คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก. 112)

คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก. 112) Download แบบฟอร์มได้ที่ http://www.ccaa112.org

คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 มาจากการรวมตัวกันของเครือข่ายนักวิชาการและกลุ่มกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ กลุ่มกรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มกวีราษฎร์ กลุ่มแดงสยามกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มนิติม่อน กลุ่มประชาคมจุฬาฯเพื่อประชาชน กลุ่มประชาคมศิลปากรเพื่อประชาชน กลุ่มเพื่อนนักโทษการเมืองไทย กลุ่มมหิดลเสรีเพื่อประชาธิปไตย เครือข่ายสันติประชาธรรม กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ กลุ่มอาร์ติเคิล112 คณะนักเขียนแสงส

ำนึก คณะนิติราษฎร์ แนวร่วมนักเรียนนิสิตนักศึกษาเสรีชนล้านนา มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) เป็นต้นได้ร่วมกันรณรงค์ให้ผลักดัน “ร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ด้วยเหตุผลว่าร่างแก้ไขมาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ เป็นกฎหมายที่ส่งเสริมให้สถาบันกษัตริย์มีความมั่นคงและสอดคล้องกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย พร้อม ๆ ไปกับปกป้องคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยด้วย

จับ-ค้นบ้าน บัณฑิต อานียา นักเขียนวัย 73 ปี ข้อหาหมิ่นฯ ตามมาตรา 112 วานนี้ (26 พ.ย.) นายบัณฑิตแสดงความเห็นในเวทีเสวนาเก...
27/11/2014

จับ-ค้นบ้าน บัณฑิต อานียา นักเขียนวัย 73 ปี ข้อหาหมิ่นฯ ตามมาตรา 112

วานนี้ (26 พ.ย.) นายบัณฑิตแสดงความเห็นในเวทีเสวนาเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ โดยกล่าวว่าสังคมไทยเกิดความแตกแยกเป็นสองฝ่าย รวมถึงแนวคิดเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์นิยม ระหว่างเพิ่งเริ่มพูดยังไม่ทันจบประโยค ก็ถูกเข้าควบคุมตัว

ภาพจากเว็บไซต์ประชาไท
http://prachatai.org/journal/2014/11/56714

22/11/2014

หลังรัฐประหารมา จำนวนผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 มีเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนน่าสังเกตว่า การรัฐประหารบนเส้นทางของการ "ปฏิรูป" มุ่งจับตาประชาชนที่แสดงความเห็นทางการเมืองและวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์มากเป็นพิเศษ

คดีจำนวนหนึ่ง ถูกตีความว่าต้องพิจารณาในศาลทหาร ซึ่งเป็นการพิจารณาชั้นเดียว ไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกา ไม่เพียงเท่านั้น ศาลทหารได้สร้าง "ธรรมเนียม" สำหรับการดำเนินคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ โดยมักสั่งให้ใช้กระบวนการพิจารณาคดีโดย "ลับ"

นอกจากนี้ หากเทียบกับศาลชั้นต้นแล้ว ศาลทหารมีแนวโน้มที่จะตั้งอัตราโทษสูงกว่าศาลพลเรือน ดังที่เกิดกับคดีของนักจัดรายการวิทยุ "คฑาวุธ นายแน่มาก" ซึ่งอัพโหลดเสียงในรายการวิทยุออนไลน์ ซึ่งศาลทหารพิพากษาเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ให้ต้องโทษจำคุก 10 ปี

คดีของ "คฑาวุธ นายแน่มาก" ถือเป็นคดีที่ถูกลงโทษรุนแรงที่สุดเมื่อเทียบกับคดีหมิ่นกษัตริย์ฯ คดีอื่นๆ ในรอบหลายสิบปี ที่ศาลมีอัตราเฉลี่ยลงโทษจำคุกกรรมละ 3-5 ปี

1 พ.ค. 57 วันแรงงานมีนักโทษ112 เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนในเรือนจำhttp://prachatai.com/journal/2014/05/52943
01/05/2014

1 พ.ค. 57 วันแรงงาน

มีนักโทษ112 เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนในเรือนจำ

http://prachatai.com/journal/2014/05/52943

ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดี ม.112 'เจ๋ง ดอกจิก' ปราศรัยเวที นปช.

สุกัญญา พฤกษาเกษมสุข ภรรยาของสมยศ ผู้ถูกตัดสินให้จำคุก 10 ปี ตามมาตรา 112 กล่าวในงานรำลึก 3 ปีการจองจำสมยศ เกี่ยวกับประเ...
30/04/2014

สุกัญญา พฤกษาเกษมสุข ภรรยาของสมยศ ผู้ถูกตัดสินให้จำคุก 10 ปี ตามมาตรา 112 กล่าวในงานรำลึก 3 ปีการจองจำสมยศ เกี่ยวกับประเด็นเสรีภาพการแสดงออกในสังคมไทยและมาตรา 112 เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2557 ที่โรงแรมโกลเด้นดราก้อน

ดิชั้นไม่อยากให้สิ่งที่สมยศทำสูญหายไป จึงอยากจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องให้สังคมรู้ว่ากฎหมายอาญามาตรา 112 มีผลกระทบอย่างไรต่อชีวิตของเรา หลังจากที่สามีถูกลงโทษด้วยมาตรา 112 จึงพยายามออกมาพูดกับสังคมว่ากฎหมายมาตรา 112 นี้มีปัญหาอยู่มาก เนื่องจากใครจะนำคดีความไปฟ้องร้องก็ได้ และเป็นคดีที่มีโทษสูงมาก คือ 3-15 ปี ไม่สามารถโดนลงโทษน้อยกว่า 3 ปี ทัศนคติของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมก็มองว่าคดีแบบนี้เป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ ดังนั้น คนที่เป็นจำเลยจึงเป็นคนทำลายชาติ เทียบเท่ากับการกบฏ

กฎหมายมาตรา 112 ถูกใช้มากที่สุดหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 2549 มีจำนวนคดีเพิ่มขึ้นมากในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา ในสมัยเด็กๆ ยังไม่ค่อยเห็นการใช้กฎหมายนี้ แต่พอการเมืองแตกออกเป็นสองขั้น คือ ขั้วก้าวหน้ากับอนุรักษ์นิยม จะเห็นว่ามีขั้วการเมืองพยายามใช้กฎหมายนี้ปิดกั้นการแสดงออกของขั้วตรงข้าม

เดี๋ยวนี้ประเทศไทยมีชื่อเสียงอีกอย่างหนึ่งนอกจากการท่องเที่ยวที่สวยงาม คือ การลงโทษคนด้วยมาตรา 112 กรณีที่สะเทือนขวัญคนต่างชาติมากๆ คือ กรณีอากง ขณะที่คนไทยบางคนเห็นว่าเป็นเรื่องสมควรแล้ว หากเรามองโดยตัดอคติทางการเมืองออกไปก็น่าคิดว่ามันสมควรแก่เหตุหรือไม่ที่จะให้ใครไปติดคุก 20 ปีทั้งที่ไม่ได้ทำให้ใครตาย

นอกจากเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว ประเทศไทยยังมีประเด็นอื่นๆ อีกที่ยังไม่มีเสรีภาพ เช่น เรื่องศาสนาก็มีคนเชื่อว่าประเทศไทยควรมีศาสนาพุทธศาสนาเดียว พอมีกลุ่มนักศึกษาออกมาแสดงความเห็นต่อต้านระบบ SOTUS ก็จะโดนสังคมเสียบประจานและแบนไม่ให้เข้ากลุ่ม ซึ่งประเด็นเหล่านี้ยังไม่มีคนเจ็บป่วยล้มตายไปจากการแสดงความคิดเห็น

แต่พอเป็นการเขียนหรือการพูดที่ถูกตีความได้ว่าเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ฝ่ายตรงข้ามก็จะโจมตีทันทีว่าเป็นพวกล้มเจ้า ส่วนตัวไม่เชื่อว่าขบวนการล้มเจ้ามีอยู่จริง สถาบันใดสถาบันหนึ่งไม่อาจถูกโค่นล้มได้ถ้าสถาบันนั้นคงไว้ซึ่งการปฏิบัติที่ดี คนจะนับถือเลื่อมใสสถาบันนั้นเอง จึงไม่เชื่อว่าจะมีขบวนการล้มเจ้าอยู่จริง

ทันทีที่ใครถูกติดป้ายที่หน้าผากว่าเป็นพวก "ล้มเจ้า" ก็จะถูกโจมตีจากสังคมของเขาทันที ถ้าเป็นนักศึกษาก็อาจถูกเพื่อนนักศึกษาโจมตี ถ้าเป็นคนทำงานก็อาจถูกรังเกียจจากคนที่ทำงานหรืออาจะกระทบต่อหน้าที่การงานได้ หรืออย่างร้ายแรงก็อาจมีการทำร้ายร่างกายได้ เช่น ที่เคยเกิดขึ้นกับผู้ต้องหามาตรา 112 เมื่อเข้าไปในเรือนจำระหว่างรอพิจารณาคดีและโดนเพื่อนผู้ต้องขังรุมทำร้าย

กฎหมายนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง และดิชั้นจำเป็นต้องออกมาพูด ถึงแม้สามีจะไม่ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้แต่ก็ต้องทำเพื่อคนอื่นๆ ต่อไป เราต้องยืนยันในสิ่งที่เราคิดว่าถูก ต้องยืนยันว่าเราไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เรามีเจตนาดี ไม่ได้จะล้มล้างเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ต้องการจะพูดเพื่อให้เกิดการพัฒนาขึ้นๆไป

27/04/2014

Somyot Prueksakasemsuk is a long-time labour rights activist and human rights defender in Thailand. Since 2007, he has been the editor of Voice of Taksin magazine. He was arrested and taken into custody on 30 April 2011, and shortly thereafter charged with two violations of Article 112, which states…

เรื่องเล่าเล็กๆในเดือนมีนาคม 2557 เริ่มต้นจากคราวซวยของชายแก่คนหนึ่ง ก่อนจะเดินทางมาถึงบัลลังก์หรูในตึกใหญ่ ที่ซึ่งบรรจุ...
30/03/2014

เรื่องเล่าเล็กๆในเดือนมีนาคม 2557 เริ่มต้นจากคราวซวยของชายแก่คนหนึ่ง ก่อนจะเดินทางมาถึงบัลลังก์หรูในตึกใหญ่ ที่ซึ่งบรรจุความกลัวอันยิ่งใหญ่ที่สุดของยุคสมัย
....................................................................................

ชายแก่คนหนึ่ง คือจำเลยในคดีหลังประตูปิดลับ ในปีที่กำลังจะถูกศาลพิพากษา มีอายุ 64 ปี ขณะถูกจับมีอายุ 56 ปี มีอาชีพขายของเร่ แบบ "แบกะดิน" ปูเสื่อกับพื้น ในแผงของชายแก่จะมีทั้งเสื้อ หมวก พัด สายรัดข้อมือ ซีดีเก่า หนังสือเก่า ฯลฯ งานเทศกาลต่างๆ เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ งานเฉลิมพระชนมพรรษา ของที่เอา ไปขายก็จะเปลี่ยนไปตามเทศกาล

เมื่อ 8 ปีที่แล้ว ช่วงเริ่มต้นของไฟร้อนทางการเมืองก่อนที่จะลุกลามใหญ่โต ในงานชุมนุมทางการเมืองที่สวนลุมพินี ที่เรียกว่า "เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร" ชายแก่ไปขายของตามปกติ มีคนเอาหนังสือมาฝากขาย คนแรกเอาหนังสือฟ้าเดียวกันปกโค้กมาฝาก คนที่สองเอาหนังสือกงจักรปีศาจมาฝากสองเล่ม ชายแก่รับไว้

ชายแก่ขายหนังสือกงจักรปีศาจได้หนึ่งเล่มราคา 500 บาท จะต้องแบ่งให้คนฝากขาย 300 บาท และเป็นกำไรของตัวเอง 200 บาท แต่ยังไม่ทันได้แบ่งเงินกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลุมพินีก็เข้ามาจับกุม เบื้องต้นตั้งข้อหาผิดพ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ.2484 ฐานขายหนังสือฟ้าเดียวกันซึ่งเป็นหนังสือต้องห้าม

คดีขายหนังสือฟ้าเดียวกันตำรวจสั่งไม่ฟ้อง แต่ 7 ปีถัดมา การขายหนังสือกงจักรปีศาจเป็นเหตุให้อัยการส่งเรื่องฟ้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ตามมาตรา 112 วันส่งฟ้องเจ้าหน้าที่กรมคุ้มครองสิทธิซึ่งจะเป็นผู้ยื่นหลักทรัพย์ประกันตัวให้ เตรียมเอกสารมาผิดพลาดเล็กน้อย คืนนั้นชายแก่เข้าไปนอนเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในเรือนจำ

กุมภาพันธ์ 2557 เดือนแห่งความรัก ชายแก่เดินทางมาขึ้นศาลที่ห้องพิจารณาคดี 501 หน้าห้องมีกระดาษแปะไว้ว่า "พิจารณาลับ (ห้ามเข้า)" เพื่อนของลุงที่จะมาให้กำลังใจเข้าฟังไม่ได้ ศาลสั่งพิจารณาลับเพราะเห็นว่าเป็นคดีเกี่ยวข้องกับเรื่องที่อ่อนไหวที่สุดในสังคม เพราะหนังสือกงจักรปีศาจ หน้าปกเขียนไว้ว่า "บทวิเคราะห์กรณีสวรรคต ของในหลวงอานันท์ฯ"

ทั้งที่ความจริงเบื้องหลังการสวรรคตจะเป็นอย่างไรนั้นไม่ใช่ประเด็นที่ต่อสู้กันในคดี ประเด็นของจำเลยเพียงต้องการบอกว่า หนังสือนั้นมีคนมาฝากขาย ไม่เคยอ่าน ไม่รู้เนื้อหาข้างใน จึงไม่มีเจตนา ย่อมไม่มีความผิด แต่ด้วยความกลัวว่าการพิจารณาคดีจะทำให้คนรับรู้เนื้่อหาในหนังสือกันมากขึ้น ศาลจึงสั่งพิจารณาลับ

ไม่ใช่คดีแรก อย่างน้อยก็เป็นคดีที่สามแล้วในรอบหลายปีมานี้ ต่อจากคดีดา ตอร์ปิโด และคดีป้ายผ้าลึกลับที่ปัตตานี ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็เคยประทับตรารับรองแล้วว่า การพิจารณาคดีมาตรา 112 แบบปิดลับนั้น ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

พอเห็นคนอื่นเดินไปถ่ายรูปป้ายห้ามเข้า ชายแก่ก็เดินเอามือถือเก่าๆ ของตัวเองไปถ่ายรูปเก็บไว้บ้าง พร้อมกับบ่นเสียดายที่คนอื่นเข้าไม่ได้ เพราะอยากให้คดีของตัวเองเป็นคดีตัวอย่างต่อไปในอนาคต

ตำรวจสันติบาล ตำรวจที่จับ พนักงานสอบสวน พยานที่มาให้ความเห็น รวมแล้วพยานโจทก์ทุกคนที่จะมาบอกว่าจำเลยมีความผิด ไม่มีใครเคยอ่านหนังสือจบทั้งเล่มเลย หรือไม่ ต่างก็พยายามหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามถึงเนื้อหาในหนังสือ

พยานโจทก์คนหนึ่งที่มาให้ความเห็น ว่าข้อความบางส่วนในหนังสือนั้น "หมิ่นฯ" เมื่อถูกถามว่าข้อความนั้นเกี่ยวกับอะไร อึกอักอึกอัก ตอบว่าเกี่ยวกับรัชกาลที่ 8 ถามว่ารัชกาลที่ 8 อย่างไร อึกอักอึกอัก ตอบว่า การสวรรคต ถามว่า "หมิ่นอย่างไร" อึกอักอึกอัก ตอบว่าไม่เหมาะสม ขนาดอัยการและศาลบอกว่า ให้พูดเลย สามารถพูดได้ ก็ยัง อึกอักอึกอัก ไม่ยอมตอบ

เมื่อทนายความถามศ.ธงทอง จันทรางศุ ว่าสถิติคดีมาตรา 112 ที่สูงขึ้นเป็นผลดีหรือผลเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ศาลก็รีบเบรกบอกว่าเป็นคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดี ศาลไม่อนุญาตให้ถาม ในอีกนัยหนึ่ง คือ ศาลอาจไม่พร้อมที่จะได้ยินคำตอบนี้ตรงๆ

พยานโจทก์หลายปาก ที่มีความจงรักภักดียอมรับว่า เมื่ออ่านข้อความบางส่วนแล้วไม่เชื่อตามนั้น แต่ไม่แน่ใจว่าสังคมที่คนมีวุฒิภาวะหลากหลายอ่านแล้วจะเชื่อหรือไม่ หรือพูดอีกอย่างว่า ตัวเองมีวิจารณญาณพออ่านได้ไม่เป็นไร แต่กลัวว่าคนอื่นอ่านแล้วจะไม่ดี

เมื่อฝั่งจำเลยต้องการสืบพยานปากนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ในฐานะพยานคนเดียวในคดีนี้ที่อ่านหนังสือจบทั้งเล่ม และอธิบายเนื้อหาของหนังสือได้ ศาลพยายามจะไม่ให้นำสืบอ้างว่าไม่เกี่ยวกับคดี กลัวว่าจะถามนอกประเด็น แต่ฝั่งจำเลยยืนยันที่จะสืบให้ได้ ศาลจึงยอม ด้วยความกลัวอย่างมากว่าจะมีการเอาพยานมาพูดเกี่ยวกับประเด็นกรณีสวรรคตที่ผ่านไปแล้ว

แต่สุดท้ายอาจารย์สุลักษณ์ก็ไม่ได้มาเบิกความอะไรเกี่ยวกับกรณีสวรรคตเลย พูดแต่ว่าประวัติหนังสือเล่มนี้เป็นอย่างไร เมื่ออ่านหนังสือจบแล้วเลือกเชื่ออย่างไร หากมีนักข่าว ญาติ เพื่อน หรือผู้สังเกตการณ์ใดๆ นั่งฟังตลอดการพิจารณาคดี ก็คงไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเนื้อหาของหนังสือกงจักรปีศาจที่ว่าไป "หมิ่นฯ" นั้นเป็นอะไรยังไง

แม้อาจจะพอเดาเองได้ แต่ต่อให้เดาไปก็ไม่มีข้อมูลประกอบอะไรจะเก็บไปคิดต่อได้อยู่ดี

ในห้องหลังประตูปิดลับ ตลอด 5 วันของการสืบพยาน ไม่ปีศาจร้ายที่พร้อมจะหลุดออกมาทำลายโลกแต่อย่างใด มีแค่ชายแก่หนึ่งคน กับความหวาดกลัวลมๆแล้งๆ เท่านั้น

สุดท้ายศาลนัดฟังคำพิพากษาชะตาของลุงวันที่ 31 มีนาคม 2557 โดยไม่อนุญาตให้ทนายความคัดบันทึกคำเบิกความพยาน แม้ว่าจะไม่มีเนื้อหาอะไรผิดกฎหมายอยู่ในนั้นเลยก็ตาม โดยอ้างว่า คดีนี้เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เพื่อเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยหรือประโยชน์ทั่วไปของประชาชน จึงไม่อนุญาตให้คัด
.. โอเค เข้าใจได้ เนื่องจากจำเลยและทนายความไม่ได้บันทึกคำเบิกความพยานมาไว้ดูเพื่อวางแนวทางต่อสู้คดี ประเทศชาติจึงสงบเรียบร้อยมาจนถึงทุกวันนี้นี่เอง

เป็นการสืบพยานคดี 112 ที่เงียบเหงา เพราะไม่มีใครเข้าฟังได้ จึงไม่มีญาติมิตร กองเชียร์ ฝรั่งต่างชาติ นักข่าว หรือใครหน้าไหนมาให้กำลังใจ

บนเก้าอี้ม้านั่งยาวสามแถว ที่น่าจะรองรับคน 50-60 คนได้สบายๆ มีชายแก่คนหนึ่งนั่งอยู่เพียงลำพัง ผมแกขาวหมดหัว แต่ตัดสั้นเกรียน เพราะติดใจมาจากทรงที่เรือนจำบริการตัดให้ฟรี ในมือชายแก่ถือปากกาและสมุดโน็ต แต่ก็ไม่ค่อยได้จดอะไร เพราะแกไม่รู้จะจับประเด็นไหนมาเป็นเรื่องสำคัญ

ชายแก่นั่งง่วงบ้าง หาวบ้าง เบื่อบ้าง เอนตัวเอามือท้าวเก้าอี้บ้าง บางจังหวะก็ยิ้มออกบ้าง พอสืบพยานเสร็จแต่ละปากชายแก่ก็ถามทนายความแต่เพียงว่า "ต่อไปใคร?" "นัดอีกทีวันไหน?" "บ่ายนี้ต้องอยู่ไหม?"

มันคงน่าแปลกดีที่ในวัยบั้นปลายของชีวิต ชายแก่คนหนึ่งต้องมานั่งฟังกระบวนการอะไรที่ใช้ภาษาแปลกๆ เข้าใจยาก แต่ภาษายากๆ เหล่านี้แหละอาจเป็นตัวตัดสินว่าช่วงเวลาที่เหลืออยู่ข้างหน้าว่าแกจะต้องไปใช้ชีวิตที่ไหน และมันคงน่าแปลกที่แม้แกจะมีเพื่อนฝูงครอบครัวคอยเป็นห่วงอยู่บ้าง แต่ในห้องแอร์ใต้บัลลังก์อันหรูหรานั้น เมื่อมองซ้ายมองขวาแล้วไม่เห็นมีใครอยู่ข้างๆ เลย

หลังสืบพยานเสร็จสิ้น การต่อสู้อย่างเต็มที่ได้ผ่านไปแล้ว ชายแก่ยังขับรถกลับบ้านที่หนองแขมคนเดียวเงียบๆ ยังไม่เข้าใจว่าทำไมใครๆ ก็มีหนังสือกงจักรปีศาจวางขายกันอยู่ทั่วไปแต่แกต้องมาถูกจับคนเดียว และยังคงไม่เข้าใจทำไมศาลถึงไม่ให้คนอื่นเข้าฟังการพิจารณา

สิ่งหนึ่งที่ชายแก่ยังไม่รู้ คือ คนก่อนหน้านี้ที่อยากต่อสู้ให้คดีของตัวเองเป็นตัวอย่าง คือ ดา ตอร์ปิโด (15 ปี) หนุ่ม ธันย์ฐวุฒิ (13 ปี) สมยศ (10 ปี) เอกชัย (3 ปี 4 เดือน) และอื่นๆ อีกมากมาย

หวังว่าในวันที่ผู้พิพากษานั่งพิจารณาสำนวนอยู่ในห้องทำงานที่่ปิดลับเพียงลำพัง เพื่อลงมือเขียนตัวอักษรสำหรับการชี้ชะตาชายแก่คนหนึ่ง วันนั้นความกลัวจากภายนอกห้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เรื่องสีเสื้อ เรื่องสถาบันฯ หรือเรื่องการแบ่งแยกประเทศใดๆ ก็จะไม่สามารถฝ่าประตูเข้าไปมีอิทธิพลกับการรับฟังข้อเท็จจริงและปรับใช้กฎหมายของท่านได้เช่นเดียวกับในห้องพิจารณา

http://ilaw.or.th/node/3061

28 มีนาคม 2557 เป็นวันครบรอบ 1 ปีที่ศาลอาญามีคำพิพากษาให้จำคุกเอกชัย ตามมาตรา 112 เป็นเวลา 3 ปี 4 เดือน จากการแจกเอกสารท...
28/03/2014

28 มีนาคม 2557 เป็นวันครบรอบ 1 ปีที่ศาลอาญามีคำพิพากษาให้จำคุกเอกชัย ตามมาตรา 112 เป็นเวลา 3 ปี 4 เดือน จากการแจกเอกสารที่พิมพ์มาจากวิกิลีกส์ และการขายซีดีสารคดีจากสถานีโทรทัศน์ABC

นักศึกษา กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD) จัดกิจกรรมบริเวณหน้าศาลอาญาเวลา 19.00 ชื่อ "สาดแสงส่องศาล" ร่วมฉายไฟใส่ศาลอาญารำลึกถึงเอกชัย สมยศ และผู้ถูกกล่าวหาตามมาตรา 112 คนอื่นๆ ด้วย

20/03/2014

แล้ววันนี้ คดี112ของน้อง "อั้ม เนโกะ" ก็ดูจะเดินไปข้างหน้าแล้ว

ขณะที่การแสดงออกอื่นๆ ของเธอก็ดูจะสุ่มเสี่ยงต่อการถูกลงโทษอยู่ตลอด

http://prachatai.com/journal/2014/03/52360

19/03/2014

แจ้งข่าว เมื่อวานนี้ เคนจิ นักโทษในคดีมาตรา 112 เปิดเผยผ่านคนที่เข้าไปเยี่ยมในเรือนจำพิเศษกรุงเทพว่า เป็นเวลากว่าสามเดือนแล้วที่ศาลมีคำพิพากษาคดีของเขา แต่เขาก็ยังไม่ได้รับใบเด็ดขาด (คดีเสร็จเด็ดขาด) ทำให้ยังติดขัดเรื่องเอกสารยังไม่สามารถยื่นขอพระราชทานอภัยโทษได้ จึงต้องรออิสรภาพต่อไปอีกไม่รู้นานเท่าไร

อ่านรายละเอียดของคดีเคนจิได้ที่ http://freedom.ilaw.or.th/case/490

มีข่าวแจ้งมาว่า กรณีป้าคนหนึ่งที่ทำไม่เหมาะสมต่อรูปในหลวงที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ 13 ก.ค.55 แล้วโดนจับเข้ารักษาอาการ...
12/03/2014

มีข่าวแจ้งมาว่า กรณีป้าคนหนึ่งที่ทำไม่เหมาะสมต่อรูปในหลวงที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ 13 ก.ค.55 แล้วโดนจับเข้ารักษาอาการทางจิต หลังจากเงียบหายไปนานตอนนี้คดีมีความเคลื่อนไหวแล้ว

ศาลอาญานัดสืบพยานวันที่ 11-14 และวันที่ 18 ที่ห้องพิจารณาคดี 710 สายข่าวแจ้งมาว่า สองวันที่ผ่านมาพยานโจทก์ที่เห็นเหตุการณ์มาเบิกความกันดุเดือดมาก มุ่งให้ป้าถูกลงโทษ มาพร้อมกองเชียร์เป็นสิบ ส่วนป้ามาเงียบๆ เหงาๆ อยู่ท่ามกลางผู้เห็นต่างทางการเมือง

กรณีนี้คุณป้าต่อสู้ว่าสติไม่สมประกอบ มีอาการสองบุคลิก ไม่แน่ว่าศาลจะเชื่อทางไหน

http://prachatai.com/journal/2014/03/52212

สืบพยานคดีนางฐิตินันท์ ผู้ถูกกล่าวหากระทำการไม่เหมาะสมต่อพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง บริเวณศาลรธน. วันฟังคำวินิจฉัยแก้รธน.50 เมื่อก.ค.55 ด้านลูกชายยืนยันแม่มีประวัติรักษาไบโพลาร์มาตั้งแต่ปี 2540

เฮือกสุดท้าย ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา บัณฑิต อาณียา ยังยืนขึ้นขอแถลงต่อศาล แม้ว่าผู้พิพากษาที่ศาลอาญากรุงเทพใต้จะมีหน้าท...
17/02/2014

เฮือกสุดท้าย ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา บัณฑิต อาณียา ยังยืนขึ้นขอแถลงต่อศาล แม้ว่าผู้พิพากษาที่ศาลอาญากรุงเทพใต้จะมีหน้าที่เพียงแกะซองที่ส่งมาจากศาลฎีกาแล้วอ่าน โดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายอะไรมาสั่งให้พิจารณาใหม่ได้ แต่บัณฑิตก็ยังยืนยันที่จะสู้ตามความคิดของเขา

ตลอดการพิจารณาคดีนี้ ตัวบัณฑิตเองในฐานะจำเลยยังไม่เคยขึ้นให้การเลย ขณะที่มีจิตแพทย์มาให้การว่าเขาเป็นโรคจิต

เมื่อในชั้นต้นต่อสู้มาแบบนั้นแล้ว แม้ผ่านมาเกือบ 10 ปีเขาอยากจะเปลี่ยนแนวทางมาต่อสู้ว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นไม่ผิดกฎหมาย ก็ไม่ทันที่จะหันหลังกลับได้ ศาลฎีกาพิพากษาว่าสิ่งที่บัณฑิตพูด และเอกสารที่บัณฑิตแจก เป็นความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 112 ให้จำคุก 4 ปี แต่ขณะทำผิดจำเลยเป็นโรคจิต จึงเห็นควรให้รอลงอาญา

ดูรายละเอียดคดีของบัณฑิต ย้อนหลังได้ที่ http://freedom.ilaw.or.th/case/69

ที่อยู่

ตู้ปณ. 112 ปณฝ. ราชดำเนิน กทม.
Bangkok
10200

เบอร์โทรศัพท์

0839949112

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก. 112)ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์