ทนายความ พร้อมเคียงข้างคุณ

ทนายความ พร้อมเคียงข้างคุณ ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ทนายความ พร้อมเคียงข้างคุณ, กฎหมาย, ประเทศไทย (กรุงเทพ ลำปาง เชียงใหม่ พิษณุโลก นนทบุรี ปทุมธานี ระยอง ฯลฯ ทุกจังหวัด), Bangkok.

ทนายความ ที่คุณวางใจ พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ
รับว่าความทั่วราชอาณาจักร ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี
ป.ตรี ธรรมศาสตร์ ป.โท รามฯ เนติบัณฑิต
-
แชร์ความรู้ แนวคดี หลัก ฎีกา ทบทวนเพื่อเตรียมสอบเป็นอัยการ ผู้พิพากษา
(เวิร์คไป สอบไป มั่นใจว่าทำได้ สอบได้แน่นอน*) รับว่าความทั่่วราชอาณาจักร
- หากท่านว่าจ้าง ก็สามารถเดินทางไปได้ทุกจังหวัด พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ พร้อมทีมทนายมากกว่า 1 คน (ผู้ว่าจ้าง จ่ายค่าเดินทาง และค่าที่พัก ตามตกลง)
- รับเขียนอุทธรณ์ ฎีกา (ทั่วประเทศ) ส่งไฟล์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ มาให้ทนายดำเนินการ และให้ท่่านในฐานะตัวความสามารถยื่นอุทธรณ์ ฎีกา ต่อด้วยตนเอง ได้ต่อไป หรือจะว่าจ้างทนายไปยื่นให้ยังศาลที่มีคำพิพากษาในศาลชั้นต้นได้ (ตามตกลง แล้วแต่ความประสงค์)

คดีแพ่ง คดีอาญา คดีแรงงาน คดีปกครอง คดีทุจริต ฟ้องคดี สู้คดี ไกล่เกลี่ย ยื่นคำร้องต่าง ๆ ฯลฯ อรรถคดี ทั่วประเทศ

ขั้นตอนการทำงาน ต้องส่งข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ให้ทนายความ ตรวจสอบเบื้องต้น (ส่งทาง Line , Email) ก่อนดำเนินการ ขั้นตอนต่อไป เช่น นัดหมาย พบเจอตัวความ เดินทางไปยังจังหวัดที่ท่านมีภูมิลำเนา ดูสถานที่พิพาท ที่เกิดเหตุ นัดส่งตัวอัยการ ฯลฯ

13/09/2026

⚖️ ป.พ.พ. เบี้ยปรับ การเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิด มาตรา ๓๗๙, ๓๘๓ วรรคหนึ่ง, ๖๘๖ วรรคสอง
******************
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๗๒๒/๒๕๖๘ 🔥🔥🔥แม้สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จะเป็นอันเลิกกันด้วยเหตุที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ผิดนัดเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ตามสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งตามข้อตกลงดังกล่าวหากโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดได้ราคาน้อยกว่าจำนวนหนี้คงค้างตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ ๑ จะต้องรับผิดค่าขาดราคาแก่โจทก์ก็ตาม แต่ข้อตกลงที่กำหนดให้จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดในส่วนที่ขาดนี้เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๗๙ หากสูงเกินส่วน ศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง เมื่อค่าขาดราคา ๔๓๐,๗๙๖ บาท ที่โจทก์เรียกร้องมานั้น รวมผลประโยชน์ตลอดอายุสัญญาและภาษีมูลค่าเพิ่มของงวดที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระเข้าไว้ด้วย ทั้งสัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญา ค่าขาดราคาที่โจทก์เรียกร้องมานี้จึงสูงเกินส่วน เมื่อพิจารณาถึงเงินลงทุนของโจทก์กับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดประกอบกับทางได้เสียทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดค่าขาดราคาให้แก่โจทก์เป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท
เมื่อข้อเท็จจริงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ว่า ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา ๖๐ วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ ๑ ผิดนัด ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๘๖ วรรคสอง จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในฐานะทายาทโดยธรรม จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาแก่โจทก์
________________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระค่าขาดราคา ๔๓๐,๗๙๖ บาท และค่าขาดประโยชน์ ๑๘,๖๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๔๔๙,๓๙๖ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๑๘,๖๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๘ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๕) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันชำระเงิน ๑๘,๖๐๐ บาท แต่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายนเรศที่ตกได้แก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๕) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ ๒ ต่อปี หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระหนี้ ให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์แทนเป็นเงิน ๑๒,๔๐๐ บาท นอกจากนี้แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เกินมา ๗๗๒ บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ โดยมีนายนเรศทำสัญญาค้ำประกันตามฟ้อง ภายหลังทำสัญญา จำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ ๑ ประจำวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๔ เป็นต้นมา เกินกว่า ๓ งวดติดต่อกัน ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๔ จำเลยที่ ๑ ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ โจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดได้ในราคา ๔๘๓,๐๐๐ บาท สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ ๑ ที่ต้องรับผิดชำระค่าขาดประโยชน์ ๑๘,๖๐๐ บาท แก่โจทก์ ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยคู่ความมิได้อุทธรณ์
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาหรือไม่ เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ๓ งวดติดต่อกัน สัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันทันทีตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ ๑๑.๑ โดยโจทก์ไม่ต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ ทราบล่วงหน้า แม้ต่อมาจำเลยที่ ๑ ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ก็มิใช่การเลิกสัญญากันโดยปริยาย จำเลยที่ ๑ ชอบที่จะต้องรับผิดค่าขาดราคาให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ ๑๔ เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับโจทก์โดยตกลงชำระค่าเช่าซื้อ ๖๘๖,๗๙๖ บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ด้วยวิธีการผ่อนชำระเป็นรายเดือนเริ่มชำระงวดแรกวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๔ งวดต่อไปชำระทุกวันที่ ๒๐ ของเดือนติดต่อกันไปรวม ๔๘ เดือน จำเลยที่ ๑ จึงมีความผูกพันในอันที่จะต้องชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ตามจำนวนและกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามที่โจทก์ฟ้องและนำสืบว่าจำเลยที่ ๑ มิได้ปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญา โดยผิดนัดตั้งแต่งวดที่ ๑ เป็นต้นมา จากนั้นวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๔ จำเลยที่ ๑ ก็ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มีข้อพิพาทโต้แย้งในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์ที่เช่าซื้อกันแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงที่ได้ความแสดงให้เห็นพฤติการณ์ที่ไม่ชำระค่าเช่าซื้อว่าเป็นเพราะจำเลยที่ ๑ ไม่สามารถชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ได้ และที่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ภายหลังที่ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อเกินกว่า ๓ งวดติดต่อกัน บ่งชี้ถึงเจตนาที่แสดงออกมาด้วยว่าจำเลยที่ ๑ ต้องการจะเลิกสัญญาเช่าซื้อ เช่นนั้นแม้จำเลยที่ ๑ ได้ชื่อว่าเป็นลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ จำเลยที่ ๑ ก็ยังบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๓ ที่บัญญัติว่า ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ด้วยส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง อันเป็นบทบัญญัติกำหนดสิทธิและวิธีบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยผู้เช่าซื้อไว้เป็นการเฉพาะนอกจากการเลิกสัญญาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๒ ลักษณะ ๒ สัญญา หมวด ๔ ดังนั้น ที่จำเลยที่ ๑ ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์โดยมีเจตนาเลิกสัญญาดังที่วินิจฉัยมา และโจทก์รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้ สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นอันเลิกกันด้วยเหตุที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ผิดนัดเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๓ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ข้อ ๑๔ ที่กำหนดไว้ใจความว่า เมื่อสัญญานี้สิ้นสุดลงไม่ว่ากรณีที่โจทก์เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา หรือจำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาโดยการส่งมอบรถคืนโจทก์ หรือสัญญาสิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยกรณีอื่นใดก็ตาม และโจทก์ได้กลับเข้าครอบครองรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โจทก์ตกลงว่าจะนำรถไปขายด้วยวิธีการประมูลหรือขายทอดตลาด... ข้อ ๑๔.๓ กำหนดว่า ในกรณีที่รถสามารถขายได้ โจทก์จะนำเอาเงินที่ได้รับสุทธิจากการขายมาหักชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระและค่าเช่าซื้อที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ... แต่หากหักแล้วไม่เพียงพอโดยมีส่วนที่ยังขาดอยู่ จำเลยที่ ๑ ตกลงรับผิดชอบชำระส่วนที่ขาดนั้นให้แก่โจทก์จนกว่าจะครบ ซึ่งในเรื่องนี้โจทก์ก็ได้ฟ้องและนำสืบว่า โจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดได้ราคาน้อยกว่าจำนวนหนี้คงค้างตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผิดค่าขาดราคาแก่โจทก์ แต่ข้อตกลงที่กำหนดให้จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดในส่วนที่ขาดนี้เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๙ หากสูงเกินส่วน ศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง เมื่อค่าขาดราคา ๔๓๐,๗๙๖ บาท ที่โจทก์เรียกร้องมานั้น รวมผลประโยชน์ตลอดอายุสัญญา และภาษีมูลค่าเพิ่มของงวดที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระเข้าไว้ด้วย ทั้งสัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญา ค่าขาดราคาที่โจทก์เรียกร้องมานี้จึงสูงเกินส่วน เมื่อพิจารณาถึงเงินลงทุนของโจทก์กับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดประกอบกับทางได้เสียทุกอย่างอื่นชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดค่าขาดราคาให้แก่โจทก์เป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาขอดอกเบี้ยของค่าขาดราคามาด้วย ศาลฎีกาจึงไม่กำหนดดอกเบี้ยของค่าขาดราคาให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ วินิจฉัยว่าคู่สัญญาต่างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดค่าขาดราคา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน เมื่อรวมค่าขาดประโยชน์ที่จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นเงิน ๑๘,๖๐๐ บาท แล้ว จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดต่อโจทก์ ๑๖๘,๖๐๐ บาท ส่วนที่โจทก์ฎีกาให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รับผิดในค่าขาดราคานั้น เนื่องจากค่าขาดราคาเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่มีการขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อแล้ว เมื่อนายนเรศผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา ๖๐ วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ ๑ ผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๖ วรรคสอง ซึ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในฐานะทายาทโดยธรรมจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาแก่โจทก์
อนึ่ง คดีมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกา ๔๓๐,๗๙๖ บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาล ๘,๑๖๕ บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามา ๘,๔๙๗ บาท และค่าขึ้นศาลอนาคต ๑๐๐ บาท เกินมา ๔๓๒ บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาแก่โจทก์
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๑๖๘,๖๐๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๘,๖๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๕) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ ๒ ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ เฉพาะค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่โจทก์ชำระเกินมา ๓๓๒ บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

29/08/2026

⚖️ #สู้คดีหนี้ขาดอายุความ ให้การต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความ ต้องแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความ 💱
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3651/2568 🔥🔥🔥คำให้การเรื่องอายุความในคดีแพ่ง
หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง : ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30, 193/33 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142, 177 วรรคสอง
1. จำเลยให้การว่าคดีขาดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/33 ถือได้ว่าเป็นคำให้การที่ปฏิเสธฟ้องโดยชัดแจ้งแล้วว่าฟ้องขาดอายุความ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่
2. ส่วนมูลหนี้ตามฟ้องจะเป็นประเภทใดและกฎหมายบัญญัติอายุความไว้เพียงใดนั้น เป็นเรื่องที่ศาลสามารถหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทกฎหมายที่ถูกต้องได้
3. ศาลจึงมีอำนาจวินิจฉัยว่า มูลนี้ตามฟ้องมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ได้ง

*************
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3651/2568 🔥🔥🔥🔥🔥🔥 เมื่อจำเลยให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ โดยได้แสดง เหตุแห่งการขาดอายุความด้วยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้อง คดีโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 ถือได้ว่าเป็นคำให้การที่ปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยชัดแจ้งแล้วว่าฟ้องขาดอายุความ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ส่วนมูลหนี้ตามฟ้องโจทก์เป็นมูลหนี้ประเภทใด และกฎหมายบัญญัติให้อายุความในการใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าวมีระยะเวลาเพียงใดนั้น เป็นเรื่องที่ศาลจะหยิบยกบทบัญญัติของกฎหมายซึ่งวินิจฉัย และปรับให้ถูกต้องได้ ศาลจึงวินิจฉัยได้ว่า มูลหนี้ตามฟ้องมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30
สรุป
1. วันที่ 16 กรกฎาคม 2550 จำเลยทำสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียนกับบริษัท อ. โดยผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือน ค่างวดชำระขั้นต่ำงวดละ 1,300 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จ
2.จำเลยชำระหนี้ให้บริษัท อ. ครั้งสุดท้ายวันที่ 28 กันยายน 2554
3.วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 โจทก์ซื้อทรัพย์สินเกี่ยวกับธุรกิจสินเชื่อรวมทั้งภาระแห่งหนี้จากบริษัท อ.
4. วันที่ 20 มิถุนายน 2566 โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้เป็นคดีนี้
5.ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่บริษัท อ. อนุมัติสินเชื่อเป็นวงเงินกู้ประเภทหมุนเวียนแบบมีกำหนดการชำระคืนขั้นต่ำและหรือแบบมีการกำหนดชำระคืนแน่นอน ซึ่งการเบิกรับเงินกู้สามารถเบิกถอนเงินจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ โดยใช้บัตรกดเงินสดที่บริษัท อ. ออกให้ หรือให้นำเงินเข้าบัญชีเงินฝากหรือวิธีการอื่น บริษัท อ.จะคิดดอกเบี้ยจากเงินกู้นับแต่วันที่ขอเบิกถอนเงินแต่ละครั้ง รูปคดีจึงเป็นสัญญาบริการสินเชื่อ สิทธิเรียกร้องมี กำหนด 10 ปี มิใช่เป็นเรื่องเงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็น งวดๆ
6. ข้อสังเกต ทำคำให้การยื่นต่อศาลแล้ว ถือว่าไม่ขาดนัดยื่นคำให้การ เมื่อถึงวันนัดพิจารณา จำเลยจะต้องไปศาลในวันนัดพิจารณาอีก หากไม่ไปก็ขาดนัดพิจารณา
.
ผลทางกฎหมาย
- หากจำเลยไม่ไปศาลในวันนัดพิจารณาศาลดำเนินคดีฝ่ายเดียว: ศาลอาจสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวและพิพากษาคดีโดยที่จำเลยไม่มีโอกาสนำพยานหลักฐานของตนมาสู้คดี
- เสียสิทธิซักค้าน: จำเลยจะหมดสิทธิถามค้านพยานโจทก์และสิทธิในการแถลงการณ์ปิดคดีในนัดนั้น

ตัวอย่างคำฟ้องขอแยกกันอยู่เป็นการชั่วคราว (สามี-ภริยา แยกกันอยู่ชั่วคราวได้)      มาตรา ๑๔๖๒๓  ในกรณีที่คู่สมรสไม่สามารถ...
29/08/2026

ตัวอย่างคำฟ้องขอแยกกันอยู่เป็นการชั่วคราว (สามี-ภริยา แยกกันอยู่ชั่วคราวได้)
มาตรา ๑๔๖๒๓ ในกรณีที่คู่สมรสไม่สามารถที่จะอยู่กินด้วยกันฉันคู่สมรสโดยปกติสุขได้ หรือถ้าการอยู่ร่วมกันจะเป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจหรือทำลายความผาสุกอย่างมาก คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ไม่สามารถที่จะอยู่กินด้วยกันฉันคู่สมรสโดยปกติสุขได้หรือฝ่ายที่จะต้องรับอันตรายหรือถูกทำลายความผาสุก อาจร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งอนุญาตให้ตนอยู่ต่างหากในระหว่างที่เหตุนั้น ๆ ยังมีอยู่ก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ศาลจะกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูให้ฝ่ายหนึ่งจ่ายให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งตามควรแก่พฤติการณ์ก็ได้

https://drive.google.com/drive/folders/1UZ159BVC0oRrKQkc6I6SgNOWetgSthWi?usp=sharing

28/08/2026

#ฎีกาใหม่คดียาเสพติด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3479/2569 ประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ได้ถือเอาปริมาณของยาเสพติดเป็นเกณฑ์ในการกำหนดโทษดังเช่นกฎหมายเดิม โดยให้ถือเอาพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ แต่ปริมาณของยาเสพติดก็อาจบ่งชี้ถึงพฤติการณ์ความร้ายแรงในการกระทำความผิดได้อย่างหนึ่ง ซึ่งศาลสามารถนำมาพิจารณาประกอบพฤติการณ์อื่นเพื่อลงโทษจำเลยในเหตุฉกรรจ์ที่เป็นนามธรรมได้ เช่น การก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) และการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป และจำเลยให้การรับสารภาพ โดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานตามกฎหมายก็ตาม แต่เหตุฉกรรจ์ดังกล่าวเป็นเหตุฉกรรจ์ในเชิงนามธรรม ย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาตามพฤติการณ์ความร้ายแรงแห่งคดีเป็นเรื่อง ๆ ไปว่าต้องด้วยเหตุฉกรรจ์ดังกล่าวหรือไม่ หาใช่ต้องฟังเป็นยุติตามฟ้องของโจทก์และคำให้การรับสารภาพของจำเลยเสมอไปไม่ มิฉะนั้นจะทำให้กลายเป็นว่า เหตุฉกรรจ์ดังกล่าวขึ้นอยู่กับการบรรยายฟ้องของโจทก์และคำรับสารภาพของจำเลยเป็นสำคัญ ย่อมไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายยาเสพติดอย่างแท้จริง
----------------------------------------------------------------
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1, 29, 90, 104, 134, 145, 152, 162, 165 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 4, 32, 33, 91, 92 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย ริบของกลาง
จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 104, 145 วรรคสาม (2), 162 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,200,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 เดือน เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 เพิ่มเฉพาะโทษปรับ เป็นจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,600,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุก 2 เดือน 20 วัน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป คงจำคุก 25 ปี และปรับ 800,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 1 เดือน 10 วัน รวมจำคุก 25 ปี 1 เดือน 10 วัน และปรับ 800,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป จำคุก 35 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 46 ปี 8 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 23 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษปรับและโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 23 ปี 5 เดือน 10 วัน และปรับ 800,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คู่ความไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนต้องกำหนดโทษจำเลยให้เบาลงตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (1) (2) หรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ได้ถือเอาปริมาณของยาเสพติดเป็นเกณฑ์ในการกำหนดโทษดังเช่นกฎหมายเดิม โดยให้ถือเอาพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ แต่ปริมาณของยาเสพติดก็อาจบ่งชี้ถึงพฤติการณ์ความร้ายแรงในการกระทำความผิดได้อย่างหนึ่ง ซึ่งศาลสามารถนำมาพิจารณาประกอบพฤติการณ์อื่นเพื่อลงโทษจำเลยในเหตุฉกรรจ์ที่เป็นนามธรรมได้ เช่น การก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) และการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางมี 1,893 เม็ด กับชนิดเกล็ดสีขาวอีก 7 ซอง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้รวม 209.079 กรัม ซึ่งฟังเป็นยุติว่าจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการจำหน่ายอย่างหนึ่งตามนิยามคำว่า "จำหน่าย" ในมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด ดังนี้ โดยสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดี หากเจ้าพนักงานไม่จับกุมจำเลยและยึดเมทแอมเฟตามีนได้เป็นของกลางเสียก่อน ย่อมทำให้เกิดการแพร่กระจายของเมทแอมเฟตามีนไปในกลุ่มผู้เสพและบุคคลทั่วไป ส่งผลกระทบต่อความเสียหายในสังคมส่วนรวม จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังได้ความจากคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยว่า ก่อนหน้านี้จำเลยเคยซื้อเมทแอมเฟตามีนมาแบ่งจำหน่ายแก่บุคคลอื่นหลายครั้ง และปรากฏจากคำฟ้องว่า จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมาก่อน เป็นเหตุให้โจทก์ขอเพิ่มโทษในคดีนี้เพราะกระทำความผิดซ้ำ ส่อแสดงว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นประจำหรือทำเป็นปกติธุระ ตามพฤติการณ์แห่งคดีย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อการค้า ตามมาตรา 145 วรรคสอง (1) อีกด้วย ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปีถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 บาทถึง 2,000,000 บาท ตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่พอให้รับฟังว่าการกระทำของจำเลยมีความร้ายแรงถึงขนาดทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป อันจะเป็นความผิดตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 500,000 บาทถึง 5,000,000 บาท หรือประหารชีวิต แม้โจทก์บรรยายมาในฟ้องว่า การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป และจำเลยให้การรับสารภาพ โดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานตามกฎหมายก็ตาม แต่เหตุฉกรรจ์ดังกล่าวเป็นเหตุฉกรรจ์ในเชิงนามธรรม ย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาตามพฤติการณ์ความร้ายแรงแห่งคดีเป็นเรื่อง ๆ ไปว่าต้องด้วยเหตุฉกรรจ์ดังกล่าวหรือไม่ หาใช่ว่าฟังเป็นยุติตามฟ้องของโจทก์และคำให้การรับสารภาพของจำเลยเสมอไปไม่ มิฉะนั้นจะทำให้กลายเป็นว่า เหตุฉกรรจ์ดังกล่าวขึ้นอยู่กับการบรรยายฟ้องของโจทก์และคำให้การรับสารภาพของจำเลยเป็นสำคัญ ย่อมไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายยาเสพติดอย่างแท้จริง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) โดยวางโทษจำคุก 35 ปี ก่อนเพิ่มโทษและลดโทษนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จึงต้องปรับบทลงโทษจำเลยเสียใหม่ให้ถูกต้องและแก้ไขโทษจำคุกให้เบาลง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (1) (2) จำคุก 20 ปี และปรับ 1,200,000 บาท เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 26 ปี 8 เดือน และปรับ 1,600,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 13 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท รวมกับโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนอีกกระทงหนึ่งแล้ว เป็นจำคุก 13 ปี 5 เดือน 10 วัน และปรับ 800,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ตัวอย่างคำร้องขอถอนอำนาจปกครองบุตร (ตั้งญาติเป็นผู้ปกครองแทน)ดาวน์โหลดคำร้องขอถอนอำนาจปกครองบุตร (ตั้งญาติเป็นผู้ปกครองแ...
28/08/2026

ตัวอย่างคำร้องขอถอนอำนาจปกครองบุตร (ตั้งญาติเป็นผู้ปกครองแทน)
ดาวน์โหลดคำร้องขอถอนอำนาจปกครองบุตร (ตั้งญาติเป็นผู้ปกครองแทน)ฟรี ตามลิงค์
https://drive.google.com/drive/folders/1NQjR_P0wYDgaZhmNDbqefIwQuH8ZW6ed?usp=sharing

⚖️ดาวน์โหลดตัวอย่างคำฟ้องแพ่ง คดีเรื่องเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญ ชำระบัญชี และเรียกเงินคืน⚖️ ตัวอย่าง หนังสือบอกกล่าวงเลิกหุ...
27/08/2026

⚖️ดาวน์โหลดตัวอย่างคำฟ้องแพ่ง คดีเรื่องเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญ ชำระบัญชี และเรียกเงินคืน
⚖️ ตัวอย่าง หนังสือบอกกล่าวงเลิกหุ้นส่วนสามัญ ชำระบัญชี และเรียกเงินคืน แบ่งกำไร
*******
⚖️ ดาวน์โหลดคำฟ้องเลิกหุ้นส่วนสามัญ ชำระบัญชี และเรียกเงินคืน ตามลิงค์ฟรี
https://drive.google.com/drive/folders/1joi_VUhCXlnXI4uYLjQMNfuspAYbpohd?usp=sharing

🗣️ตัวอย่างคำฟ้องหย่า ค่าเลี้ยงดูบุตร ฟรี 💲💲************************ปพพ มาตรา ๑๕๑๖๕  #เหตุฟ้องหย่า มีดังต่อไปนี้         ...
27/08/2026

🗣️ตัวอย่างคำฟ้องหย่า ค่าเลี้ยงดูบุตร ฟรี 💲💲
************************
ปพพ มาตรา ๑๕๑๖๕ #เหตุฟ้องหย่า มีดังต่อไปนี้
(๑) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันคู่สมรส เป็นชู้หรือมีชู้ ร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ หรือกระทำกับผู้อื่นหรือยอมรับการกระทำของผู้อื่นเพื่อสนองความใคร่ของตนหรือผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(๒) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง
(ก) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง
(ข) ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นคู่สมรสของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ
(ค) ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรสมาคำนึงประกอบ
อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(๓) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(๔) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(๔/๑) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นคู่สมรสกันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(๔/๒) คู่สมรสสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรสได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(๕) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปีโดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(๖) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นคู่สมรสอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรสมาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(๗) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรสต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(๘) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(๙) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรังไม่มีทางที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(๑๐) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสภาพแห่งกายทำให้ไม่อาจร่วมประเวณี หรือไม่อาจกระทำการหรือยอมรับการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของอีกฝ่ายได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

************************
ดาวน์โหลดคำฟ้องหย่า ค่าเลี้ยงดูบุตรฟรี ตามลิงค์

https://drive.google.com/drive/folders/1o29w8q19SiWo8iaSfQBwC-_RXhXadMc1?usp=sharing

 #ตัวอย่างคำฟ้องชายชู้การฟ้องชายชู้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นการฟ้องร้องเรียก "ค่าทดแทน" จากผู้ที่ล่วงเกินภริยา...
25/08/2026

#ตัวอย่างคำฟ้องชายชู้

การฟ้องชายชู้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นการฟ้องร้องเรียก "ค่าทดแทน" จากผู้ที่ล่วงเกินภริยาไปในทำนองชู้สาว โดยผู้ฟ้องจะต้องจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย และมีหลักฐานความสัมพันธ์ที่ชัดเจน เช่น ภาพถ่าย แชต หรือคลิปวิดีโอ โดยต้องยื่นฟ้องที่ศาลเยาวชนและครอบครัวภายใน 1 ปีนับแต่ทราบเรื่อง
*****
หลักฐานที่ต้องใช้
สำเนาใบสำคัญการสมรส
เอกสารส่วนตัวของผู้ฟ้อง (บัตรประจำตัวประชาชน, ทะเบียนบ้าน)
หลักฐานความสัมพันธ์เชิงชู้สาว เช่น ภาพถ่าย ภาพจากกล้องวงจรปิด แชตสนทนา สลิปการโอนเงิน หรือบันทึกการเข้าพักโรงแรมข้อมูลทะเบียนราษฎร์ หรือ
ข้อมูลที่ระบุตัวตนของชายชู้

*****
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1523
เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทน จากสามีหรือภริยาและจากหญิงอื่นหรือชู้ แล้วแต่กรณี
วรรคสอง สามีจะเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินภริยาไปในทำนองชู้สาวก็ได้ และภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวก็ได้


วรรคสาม ถ้าสามีหรือภริยายินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้อีกฝ่ายหนึ่งกระทำการตามมาตรา 1516 (1) หรือให้ผู้อื่นกระทำการตามวรรคสอง สามีหรือภริยานั้นจะเรียกค่าทดแทนไม่ได้



ดาวนโหลดตัวอย่างคำฟ้องชายชู้ ตามลิงค์
https://drive.google.com/drive/folders/1BsxnCGNL9ow1JrEewSdt0o_BgP__1srN?usp=sharing

⚖️ตัวอย่างคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 (คดีหมิ่นประมาท)⚖️ ผู้เสียหายยื่นคำร้องเรียกค่าเสียหายตามประม...
23/08/2026

⚖️ตัวอย่างคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 (คดีหมิ่นประมาท)

⚖️ ผู้เสียหายยื่นคำร้องเรียกค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 44/1 แม้จะเรียกเงินเกิน 300,000 บาท ไม่ถือว่าเกินอำนาจศาลแขวง ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาคำร้องดังกล่าวได้ตามกฎหมาย
***********************
คำพิพากษาฎีกาที่ 8192/2560 🔥🔥
แม้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4) วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาทก็ตาม แต่ ป.วิ.อ. มาตรา 40 บัญญัติว่า "การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะฟ้องต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญาหรือต่อศาลที่มีอำนาจชำระคดีแพ่งก็ได้ การพิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง" การที่บทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาโดยกำหนดให้รัฐ (พนักงานอัยการ) และผู้เสียหายสามารถฟ้องคดีส่วนแพ่งรวมไปกับคดีอาญาและให้ศาลที่พิจารณาคดีอาญาพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งไปในคราวเดียวกัน โดยไม่ต้องไปฟ้องร้องกันใหม่ ก็เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมให้ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยสะดวกและรวดเร็ว ดังนั้น ถึงแม้ว่าในบางกรณีเขตอำนาจปกติของศาลที่พิจารณาคดีอาญาไม่อาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้นได้ก็ตาม ต้องถือว่าเป็นกรณีที่กฎหมายประสงค์จะยกเว้นให้ทำได้ ดังเช่นพนักงานอัยการร้องขอให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 หรือผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 กรณีจึงไม่จำต้องคำนึงว่าศาลที่พิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 2 (1) และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) วรรคหนึ่งหรือไม่ และผู้เสียหายที่ยื่นฟ้องจะขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินมากน้อยเพียงใด ดังนี้ แม้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำนวนเงินที่ขอเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งได้
*****
ดาวโหลดคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ตามลิงค์ ฟรี
https://drive.google.com/drive/folders/122xqySrOiBHxhoRd-lmD6xHH5UsVau0b?usp=sharing

ที่อยู่

ประเทศไทย (กรุงเทพ ลำปาง เชียงใหม่ พิษณุโลก นนทบุรี ปทุมธานี ระยอง ฯลฯ ทุกจังหวัด)
Bangkok
10400

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ทนายความ พร้อมเคียงข้างคุณผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท