19/11/2025
#ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ กรณีจำเลยรับสารภาพในชั้นสอบสวนแล้ว แต่มากลับคำให้การในชั้นพิิจารณาคดี 😊
ตัวอย่างการอำนวยความยุติธรรมในบทบาทหน้าที่อัยการ
แม้เจตนาจะเป็นองค์ประกอบความผิด (สำหรับความผิดที่ผู้กระทำต้องมีเจตนา) แต่ในการวินิจฉัยสั่งคดีหรือการเขียนคำพิพากษา อัยการและผู้พิพากษาอาจไม่จำเป็นต้องเขียนวินิจฉัยเกี่ยวกับการพิสูจน์เจตนาไว้เสมอไปก็ได้ ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงข้อต่อสู้ของผู้ต้องหาหรือจำเลยประกอบด้วย
เช่น ถ้ามีภาพเคลื่อนไหวจากกล้องวงจรปิดและพยานบุคคลยืนยันว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นคนเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไป แต่ผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นคนเอาไป เช่นนี้ประเด็นสำคัญที่อัยการหรือผู้พิพากษาจะต้องวินิจฉัยคือข้อเท็จจริงรับฟังได้หรือไม่ว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นคนเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไป
แต่ถ้าผู้ต้องหาหรือจำเลยให้การยอมรับว่าเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไปจริง แต่เข้าใจว่าผู้เสียหายอนุญาตให้เอาไปได้ อันเป็นกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยอ้างว่าไม่มีเจตนาลักทรัพย์เพราะไม่รู้ว่าเป็นการแย่งการครอบครองเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไป เช่นนี้ประเด็นสำคัญที่ต้องวินิจฉัยคือผู้ต้องหาหรือจำเลยมีเจตนากระทำความผิดหรือไม่
ถ้าผู้ต้องหาหรือจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี แล้วให้การต่อสู้คดีได้ตามความประสงค์จริง คงไม่มีปัญหาอะไร
แต่ถ้าเค้าให้การรับสารภาพ ทั้งที่ยังมิได้เข้าใจข้อหาได้ดีล่ะ ผลจะเป็นอย่างไร ?
ตัวอย่างเช่น คดีลักทรัพย์เรื่องหนึ่ง ในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา เมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและแจ้งข้อหาลักทรัพย์ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา แต่เมื่ออ่านบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาต่อไป กลับพบว่า เค้าเล่าว่าเค้าเข้าไปเอาทรัพย์ในบ้านของผู้เสียหายจริง แต่เข้าไปเพราะเชื่อตามที่นายเอบอกว่าผู้เสียหายอนุญาตให้เข้าไปเอาได้
และเมื่อดูประกอบกับพฤติการณ์และพยานหลักฐานอื่นๆ (รวมทั้งพยานหลักฐานที่อัยการอาจสั่งสอบสวนเพิ่มเติม) เช่น ผู้ต้องหาจ้างคนขับรถรับจ้างมาขนของจากบ้านของผู้เสียหายอย่างเปิดเผยในเวลากลางวัน มิได้มีลักษณะของการปกปิดอำพรางใบหน้าหรือแอบทำการขนย้ายแต่อย่างใด อีกทั้งยังมีหลักฐานการสนทนาทางไลน์กับนายเอปรากฏข้อความว่านายเอได้บอกผู้ต้องหาเช่นนั้นจริง จากพฤติการณ์และพยานหลักฐานดังกล่าวน่าเชื่อว่าผู้ต้องหามิได้มีเจตนาลักทรัพย์ของผู้เสียหาย แต่เป็นกรณีที่นายเอได้หลอกให้ผู้ต้องหาเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไป นายเอจึงเป็นผู้ลักทรัพย์ของผู้เสียหายโดยการใช้ผู้ต้องหาเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด (นายเอเป็นผู้กระทำความผิดโดยอ้อม) คดีดังกล่าวพนักงานอัยการก็อาจมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาฐานลักทรัพย์
ซึ่งคดีลักษณะนี้ หากอัยการไม่ได้อ่านบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาอย่างละเอียด ดูแค่ในช่วงต้นที่ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาเท่านั้น อาจเผลอสั่งฟ้องและยื่นฟ้องผู้ต้องหาเป็นจำเลยต่อศาลได้ หากจำเลยยังไม่เข้าใจคำฟ้องได้ดีแล้วให้การรับสารภาพตามฟ้อง ถ้าเป็นคดีที่ไม่ต้องสืบพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพ ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปเพราะเข้าใจว่าผู้เสียหายอนุญาตให้เอาไปได้ ก็อาจจะเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ปรากฏในสำนวนของศาล ทำให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง ซึ่งสุดท้ายแล้วอาจทำให้จำเลยต้องรับโทษทั้งที่เค้าไม่มีความผิดก็เป็นได้
ดังนั้น อัยการ ถ้าตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ตามที่กฎหมายให้อำนาจแล้ว ย่อมสามารถอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่แค่เฉพาะอัยการ แต่นักกฎหมายทุกตำแหน่งที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมก็เช่นกัน
หวังว่าบทความนี้จะเป็นแรงบันดาลใจในการอ่านหนังสือสอบของทุกคนได้นะคะ สำนักงานอัยการสูงสุดยังต้องการคนเก่งและดีเข้ามาช่วยกันทำงานอีกเยอะค่ะ ^_^