Lawyer & Property

Lawyer & Property ทนายความและนายหน้า

02/12/2015
13/10/2015

“ด่านลอย” ซึ่งถือว่าเป็น “ด่านเถื่อน” ว่ามีลักษณะอย่างไร แตกต่างจากด่านที่ตั้งโดยถูกต้องตามกฎหมายอย่างไร

เริ่มจากด่านถูกกฎหมายก่อน สำนักงานตำรวจแห่งชาติเคยจัดทำบันทึกข้อความเอาไว้อย่างชัดเจนว่า ด่านที่ถูกกฎหมายของตำรวจมี 3 ประเภทเท่านั้น คือ

1.ด่านตรวจ หมายถึง สถานที่ทำการที่เจ้าพนักงานตำรวจออกปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจค้นเพื่อจับกุมผู้กระทำความผิดในเขตทางเดินรถ ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก โดยระบุสถานที่ไว้ชัดแจ้งเป็นการถาวร การตั้งด่านตรวจจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี หรือผู้มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวง หรือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน.แล้วแต่กรณี

2.จุดตรวจ หมายถึง สถานที่ที่เจ้าพนักงานตำรวจออกปฏิบัติหน้าที่ตรวจค้นเพื่อจับกุมผู้กระทำความผิดในเขตทางเดินรถหรือทางหลวงในกรณีปกติเป็นการชั่วคราว โดยมีกำหนดระยะเวลาเท่าที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ต้องไม่เกิน 24 ชั่วโมง และเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้วจะต้องยุบเลิกจุดตรวจดังกล่าวทันที การตั้งด่านตรวจประเภทนี้ต้องได้รับอนุมัติจากนายตำรวจระดับผู้บังคับการ (ยศ พลตำรวจตรี) ขึ้นไป

3.จุดสกัด หมายถึง สถานที่ที่เจ้าพนักงานตำรวจออกปฏิบัติหน้าที่ตรวจค้นเพื่อจับกุมผู้กระทำความผิดในเขตทางเดินรถหรือทางหลวง ในกรณีที่มีเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนเกิดขึ้นเป็นการชั่วคราว และจะต้องยุบเลิกเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจดังกล่าว โดยการตั้งด่านประเภทนี้ต้องได้รับอนุญาตจากหัวหน้าสถานีตำรวจในท้องที่นั้นๆ

ส่วนด่านลอย หรือที่เรียกกันว่า “ด่านจ๊ะเอ๋” เพราะตำรวจมักหลบอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ข้างทาง แล้วกระโดดออกมาจับกุมหรือสกัดรถนั้น เป็นด่านที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย มีลักษณะลักลอบตั้งตามทางแยก ทางโค้ง ทางเปลี่ยว // ตำรวจที่ตั้งด่านประเภทนี้มักหลบหลังต้นไม้ พุ่มไม้ เสาไฟฟ้า หรือแม้แต่มุมตึก // โดยเป็นการตั้งที่ไม่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชา // ไม่มีป้ายสัญญาณหยุดตรวจก่อนถึงด่าน // และไม่มีป้ายหรือป้ายไฟแสดงชื่อนายตำรวจที่รับผิดชอบด่าน

ปัญหาของด่านลอย นอกจากการรีดไถ หรือเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบแล้ว ยังเสี่ยงเกิดอันตรายบนท้องถนน เพราะการที่ตำรวจกระโดดออกมาจากข้างทางอย่างกระชั้นชิดเพื่อสกัดรถหรือจับกุม จนเรียกกันว่าด่าน “จ๊ะเอ๋” นั้น หลายๆ ครั้งทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนตามมา ทำให้เกิดความสูญเสียทั้งประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน และตัวตำรวจเอง



ขณะที่ด่านตรวจถูกกฎหมาย ก็จะมีลักษณะตรงกันข้ามกับด่านลอยอย่างสิ้นเชิง ได้แก่

-ต้องมีเครื่องหมายบอกล่วงหน้าเป็นระยะว่าข้างหน้ามีด่าน เช่น กรวยสีส้มตั้งเป็นระยะ เพื่อบังคับทิศทางการจราจรให้เหลือช่องเดียวนำไปยังจุดตรวจค้น

-มีเครื่องหมายจราจรคำว่า “หยุด” หรือ “หยุดตรวจ” ก่อนถึงด่าน

-ในเวลากลางคืนจะต้องให้มีแสงไฟส่องสว่างให้มองเห็นได้อย่างชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตรก่อนถึงจุดตรวจ

-จะต้องมีหนังสือสั่งการให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่

-ต้องมีตำรวจสัญญาบัตรที่ควบคุมจุดตรวจ หรือด่านตรวจ พร้อมแจ้งวัน-เวลาที่ตั้งด่าน โดยกำลังพลทั้งหมดในด่านต้องสวมเครื่องแบบ

-หลังจากเลิกปฏิบัติหน้าที่ ต้องมีการสรุปผลการจับกุมตรวจค้น

จากมาตรการเข้มของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้หน่วยปฏิบัติรับนโยบายไปดำเนินการทันที โดยในส่วนของกองบัญชาการตำรวจนครบาลที่รับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพฯ ก็สั่งให้เลิกด่านลอยทั้งหมดแล้ว พร้อมตั้งนายตำรวจที่รับผิดชอบการตั้งด่านตรวจ เป็นถึงระดับ “รองผู้กำกับการ” ซึ่งเป็นยศสูงกว่าที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดไว้ในระเบียบ

สำหรับกฎเหล็กของตำรวจที่ทำหน้าที่ตั้งด่านตรวจนั้น พลตำรวจตรีอดุลย์ บอกว่า ห้ามเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบทุกกรณี เพราะสิ่ที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ ก็เพื่อกู้ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นศรัทธาของตำรวจในสายตาประชาชนให้กลับคืนมา

เจ้าหนี้มีสิทธิในโฉนดที่ดิน ที่ยึดถือค้ำประกันเงินกู้แค่ไหน..?https://www.facebook.com/HappyPhoneMBKfanpage/posts/114263...
25/06/2015

เจ้าหนี้มีสิทธิในโฉนดที่ดิน ที่ยึดถือค้ำประกันเงินกู้แค่ไหน..?
https://www.facebook.com/HappyPhoneMBKfanpage/posts/1142636245783380

"ผู้กู้” นำโฉนดที่ดินมาให้ “ผู้ให้กู้” ยึดถือไว้ “ผู้ให้กู้” มีสิทธิในโฉนดที่ดินนี้แค่ไหน

ชัดเจนแล้วว่า “เอาจริงแน่” กับ 2 เครื่องมือหลักในการลดความเหลื่อมล้ำ นั่นคือ “ภาษีมรดก” และ “ภาษีที่ดิน” ล่าสุดกับถ้อยแถ...
24/09/2014

ชัดเจนแล้วว่า “เอาจริงแน่” กับ 2 เครื่องมือหลักในการลดความเหลื่อมล้ำ นั่นคือ “ภาษีมรดก” และ “ภาษีที่ดิน” ล่าสุดกับถ้อยแถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อ 12 ก.ย. 2557 ที่ผ่านมา โดยย้ำว่าต้องทำให้ได้ภายใน 1 ปี หรือช่วงโรดแม็ปการปฏิรูปประเทศของคณะรัฐมนตรีชุดนี้

ทว่าในส่วนของภาษีที่ดินแล้ว พบว่ามีผู้เริ่มวิตกกังวล กับกรอบเบื้องต้นคร่าวๆ ที่ร่างออกมาไม่น้อย กล่าวคือ หากเป็นที่ดินใช้เพื่อเกษตรกรรม จะเก็บปีละ 500 บาท ต่อราคาประเมินที่ดินทุกๆ 1 ล้านบาท (ร้อยละ 0.05) , ที่ดินใช้เป็นที่อยู่อาศัย จะเก็บปีละ 1,000 บาท ต่อราคาประเมินที่ดินทุกๆ 1 ล้านบาท (ร้อยละ 0.1) , หากเป็นที่ดินใช้เพื่อการพาณิชย์ จะเก็บปีละ 5,000 บาท ต่อราคาประเมินที่ดินทุกๆ 1 ล้านบาท (ร้อยละ 0.5) และหากเป็นที่ดินว่างเปล่ามิได้ใช้ประโยชน์ จะเก็บปีละ 20,000 บาท ต่อราคาประเมินที่ดินทุกๆ 1 ล้านบาท (ร้อยละ 2)

ข้อที่น่าเป็นห่วง..เกณฑ์ 1 ล้านบาทนี้ จะกระทบต่อ “ชุมชนเก่า” และ “บ้านเล็กในเมืองใหญ่” หรือไม่?

บทความเรื่อง “คำแนะนำการซื้อบ้าน” หัวข้อ “ประเภทบ้านที่น่ารู้และคำแนะนำในการซื้อบ้าน ที่ดินจัดสรรและคอนโด” จากเว็บไซต์ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (www.reic.or.th) อธิบายลักษณะของที่อยู่อาศัยประเภทต่างๆ ในที่นี้เราขอยกมาแต่เพียง “บ้าน” เท่านั้น ดังต่อไปนี้ 1.บ้านเดี่ยว มีตั้งแต่ 1-3 ชั้น บ้านแบบนี้มาตรฐานเนื้อที่ดินต้องไม่ต่ำกว่า 50 ตารางวา และที่ดินต้องมีหน้ากว้างติดถนนไม่ต่ำกว่า 10 เมตร ลึก 20 เมตร บ้านเดี่ยวถือเป็น “ความฝัน” ของใครหลายคน เพราะมีความเป็นส่วนตัวสูงกว่าบ้านประเภทอื่นๆ

2.บ้านแฝด เป็นบ้านลูกผสมระหว่างบ้านเดี่ยวกับทาวน์เฮาส์ บ้านแบบนี้มาตรฐานเนื้อที่ดินต้องไม่ต่ำกว่า 35 ตารางวา และต้องมีความกว้างของที่ดินไม่ต่ำกว่า 16 เมตร โดยแบ่งข้างละ 8 เมตร บ้านแฝดเกิดจากแนวคิดของนักพัฒนาที่ดินบางรายที่มีที่ดิน 35-40 ตารางวา ซึ่งไม่สามารถสร้างเป็นบ้านเดี่ยวได้ จึงเป็นที่มาของบ้านแฝด แต่ก็มีการตกแต่งให้คล้ายบ้านเดี่ยว อย่างไรก็ตาม บ้านประเภทนี้ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก

3.ทาวน์เฮาส์ เป็นบ้านที่ได้รับความนิยมมากอีกประเภทหนึ่ง ลักษณะเป็นบ้านปลูกติดๆ กันเป็นแนวยาวคล้ายตึกแถว ปกติแล้วจะอยู่ที่ 2 ชั้น แต่อาจมีบางแห่งสร้างเพียงชั้นเดียว หรือ 3-4 ชั้นก็ได้ ทาวน์เฮาส์นั้นมาตรฐานเนื้อที่ดินต้องไม่ต่ำกว่า 16 ตารางวา มีขนาดกว้างไม่ต่ำกว่า 4 เมตร ลึก 16 เมตร

ดูผิวเผินอาจไม่กระทบคนรายได้น้อย แต่หากมาดู “ราคาที่ดิน-ราคาบ้าน” ในเมืองใหญ่ๆ แล้วอาจต้องร้อง!!!

ยกตัวอย่างใน กทม. ราคาที่ดินต่อตารางวา ถือว่า “แพงเอาเรื่อง” ข้อมูลจาก สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร ระบุราคาเฉลี่ยของที่ดินต่อตารางวา (พ.ศ.2555-2558) จำแนกตามถนนสายต่างๆ ไว้ดังนี้
1.สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร (สำนักงานใหญ่) ราคาตั้งแต่ 130,000-850,000 บาท/ตารางวา
2.สาขาห้วยขวาง ราคาตั้งแต่ 220,000-400,000 บาท/ตารางวา
3.สาขาจตุจักร ราคาตั้งแต่ 80,000-220,000 บาท/ตารางวา
4.สาขาบึงกุ่ม ราคาตั้งแต่ 42,000-95,000 บาท/ตารางวา

5.สาขาพระโขนง ราคาตั้งแต่ 85,000-520,000 บาท/ตารางวา
6.สาขาลาดกระบัง ราคาตั้งแต่ 5,000-50,000 บาท/ตารางวา
7.สาขาหนองจอก ราคาตั้งแต่ 6,000-24,000 บาท/ตารางวา
8.สาขาบางกะปิ ราคาตั้งแต่ 38,000-160,000 บาท/ตารางวา
9.สาขาประเวศ ราคาตั้งแต่ 20,000-140,000 บาท/ตารางวา
10.สาขามีนบุรี ราคาตั้งแต่ 10,000-110,000 บาท/ตารางวา

11.สาขาลาดพร้าว ราคาตั้งแต่ 38,000-80,000 บาท/ตารางวา
12.สาขาบางขุนเทียน ราคาตั้งแต่ 2,500-130,000 บาท/ตารางวา
13.สาขาบางเขน ราคาตั้งแต่ 12,000-150,000 บาท/ตารางวา
14.สาขาบางกอกน้อย ราคาตั้งแต่ 30,000-185,000 บาท/ตารางวา
15.สาขาธนบุรี ราคาตั้งแต่ 41,000-215,000 บาท/ตารางวา

16.สาขาดอนเมือง ราคาตั้งแต่ 17,000-140,000 บาท/ตารางวา และ
17.สาขาหนองแขม ราคาตั้งแต่ 30,000-150,000 บาท/ตารางวา

เห็นราคาตามนี้แล้ว..ไม่ต้องแปลกใจว่าราคาบ้านทุกประเภทใน กทม. จะอยู่ในเกณฑ์เหยียบล้านแทบทั้งสิ้น!!!

ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า สำหรับเกณฑ์การแบ่งที่ดินเป็นประเภทต่างๆ (ที่อยู่อาศัย , ที่ดินเกษตร , ที่ดินพาณิชย์ และที่รกร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์) ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเกณฑ์มาตรฐานที่พูดถึงอยู่เสมอเมื่อมีการเสนอร่างภาษีที่ดินอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ขอออกความเห็นว่าอัตราขั้นต่ำเท่าไรที่เหมาะสม เพราะมีข้อมูลหลายประการที่ต้องพิจารณา

แต่จุดที่ต้องคิดให้รอบคอบ คือการเกณฑ์ขั้นต่ำของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ต้องเสียภาษี ว่าจะกระทบต่อประชาชนทั่วไปที่มิใช่คนฐานะร่ำรวยหรือไม่ เช่นเมื่อครั้งเสนอร่างฯ นี้ในสมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในครั้งนั้นตั้งเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ที่ 6 แสนบาท แต่ต่อมาก็มีการขอขยับเป็น 1 ล้านบาท ทว่า ณ วันนี้ 1 ล้านบาทอาจจะต่ำไปแล้วหรือไม่? เพราะต้องยอมรับว่าราคาที่ดินในเมืองใหญ่ๆ ปรับตัวเร็วมาก

“มันต้องโยงให้ได้ว่าตัวที่จะเสียหรือไม่เสียภาษี มันโยงไปสู่ครอบครัวที่มีฐานะสักเท่าไหร่? ส่วนตัวผมเห็นด้วยว่าล้านนึงอาจจะต่ำไป เพราะว่าราคาที่ดินมันขึ้นเร็ว เพราะฉะนั้นมันก็จะมีคนที่อยู่ใจกลางเมือง หรือแม้กระทั่งชานเมืองไปหน่อย ก็เลยๆ ล้านไปแล้ว พวกนี้ก็จะเข้าข่ายเสีย ผมยังไม่อยากฟันธงนะว่าขั้นต่ำควรเป็นเท่าไหร่ คือการดูพวกนี้มันมีข้อพิจารณา

หนึ่งคือภาระภาษีตกอยู่กับใครบ้าง การกระจายตัวเป็นยังไง สองคือแล้วรายได้รัฐบาลเป็นเท่าไหร่? แน่นอนละถ้ายิ่งขยับสูงรายได้ก็จะยิ่งน้อยลง นอกจากนี้ต้องไปดูเรื่องการกระจายตัวของภาษีโรงเรือนเดิมด้วย เพราะมันจะมีบางคนมาเสียตรงนี้แพงขึ้น แต่เขาไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนแล้ว คือภาษีโรงเรือนมันประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ของค่าเช่า มันต้องมาเปรียบเทียบกัน กระทรวงการคลังก็จะต้องดูตรงนี้” นักวิชาการ TDRI รายนี้ ให้ความเห็น

แต่ในมุมของ ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า ในความเป็นจริง การเสียภาษีลักษณะนี้ถือเป็นเรื่องปกติ ตามหลัก “ผู้ใดได้รับประโยชน์จากการพัฒนาท้องถิ่น ผู้นั้นมีหน้าที่ต้องจ่ายภาษีเพื่อบำรุงท้องถิ่นนั้น” ทั้งนี้ก็เป็นที่ทราบกันว่า เหตุที่ที่ดินและอาคารใน กทม. หรือเมืองใหญ่ต่างๆ มีราคาแพง เพราะพื้นที่ดังกล่าวรัฐใช้งบประมาณจำนวนมาก พัฒนาระบบสาธารณูปโภคให้ทันสมัย จนผู้คนมีความสะดวกสบาย ดังนั้นผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่เหล่านี้สมควรที่จะต้องมีส่วนในร่วมรับผิดชอบ ผ่านการจ่ายภาษีด้วย

อนึ่ง..เมื่อพิจารณาเกณฑ์ขั้นต่ำของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ต้องเสียภาษี ตลอดจนอัตราที่เก็บ จะพบว่าในประเทศไทยยังถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น ร้อยละ 0.1 ต่อปี กับราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทุกๆ 1 ล้านบาท หรือขั้นต่ำปีละ 1,000 บาท อีกทั้งจริงๆ แล้ว อัตราร้อยละ 0.1 เป็นเพียง “เพดานสูงสุด” ของการเรียกเก็บเท่านั้น ในความเป็นจริงอาจจะเสียต่ำกว่านั้นก็ได้ เช่นร้อยละ 0.05-0.07 (500-700 บาท) เป็นต้น แต่สังคมไทยอาจไม่คุ้นเคย เพราะที่ผ่านมาไม่เคยต้องเสียภาษีชนิดนี้มาก่อน จึงเกิดความวิตกกังวล ซึ่งก็เป็นปกติของระยะเปลี่ยนผ่าน

“คืออัตราภาษีมันไม่ได้เยอะ อย่างทาวน์เฮาส์ในกรุงเทพ อยู่ที่ 2 ล้าน สมมติกำหนดสัก 0.08 ก็ปีละ 1,600 บาท หรืออย่างมาก 2,000 ปีนึง มันก็น่าอยู่ในวิสัยที่เสียได้ แต่เนื่องจากคนไม่เคยเสีย ก็อาจจะรู้สึกว่าทำไมมันต้องมาเสีย แต่หลักการก็คือเขาได้รับประโยชน์จากการพัฒนาท้องถิ่น

อย่างในกรุงเทพนี่เจริญกว่าที่อื่น ราคาบ้านหรือที่ดินก็เลยแพงกว่าที่อื่นตามไปด้วย ก็คือกรุงเทพมันพัฒนากว่าที่อื่น ก็เลยมีภาระค่าใช้จ่ายในการพัฒนามากกว่าท้องถิ่นอื่น ฉะนั้นก็เป็นไปตามหลักที่ว่า ผู้ได้รับประโยชน์ก็ต้องรับภาระภาษีด้วย” อ.ดวงมณี ฝากทิ้งท้าย นอกจากนี้ยังกล่าวเสริมอีกว่า เชื่อว่าในระยะแรก คงจะไม่เก็บเต็มอัตรา เพื่อให้ผู้ต้องเสียภาษีมีเวลาได้ปรับตัว

ณ วันนี้ อัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (แบบใหม่) ยังไม่ได้ข้อสรุปแน่ชัด สำหรับที่อยู่อาศัยทุกๆ 1 ล้านบาท วันนี้มีหลายกระแส ระบุว่า อาจอยู่ที่ร้อยละ 0.1 (1,000 บาท) , ร้อยละ 0.5 (5,000 บาท) หรือแม้แต่ร้อยละ 1 (10,000 บาท) ต่อปี แต่ไม่ว่าจะเป็นเท่าใด สิ่งที่ผู้ออกนโยบายควรพิจารณาด้วย คือผู้อยู่อาศัยในเมือง มิได้มีฐานะร่ำรวยทุกคน จำนวนไม่น้อยเลยเป็นชุมชนเก่าที่อยู่มานาน ขณะที่อีกมากมีบ้านเพียงหลังเล็กๆ เท่านั้น และบางส่วนอาจจะเป็นผู้เช่าบ้าน หรือเช่าที่ดินผู้อื่นปลูกบ้าน ซึ่งก็อาจกระทบต่อคนกลุ่มนี้ได้ เพราะผู้ให้เช่าจะต้องปรับค่าเช่าสูงขึ้น

จากเป้าหมายต้องการลดความเหลื่อมล้ำ..อาจกลายเป็นยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำหนักกว่าเดิม เพราะจะไปเพิ่ม “คนจนเมือง” ให้มีมากขึ้น!!!

ค้นหา ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์, ข้อมูลที่อยู่อาศัย, ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์, ศูนย์ข้อมูลที่อยู่อาศัย, ข้อมูล ที่อยู่อาศัย, ดัชนีราคา, ดัชนีราคาที่อยู่อาศัย, อาคารสำนักงาน, ศูนย์การค้า, โรงแรม รีสอร์ท, อุตสาหกรรม, สนามกอล์ฟ, ที่ดิน, ที่ดินเปล่า, เศรษฐกิจ, การเงิน, ประชากร, สินเชื่อ, สินเชื่อที่อยู่อา…

10/05/2014

การครอบครองปรปักษ์.....
ที่ดินซึ่งมีโฉนดที่ดิน แต่เจ้าของกรรมสิทธิ์อาจสูญเสียไปโดยการถูกครอบครองปรปักษ์ ซึ่งการครอบครองปรปักษ์ คือ การที่บุคคลหนึ่งครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้ โดยสงบเปิดเผยและโดยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี บุคคลผู้ซึ่งครอบครองย่อมได้กรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้น....ดังนั้น เราต้องสอดส่องดูแล รักษา และทำประโยชน์ในที่ดินของตน อย่างปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า มิฉะนั้น คุณ อาจเสียทรัพย์สิน หรือ ที่ดินนั้นไป....

01/05/2014

หนังสือแสดงสิทธิ์ที่ดิน มี 4 แบบได้แก่
1. โฉนดที่ดิน หรือ น.ส.4
เป็นกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ดินสามารถใช้แสดงความเป็นเจ้าของที่ดินนั้น สามารถขายหรือโอน จำนอง ค้ำประกันทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ มิฉะนั้นจะถือ เป็นโมฆะมีหลายแบบได้แก่ น.ส. 4 ก, น.ส. 4 ข, น.ส. 4 ค, น.ส. 4, น.ส. 4 ง และน.ส. 4 จ เป็นโฉนดที่ออกให้ในปัจจุบัน
2. ใบจอง หรือ น.ส.2
หนังสือแสดงการยอมให้เข้าครอบครองที่ดินชั่วคราวเป็นหนังสือแสดงสิทธิ์ในที่ดินที่ทางราชการออกให้จะนำไปขาย โอนไม่ได้ จำนองไม่ได้ เว้นแต่การโอนทางมรดกตกทอดแก่ทายาทเท่านั้น
3. หนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือน.ส.3
หนังสือคำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าได้ทำประโยชน์ในที่ดินแล้วมีเพียงสิทธิ์ครอบครอง ไม่มีกรรมสิทธิ์ ไม่สามารถซื้อขายโอน จำนองได้ ได้แก่ น.ส.3 หลายคนมีปัญหาเรื่องรังวัดด้วยฝีมือคนโดยไม่ได้อ้างอิงแผนที่จากดาวเทียม ส่วนนส.3 ก จะปลอดภัยกว่า แต่ก็ต้องเสี่ยงกับการรังวัดใหม่ว่า ที่ดินเราจะเพิ่มหรือลดได้ทั้งนั้น
4. ใบไต่สวน หรือ น.ส.5
หนังสือแสดงการสอบสวนเพื่อออกโฉนดที่ดิน หนังสือแสดงสิทธิ์ที่ดินและให้จดทะเบียนสิทธิ์และนิติกรรมในใบไต่สวนได้.................
ดังนั้น ในการซื้อที่ดินโปรดระมัดระวังเรื่องเอกสารสิทธิ์ต้องเป็นโฉนดที่ดิน หรือ น.ส.4 ที่เป็นกรรมสิทธิ์เท่านั้นที่สามารถซื้อขาย โอนให้ผู้อื่นได้นอกนั้นเป็นสิทธิ์ครอบครองเพื่อทำประโยชน์ไม่สามารถซื้อขายหรือ โอนได้สามารถตกทอดเป็นมรดกได้เท่านั้น เว้นแต่โอนโดยการส่งมอบการครอบครอง ยอมให้ผู้อื่นมาใช้ประโยชน์ในสิทธิครอบครองที่ดินของตน แต่ผู้รับ รับมอบ หรือรับจำนองจะต้องเสี่ยงภัยเอาเองเพราะไม่ใช่กรรมสิทธ์ เมื่อมีผู้มาแย่งสิทธิครอบครอง หรือเจ้าของ หรือญาติของเจ้าของมายึดไป ทางที่ดินซื้อที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์จะปลอดภัยกว่าไม่ต้องกังวล เมื่อเกิดปัญหาในภายหลัง

เงินทดแทนกรณีขาดรายได้!!!
01/05/2014

เงินทดแทนกรณีขาดรายได้!!!

06/04/2014

การซื้อบ้านจากการขายทอดตลาด
บ้านเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาค่อนข้างสูงโดยขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งเป็นหลัก หลายคนอยากได้บ้านที่มีราคาต่ำจึงมองหาซื้อจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดีหรือธนาคารต่างๆซึ่งนำบ้านที่ยึดจากลูกค้าสินเชื่อมาขายแก่ผู้สนใจ ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำการยึดบ้านหรือที่ดินโดยเจ้าหนี้บุคคลธรรมดาหรือธนาคารเกิดขึ้นมากมายอันเป็นโอกาสดีของคนที่มีเงินสดและต้องการบ้านให้มาเลือกซื้อหาทำเลเหมาะสมกับตน แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นเสมอจากการยึดทรัพย์สิน คือ ลูกหนี้หรือเจ้าของบ้านมักไม่ยินยอมออกจากบ้านหรือที่ดินซึ่งเคยเป็นของตนมาก่อน ทำให้เกิดปัญหาน่าปวดหัวแก่เจ้าของคนใหม่

การซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลนั้น เกิดขึ้นจากเจ้าหนี้ยึดทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้ค้างซึ่งลูกหนี้ก่อไว้ โดยจะนำเงินจากการขายทรัพย์สินของลูกหนี้มาชำระหนี้ หากยังมีเหลืออีกจึงเรียกชำระเพิ่มจากลูกหนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่า การตั้งราคาทรัพย์สินเริ่มต้นในการเปิดประมูลสินค้านั้นมักจะเป็นราคาค่อนข้างต่ำกว่าราคาตลาดแท้จริง แล้วปล่อยให้ผู้สนใจเสนอราคาเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆจนกระทั่งเป็นที่พอใจของผู้ชนะก็จะได้ทรัพย์สินไป หลายครั้งทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดจะมีราคาต่ำกว่าราคาตลาดอย่างมาก อันเป็นจุดดึงดูดให้ผู้สนใจมองหาบ้านราคาถูกจากการขายทอดตลาดเป็นหลัก แม้จะมีปัญหาซ่อนไว้ คือ ลูกหนี้ไม่ยินยอมออกจากบ้านหรือที่ดินที่ถูกยึดไว้และเปลี่ยนเจ้าของใหม่แล้ว คดีพิพาทประเภทนี้เคยมีคำพิพากษาจากศาลเพื่อคุ้มครองเจ้าของใหม่ไว้แล้วใน คำพิพากษาฎีกาที่ 4873/2550 นายพิรุณ เป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งศาล เมื่อเจ้าพนักงานแสดงความตกลงด้วยการเคาะไม้ นายพิรุณย่อมได้สิทธิในทรัพย์ดังกล่าวโดยบริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 บัญญัติว่า สิทธิของบุคคลผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล หรือ คำสั่งเจ้าพนักงานรักษาทรัพย์ในคดีล้มละลายนั้น ท่านว่ามิเสียไป ถึงแม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้ว่า ทรัพย์สินนั้นมิใช่ของจำเลย หรือลูกหนี้โดยคำพิพากษา หรือผู้ล้มละลาย แม้เจ้าของที่ดินได้ยื่นคำร้องคัดค้านการขายทอดตลาดดังกล่าวและคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ แต่ตราบใดที่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด สิทธิของนายพิรุณในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยังคงบริบูรณ์อยู่ คำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดนั้นไม่กระทบสิทธิของนายพิรุณ เมื่อนายพิรุณ เจ้าของคนใหม่บอกกล่าวให้เจ้าของที่ดินออกจากที่ดินซึ่งตนประมูลได้ เจ้าของที่ดินไม่ยอมออกไป ย่อมเป็นการละเมิดต่อนายพิรุณ นายพิรุณจึงมีอำนาจฟ้องขับไล่เขาออกจากที่ดินแปลงนั้นได้

กฎหมายย่อมคุ้มครองสิทธิของผู้สุจริตและทำตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัดเสมอ ผู้ซื้อสินค้าจากการประมูลขายทอดตลาดต้องเตรียมทำใจไว้ คือ อสังหาริมทรัพย์นั้นอาจมีผู้ครอบครองที่ดื้อดึงไม่เคารพสิทธิของเจ้าของคนใหม่ได้ แต่กฎหมายให้อำนาจแก่เจ้าของกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายขับไล่ผู้อาศัยนั้นได้ แม้จะอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดก็ตามเพราะถือว่าผู้ประมูลได้คือเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ สิ่งที่พึงจดจำไว้ด้วยว่า ผู้ร้องเพิกถอนก็มีสิทธิ์ขอคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับใช้กรรมสิทธิ์ที่ยังพิพาทกันอยู่ได้ อันหมายถึง การขับไล่ต้องชะงักไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำตัดสินของศาลเรื่องการร้องเพิกถอนการขายทอดตลาด ทั้งนี้แล้วแต่ดุลพินิจของศาล ผลคือ เจ้าของคนใหม่มิอาจใช้สอยประโยชน์จากทรัพย์สินที่ตนประมูลได้ทันที จำเป็นต้องรอเวลาให้ศาลมีคำพิพากษาก่อนซึ่งอาจนานหลายปีก็ได้ ความแตกต่างระหว่างการซื้อบ้านจากบริษัทเอกชนทั่วไปกับงานประมูลขายทอดตลาด คือ ราคาถูก แต่อาจมีข้อยุ่งยากรออยู่ที่ท่านต้องช่วยเหลือตัวเอง ส่วนการซื้อจากบริษัทเอกชนนั้น ไม่มีคนอยู่อาศัยเดิม และราคาค่อนข้างแพง หากท่านสนใจเลือกประมูลซื้อบ้านจากงานขายทอดตลาด การดำเนินคดีขับไล่ผู้อาศัยนั้นเจ้าของคนใหม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายและค่าเสียเวลาต่างๆด้วย ผู้ประมูลจึงควรเตรียมใจและเงินค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไว้ด้วย นอกจากนั้น ควรเลือกบ้านที่ปราศจากคนอาศัย น่าจะทำให้ซื้อบ้านได้ถูกอย่างแท้จริง

ที่อยู่

Bangkok
10310

เบอร์โทรศัพท์

ID LINE : lawyer8889

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Lawyer & Propertyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์