13/09/2026
⚖️ ป.พ.พ. เบี้ยปรับ การเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิด มาตรา ๓๗๙, ๓๘๓ วรรคหนึ่ง, ๖๘๖ วรรคสอง
******************
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๗๒๒/๒๕๖๘ 🔥🔥🔥แม้สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จะเป็นอันเลิกกันด้วยเหตุที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ผิดนัดเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ตามสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งตามข้อตกลงดังกล่าวหากโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดได้ราคาน้อยกว่าจำนวนหนี้คงค้างตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ ๑ จะต้องรับผิดค่าขาดราคาแก่โจทก์ก็ตาม แต่ข้อตกลงที่กำหนดให้จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดในส่วนที่ขาดนี้เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๗๙ หากสูงเกินส่วน ศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง เมื่อค่าขาดราคา ๔๓๐,๗๙๖ บาท ที่โจทก์เรียกร้องมานั้น รวมผลประโยชน์ตลอดอายุสัญญาและภาษีมูลค่าเพิ่มของงวดที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระเข้าไว้ด้วย ทั้งสัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญา ค่าขาดราคาที่โจทก์เรียกร้องมานี้จึงสูงเกินส่วน เมื่อพิจารณาถึงเงินลงทุนของโจทก์กับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดประกอบกับทางได้เสียทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดค่าขาดราคาให้แก่โจทก์เป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท
เมื่อข้อเท็จจริงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ว่า ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา ๖๐ วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ ๑ ผิดนัด ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๘๖ วรรคสอง จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในฐานะทายาทโดยธรรม จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาแก่โจทก์
________________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระค่าขาดราคา ๔๓๐,๗๙๖ บาท และค่าขาดประโยชน์ ๑๘,๖๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๔๔๙,๓๙๖ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๑๘,๖๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๘ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๕) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันชำระเงิน ๑๘,๖๐๐ บาท แต่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายนเรศที่ตกได้แก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๕) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ ๒ ต่อปี หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระหนี้ ให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์แทนเป็นเงิน ๑๒,๔๐๐ บาท นอกจากนี้แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เกินมา ๗๗๒ บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ โดยมีนายนเรศทำสัญญาค้ำประกันตามฟ้อง ภายหลังทำสัญญา จำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ ๑ ประจำวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๔ เป็นต้นมา เกินกว่า ๓ งวดติดต่อกัน ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๔ จำเลยที่ ๑ ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ โจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดได้ในราคา ๔๘๓,๐๐๐ บาท สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ ๑ ที่ต้องรับผิดชำระค่าขาดประโยชน์ ๑๘,๖๐๐ บาท แก่โจทก์ ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยคู่ความมิได้อุทธรณ์
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาหรือไม่ เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ๓ งวดติดต่อกัน สัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันทันทีตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ ๑๑.๑ โดยโจทก์ไม่ต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ ทราบล่วงหน้า แม้ต่อมาจำเลยที่ ๑ ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ก็มิใช่การเลิกสัญญากันโดยปริยาย จำเลยที่ ๑ ชอบที่จะต้องรับผิดค่าขาดราคาให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ ๑๔ เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับโจทก์โดยตกลงชำระค่าเช่าซื้อ ๖๘๖,๗๙๖ บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ด้วยวิธีการผ่อนชำระเป็นรายเดือนเริ่มชำระงวดแรกวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๔ งวดต่อไปชำระทุกวันที่ ๒๐ ของเดือนติดต่อกันไปรวม ๔๘ เดือน จำเลยที่ ๑ จึงมีความผูกพันในอันที่จะต้องชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ตามจำนวนและกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามที่โจทก์ฟ้องและนำสืบว่าจำเลยที่ ๑ มิได้ปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญา โดยผิดนัดตั้งแต่งวดที่ ๑ เป็นต้นมา จากนั้นวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๔ จำเลยที่ ๑ ก็ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มีข้อพิพาทโต้แย้งในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์ที่เช่าซื้อกันแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงที่ได้ความแสดงให้เห็นพฤติการณ์ที่ไม่ชำระค่าเช่าซื้อว่าเป็นเพราะจำเลยที่ ๑ ไม่สามารถชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ได้ และที่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ภายหลังที่ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อเกินกว่า ๓ งวดติดต่อกัน บ่งชี้ถึงเจตนาที่แสดงออกมาด้วยว่าจำเลยที่ ๑ ต้องการจะเลิกสัญญาเช่าซื้อ เช่นนั้นแม้จำเลยที่ ๑ ได้ชื่อว่าเป็นลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ จำเลยที่ ๑ ก็ยังบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๓ ที่บัญญัติว่า ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ด้วยส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง อันเป็นบทบัญญัติกำหนดสิทธิและวิธีบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยผู้เช่าซื้อไว้เป็นการเฉพาะนอกจากการเลิกสัญญาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๒ ลักษณะ ๒ สัญญา หมวด ๔ ดังนั้น ที่จำเลยที่ ๑ ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์โดยมีเจตนาเลิกสัญญาดังที่วินิจฉัยมา และโจทก์รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้ สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นอันเลิกกันด้วยเหตุที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ผิดนัดเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๓ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ข้อ ๑๔ ที่กำหนดไว้ใจความว่า เมื่อสัญญานี้สิ้นสุดลงไม่ว่ากรณีที่โจทก์เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา หรือจำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาโดยการส่งมอบรถคืนโจทก์ หรือสัญญาสิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยกรณีอื่นใดก็ตาม และโจทก์ได้กลับเข้าครอบครองรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โจทก์ตกลงว่าจะนำรถไปขายด้วยวิธีการประมูลหรือขายทอดตลาด... ข้อ ๑๔.๓ กำหนดว่า ในกรณีที่รถสามารถขายได้ โจทก์จะนำเอาเงินที่ได้รับสุทธิจากการขายมาหักชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระและค่าเช่าซื้อที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ... แต่หากหักแล้วไม่เพียงพอโดยมีส่วนที่ยังขาดอยู่ จำเลยที่ ๑ ตกลงรับผิดชอบชำระส่วนที่ขาดนั้นให้แก่โจทก์จนกว่าจะครบ ซึ่งในเรื่องนี้โจทก์ก็ได้ฟ้องและนำสืบว่า โจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดได้ราคาน้อยกว่าจำนวนหนี้คงค้างตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผิดค่าขาดราคาแก่โจทก์ แต่ข้อตกลงที่กำหนดให้จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดในส่วนที่ขาดนี้เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๙ หากสูงเกินส่วน ศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง เมื่อค่าขาดราคา ๔๓๐,๗๙๖ บาท ที่โจทก์เรียกร้องมานั้น รวมผลประโยชน์ตลอดอายุสัญญา และภาษีมูลค่าเพิ่มของงวดที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระเข้าไว้ด้วย ทั้งสัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญา ค่าขาดราคาที่โจทก์เรียกร้องมานี้จึงสูงเกินส่วน เมื่อพิจารณาถึงเงินลงทุนของโจทก์กับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดประกอบกับทางได้เสียทุกอย่างอื่นชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดค่าขาดราคาให้แก่โจทก์เป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาขอดอกเบี้ยของค่าขาดราคามาด้วย ศาลฎีกาจึงไม่กำหนดดอกเบี้ยของค่าขาดราคาให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ วินิจฉัยว่าคู่สัญญาต่างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดค่าขาดราคา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน เมื่อรวมค่าขาดประโยชน์ที่จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นเงิน ๑๘,๖๐๐ บาท แล้ว จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดต่อโจทก์ ๑๖๘,๖๐๐ บาท ส่วนที่โจทก์ฎีกาให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รับผิดในค่าขาดราคานั้น เนื่องจากค่าขาดราคาเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่มีการขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อแล้ว เมื่อนายนเรศผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา ๖๐ วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ ๑ ผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๖ วรรคสอง ซึ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในฐานะทายาทโดยธรรมจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาแก่โจทก์
อนึ่ง คดีมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกา ๔๓๐,๗๙๖ บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาล ๘,๑๖๕ บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามา ๘,๔๙๗ บาท และค่าขึ้นศาลอนาคต ๑๐๐ บาท เกินมา ๔๓๒ บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาแก่โจทก์
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๑๖๘,๖๐๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๘,๖๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๕) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ ๒ ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ เฉพาะค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่โจทก์ชำระเกินมา ๓๓๒ บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ