02/09/2026
🏗️ เรียกเงินอะไรได้บ้าง และเหลือเวลาเท่าไร?
สมมติผู้รับเหมาทำงานช้ากว่ากำหนด 8 เดือน
ในสัญญากำหนดค่าปรับวันละ 3,000 บาท
รวมแล้วเป็นเงินประมาณ 700,000 บาท
คำถามคือ… ผู้ว่าจ้างเรียกได้เต็มจำนวนหรือไม่?
คำตอบคือ ไม่แน่เสมอไป เพราะคดีลักษณะนี้มีอย่างน้อย 3 เรื่องที่ต้องแยกพิจารณาให้ชัด
⚖️ 1. ค่าปรับตามสัญญา ศาลอาจลดได้
ค่าปรับจากการส่งมอบงานล่าช้า โดยหลักมีลักษณะเป็น เบี้ยปรับ
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 หากศาลเห็นว่าเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนที่เหมาะสมได้
ดังนั้น แม้ในสัญญาจะเขียนไว้วันละ 3,000 บาท ก็ไม่ได้หมายความว่าศาลจะให้เต็มจำนวนทุกกรณี
ศาลอาจพิจารณาประกอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและพฤติการณ์ของคดี
ในทางกลับกัน หากความเสียหายจริงสูงกว่าค่าปรับตามสัญญา เช่น
• ต้องเช่าที่พักเพิ่มเพราะบ้านสร้างไม่เสร็จ
• สูญเสียรายได้จากการให้เช่าอาคาร
• มีค่าใช้จ่ายอื่นจากความล่าช้า
ผู้เรียกร้องก็ควรมี เอกสารและหลักฐานรองรับความเสียหาย ให้ชัดเจน ไม่ใช่เพียงประมาณตัวเลขขึ้นมาเอง
💰 2. แล้วผู้ว่าจ้างสามารถเรียกเงินอะไรได้บ้าง?
ในข้อพิพาทงานก่อสร้าง ความเสียหายที่อาจเรียกร้องได้ โดยทั่วไป เช่น
• เงินที่จ่ายไปเกินกว่ามูลค่างานที่ผู้รับเหมาทำจริง
• ส่วนต่างค่าจ้างผู้รับเหมารายใหม่ เพื่อเข้ามาทำงานที่เหลือ
• ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมหรือแก้ไขงานที่ชำรุดบกพร่อง
• ค่าปรับจากความล่าช้าตามสัญญา
• ค่าเสียหายอื่นที่พิสูจน์ได้ เช่น ค่าเช่าที่พัก รายได้ที่ขาดไป และดอกเบี้ย
แต่คดีก่อสร้างไม่ได้มีเพียงฝ่ายผู้ว่าจ้างที่มีสิทธิเรียกร้อง
หากผู้รับเหมาทำงานไปแล้วแต่ไม่ได้รับค่าจ้าง ก็อาจมีสิทธิเรียก
• ค่างานตามส่วนที่ทำเสร็จจริง
• ค่าวัสดุหรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง
• ค่าเสียหายจากการที่ผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาโดยไม่มีเหตุอันชอบด้วยกฎหมาย
จึงต้องพิจารณาสิทธิและหน้าที่ของ ทั้งสองฝ่าย จากสัญญาและหลักฐานประกอบกัน
⏳ 3. เรื่องสำคัญที่สุด คือ “อายุความ”
สิทธิเรียกร้องจากสัญญาจ้างทำของบางประเภทมีกรอบอายุความที่ค่อนข้างสั้น จึงไม่ควรปล่อยเรื่องไว้นานโดยคิดว่ายังมีเวลา
โดยเฉพาะกรณีความชำรุดบกพร่องตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 601 กฎหมายกำหนดระยะเวลาการฟ้องไว้โดยเฉพาะ
ส่วนการเรียกร้องค่าเสียหายจากการผิดสัญญา ต้องพิจารณาว่าสิทธิเรียกร้องนั้นอยู่ภายใต้อายุความประเภทใด และเริ่มนับตั้งแต่เมื่อใด
📌 จุดที่มักเป็นปัญหาคือ “วันเริ่มนับอายุความ”
เพราะแต่ละคดีอาจไม่เหมือนกัน เช่น
• วันส่งมอบงาน
• วันที่ผิดนัด
• วันที่บอกเลิกสัญญา
• วันที่พบความชำรุดเสียหาย
• หรือวันที่สิทธิเรียกร้องสามารถบังคับได้
จึงไม่ควรคำนวณอายุความจากคำบอกเล่าเพียงอย่างเดียว แต่ควรตรวจสอบจาก สัญญา หนังสือบอกกล่าว หลักฐานการส่งมอบ และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง
🤝 ยังไม่อยากฟ้อง มีทางเลือกอะไรบ้าง?
ไม่ใช่ทุกข้อพิพาทต้องจบด้วยการฟ้องคดีทันที
ทางเลือกก่อนฟ้องที่ควรพิจารณา เช่น
1. เจรจาโดยมีหนังสือบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษร
การแจ้งข้อเรียกร้องให้ชัดเจน พร้อมแนบหลักฐานที่เกี่ยวข้อง อาจช่วยให้การเจรจามีน้ำหนักมากขึ้น
2. อนุญาโตตุลาการ
หากสัญญามีข้อกำหนดเรื่องอนุญาโตตุลาการ ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนดำเนินคดี เพราะข้อสัญญาบางฉบับกำหนดขั้นตอนการระงับข้อพิพาทไว้โดยเฉพาะ
3. ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 20 ตรี คู่กรณีสามารถยื่นคำร้องขอไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้
หากตกลงกันได้และมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามกระบวนการของศาล ก็สามารถดำเนินการให้มีผลบังคับตามกฎหมายได้
📌 ปัญหาที่พบได้บ่อย
หลายกรณีคู่กรณีเจรจากันเองเป็นเวลานานกว่าจะเข้ามาปรึกษา เมื่อถึงตอนนั้นอาจเหลือเวลาในการใช้สิทธิน้อยลง และทางเลือกในการแก้ปัญหาก็น้อยตามไปด้วย
การเข้ามาปรึกษาตั้งแต่ต้น ไม่ได้หมายความว่าต้องฟ้องคดีทันที
แต่ช่วยให้ทราบว่า
• มีสิทธิเรียกร้องอะไรบ้าง
• หลักฐานที่มีเพียงพอหรือไม่
• อายุความเหลืออีกเท่าใด
• ควรเจรจา ไกล่เกลี่ย หรือดำเนินคดี
📂 เอกสารที่ควรเตรียมเมื่อเข้าปรึกษา
• สัญญาจ้างก่อสร้างและเอกสารแนบท้าย
• แบบก่อสร้าง / BOQ หากมี
• หลักฐานการชำระเงินทุกงวด
• ภาพถ่ายและวิดีโอหน้างาน
• หนังสือบอกกล่าวหรือหนังสือทวงถาม
• แชต LINE อีเมล หรือประวัติการติดต่อระหว่างคู่สัญญา
หากงานก่อสร้างของคุณกำลังมีข้อพิพาท ควรตรวจสอบ สิทธิ หลักฐาน และอายุความ ให้ชัดก่อนตัดสินใจว่าจะเดินต่ออย่างไร
📩 สามารถทักแชทมาปรึกษาเบื้องต้นได้
#กฎหมายก่อสร้าง #ผู้รับเหมา #ผิดสัญญาก่อสร้าง #ค่าปรับงานล่าช้า #อายุความ #เบี้ยปรับ #ผู้ว่าจ้าง #สำนักงานกฎหมาย #ทนายความ