17/02/2026
AI Discussion!
จากที่เตรียมเนื้อหาเรื่อง สิทธิบัตรในยุค AI เพื่อใช้สอนนิสิต มศว. ในวิชาทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อชี้ให้เห็นประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น เลยขอย่อเนื้อหาบรรยายสองชั่วโมงให้เป็นบทความขนาดสั้น เพื่อให้ทุกท่านที่สนใจได้เห็นประเด็น โดยเฉพาะนศ.ที่กำลังหาหัวข้อวิทยานิพนธ์ หรือ IS
______
🎉สิทธิบัตรในยุค AI: เมื่อ “คนคิด” ไม่ชัด แล้วกฎหมายจะให้สิทธิใคร?
ช่วงนี้พูดถึง AI กันเยอะ แต่ถ้าเรามองแบบนักกฎหมาย สิ่งที่น่าสนใจกว่าคำว่า “AI เก่งแค่ไหน” คือคำถามว่า
ระบบสิทธิบัตรที่สร้างมาเพื่อมนุษย์ จะรับมือกับการประดิษฐ์ที่เกิดจาก AI ได้อย่างไร
🏮ผมสรุป “จุดเสี่ยง” สำคัญ ๆ แบบอ่านง่ายไว้ดังนี้ครับ
1️⃣ ปัญหาใหญ่สุด: ใครคือ “ผู้ประดิษฐ์” (Inventor)?
ในสิทธิบัตร คำว่า “ผู้ประดิษฐ์” ไม่ได้แปลว่า “ใครทำให้ของเกิดขึ้น” แบบกว้าง ๆ แต่ผูกกับคำสำคัญที่สุดคำหนึ่งคือ Conception (ความคิดประดิษฐ์)
Conception คือช่วงที่คน “คิดตัวสิ่งประดิษฐ์ได้ชัดเจนพอ” ว่า
มันคืออะไร และแก้ปัญหาอย่างไร (ไม่ใช่แค่ตั้งโจทย์ว่าอยากได้อะไร)
🤖ยุค AI ทำให้เกิดโจทย์ใหม่ เช่น
คนพิมพ์ prompt กว้าง ๆ แล้ว AI เสนอโมเลกุล/วงจร/วิธีการออกมา
คำถามคือ… ใครมี Conception?
คนพิมพ์ prompt? คนพัฒนาโมเดล? หรือ AI?
ถ้าตอบไม่ได้ ระบบสิทธิบัตรจะเริ่ม “เขว” เพราะไม่รู้จะใส่ชื่อใครเป็น inventor
2️⃣ ความใหม่ (Novelty) จะ “หายากขึ้น” เพราะ AI ค้น prior art เก่ง
AI ค้นเอกสาร ค้นงานวิจัย ค้นสิทธิบัตรเก่าได้เร็วและกว้างมาก
สิ่งที่เราคิดว่า “ใหม่” อาจถูก AI เจอว่ามีคนทำไว้แล้ว
ข้อดีคือ ลดสิทธิบัตรซ้ำซ้อน
ข้อท้าทายคือ ผู้ยื่นคำขอต้องทำงานหนักขึ้น และความใหม่ในทางปฏิบัติจะถูก “บีบ” มากขึ้น
3️⃣ความไม่ชัดแจ้ง (Inventive Step) จะ “เลื่อนมาตรฐาน” แบบเงียบ ๆ
เกณฑ์สำคัญคือ คนที่มีความชำนาญทั่วไปในสาขา (PHOSITA) จะคิดไปถึงได้ง่ายไหม
แต่ปัญหาคือ… วันนี้ “คนทั่วไปในสาขา” มี AI เป็นผู้ช่วยแล้ว
สิ่งที่เมื่อก่อนยาก อาจกลายเป็น “ลองปรับค่าดูเดี๋ยวก็เจอ” (routine optimization) แปลว่า มาตรฐาน inventive step อาจสูงขึ้นโดยปริยาย
และนี่จะกระทบทั้งการจดและการโต้แย้งสิทธิบัตรในอนาคต
4️⃣แกนของสิทธิบัตรคือการ “เปิดเผย” (Disclosure) แต่ AI ทำให้กลายเป็นกล่องดำ
สิทธิบัตรเป็น “การแลกเปลี่ยน” (patent bargain)
รัฐให้สิทธิผูกขาด แลกกับการเปิดเผยความรู้ให้สาธารณะทำตามได้ (enablement)
แต่ AI จำนวนมากเป็น black box
ได้ผลลัพธ์ แต่เล่าเหตุผลไม่ได้ หรือเล่าได้ไม่พอ
คำถามคือ… ถ้าอธิบายไม่ได้ แล้วคนอื่นทำตามไม่ได้ เราควรให้ผูกขาดไหม?
5️⃣เส้นแบ่ง “อัลกอริทึมล้วน” กับ “การประยุกต์เชิงเทคนิค” จะยิ่งทับซ้อน
หลายอย่างเป็นคณิตศาสตร์/สถิติ แต่ถูกใช้แก้ปัญหาทางเทคนิคจริง
เส้นแบ่งจึงไม่ชัด และ “ขึ้นอยู่กับวิธีเขียนคำขอ/วิธี claim” มากขึ้นเรื่อย ๆ
6️⃣ อีกด่านเสี่ยง: Functional claim—ขอผูกขาด “ผล” แทน “วิธี”
ยุค AI ทำให้คนอยาก claim กว้าง เช่น
“สารใด ๆ ที่ให้ผล X” หรือ “ระบบใด ๆ ที่เพิ่มความแม่นยำถึงระดับ Y”
นี่คือการขอผูกขาด “ปลายทาง” มากกว่า “เส้นทาง”
เสี่ยงทำให้สิทธิบัตรกลายเป็นเครื่องมือปิดสนามนวัตกรรมของคนอื่น
ทั้งที่เจ้าของสิทธิบัตรอาจไม่ได้ “สอน” วิธีที่ครอบคลุมจริง
7️⃣ กรณีโมเลกุล/ชีวภาพ: AI หาได้เป็นพัน แต่จะให้ผูกขาดแค่ไหน?
AI สามารถเสนอโมเลกุลใหม่ได้จำนวนมาก
คำถามคือ
จดได้แค่โมเลกุลที่พิสูจน์จริงหรือไม่?
จะ claim กว้างได้แค่ไหน?
และที่สำคัญ: ใครคือผู้มี Conception ของโครงสร้างนั้น?
ถ้าเป็นเรื่องชีวภาพ/สิ่งที่ใกล้ “ธรรมชาติ” ยิ่งต้องระวัง
เพราะกฎหมายจำนวนมากไม่อยากให้ “ผูกขาดธรรมชาติ” แต่ยอมรับการคุ้มครองสิ่งที่มนุษย์ “สร้าง/ดัดแปลง” จริง
8️⃣อย่าลืมอีกเรื่อง: Inventorship ≠ Ownership
แม้คุณเป็น inventor แต่สิทธิอาจเป็นของบริษัท/มหาวิทยาลัยตามสัญญา หรือนโยบาย และยุค AI จะยิ่งทำให้ “สัญญา-เงื่อนไขการใช้เครื่องมือ” (Terms of Service) เข้ามามีบทบาทมากขึ้น
✍🏼สรุปสั้น ๆ
AI ไม่ได้ทำลายสิทธิบัตรทันที
แต่ทำให้เรา “ต้องกลับมาถามใหม่” ว่า
ใครคือผู้ประดิษฐ์ เมื่อคนไม่ได้คิดแบบเดิม?
มาตรฐานความใหม่และความไม่ชัดแจ้งจะเลื่อนไปแค่ไหน?
และเราจะให้สิทธิผูกขาดได้อย่างไร ถ้าอธิบายเหตุผลไม่ได้?
ท้ายที่สุด คำที่เป็นหัวใจจริง ๆ ของยุคนี้คือคำเดียว:
Conception — ใครเป็นเจ้าของ ‘ความคิดประดิษฐ์’ กันแน่
บันทึกไว้ ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569
สมชาย รัตนชื่อสกุล - ผู้เขียน
Infographic by Notebooklm
บทความนี้ผู้เขียนอนุญาตให้เผยแพร่ต่อไปได้ (share) โดยไม่ต้องขออนุญาต