09/09/2026
AI New Alert!
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวหาบริษัทของจีนอย่างน้อย 6 แห่ง รวมทั้ง DeepSeek, Moonshot AI และ Alibaba ว่าใช้เทคนิค “การกลั่นความรู้จากโมเดล” (Model Distillation) กับโมเดลของบริษัทอเมริกัน เช่น Anthropic, OpenAI, Google และ SpaceX ในระดับอุตสาหกรรม
วันนี้เราเลยจะมาคุยกันเรื่อง “การกลั่นความรู้จากโมเดล” (Model Distillation) และปัญหากฎหมายที่เกี่ยวข้อง
การกลั่นความรู้จากโมเดลคืออะไร
เอาแบบง่าย ๆ ให้เห็นภาพก่อน คือ แทนที่จะฝึกโมเดลใหม่จากข้อมูล ก็อาจใช้วิธีเข้าไปตั้งคำถามจำนวนมาก ๆ กับโมเดลครู (Teacher Model) เมื่อได้รับคำตอบจากโมเดลครู ก็นำผลลัพธ์นั้นไปฝึกโมเดลนักเรียน (Student Model)
ดังนั้น โมเดลนักเรียน เรียนรู้พฤติกรรมของโมเดลครูได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ชุดข้อมูลเดิมทั้งหมด
ทีนี้มาดูวิธีโดยละเอียดกัน ซึ่งจำเป็นต่อการนำไปวิเคราะห์ประเด็นกฎหมายต่อไป
การสกัดความรู้แบบไร้การเปิดเผยโครงสร้าง (Black-Box Distillation via API) คือ กระบวนการที่เกิดขึ้นโดยผู้พัฒนา Student Model ไม่จำเป็นต้องเข้าถึงน้ำหนัก (Model Weights) หรือ source code ภายในของ Teacher Model แต่ทำผ่านการส่งคำสั่ง (prompts) และรับผลลัพธ์มา ผลลัพธ์จำนวนมหาศาลจากคำสั่งจำนวนมหาศาลนั้นจะถูกรวบรวมไว้เรียกว่า “Soft Targets” และนำมาใช้เป็นข้อมูลสังเคราะห์ (Artificiallly labeled data) ในการฝึก Student Model
ในกระบวนการฝึกจะมีสองขั้นตอน (Two-steps Training Process)
1. การลอกเลียนพฤติกรรม (Mimicking) คือ การฝึก Student Model ให้เดาและตอบคำถามเลียนแบบ Teacher Model จากข้อมูล Soft targets
2. การปรับแต่งละเอียด (Fine-tuning) คือ การนำ Student Model มาปรับแต่งเพิ่มด้วยข้อมูลจริง การเรียนรู้แบบเสริมกำลัง (Reinforcement Learning) หรือชุดข้อมูลเปิด
Student Model และ Teacher Model จะมีความแตกต่างเชิงโครงสร้าง (Structural Differences) สูงมาก Teacher Model จะมีพารามิเตอร์ระดับหลายแสนล้านตัว และฝึกด้วยวิธีซับซ้อน ขณะที่ Student Model จะมีพารามิเตอร์ราว 1-70 พันล้านตัว และใช้วิธีลัด ข้ามรายละเอียดเชิงลึกบางส่วนเพื่อแลกกับความเร็วและขนาดที่เล็กลง (คล้ายกับเราอ่านหนังสือสรุปย่อแทนที่จะอ่านหนังสือฉบับเต็ม)
Reuters รายงานว่า สหรัฐฯ กล่าวหาว่าบริษัทจีนใช้วิธีนี้เพื่อลดต้นทุนและเร่งการพัฒนาโมเดล
ประเด็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่น่าสนใจมีเยอะพอสมควร ผมจะขอเจาะที่ลิขสิทธิ์
จากเดิมที่เราถกเถียงกันว่า งานของมนุษย์ถูกนำไปใช้ฝึกโมเดล ตอนนี้กลายเป็นคำถามใหม่ คือ ผลลัพธ์ของโมเดลหนึ่งถูกนำไปใช้ฝึกโมเดลอีกตัวหนึ่ง
คำถามคือ ผู้พัฒนาโมเดลแรก (Teacher Model) มี “สิทธิ” อะไรในความสามารถ หรือพฤติกรรมในโมเดลของตน
ภายใต้หลักการสร้างสรรค์โดยมนุษย์ (Human Authorship Requirement) ตามกฎหมายสหรัฐฯ และแนวทางของ USCO ลิขสิทธิ์จะคุ้มครองเฉพาะผลงานที่มนุษย์สร้างสรรค์เท่านั้น ดังนั้น ผลลัพธ์ที่สร้างโดย AI ทั้งหมดจึงไม่อยู่ภายใต้การคุ้มครองลิขสิทธิ์
ผู้พัฒนา Teacher Model จึงไม่อาจอ้างสิทธิเด็ดขาดเหนือผลลัพธ์ที่ AI สร้างออกมาได้
การกลั่นความรู้ (Distillation) ยังทำผ่าน API ไม่มีการเข้าถึง Source Code ของ Teacher Model โดยตรง และกฎหมายก็คุ้มครองเฉพาะการเขียนโค้ด (Literal expression) แต่ไม่ได้คุ้มครองไอเดีย อัลกอริทึม หรือฟังก์ชั่นการทำงาน แถมชุดข้อมูลที่เก็บผ่าน API แบบอัตโนมัติยังขาดองค์ประกอบการสร้างสรรค์ของมนุษย์ในการคัดเลือกหรือจัดเรียงตามหลักคดี Feist Publication จึงไม่ได้รับความคุ้มครองในฐานะงานรวบรวม (Compilation)
Model Weights เป็นเพียงค่าตัวเลขเชิงคำนวณ ส่วนพฤติกรรม สไตล์ หรือรูปแบบการตอบเป็นเพียง “วิธีการทำงาน” (Method of operation) ซึ่งก็ไม่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์เช่นกัน
จากบรรทัดฐานในคดี Sony v. Connectix, Sega v. Accolade และ Lexmark v. Static Control ก็ชี้ว่า การทำวิศวกรรมย้อนกลับเพื่อเข้าถึงองค์ประกอบที่ไม่ได้รับความคุ้มครองเพื่อประโยชน์ในการทำงานร่วมกัน (interoperability) ถือเป็น fair use และ Student Model ยังน่าจะเข้าข่ายการใช้แบบแปรรูปสัมบูรณ์ (Transformative) ตามคดี Google v. Oracle เพราะเป็นการสร้างเทคโนโลยีใหม่ที่มีขนาดเล็กลงและประหยัดทรัพยากรมากขึ้น
ดังนั้นจากที่กล่าวมา การที่ Student Model ไปเรียนรู้พฤติกรรมของ Teacher Model น่าจะไม่ละเมิดลิขสิทธิ์
แล้วผู้พัฒนา Teacher Model ยังมีช่องทางกฎหมายใดอีกหรือไม่
ก็อาจต้องหันไปใช้หลักกฎหมายเรื่องอื่น แต่ผมขอยังไม่ลงรายละเอียดพวกนี้
1. สัญญาการใช้บริการ (terms of service)
2. ความลับทางการค้า
3. การเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต
4. การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
5. หรือกฎหมายเฉพาะอื่น
ตรงนี้มีความย้อนแย้งที่ผมอยากตั้งเป็นข้อสังเกตไว้
ฝ่ายผู้พัฒนา AI อธิบายว่า “การที่เราเรียนรู้จากงานของมนุษย์โดยไม่ได้เก็บการแสดงออกเดิมไว้ จึงไม่ควรเป็นละเมิด”
แต่เมื่อผู้พัฒนา AI อื่นเรียนรู้จากผลลัพธ์ของโมเดลของตน กลับกล่าวว่า
“คุณกำลังขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของผม”
คำถามเชิงทฤษฎีลิขสิทธิ์น่าสนใจ คือ
“ถ้าการเรียนรู้จากงานไม่ควรอยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์ เหตุใดการเรียนรู้จากโมเดลจึงควรอยู่ภายใต้สิทธิของผู้พัฒนาโมเดล?”
ผมว่าประเด็นนี้น่าสนใจทำเป็นวิทยานิพนธ์มาก ๆ
เราควรต้องแยกให้ชัดระหว่าง “การทำซ้ำการแสดงออก” กับ “การเลียนแบบความสามารถหรือพฤติกรรมของระบบ” สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน
ขอบเขตลิขสิทธิ์ไม่ควรครอบคลุมไปถึงฟังก์ชั่นและพฤติกรรม เพราะ “การกลั่นความรู้” เป็นการลอกเลียนพฤติกรรมเชิงสถิติ (statistical echoes) ซึ่งเป็นเพียงวิธีการทำงาน หรือกระบวนการของระบบเท่านั้น ซึ่งส่วนนี้อยู่นอกกรอบของลิขสิทธิ์อย่างชัดเจน
Output ของโมเดลก็ไม่มี Human Authorship ผู้พัฒนา Teacher Model จึงไม่อาจอ้างสิทธิเหนือผลลัพธ์หรือคำตอบที่ AI สร้างออกมา การเอาไปใช้กับ Student Model จึงไม่น่าเป็นละเมิด
หากมองในเชิงสิ่งแวดล้อมการกลั่นความรู้จะช่วยย่อยความรู้ให้ประมวลผลได้เร็วขึ้น ประหยัดพลังงานและนำไปใช้ในอุปกรณ์ขนาดเล็กได้ ซึ่งจะส่งเสริมการใช้นวัตกรรมในวงกว้าง
การสร้าง Student Model ด้วยวิธีการกลั่นความรู้ ยังช่วยเสริมมาตรการป้องกันการผูกขาดและส่งเสริมแนวคิด Open-Source ที่ทำให้ Lab ขนาดเล็กหรือคนทั่วไปเข้าถึงเทคโนโลยีระดับสูงได้ ลดความเหลื่อมล้ำและช่วยขับเคลื่อนความก้าวหน้าสู่ AGI
ประเด็นเรื่อง AI กับลิขสิทธิ์มีประเด็นกฎหมายใหม่ ๆ ให้ศึกษาได้แทบทุกวัน อิจฉาคนที่หาหัวข้อทำวิทยานิพนธ์ยุคนี้ แค่เดินอยู่ดี ๆ หัวข้อก็ตกใส่หัวซะยังงั้น
บันทึกไว้ ณ วันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2569
สมชาย รัตนชื่อสกุล - ผู้เขียน
ผู้เขียนอนุญาตให้เผยแพร่บทความนี้ (share) ต่อไปได้โดยไม่ต้องขออนุญาต
ภาพประกอบโดย NotebookLM