FACT: FTI ASEAN Center Thailand

FACT: FTI ASEAN Center Thailand ศูนย์บริการข้อมูลอาเซียนเพื่อภาคอ?

เก็บตกข่าวอาเซียน (ช่วงบ่าย)ประจำวันที่ 10 สิงหาคม 2559++ รมต. การต่างประเทศ สปป.ลาว เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางกา...
10/08/2016

เก็บตกข่าวอาเซียน (ช่วงบ่าย)
ประจำวันที่ 10 สิงหาคม 2559

++ รมต. การต่างประเทศ สปป.ลาว เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีด้านต่างๆ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะให้การต้อนรับนายสะเหลิมไซ กมมะสิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อแนะนำตัวเนื่องในโอกาสรับตำแหน่งใหม่ก่อนจะเข้าพบพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาลในวันนี้ โดยจะหารือเกี่ยวกับการกระชับและส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีในภาพรวม การติดตามผลการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายกรัฐมนตรีแห่ง สปป.ลาว เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา อาทิ การพัฒนาความเชื่อมโยงในภูมิภาค การพัฒนาความเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวข้ามแดน การปรับปรุงและใช้บังคับแนวปฏิบัติ กฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน ความร่วมมือด้านพลังงาน ความร่วมมือด้านแรงงาน ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ที่มา: aseanthai ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 2559
ที่มารูปภาพ: aseanthai

++ รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-รัสเซีย ยกระดับการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างกัน
อาเซียนและรัสเซียตกลงที่จะศึกษาความเป็นไปได้ในการเปิดการเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียนและสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (FTA ASEAN-EAEU) เพื่อผลักดันการค้าและการลงทุนระหว่างสองฝ่ายร่วมกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในการประชุมระหว่างรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนและนาย Alexey V. Ulyukaev รัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาเศรษฐกิจสหพันธรัฐรัสเซีย เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2559 ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนและรัสเซียได้หารือประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ ข้อเสนอของรัสเซีย ซึ่งเสนอในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 ที่จะให้มีการริเริ่มการศึกษาร่วมกันเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการจัดทำ FTA ระหว่างสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียและอาเซียน โดยได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายไปหารือในรายละเอียดก่อนที่จะดำเนินการในขั้นต่อไป สำหรับความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนงานความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนอาเซียน-รัสเซียหลังปี 2558 ที่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและแสวงหาโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างอาเซียนและรัสเซียนั้น โดยที่ประชุมเห็นชอบให้เพิ่มกิจกรรมภายใต้ความร่วมมือในสาขาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือ e-Commerce ทั้งนี้ รัสเซียเห็นพ้องกับไทยว่า e-Commerce เป็นสาขาสำคัญที่จะช่วยเปิดประตูการค้าให้กับผู้ประกอบการของทั้งอาเซียนและรัสเซียที่มีที่ตั้งอยู่ห่างไกลกัน โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งสอดรับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลไทยในขณะนี้ด้วย
ที่มา: aseanthai ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 2559
ที่มารูปภาพ: aseanthai

++ การส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจการค้าผ่านระบบ ASEAN Single Window
ในเรื่องของการอำนวยความสะดวกทางการค้า นอกจากที่รัฐบาลต้องการให้ระบบราชการของไทยมีการบริหารจัดการที่มีความโปร่งใสและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนด้วยการออกกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการมาแล้ว ทุกหน่วยราชการต้องปรับปรุงกฎระเบียบของตัวเอง ลดขั้นตอนต่างๆ ให้น้อยลง กระทรวงพาณิชย์ก็มีคู่มือให้กับประชาชน ให้เข้าใจวิธีในการมาติดต่อกระทรวง ซึ่งเราก็ได้ทบทวน ลดขั้นตอน และทำคู่มือ การดำเนินการต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน และได้รายงานผลกับรัฐบาลไปแล้ว นอกจากนี้เรายังได้พยายามที่จะลดภาระให้กับประชาชน ที่จะไม่ต้องเดินทางมาติดต่องานที่กระทรวงฯ เราจึงพัฒนาระบบการยื่นเอกสารต่างๆ ผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ ใช้เทคโนโลยีด้านดิจิตอลให้เป็นประโยชน์ เพื่อก้าวเข้าสู่สังคมดิจิตอล ที่รัฐได้มีนโยบาย เราสามารถทำธุรกรรมผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้มากมาย อย่างเช่นตอนนี้สมารถเชื่อมโยงข้อมูลกับอาเซียนผ่านระบบ ASEAN Single Window ในการส่งออกสินค้าไปอาเซียน ต่อไปไม่จำเป็นต้องมายื่นเอกสารของหลายๆ หน่วยงาน แต่ละประเทศก็ทำ National Single Window ของตน แล้วมาเชื่อมต่อกัน ประเทศไทยก็ทดลองทำสินค้าบางตัวที่ต้องมีการขออนุญาตการนำเข้าส่งออก เช่น ข้าว เป็นต้น เป็นตัวแรกที่ทดลองทำ และใกล้เสร็จสิ้นแล้ว ต่อไปก็จะทดลองเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับสิงค์โปร์และมาเลเซีย ดังนั้นถ้าสำเร็จจะทำให้การส่งออกในอาเซียนสะดวกมากขึ้น
ที่มา: aseanthai ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม 2559
ที่มารูปภาพ: aseanthai

+++ เกาหลีใต้วิตกยอดใช้จ่ายภาคเอกชนอ่อนแอท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน
กระทรวงการคลังของเกาหลีใต้แสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวที่อ่อนแอของการบริโภคภาคเอกชน ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้ออย่างยาวนาน ทั้งภายในและต่างประเทศ รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Green Book ของกระทรวง ระบุว่า อุปสงค์ภายในประเทศฟื้นตัวขึ้นอย่างมีข้อจำกัด เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงช่วงขาลงทั้งภายในและต่างประเทศ เช่น Brexit หรือการตัดสินใจแยกตัวจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ และปัญหาในการปรับโครงสร้างอุสาหกรรมการต่อเรือและขนส่งสินค้าทางทะเล การปรับลดภาษีการบริโภคที่สิ้นสุดลงชั่วคราว ยังมีส่วนทำให้การฟื้นตัวของการใช้จ่ายของผู้บริโภคชะลอตัวลงอีกด้วย รายงานดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของสถาบันพัฒนาเกาหลีที่ระบุว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เศรษฐกิจเกาหลีใต้จะฟื้นตัวในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากการปรับลดภาษีชั่วคราวได้สิ้นสุดลงแล้ว ในขณะที่ยังอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างอุตสาหรรมการต่อเรือและการขนส่งสินค้าทางทะเล รายงานของสถาบันพัฒนาเกาหลีบ่งชี้ว่า ดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจได้ฟื้นตัวขึ้น แต่ส่วนใหญ่เนื่องจากผลกระทบจากการใช้นโยบาย เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางเกาหลีใต้และการอนุมัติงบประมาณพิเศษในช่วงครึ่งปีหลังของรัฐบาล ทั้งนี้ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา สู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.25% ในขณะที่รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ยื่นข้อเสนอเพื่อจัดทำงบประมาณพิเศษต่อที่ประชุมรัฐสภา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่อ่อนแอ
ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) วันอังคารที่ 9 สิงหาคม 2559
ที่มารูปภาพ: เจ้าพระยานิวส์

เรียบเรียงโดย: ศูนย์อาเซียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประทศไทย (FACT)
ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาเซียนได้ที่ http://www.fact.fti.or.th

เก็บตกข่าวอาเซียน (ช่วงเช้า)ประจำวันที่ 10 สิงหาคม 2559+++ขยายค้าจีน-อาเซียนนางวรรณภรณ์ เกตุทัต ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาตลา...
10/08/2016

เก็บตกข่าวอาเซียน (ช่วงเช้า)
ประจำวันที่ 10 สิงหาคม 2559

+++ขยายค้าจีน-อาเซียน
นางวรรณภรณ์ เกตุทัต ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและเอเชีย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวภายในงานแถลงข่าวจัดงานไชน่า-อาเซียน เอ็กซ์โป ครั้งที่ 13 ว่า การมีข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอจีน-อาเซียน) เป็นอีกหนึ่งกลไกส่งเสริมการค้าระหว่างจีนกับอาเซียนให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกและจีนจะชะลอตัวลง แต่มูลค่าการค้าระหว่างจีนกับไทยก็ยังมีการขยายตัว ด้านนางหยาง เยี่ยนเยี่ยน รองเลขาธิการสำนักงานเลขาธิการเอ็กซ์โปไชน่า-อาเซียน กล่าวว่า ไทยถือเป็นคู่ค้าที่สำคัญของจีนในภูมิภาคอาเซียน ปัจจุบันมูลค่าการค้าระหว่างจีนกับอาเซียนอยู่ที่ 4.72 แสนล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่าการค้าระหว่างจีนกับไทยอยู่ที่ 7.54 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และความร่วมมือระหว่างจีนกับไทยจะมีเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ทั้งด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการศึกษา ทั้งนี้ ปัจจุบันมีเที่ยวบินจากจีนเดินทางเข้ามายังภูมิภาคอาเซียนมากถึง 1 หมื่นเที่ยวบิน/ปี จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในอาเซียนก็เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงจำนวนนักศึกษาชาวจีนที่เดินทางเข้ามาเรียนแลกเปลี่ยนในอาเซียนก็มีเพิ่มมากขึ้น นางจาง เพ่ยตง อุปทูตฝ่ายพาณิชย์สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กล่าวว่า งานแสดงสินค้าไชน่า-อาเซียน เอ็กซ์โป มีส่วนช่วยส่งเสริมความร่วมมือทางการค้า การลงทุนระหว่างจีนและอาเซียนมาอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่จะยกระดับความร่วมมือกันเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีส่วนช่วยส่งเสริมนโยบายเส้นทางสายไหมของจีน อีกทั้งยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอาเซียนด้วย
ที่มา: โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2559
ที่มารูปภาพ: uasean

++ เกาหลีใต้เผยยอดส่งออกรถยนต์เดือน ก.ค. ร่วง 14.9% เหตุเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
กระทรวงการค้าอุตสาหกรรมและพลังงาน เกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ยอดส่งออกรถยนต์เดือน ก.ค. ของเกาหลีใต้ร่วงลง 14.9% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 219,982 คัน โดยมีสาเหตุมาจากการผละงานประท้วงของแรงงานในอุตสาหกรรมรถยนต์ และเศรษฐกิจทั่วโลกที่ชะลอตัวลงส่วนมูลค่าการส่งออกรถยนต์ในเดือนดังกล่าวร่วงลง 14.6% สู่ระดับ 3.39 พันล้านดอลลาร์ สำหรับยอดขายรถยนต์ภายในประเทศปรับตัวลง 12.1% เทียบรายปี สู่ระดับ 137,992 คัน ในเดือน ก.ค. ขณะที่ยอดนำเข้ารถยนต์ดิ่งลง 25% สู่ระดับ 17,338 คัน เนื่องจากกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการโกงทดสอบค่าประหยัดพลังงานของบริษัทโฟล์คสวาเกนนั้น ได้ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์รถยนต์หรูจากต่างประเทศ ส่วนการผลิตรถยนต์ในเกาหลีใต้ลดลง 10.8% สู่ระดับ 361,158 คัน ในเดือน ก.ค. เนื่องจากเหตุการณ์ประท้วงที่เกิดขึ้นในโรงงานบางแห่งภายในประเทศ
ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 2559
ที่มารูปภาพ: autospinn.com

++ นักวิเคราะห์คาดธนาคารกลางอินเดียคงอัตราดอกเบี้ย
ธนาคารกลางอินเดียจะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมในการประชุมเมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของนายรากุราม ราจัน ผู้ว่าธนาคารกลางอินเดีย ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งเมื่อกลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ภายหลังจากที่มีเสียงวิจารณ์เรื่องความแตกแยกกับพรรคบีเจพี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล โดยผู้ว่าแบงก์ชาติอินเดียวางแผนที่จะกลับเข้าสู่วงการศึกษา แม้ว่าจะดำรงตำแหน่งได้เพียง 1 สมัยก็ตาม ธนาคารกลางอินเดียมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 6.5% ในการประชุมเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมา ภายหลังจากที่แนวโน้มเงินเฟ้อของอินเดียยังไม่มีความแน่นอน ดังนั้นทางธนาคารกลางจึงยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ แต่จุดยืนด้านนโยบายการเงินจะยังคงอยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมต่อไป
ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 2559
ที่มารูปภาพ: smartsme.tv

++จับประเด็น: 16 ชาติดันเจรจา RCEP ต้องสรุปสิ้นปีนี้
รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือของอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) ที่ สปป.ลาว ว่า อาเซียนได้ประชุมร่วมกับคู่เจรจา 6 ประเทศ ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เพื่อติดตามความคืบหน้าการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) โดยได้ย้ำให้การเจรจาจะต้องสรุปผลภายในปี 2559 นี้ และได้มอบหมายให้คณะกรรมการเจรจาที่จะประชุมกันในวันที่ 12-19 ส.ค. 2559 หารือกันเพื่อให้ได้ข้อยุติ
ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 2559
ที่มารูปภาพ: manager.co.th
เรียบเรียงโดย: ศูนย์อาเซียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประทศไทย (FACT)
ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาเซียนได้ที่ http://www.fact.fti.or.th

เก็บตกข่าวอาเซียน (ช่วงบ่าย)ประจำวันที่ 9 สิงหาคม 2559++ ธปท. ชี้ผลประชามติหนุน ศก. ไทยครึ่งปีหลังโตได้ดีขึ้นผู้ว่าฯ ธปท...
09/08/2016

เก็บตกข่าวอาเซียน (ช่วงบ่าย)
ประจำวันที่ 9 สิงหาคม 2559

++ ธปท. ชี้ผลประชามติหนุน ศก. ไทยครึ่งปีหลังโตได้ดีขึ้น
ผู้ว่าฯ ธปท. ชี้ผลประชามติหนุนเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังเติบโตได้ดีขึ้น พร้อมร่วมทีดีอาร์ไอสร้างโมเดลใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) กล่าวในงานสัมนาวิชาการเชิงสังเคราะห์ "โมเดลใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจ" ที่ ธปท. ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ว่า การที่ประชาชนส่วนใหญ่มีมติรับร่างรัฐธรรมนูญถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังของปีนี้และในระยะต่อไปเนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลง และจะมีการเลือกตั้งตามโรดแมปในปีหน้า ส่งผลดีต่อภาคการลงทุน เพราะนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศมีความเชื่อมั่นมากขึ้น สำหรับแนวทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปในโมเดลใหม่ที่จะนำพาให้เศรษฐกิจไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลางนั้น เศรษฐกิจไทยต้องมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความกินดีอยู่ดีให้คนไทย ครอบคลุมถึงการกระจายรายได้และมีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน มากกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว เพราะการไม่ปรับตัวตามโมเดลใหม่ เศรษฐกิจไทยจะโตได้น้อยลงเรื่อยๆ จากที่เคยโตเฉลี่ย 7-8% ต่อปี มาปัจจุบันโตเฉลี่ย 3-4% หากไม่ปรับไปโตแนวใหม่หรือทำให้พ้นกับดักรายได้ปานกลาง คนไทยก็จะเพิ่มรายได้ไม่ได้ ฉะนั้น ธปท. จึงได้ร่วมกับทีดีอาร์ไอจัดสร้างโมเดลใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยทำการวิจัยมาเป็นระยะเวลา 3 ปี แล้วซึ่งจากผลการวิจัยได้แนะนำการแก้ปัญหาใน 3 มิติ คือ การขยายตัวของเศรษฐกิจ การกระจายรายได้และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการปฏิรูปเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างยั่งยืน
ที่มา: post today news ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม 2559
ที่มารูปภาพ: post today

++ อาคารคอมเพล็กซ์ Chengdu IFS ได้รับมาตรฐาน LEED EBOM Platinum เป็นแห่งแรกในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน
จอห์นสัน คอนโทรลส์ (Johnson Controls) ผู้บุกเบิกโซลูชั่นอาคารแบบครบวงจร จับมือกับ Wharf สร้างอาคารแห่งใหม่ที่เป็นสัญลักษณ์ของความยั่งยืนและได้มาตรฐานอาคารสีเขียวระดับโลก อาคารคอมเพล็กซ์ Chengdu International Finance Square (Chengdu IFS) ซึ่งเป็นโปรเจคยักษ์ของบริษัท Wharf (Holdings) Limited ได้รับมาตรฐาน LEED EBOM (Existing Buildings: Operations & Maintenance) Platinum เป็นแห่งแรกในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ด้วยประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 35% อาคาร Chengdu IFS จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของความยั่งยืนในภูมิภาคนี้ โดยจอห์นสัน คอนโทรลส์ ผู้ให้คำปรึกษาด้านพลังงาน ระบบ HVAC (ระบบทำความร้อน ระบายอากาศ และปรับอากาศ) และผลิตภัณฑ์ควบคุมอาคาร ตลอดจนให้บริการด้านการดำเนินงานและการซ่อมบำรุง ได้ร่วมมือกับ Wharf จนบรรลุพันธกิจในการสร้างอาคารสีเขียวแห่งนี้ Chengdu IFS ซึ่งเป็นอาคารคอมเพล็กซ์เชิงพาณิชย์ของ Wharf ตั้งอยู่บนทำเลทองในย่านธุรกิจสำคัญบนถนนชุนสีใจกลางเมืองเฉิงตู คอมเพล็กซ์แห่งนี้ประกอบไปด้วยศูนย์การค้าขนาดใหญ่ อาคารสำนักงานระดับพรีเมียม 2 อาคาร โรงแรม Niccolo และอาคารที่พักสุดหรู Chengdu IFS จะเป็นสุดยอดคอมเพล็กซ์ในภาคตะวันตกของจีน ที่พร้อมมอบสุดยอดประสบการณ์ให้แก่นักช้อป ผู้มาเยือน และผู้เช่ากระทรวงการพัฒนาเมืองและชนบทและที่อยู่อาศัยของจีนระบุว่า ภาคการก่อสร้างมีการใช้พลังงานคิดเป็นสัดส่วน 27.5% ของการใช้พลังงานโดยรวมในจีน และคาดว่าสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 35% ภายในปี 2563
ที่มา: Asianet Press Releaseฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 2559
ที่มารูปภาพ: prc-magazine.com

++ ลงทุนสายส่ง 6 แสนล้าน
รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. ยังเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าเพื่อขยายระบบส่งรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น รวมถึงโรงไฟฟ้าใหม่ที่จะเข้าระบบ ตลอดจนการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าทั่วประเทศที่เสื่อมสภาพตามอายุ ซึ่งในช่วงปี 2558-2568 จะใช้เงินลงทุนกว่า 6 แสนล้านบาท กฟผ. ให้ความสำคัญกับการดูแลระบบสายส่งไฟฟ้าเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการจ่ายไฟฟ้าหรือไฟฟ้าดับ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีการศึกษาว่าไฟฟ้าดับที่เกิดขึ้นต่อหน่วยจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ 80 บาท ดังนั้น ในระยะยาวต้องมีการวางแผนการลงทุนให้ชัดเจน เพื่อรองรับความต้องการใช้ที่จะเพิ่มขึ้น รองผู้ว่าการนโยบายและแผน กฟผ. กล่าวว่า เงินลงทุนที่จะนำมาใช้ในระบบสายส่งอยู่ระหว่างการพิจารณา เบื้องต้นจะใช้แหล่งเงินกู้ในประเทศ แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องเพดานหนี้สาธารณะ ดังนั้นอาจเป็นไปได้ที่จะเลือกใช้วิธีการระดมทุนโดยใช้กลไกกองทุนสาธารณูปโภคนำโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 2 มาใช้เป็นสินทรัพย์สำหรับการสร้างระบบสายส่งไฟฟ้ารองรับโครงการโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) ของกลุ่ม บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ กำลังการผลิต 5,000 เมกะวัตต์ นั้น เบื้องต้นจะใช้เงินลงทุนรวม 7,500 ล้านบาท ควรจะได้รับการพิจารณาต้นปี 2560 เพื่อที่จะมีระยะเวลาในการก่อสร้างให้ทันกับโรงไฟฟ้าแห่งแรกที่จะเข้าระบบในปี 2564
ที่มา: post today news ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 2559
ที่มารูปภาพ: post today

++ รัฐมนตรีเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก เร่งส่งเสริมการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาค
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2559 ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ว่า ในการประชุมครั้งนี้รัฐมนตรีเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจโลกที่สำคัญ เช่น ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาในปัจจุบัน และการออกจาก EU ของสหราชอาณาจักร ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนต่อระบบเศรษฐกิจโลก และอาจทำให้ประเทศต่างๆ ดำเนินนโยบายในเชิงปกป้องมากขึ้น ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าประเทศเอเชียตะวันออกควรดำเนินความร่วมมือที่ส่งเสริมการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะการเจรจา RCEP ที่ควรเร่งสรุปการเจรจา และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่ควรสนับสนุนให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วมด้วย ที่ประชุมเห็นถึงความสำคัญในการดำเนินความร่วมมือเพื่อลดปัญหาอุปสรรคทางการค้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีแนวปฏิบัติในการออกกฎระเบียบที่ดีในภูมิภาค (Good Regulatory Practice: GRP) ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของการค้าการลงทุนระหว่างประเทศในภูมิภาค
ที่มา: aseanthai.net ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม 2559
ที่มารูปภาพ: th.aectourismthai.com

เรียบเรียงโดย: ศูนย์อาเซียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประทศไทย (FACT)
ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาเซียนได้ที่ http://www.fact.fti.or.th

เก็บตกข่าวอาเซียน (ช่วงเช้า)ประจำวันที่ 9 สิงหาคม 2559++ อาเซียน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ จับมือปรับปรุงความตกลงการค้าเส...
09/08/2016

เก็บตกข่าวอาเซียน (ช่วงเช้า)
ประจำวันที่ 9 สิงหาคม 2559

++ อาเซียน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ จับมือปรับปรุงความตกลงการค้าเสรี
รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ หารือกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เห็นชอบให้เริ่มทบทวนความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (AANZFTA) ปีหน้า โดยนำผลการเจรจา RCEP มาร่วมพิจารณายกระดับความตกลงฯ ด้วย หวังตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจและพร้อมรองรับสถานการณ์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนร่วมกับรัฐมนตรีการค้าของออสเตรเลีย (H.E. Mr. Steven Ciobo) และนิวซีแลนด์ (H.E. Mr. Todd McClay) เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2559 ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ว่า ที่ประชุมฯ ได้รับรองขอบเขตการดำเนินงานเพื่อทบทวนความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (TOR for General Review of the AANZFTA) ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในช่วงต้นปี 2560 และตั้งเป้าหมายสรุปผลภายใน 2 ปี โดยที่ประชุมเห็นชอบให้นำผลการเจรจา RCEP รวมทั้งผลลัพธ์จาก FTA ต่างๆ ที่อาเซียน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นภาคีอยู่ มาใช้ประกอบการทบทวนต่อยอดภายใต้ความตกลง AANZFTA เพื่อให้เป็นความตกลงที่ลึกซึ้งและกว้างขวางยิ่งขึ้น ตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจ และบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
ที่มา: aseanthai.net ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม 2559
ที่มารูปภาพ: aseanwatch.org

++ Pay Ease จับมือ KG Inicis ให้บริการชำระเงินออนไลน์ในจีนและเกาหลีใต้
Pay Ease ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Mozido และเป็นผู้นำด้านการชำระเงินในจีน ประกาศความร่วมมือกับ KG Inicis ผู้ให้บริการชำระเงินชั้นนำของเกาหลีใต้ เพื่อให้บริการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคในประเทศจีนและเกาหลีใต้ การเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ KG Inicis จะช่วยให้บริการชำระเงินมีความสะดวกสบายและปลอดภัยมากขึ้นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคทั้งในจีนและเกาหลีใต้ Pay Ease มีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับ KG Inicis ในการพัฒนาตลาดต่างประเทศ ขยายบริการชำระเงินทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ ตลอดจนช่วยให้ลูกค้าในจีนและเกาหลีใต้ได้รับบริการที่ดีขึ้นและมีตัวเลือกมากขึ้น ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ Pay Ease จะช่วยเหลือผู้ค้าต่างประเทศในการรุกเข้าสู่ตลาดเกาหลีใต้ ในขณะที่ KG Inicis จะช่วยจัดหาบริการชำระเงินที่สะดวกสบายให้แก่ผู้บริโภคในจีน การทำงานร่วมกันเช่นนี้จะช่วยให้การชำระเงินเป็นไปอย่างปลอดภัยและรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถบุกตลาดเกาหลีใต้ได้ รวมทั้งช่วยแก้ปัญหาการชำระเงินและการหักบัญชีระหว่างประเทศ ตลอดจนสร้างระบบการชำระเงินที่มีความสะดวกสบายมากขึ้นให้แก่ผู้บริโภคในเกาหลีใต้
ที่มา: Asianet Press Release ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 2559
ที่มารูปภาพ: chinabusinessnews.com

++ สร้างเอสเอ็มอีสู่ 4.0
กลุ่มบริษัทเซ็นทรัลพัฒนาได้จัดงาน “เอสเอ็มอี ธิงค์บิ๊กคิดให้ใหญ่ ไปได้ไกล กับกลุ่มเซ็นทรัล” เปิดโอกาสเอสเอ็มอีจับคู่ธุรกิจกับ 5 บริษัท รวม 9 แบรนด์ ในเครือเซ็นทรัล โดยมีผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และเอสเอ็มอี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า เอสเอ็มอีเป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศไทย ประเทศไทยจะเจริญไม่ได้ รายได้ก็จะไม่ดี ถ้าเอสเอ็มอีไม่เติบโต โดยทุกวันนี้ถือเป็นยุคทองของเอสเอ็มอี ซึ่งทุกวันนี้ตลาดเอสเอ็มอีโตขึ้นมาก กลุ่มเซ็นทรัลพร้อมนำประสบการณ์ในธุรกิจค้าปลีกกว่า 60 ปี เพื่อช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้เข้าถึงช่องทางจำหน่ายกว่า 1,300 จุด ทั้งในและต่างประเทศ ช่องทางร้านค้าปลีกทั้งห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ รมช.พาณิชย์ ปาฐกถาพิเศษในงานหัวข้อ “เอสเอ็มอี คิดการใหญ่” ว่า ผู้ประกอบการในประเทศไทยจะต้องปรับธุรกิจเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ที่โลกมีการเปลี่ยนแปลง และรูปแบบเศรษฐกิจของประเทศก็เปลี่ยนแปลงเช่นกัน รัฐบาลกำลังผลักดันประเทศไทยก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 เพื่อให้ทุกส่วนของประเทศเติบโตไปด้วยกัน และมีความเข้มแข็งไปด้วยกัน มีความเกี่ยวข้องกับทุกคน ซึ่งอุตสาหกรรม 4.0 ถอดรหัสมาจากคำพูดของนายกรัฐมนตรีที่ระบุว่า เราจะต้องเติบโตไปด้วยกันและไม่ทิ้งคนข้างหลัง จึงนำไปสู่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ 2 ด้าน ทั้งการสร้างการเติบโตภายในเพื่อเชื่อมโยงกับตลาดโลก คุณเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า เอสเอ็มอีในไทยแบ่งเป็นเอสเอ็มอี 2.0 มีสัดส่วน 35% เอสเอ็มอี 2.5 มีสัดส่วน 35% เอสเอ็มอี 3.0 มีสัดส่วน 25% เอสเอ็มอี 3.5 มีสัดส่วน 3-4% และเอสเอ็มอีที่ก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 แล้วมีไม่ถึงสัดส่วน 1% ดังนั้นจึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันทำงาน เพื่อผลักดันให้ภายใน 5 ปีข้างหน้า เอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ จะต้องเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 และพร้อมแข่งขันในตลาดโลก
ที่มา: post today news ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 2559
ที่มารูปภาพ: post today

++ ชงแผนดันค้าชายแดน
เอกชนชงยุทธศาสตร์ 3 ด้านเสนอ “พาณิชย์” ดันเป้าหมายการค้าชายแดนและผ่านแดนปี 2559 โต 15% มูลค่า 1.7 ล้านล้าน รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและประธานคณะกรรมการความร่วมมือเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน เปิดเผยว่า จะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการค้าชายแดนและการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน ให้ผลักดันยุทธศาสตร์การค้าชายแดนใน 3 ประเด็น คือ การขยายการอำนวยความสะดวกการค้า การเพิ่มปริมาณการค้า และการเพิ่มกำลังซื้อ หากทำได้ตามแผนคาดว่าจะทำให้ยอดการผลักดันการค้าชายแดนและผ่านแดนเป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งปี 2559 ที่กำหนดไว้ 1.7 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 15% จากปี 2558 ที่มีมูลค่าการค้าชายแดนรวม 1.4 ล้านล้านบาท โดยปริมาณการค้าที่เพิ่มเข้ามา 3 แสนล้านบาท เป็นค้าชายแดน 2 แสนล้านบาท และค่าผ่านแดน 1 แสนล้านบาทประเทศเพื่อนบ้านอนุญาตให้รถบรรทุกของไทยเข้าประเทศไกลกว่านั้นแล้ว ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ให้คึกคัก หากไทยไม่เปิดก็อาจจะเสียโอกาสนั้นไป แต่หากเปิดเศรษฐกิจบริเวณชายแดนฝั่งไทยก็จะคึกคัก มีร้านค้า ที่พัก รวมไปถึงการเปิดศูนย์กระจายสินค้าในพื้นที่อีกด้วย แต่การจะเปิดให้รถบรรทุกจากประเทศเพื่อนบ้านให้เข้ามานั้น จะต้องนำเข้าหารือกันหลายหน่วยงาน ทั้งการขนส่งทางบก กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการต่างประเทศ
ที่มา: post today news ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 2559
ที่มารูปภาพ: post today

เรียบเรียงโดย: ศูนย์อาเซียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประทศไทย (FACT)
ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาเซียนได้ที่ http://www.fact.fti.or.th

วันอาเซียน ASEAN DAY☛ วันที่ 8 สิงหาคม ของทุกปีเป็นวันครบรอบวันแห่งการก่อตั้งอาเซียน โดยประเทศไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์...
08/08/2016

วันอาเซียน ASEAN DAY

☛ วันที่ 8 สิงหาคม ของทุกปีเป็นวันครบรอบวันแห่งการก่อตั้งอาเซียน โดยประเทศไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ได้ร่วมกันจัดตั้งสมาคมอาสา (ASA : Association of South East Asia) ขึ้นในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2504 เพื่อการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม แต่ดำเนินการได้เพียง 2 ปี ก็ต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากความผกผันทางการเมืองระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย จนเมื่อทั้งสองฟื้นฟูสัมพันธภาพระหว่างกัน จึงได้มีการแสวงหาลู่ทางจัดตั้งองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจขึ้นในภูมิภาค คือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยสมาคมได้มีพัฒนาการมาเป็นลำดับ และไทยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันความร่วมมือของอาเซียนให้มีความคืบหน้ามาโดยตลอด โดยเมื่อเริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2510 สภาพแวดล้อมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความตึงเครียดอันเป็นผลมาจากสงครามเย็น ซึ่งมีความขัดแย้งด้านอุดมการณ์ระหว่างประเทศที่สนับสนุนอุดมการณ์เสรีนิยมประชาธิปไตยกับประเทศที่ยึดมั่นในอุดมการณ์สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ในขณะเดียวกันความขัดแย้งด้านดินแดนระหว่างประเทศในภูมิภาค เช่น ความขัดแย้งระหว่างมลายาและฟิลิปปินส์ในการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนซาบาห์และซาราวัก รวมทั้งการที่สิงคโปร์แยกตัวออกจากมลายา ทำให้หลายประเทศเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นในการร่วมมือกันระหว่างประเทศในภูมิภาค

☛ ดร.ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ซึ่งในขณะนั้นท่านได้มีบทบาทสำคัญในการเดินทางไปเจรจาไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเหล่านั้น ด้วยแนวคิดด้านสันติภาพ ความก้าวหน้า ความมั่งคั่ง และความเจริญรุ่งเรืองของอาเซียน ดร.ถนัดฯ ได้เชิญให้รัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีก 4 ประเทศ คือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ มาหารือร่วมกันที่แหลมแท่น จังหวัดชลบุรี ซึ่งผู้แทนทั้ง 5 ประเทศที่ร่วมลงนามในปฏิญญากรุงเทพ ประกอบด้วย นายอาดัม มาลิก รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย นายตุน อับดุล ราชัก บิน ฮุสเซน รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกลาโหมและรัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติมาเลเซีย นายนาซิโซ รามอส รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ นายเอส ราชารัตนัม รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ และพันเอก (พิเศษ) ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจากประเทศไทย และนำมาสู่การลงนามในคำประกาศปฏิญญาก่อตั้งอาเซียน เรียกว่า ASEAN Declaration หรือ ปฏิญญาอาเซียน หรือที่เรียกกันว่า Bangkok Declaration หรือ ปฏิญญากรุงเทพ ที่ร่างเสร็จสมบูรณ์และลงนามอย่างเป็นทางการ ในเช้าวันอังคารที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 ณ กระทรวงการต่างประเทศ วังสราญรมย์ กรุงเทพมหานคร ไทยจึงถือเป็นทั้งประเทศผู้ร่วมก่อตั้งและเป็น “บ้านเกิด” ของอาเซียน

☛ หลังจากจัดตั้งประชาคมอาเซียนเมื่อ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 แล้ว อาเซียนได้ขยายสมาชิกภาพขึ้นมาเป็นลำดับ โดยเปิดรับสมาชิกใหม่จากประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มเติมเป็นระยะ ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ 8 มกราคม พ.ศ. 2527 สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ 28 กรกฏาคม พ.ศ. 2538 สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ 23 กรกฏาคม พ.ศ. 2540 และราชอาณาจักรกัมพูชา เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ 30 เมษายน พ.ศ. 2542 ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีที่ 49 ที่องค์กรแห่งนี้ได้ก่อตั้งมา นับเป็นก้าวสำคัญที่ไทยได้มีบทบาทเชื่อมโยงประเทศที่ตั้งอยู่บนภาคพื้นทวีปและประเทศที่เป็นหมู่เกาะทั้งหมดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยมีประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลาง

☛ ปัจจุบันอาเซียนประสบความสำเร็จในการบรรลุถึงเป้าหมายสำคัญๆ และเจตนารมย์ที่กำหนดไว้ในปฏิญญากรุงเทพฯ อย่างน่าพอใจ ทั้งในด้านการเมืองและความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมและด้านการพัฒนาความสัมพันธ์กับโลกภายนอก ทั้งนี้ ท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจอย่างมากในเวทีโลก และตลาดการค้าระหว่างประเทศของไทยกำลังพบกับบทท้าทายสำคัญ เพราะความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามสถานการณ์โลก ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และการเปิดตลาดการค้า การลงทุน เศรษฐกิจโลกที่อยู่ในช่วงปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง อาทิ ประเทศกำลังพัฒนาๆ ประเทศให้มีความก้าวหน้าในการพัฒนาเศรษฐกิจทำให้เกิดการขยายตัวของเมือง ทำให้มีชนชั้นกลางเพิ่มมากขึ้นและมีกำลังซื้อสูงขึ้น โครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เช่น ญี่ปุ่น ขณะที่สังคมรุ่นหนุ่มสาว เช่น อินเดีย ทำให้มีความเปลี่ยนแปลงในรสนิยมและความต้องการของผู้บริโภค ประจวบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในประเทศที่มีบทบาทสำคัญและถือเป็นตลาดดั้งเดิมของไทย เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา มีความเปราะบางในภาคการเงิน ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ส่งผลอย่างมีนัยยะต่อโครงสร้างการค้าระหว่างประเทศของไทย ดังนั้น การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนและการรวมตลาดอาเซียนให้เป็นตลาดเดียวที่มีขนาดใหญ่ จะทำให้อาเซียนมีความน่าสนใจและดึงดูดการลงทุน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการจ้างงานและแก้ไขปัญหาความยากจนในภูมิภาคได้ กล่าวอีกนัยก็คือถ้าเศรษฐกิจดีประชาชนก็จะมีกินมีใช้ และในปัจจุบันอาเซียนกำลังพยายามอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อสร้างอาเซียนที่เข้มแข็งในปี 2016 เเละมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่สูงกว่าในปีต่อไป

☛ อนาคตของอาเซียนจะกลายเป็นอีกกลุ่มประเทศหนึ่งที่มีพลังต่อรองทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ มีความมั่นคงและเข้มแข็งทางสังคม และมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ชาวโลกไม่อาจมองข้ามได้ เนื่องจากภูมิภาคอาเซียนประกอบด้วยประชากรประมาณ 628 ล้านคน เป็น 1 ใน 10 ของประชากรทั้งโลก เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาที่มีหลักธรรมที่เป็นสากล และเอื้อต่อการพัฒนาทรัพยากรย์มนุษย์โลกในยุคปัจจุบัน และมีอินโดนีเซียเป็นประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีประชากรกว่า 251 ล้านคน ทั้งนี้ยังมีพื้นที่โดยรวม 4.5 ล้านตารางกิโลเมตร ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติในปี 2557 ประมาณ 2,573 พันล้านดอลลาร์ และรายได้โดยรวมจากการค้าในปี 2558ประมาณ 2,276 พันล้านดอลลาร์ นอกจากอาเซียนจะได้ประโยชน์จากการเป็นตลาดและฐานการผลิตร่วมกันแล้วยังเป็นการสร้างอำนาจต่อรองทางการค้าในเวทีการค้าโลกอีกด้วย

ที่มา :
กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ. 2559. ไทยกับอาเซียน (1). วันที่สืบค้นข้อมูล 23 กรกฎาคม 2559, จากเว็บไซต์:http://www.mfa.go.th/asean/contents/files/other-20121203-162828-142802.pdf

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์. (2559). Fact Sheet ประเทศอินโดนีเซีย. วันที่สืบค้นข้อมูล 25 กรกฎาคม 2559, จากเว็บไซต์ : http://www.ditp.go.th/ditp_pdf.php?filename=contents_attach/
149206/149206.pdf&title=149206

เนติมา คงแคล้ว. (2558). อนาคตประเทศไทยสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน. วันที่สืบค้นข้อมูล 24 กรกฎาคม 2559, จากเว็บไซต์: http://www.l3nr.org/posts/471610

เก็บตกข่าวอาเซียนประจำวันที่ 8 สิงหาคม 2559++ จีนเผยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเกือบ 6 หมื่นล้านดอลล์ในไตรมาส 2สำนักงานปริวรรต...
08/08/2016

เก็บตกข่าวอาเซียน
ประจำวันที่ 8 สิงหาคม 2559

++ จีนเผยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเกือบ 6 หมื่นล้านดอลล์ในไตรมาส 2
สำนักงานปริวรรตเงินตราแห่งรัฐของจีน (SAFE) เปิดเผยว่า จีนมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 5.94 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นจากระดับ 4.81 หมื่นล้านดอลลาร์ ดุลการเงินและทุนประสบภาวะขาดดุล 5.94 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 โดยเพิ่มขึ้นจากที่ขาดดุล 4.81 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาส 1 ส่วนในครึ่งปีแรก จีนมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 9.87 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ดุลการเงินและทุนประสบภาวะขาดดุล 5.95 หมื่นล้านดอลลาร์ SAFE ระบุว่า การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมีสาเหตุจากการเกินดุลการขายสินค้าจำนวนมาก ซึ่งอยู่ที่ระดับ 1.25 แสนล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 ขณะที่การส่งออกเพิ่มขึ้น 1.2%
ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) ฉบับวันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม 2559
ที่มารูปภาพ: posttoday.com

++ พาณิชย์รับไทยแลนด์ 4.0 จัดไอพีแฟร์ต่อยอดธุรกิจ
กรมทรัพย์สินทางปัญญารับลูกไทยแลนด์ 4.0 เดินหน้าใช้นวัตกรรมพัฒนาสินค้าและบริการ จัดไอพีแฟร์ 11-14 ส.ค. นี้ ขนสินค้าภูมิปัญญาคนไทยโชว์ หวังเกิดแมทชิ่งต่อยอดเชิงธุรกิจอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมได้ผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยใช้นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยีในการพัฒนาสินค้าและบริการ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่รัฐบาลนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนประเทศไทยไปสู่ประเทศที่ใช้นวัตกรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งสอดคล้องกับแผนการทำงานของกรมที่จะเร่งผลักดันให้ผู้ประกอบการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาในการต่อยอดสินค้าและบริการ เพื่อให้เกิดสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ เพิ่มขึ้น กรมจะจัดงานไอพีแฟร์ 2016 ในวันที่ 11-14 ส.ค. 2559 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยจะเป็นงานที่จัดแสดงสินค้าที่เกิดจากการพัฒนานวัตกรรม การใช้ทรัพย์สินทางปัญญามาจัดแสดงกว่า 200 ราย และจะเปิดโอกาสให้มีการเจรจาจับคู่ธุรกิจ โดยกรมได้เชิญผู้ประกอบการกลุ่มต่างๆ มาเข้าร่วมงาน เพื่อเจรจาซื้อสินค้าไปต่อยอดทางธุรกิจ ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้สินค้าที่คิดค้นโดยผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs)
ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม 2559
ที่มารูปภาพ: thaibizchina.com

++ แห่จับจองเขต ศก.สระแก้วดันเป็นฐานส่งออกกัมพูชาตั้งศูนย์ดีไซน์หนุนเอสเอ็มอี
กนอ. ชี้นิคมฯ ในเขต ศก.พิเศษสระแก้วเปิดปี 61 ปลื้มมีคนสนใจแล้วกว่า 30 ราย คาดอีก 3 ปีเต็มพื้นที่แน่นอน เอกชนหวังใช้เป็นฐานส่งของไปกัมพูชา เล็งผุดศูนย์กระจายสินค้าเพิ่มโอกาสแข่งขันเวียดนาม พร้อมปั้นดีไซน์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ หวังยกไทยฮับอาเซียน การก่อสร้างโครงการจะเริ่มภายในปี 60 ใช้เงินลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท และเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบภายในปี 61 ซึ่งอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ต้องการให้มาลงในพื้นที่ อาทิ โลจิสติกส์และบริการ สินค้าเกษตรแปรรูป พลาสติก สิ่งทอเครื่องนุ่มห่ม ประธานสหพันธ์รถบรรทุกแห่งอาเซียน กล่าวว่า ขณะนี้มีความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์อย่างเต็มรูปแบบในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว โดยตั้งเป้าหมายใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานสำหรับกระจายสินค้าในภาคตะวันออกและประเทศเพื่อนบ้าน คาดว่าจะใช้งบลงทุนเบื้องต้น 30 ล้านบาท ซึ่งจะเน้นลงทุนด้านไอทีและศูนย์รับข้อมูลรถบรรทุกที่ขนส่งสินค้าในพื้นที่ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงฯ ได้ร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันศึกษา และสถาบันด้านการออกแบบกว่า 47 แห่ง จัดตั้งศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางการออกแบบระดับชาติ ซึ่งจะช่วยยกระดับการออกแบบของไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้น และเป็นศูนย์กลางการออกแบบในอาเซียน
ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม 2559
ที่มารูปภาพ: smartsme.tv

++ เมืองไทยฯ คว้าไลเซนส์ประกันเจาะ สปป.ลาว
กลุ่มเมืองไทย ได้ไลเซนส์ "ประกันชีวิต-ประกันภัย" ใน สปป.แล้ว ลุยแบงก์แอสชัวรันส์ เฟ้นสินค้าเด่นเจาะกลุ่มลูกค้าธุรกิจ-รายย่อย สานเป้า 5 ปีขึ้น ผู้นำตลาดกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต (MTL) เปิดเผยว่า เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ร่วมกับ บมจ.เมืองไทยประกันภัย (MTI) บริษัท เมืองไทยโฮลดิ้ง จำกัด และ S.T. Group Co., Ltd. ผู้ประกอบธุรกิจธนาคาร ST Bank ใน สปป.ลาว จัดตั้ง ST-Muang Thai Insurance Co., Ltd. (ST-MTI) เพื่อดำเนินการประกอบธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัย ใน สปป.ลาวในระยะ 5 ปีข้างหน้า บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำด้านธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัย ซึ่งเบื้องต้นจะเน้นกลุ่มลูกค้าสินเชื่อธุรกิจ และลูกค้าบุคคลที่มีรายได้ปานกลาง-สูง สำหรับผลิตภัณฑ์ที่จะเริ่มทำตลาดในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ ในส่วนประกันชีวิตจะเน้นผลิตภัณฑ์ประเภทคุ้มครองภาระสินเชื่อเพื่อช่วยป้องกันความเสี่ยงให้แก่ลูกค้าสินเชื่อที่อาจเกิดขึ้นกับเจ้าของธุรกิจหรือผู้ที่หารายได้หลักให้แก่ธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ด้านประกันวินาศภัยจะเริ่มต้นจากขายประกันอัคคีภัยและประกันภัยทรัพย์สินในฐานลูกค้าธนาคารหรือแบงก์แอสชัวรันส์ รวมถึงประกันภัยรถยนต์ เนื่องจากตลาดรถยนต์ใน สปป.ลาว กำลังขยายตัวอย่างมาก
ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม 2559
ที่มารูปภาพ: matichon.co.th

++ ไทย-ญี่ปุ่นลงนามไฮสปีดเทรน คาด 50 ปีคืนทุน
ไทย-ญี่ปุ่นลงนาม MOC รถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เผยใช้เวลา 50 ปีคืนทุน รมว.คมนาคม และ รมว.ที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่งและการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น ร่วมกันลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOC) ด้านระบบราง เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยนายอาคม เปิดเผยว่า บันทึกความร่วมมือดังกล่าวมีสาระสำคัญคือ โครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ จะยึดตามบันทึกความร่วมมือฉบับแรกที่ตกลงกันในการใช้เทคโนโลยีรถไฟชินคังเซนเข้ามาใช้ และแยกรางออกมาต่างหากจากระบบรถไฟอื่นๆ โดยแบ่งโครงการเป็น 2 ระยะ ระยะแรก กรุงเทพฯ-พิษณุโลก และระยะที่ 2 พิษณุโลก-เชียงใหม่ ในส่วนของรูปแบบการลงทุนนั้น ทางไทยได้ขอให้ญี่ปุ่นเร่งรัดการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการให้เสร็จก่อน จากนั้นรัฐบาลไทยถึงจะพิจารณาว่าจะใช้รูปแบบการลงทุนแบบใด แต่ในแง่ผลตอบแทนทางการเงินนั้น โดยปกติแล้ว รถไฟความเร็วสูงให้ผลตอบแทนต่ำ เนื่องจากใช้รับส่งผู้โดยสารเป็นหลัก จากการวิเคราะห์ของคณะทำงานด้านเทคนิค คาดว่าจะใช้เวลา 50 ปี ในการคืนทุน ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะในญี่ปุ่นเองก็ใช้เวลา 50 ปี กว่าจะคืนทุน ผลจากการศึกษาความเป็นไปจะแล้วเสร็จในเดือน ต.ค.-พ.ย. จากนั้นเริ่มออกแบบในปี 2560 และเริ่มก่อสร้างในปี 2561 ซึ่งผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่า การสร้างช่วงกรุงเทพฯ – พิษณุโลกก่อน เนื่องจากให้ผลตอบแทนดีกว่า เพราะมีเมืองทั้งฝั่งตะวันออและฝั่งตะวันตกคอยเสริมผู้โดยสารเข้าระบบ
ที่มา: post today ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม 2559
ที่มารูปภาพ: post today news

++ วางกรอบ 10 ปี เดินหน้าอาเซียน
อาเซียนเดินหน้าแผนประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2025 วางกรอบการทำงานช่วง 10 ปีข้างหน้า เน้นเปิดตลาดเพิ่มขึ้นทั้งด้านการค้า บริการ ลงทุน และการคุ้มครองผู้บริโภค รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (เออีเอ็ม) ครั้งที่ 48 ที่ สปป.ลาว ว่า อาเซียนได้ร่วมประชุมกันอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก หลังจากที่ได้รวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) โดยได้หารือถึงแผนงานภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2025 (เออีซี บลูปริ้นส์) ที่จะเป็นการวางรากฐานทางเศรษฐกิจและความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอาเซียนให้เข้มแข็งเพิ่มขึ้น อาเซียนได้รับรองแผนงาน และกิจกรรม 9 สาขาสำคัญที่จะดำเนินการช่วง 10 ปีข้างหน้า เช่น แผนงานด้านการค้าสินค้า จะปรับปรุงความตกลงการค้า สร้างกลไกลลดผลกระทบจากมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี แผนงานด้านบริการ จะพิจารณาวิธีการใหม่ๆ เพื่อเปิดเสรีการค้าบริการที่ลึกขึ้น แผนงานด้านการลงทุน ครอบคลุมการประเมินผลการเปิดเสรีการลงทุน ทบทวนข้อจำกัดต่างๆ คุ้มครองการลงทุน ส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน และเสริมสร้างความรู้และศักยภาพ แผนงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภค จะทบทวน ปรับปรุงกฎหมายการคุ้มครองผู้บริโภค รวมถึงให้ความรู้ เพื่อให้เชื่อมั่นในการทำธุรกิจข้ามพรมแดน ซึ่งแผนงานเหล่านี้จะมีแนวทางการวัดผลว่าทำได้หรือไม่ได้ และวัดผลที่เกิดขึ้นต่ออาเซียนด้วย
ที่มา: เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 6 สิงหาคม 2559
ที่มารูปภาพ: เดลินิวส์

++ ผู้ว่า ธปท. มอง ศก.ไทยกระเตื้องขึ้นแต่ยังเปราะบาง-ไม่กระจายตัว เตือนปัญหาเชิงโครงสร้างออกอาการ
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการเชิงสังเคราะห์ “โมเดลใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจ"ว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยประสบกับความผันผวนอย่างต่อเนื่องทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งแม้ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะมีทิศทางฟื้นตัวดีขึ้นและความผันผวนจะลดลง แต่การฟื้นตัวยังไม่กระจายตัวไปทุกภาคส่วนและยังมีความเปราะบาง การมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงสั้นอาจทำให้ละเลยปัญหาที่ใหญ่และหนักกว่า นั่นคือ ปัญหาในเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่นับวันจะแสดงอาการออกมามากขึ้น โดยพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยในอดีตสามารถขยายตัวได้สูงถึง 7-8% ต่อปี แต่หลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 40 การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลดลต่ำลงมาเหลือเพียงปีละ 3-4% จนดูเหมือนกลายเป็น new normal ของอัตราการขยายตัวไปแล้ว เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างหลายจุดทั้งการขาดการลงทุนมาเป็นเวลานาน เทคโนโลยีการผลิตล้าหลัง ขาดแคลนแรงงานทักษะสูง ระบบการศึกษาไทยที่ด้อยคุณภาพ เชื่อว่าปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้คงไม่สามารถแก้ไขได้ในเวลาสั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง กำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม และทำงานเชิงรุกเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยหลุดจากการติดหล่มในเชิงโครงสร้างต่าง ๆ
ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม 2559
ที่มารูปภาพ: thaipublica.org

++ รายงานประชุมชี้กรรมการ BOJ เสียงแตกประเด็นเพดานจำกัดนโยบายผ่อนคลายการเงิน
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้เผยแพร่รายงานการประชุมนโยบายการเงินประจำวันที่ 28-26 ก.ค. ในวันนี้ ซึ่งเผยให้เห็นว่าคณะกรรมการบริหารของ BOJ มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับเพดานการใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินในปัจจุบันของ BOJ กรรมการรายหนึ่งของ BOJ ระบุว่า BOJ ควรปฏิเสธแนวคิดที่ว่า การผ่อนคลายนโยบายการเงินมีเพดานจำกัดและมีผลกระทบข้างเคียง ขณะที่กรรมการอีกรายหนึ่งกล่าวว่า ภาวะสภาพคล่องต่ำของพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นนั้น มีความเสี่ยงที่จะทำให้ตลาดการเงินผันผวนมากขึ้นอีก คณะกรรมการ BOJ มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับติดลบ 0.100% พร้อมทั้งเพิ่มวงเงินในโครงการปล่อยกู้ 2 เท่า เป็น 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และควบคุมผลกระทบด้านลบที่อาจจะเกิดขึ้นภายหลังจากที่อังกฤษได้ลงมติถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป BOJ ได้ขยายวงเงินในการซื้อกองทุน ETFS จากสถาบันการเงินต่างๆเป็น 6 ล้านล้านเยน
ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม 2559
ที่มารูปภาพ: biztempnews.com

เรียบเรียงโดย: ศูนย์อาเซียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประทศไทย (FACT)
ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาเซียนได้ที่ http://www.fact.fti.or.th

ที่อยู่

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
Bangkok
10110

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 17:00
อังคาร 08:00 - 17:00
พุธ 08:00 - 17:00
พฤหัสบดี 08:00 - 17:00
ศุกร์ 08:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66 2 345 1231

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ FACT: FTI ASEAN Center Thailandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง FACT: FTI ASEAN Center Thailand:

แชร์