินของตนให้แก่ผู้รับโดยเสน่หา และผู้รับยอมรับทรัพย์สินนั้นไว้

การให้จะสมบูรณ์เมื่อ

* สังหาริมทรัพย์ เช่น เงิน โทรศัพท์ แหวน สร้อย หรือทองคำ ต้องมีการส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้รับ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 523
* อสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน บ้าน อาคาร หรือห้องชุด ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 525
* ที่ดินมือเปล่าหรือที่ดินที่มีเพียงสิทธิครอบครอง อาจให้กันได้โดยการส่งมอบการครอบครองและสละเจตนาครอบครองให้แก่ผู้รับ
* การอุทิศที่ดินให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เช่น ยกให้เป็นทางสาธารณะ เมื่อแสดงเจตนาอุทิศและมีการใช้ประโยชน์เป็นสาธารณะแล้ว อาจมีผลโดยไม่ต้องจดทะเบียนเช่นเดียวกับการให้เอกชนทั่วไป

ดังนั้น หากเพียงทำสัญญาหรือตกลงว่าจะยกอสังหาริมทรัพย์ให้ แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การให้ย่อมยังไม่สมบูรณ์

เหตุเนรคุณที่ผู้ให้ฟ้องขอถอนคืนการให้ได้

ป.พ.พ. มาตรา 531 กำหนดไว้เพียง 3 กรณี ได้แก่

1. ผู้รับประทุษร้ายต่อผู้ให้เป็นความผิดอาญาอย่างร้ายแรง

เช่น ผู้รับทำร้ายร่างกายผู้ให้จนได้รับบาดเจ็บ แม้บาดแผลจะไม่ถึงขั้นสาหัส ก็อาจถือเป็นการประพฤติเนรคุณได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 412/2528 วินิจฉัยว่า บุตรจับผมมารดา กระแทกหน้ากับพื้นและบีบคอ จนต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล แม้ไม่ได้รับอันตรายสาหัส ก็เป็นการประทุษร้ายต่อผู้ให้ในลักษณะความผิดอาญาอย่างร้ายแรง ผู้ให้จึงถอนคืนการให้ได้

2. ผู้รับทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียงหรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง

ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นมีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญาเสมอไป แต่ต้องพิจารณาถ้อยคำ พฤติการณ์ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และความร้ายแรงประกอบกัน

ตัวอย่างเช่น

* ด่าผู้ให้ด้วยถ้อยคำหยาบคาย เหยียดหยาม หรือแสดงความดูหมิ่นอย่างรุนแรง
* กล่าวหาผู้ให้ต่อหน้าบุคคลอื่นในเรื่องร้ายแรงจนทำให้เสียชื่อเสียง
* ใช้ถ้อยคำขึ้นมึงขึ้นกูและขับไล่ผู้มีพระคุณด้วยถ้อยคำรุนแรง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1078/2553 วินิจฉัยว่า การด่าผู้ให้ว่า “อีแก่ไม่ยุติธรรม…” และใช้ถ้อยคำขึ้นมึงขึ้นกู เป็นการดูหมิ่นและหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง จึงถอนคืนการให้ได้

อย่างไรก็ตาม หากเป็นการทะเลาะและต่างฝ่ายต่างด่าตอบโต้กัน โดยผู้ให้เป็นฝ่ายก่อเหตุหรือยั่วยุขึ้นก่อน อาจไม่ถือว่าผู้รับประพฤติเนรคุณ เช่น แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1953/2537

ส่วนคำพูดกระทบกระเทียบหรือคำพูดที่ไม่เหมาะสมเพียงเล็กน้อย อาจยังไม่ร้ายแรงพอที่จะถอนคืนการให้ได้ เช่น แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1527/2534

3. ผู้รับบอกปัดไม่ยอมให้สิ่งจำเป็นแก่ผู้ให้ในเวลาที่ยากไร้

จะต้องปรากฏองค์ประกอบครบว่า

* ผู้ให้อยู่ในภาวะยากไร้
* ผู้ให้ขอสิ่งของหรือปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตจากผู้รับ
* ผู้รับปฏิเสธหรือบอกปัดไม่ยอมให้ และ
* ผู้รับยังอยู่ในฐานะที่สามารถให้ความช่วยเหลือได้

เพียงผู้รับไม่ได้ติดตามไปดูแล หรือไม่ได้ให้ความช่วยเหลือเองโดยที่ผู้ให้ไม่เคยร้องขอ ยังไม่เพียงพอจะถือว่าเป็นการบอกปัด ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2341/2537

ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 388/2536 วินิจฉัยว่า ผู้ให้อายุ 84 ปี อยู่ในภาวะยากไร้และเจ็บป่วย ขอเงินไปรักษาตัวจากผู้รับซึ่งสามารถช่วยเหลือได้ แต่ผู้รับปฏิเสธ ถือเป็นการประพฤติเนรคุณ ผู้ให้จึงถอนคืนการให้ได้

กรณีนี้ความขาดแคลนสิ่งจำเป็นอาจเกิดขึ้นใหม่ได้ตลอดเวลาที่ผู้ให้ยังยากไร้ จึงต้องพิจารณาการร้องขอและการปฏิเสธแต่ละครั้งประกอบเรื่องอายุความ

ทายาทของผู้ให้ฟ้องได้หรือไม่?

โดยหลัก สิทธิถอนคืนการให้เป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ให้ หากผู้ให้เสียชีวิตไปโดยยังไม่ได้ฟ้อง ทายาทจะนำเหตุเนรคุณทั่วไปมาฟ้องแทนไม่ได้

แต่ ป.พ.พ. มาตรา 532 กำหนดข้อยกเว้นไว้ว่า ทายาทอาจใช้สิทธิถอนคืนการให้ได้ หาก

* ผู้รับฆ่าผู้ให้ตายโดยเจตนาและไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือ
* ผู้รับกีดกันผู้ให้ไม่ให้ถอนคืนการให้

หากผู้ให้ได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนเสียชีวิต ทายาทสามารถเข้าดำเนินคดีต่อไปได้

ดังนั้น “ผู้รับฆ่าผู้ให้” ไม่ใช่เหตุเนรคุณข้อที่ 4 ตามมาตรา 531 แต่เป็นเหตุพิเศษที่ทำให้ทายาทมีสิทธิฟ้องตามมาตรา 532

อายุความต้องระวังให้มาก

ผู้ให้ต้องฟ้องภายใน

* 6 เดือน นับแต่วันที่ผู้มีสิทธิถอนคืนการให้ทราบเหตุเนรคุณ และ
* ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ต้องไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันที่เกิดเหตุเนรคุณ

หากผู้ให้ได้ให้อภัยผู้รับในเหตุการณ์นั้นแล้ว ย่อมหมดสิทธิถอนคืนการให้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 533

คำว่า “ให้อภัย” อาจพิจารณาจากคำพูดหรือพฤติการณ์ภายหลังเกิดเหตุได้ จึงควรเก็บหลักฐานและรีบปรึกษาทนายทันที ไม่ควรรอจนครบ 6 เดือน

การให้ประเภทใดถอนคืนเพราะเหตุเนรคุณไม่ได้?

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 535 ได้แก่

1. การให้เป็นบำเหน็จสินจ้างโดยแท้ เช่น ให้เป็นรางวัลตอบแทนการทำงานหรือความช่วยเหลือ
2. การให้สิ่งที่มีค่าภารติดพัน
3. การให้โดยหน้าที่ธรรมจรรยา เช่น ให้เพื่อปฏิบัติหน้าที่ทางศีลธรรมหรือความสัมพันธ์ที่สมควรกระทำ
4. การให้ในการสมรส

นอกจากนี้ หากผู้ให้ให้อภัยแล้ว ขาดอายุความ หรือผู้ให้เสียชีวิตโดยไม่ได้ฟ้องและไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 532 ก็ไม่อาจถอนคืนการให้ได้เช่นกัน แต่เป็นคนละหลักกับข้อยกเว้นตามมาตรา 535

ฟ้องแล้วจะได้ทรัพย์คืนในสภาพใด?

เมื่อศาลพิพากษาให้ถอนคืนการให้ ผู้รับต้องคืนทรัพย์สินตามหลักลาภมิควรได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 534

หากผู้รับนำที่ดินไปจำนองไว้ก่อนแล้ว ผู้ให้อาจได้รับที่ดินคืนตามสภาพที่เป็นอยู่ กล่าวคือ อาจยังมีภาระจำนองติดอยู่ ดังแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1078/2553 จึงควรตรวจสอบรายการจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินก่อนยื่นฟ้องและพิจารณาว่าต้องดำเนินคดีกับบุคคลภายนอกเพิ่มเติมหรือไม่

ข้อควรระวังในการเขียนคำฟ้อง

หากอ้างว่าผู้รับหมิ่นประมาทหรือทำให้เสียชื่อเสียงอย่างร้ายแรง ต้องบรรยายให้ชัดเจนว่า

* ผู้รับกล่าวถ้อยคำอะไร
* กล่าวเมื่อวัน เวลา และสถานที่ใด
* กล่าวต่อหน้าหรือสื่อสารไปยังบุคคลใด
* ผู้ให้ทราบเหตุเมื่อใด
* เหตุใดถ้อยคำนั้นจึงร้ายแรง
* ทรัพย์สินที่ให้คืออะไร และการให้สมบูรณ์เมื่อใด

หากบรรยายเพียงกว้าง ๆ ว่า “ผู้รับด่าทอและหมิ่นประมาทผู้ให้” โดยไม่ระบุถ้อยคำและพฤติการณ์ อาจเป็นฟ้องเคลือบคลุม ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1975/2562

 #เอาโฉนดไว้ประกันหนี้ แล้วแจ้งเท็จว่าโฉนดหาย เจ้าหนี้  #ไม่ใช่ผู้เสียหายในคดีอาญาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8094/2568จำเลยทั้ง...
12/08/2026

#เอาโฉนดไว้ประกันหนี้ แล้วแจ้งเท็จว่าโฉนดหาย เจ้าหนี้ #ไม่ใช่ผู้เสียหายในคดีอาญา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8094/2568

จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินจากเจ้าหนี้ และมอบโฉนดที่ดินให้เจ้าหนี้ยึดถือไว้เป็นประกัน ต่อมาจำเลยทั้งสองกลับไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่าโฉนดที่ดินสูญหาย ทั้งที่ความจริงโฉนดยังอยู่กับเจ้าหนี้

พนักงานสอบสวนหลงเชื่อ จึงจดข้อความดังกล่าวลงในรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย จากนั้นจำเลยทั้งสองนำรายงานประจำวันไปยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดิน พร้อมแจ้งว่าโฉนดสูญหาย เพื่อขอให้ออกใบแทนโฉนดที่ดิน จนเจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อและออกใบแทนให้

ประเด็นที่ศาลฎีกาวินิจฉัย👨🏻‍⚖️

1. เจ้าหนี้ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง❌

แม้โฉนดฉบับจริงจะอยู่กับเจ้าหนี้ แต่การแจ้งข้อความเท็จของจำเลยเป็นการกระทำต่อพนักงานสอบสวนและเจ้าพนักงานที่ดิน โดยไม่ได้กล่าวพาดพิงถึงเจ้าหนี้

อีกทั้งการนำโฉนดมอบให้เจ้าหนี้ยึดถือไว้เฉย ๆ เป็นเพียงการประกันการกู้ยืมเงิน ไม่ทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิบังคับเอาแก่ที่ดินหรือโฉนดนั้นได้ตามกฎหมาย เพราะยังไม่ได้มีการจดทะเบียนจำนอง

สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้มีอยู่เท่าใดก็ยังคงมีอยู่เท่านั้น มิได้ลดน้อยลงจากการที่จำเลยแจ้งว่าโฉนดหายและขอออกใบแทน ความเสียหายจึงไม่ได้เกิดแก่เจ้าหนี้โดยตรง

ดังนั้น เจ้าหนี้จึงไม่ใช่ “ผู้เสียหาย” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามมาตรา 30

2. ผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงคือเจ้าพนักงานและรัฐ👮🏼

📝การแจ้งข้อความเท็จทำให้พนักงานสอบสวนจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และทำให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อจนออกใบแทนโฉนดให้ ความเสียหายโดยตรงจึงเกิดแก่เจ้าพนักงานผู้ถูกหลอกและกระทบต่อความถูกต้องน่าเชื่อถือของระบบเอกสารราชการ

3. การแจ้งเท็จและนำเอกสารไปใช้เป็นกรรมเดียว

จำเลยแจ้งว่าโฉนดหาย เพื่อให้พนักงานสอบสวนจดข้อความลงในรายงานประจำวัน แล้วนำรายงานดังกล่าวไปใช้ขอออกใบแทนโฉนด ทั้งหมดเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันภายใต้เจตนาเดียว คือ ต้องการให้ทางราชการออกใบแทนโฉนดที่ดิน

จึงเป็น กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 มิใช่ความผิดหลายกรรมต่างกัน

📌ความผิดของจำเลย

การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 267 และมาตรา 83

เนื่องจากจำเลยเป็นทั้งผู้แจ้งข้อความเท็จและเป็นผู้ใช้เอกสารนั้นเอง จึงลงโทษฐานใช้เอกสารตามมาตรา 268 แต่เพียงกระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง

ผลคำพิพากษา

ศาลฎีกาพิพากษาให้

* ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของเจ้าหนี้
* ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้เจ้าหนี้เข้าร่วมเป็นโจทก์
* ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพราะเจ้าหนี้ไม่มีสิทธิอุทธรณ์
* วินิจฉัยว่าการกระทำเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท
* จำคุกจำเลยคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท
* ลดโทษกึ่งหนึ่งเพราะรับสารภาพ เหลือจำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท
* โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี และคุมความประพฤติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

สรุปหลักกฎหมายสำคัญ

การเป็นเจ้าหนี้และถือโฉนดของลูกหนี้ไว้ ไม่ได้ทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิเหนือที่ดิน หากไม่ได้จดทะเบียนจำนอง เมื่อลูกหนี้ไปแจ้งเท็จว่าโฉนดหายเพื่อขอออกใบแทน ผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความเท็จและใช้เอกสารดังกล่าว คือเจ้าพนักงานหรือรัฐ มิใช่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญานั้น

รู้จักทีมงานของเรา | Aekniti Inter Law เบื้องหลังการดูแลทุกคดี ไม่ได้มีเพียงทนายความคนใดคนหนึ่ง แต่คือการทำงานร่วมกันของ...
11/08/2026

รู้จักทีมงานของเรา | Aekniti Inter Law

เบื้องหลังการดูแลทุกคดี ไม่ได้มีเพียงทนายความคนใดคนหนึ่ง แต่คือการทำงานร่วมกันของ คณะผู้บริหาร ทนายความ และทีมงาน ที่ร่วมกันดูแลในทุกขั้นตอนอย่างเป็นระบบ

บริษัท เอกนิติ อินเตอร์ลอว์ จำกัด ให้ความสำคัญกับการให้บริการทางกฎหมายด้วย ความรู้ ความรอบคอบ ความรับผิดชอบ และจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ โดยคำนึงถึงสิทธิและประโยชน์ของลูกความเป็นสำคัญ

ทีมทนายความของเราพร้อมให้คำปรึกษา วิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย วางแนวทางในการดำเนินคดี ตลอดจนติดตามและดูแลคดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีทีมงานสนับสนุนการดำเนินงานในทุกขั้นตอน

ไม่ว่าปัญหาทางกฎหมายของท่านจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ทุกเรื่องที่ลูกความไว้วางใจให้เราดูแล คือเรื่องสำคัญสำหรับเรา

เอกนิติ อินเตอร์ลอว์ พร้อมรับฟัง พร้อมให้คำปรึกษา และพร้อมดูแลลูกความทุกท่านด้วยความเป็นมืออาชีพ

เพราะเราไม่ได้เพียงรับคดี แต่เรารับผิดชอบต่อความไว้วางใจของลูกความ 🤍

จากเหตุกราดยิงภายในโรงเรียน ไปจนถึงเหตุใช้อาวุธปืนยิงนายก อบจ.นนทบุรีในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า เมื่ออาวุ...
10/08/2026

จากเหตุกราดยิงภายในโรงเรียน ไปจนถึงเหตุใช้อาวุธปืนยิงนายก อบจ.นนทบุรีในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า เมื่ออาวุธปืนถูกนำมาใช้โดยขาดสติหรือขาดความรับผิดชอบ ความขัดแย้งเพียงชั่วขณะอาจนำไปสู่ความสูญเสียที่ไม่สามารถย้อนกลับได้

การมีอาวุธปืนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของสิทธิหรือการป้องกันตัว แต่ยังมาพร้อมหน้าที่ ความรับผิดชอบ และข้อจำกัดตามกฎหมาย

แล้วการ “มีปืน พกปืน หรือใช้ปืน” โดยฝ่าฝืนกฎหมาย มีโทษอย่างไร?

🔸 อาวุธปืน คืออะไร?

อาวุธทุกชนิดที่ใช้ส่งเครื่องกระสุนปืนโดยวิธีระเบิด กำลังดันของแก๊ส อัดลม หรือเครื่องกลไกที่ต้องอาศัยพลังงาน รวมถึงส่วนหนึ่งส่วนใดของอาวุธปืนที่รัฐมนตรีเห็นว่าเป็นส่วนสำคัญและกำหนดไว้ในกฎกระทรวง

🔸 เครื่องกระสุนปืน คืออะไร?

กระสุนชนิดต่าง ๆ ได้แก่ กระสุนโดด กระสุนปราย กระสุนแตก ลูกระเบิด ตอร์ปิโด ทุ่นระเบิด และจรวด ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีกรด แก๊ส เชื้อเพลิง เชื้อโรค ไอพิษ หมอก หรือควัน รวมถึงเครื่องหรือสิ่งที่ใช้สำหรับอัด ทำ หรือประกอบเครื่องกระสุนปืน

1. มีหรือใช้ “ปืนเถื่อน”

การทำ ซื้อ มี ใช้ สั่ง หรือนำเข้าอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ เช่น ปืนไม่มีใบอนุญาต ปืนไทยประดิษฐ์ หรือปืนปากกา

มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1–10 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000–20,000 บาท

2. ครอบครอง “ปืนผิดมือ”

ปืนมีทะเบียนและใบอนุญาตถูกต้อง แต่ผู้ครอบครองไม่ใช่บุคคลที่ได้รับอนุญาต เช่น ปืนจดทะเบียนในชื่อบิดา แต่บุตรนำไปครอบครองหรือใช้

มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน–5 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000–10,000 บาท

ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนเป็นใบอนุญาตเฉพาะตัว แม้เป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน ก็ไม่สามารถนำปืนของกันและกันไปครอบครองหรือใช้ได้โดยอัตโนมัติ

3. มีเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต

การมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงมีเครื่องกระสุนปืนไม่ตรงกับขนาดปืนที่ได้รับอนุญาต

มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

4. พกปืนในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ

การพกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว เช่น

* เหน็บปืนไว้ที่เอว
* วางปืนไว้ข้างตัว
* เก็บปืนไว้ในรถในลักษณะที่สามารถหยิบฉวยมาใช้ได้ทันที

มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง

ข้อยกเว้น คือ กรณีมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ซึ่งต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี

5. พกปืนโดยเปิดเผยหรือเข้าไปในงานชุมนุม

กฎหมายห้ามพกพาอาวุธปืนโดยเปิดเผย หรือพกเข้าไปในสถานที่ซึ่งมีประชาชนรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก เช่น งานนมัสการ งานรื่นเริง งานมหรสพ หรืองานชุมนุมอื่น ๆ

หากผู้กระทำมีใบอนุญาตให้พกพาอาวุธปืน แต่ฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าว มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากไม่มีใบอนุญาตให้พกพาอาวุธปืน และยังพกโดยเปิดเผยหรือพกเข้าไปในงานชุมนุมด้วย มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน–5 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000–10,000 บาท

6. ยิงปืนในเมือง หมู่บ้าน หรือชุมชนโดยใช่เหตุ

ผู้ใดยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน

มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376

แต่หากการยิงปืนทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ผู้กระทำอาจต้องรับผิดฐานทำร้ายร่างกาย พยายามฆ่า หรือฆ่าผู้อื่นเพิ่มเติม แล้วแต่เจตนาและพฤติการณ์แห่งคดี

7. ใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่น

การใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่น นอกจากอาจมีความผิดเกี่ยวกับการมีและพกพาอาวุธปืนแล้ว ผู้กระทำยังอาจมีความผิดต่อชีวิตหรือร่างกายเพิ่มเติม โดยพิจารณาจากเจตนา พฤติการณ์ และผลที่เกิดขึ้น

🔸 ยิงโดยมีเจตนาฆ่าและผู้ถูกยิงเสียชีวิต

เป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 มีโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 15–20 ปี

🔸 ยิงโดยมีเจตนาฆ่า แต่ผู้ถูกยิงไม่เสียชีวิต

อาจเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 แม้ผู้เสียหายจะรอดชีวิต ผู้ยิงก็ยังต้องรับโทษตามกฎหมาย

🔸 ยิงโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือมีเหตุฉกรรจ์ตามกฎหมาย

อาจเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยมีเหตุฉกรรจ์ตามมาตรา 289 ซึ่งมีโทษประหารชีวิต

🔸 ยิงโดยไม่มีเจตนาฆ่า แต่ทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ

อาจมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 หรือหากผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส อาจมีความผิดตามมาตรา 297

การวินิจฉัยว่าผู้ยิงมีเจตนาฆ่าหรือไม่ ต้องพิจารณาจากอาวุธที่ใช้ ตำแหน่งที่ยิง ระยะยิง จำนวนครั้ง ลักษณะบาดแผล ตลอดจนพฤติการณ์ก่อนและหลังเกิดเหตุประกอบกัน

ดังนั้น การยิงปืนใส่ผู้อื่นไม่ได้มีเพียงความผิดฐานยิงปืนโดยใช่เหตุ แต่อาจเป็นความผิดฐานพยายามฆ่า ฆ่าผู้อื่น หรือฆ่าผู้อื่นโดยมีเหตุฉกรรจ์ ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต

“ก่อนจับปืนต้องคิดให้ดี เพราะการตัดสินใจเพียงชั่วขณะ อาจต้องแลกด้วยชีวิตและอิสรภาพตลอดไป”

#กฎหมายอาวุธปืน
#ปืนเถื่อน #ปืนผิดมือ
#พกพาอาวุธปืน
#ฆ่าผู้อื่น #พยายามฆ่า
#ความรู้กฎหมาย
#เอกนิติอินเตอร์ลอว์

ที่อยู่

521/243 หมู่บ้านพฤกษ์ลดา วงแหวน-หทัยราษฎร์ แขวงสามวาตะวันตก เขตคลองสามวา
Bangkok
10510

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Aekniti Interlaw CO.,LTD.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท