บันทึกทนายน้อย:The Little Lawyer Diary

บันทึกทนายน้อย:The Little Lawyer Diary ยินดีให้คำปรึกษาปัญหากฎหมาย
ที่ปรึกษากฎหมาย/ทนายความ รับว่าความทั่วราชอาณาจักรทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา คดีครอบครัว คดีปกครอง ร่างสัญญา Visa & Work permit

คดีคนไข้พลัดตกเตียงระหว่างตรวจอัลตราซาวน์ลงไว้นานมากแล้ว   วันนี้มีเรื่องให้คิดถึงคดีนี้เลยแชร์วนมาให้อ่านกันอีกรอบ 😉
12/09/2026

คดีคนไข้พลัดตกเตียงระหว่างตรวจอัลตราซาวน์ลงไว้นานมากแล้ว

วันนี้มีเรื่องให้คิดถึงคดีนี้เลยแชร์วนมาให้อ่านกันอีกรอบ 😉

#คดีผู้ป่วยพลัดตกเตียงระหว่างการตรวจอัลตราซาวด์

คดีนี้ โจทก์เป็นผู้ป่วยอายุ 82 ปี น้ำหนัก 90 กิโลกรัม มีอาการป่วยหลายโรค เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หลอดเลือดหัวใจตีบ ไตเสื่อมเรื้อรัง

จำเลยที่ 1 คือ สภากาชาดไทย จำเลยที่ 2 เป็นแพทย์

ขณะเกิดเหตุ โจทก์เป็นผู้ป่วยนอกมาการตรวจอัลตราซาวด์เส้นโลหิตของไตบริเวณช่องท้องตามนัด และแพทย์ให้ผู้ป่วยพลิกตัวเพื่อเปลี่ยนท่าระหว่างการตรวจ แต่ผู้ป่วยพลัดตกเตียง ต้องพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลระยะหนึ่ง

หลังออกจากโรงพยาบาลไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จึงฟ้องละเมิดเรียกค่าเสียหาย
🍃🍃🍃🍃🍃🍃🍃

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 171/2566

การที่จำเลยที่ 2 ทำการตรวจอัลตราซาวด์ให้แก่โจทก์เป็นการให้บริการทางการแพทย์อย่างหนึ่งอันเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของคู่ความฝ่ายจำเลยทั้งสอง ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวจึงตกอยู่แก่จำเลยทั้งสองว่าจำเลยที่ 2 มิได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อ ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29

แพทย์ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาล มาเบิกความเกี่ยวกับการแบ่งประเภทผู้ป่วยที่จะเข้ารับการตรวจอัลตราซาวด์ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

กลุ่มที่ 1 ผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัวช่วยเหลือตนเองได้น้อย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการเฝ้าระวังระหว่างการตรวจ หน่วยอัลตราซาวด์จะใช้เตียงที่มีไม้กั้นของหอผู้ป่วยในระหว่างการตรวจ และมีนักรังสีการแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการให้การช่วยเหลือผู้ป่วยขณะทำการตรวจทุกราย

กลุ่มที่ 2 ผู้ป่วยที่รู้สึกตัวดี ช่วยเหลือตนเองได้ สามารถปฏิบัติตัวระหว่างการตรวจตามที่รังสีแพทย์สั่งได้ เช่น การพลิกตะแคงตัว หน่วยอัลตราซาวด์จะใช้เตียงตรวจไฟฟ้าของหน่วยงานซึ่งออกแบบเป็นพิเศษเพื่อให้สามารถปรับความสูงต่ำของเตียงได้ (ไม่มีที่กั้นเตียง) เพื่อความสะดวกของแพทย์ในการตรวจ

เห็นได้ชัดว่าการแบ่งแยกประเภทผู้ป่วยเป็นเวชปฏิบัติทั่วไปขั้นพื้นฐานเพื่อคัดแยกผู้ป่วยให้เหมาะสมแก่การตรวจและรักษา ลักษณะเป็นข้อมูลวิชาการไม่เอนเอียงเพื่อประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ

นักรังสีการแพทย์พยานจำเลยทั้งสองอีกปากเบิกความว่า มาตรฐานการจัดวางอุปกรณ์ต่าง ๆ ในห้องตรวจอัลตราซาวด์ของโรงพยาบาล จ. จะจัดวางเหมือนกันทุกห้องตามหลักการจัดวางอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ในการตรวจห้องตรวจจะมีลักษณะแยกเดี่ยว 4 ห้อง ภายในห้องตรวจมีเครื่องอัลตราซาวด์และเตียงตรวจ มีผ้าม่านกั้น เตียงตรวจมีขนาดกว้าง ประมาณ 60 เซนติเมตร มีทั้งแบบที่มีและไม่มีที่กั้นเตียง เตียงที่มีที่กั้นจะใช้แก่ผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัวช่วยตนเองไม่ได้ การจัดวางเตียงไม่ชิดผนังเพื่อความสะดวกของผู้ช่วยระหว่างการตรวจซึ่งเป็นแบบเดียวกันกับในโรงพยาบาลเอกชนที่พยานทำงานนอกเวลา

ในวันเกิดเหตุ พยานเรียกโจทก์เข้าห้องตรวจหมายเลข 2 ก่อนเข้าห้องพยานสอบถามโจทก์ว่าเดินได้หรือไม่ โจทก์ตอบว่าเดินได้นิดหน่อย พยานจึงเข็นรถโจทก์ไปใกล้เตียงตรวจเพื่อให้โจทก์ลุกเดินไปยังเตียง จากนั้นพยานและบุตรโจทก์ช่วยกันพยุงโจทก็ให้ลุกขึ้นยืนและขยับตัวไปนั่งแล้วให้นอนหงายบนเตียงนำผ้าห่มมาคลุมตัวเพื่อเตรียมทำการตรวจบริเวณช่องท้อง แล้วพยานแจ้งให้จำเลยที่ 2 มาตรวจโจทก์

ต่อมาพยานได้ยินเสียงจำเลยที่ 2 ตะโกนเรียก พบโจทก์อยู่ข้างเตียงในลักษณะกึ่งหงายกึ่งนั่ง พยานจึงไปขยับเตียงและเครื่องมือแพทย์ออก แล้วพยุงตัวโจทก์ให้นั่งพร้อมกับเรียกเจ้าหน้าที่มาช่วยกันปฐมพยาบาลเบื้องต้น

ส่วนเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 เบิกความว่า เมื่อจำเลยที่ 2 เข้าไปในห้องตรวจ พบโจทก์นอนอยู่บนเตียงเพื่อรอการอัลตราซาวด์ จำเลยที่ 2 ทำการตรวจวินิจฉัยในท่านอนหงาย พบว่าการถ่ายภาพไตด้านขวาของโจทก์ไม่ชัดเจนเนื่องจากมีลมในลำไส้บังและติดชายโครงด้านขวา ตามมาตรฐานท่าที่ใช้ตรวจมีทั้งท่านอนหงายและท่านอนตะแคง

จำเลยที่ 2 สอบถามโจทก์ว่าสามารถนอนตะแคงด้วยตนเองได้หรือไม่
โจทก์ตอบว่าทำได้

จำเลยที่ 2 จึงให้โจทก์นอนตะแคงตัวไปทางด้านซ้ายยกทางด้านขวาขึ้น โดยจำเลยที่ 2 ยืนอยู่ทางด้านขวาของโจทก์ตรงหน้าเครื่องตรวจอัลตราซาวด์

จังหวะที่โจทก์กำลังจะนอนตะแคงเกิดพลัดตกเตียง ไหล่และเข่าซ้ายกระแทกพื้น ศีรษะไม่กระแทก รู้สึกตัวดี

จำเลยที่ 2 รีบเข้าไปประเมินอาการบาดเจ็บในเบื้องต้นพร้อมเรียกเจ้าหน้าที่

โจทก์มีบาดแผลถลอกหนังเปิดที่เข่าซ้าย 4 เซนติเมตร และเจ็บไหล่ซ้าย แต่สามารถขยับได้ หายใจปกติ ไม่มีการอุดกั้นทางเดินหายใจ จึงทำแผลเบื้องต้นพร้อมสั่งเอกซเรย์กระดูกเชิงกราน สะโพกทั้งสองข้าง กระดูกเข่าซ้ายไหล่ซ้าย และปอด พบว่าไม่มีการแตกหักจึงส่งโจทก์ไปแผนกอุบัติเหตุเพื่อเย็บแผลและให้ยาปฏิชีวนะโดยมีจำเลยที่ 2 ไปด้วย

ดังนี้ การนัดหมายโจทก์มาทำการตรวจอัลตราซาวด์ในวันเกิดเหตุ โจทก์เป็นเพียงผู้ป่วยนอก

บุตรโจทก์ก็เบิกความยอมรับว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์สามารถช่วยเหลือตนเองและเดินได้ตามปกติไม่ต้องมีใครช่วยดูแล

โจทก์จึงจัดอยู่ในผู้ป่วยกลุ่มที่ 2 กล่าวคือ โจทก์รู้สึกตัวดี สามารถช่วยเหลือตนเองลุกขึ้นเดินไปนั่งและนอนรอจำเลยที่ 2 บนเตียงเพื่อรับการตรวจได้ #แม้โจทก์จะต้องนั่งรถเข็นมายังห้องตรวจก็เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ป่วยสูงอายุและมีน้ำหนักตัวมาก

เมื่อพิจารณาสภาพห้องที่เกิดเหตุตามภาพถ่าย ขนาดความกว้าง ยาวและสูงของเตียง ตลอดจนวิธีการจัดวางไม่ได้แตกต่างไปจากมาตรฐานของโรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลรัฐบาลอื่น

ประกอบกับเมื่อจำเลยที่ 2 เข้ามาภายในห้องตรวจ โจทก์ขึ้นไปนอนรออยู่บนเตียงแล้ว ไม่มีอาการอื่นใดบ่งชี้ในเวลานั้นที่แสดงให้จำเลยที่ 2 เห็นว่า โจทก์ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ทำการตรวจภาพถ่ายไตด้านขวาของโจทก์ไม่ชัดเจน จึงสอบถามโจทก์ว่าสามารถพลิกตะแคงตัวไปด้านซ้ายเพื่อถ่ายภาพใหม่ได้หรือไม่ โจทก์ตอบว่าได้ ดังที่ปรากฎในบันทึกคำให้การของโจทก์ต่อพนักงานสอบสวน หากโจทก์ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ก็น่าจะต้องแจ้งจำเลยที่ 2 เสียตั้งแต่ในขณะนั้น

ข้อเท็จจริงได้ความจากบันทึกคำให้การดังกล่าวอีกว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์และจำเลยที่ 2 อยู่ภายในห้องเพียงลำพัง

ส่วนจำเลยที่ 2 เบิกความว่า ขณะนั้นจำเลยที่ 2 ถือหัวตรวจอัลตราซาวด์ไว้ในมือและต้องเพ่งมองจอภาพเครื่องดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ข้างหัวเตียงด้านขวาของโจทก์ เมื่อโจทก์พลิกตะแคงตัวตามที่จำเลยที่ 2 บอก แม้เตียงมีขนาดกว้างเพียง 60 เซนติเมตร แต่ก็เป็นขนาดมาตรฐานบุคคลทั่วไปในภาวะเช่นจำเลยที่ 2 ย่อมไม่อาจคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ถึงขนาดที่โจทก์จะพลัดตกจากเตียง เพราะการนอนตะแคงตัวใช้พื้นที่ไม่มาก

อีกทั้งจำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรสอบถามโจทก์ก่อนหน้านั้นแล้ว เหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นจึงเป็นเหตุสุดวิสัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 8 มิใช่การกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2

🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿
#ปรึกษาปัญหากฎหมาย ติดต่อ inbox
#บันทึกทนายน้อย

, .

 #คดีศัลยกรรมเฟซออฟ    #โฆษณาเกินจริง   #ไร้รอยแผลเป็น  หมอผ่าตัดได้มาตรฐาน ไม่ได้ทำละเมิด... แต่ทำไมยังต้องร่วมรับผิดชด...
04/09/2026

#คดีศัลยกรรมเฟซออฟ #โฆษณาเกินจริง #ไร้รอยแผลเป็น
หมอผ่าตัดได้มาตรฐาน ไม่ได้ทำละเมิด...
แต่ทำไมยังต้องร่วมรับผิดชดใช้เงินพร้อมโรงพยาบาล?

คดีนี้คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3038/2566
ซึ่งเป็นการต่อสู้กันระหว่างคนไข้ ซึ่งเป็นพยาบาลวิชาชีพ
กับเจ้าของโครงการเฟซออฟ, โรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง และแพทย์ผู้ผ่าตัด

คดีนี้มีหลายประเด็นที่ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้ได้อย่างน่าสนใจมากขอรับ

>> มีทั้งประเด็นการศัลยกรรมความงามดึงหน้า (เฟซออฟ) ที่โฆษณาว่า " #ไร้รอยแผลเป็น" แต่กลับเกิดแผลเป็นถาวรหลังใบหู

>> ทั้งเรื่องโฆษณาและข้อความแชตไลน์ที่เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค,

>> ข้อยกเว้นความรับผิดล่วงหน้าตกเป็นโมฆะตามกฎหมายข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม,

>> อายุความของสัญญาบริการทางการแพทย์ที่มีกำหนด 10 ปี

>> และความรับผิดร่วมกันในฐานะ "หุ้นส่วน" ของโรงพยาบาลเอกชนและแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด
……………………………

📌 #จุดเริ่มต้นของเรื่อง

#โจทย์: โจทก์เป็นพยาบาลวิชาชีพแผนกจิตเวช อาศัยอยู่ประเทศสวีเดน ได้เห็นโฆษณาโครงการ "เฟซออฟ" (โครงการ ฟ.) ของจำเลยที่ 1 ผ่านทาง YouTube และแอปพลิเคชัน Line

#คำโฆษณาชวนเชื่อ:

🚩โฆษณาอ้างว่า ศัลยกรรมกับโครงการนี้ "ไม่มีผลกระทบ ไม่บวม ไม่เจ็บ ฟื้นตัวเร็ว ไร้รอยแผลเป็น และราคาถูก" โดยทำที่โรงพยาบาลระดับมาตรฐานโลก

#การทำสัญญา: โจทก์สนใจจึงตกลงเข้าทำศัลยกรรมดึงหน้า ตกลงราคารวม 450,000 บาท และโอนมัดจำเข้าบัญชีของฝ่ายจำเลย

🧯 #ผลลัพธ์ไม่ตรงปก:

💉หลังการผ่าตัดดึงหน้าโดยจำเลยที่ 4 (แพทย์) ณ โรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 ปรากฏว่า....... โจทก์มีอาการหน้าบวมมาก ปลายจมูกอักเสบ บวมแดง ขมับชา แก้มสองข้างไม่เท่ากัน ใบหน้าคล้อย มุมปากตก เหนียงคอห้อย และที่สำคัญคือ " #มีรอยแผลเป็นน่าเกลียดที่ท้ายทอยหลังใบหูทั้งสองข้าง"
#ซึ่งขัดกับคำโฆษณาอย่างสิ้นเชิง 📌

โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องเรียกค่าเสียหายสูงถึง 7,911,000 บาท
……………………………

⚖️ #ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกาวินิจฉัย

1️⃣: คำโฆษณาบน YouTube และข้อความคุยทาง Line ถือเป็น "ส่วนหนึ่งของสัญญา" หรือไม่?

#ข้อต่อสู้ของจำเลยที่1

🔸อ้างว่าวิดีโอคลิปเป็นเพียงการสัมภาษณ์สนทนาส่วนตัว ไม่ใช่การโฆษณาแก่บุคคลทั่วไป และในสัญญาที่ทำกับโจทก์ มีข้อตกลงล่วงหน้าว่า โครงการเป็นเพียงผู้ให้คำปรึกษา แนะนำโรงพยาบาลและแพทย์ที่เหมาะสมเท่านั้น โดยโจทก์เข้าใจดีว่า โครงการไม่ได้โฆษณาหรือเป็นตัวแทน และมีข้อตกลงยกเว้นความรับผิดชอบไว้แล้ว

#ศาลฎีกาตัดสิน

🔸การนำคลิปวิดีโอโครงการไปเผยแพร่บน YouTube โดยไม่ได้ตั้งค่าเป็นส่วนตัวหรือปิดกั้น ถือเป็นการโฆษณาแก่บุคคลทั่วไปเพื่อประโยชน์ทางการค้าของจำเลยที่ 1 แล้ว

🔸ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 11 บัญญัติให้ ประกาศ โฆษณา คำรับรอง หรือการกระทำใดๆ ของผู้ประกอบธุรกิจที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจในขณะทำสัญญาว่าจะได้รับบริการหรือสิ่งใดตอบแทน ให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา

🔸บันทึกข้อตกลงยกเว้นความรับผิดที่จำเลยที่ 1 ทำไว้ล่วงหน้านั้น เป็นข้อสัญญาสำเร็จรูปที่ยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น ขัดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8 จึงตกเป็นโมฆะ ไม่สามารถนำมายกเว้นความรับผิดได้

******

2️⃣: ข้อความเตือน "ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล" ปัดความรับผิดชอบเรื่องแผลเป็นได้หรือไม่

#ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 :
อ้างว่าโฆษณามีคำเตือนกำกับชัดเจนแล้วว่าผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

#ศาลฎีกาตัดสิน

คำเตือนดังกล่าวเป็นเพียงการเตือนทั่วไปเกี่ยวกับความพึงพอใจในผลลัพธ์ของผู้ใช้บริการบางราย ไม่ใช่คำเตือนเป็นการเฉพาะว่าผ่าตัดแล้วอาจเกิดแผลเป็น การโฆษณาว่าโครงการ "ไร้รอยแผลเป็น" จึงไม่ตรงต่อความเป็นจริง จำเลยที่ 1 จึงตกเป็นฝ่ายผิดสัญญา

******

3️⃣ อายุความในการฟ้องคดี "ผิดสัญญาศัลยกรรมความงาม" มีกำหนดกี่ปี

#ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1

อ้างว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความแล้ว โดยอ้างว่าเป็นสัญญาจ้างทำของตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 ซึ่งมีอายุความเพียง 1 ปี นับแต่วันชำรุดบกพร่องปรากฏ (ตามมาตรา 601)

#ศาลฎีกาตัดสิน

สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็น "สัญญาให้บริการทางการแพทย์" อันเป็นเอกเทศสัญญาประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะ ดังนั้น จึงต้องใช้ อายุความทั่วไป 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีภายในเวลาประมาณ 1 ปีเศษนับแต่ผ่าตัด คดีจึงไม่ขาดอายุความ

******

4️⃣ : #โรงพยาบาลและแพทย์ผู้ผ่าตัดต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่
(ทั้งที่แพทย์ผ่าตัดได้มาตรฐาน ไม่ได้ทำละเมิด)

#ข้อเท็จจริงในคดี

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยยุติไปแล้วว่า จำเลยที่ 4 (แพทย์) ทำการผ่าตัดตามมาตรฐานวิชาชีพ ไม่ได้ประมาทเลินเล่อ จึงไม่มีความรับผิดฐานละเมิด และจำเลยที่ 3 ในฐานะโรงพยาบาลจึงไม่ต้องร่วมรับผิดในมูลละเมิดด้วย

#ข้อต่อสู้ของโรงพยาบาลและแพทย์ผู้ผ่าตัด:

อ้างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโฆษณาของจำเลยที่ 1 และถึงขั้นเคยฟ้องจำเลยที่ 1 ฐานละเมิดสิทธิที่นำภาพโรงพยาบาลไปถ่ายทำคลิปโฆษณา (คดีประนีประนอมยอมความ)

#ศาลฎีกาตัดสิน

🔸แม้จะอ้างว่าเคยฟ้องร้องกัน แต่หลังจากมีคำพิพากษาตามยอม โรงพยาบาลก็ยังรับคนไข้จากโครงการของจำเลยที่ 1 ทันที โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในส่วนที่จำเลยที่ 1 เก็บไปแล้ว คิดเฉพาะค่าบริการส่วนเพิ่ม #แสดงว่าการฟ้องร้องนั้นทำขึ้นเพียงเพื่อสร้างพยานหลักฐานไว้ต่อสู้คดีเท่านั้น

🔸ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 3 (โรงพยาบาล) และที่ 4 (แพทย์ผู้ผ่าตัด) มีผลประโยชน์ร่วมกันในโครงการนี้ในลักษณะเป็น "หุ้นส่วนกัน"

❇(จำเลยที่ 4 เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลและเป็นผู้ถือหุ้นของโรงพยาบาล ส่วนภริยาของจำเลยที่ 4 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนและผู้รับอนุญาตของโรงพยาบาล (และเป็นผู้ถือหุ้นด้วย))

🔸และจำเลยที่ 4 ยังช่วยโฆษณาให้สัมภาษณ์สนับสนุนโครงการ 🚩

เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาโฆษณาเกินจริง จำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะหุ้นส่วนจึงต้อง ร่วมรับผิดในผลแห่งการผิดสัญญา ของจำเลยที่ 1 ต่อผู้บริโภคด้วย
……………………………

⚖️ #คำพิพากษาศาลฎีกา 💰

ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้ จำเลยที่ 1, ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท (ลดลงจากเดิมที่ศาลล่างกำหนดไว้ 100,000 บาท เนื่องจากโจทก์ไม่ได้นำสืบค่าใช้จ่ายในการรักษาแผลเป็นที่แน่ชัด) พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันฟ้อง
……………………………

💡 #สรุปบทเรียน

🙍‍♀️ #สำหรับผู้บริโภค:

🔹คำโฆษณาประเภท "ไม่เจ็บ ไม่บวม ไร้รอยแผลเป็น" #ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาตามกฎหมายผู้บริโภค หากผู้ประกอบการทำไม่ได้จริงตามที่โฆษณา ถือว่า “ผิดสัญญา” สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้
และสัญญาสำเร็จรูปที่ให้เซ็นสละสิทธิยกเว้นความรับผิดล่วงหน้านั้น ไม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย

🩺 #สำหรับโรงพยาบาลและแพทย์

🔹การร่วมมือกับเอเจนซี่หรือโครงการโฆษณา โดยแบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน อาจทำให้ท่านต้องร่วมรับผิดชอบในฐานะ “หุ้นส่วน” หากเอเจนซี่โฆษณาเกินจริง แม้แพทย์จะผ่าตัดได้มาตรฐานวิชาชีพ ไม่ได้ทำละเมิดก็ตาม แต่ก็ต้องร่วมรับผิดชอบในมูลผิดสัญญาผู้บริโภคด้วย

⚖️ #สำหรับทนายความ

🔹คดีศัลยกรรมความงาม หากไม่ได้ฟ้องในมูลละเมิด (อายุความ 1 ปี) หรือขาดอายุความละเมิดไปแล้ว #ให้พิจารณาฟ้องในมูล #ผิดสัญญาให้บริการทางการแพทย์ ซึ่งเป็นสัญญาบริการประเภทหนึ่ง มีอายุความยาวถึง 10 ปี

อย่าลืมนำสืบรายละเอียดความชัดเจนของบาดแผลและประเมินค่าใช้จ่ายในการรักษาแก้ไขแผลเป็นให้ชัดเจน เพื่อให้ศาลกำหนดค่าเสียหายที่เหมาะสมแก่คดีนะขอรับ

🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿
#บันทึกทนายน้อย

#ที่ปรึกษากฎหมาย
#กฎหมายการแพทย์ #บุคลากรแพทย์
#ทนายธุรกิจ #ร่างสัญญา
#กฎหมายก่อสร้าง #สัญญารับเหมาก่อสร้าง
#สัญญาคอนโด #กฎหมายอสังหา

 #เหตุเกิดในโรงพยาบาล &   Management 🩺เมื่อหมอหรือพยาบาลโดนละเมิด ถูกข่มขู่ ด่าทอ หรือกระทั่งถูกทำร้ายในพื้นที่โรงพยาบาล...
29/08/2026

#เหตุเกิดในโรงพยาบาล & Management

🩺เมื่อหมอหรือพยาบาลโดนละเมิด ถูกข่มขู่ ด่าทอ หรือกระทั่งถูกทำร้ายในพื้นที่โรงพยาบาล

แม้หมอหรือพยาบาลจะพยายามลุกขึ้นมาใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องตนเอง

แต่กลับต้องเผชิญภาวะ #โดดเดี่ยว
ซ้ำร้ายยังโดนต้นสังกัดเกียร์ว่าง กดดันให้ยอมความ
หรือขัดขวางการรวบรวมพยานหลักฐาน
โดยผู้บริหารอ้างรักษาชื่อเสียงองค์กร
มองว่า..การนิ่งเฉยคือ การ “เพลย์เซฟ"
ผู้บริหารหลายคนมักเข้าใจผิดว่า...

"ถ้านิ่งไว้ เรื่องจะเงียบไปเอง"

แต่ในทางกฎหมาย
และบริหารจัดการวิกฤต (Crisis Management)
การนิ่งเฉยต่อหมายอาญาและการละเมิดบุคลากร
คือ การสร้าง Risk ใหม่ ที่ใหญ่และร้ายแรงกว่าเดิม

โรงพยาบาลไม่ใช่จำเลย ไม่ใช่ผู้ต้องหา และไม่ใช่คู่กรณี

#โรงพยาบาลเป็นเพียงสถานที่เกิดเหตุ 🚩

แล้วจะกลัวอะไร?
ปกป้องใคร?
หรือกำลังเอาชื่อเสียงองค์กรไปแลกกับการปกป้องความสัมพันธ์ส่วนตัว

* ***

1️⃣. #ความเสี่ยงทางกฎหมาย (Legal Risk )

การประเมิน Legal Risk ผิด คิดว่าเป็นเพียงข้อขัดแย้งส่วนตัวของหมอ จึงใช้มุก "เกียร์ว่าง" โดยลืมไปว่าการเมินหมายเรียกเอกสารหรือพยานวัตถุของพนักงานสอบสวน มีผลผูกพันทางอาญาเรื่อง "ขัดหมายเจ้าพนักงาน" ซึ่งอาจลุกลามจนตัวผู้บริหารหรือผู้รับถูกเปลี่ยนสถานะจาก "บุคคลภายนอก" กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในการปกปิดพยานหลักฐาน
.

การย้ายสถานะขององค์กร จาก #สถานที่เกิดเหตุ สู่ #ผู้มีความเสี่ยงกระทำผิดคดีอาญา หากผู้บริหารเลือกที่จะยื้อเวลา ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน หรือละเว้นการส่งพยานหลักฐาน เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหา หรือปกป้องความสัมพันธ์ หรือด้วยเหตุผลบางอย่าง ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อความรับผิดทางอาญาของทั้งองค์กรและผู้มีอำนาจกระทำการแทน

2️⃣. #ความเสี่ยงด้านชื่อเสียงและธรรมาภิบาล (Reputation Risk)

การประเมิน Reputation Risk (ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง) ผิด: กลัวว่าการให้ความร่วมมือจะทำให้ รพ. เสียชื่อเสียง แต่กลับมองไม่ออกว่า การปล่อยให้บุคลากรโดนทำร้ายในพื้นที่ แล้วองค์กรทำตัวเป็น "เกราะคุ้มกันผู้กระทำผิด" มันทำลาย Trust และ Brand Image ในสายตาประชาชนและคนในวงการแพทย์หนักกว่าหลายเท่า

ในมิติองค์กรเอกชน โดยเฉพาะที่เป็นบริษัทมหาชนจำกัด ซึ่งความไว้วางใจ (Trust) และธรรมาภิบาล (Corporate Governance) เป็นหัวใจสำคัญ การที่ผู้บริหารเอาชื่อเสียงและทรัพยากรขององค์กร ไปรับความเสี่ยงเพื่อปกป้องคนกระทำผิด ถือเป็นความล้มเหลวในการบริหารความเสี่ยงที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้นและคนไข้

ผู้มีส่วนได้เสียควรต้องหันมาตั้งคำถามกับฝ่ายบริหารชุดปฏิบัติการทันทีว่า #คุ้มค่าหรือไม่ กับการเอาองค์กรมาเสี่ยงขนาดนี้

3️⃣. #ความเสี่ยงต่อขวัญกำลังใจภายใน (Internal Morale Risk )

การประเมิน Internal Risk (ความเสี่ยงภายใน) ผิด: การแสดงออกว่าองค์กรไม่ปกป้องบุคลากรของตัวเอง จะทำให้บุคลากรหมดความศรัทธา และส่งผลต่อความรู้สึกปลอดภัยในการทำงานอย่างรุนแรง

ในฐานะนายจ้างหรือองค์กรต้นสังกัด องค์กรมีหน้าที่ตามกฎหมายและจริยธรรมในการดูแลความปลอดภัยของบุคลากรขณะปฏิบัติงาน
การอำนวยความสะดวกในกระบวนการยุติธรรมคือส่วนหนึ่งของ Duty of Care ที่องค์กรต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน

เมื่อบุคลากรตกเป็นผู้เสียหาย แต่กลับพบอุปสรรคในการแสวงหาความยุติธรรมจากคนภายในด้วยกันเอง ย่อมทำลายวัฒนธรรมองค์กรและขวัญกำลังใจของพนักงานในระยะยาว

❇🔺📂🔸📝💮❇🔸❇

📝Note : #เพิ่มเติมสำหรับฝ่ายกฎหมายองค์กร หรือ In-house Lawyer

❇🫑ในฐานะที่ทนายน้อยเคยทำงาน In-house มาก่อน ฝ่ายกฎหมายมักตกเป็นฝ่ายที่ถูกกดดันจากฝ่ายบริหารให้หาช่องยื้อเรื่อง ในขณะเดียวกันก็ต้องแบกรับความเสี่ยงทางกฎหมายเสียเอง และอาจถูกโยนบาปจากผู้บริหารที่เคยชินกับการใช้อำนาจ

💮 เป็นนักกฎหมายก็จำเป็นจะต้องปกป้องตนเอง

ดังนั้นควรทำ #บันทึกความเห็นทางกฎหมาย หรือ #บันทึกวิเคราะห์ความเสี่ยงทางกฎหมาย (Legal Risk Memo) เสนอต่อผู้บริหารเป็นลายลักษณ์อักษร ชี้ให้เห็นความเสี่ยงอาญาอย่างตรงไปตรงมา เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าฝ่ายกฎหมายได้เตือนองค์กรแล้ว ก่อนที่จะถูกโยนบาป

❇ เพราะเมื่อเรื่องลุกลามถึงขั้นพนักงานสอบสวนดำเนินคดีอาญาเรื่องขัดหมายเรียก หรือทำลายพยานหลักฐาน ฝ่ายบริหารมักอ้างว่า "เป็นเรื่องของฝ่ายกฎหมาย/ฝ่ายปฏิบัติการที่ดำเนินการล่าช้า"


📌 #ฐานความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้อง

🔸 ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน (ป.อาญา ม.168 ,ม.169): การเจตนาไม่มาให้ปากคำ หรือไม่ส่งพยานเอกสารหรือพยานวัตถุตามหมายเรียก โดยไม่มีเหตุอันสมควร มีโทษทางอาญา

🔸 ช่วยเหลือผู้ต้องหามิให้ต้องรับโทษ (ป.อาญา ม.189): การประวิงเวลาหรือปกปิดพยานหลักฐานเพื่อช่วยให้ผู้ต้องหารอดพ้นจากการถูกดำเนินคดี

🔸 ทำลาย/ทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งพยานหลักฐาน (ป.อาญา ม.184): ยกตัวอย่างเช่น กรณีกล้องวงจรปิดหรือ CCTV หากปล่อยให้ไฟล์วงจรปิดสูญหายหรือถูกเขียนทับหลังจากได้รับหมายเรียกแล้ว จะกลายเป็นความผิดอาญาอุกฉกรรจ์ทันที

🧯อย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้

คดีที่พนักงานอัยการแถลงศาลขอให้ออกหมายจับพนักงานสอบสวนที่ประวิงเวลาหรือหรือไม่มาตามหมายเรียก...ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

📯ถ้าถูกโยนบาปเมื่อไรก็งัดสำเนาบันทึกความเห็นนั้นขึ้นมายันว่า #เราเตือนท่านแล้ว

🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿
#บันทึกทนายน้อย

#ที่ปรึกษากฎหมาย
#กฎหมายการแพทย์ #บุคลากรแพทย์
#ทนายธุรกิจ #ร่างสัญญา #สัญญาแพทย์
#กฎหมายก่อสร้าง #สัญญารับเหมาก่อสร้าง
#สัญญาคอนโด #กฎหมายอสังหา

 #ที่ดินวัด ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องที่ดินวัดกำลังเป็นที่สนใจในฐานะทนายน้อยเป็นเด็กวัดก็จะมาชวนเพื่อนๆทำความ...
13/08/2026

#ที่ดินวัด

ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องที่ดินวัดกำลังเป็นที่สนใจ
ในฐานะทนายน้อยเป็นเด็กวัด
ก็จะมาชวนเพื่อนๆทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องที่ดินวัดกันนิดนึง

มีคดีตัวอย่างคดีนึงจะช่วยให้เราทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องที่ดินวัดได้ดี

📝 คดีนี้เกี่ยวกับ "ที่ดินวัด" และการจัดการทรัพย์สินของวัด

ซึ่งเป็นคดีที่จะทำให้เราเข้าใจถึงสถานะของ "ทรัพย์สินวัด" ได้เป็นอย่างดี


​• วัดมีสถานะเป็น “นิติบุคคล”

• เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัดในกิจการทั่วไป

• เจ้าอาวาสมีหน้าที่ดูแล บำรุงรักษา และบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัด

​• “ไวยาวัจกร” คือ คฤหัสถ์ผู้ได้รับแต่งตั้งให้มีหน้าที่เบิกจ่ายนิตยภัต และจะมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัดได้ ตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นหนังสือ

⏩​ตาม มาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ. คณะสงฆ์ฯ

• ให้ถือว่าพระภิกษุซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์และไวยาวัจกรเป็นเจ้าพนักงาน ตามความในประมวลกฎหมายอาญา (หากทุจริตหรือละเลยหน้าที่อาจมีความผิดทางอาญา)

​• การจะโอนที่ธรณีสงฆ์จะกระทำได้ก็แต่โดยรัฐต้องตราเป็น "พระราชบัญญัติ" เท่านั้น

​⚖ สรุปข้อเท็จจริงในคดี (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15710/2558)

​ #ที่มาของที่ดิน:

เดิมที่ดินพิพาทมีผู้ยกให้ "วัดไชยมังคลาราม" (ประเทศมาเลเซีย ซึ่งขึ้นตรงกับคณะสงฆ์ไทย) แต่เนื่องจากเจ้าอาวาสชราภาพ จึงจดทะเบียนใส่ชื่อพระลูกวัดถือกรรมสิทธิ์แทน

​ #โอนเปลี่ยนชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน:

ต่อมาพระลูกวัดมรณภาพ วัดไชยมังคลารามจึงได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยทำเป็นนิติกรรมซื้อขาย แต่แท้จริงแล้วเป็นการ ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 และ 2 ถือกรรมสิทธิ์แทนวัด เท่านั้น

​ #คำสัญญาว่าจะโอนคืน:

ต่อมาจำเลยที่ 1 และ 2 ได้ทำบันทึกยินยอมว่า จะโอนที่ดินพิพาทให้แก่ "วัดนางเหล้า" (โจทก์) ตามเจตนาเดิมของวัดไชยมังคลาราม แต่สุดท้ายจำเลยกลับไม่ยอมโอนและครอบครองทำประโยชน์ในสวนยางพาราเสียเอง #วัดนางเหล้าจึงมาฟ้องคดี

🔸🔸🔸🔸🔸🔸

​ #คำตัดสินของศาลฎีกา:

​🔹 #นิติกรรมอำพราง:

การทำหนังสือซื้อขายและจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 และ 2 เป็นเพียง นิติกรรมอำพราง เพื่อให้ถือกรรมสิทธิ์แทนเท่านั้น ที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็น " #ที่ธรณีสงฆ์" #ของวัดไชยมังคลาราม ตามเดิม

​🔹 #โอนตรงให้โจทก์ไม่ได้:

การจะโอนที่ธรณีสงฆ์ให้วัดอื่น (โจทก์) #โดยตรงจำต้องตราเป็น #พระราชบัญญัติ เท่านั้น ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ศาลจึงบังคับให้จำเลยโอนตรงให้โจทก์ไม่ได้

⚖️ #คำพิพากษา:

ศาลตัดสินให้จำเลยที่ 1 และ 2 #ต้องจดทะเบียนโอนที่ดินกลับมาใส่ชื่อ "วัดไชยมังคลาราม" ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง และให้ร่วมกัน ชดใช้เงิน 5,000,000 บาท (ค่าดอกผล/ผลผลิตยางพารา) พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ รวมทั้งขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท

🔸🔸🔸🔸🔸🔸🔸🔸
ทนายน้อยใส่คำพิพากษาย่อยาวไว้ในคอมเม้นต์

แถมด้วยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่เกี่ยวกับคดีดังที่กำลังเป็นข่าว

🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿

#บันทึกทนายน้อย



#ที่ปรึกษากฎหมาย

#กฎหมายการแพทย์ #บุคลากรแพทย์

#ทนายธุรกิจ #ร่างสัญญา

#กฎหมายก่อสร้าง #สัญญารับเหมาก่อสร้าง

#สัญญาคอนโด #กฎหมายอสังหา

 #กฎหมายความรับผิดทางการแพทย์ด้วยความที่เราไม่ใช่หมอ  แต่ต้องทำงานร่วมกับหมอและบุคลากรทางการแพทย์อยู่เสมอ สิ่งใดไม่รู้ก็...
12/08/2026

#กฎหมายความรับผิดทางการแพทย์

ด้วยความที่เราไม่ใช่หมอ
แต่ต้องทำงานร่วมกับหมอและบุคลากรทางการแพทย์อยู่เสมอ
สิ่งใดไม่รู้ก็ต้องยอมรับที่จะเรียนรู้
และต้องหมั่นเติมความรู้อยู่เสมอ

หลักสูตรนี้ของเนติบัณฑิตยสภา
เป็นอีกหลักสูตรที่น่าสนใจ

ดูรายชื่อวิทยากรแล้วยิ่งน่าสนใจ

เพื่อนๆ ที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ท่านใดสนใจไปเรียนด้วยกันได้นะ

ยังรับสมัครอยู่

เรียน on site ที่เนติบัณฑิตยสภา
เสาร์-อาทิตย์ เดือนกันยายน

รายละเอียดทนายน้อยลงไว้ให้ในคอมเม้นท์นะขอรับ

 #สรุปประเด็นร้อน ร่าง พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม ฉบับใหม่...  #สาระสำคัญที่เปลี่ยนไป และข้อสังเกตทางกฎหมายใน "มาตรา 11 (8)"⌚...
10/08/2026

#สรุปประเด็นร้อน ร่าง พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม ฉบับใหม่...
#สาระสำคัญที่เปลี่ยนไป และข้อสังเกตทางกฎหมายใน "มาตรา 11 (8)"

⌚️ช่วงนี้มีประเด็นที่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ให้ความสนใจกันมาก คือ ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

ซึ่งอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 3 บนระบบกลางทางกฎหมาย

🩺สาระสำคัญในร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรมฉบับใหม่มีความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายประการ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป


💡 #สรุปสาระสำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลงใหม่ที่ต่างไปเดิม


❇️ #ใบอนุญาตต่ออายุทุก5ปี (เดิมใช้ได้ตลอดชีพ): กำหนดให้ใบอนุญาตมีอายุ 5 ปี โดยเชื่อมโยงการต่ออายุเข้ากับการเก็บคะแนนการศึกษาต่อเนื่อง (CME) หากไม่ต่อตามกำหนด ใบอนุญาตจะสิ้นสุดลง

❇️ #สั่งระงับการประกอบวิชาชีพชั่วคราวได้เร่งด่วน: เพิ่มอำนาจให้แพทยสภาสั่งระงับการประกอบวิชาชีพเป็นการชั่วคราวได้ทันที หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าอาจเกิดอันตรายต่อประชาชน

❇️ #กระบวนการจริยธรรมเข้มข้นขึ้น: ปรับเป็นระบบไต่สวน และปิดช่องโหว่กรณีแพทย์ถูกร้องเรียนแล้วลาออก หรือปล่อยให้ใบอนุญาตหมดอายุ ให้กระบวนการสอบสวนยังดำเนินต่อและชี้ขาดได้

❇️ #ปรับโครงสร้างและวาระผู้บริหารแพทยสภา: ปรับองค์ประกอบคณะกรรมการเป็น 50 คน (เลือกตั้ง 30 คน) และกำหนดให้ นายกฯ เลขาธิการ เหรัญญิก ดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ (วาระละ 4 ปี)

❇️ #ปรับบทลงโทษและค่าธรรมเนียม: เพิ่มโทษกรณีประกอบวิชาชีพโดยไม่ได้รับอนุญาต (แพทย์เถื่อน) และปรับอัตราค่าธรรมเนียมท้าย พ.ร.บ. ให้เหมาะกับปัจจุบัน

***************

💡 #ประเด็นการแก้ไขในมาตรา 11 (8)

🔺ในร่าง พรบ. ฉบับใหม่ ได้มีการเพิ่มคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิกแพทยสภาในมาตรา 11 ซึ่งเดิมใน พรบ. 2525 ไม่มีการระบุประเด็นเรื่องการถูกกล่าวหาทางจริยธรรมไว้ในขั้นตอนการสมัครหรือดำรงสมาชิกภาพ

📂 #รายละเอียดการแก้ไขตามร่างใหม่ มาตรา 11 (8)

🔸 #ข้อกำหนดใหม่: กำหนดให้ผู้ที่จะเป็นสมาชิกต้อง "ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างการถูกกล่าวหาหรือกล่าวโทษ ในกระบวนการทางจริยธรรม ตามมาตรา 32 ซึ่งแพทยสภายังมิได้มีคำวินิจฉัยถึงที่สุด"

🔸 #วัตถุประสงค์: การเพิ่มเงื่อนไขนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความเข้มงวดในการคัดกรองคุณสมบัติของสมาชิกให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้รับบริการทางการแพทย์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

🔸 #ผลกระทบที่เกี่ยวข้อง: ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับมาตรา 13 ในร่างใหม่ ซึ่งระบุว่าสมาชิกภาพจะสิ้นสุดลงหากขาดคุณสมบัติตามมาตรา 11 และยังสอดคล้องกับหลักการที่ว่า หากสมาชิกภาพสิ้นสุดลง ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพก็จะสิ้นสุดลงตามไปด้วย

🔸 นอกจากนี้ ร่างกฎหมายใหม่ยังปิดช่องว่างเดิมโดยกำหนดว่า ผู้อยู่ระหว่างถูกพิจารณาจริยธรรมจะพ้นจากสมาชิกภาพโดยการลาออกไม่ได้ จนกว่ากระบวนการจะถึงที่สุด เพื่อป้องกันการหลบเลี่ยงความผิด, และแม้สมาชิกภาพจะสิ้นสุดลงด้วยเหตุอื่น คณะกรรมการก็ยังมีอำนาจพิจารณาจริยธรรมต่อไปจนเสร็จสิ้นได้

***************

📝 #ข้อสังเกต

1️⃣. #ขัดหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ (Presumption of Innocence): ปกติแล้วในทางกฎหมาย ตราบใดที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิด บุคคลนั้นยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ การตัดสิทธิหรือให้ขาดคุณสมบัติเพียงเพราะ "ถูกกล่าวหา/กล่าวโทษ" จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง

2️⃣. #ความเสี่ยงในการถูกใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้ง: เนื่องจากช่องทางการกล่าวหาหรือกล่าวโทษทำได้ง่าย หากมีผู้เจตนานำเรื่องมาร้องเรียน ก็อาจทำให้แพทย์ผู้นั้นตกอยู่ในสถานะ "ถูกกล่าวหา" ทันที ซึ่งอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสิทธิบางประการในองค์กรหรือทางวิชาชีพได้

3️⃣. #ผลกระทบเป็นวงกว้าง: เมื่อมาตรา 11 กำหนดคุณสมบัติสมาชิก หากกระทบถึงสมาชิกภาพ (มาตรา 13) ก็อาจส่งผลสืบเนื่องไปถึงการถือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ (มาตรา 30) อีกด้วย

*************

📢 ขอเชิญชวนเพื่อนๆ แพทย์ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ร่วมอ่านร่างกฎหมายและแสดงความคิดเห็น

กฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้กับผู้ประกอบวิชาชีพทุกคน เสียงและความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากในการร่วมกำหนดทิศทางกฎหมายให้เป็นธรรมและคุ้มครองทุกฝ่ายอย่างเหมาะสม


➡️➡️ ช่องทางแสดงความคิดเห็น #ระบบกลางทางกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทนายน้อยลงลิงค์ไว้ให้ในคอมเม้นท์นะขอรับ

ป.ล. ทนายน้อยอ่านและตีความตามตัวอักษรนะขอรับ เข้าใจเจตนา แต่บางถ้อยคำหรือบางข้อที่เป็นประเด็นแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ ก็เห็นว่าควรมีการปรับปรุงให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต

🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿
#บันทึกทนายน้อย

#ที่ปรึกษากฎหมาย
#กฎหมายการแพทย์ #บุคลากรแพทย์
#ทนายธุรกิจ #ร่างสัญญา

 #เตือนภัยหมอแขวนป้าย #เช็กความเสี่ยงก่อนรับเป็นผู้ดำเนินการ📌เตือนกันทุกปีเรื่องหมอแขวนป้ายแต่ทุกวันนี้ ใน Line Open Cha...
08/08/2026

#เตือนภัยหมอแขวนป้าย

#เช็กความเสี่ยงก่อนรับเป็นผู้ดำเนินการ

📌เตือนกันทุกปีเรื่องหมอแขวนป้าย
แต่ทุกวันนี้ ใน Line Open Chat
ยังเห็นประกาศรับสมัครผู้ดำเนินการสถานพยาบาลกันเกร่อ
แถมยังมีเยอะมาเสียด้วยสิ

เจ้าของคลินิกบางคนก็พูดว่า

“หาไม่ยากหรอก หมอแขวน
ใครก็ยากได้เงินฟรีๆ โดยไม่ต้องทำงาน”

ฟังดูเหมือนดี...

แต่เงินที่ได้มาจะคุ้มกับความรับผิดตามกฎหมายหรือไม่ ❓
#ศาลพิพากษาจำคุกไม่รอลงอาญา

ก็มีให้เห็นมาแล้ว

🧬ทนายน้อยขอชวนเพื่อนๆ มาทำความเข้าใจกับบทบาทหน้าที่และความรับผิดตามกฎหมายของผู้ดำเนินการสถานพยาบาล
แล้วใครที่คิดจะแขวน ป้าย...
ลองถามตัวเองว่า....

หน้าที่ตามกฎหมายเหล่านี้

⚡ท่านสามารถจัดการและควบคุมได้จริงหรือไม่ ⚡

—---------------

🧱 #หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ดำเนินการสถานพยาบาล
รวมถึง #ความรับผิดกรณีไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย มีรายละเอียดดังนี้

#หน้าที่และสิ่งที่ผู้ดำเนินการสถานพยาบาลต้องจัดให้มี

จากพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541
และข้อบังคับแพทยสภา หน้าที่ของผู้ดำเนินการสามารถแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ได้ดังนี้:

1️⃣. #หน้าที่ในการควบคุมดูแลการประกอบวิชาชีพ (มาตรา 34):
ควบคุมไม่ให้มีการประกอบวิชาชีพผิดสาขา หรือแผนที่ระบุไว้ในใบอนุญาต และห้ามมิให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ประกอบวิชาชีพมาทำการตรวจรักษาในสถานพยาบาล
ควบคุมให้ผู้ประกอบวิชาชีพปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพของตนอย่างเคร่งครัด
.
ควบคุมจำนวนเตียง ไม่ให้มีการรับผู้ป่วยไว้ค้างคืนเกินจำนวนที่ได้รับอนุญาต เว้นแต่เป็นกรณีฉุกเฉินที่อาจเกิดอันตรายต่อผู้ป่วยหากไม่รับไว้
ดูแลความเรียบร้อยของสถานที่ โดยต้องควบคุมให้สถานพยาบาลสะอาด เรียบร้อย ปลอดภัย และมีลักษณะเหมาะสมตามที่กฎหมายกำหนด

2️⃣. #หน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกับผู้รับอนุญาต (มาตรา 35, 36, 37)
🔹 #จัดให้มีผู้ประกอบวิชาชีพ ตามประเภทและจำนวนที่กฎหมายกำหนดตลอดเวลาที่เปิดทำการ
🔹 #จัดให้มีเครื่องมือ เครื่องใช้ ยา และเวชภัณฑ์ ที่จำเป็นและเพียงพอตามชนิดที่กำหนดในกฎกระทรวง
🔹 #จัดทำและรายงานหลักฐาน เกี่ยวกับผู้ประกอบวิชาชีพและผู้ป่วย เช่น เวชระเบียน รวมถึงเอกสารอื่นเกี่ยวกับการรักษา โดยต้องเก็บรักษาไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่จัดทำ
🔹 #ควบคุมมาตรฐานการบริการ ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
🔹 #การช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน ต้องควบคุมดูแลให้มีการช่วยเหลือเยียวยาผู้ป่วยฉุกเฉินจนพ้นอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพ และระดมทรัพยากรที่มีเพื่อช่วยเหลือ
🔹 #การส่งต่อผู้ป่วย หากจำเป็นต้องส่งต่อหรือผู้ป่วยประสงค์จะย้าย ต้องจัดการส่งต่อไปยังสถานพยาบาลอื่นอย่างเหมาะสม
🔹 #ป้องกันการใช้สถานพยาบาลผิดประเภท ต้องควบคุมไม่ให้มีการประกอบกิจการผิดจากประเภทหรือลักษณะการบริการที่ระบุไว้ในใบอนุญาต เช่น ได้รับอนุญาตให้มีห้องผ่าตัดเล็ก แต่ทำหัตถการที่ต้องทำในห้องผ่าตัดใหญ่ และมีการให้ยาสลบ

3️⃣. #หน้าที่ด้านจริยธรรมและกฎหมายอื่น :
🔹 #ปฏิบัติตามกฎหมายยาเสพติด โดยเฉพาะการขออนุญาตใช้ยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท
🔹 #ห้ามให้หรือรับค่าตอบแทน (Kickback) จากการรับหรือส่งต่อผู้ป่วย หรือผลประโยชน์อื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการตรวจวินิจฉัยและรักษา เว้นแต่ตามธรรมจรรยา
🔹 #อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ในการเข้ามาตรวจสอบสถานพยาบาลหรือเรียกตรวจสอบเอกสาร

—-----------------
💢♨️💢♨️💢♨️

✴ #สำหรับรายละเอียดของหน้าที่
เพื่อประกอบการตัดสินใจของแพทย์ที่จะรับเป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาล มีดังนี้

1️⃣. #หน้าที่จัดทำและรายงานหลักฐาน (เวชระเบียนและเอกสารการรักษา)
📳หน้าที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการเซ็นเอกสาร
แต่เป็นการ " #จัดให้มีและควบคุม"
ระบบข้อมูลทั้งหมดของสถานพยาบาล
ให้เป็นไปตามกฎกระทรวง
ซึ่งมีรายละเอียดที่ต้องรับผิดชอบร่วมกับผู้รับอนุญาต (เจ้าของ) ดังนี้:
🔸 #หลักฐานเกี่ยวกับผู้ประกอบวิชาชีพ: ต้องจัดให้มีสำเนาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ, ทะเบียนรายชื่อ และหลักฐานการมาปฏิบัติงานของทุกคน
🔸 #หลักฐานเกี่ยวกับผู้ป่วยนอก (OPD):
🔸 #ทะเบียนผู้ป่วยนอก: ต้องระบุชื่อ-สกุล, อายุ, เลขประจำตัว และวันที่รับบริการ

🔸 #บัตรผู้ป่วยนอก (OPD Card):

ต้องมีข้อมูลส่วนบุคคลครบถ้วน (รวมเลขบัตรประชาชน), ประวัติอาการ, ผลการตรวจร่างกาย/แล็บ, การวินิจฉัย, รายละเอียดการรักษา
และสำคัญที่สุดคือ #ลายมือชื่อผู้ตรวจรักษา

🔸 #หลักฐานเกี่ยวกับผู้ป่วยใน (IPD):
- ต้องมีทะเบียนผู้ป่วยในแยกตามหอผู้ป่วย
- แฟ้มประวัติการรักษา: ต้องมีบันทึกการเปลี่ยนแปลงของโรค, คำสั่งการรักษา, บันทึกการพยาบาล, บันทึกการรักษาระหว่างแผนก และบันทึกสรุปเมื่อสิ้นสุดการรักษา (Discharge Summary)
🔸 #การเก็บรักษาและรายงาน:
.
- ต้องเก็บรักษาในสภาพที่ตรวจสอบได้ไม่น้อยกว่า 5 ปี (จัดเก็บเป็นคอมพิวเตอร์ได้แต่ต้องมีระบบสำรองข้อมูล)
- ต้องจัดทำและส่ง "รายงานประจำปี" (แบบ ส.พ. 23 หรือ 24) ต่อผู้อนุญาต (สบส./สสจ.) ภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป ซึ่งระบุสถิติการรักษา เครื่องมือสำคัญ และข้อมูลคุณภาพบริการอย่างละเอียด
🔸 #ความเสี่ยงทางปฏิบัติ:
หากมีการ " #จัดทำเอกสารเท็จ" ⚡
เช่น แก้ไขเวชระเบียนเพื่อเบิกจ่ายหรือปกปิดความผิด
#ผู้ดำเนินการมีความรับผิดทางอาญา จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
.....

2️⃣. #การควบคุมมาตรฐานการบริการตามประกาศรัฐมนตรี
>>ข้อนี้คือการที่ผู้ดำเนินการต้องเป็นหน้าด่านในการคุมมาตรฐานวิชาชีพและกฎระเบียบเทคนิค ซึ่งมีประกาศที่เกี่ยวข้องมากมาย ตัวอย่างเช่น
#มาตรฐานการส่งต่อ (Referral): ต้องคุมให้มีการสื่อสารประสานงานกับสถานพยาบาลปลายทางล่วงหน้า และจัดให้มีผู้ประกอบวิชาชีพที่มีความสามารถเหมาะสมดูแลผู้ป่วยไปในรถพยาบาลตามความรุนแรงของโรค
#มาตรฐานการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน: ต้องคุมให้มีการคัดแยก (Triage) สีแดง-เหลือง-เขียว และให้การบำบัดรักษาจนเต็มขีดความสามารถโดย "ห้ามนำเรื่องสิทธิการรักษาหรือค่าใช้จ่ายมาเป็นเหตุปฏิเสธการบริการ"
💥 #มาตรฐานการโฆษณา 🔥

แม้เจ้าของอยากโฆษณาเพื่อยอดขาย
#แต่ผู้ดำเนินการต้องคุมไม่ให้มีการโฆษณาโอ้อวดเกินจริง
เช่น ใช้คำว่า ดีที่สุด, หายขาด, 100% และต้องได้รับอนุมัติข้อความจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพก่อนเผยแพร่เสมอ
#มาตรฐานเฉพาะแผนก: เช่น หากมีบริการฟอกเลือด (Hemodialysis) ต้องคุมสัดส่วนพยาบาลต่อผู้ป่วย (1:4) และคุมคุณภาพระบบน้ำบริสุทธิ์ให้ได้ตามเกณฑ์

🔅🔅🔅🔅🔅🔅🔅🔅🔅

🔒 #ความรับผิดตามกฎหมายกรณีปฏิบัติไม่ถูกต้อง

หากผู้ดำเนินการสถานพยาบาลไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด จะมีความรับผิดดังนี้

📌. #โทษทางอาญา (ปรับและจำคุก)
▶️กรณีปล่อยให้ผู้ไม่ใช่ผู้ประกอบวิชาชีพทำการรักษา หรือให้ประกอบวิชาชีพผิดสาขา: จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

▶️ กรณีไม่ดูแลความสะอาด/ปลอดภัย หรือรับผู้ป่วยเกินจำนวนเตียง: ปรับไม่เกิน 10,000 บาท

▶️กรณีไม่จัดให้มีผู้ประกอบวิชาชีพ/เครื่องมือ/รายงาน หรือไม่คุมมาตรฐาน: จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

▶️ กรณีฝ่าฝืนไม่ช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน: จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

▶️ กรณีปล่อยให้ใช้สถานพยาบาลผิดประเภท: ปรับไม่เกิน 20,000 บาท

▶️ กรณีไม่อำนวยความสะดวกแก่เจ้าพนักงาน: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท

▶️ #การจัดทำหลักฐานหรือเวชระเบียนเท็จ: จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 🔥
**********

📌. #มาตรการทางปกครอง
▶️ #คำสั่งให้แก้ไข: พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ระงับหรือปฏิบัติให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด
▶️ #การสั่งปิดสถานพยาบาลชั่วคราว: หากการละเว้นหน้าที่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งแก้ไข ผู้อนุญาต (สบส.) มีอำนาจสั่งปิดเป็นการชั่วคราวได้
▶️ #การเพิกถอนใบอนุญาต: หากไม่แก้ไขภายในเวลาที่กำหนดหลังจากถูกสั่งปิดชั่วคราว หรือต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในกรณีร้ายแรง ผู้อนุญาต (สบส.) โดยคำแนะนำของคณะกรรมการอาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้
********

📌. #โทษทางจริยธรรมของผู้ดำเนินการซึ่งเป็นแพทย์ 💣
การฝ่าฝืนข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยจริยธรรมของผู้ดำเนินการสถานพยาบาล ถือเป็นการประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งอาจถูกลงโทษตั้งแต่ตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

: 📝

ปัจจุบัน ประกาศแพทยสภา ที่ 62/2567 เรื่อง เกณฑ์การกำหนดโทษทางจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมของผู้ดำเนินการสถานพยาบาล ได้ยกระดับบทลงโทษทางจริยธรรมของผู้ดำเนินการสถานพยาบาลไว้ #ไม่มีขั้นตอนการว่ากล่าวตักเตือนหรือภาคทัณฑ์อีกต่อไป

🔺 #ปล่อยให้หมอปลอมรักษา #หรือไม่คุมคลินิกให้ถูกกฎหมาย:

ผิดครั้งแรก โดนพักใช้ใบอนุญาต 1 ปี ทันที
(ผิดซ้ำครั้งที่ 2 พัก 2 ปี / ผิดซ้ำครั้งที่ 3 เพิกถอนใบอนุญาต หมดอนาคตทางการแพทย์ทันที)
🔺 #ปล่อยให้โฆษณาโอ้อวด #เท็จ #หรือแอบอ้างหมอเฉพาะทาง:

ผิดครั้งแรก โดนพักใช้ใบอนุญาต 6 เดือน ทันที!
(ผิดซ้ำครั้งที่ 3 เพิกถอนใบอนุญาต)

⛓️‍💥⛓️‍💥⛓️‍💥⛓️‍💥⛓️‍💥⛓️‍💥⛓️‍💥⛓️‍💥⛓️‍💥

🩺 #บทวิเคราะห์ด้านอำนาจและการปฏิบัติ (สำหรับแพทย์)

หากท่านพิจารณาจะไปเป็นผู้ดำเนินการ (แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของเอง) มีประเด็นที่ต้องชั่งน้ำหนักดังนี้:
🧭 #อำนาจตามกฎหมาย 🆚 #อำนาจการเงิน

กฎหมายให้ท่านมีอำนาจ #ควบคุมและดูแล
แต่การ "จัดให้มี" (Provide) เช่น
การจ้างคนเพิ่มหรือซื้อเครื่องมือ ซื้อยา
เป็นหน้าที่ร่วมของท่านและเจ้าของ (ผู้รับอนุญาต)
หากเจ้าของไม่ยอมควักเงินซื้อเครื่องมือที่ได้มาตรฐาน
หรือไปสั่งยาหิ้ว ยาปลอมมาใช้
เพื่อประหยัดต้นทุนและเพื่อแข่งขันด้านราคา
แต่ท่านยังปล่อยให้เปิดบริการ

#ท่านในฐานะผู้ดำเนินการจะมีความรับผิดทางอาญาพ่วงไปด้วย ⚡......

🧭 #ความรับผิดทางอาญาที่ปฏิเสธไม่ได้

หากสถานพยาบาลทำผิดกฎหมาย
เช่น ใช้พนักงานที่ไม่ใช่พยาบาลมาฉีดยา
ใช้ยาหิ้ว ยาปลอม กับคนไข้
แม้ท่านจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์
แต่ในฐานะผู้ดำเนินการที่ได้รับใบอนุญาต
ท่านถือเป็นผู้มีหน้าที่ควบคุมโดยตรง
#ซึ่งมีโทษจำคุกและปรับตามกฎหมาย

🧪 #สรุป:

ในทางกฎหมายท่านมีอำนาจเต็มในการ " #สั่งระงับ" สิ่งที่ไม่ถูกต้อง
แต่ในทางปฏิบัติอำนาจนี้ท่านมีอยู่จริงหรือไม่ ⁉️

มิเช่นนั้นท่านอาจกลายเป็น " #ผู้รับผิดแทน" ในทางกฎหมาย
ลองคิดดูนะขอรับว่า....

แค่เรื่องโฆษณาเรื่องเดียว

ท่านควบคุมไหวหรือไม่⁉️

🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿
#บันทึกทนายน้อย

#ที่ปรึกษากฎหมาย
#กฎหมายการแพทย์ #บุคลากรแพทย์
#ทนายธุรกิจ #ร่างสัญญา
#หมอแขวนป้าย #ผู้ดำเนินการสถานพยาบาล

ที่อยู่

Bangkok

เวลาทำการ

พุธ 10:00 - 17:00
พฤหัสบดี 10:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66889129981

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ บันทึกทนายน้อย:The Little Lawyer Diaryผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท