Cross Cultural Foundation (CrCF)

Cross Cultural Foundation (CrCF) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม CrCF believes the laws should be fair and justly applied, and the state should serve its lawful role to protect all peoples.
(1)

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เป็นองค์กรเอกชนซึ่งไม่แสวงผลกำไร จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจกรรมในการส่งเสริม
สิทธิทางด้านวัฒนธรรมประเพณีของกลุ่มประชากรที่มีความหลากหลายเพื่อกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมประเพณีและจารีตปฏิบัติต่าง ๆ
หลักนิติธรรม และการเข้าถึงความยุติธรรมสำหรับกลุ่มประชากรที่หลากหลายซึ่งกลายเป็นก

ลุ่มคนชายขอบที่มักจะได้รับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนอันเนื่องมาจากชาติพันธุ์ แหล่งกำเนิด ศาสนา ความเชื่อ และขาดโอกาสได้รับความช่วยเหลือ
ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการประสานงานร่วมกันระหว่างกลุ่มที่มีความหลากหลายเหล่านี้
สร้างให้เกิดความตระหนักถึงความสัมพันธ์และความร่วมมือในทางวัฒนธรรม กับด้านเศรษฐกิจ การเมือง
ส่งเสริมให้มีการศึกษา การทำวิจัย และข้อมูลเพื่อเผยแพร่ความรู้ระหว่างกลุ่มประชากรที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม

กรรมการ

1. สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานกรรมการ
2. สมศรี หาญอนันทสุข รองประธานกรรมการ
3. โคทม อารียา กรรมการ
4. นคร ชมพูชาติ กรรมการ
5. ยศธร ไตรยศ กรรมการ
6. จันทร์จิรา จันทร์แผ้ว กรรมการ
7. ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ กรรมการและเหรัญญิก
8. เนาวรัตน์ เสือสอาด กรรมการและเลขานุการ


Cross Cultural Foundation (CrCF) believes in a future where all people in Thailand are free from discrimination, exploitation and fear. CrCF advocates for the expansion of human rights across Thailand, but especially in the Deep South and marginalised populations. The organization supports victims and families of those who have experienced torture, enforced disappearance and ill-treatment at the hands of authorities. It provides strategic litigation and legal aid; capacity building; research and advocacy.

📖ความทรงจำของคนธรรมดา หลายครั้งถูกมองเป็นเรื่องปัจเจก ยิ่งพวกเขาเป็นคนเดินเท้า มีชีวิตที่ต้องหาเช้ากินค่ำ ไม่ได้มีอำนาจห...
29/04/2026

📖ความทรงจำของคนธรรมดา หลายครั้งถูกมองเป็นเรื่องปัจเจก ยิ่งพวกเขาเป็นคนเดินเท้า มีชีวิตที่ต้องหาเช้ากินค่ำ ไม่ได้มีอำนาจหรือชื่อเสียงใดๆ ในสังคม แต่หากปะติดปะต่อภาพความทรงจำของพวกเขาเหล่านั้นรวมกัน เรื่องราว ความหวัง และความฝันของพวกเขาต่อความเป็นไปของสังคมอาจกลายเป็นภาพใหญ่ตอนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์

หลายครั้ง ความทรงจำของคนธรรมดา อาจไม่ถูกมองเป็นประวัติศาสตร์สำคัญของสังคมภาพใหญ่ แต่ “พิพิธภัณฑ์สามัญชน” มองว่าความทรงจำของคนตัวเล็กๆ ในการเมืองภาพใหญ่นั้นสำคัญยิ่งที่จะจดจำ แม้จะเปราะบางเพียงใด ก็คุ้มค่าที่จะเก็บเป็นหลักฐานไว้ว่าครั้งหนึ่งเคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้น และหวังว่าวันหนึ่งสิ่งเหล่านี้อาจนำไปสู่การสร้างความทรงจำร่วมของสังคมที่จะจดจำเสียงทางเลือกเหล่านี้เข้าไปในหน้าประวัติศาสตร์และเรียนรู้ร่วมกัน เพราะความทรงจำไม่ได้อยู่แต่ในอดีต ความทรงจำไม่ได้หยุดนิ่งแต่มีพลวัต ความทรงจำมีทั้งของคนตัวเล็ก-ใหญ่ ความทรงจำไม่ได้เป็นของใคร แต่ความทรงจำร่วมกันของสังคมเป็นของเราทุกคน
📌อ่านบทความทางเว็บไซต์ : https://crcfthailand.org/2026/04/29/62889/
เรื่อง : จิดาภา เอกอัคร
ภาพ: ณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์
อินโฟกราฟิก : อัญมณี แก้วอะโข

👤 ย้อนไปเมื่อเวลาเช้ามืดของวันที่ 28 เมษายน 2547 กลุ่มชายราว 40 คนซึ่งเชื่อว่าเป็นกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ส่วนใหญ่เป็นวัยร...
28/04/2026

👤 ย้อนไปเมื่อเวลาเช้ามืดของวันที่ 28 เมษายน 2547 กลุ่มชายราว 40 คนซึ่งเชื่อว่าเป็นกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นอายุระหว่าง 15 – 20 ปี บุกโจมตีจุดตรวจฐานปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ จำนวน 11 จุด ในพื้นที่ จ. ปัตตานี, จ. ยะลา และ จ. สงขลา ส่งผลให้เกิดการปะทะกันและสังหารเจ้าหน้าที่ในหลายจุด หนึ่งในนั้นคือจุดตรวจกรือเซะ ต. ตันหยงลุโละ อ. เมือง จ. ปัตตานี จากนั้น กองกำลังทหารจากหน่วยรบพิเศษได้เดินทางเข้ามาเสริม พร้อมอาวุธหนักและรถหุ้มเกราะ ผู้ก่อเหตุอย่างน้อย 30 คน จึงหนีเข้าไปหลบในมัสยิดกรือเซะ ซึ่งห่างจากจุดตรวจราว 200 ม. และมีรายงานว่ามีการยิงตอบโต้กัน ทั้งจากฝั่งเจ้าหน้าที่ และจากภายในมัสยิด
ราว 11.00 น. พล.อ. พัลลภ ปิ่นมณี รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในขณะนั้น สั่งการให้เจ้าหน้าที่หน่วยรบพิเศษใช้อาวุธหนักระดมยิงเข้าไปภายในมัสยิด ซึ่งหลังจากเหตุการณ์นั้น ข้อมูลในรายงานคณะกรรมการอิสระไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ ระบุว่า มีเสียงประกาศจากลำโพงของมัสยิดเป็นภาษามลายูได้ความว่า ขอให้ทุกคนแบ่งอาวุธเท่าๆ กัน และพร้อมใจกันสู้ตาย จากนั้น เวลาประมาณ 14.15 น. เจ้าหน้าที่ใช้กองกำลังทหารจู่โจมเข้าไปในมัสยิด และใช้อาวุธปืนยิงตอบโต้และสังหารผู้ก่อเหตุความรุนแรงที่เหลืออยู่ รวมระยะเวลาที่ปิดล้อมจนกระทั่งปฏิบัติการยุติเหตุการณ์ขั้นเด็ดขาด อยู่ที่ 9 ชั่วโมงเศษ
รายงานคณะกรรมการอิสระไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ ระบุว่า จากปฏิบัติการดังกล่าว มีผู้เสียชีวิตภายในมัสยิดกรือเซะ ประกอบด้วยผู้ก่อเหตุความรุนแรงจำนวน 32 ราย และเจ้าหน้าที่ 3 ราย และมีเจ้าหน้าที่รัฐบาดเจ็บ 8 คน ไม่มีผู้ใดถูกจับกุมในวันนั้น ไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างตัวว่าเป็นผู้ลงมือ และไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มก่อการร้ายต่างชาติ
28 พฤศจิกายน 2549 คำสั่งศาลในคดีชันสูตรพลิกศพ 32 ราย ในเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ สรุปว่า “ผู้เสียชีวิตทั้งหมดถูกเจ้าหน้าที่กระทำให้เสียชีวิต ซึ่งเป็นการเสียชีวิตภายใต้คำสั่งการของ พล.อ. พัลลภ ปิ่นมณี รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความปลอดภัยภายใน (กอ.รมน.) และ พ.อ.มนัส คงแป้น ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี พ.ต.นายทหารยุทธการกรมรบพิเศษที่ 3”
แม้ว่าญาติของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์กรือเซะจะรวมตัวกันเพื่อฟ้องคดีต่อเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น แต่ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ส่งหนังสือถึงนางอังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะทำงานเพื่อความยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ชี้แจงกรณีที่คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพได้มีหนังสือขอให้ดำเนินการกรณีการเสียชีวิตที่มัสยิดกรือเซะตามกฎหมายเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ตามคำสั่งศาลจังหวัดปัตตานี โดยสำนักงานอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องเจ้าหน้าที่จำนวน 6 นาย ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, มาตรา 83 และมาตรา 6
เรื่องราวของเหตุการณ์ความรุนแรงที่มัสยิดกรือเซะ จบลงที่ญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่และไม่ใช่เจ้าหน้าที่ ได้รับเงินเยียวยา รายละ 4 ล้านบาท
🕊 ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564 ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งกลายเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี และลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ ได้จัดรายการในแอปพลิเคชัน Clubhouse และมีผู้เข้าฟังจำนวนมาก มีผู้ตั้งคำถามถึงกรณีมัสยิดกรือเซะ ทักษิณได้ตอบว่า “รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่ตอนนั้นอยู่ในการควบคุมของทหาร ผมก็ได้รับรายงาน ก็เสียใจ จำไม่ค่อยได้ เสียใจ”
กลางเดือนเมษายน 2569 ไม่กี่สัปดาห์ก่อนการครบรอบ 22 ปี เหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ปิดไมค์ตอบคำถามสื่อระหว่างการแถลงข่าวความคืบหน้ากรณีลอบสังหารนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส. พรรคประชาชาติ เขต 5 จ. นราธิวาส ซึ่งมีการกล่าวหาว่า กอ.รมน. มีส่วนเกี่ยวข้อง ว่า “ผมพูดส่วนตัวนะ ถ้าผมไปทำแบบนี้นะ ผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ” ตามที่ปรากฏเป็นข่าว คำพูดดังกล่าวส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์แม่ทัพภาคที่ 4 อย่างรุนแรง ทว่าต่อมา พล.ท. นรธิป กลับให้สัมภาษณ์ในทำนองพาดพิงว่า โรงเรียนปอเนาะและโรงเรียนตาดีกา ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนศาสนาในพื้นที่ มีความเกี่ยวข้องกับความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ นำไปสู่การเรียกร้องของประชาชนให้ย้าย พล.ท. นรธิป ออกจากพื้นที่ รวมทั้งเกิดประเด็นการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ และเหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนใต้ยังคงเกิดขึ้นอยู่ทุกวันในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการบุกค้นและจับกุมประชาชนโดยพลการ การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม การบังคับสูญหาย และแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐก็ตกเป็นเหยื่อการสังหารด้วยเช่นกัน
เราอาจพูดได้ว่าเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะเกิดขึ้นมานานกว่า 20 ปีแล้ว และท่ามกลางยุคสมัยที่ข้อมูลไหลบ่าเข้าสู่ความรับรู้ของคนในปัจจุบัน เป็นไปได้ว่าเหตุการณ์โศกนาฏกรรมครั้งนั้นอาจพ้นไปจากความทรงจำของสังคม แต่จากคำพูดของแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่รับผิดชอบในพื้นที่ ก็สะท้อนให้เห็นทัศนคติของรัฐที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงจากในอดีต รวมทั้งการ “ไม่จดจำ” บาดแผลใดๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต จนนำไปสู่การผลิตซ้ำวาทกรรมที่ป้ายสีประชาชนในพื้นที่ และปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงก็ไม่เคยได้รับการแก้ไข ทั้งยังเกิดขึ้นซ้ำซากอยู่ในปัจจุบัน
เพราะฉะนั้น เหตุปัจจัยที่ทำให้ปัญหาภายในสามจังหวัดชายแดนใต้ยังคงมีความซับซ้อนและยังแก้ไขไม่ได้จึงไม่ได้มาจากการขาดเจตจำนงทางการเมือง ผลประโยชน์ในพื้นที่ หรือกฎหมายไม่เด็ดขาดพอในสายตาของคนนอกพื้นที่บางกลุ่มเท่านั้น (เพราะกฎหมายพิเศษถึง 3 ฉบับ ก็ยังไม่อาจยุติความรุนแรงได้) แต่ปัจจัยส่วนหนึ่งคือเราอาจจะจดจำความรุนแรงและการสูญเสียเหล่านี้ไม่มากพอที่จะเรียกร้องความยุติธรรม และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำอีกก็เป็นได้
ปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนใต้จึงไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทั้งสังคมที่จะต้องช่วยกัน “จดจำ” และเรียกร้องความเป็นธรรมและสันติภาพในพื้นที่แห่งนี้ต่อไป
📌อ่านบทความเกี่ยวกับเหตุการณ์กรือเซะบนเว็บไซต์: https://crcfthailand.org/2025/04/28/59144/
เรื่อง: ณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์
ภาพ: อัญมณี แก้วอะโข

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ในฐานะผู้ทราบหรือพบเห็นการกระทำทรมานหรือปฏิบัติที่โหดร้ายต่อประชาช...
28/04/2026

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ในฐานะผู้ทราบหรือพบเห็นการกระทำทรมานหรือปฏิบัติที่โหดร้ายต่อประชาชน ได้ดำเนินการร้องเรียนตามมาตรา 29 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ต่อพนักงานอัยการ ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ สำนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง, อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม, อธิบดีกรมการปกครอง ศูนย์ป้องกันการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย และประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรณีชาวบ้านถูกกำนันทำร้ายร่างกาย โดยจับมัดกับต้นไม้ ตบตี และนำรังมดแดงมาเคาะหัว ซึ่งอาจเข้าข่ายการทรมานและปฏิบัติที่โหดร้าย
📌อ่านข่าว: https://crcfthailand.org/2026/04/28/62881/

⚖️ สำหรับประเทศไทยที่พึ่งเข้าเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญา CED และมีกฎหมายภายในประเทศอย่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและก...
23/04/2026

⚖️ สำหรับประเทศไทยที่พึ่งเข้าเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญา CED และมีกฎหมายภายในประเทศอย่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมาก็มีกรณีการสูญหายหลังมีการจับกุมควบคุมตัวเกิดขึ้นหลายกรณี โดยกรณีที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด คือกรณีของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือ “บิลลี่” นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอย-ใจแผ่นดิน ที่ได้ถูกจับกุมและถูกควบคุมตัวไป ก่อนจะไม่มีใครทราบชะตากรรมของเขาอีกเลย แม้หลายปีต่อมากรณีดังกล่าวจะเป็นคดีขึ้นสู่ศาล แต่ก็ยังไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมารับโทษได้
อีกกรณีหนึ่งที่พึ่งเกิดขึ้นหลังการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ คือการสูญหายของนายดีแข ยศยิ่งยืนยง ชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นกรณีที่มีประเด็นคำถามว่านายดีแขถูกบังคับให้สูญหายไปจากการควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่หรือไม่ แม้ว่าจะมีกฎหมายใหม่บังคับใช้เป็นการเฉพาะ แต่คดีดังกล่าวยังคงไม่มีความคืบหน้า หลังพนักงานอัยการมีคำสั่งยุติ โดยเห็นว่าพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ในชั้นนี้ยังไม่เพียงพอที่จะรับเป็นคดีอุ้มหาย
ทั้งสองกรณีต้องเผชิญกับข้อท้าทายโดยเฉพาะในมิติของการเข้าถึงพยานหลักฐานที่จะเอาผิดผู้กระทำได้ และยังคงทิ้งคำถามไว้ว่าในกรณีเหล่านี้ทางออกจากปัญหาการเข้าถึงพยานหลักฐานนั้นควรเป็นเช่นไร
ความยากในการจัดการกับกรณี “การบังคับสูญหายโดยรัฐ” ประการหนึ่งคือ เมื่อผู้กระทำเป็นเจ้าหน้าที่รัฐแล้วนั้น การมีอำนาจรัฐอยู่ในมือและใช้อำนาจโดยมิชอบย่อมส่งผลโดยตรงถึงขีดความสามารถที่เพิ่มขึ้นกว่าคนธรรมดาทั่วไป ในการทำให้ทุกๆ อย่างเกี่ยวกับคนคนหนึ่งหายไป เพื่อกำจัดข้อมูลที่จะช่วยให้พบคนที่หายหมดไป หรือให้มีโอกาสน้อยที่สุดในการพบผู้สูญหายหรือเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ที่กระทำละเมิด การอุ้มหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐจึงถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง ที่ทำให้ประชาคมโลกร่วมกันจัดทำอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันบุคคลทุกคนจากการบังคับสูญหาย (CED) เพื่อจัดการกับอาชญากรรมนี้โดยเฉพาะ
🟤 ในกรณีที่เป็นการบังคับสูญหายหลังจากมีการจับกุมหรือควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐ การที่เจ้าหน้าที่ที่ควบคุมตัวและอุ้มหายมีข้อมูลเกี่ยวกับชะตากรรมของผู้ถูกอุ้มหายอยู่ในความครอบครองของเจ้าหน้าที่เพียงฝ่ายเดียว นำไปสู่ประเด็นสำคัญของอาชญากรรมนี้อย่างเรื่อง พยานหลักฐานและภาระการพิสูจน์ ในคดีอุ้มหาย
ในแง่หนึ่งหากเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้กระทำจริง โดยอ้างว่าปล่อยตัวแล้ว เพียงแต่การหายไปนั้นเกิดขึ้นภายหลังจากมีการปล่อยตัว ก็เกิดคำถามว่าเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ได้กระทำผิดจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองและคลายความสงสัยได้อย่างไร และในแง่หนึ่งหากเจ้าหน้าที่รัฐเป็นคนอุ้มหายเองจริง ครอบครัวผู้เสียหายจะพิสูจน์ว่าเจ้าหน้าที่รัฐละเมิดได้อย่างไร เมื่อคำนึงประเด็นความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงพยานหลักฐาน โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมตัวอันเป็นเหตุการณ์ที่ใกล้ชิดกับการหายตัวไปมากที่สุด
⚖️ ในทางสากลได้มีการคำนึงถึงประเด็นเรื่องพยานหลักฐานและภาระการพิสูจน์อยู่ในหลายกรณี โดยเฉพาะในคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยโดยสถาบันสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ที่มีการเขียนขยายความและวางแนวคิดเรื่อง การให้ภาระการพิสูจน์เปลี่ยนไปที่รัฐ (Shifting the Burden) ไว้ในหลายคำพิพากษา
📌อ่านบทความ : https://crcfthailand.org/2026/04/23/62857/
เรื่อง: จิดาภา เอกอัคร
กราฟิก: อัญมณี แก้วอะโข

เมื่อวันที่ 20  เมษายน  2569 ศาลจังหวัดปราจีนบุรีนัดไต่สวนคำร้องชันสูตรพลิกศพ คดีพลทหารเพรชรัตน์ กำลังยิ่ง เสียชีวิตในเร...
21/04/2026

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ศาลจังหวัดปราจีนบุรีนัดไต่สวนคำร้องชันสูตรพลิกศพ คดีพลทหารเพรชรัตน์ กำลังยิ่ง เสียชีวิตในเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 12 ค่ายพรหมโยธี เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เพื่อให้ทราบรายละเอียดสาเหตุการเสียชีวิตของพลทหารเพรชรัตน์ โดยในวันดังกล่าวพนักงานอัยการได้นำพยานจำนวน 9 ปาก มาเบิกความต่อศาล ส่วนผู้เสียหายได้ยื่นบัญชีพยาน เพื่อนำพยานเข้าเบิกความในครั้งนี้ จำนวน 6 ปาก รวมจำนวนพยานที่จะมาเบิกความในคดีดังกล่าวทั้งสิ้น 15 ปาก
📌อ่านข่าว: https://crcfthailand.org/2026/04/21/62847/

Asia HRD Learning Hub Talk Series: Post Election Situation for HRD in Myanamr, Thailand, and BangladeshHuman rights defe...
20/04/2026

Asia HRD Learning Hub Talk Series: Post Election Situation for HRD in Myanamr, Thailand, and Bangladesh

Human rights defenders (HRDs) play a crucial role in promoting democracy, protecting freedoms, and ensuring accountability, especially during elections. However, in the post-election period, they often face increased risks amid political tensions and restricted civic space. What challenges do HRDs encounter after elections, and how can we strengthen protection and solidarity?

Find the answer in our Talk Series on Tuesday, 21 April 2026 at 14.00 GMT+7. Register Now: https://tinyurl.com/HRDPostElectionRSVP

See you on Tuesday!

🌳12 ปี “บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ ยังไม่ได้รับความยุติธรรม17 เมษายน 2557 คือวันที่ บิลลี่ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มชาติ...
17/04/2026

🌳12 ปี “บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ ยังไม่ได้รับความยุติธรรม
17 เมษายน 2557 คือวันที่ บิลลี่ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง “บางกลอย-ใจแผ่นดิน” ได้ถูกจับกุมและถูกควบคุมตัวไป ก่อนจะไม่มีใครทราบชะตากรรมของเขาอีกเลย จนกระทั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และอัยการ ได้ร่วมกันติดตามสอบสวนคดีดังกล่าวจนได้พยานหลักฐานเพิ่มเติมอันควรเชื่อได้ว่ากลุ่มเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ที่จับกุมบิลลี่ไปนั้นได้ร่วมกันกระทำผิดต่อบิลลี่ ในคดีร่วมกันฆาตกรรมอำพรางโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จนนำมาสู่คดีอาญา หมายเลขคดีดำที่ อท.166/2565 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง
ในวันที่ 28 กันยายน 2566 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำพิพากษาศาลพิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 1 อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เป็นเวลา 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เนื่องจากเมื่อจับกุมนายบิลลี่พร้อมของกลางน้ำผึ้งป่าแล้ว ไม่ดำเนินการส่งตัวนายบิลลี่และของกลางให้พนักงานสอบสวนตามกฎหมาย โดยศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ วางเงินหลักประกัน 800,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2-4 ศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากเห็นว่าไม่มีเจตนาร่วมหรือสนับสนุนการกระทำผิดในข้อหานี้ ในขณะที่ข้อหาฆาตกรรมบิลลี่ ศาลยกฟ้อง
🕊 #คดีอาญายังไม่สิ้นสุด #2ปียังคงรอคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ปัจจุบันคดีอาญายังไม่ถึงที่สุด โดยอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หลังจากที่ทีมทนายความและอัยการได้ยื่นอุทธรณ์เพื่อโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ และพฤติการณ์ของจำเลย โดยทนายความของครอบครัวบิลลี่ ในฐานะทนายโจทก์ร่วมที่ 1 ถึง 3 ได้ยื่นอุทธรณ์ไปตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 ปัจจุบันเป็นเวลา 2 ปีแล้วนับแต่การยื่นอุทธรณ์ และยังคงรอผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อไป
#คดีแพ่งยังคงไม่คืบหน้า #อุปสรรคที่ซ้ำเติมผู้เสียหาย
สำหรับคดีแพ่งที่ครอบครัวบิลลี่ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากกรมอุทยานแห่งชาติฯ ในคดีหมายเลขดำที่ พ1459/2567 ก็ยังไม่มีความคืบหน้า เมื่อศาลแพ่งมีคำสั่งยกเลิกกำหนดนัดสืบพยานในคดีแพ่งของครอบครัวบิลลี่ทั้งหมดและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความไว้ชั่วคราว จนกว่าคดีอาญาจะถึงที่สุด จึงจะนำคดีแพ่งขึ้นมาพิจารณาต่อไป
โดยเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์วันแรก ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลคดีอาญา อย่างไรก็ตามทนายครอบครัวบิลลี่ได้ขอให้อย่างน้อยมีการสืบพยานผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเรื่องการบังคับให้บุคคลสูญหายและการฆ่านอกระบบเพียงปากเดียวก่อน ซึ่งเป็นพยานที่เกี่ยวกับประเด็นสำคัญแห่งคดี โดยศาลสามารถใช้อำนาจในการสืบพยานได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดี จึงควรงดสืบพยานในวันนี้ และเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ตาม ป.วิอาญา มาตรา 46 การพิจารณาคดีส่วนแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงในคดีอาญา จึงให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลคำพิพากษาคดีอาญาถึงที่สุดก่อน
🕊 #12ปีการต่อสู้เพื่อจดจำ #12ปีในวันที่ความยุติธรรมยังมาไม่ถึง
นับแต่วันที่ 17 เมษายน 2557 ที่บิลลี่ถูกจับกุมและหายตัวไป การเดินทางอย่างยาวนานของครอบครัวบิลลี่ที่นำโดยพิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ “มึนอ”ดำเนินมาสู่ปีที่ 12 เรื่องราวของบิลลี่ในวันนี้อาจสรุปเส้นทางอันยาวนานได้อย่างกระชับเช่นเดียวกับปีก่อนๆ ว่า “บิลลี่ยังคงไม่ได้รับความยุติธรรม”
แต่การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป ด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่งความจริงจะปรากฏ และสามารถนำตัวผู้กระทำผิดมารับโทษ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครต้องถูกทำให้หายไปจากครอบครัวที่เขารัก และต้องไม่มีครอบครัวใดต้องมาเดินทางอย่างยาวนานบนเส้นทางกว่า 12 ปีนี้อีก สิ่งหนึ่งที่ทำได้ในทุกๆ ปียังคงเป็นการต่อสู้เพื่อจดจำ ให้ความจริงเกี่ยวกับเรื่องราวของบิลลี่ยังคงปรากฏอยู่ในการรับรู้ของสังคมไทย จดจำว่าในวันนี้เขายังไม่ได้รับความยุติธรรม และจดจำว่าครอบครัวและชุมชนของบิลลี่ยังคงต่อสู้อยู่ทุกปี
👤“ตะมึลลา กยีบาสะชูว์” เป็นภาษาปะเกอะญอแปลว่า ความหวังกำลังใจยังมี
“ตะมึลลา กยีบาสะชูว์ 12 ปีแม้วันที่บิลลี่ไม่อยู่”

🌳เช้าวันที่ 16 เมษายน 2559 เด่น คำแหล้ ชาวบ้านในชุมชนโคกยาว-บ่อแก้ว อ. คอนสาร จ. ชัยภูมิ เข้าไปหาของป่าในสวนป่าโคกยาว บร...
16/04/2026

🌳เช้าวันที่ 16 เมษายน 2559 เด่น คำแหล้ ชาวบ้านในชุมชนโคกยาว-บ่อแก้ว อ. คอนสาร จ. ชัยภูมิ เข้าไปหาของป่าในสวนป่าโคกยาว บริเวณรอยต่อระหว่างป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนามและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว และหลังจากนั้นก็ไม่มีใครพบเห็นหรือทราบชะตากรรมของเขาอีกเลย จนกระทั่งในวันที่ 1 สิงหาคม 2559 มีการพบชิ้นส่วนกระดูก เศษผ้าขาวม้า และปลอกกระสุนปืน ซึ่งภายหลังพบว่าชิ้นส่วนกระดูกดังกล่าวมีดีเอ็นเอตรงกับพี่สาวของเด่น โดยผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า เด่นอาจเสียชีวิตจากการถูกกระทำด้วยวัตถุแข็ง และปริศนาการตายยังไม่ถูกคลี่คลายจนถึงปัจจุบัน
👤หลังการหายตัว สุภาพ คำแหล้ ภรรยาคู่ชีวิตของเด่น ต้องต่อสู้ตามลำพัง ทั้งคดีสิทธิที่ดินและคดีความ จนนำไปสู่การถูกจำคุก 6 เดือน ก่อนพ้นโทษในต้นปี 2561 แม้เผชิญความสูญเสียและแรงกดดัน เธอยังคงยืนหยัดเคียงข้างชุมชนโคกยาว กระทั่งเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2564
14 ธันวาคม 2568 เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน พร้อมองค์กรสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ร่วมกันเปิดอนุสาวรีย์ “เด่น–สุภาพ คำแหล้” และขนานนามอนุสรณ์แห่งนี้ว่า อนุสาวรีย์สามัญชนผู้ไม่ยอมจำนน เพื่อระลึกถึงสามัญชนทั้งสองที่ยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดิน เสรีภาพ และความเป็นธรรม แม้ต้องแลกด้วยคดีความ การคุมขัง และความตาย และเพื่อยืนยันว่าเรื่องราวการต่อสู้ของสามัญชนจะไม่ถูกลบเลือนจากประวัติศาสตร์
ไม่บ่อยนักที่ชาวบ้านธรรมดาจะได้รับการระลึกถึงในรูปแบบของการสร้างอนุสาวรีย์ เด่นและสุภาพ คำแหล้ เป็นใคร ต่อสู้เรื่องอะไร และเหตุใดจึงได้รับเกียรติเช่นนี้?
ปี 2525 เด่นและสุภาพแต่งงานและลงหลักปักฐานเป็นเกษตรกรในพื้นที่โคกยาว ที่บ้านทุ่งลุยลาย อ. คอนสาร จ. ชัยภูมิ ซึ่งเป็นที่ดินของพ่อตาและบรรพบุรุษที่ถือครองใช้ประโยชน์มาเป็นเวลานาน ทว่าต่อมา มีการประกาศให้พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ป่าสงวน ส่งผลให้ที่ดินทำกินหลายชั่วอายุคนกลายเป็นพื้นที่ทับซ้อน ชาวบ้านต้องกลายเป็นผู้บุกรุกป่า และเผชิญกับผลกระทบต่างๆ โดยเฉพาะคดีความ เด่นต่อสู้ร่วมกับชุมชนมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเรียกร้องให้ชาวบ้านสามารถกลับไปทำกินในพื้นที่โคกยาวได้และให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการที่ดินร่วมกับรัฐ
ช่วงปี 2539 – 2542 เด่นร่วมเคลื่อนไหวกับชาวบ้านทุ่งลุยลาย และนำไปสู่การรวมตัวกันของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบในที่ดินทำกินใน 5 ตำบล ของ อ. คอนสาร รวมถึงชุมชนโคกยาว ต. ทุ่งลุยลาย และจัดตั้งเครือข่ายองค์กรชาวบ้านอนุรักษ์ลุ่มน้ำเซิน (คอซ.) ในปี 2547 ก่อนจะเข้าร่วมเครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.)
จากการผลักดันอย่างต่อเนื่องทำให้ในวันที่ 7 มิถุนายน 2553 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ชาวบ้านโคกยาวใช้ประโยชน์จากสวนป่า และจัดให้มีพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชมให้กับประชาชนจำนวนทั้งหมด 830 ไร่ แต่ในทางปฏิบัติ การส่งมอบพื้นที่ยังคงติดขัดและหน่วยงานรัฐอ้างข้อจำกัดในหลายเรื่องอันเป็นอุปสรรคที่ทำให้การส่งมอบพื้นที่ยังไม่เกิดขึ้น ซ้ำในวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตำรวจ และฝ่ายปกครองสนธิกำลังหลายนายเข้าไปยังบ้านโคกยาวและแจ้งข้อหาบุกรุกป่าสงวนกับชาวบ้าน 10 คน แบ่งออกเป็น 4 คดี โดยเด่นและสุภาพตกเป็นจำเลยในคดีหนึ่งด้วย ทว่าภายหลังได้รับการประกันตัว
ต่อมาในปี 2557 ชาวบ้านในพื้นที่ต้องได้รับผลกระทบครั้งใหญ่จากนโยบายรัฐอีกครั้ง เมื่อภายหลังการรัฐประหาร คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งที่ 64 และ 66/2557 เรื่องการปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ตามนโยบาย “ทวงคืนผืนป่า” เพื่อจัดการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ นโยบายดังกล่าวเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่เริ่มสนธิกำลังกลับเข้ามาในพื้นที่ทับซ้อนที่รวมถึงชุมชนบ่อแก้วเพื่อขับไล่ชาวบ้านออกไป สร้างความเดือดร้อนและทวีคูณความซับซ้อนให้กับปัญหาที่มีอยู่เดิม
ในระหว่างที่เด่นและสุภาพต้องรอฟังคำพิพากษาศาลฎีกาคดีบุกรุกป่า เด่นหายตัวไปขณะเข้าไปหาของป่า ส่วนสุภาพก็เดินหน้าร้องเรียนหน่วยงานต่างๆ เพื่อตามหาสามี สำหรับคดีบุกรุกป่านั้น เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2560 ศาลฎีกามีคำสั่งว่าแม้เด่นจะสูญหายและยังไม่ทราบชะตากรรม อย่างไรก็ตาม ยังรับฟังไม่ได้ว่าเด่นถึงแก่ความตาย การไม่มาฟังคำพิพากษาศาลจึงถือว่าเด่นหลบหนี จึงไม่ระงับคดีอาญาและให้ศาลจังหวัดภูเขียวดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป จากคำสั่งดังกล่าวทำให้ศาลจังหวัดภูเขียวจึงได้มีคำสั่งให้ออกหมายจับเด่น และปรับนายประกัน
ต่อมาในวันที่ 27 กรกฎาคม 2560 ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกสุภาพเป็นเวลา 6 เดือนไม่รอลงอาญา ในคดีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม ตามความผิด พ.ร.บ. ป่าไม้ และ พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ และหลังพ้นโทษ สุภาพเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในวัย 67 ปี โดยยังคงไม่ได้รู้ความจริงและทราบชะตากรรมของสามี ส่วนชุมชนบ่อแก้ว-โคกยาวต้องสูญเสียสองแกนนำหลักของชุมชนไปอย่างไม่มีวันกลับ
ในพิธีเปิดอนุสาวรียเด่น-สุภาพ คำแหล้ ผู้ร่วมงานได้ประกาศเจตนารมณ์ว่า อนุสาวรีย์แห่งนี้ไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์แห่งการไว้อาลัย หากคือ “หมุดหมายการต่อสู้” ของขบวนการประชาชนร่วมสมัย เป็นความทรงจำและประวัติศาสตร์ของผู้ถูกกดขี่ ที่ลุกขึ้นท้าทายอำนาจอธรรม แม้รางวัลที่ได้รับคือคดีความและความตาย
👤อนุสาวรีย์แห่งนี้จึงเป็นทั้งบทเรียน เป็นตำรา และเป็นพลังใจให้ผู้ร่วมทางที่ยังมีชีวิต ได้สืบทอดภารกิจทางประวัติศาสตร์อย่างไม่สิ้นสุด
📌อ่านบทความเกี่ยวกับเด่น คำแหล้ บนเว็บไซต์: https://crcfthailand.org/2025/04/16/59026/
เรื่อง: ณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์
บทความ: จิดาภา เอกอัคร
ภาพ: สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน / อัญมณี แก้วอะโข

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม(CrCF) ได้รับแจ้งจากศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ประจำสำนักงานอัยการจังหว...
10/04/2026

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม(CrCF) ได้รับแจ้งจากศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ประจำสำนักงานอัยการจังหวัดฮอด มีคำสั่งยุติการสอบสวนคดีอุ้มฆ่านายดีแข ยศยิ่งยืนยง ชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถูกอุ้มหายไปนาน 2 เดือน จนกระทั่งถูกพบว่าเสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรมอย่างทารุณ
ภายในหนังสือแจ้งคำสั่ง มีใจความว่าจากพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ในชั้นนี้ ยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่า กรณีการหายตัวไปและการตายของนายดีแข เกิดจากการถูกจับกุม ควบคุมตัวหรือลักพาตัวไปโดยผู้ใด และมีการกระทำความผิดโดยการกระทำทรมานหรือการกระทำให้บุคคลสูญหายโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 อันจะทำให้พนักงานอัยการมีอำนาจทำการสอบสวนตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ประจำสำนักงานอัยการจังหวัดฮอดจึงมีความเห็นไม่รับทำการสอบสวน และมีคำสั่งยุติเรื่อง
📌อ่านข่าว: https://crcfthailand.org/2026/04/10/62787/

วานนี้ (8 เมษายน 2569) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) พร้อมกับ Fortify Rights มูลนิธิเพื่อสันติภาพ (PRF) และคณะกรรมการนักนิต...
09/04/2026

วานนี้ (8 เมษายน 2569) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) พร้อมกับ Fortify Rights มูลนิธิเพื่อสันติภาพ (PRF) และคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) เดินทางไปพบผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และในฐานะเลขาคณะกรรมการป้องกันการทรมานฯ แห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนและสะท้อนปัญหาการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ตลอดระยะเวลา 3 ปี โดยเฉพาะผ่านมุมมองการทำงานใกล้ชิดกับผู้เสียหาย พร้อมกับยื่นหนังสือข้อเสนอแนะที่เชื่อว่าจะเป็นแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ให้มีประสิทธิภาพ เสริมสร้างความเข้มแข็งของ พ.ร.บ.ฯ เพื่อยกระดับการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้บุคคลทุกคนปลอดภัยจากการกระทำทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย และการบังคับสูญหาย
📌 อ่านข่าว: https://crcfthailand.org/2026/04/09/62775/

🕊⚖“ตะมึลลา กยีบาสะชูว์: ความหวังกำลังใจยังมี 12 ปีแม้วันที่บิลลี่ไม่อยู่”ชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย-ใจแผ่นดิน ดำรงวิถีชีวิตสอ...
09/04/2026

🕊⚖“ตะมึลลา กยีบาสะชูว์: ความหวังกำลังใจยังมี 12 ปีแม้วันที่บิลลี่ไม่อยู่”
ชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย-ใจแผ่นดิน ดำรงวิถีชีวิตสอดประสานกับระบบนิเวศผ่านภูมิปัญญา “ไร่หมุนเวียน” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางอาหารและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ทว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ชุมชนต้องเผชิญกับวิกฤตสิทธิมนุษยชนและการสูญเสียที่ดินทำกินดั้งเดิม โดยเฉพาะในวาระที่จะครบรอบ 12 ปี การหายไปของพอละจี “บิลลี่” รักจงเจริญ ในวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญหนึ่งรอบนักษัตรแห่งการรอคอยความยุติธรรม
👤กรณีของพอละจี “บิลลี่” รักจงเจริญ สะท้อนพลวัตของการต่อสู้เรียกร้องสิทธิที่มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องมากกว่า 12 ปีที่บิลลี่ถูกบังคับสูญหาย จากจุดเริ่มต้นในระดับชุมชนไปสู่การต่อสู้เชิงโครงสร้างในกระบวนการยุติธรรม และขยายไปสู่การเคลื่อนไหวบนฐานอัตลักษณ์ชาติพันธุ์อย่างชัดเจน
การจัดกิจกรรมรำลึกครบรอบ 12 ปี ไม่เพียงในฐานะพื้นที่แห่งการไว้อาลัยและยืนยันความทรงจำของผู้สูญหาย แต่ยังเป็นกลไกทางสังคมในการรักษา “ความจริง” ไม่ให้เลือนหาย และย้ำเตือนถึงความจำเป็นของการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง
📢ในปีนี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ร่วมกับ MovED, ภาคีเซฟบางกลอย, สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย, บางกลอยคืนถิ่น, Rebel Art Space, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (ศมส.), Friends without border และคณะอนุกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิ และเสรีภาพ วุฒิสภา ร่วมกันจัดงาน "ตะมึลลา กยีบาสะชูว์: ความหวังกำลังใจยังมี 12 ปี แม้วันที่บิลลี่ไม่อยู่" ในวันที่ 30 เมษายน - 2 พฤษภาคม 2569 ณ หมู่บ้านบางกลอย-ใจแผ่นดิน จ.เพชรบุรี
🌳งานรำลึกในปีนี้มุ่งเปิดพื้นที่ให้เกิดการสื่อสารสาธารณะ เชื่อมโยงประเด็นการสูญหายเข้ากับสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ และเสริมพลังให้กับการผลักดันนโยบายในระยะยาว เพื่อให้กรณีเช่นนี้ไม่เกิดขึ้นซ้ำในสังคมไทยอีกต่อไป
พบกับหลากหลายกิจกรรมที่จะเปิดพื้นที่ให้ครอบครัวของบิลลี่ และชาวบางกลอยได้บอกเล่าความรู้สึก สร้างพลังร่วมกัน และฟื้นฟูขวัญและกำลังใจ
📌ติดตามภาพบรรยากาศกิจกรรม บนเพจ Cross Cultural Foundation ได้เร็วๆนี้!

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ร่วมกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในฐ...
09/04/2026

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ร่วมกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในฐานะผู้ร้องเรียนกรณีวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมและผู้ลี้ภัยทางการเมืองไทยซึ่งถูกบังคับสูญหายที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อปี 2563 ได้รับหนังสือปฏิบัติการด่วน (Urgent Action) จากคณะกรรมการต่อต้านการบังคับสูญหายแห่งสหประชาชาติ (CED Committee) ซึ่งส่งถึงรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา หลังจากที่ CrCF ได้ส่งข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีวันเฉลิมให้กับคณะกรรมการฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568
📌อ่านข่าว : https://crcfthailand.org/2026/04/09/62764/

ที่อยู่

89 ซอยสิทธิชน ถนน สุทธิสารวินิจฉัย
Bangkok
10310

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Cross Cultural Foundation (CrCF)ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Cross Cultural Foundation (CrCF):

แชร์