ทนายบี ทินกร ปราบพาล-Tinnakorn Prabparn

ทนายบี ทินกร ปราบพาล-Tinnakorn Prabparn ชื่อเพจเดิม #เพชรในดิน

เสน่ห์ของ “ทนายใหม่” ที่ไม่มีใน “ทนายเก่า” ​ทนายความใหม่หลายคนอาจจะรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื...
22/06/2026

เสน่ห์ของ “ทนายใหม่” ที่ไม่มีใน “ทนายเก่า”

​ทนายความใหม่หลายคนอาจจะรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความรู้ความสามารถ หรือบุคลิกภาพภายนอกที่จะสร้างความน่าเชื่อถือแก่ลูกความ จนบางครั้งนำไปสู่การหยิบยื่นคำสอนแบบผิดๆ ที่เน้นการสร้าง “ภาพลักษณ์ภายนอก” มากกว่าการสร้าง “คุณภาพจากภายใน”

ยกตัวอย่างเช่น การพยายามไว้หนวดเครา โดยคิดว่าจะช่วยทำให้ตัวเองดูน่าเชื่อถือในสายตาลูกความ ซึ่งความเชื่อดังกล่าวนอกจากจะผิดแล้ว ยังอาจเป็นการทำลายภาพลักษณ์และเสน่ห์เฉพาะตัวของการเป็นทนายความรุ่นใหม่ไปด้วย

​ส่วนตัวผมกลับชอบช่วงแรกของการเป็นทนายความ มาก เพราะการมีบุคลิกภาพที่ดี แถบเสื้อครุยที่สะอาดเรียบร้อย ตัดผมและโกนหนวดเคราให้เกลี้ยงเกลา ดูสะอาดตา เป็นเรื่องดีและสิ่งสำคัญ และเรื่องนี้จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามประเมินเราต่ำลง มองเราใสๆ ซึ่งจะทำให้เราทำงานง่ายขึ้น และยิ่งฝ่ายตรงข้ามประเมินเราต่ำเท่าไร เรายิ่งได้เปรียบในการทำคดีมากเท่านั้น

นอกเหนือจากความได้เปรียบในเชิงจิตวิทยาแล้ว การเป็นทนายใหม่ยังมีเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งคือ “ทุกครั้งที่เราทำหน้าที่ออกมาได้อย่างดี เรามักจะได้รับกำลังใจและคำชื่นชมจากผู้พิพากษาหรือทนายความฝ่ายตรงข้ามอยู่เสมอ”

ผมเองเวลาทำหน้าที่ในศาล ก็มักจะได้รับคำชื่นชมจากผู้พิพากษาเจ้าของคดีและทนายความฝ่ายตรงข้ามอยู่บ่อยครั้ง นี่แหละครับคือ เสน่ห์ของการเป็นทนายใหม่ เพราะในสายตาของผู้ใหญ่ ท่านมองเราด้วยความเอ็นดูและพร้อมจะให้กำลังใจเสมอเมื่อเห็นความตั้งใจจริง

​ล่าสุดวันนี้ ผมได้ทำหน้าที่ทนายจำเลยในคดีอาญาที่ศาลแขวงพระนครเหนือ หลังจากที่ทำหน้าที่ถามค้านพยานเสร็จสิ้น และทนายฝ่ายโจทก์ได้ถามติงจนจบกระบวนพิจารณา ช่วงที่ผมนำหนังสือรับรองการประกอบวิชาชีพสำหรับผู้สมัครผู้พิพากษาและอัยการผู้ช่วยไปเรียนเสนอให้ท่านเซ็น ท่านผู้พิพากษาได้เอ่ยปากชมพร้อมรอยยิ้มว่า "ไม่ต้องเก็บหรอคดี เอาดีทางทนายน่าจะดีกว่า" พอสิ้นคำชมของท่าน ทนายโจทก์ก็หันไปหาท่านผู้พิพากษาแล้วเสริมทันทีว่า "น้องทนายเขามีแววครับท่าน"

​เมื่อได้รับคำชื่นชมจากทั้งผู้พิพากษาและทนายโจทก์ ผมจึงยกมือไหว้และกล่าวขอบพระคุณในความเมตตาและเอ็นดูที่มีต่อทนายรุ่นน้องอย่างผม ระหว่างที่เซ็นรายงานกระบวนพิจารณา ก่อนที่ผู้พิพากษาจะลงจากบัลลังก์ ท่านได้หันมาถามผมว่า "ทนายเคยว่าความบัลลังก์นี้ในคดีอื่นด้วยใช่ไหม ศาลคุ้นหน้าทนายมาก" ผมจึงตอบไปว่า "ใช่ครับท่าน คดีนี้เป็นคดีที่สองของผมในบัลลังก์นี้ครับ"

ปกติ​ในการทำงานของผม ผมจะระมัดระวังและใส่ใจในการทำหน้าที่เสมอ เพราะผมถือคติที่ครูบาอาจารย์เคยสั่งสอนมาว่า “ไม่ว่าทำอะไรก็ตาม หากมันไม่เชิดชูเรา มันก็ประจานเรา” ไม่ว่าผู้พิพากษาจะจำหน้าเราได้หรือไม่ เพราะหากผู้พิพากษาท่านไม่เห็น คู่ความในห้องพิจารณาก็เห็นอยู่ดี

​บทความนี้ที่ผมนำมาแชร์เป็นประสบการณ์ ก็เพื่ออยากให้ทนายความใหม่ทุกคนมองเห็นเสน่ห์ของการเป็นทนายความในช่วงเริ่มต้น ว่ามันมีช่วงเวลาที่น่าประทับใจและน่าจดจำซ่อนอยู่ ประกอบกับช่วงนี้หนังทนายปีศาจมาแรง จึงอยากจะดึงสติและให้ยึดมั่นอุดมการณ์ของตัวเอง เพราะอุดมการณ์จะทำให้เราเติบโต

เราอยากสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกความ เราต้องมีความรู้ที่แน่นพอ มีประสบการณ์ชีวิตในเรื่องนั้นๆ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องรอให้ตัวเองแก่ ซึ่งมีคำกล่าวที่ว่า “เมื่อเราเก่งพอก็แก่พอ” ทว่าในความเป็นจริง “คนจะเก่ง...ไม่จำเป็นต้องแก่” ขอแค่มีความมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ

ส่วนลูกความเขารู้ดีว่าทนายความของเขาเก่งหรือไม่เก่ง โดยเขาประเมินและวัดที่ “เนื้อหาของการทำงาน” ไม่ใช่ “การสร้างภาพลักษณ์ภายนอก” ​จึงขอเป็นกำลังใจให้ทนายความใหม่ทุกท่าน มุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพจากภายในไปด้วยกันครับ

ทนายบี ทินกร ปราบพาล-Tinnakorn Prabparn #ทนายทินกรปราบพาล #ทนายทินกร #ทนายบี #เพชรในดิน

วันนี้มาทำหน้าที่ทนายจำเลย เพื่อถามค้านทำลายน้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง (ในส่วนที่เป็นความเท็จ)เสร็จการทำ...
22/06/2026

วันนี้มาทำหน้าที่ทนายจำเลย เพื่อถามค้านทำลายน้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง (ในส่วนที่เป็นความเท็จ)

เสร็จการทำหน้าที่ รอฟังคำสั่ง/คำพิพากษาต่อไป

ขอบพระคุณพี่ทนายรัฐกิตติ์ที่มาช่วยครับ
✅️ #คดีฉ้อโกงแชร์
✅️ #คดีอาญา
ทนายบี ทินกร ปราบพาล-Tinnakorn Prabparn #ทนายทินกรปราบพาล #ทนายบี #ทนายทินกร #เพชรในดิน

จงยึดมั่นในอุดมการณ์ และว่าความตามหลักวิชาอย่างมียุทธศาสตร์
19/06/2026

จงยึดมั่นในอุดมการณ์ และว่าความตามหลักวิชาอย่างมียุทธศาสตร์

ความเชี่ยวกรากของกระแสการวิพากษ์ภาพยนตร์ชุด “ทนายปีศาจ” พัดพาผมย้อนเวลากลับไปสมัยที่ยังไม่เลิกว่าความ โดยเฉพาะเมื่อ Theme ของภาพยนตร์ชุดดังกล่าวสร้างภาพให้ทนายความที่มุ่ง “ใช้ความจริงเป็นอาวุธ” ต่ำต้อยกว่า “ความเป็นปีศาจ” ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติธรรมดาของผู้สร้างวรรณกรรมไทย ที่มุ่งเน้น “สะเทือนอารมณ์” โดยไม่ “ประเทืองปัญญา” จนทุกครั้งที่มีการปะทะกัน ระหว่าง “ความชั่ว” กับ “ความดี” ในวรรณกรรมไทย เรามักจะพบว่าฝ่ายความดีขาดสติปัญญาเอาตัวรอดจึงตกเป็นเบี้ยล่างแบบไม่มีทางโงหัวขึ้นมาได้ ก่อนจะบังเอิญเหมือนมีบุญมาช่วยไว้ทัน แล้วหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมาถึงที่เกิดเหตุ

เพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิชาว่าความ เราจึงต้อง เข้าใจเหตุผลว่าทำไมวรรณกรรมไทยจึงเป็นไปในลักษณะดังกล่าวมาแล้ว โดยจากการที่ได้เคยพบปะเสวนากับนักเขียนไทยมาบ้างพอสมควรทำให้ผมเข้าใจสัจธรรมที่ว่า “ไม่มีใครให้ผู้อื่นได้ในสิ่งที่ตนเองไม่มี” และการจะเขียนเรื่องแต่งให้ตัวละครใช้สติปัญญาแก้ปัญหาได้นั้น ผู้เขียนต้องมีสติปัญญาในการแก้ปัญหาเช่นนั้นเสียก่อน

ก่อนที่จะเลิกว่าความนั้น ผมเขียนกลอนไว้บทหนึ่ง ว่า..
มีเรื่องราวเลวร้ายอยู่หลายหลาก
ซ่อนหลังฉากลวงตาน่าเลื่อมใส
กระบวนการยุติธรรมงำเลศนัย
แฝงพิษภัยสารพัดของ “สัตว์คน”
ซึ่งคงพอจะช่วยให้เดากันได้ว่าผมเคยพบเจออะไรมาบ้างในกระบวนการยุติธรรมไทย

ในกระบวนการยุติธรรมไทยมีปีศาจกระจายแฝงตัวอยู่กลาดเกลื่อนตั้งแต่ชั้นบนสุดลงมาถึงชั้นล่างสุดของกระบวนการ ตั้งแต่ชาวบ้านที่ดูเหมือนเป็นตาสีตาสาทั้งในฐานะที่เป็น คู่ความ หรือพยาน ข้าราชการทุกภาคส่วนทุกระดับที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งทนายความบางคนที่มีความเป็นมิจฉาชีพมากกว่าที่จะเป็นนักวิชาชีพ และเมื่อใดที่ผลประโยชน์ชักนำให้เหล่าปีศาจมารวมฝูงกัน ก็เปรียบเหมือนกองไฟกองใหญ่ ที่หากความจริงเปรียบเหมือนน้ำก็ต้องมีมากพอให้ไม่เข้าตำรา “น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ” ได้

ครั้งหนึ่ง ผมเป็นทนายจำเลยในคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาทที่เกิดขึ้นสืบเนื่องจากการที่จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการของโรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ทำหนังสือร้องเรียนต่อส่วนราชการว่าร้านคาราโอเกะใกล้กับโรงแรมเปิดเพลงผ่านเครื่องขยายเสียงดังจนรบกวนผู้ใช้บริการห้องพักของโรงแรม ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจึงส่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขนำเครื่องมือตรวจวัดระดับเสียงมาวัดระดับเสียงยังที่เกิดเหตุ โดยมีพิรุธด้วยการแจ้งล่วงหน้าว่าจะมาทำการตรวจวัดระดับเสียงในวันและเวลาใด พอถึงวันนัดก็นำเครื่องวัดระดับเสียงขึ้นไปตรวจวัดบนชั้นที่ 5 และที่ 9 ของโรงแรมด้านที่ใกล้กับร้านคาราโอเกะ ผลของการวัดปรากฏว่ามีระดับความดังของเสียงขนาด 60-65 เดซิเบล เอ แล้วทำบันทึกโดยมีความเห็นสรุปท้ายว่า “อยู่ในมาตรฐานของกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม” เจ้าของร้านคาราโอเกะจึงเอาบันทึกดังกล่าวมาเป็นมูลฐานและหลักฐานฟ้องว่าผู้จัดการโรงแรมที่ร้องเรียนกรณีนี้หมิ่นประมาทตน

ผมได้หา “ความจริง” โดยขอข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม จึงได้รู้ว่าที่เจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่ตรวจวัดระดับเสียงมีความเห็นท้ายบันทึกการตรวจวัด ฯ ว่าระดับเสียงยังไม่เกินมาตรฐานที่ทางราชการกำหนดไว้นั้นเป็นการเฉไฉบิดเบือนอิงประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 เรื่องมาตรฐานเสียงทั่วไป ที่กำหนดว่ามาตรฐานระดับเสียงโดยทั่วไปเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 70 เดชิเบล เอ ซึ่ง เป็นคนละกรณีกับ “เสียงรบกวน” ซึ่งมีประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 17 กำหนดไว้ต่างหากว่า “เสียงรบกวน” หมายความว่า ระดับเสียงจากแหล่งกำเนิดขณะมีการรบกวนที่มีระดับเสียงสูงกว่าระดับเสียงพื้นฐานและมีระดับการรบกวนเกินกว่าค่าระดับเสียงรบกวนที่กำหนดไว้ และ “ระดับเสียงพื้นฐาน” หมายความว่า ระดับเสียงที่ตรวจวัดในสิ่งแวดล้อมเดิมขณะที่ยังไม่มีเสียงรบกวนจากแหล่งกำเนิด ทั้งนี้ตามข้อเท็จจริงในคดีนั้นบริเวณดังกล่าวในช่วงเวลาที่ตรวจวัด (ซึ่งเป็นยามวิกาล) จะมีระดับเสียงพื้นฐานเพียงไม่เกิน 20 เดซิเบล เอ ดังนั้นเสียงจากร้านคาราโอเกะซึ่งดังกว่า 60 เดซิเบล เอ จึงสูงกว่าระดับเสียงพื้นฐานถึงไม่น้อยกว่า 40 เดซิเบล เอ ขณะที่ประกาศฉบับดังกล่าวให้กำหนดค่าระดับเสียงรบกวนไว้ที่ 10 เดซิเบล เอ ดังนั้นระดับเสียงที่วัดได้จึงสูงเกินกว่าการเป็น “เสียงรบกวน” หลายเท่า

มีข้อมูลเบื้องหลังของคดีว่า ตัวโจทก์มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโทสาขานิติศาสตร์ และได้รับใบอนุญาตว่าความ ขณะเดียวกันในช่วงที่มีการดำเนินคดีนี้ในศาล ผมได้รับรายงานจากน้องในสำนักงานว่าเขาไปกินอาหารค่ำที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง แล้วบังเอิญพบว่าทนายโจทก์กับผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนนัดไปรับประทานอาหารร่วมกันที่ร้านนั้นด้วย เมื่อบวกกับพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่รัฐที่ตรวจวัดระดับเสียงแล้วทำความเห็นท้ายรายงานเป็นเท็จซึ่งมาเป็นพยานโจทก์ในคดีนี้ด้วย ก็เท่ากับว่าผมต้องเผชิญกับ “ฝูงปีศาจ” โดยฝ่ายเรามีแค่ “ความจริง” เป็นอาวุธ แต่ท้ายที่สุดแล้วศาลก็ยกฟ้อง(ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคนเดิมย้ายไปก่อนคดีเสร็จการพิจารณา)

ในฐานะทนายความที่ยึดมั่นกับการใช้ความจริงเป็นอาวุธ หลายครั้งผมต้องเผชิญกับแรงกดดันจาก “ปีศาจ” ที่ยึดชัยภูมิบน “จุดสูงข่ม” จนบางครั้งต้องอาศัยบทบัญญัติ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 118 วรรคท้าย ช่วยให้ความจริง และพยานหลักฐานสำคัญของฝ่ายเราไม่ถูกตัดทอนออกไปจากสำนวน ทำให้ฝ่ายเรากลับมาชนะคดีในศาลสูง บางครั้งต้องทำหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมยื่นต่อคณะกรรมการตุลาการ หรือต้อง “ขู่” ว่าจะร้องเรียน จึงช่วยให้ลูกความของผมได้รับความเป็นธรรม โดยที่ผมไม่จำเป็นต้องแปลงร่างเป็นปีศาจไปด้วย แต่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมดผมต้องขอบคุณผู้พิพากษาส่วนใหญ่ที่รักษาเกียรติและศักดิ์ศรีจนเป็น “ที่พึ่งของประชาชน” เสมอมา

หากมีใครสงสัยว่าทำไมผมถึงเลิกว่าความ ก็ขอตอบไว้ตรงนี้ว่าผมไม่ได้เลิกว่าความเพราะคิดว่าจะสู้ไม่ไหว แต่ผมเลิกว่าความเพราะฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าในขณะที่ผมทุ่มเทต่อสู้คดีอย่างเต็มกำลังนั้น มีลูกความเพียงไม่กี่คนที่เห็นคุณค่าความทุ่มเทของผม บางคนเผลอพูดว่า “มั่นใจเสมอมาว่าจะชนะคดีเพราะเป็นฝ่ายถูก” บางคนหลังจากผมช่วยให้ชนะคดีก็ไปแก้บน บางคนถ้าคดีของเขาสำเร็จได้โดยง่ายกว่าที่คิดก็จะขอลดค่าวิชาชีพด้วยข้ออ้างว่าทนายความยังไม่เหนื่อยเลย บางคนฉวยโอกาสที่ผมใจดีไม่เร่งรัดเอาค่าว่าความก่อนคดีเสร็จแล้วพอเสร็จคดีก็ไม่ยอมชำระค่าว่าความ ทั้งนี้ยังไม่นับคนพอมีอันจะกินอีกหลายคนทั้งที่เป็นคนรู้จักและไม่ใช่คนรู้จักที่มักฉวยโอกาสใช้งานผมฟรี ๆ อีกต่างหาก สรุปง่าย ๆ ก็คือผมเบื่อการที่ต้องทำงานให้ “ลูกความปีศาจ” เหล่านั้น

ถ้าอยากได้ทนายความดี ลูกความต้องไม่ใจร้ายกับทนายความด้วยครับ
.....................................................................................

ขอบคุณภาพจาก Gemini

"หัวใจของทนายความที่ดี" คือ การเข้าใจความรู้สึกลูกความและเข้าใจบริบทของคดีทนายบี ทินกร ปราบพาล-Tinnakorn Prabparn  #ทนาย...
18/06/2026

"หัวใจของทนายความที่ดี" คือ การเข้าใจความรู้สึกลูกความและเข้าใจบริบทของคดี

ทนายบี ทินกร ปราบพาล-Tinnakorn Prabparn #ทนายทินกรปราบพาล #ทนายทินกร #เพชรในดิน

 #นครเมืองพระ   #ทนายสายธรรมะ  #มาว่าความภาคใต้ #ทนายทินกรปราบพาลทนายบี ทินกร ปราบพาล-Tinnakorn Prabparn
17/06/2026

#นครเมืองพระ
#ทนายสายธรรมะ
#มาว่าความภาคใต้
#ทนายทินกรปราบพาล
ทนายบี ทินกร ปราบพาล-Tinnakorn Prabparn

มาทำหน้าที่ทนายจำเลย  #นัดสอบคำให้การคดีฉ้อโกง"คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิด 186 กรรม ศาลเห็นว่าเป็นการกระทำเจตนาเ...
17/06/2026

มาทำหน้าที่ทนายจำเลย #นัดสอบคำให้การคดีฉ้อโกง

"คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิด 186 กรรม ศาลเห็นว่าเป็นการกระทำเจตนาเดียว จึงมีคำสั่งประทับรับฟ้องเป็นความผิดกรรมเดียว"

#เสียดายลูกความไม่ได้จ้างทนายความมาถามค้านในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง

วันนี้เจอคนดี
ผู้พิพากษาใจดี
เจ้าหน้าที่ใจดี
ตำรวจใจดี
ขอบคุณครับ

#เมื่อไม่ผิดก็ต้องสู้คดี #ประกันตัวกลับบ้านได้
ทนายบี ทินกร ปราบพาล-Tinnakorn Prabparn #ทนายยทินกรปราบพาล #ทนายบี #ทนายทินกร #เพชรในดิน ทนายหนึ่ง คืนธรรม

แม้ว่าผมจะยังไม่เคยว่าความสู้กับทนายจิตตรี แต่ผมก็พร้อมและรู้ว่าจะรับมือกับพยานแต่ละปากของทนายจิตตรีอย่างไร  #หนังทนายปี...
14/06/2026

แม้ว่าผมจะยังไม่เคยว่าความสู้กับทนายจิตตรี แต่ผมก็พร้อมและรู้ว่าจะรับมือกับพยานแต่ละปากของทนายจิตตรีอย่างไร #หนังทนายปีศาจ

"...หลายคนอาจจะมองว่าทนาย "ปีศาจ" เป็นทนายความที่เก่ง ในการแก้ต่างคดีให้กับลูกความของตนเองด้วยการแสวงหาพยานหลักฐานมาต่อสู้ในคดีของตน

แต่สิ่งที่ทุกคนลืมฉุกคิดก็คือ พยานหลักฐานทุกชนิดจะต้องมีที่มาและมีความสอดคล้องของพยานหลักฐานทุกชนิด รวมทั้งมีเหตุผลอันเป็นที่มาของหลักฐานนั้นๆ

ดังนั้น การที่จะเอาชนะทนายปีศาจได้ ไม่ใช่การแสวงหาพยานหลักฐานมาต่อสู้ แต่ต้องรู้จักหาเหตุผลของที่มาพยานที่ทนายปีศาจนำมาต่อสู้คดี ซึ่งจะทำให้เรารู้ ว่าพยานหลักฐานที่ทนายปีศาจนำมานั้น เป็นพยานหลักฐานเท็จทั้งสิ้น

ถ้าเขาคิดจะเอาแต่ชนะ เขาจะทำทุกวิถีทางให้ตนเองชนะ แต่เขาลืมนึกถึงบางสิ่งบางอย่าง...นั้นคือ เหตุผลหรือความสมเหตุสมผล..."

ที่อยู่

Bangkok
11000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ทนายบี ทินกร ปราบพาล-Tinnakorn Prabparnผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์