กฎหมายไทย

กฎหมายไทย แสดงความเห็นทางกฎหมาย

ไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกฎหมายไม่ว่าบุคคลนั้นจะอยู่ในฐานะตำแหน่งหรือ
เงื่อนไขใดย่อมอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายของแผ่นดินและอยู่ใน
อำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเหมือนกันทั้งสิ้น

08/09/2026

#รับปรึกษากฎหมาย
📌ส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถาม
📌รับร่างสัญญาทุกประเภท
📌รับจดทะเบียนบริษัท
📌รับทำพินัยกรรม


#รับว่าความทั่วราชอาณาจักร
-คดีมรดก ตั้งผู้จัดการมรดก คัดค้านผู้จัดการมรดก ฯลฯ
-คดีครอบครัว ฟ้องชู้ ฟ้องหย่า ฟ้องแบ่งสินสมรส ฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูบุตร ฟ้องเรียกบุตรคืน ฯลฯ
-คดีแพ่งทั่วไป ฟ้องกู้ยืมเงิน ฟ้องบังคับจำนอง ฟ้องละเมิดเรียกค่าเสียหาย ฯลฯ
-คดีอาญา หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา บุกรุก ยักยอก ฉ้อโกง ฯลฯ

ช่องทางการติดต่อ : ทักแชทเฟสได้ค่ะ

มาตรา 94 ป.วิ.พ.📌กลุ่มที่ 1: กฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง 🔻ฎีกาที่ 5003/2565: โจทก์ฟ้องเพิกถอนการจดทะเบีย...
25/05/2026

มาตรา 94 ป.วิ.พ.

📌กลุ่มที่ 1: กฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง

🔻ฎีกาที่ 5003/2565: โจทก์ฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิการเช่าเพราะจำเลยทำสัญญาโดยไม่มีอำนาจ ไม่ได้ฟ้องบังคับตามสัญญาเช่า กรณีนี้กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีพยานเอกสารมาแสดง จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 94 ศาลรับฟังพยานบุคคลได้

🔻ฎีกาที่ 2943/2565: ข้อบังคับของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรไม่ใช่พยานหลักฐานที่กฎหมายบังคับว่าต้องมีเอกสารมาแสดง จึงไม่เข้าข่ายต้องห้ามตามมาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) ในการนำพยานบุคคลมาสืบแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในเอกสารนั้น

🔻ฎีกาที่ 2530/2565: โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล (นิติกรรมการให้ที่ดิน) ไม่ใช่คดีฟ้องบังคับหรือปฏิเสธตามสัญญาให้ที่โจทก์เป็นคู่สัญญา ไม่อยู่ในบังคับมาตรา 94 (ข) จำเลยจึงนำสืบพยานบุคคลได้ว่าเป็นการให้โดยมีค่าตอบแทน

🔻ฎีกาที่ 6607/2561: การบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงาน (เลิกจ้างหรือลาออก) ไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือ จึงไม่ใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 94

🔻ฎีกาที่ 8484 - 8485/2559: การเลิกจ้างหรือลาออกไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 94 แม้ลูกจ้างจะลงชื่อในใบลาออกแล้ว ก็ยังสามารถนำพยานบุคคลมาสืบได้ว่าถูกบังคับขู่เข็ญให้เซ็นชื่อ

🔻ฎีกาที่ 15572/2558: โจทก์สืบพยานบุคคลว่าผู้มีชื่อในสัญญาซื้อขายและโฉนดที่ดิน เป็นตัวแทนของโจทก์ เพื่อเรียกทรัพย์คืนจากตัวแทน เป็นการสืบพยานในข้อพิพาทเรื่องตัวแทนอีกส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ข้อพิพาทระหว่างคู่สัญญาซื้อขายโดยตรง จึงไม่ใช่การสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสาร ไม่ขัดต่อมาตรา 94 (ข)

🔻ฎีกาที่ 5086/2558: โจทก์ฟ้องรับช่วงสิทธิและนำสืบพยานบุคคลว่าตนเป็นผู้รับประกันภัย โดยอ้างกรมธรรม์เป็นเพียงพยานประกอบ ไม่ได้ฟ้องบังคับตามกรมธรรม์โดยตรง แม้กรมธรรม์ไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ก็รับฟังได้ ไม่ติดขัดเรื่องการห้ามตามมาตรา 94

🔻ฎีกาที่ 4626/2558: โจทก์ฟ้องอ้างสิทธิความเป็นทายาทเพื่อเรียกทรัพย์มรดกคืนจากจำเลยที่ถือครองแทน มิใช่การใช้สิทธิฟ้องคดีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง มิให้อยู่ในบังคับมาตรา 94 และแม้แบบบันทึกการโอนมรดกจะเป็นเอกสารมหาชน (ตามมาตรา 127) แต่ก็สืบพยานบุคคลหักล้างความเป็นมาที่แท้จริงได้ ไม่ขัดต่อมาตรา 94

🔻ฎีกาที่ 1804/2558: คดีฟ้องถอนคืนการให้ ไม่ใช่คดีฟ้องบังคับตามสัญญาให้ จำเลยมีสิทธินำสืบพยานบุคคลได้ว่าเป็นการให้ที่มีค่าตอบแทน ไม่ใช่เรื่องต้องห้ามตามมาตรา 94

🔻ฎีกาที่ 1776/2558: การนำสืบพยานบุคคลถึงความเป็นมาอันแท้จริงของสัญญาซื้อขายที่ดินว่าเหตุใดจึงใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้รับโอน ไม่ใช่การนำสืบเพื่อบังคับตามสัญญาซื้อขายระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายโดยตรง จึงไม่เป็นการนำสืบเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร ย่อมไม่ต้องห้ามตามมาตรา 94

🔻ฎีกาที่ 16273/2557: การยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารต่อทางราชการ มิใช่แบบของนิติกรรมที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง โจทก์จึงสามารถนำพยานบุคคลมาสืบแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ว่าเป็นตัวแทนกันได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตามมาตรา 94

🔻ฎีกาที่ 10111/2556: การวินิจฉัยข้อตกลงและสิทธิตามสัญญาโอนหุ้นและกิจการเพื่อรับประโยชน์ในหนี้ภาษีอากร ไม่ใช่นิติกรรมที่กฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงไม่มีเหตุที่จะถือว่าการนำสืบพยานหลักฐานเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 94

🔻ฎีกาที่ 12628/2555: การยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง โจทก์จึงนำพยานบุคคลมาสืบได้ และการนำพยานบุคคลมาสืบประกอบเอกสารเพื่อแสดงถึงความมีอยู่จริงของข้อความหมายเหตุที่ปรากฏอยู่ในเอกสารอยู่แล้ว มิใช่นำสืบข้อความอื่นที่แตกต่างไป จึงมิใช่การนำสืบเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงข้อความ ย่อมไม่ต้องห้ามตามมาตรา 94

🔻ฎีกาที่ 3120/2555: สัญญาซื้อขายหลักทรัพย์และบัญชีเดินสะพัด มิใช่เอกสารที่ระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร แม้ไม่ปิดอากรแสตมป์ศาลก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ และคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ไม่จำต้องทำเป็นหนังสือเสมอไป ศาลจึงใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมายเรื่องการห้ามสืบพยานบุคคลตามมาตรา 94

🔻ฎีกาที่ 2303/2553: โจทก์ฟ้องขับไล่ตามสัญญาเช่าที่ดิน การที่จำเลยนำสืบว่าตนเองทำสัญญาเช่าในฐานะเป็น "ตัวแทนของตัวการไม่เปิดเผยชื่อ" (จำเลยร่วม) เพื่อให้ตัวการเข้ามารับผิดชอบชำระหนี้ตามสัญญา ถือเป็นการนำสืบความจริงในเรื่องความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างตัวการกับตัวแทน หาใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาเช่าที่ดินแต่อย่างใด จึงไม่ห้ามตามมาตรา 94

🔻ฎีกาที่ 9765/2552: ปัญหาว่าที่ดินเป็นของใคร ไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องมีพยานเอกสารมาแสดง โจทก์จึงสามารถนำสืบพยานบุคคลถึงสิทธิครอบครอง และสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารทะเบียนการครอบครองที่ดินได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 94

🔻ฎีกาที่ 9176/2552: ข้อพิพาทว่าที่ดินเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือไม่ ไม่ใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง จึงสามารถนำพยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสาร (ระวางรูปแผนที่ทางอากาศ) ได้

🔻ฎีกาที่ 6866/2552: สัญญาจ้างทำของเป็นสัญญาที่กฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง โจทก์จึงสามารถนำสืบพยานบุคคลว่าจำเลยตกลงให้ก่อสร้างเพิ่มเติมนอกเหนือจากแบบแปลนเดิมได้ ไม่เป็นการสืบเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารตามมาตรา 94 (ข)

🔻ฎีกาที่ 5658/2552: การพิสูจน์กรรมสิทธิ์รวมในที่ดินไม่ใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ลำพังบันทึกการแบ่งที่ดินฉบับเดียวไม่อาจตัดสิทธิ์โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธินำพยานหลักฐานอื่นมาสืบพิสูจน์ความเป็นเจ้าของรวมได้ ไม่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 94

🔻ฎีกาที่ 5027/2552: จำเลยนำสืบว่าราคาที่ชำระกันจริงต่างไปจากราคาที่ระบุในหนังสือสัญญาซื้อขาย เพื่อแสดงข้อเท็จจริงในคดีที่โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนการฉ้อฉล มิใช่เป็นการนำสืบเพื่อบังคับตามสัญญาซื้อขายฉบับนั้น จึงไม่ต้องห้ามนำสืบพยานบุคคล ตามมาตรา 94 (ข)

🔻ฎีกาที่ 3497/2551: โจทก์นำพยานบุคคลเข้าสืบเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นมาอันแท้จริงว่า จำเลยเป็นเพียงผู้รับจำนองที่ดินแทนโจทก์ (ความสัมพันธ์เรื่องตัวการตัวแทน) ซึ่งกฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงมิใช่เป็นการนำสืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน กรณีไม่ต้องด้วยข้อห้ามตามมาตรา 94 (ข)

🔻ฎีกาที่ 4742/2550: การนำสืบว่ามีการชำระหนี้เงินกู้ด้วยวิธีอื่น (ยอมให้โจทก์ตักหน้าดินไปขายเพื่อหักหนี้) ไม่ใช่การชำระด้วยเงิน จึงไม่อยู่ในบังคับเรื่องต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ และไม่ใช่กรณีที่กฎหมายบังคับว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือตามมาตรา 94 จำเลยจึงนำสืบพยานบุคคลได้

🔻ฎีกาที่ 2533/2549: จำเลยนำสืบพยานบุคคลว่าได้รับมอบโฉนดที่ดินมาเพื่อโอนชำระหนี้เงินยืม เป็นการสืบว่าได้โฉนดมาอย่างไร ไม่ใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง แม้ข้อเท็จจริงจะต่างจากข้อความในหนังสือสัญญากู้เงินที่ว่ามอบไว้เป็นประกัน ก็ไม่เป็นการสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความตามมาตรา 94

🔻ฎีกาที่ 139/2549: สำเนาใบส่งสินค้าและใบเสร็จรับเงิน มิใช่พยานหลักฐานที่มีกฎหมายบังคับว่าต้องมีเอกสารมาแสดง จึงไม่ต้องห้ามที่จะนำพยานบุคคลมานำสืบแก้ไข เพิ่มเติม หรือตัดทอนข้อความในเอกสาร ไม่ขัดต่อมาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข)

🔻ฎีกาที่ 8795/2548: จำเลยนำสืบว่าโจทก์ยังไม่ชำระค่าที่ดินตามสัญญาซื้อขาย เพื่อแสดงเหตุผลว่าทำไมจำเลยจึงยังมีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาท (ไม่ใช่การนำสืบเพื่ออ้างสิทธิหรือให้ตัวเองได้สิทธิจากสัญญาซื้อขายนั้น) จึงไม่ต้องห้ามนำสืบพยานบุคคลตามมาตรา 94 (ข)

กลุ่มที่ 2: ต้องห้ามตามมาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ก) หรือ (ข)

🔻ฎีกาที่ 6656/2567: การกู้เงินมีสัญญากู้ยืมเป็นหนังสือ ต่อมามีการขีดฆ่าแก้ไขลดจำนวนเงินกู้ในสัญญาแต่ไม่ได้ลงวันที่กำกับการแก้ไข การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อความว่าการแก้ไขนั้นเกิดขึ้นภายหลัง ย่อมเป็นการนำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข)

🔻ฎีกาที่ 2521/2559: สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเป็นกรณีที่คู่สัญญาเลือกทำหลักฐานเป็นหนังสือเพื่อให้ฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ เมื่อต้องการฟ้องบังคับจึงต้องมีเอกสารมาแสดงตามมาตรา 94 การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่ามีข้อตกลงด้วยวาจาเรื่องถนนทางเข้าออกเพิ่มเติม จึงต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข)

🔻ฎีกาที่ 12945/2558: หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายระบุราคาต่อตารางวาชัดเจนและไม่มีเงื่อนไขอื่น การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่ายังมีข้อตกลงนอกเหนือจากสัญญาให้จำเลยรังวัดกันส่วนแนวเสาไฟฟ้าออก ถือเป็นการสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมนอกเหนือสัญญา ต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข)

🔻ฎีกาที่ 6601/2558: สัญญาระบุชัดเจนว่าผู้ขายจะขายที่ดิน "เฉพาะส่วนของตน" การที่โจทก์เบิกความว่าตกลงขายที่ดิน "ทั้งแปลง" (รวมส่วนของเจ้าของรวมคนอื่นด้วย) ขัดกับเอกสารและเป็นการสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข)

🔻ฎีกาที่ 1323/2558: กฎหมายบังคับว่าสัญญาเช่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ เมื่อในสัญญาระบุระยะเวลาเช่าไว้แน่นอน การที่จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบหักล้างว่าเป็นสัญญาเช่าที่ไม่มีกำหนดเวลา ถือเป็นการนำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข)

🔻ฎีกาที่ 4694/2553: จำเลยทำสัญญาเช่าห้องแถวพิพาทกับโจทก์โดยไม่มีกำหนดระยะเวลา ต่อมาจำเลยให้การและนำสืบพยานบุคคลว่า เหตุที่ต้องยอมทำสัญญาเช่าเนื่องจากไม่สามารถทำสัญญาโอนสิทธิการเช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ การนำสืบเช่นนี้ถือเป็นการนำสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารสัญญาเช่า ต้องห้ามมิให้รับฟังตามมาตรา 94 (ข)

🔻ฎีกาที่ 5373/2552: สัญญาเช่าที่ดินระบุชัดเจนว่าเงิน 8,000,000 บาท เป็นการชำระค่าเช่าล่วงหน้า 21 ปี โจทก์จะนำสืบพยานบุคคลว่าเงินจำนวนนี้เป็น "เงินกินเปล่า" หรือค่าตอบแทนพิเศษไม่ได้ เพราะเป็นการสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสาร ต้องห้ามตามมาตรา 94 วรรคแรก (ข)

🔻ฎีกาที่ 2154/2552: สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทำเป็นลายลักษณ์อักษรระบุว่าโจทก์รับเงินค่าที่ดินครบแล้ว โจทก์จะนำพยานบุคคลมาสืบว่าความจริงได้รับเงินเพียงบางส่วน และส่วนที่เหลือให้จำเลยไปผ่อนธนาคารแทนไม่ได้ เพราะเป็นการสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข)

🔻ฎีกาที่ 1510/2552: สัญญาขายฝากที่ดินเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน เมื่อเอกสารระบุว่าผู้ขายฝากได้รับเงินครบถ้วนแล้ว ห้ามมิให้รับฟังพยานบุคคลที่ขอสืบว่ายังได้รับเงินไม่ครบ เพราะเป็นการสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารตามมาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข)

🔻ฎีกาที่ 14712/2551: เอกสารที่มีข้อความเพียงว่า "ได้รับเงินจำนวน 300,000 บาท" ไม่ได้ระบุว่าจำเลยเป็นหนี้หรือต้องคืนเงิน จึงไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินที่จะฟ้องร้องบังคับคดีได้ และไม่สามารถนำสืบพยานบุคคลเพื่อขยายความอธิบายให้เป็นสัญญากู้ยืมได้ตามข้อห้ามในมาตรา 94 (ข)

🔻ฎีกาที่ 10484/2551: จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินและรับเงินไปแล้ว การที่จำเลยอ้างว่าผู้ตายยกเงินจำนวนดังกล่าวให้โดยเสน่หา มิใช่การกู้ยืม เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญากู้ยืมเงิน ต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข)

🔻ฎีกาที่ 7319/2551: จำเลยจะนำพยานบุคคลมาสืบว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้กู้และรับเงินตามที่ระบุในสัญญา แต่มีบริษัทอื่นเป็นผู้รับเงินไป เป็นการนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข)

🔻ฎีกาที่ 6988/2551: สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่ามีข้อตกลง (นอกเหนือจากในสัญญา) ว่าเมื่อเลิกสัญญาจำเลยต้องคืนเงินประกัน เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสาร ต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข)

🔻ฎีกาที่ 5442/2551: หลักฐานการกู้ยืมเงินไม่ปรากฏข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ย การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่าจำเลยตกลงให้ดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นการนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมข้อความในเอกสาร จึงต้องห้ามตามมาตรา 94

🔻ฎีกาที่ 1602/2551: การกู้ยืมเงินกฎหมายบังคับให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนไปทำการกู้ยืมจึงต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือด้วย จำเลยจึงไม่อาจนำพยานบุคคลมาสืบว่าตนเองลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้แทนจำเลยร่วม เพราะต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข)

🔻ฎีกาที่ 8215/2550: สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารไม่ได้ระบุเรื่องการโฆษณาหรือร้านค้าเอาไว้ โจทก์จะนำพยานบุคคลมาสืบว่าจำเลยผิดสัญญาเพราะในโครงการยังไม่มีการก่อสร้างร้านค้าตามที่เคยโฆษณาไม่ได้ เพราะเป็นการนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข)

🔻ฎีกาที่ 5387/2549: โจทก์ฟ้องเรียกค่าเช่าในอัตราที่สูงกว่าที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญาเช่าเดิม โจทก์ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยมาแสดงว่าตกลงขึ้นค่าเช่า การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่าตกลงขึ้นค่าเช่าด้วยวาจา จึงต้องห้ามตามมาตรา 94

🔻ฎีกาที่ 2762/2549: สัญญากู้ยืมเงินระบุว่าคิดดอกเบี้ยตามกฎหมาย (ร้อยละ 7.5 ต่อปี) โจทก์จะนำพยานบุคคลมาสืบว่าได้ตกลงด้วยวาจาให้คิดดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อเดือนไม่ได้ ต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข)

📌กลุ่มที่ 3: ข้อยกเว้นตามมาตรา 94 วรรคท้าย (หนี้หรือสัญญาไม่สมบูรณ์ / ตีความหมายผิด)

🔻ฎีกาที่ 4209/2566: แม้สัญญากู้ยืมเงินต้องมีพยานเอกสารมาแสดง แต่หากจำเลยต่อสู้ว่าสัญญากู้ยืมนั้นเป็นเพียง "นิติกรรมอำพราง" การร่วมลงทุน (สัญญากู้ตกเป็นโมฆะ) ย่อมเป็นการอ้างว่าหนี้ไม่สมบูรณ์ จำเลยจึงมีสิทธินำสืบพยานบุคคลได้ ไม่เข้าข่ายต้องห้ามตามมาตรา 94 วรรคท้าย

🔻ฎีกาที่ 882/2566: จำเลยนำสืบพยานบุคคลและวัตถุว่าสัญญาจำนองระบุไม่มีดอกเบี้ย แต่ความจริงโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นการนำสืบว่าข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะและหนี้บางส่วนไม่สมบูรณ์ ศาลรับฟังพยานบุคคลได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 94 วรรคท้าย

🔻ฎีกาที่ 3949/2558: การนำสืบข้อเท็จจริงว่า บันทึกข้อตกลงค่าเสียหายตกลงกันเฉพาะค่าผลไม้ท้ายรถ ไม่รวมถึงค่าเสียหายของตัวรถยนต์ เป็นการนำสืบถึงเจตนาว่าคู่สัญญามีข้อตกลงกันอย่างไร มิใช่การสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร (เข้าลักษณะพิสูจน์ว่าอีกฝ่ายตีความหมายผิด) ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 94

🔻ฎีกาที่ 3876/2558: จำเลยนำสืบว่ากู้เงินโจทก์จริงน้อยกว่าจำนวนที่ระบุในสัญญา แต่ถูกฉ้อฉลให้เซ็นสัญญายอดสูงกว่า เป็นการนำสืบโต้แย้งว่าไม่ได้รับเงินครบตามสัญญา ถือเป็นการนำสืบถึง "ความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้" ตามมาตรา 94 วรรคท้าย สามารถทำได้

🔻ฎีกาที่ 2574/2556: จำเลยให้การต่อสู้ว่า สัญญาซื้อขายตามฟ้องแท้จริงแล้วเป็น "นิติกรรมอำพราง" สัญญากู้ยืมเงิน ถือเป็นการอ้างเหตุหนี้ไม่สมบูรณ์ตามมาตรา 94 วรรคท้าย จำเลยจึงมีสิทธินำพยานบุคคลเข้าสืบหักล้างสัญญาซื้อขายได้

🔻ฎีกาที่ 15379/2555: หนังสือสัญญาซื้อขายไม่ได้ระบุจำนวนเนื้อที่ดินไว้ การที่จำเลยนำสืบพยานบุคคลว่ามีการตกลงหักลดราคาค่าที่ดินออก 300,000 บาท เนื่องจากไม่สามารถโอนเนื้อที่ดินของบุคคลอื่นได้ เป็นเพียงการนำสืบถึงข้อตกลงต่างหากในเรื่องวิธีการชำระราคาและเจตนาในการตีความหมาย ไม่ใช่การสืบเปลี่ยนแปลงเอกสาร ย่อมทำได้

🔻ฎีกาที่ 6446/2552: จำเลยนำสืบว่ากู้เงินไปจริงเพียง 15,000 บาท แต่ในสัญญาระบุไว้ 40,000 บาทเพื่อเป็นประกัน ถือเป็นการนำสืบถึง "ความไม่บริบูรณ์ของสัญญากู้ยืม" เป็นการนำสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตามมาตรา 94 วรรคท้าย จึงสามารถนำสืบได้

🔻ฎีกาที่ 5598/2551: การนำสืบว่าหนังสือมอบอำนาจพิมพ์ชื่อกรรมการผิดจากตัวอักษร "ธ" เป็น "ช" (ธีระพงษ์ เป็น ชีระพงษ์) มิใช่การนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสาร แต่เป็นการนำสืบอธิบายความเป็นมาเพื่อยืนยันความถูกต้องทางกายภาพ สามารถทำได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 94


🔻ฎีกาที่ 4475/2551: แม้หนังสือสัญญาให้ที่ดินระบุว่าเป็นการให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน จำเลยก็มีสิทธินำสืบพยานบุคคลให้เห็นว่าเป็นการให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพันได้ เพื่อพิสูจน์ความสมบูรณ์และเนื้อหาแท้จริงของสัญญามิให้ถูกถอนคืนการให้ ถือเป็นข้อยกเว้นตามวรรคท้าย

🔻ฎีกาที่ 6146/2550: จำเลยนำสืบว่าตนเองได้รับเงินกู้จริงไม่ครบตามจำนวนที่ระบุในสัญญา เนื่องจากโจทก์นำดอกเบี้ยที่เกินอัตรากฎหมายมารวมเป็นเงินต้น ถือเป็นการนำสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตามมาตรา 94 วรรคท้าย จำเลยย่อมมีสิทธินำสืบได้

🔻ฎีกาที่ 1927/2550: จำเลยนำสืบว่าได้รับเงินกู้ยืมไปจริงน้อยกว่าจำนวนที่ระบุในเอกสารสัญญากู้ยืมเงิน เป็นการนำพยานบุคคลมาสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตามมาตรา 94 วรรคท้าย ไม่ใช่การนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร จำเลยย่อมนำสืบได้

🔻ฎีกาที่ 5487/2550: แม้รายการในสารบัญจดทะเบียนตามโฉนดที่ดินจะเป็นเอกสารมหาชน แต่โจทก์ก็สามารถนำพยานเข้าสืบเพื่อแสดงถึงความเป็นมาอันแท้จริงทางกฎหมายได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก หาฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 94 ไม่

🔻ฎีกาที่ 465/2549: โจทก์นำสืบว่าจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ แม้ชื่อตามลายมือนั้นจะไม่ตรงกับชื่อจริงของจำเลยก็ตาม ถือเป็นการนำสืบถึงตัวบุคคลผู้ทำสัญญาให้ตรงความจริง มิได้มีผลกระทบถึงข้อความหรือข้อตกลงในสัญญา จึงมิใช่การนำสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารตามมาตรา 94 (ข)

🔻ฎีกาที่ 3380/2549: จำเลยสืบว่าตนเองไม่ได้กู้เงินจริง แต่ลงชื่อในสัญญากู้ยืมที่ยังไม่ได้กรอกข้อความเพื่อค้ำประกันและขอผ่อนผันการจับกุมบุคคลอื่น เป็นการนำสืบถึงที่มาของลายมือชื่อเพื่อแสดงว่าไม่มีมูลหนี้ หรือหนี้ในเอกสารไม่สมบูรณ์ตามมาตรา 94 วรรคท้าย สามารถนำสืบได้

🔻ฎีกาที่ 3375/2549: เอกสารสัญญากู้ยืมเงินมีข้อความขัดแย้งกันเอง (พิมพ์ว่ายอมเสียดอกเบี้ย แต่ช่องว่างเขียนว่าไม่ต้องเสียดอกเบี้ย) โจทก์ย่อมมีสิทธินำสืบพยานบุคคลประกอบการแปลความหมายตามเจตนาแท้จริงได้ เพราะเป็นการนำสืบว่าคู่ความอีกฝ่ายตีความหมายผิดตามมาตรา 94 วรรคสอง (ท้าย)

🔻ฎีกาที่ 1482/2549: จำเลยนำสืบว่าตนเองทำสัญญากู้เงินเพื่อเป็นหลักฐานการรับเงินมัดจำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ไม่ได้กู้เงินจริง ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยมีสิทธินำสืบได้เพราะเป็นการนำสืบว่าสัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์ตามมาตรา 94 วรรคสอง (ท้าย)

🔻 ฎีกาที่ 228/2538 (ซื้อขายที่ดิน-โจทก์นำสืบว่ายังได้รับชำระราคาไม่ครบถ้วนตามความจริง): สัญญาซื้อขายฉบับจดทะเบียนระบุราคา 3,000,000 บาท และมีข้อความว่าผู้ขายได้รับเงินเรียบร้อยแล้ว แต่คู่ความต่างรับกันว่าราคาที่ซื้อขายกันจริงคือ 9,500,000 บาท ตามสัญญาจะซื้อขาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อคู่ความรับกันแล้วว่าราคาในเอกสารไม่ใช่ราคาที่แท้จริง การที่โจทก์นำสืบว่ายังได้รับชำระค่าที่ดินไม่ครบถ้วนตามราคาจริง จึงหาเป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาซื้อขายฉบับจดทะเบียนไม่ การนำสืบพยานบุคคลดังกล่าวจึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข)

📌กลุ่มที่ 4: คดีประเภทพิเศษ / ประเด็นทางเทคนิควิธีพิจารณาความ

🔻ฎีกาที่ 2699/2565: คดีผู้บริโภคอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ ซึ่งมีบทบัญญัติห้ามนำมาตรา 94 มาใช้บังคับแก่ผู้บริโภค ดังนั้นจำเลยในฐานะผู้บริโภคจึงนำพยานบุคคลมาสืบถึงการชำระหนี้โดยวิธีโอนเงินได้ ไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดของมาตรา 94

🔻ฎีกาที่ 169/2560: จำเลยฎีกาว่าศาลรับฟังคำเบิกความโจทก์หักล้างพยานเอกสารไม่ชอบด้วยมาตรา 94 แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้เบิกความเกี่ยวกับเอกสารนั้น มีเพียงจำเลยที่ตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ จึงฟังไม่ได้ว่าคำเบิกความขัดแย้งกับเอกสาร ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดี (เป็นประเด็นเทคนิคการพิจารณาหลักฐานในสำนวน)

ฎีกาที่ 2303/2553 (ประเด็นเพิ่มเติม): ปัญหาเรื่องการสืบแก้ไขเอกสารตามมาตรา 94 เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน สามารถยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้แม้ไม่ได้อุทธรณ์มาก่อน

24/05/2026

คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับ ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 (ภาระการพิสูจน์)

📌1. บททั่วไป: ผู้อ้างข้อเท็จจริงสนับสนุนคำคู่ความย่อมมีภาระการพิสูจน์

🔻ฎีกาที่ 10629/2551 (กู้ยืม-จำเลยสู้ว่าเอกสารปลอม/ไม่มีมูลหนี้): โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญา เมื่อจำเลยปฏิเสธเด็ดขาดว่าสัญญากู้เป็นเอกสารปลอมที่นำกระดาษลงชื่อเปล่าไปกรอกข้อความเอง ภาระการพิสูจน์เรื่องความแท้จริงของมูลหนี้และเอกสารย่อมตกอยู่แก่โจทก์ โจทก์นำสืบไม่สมฟ้องจึงแพ้คดี แม้จำเลยจะไม่นำพยานเข้าสืบเลยก็ตาม

🔻ฎีกาที่ 1206/2554 (ตั๋วเงิน-จำเลยสู้ว่าลายมือชื่อสลักหลังปลอม): โจทก์อ้างสิทธิเรียกร้องจากการสลักหลังเช็ค เมื่อจำเลยที่ 4 ปฏิเสธว่าไม่ได้ลงชื่อ โจทก์มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าลายมือชื่อนั้นเป็นของจำเลยจริง ไม่ใช่หน้าที่ของจำเลยที่ต้องนำสืบว่าเป็นของปลอม

🔻ฎีกาที่ 4464/2554 (จำนอง-จำเลยสู้ว่าหนังสือมอบอำนาจปลอม): จำเลยปฏิเสธว่าไม่เคยกู้เงินและไม่เคยตั้งตัวแทนไปจดจำนอง ลายมือชื่อในใบมอบอำนาจเป็นของปลอม โจทก์ไม่มีสัญญากู้มาแสดงและไม่นำสืบพยานที่เกี่ยวข้อง ทั้งศาลตรวจเทียบแล้วต่างจากลายมือชื่อจริงในสารบบ สัญญาจำนองจึงไม่ผูกพันจำเลย

🔻ฎีกาที่ 6034/2554 (ซื้อขาย-สินค้าคุณสมบัติไม่ตรงตามฉลาก): โจทก์ฟ้องเรียกราคาค่าส่งมอบยาฆ่าเชื้อที่ฉลากระบุสารสำคัญ 12.5% จำเลยสู้ว่าสารไม่ครบ โจทก์เป็นผู้ผลิตและระบุสรรพคุณย่อมมีภาระพิสูจน์ว่ายามีส่วนประกอบจริง เมื่อพิสูจน์ไม่ได้ ถือว่าส่งมอบสินค้าไม่ถูกต้อง จำเลยมีสิทธิปฏิเสธชำระราคาตาม ป.พ.พ. มาตรา 369

🔻ฎีกาที่ 14919/2557 (คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา-สิทธิในการสืบพยานค่าเสียหาย): โจทก์ร่วมยื่นคำร้องส่วนแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทน ย่อมมีภาระการพิสูจน์ความเสียหายตามมาตรา 84/1 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40 แม้คดีอาญาจำเลยจะรับสารภาพ ศาลชั้นต้นจะด่วนกำหนดค่าเสียหายให้เองโดยงดสืบพยานส่วนแพ่งไม่ได้ เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดกฎหมาย

🔻ฎีกาที่ 17869/2557 (ละมิดลิขสิทธิ์-ทางนำสืบของโจทก์ไม่ชัดเจน): โจทก์อ้างว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมแบบเรียน โจทก์มีภาระพิสูจน์นำสืบให้ชัดเจนว่างานชิ้นใดถูกละเมิดและใช้อย่างไร เมื่อทางนำสืบคลุมเครือ พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนัก (แต่จำเลยยังต้องรับผิดเบี้ยปรับฐานผิดสัญญาข้ออื่น)

🔻ฎีกาที่ 722/2561 (พินัยกรรม-ข้ออ้างเรื่องสติสัมปชัญญะและกลฉ้อฉล): โจทก์อ้างว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะเพราะผู้ตายชราจนสติไม่สมบูรณ์และเกิดจากกลฉ้อฉล โจทก์มีภาระพิสูจน์ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ตายพิมพ์นิ้วมือต่อหน้าพยานครบถ้วนตามกฎหมาย พินัยกรรมย่อมมีผลบังคับ

🔻ฎีกาที่ 3825/2562 (อำนาจฟ้อง-ตราสารไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์): จำเลยปฏิเสธเรื่องอำนาจฟ้องของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ โจทก์ต้องใช้หนังสือมอบอำนาจเป็นพยานพิสูจน์ แต่หนังสือมอบอำนาจนั้นติดแสตมป์โดยไม่ขีดฆ่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ห้ามรับฟังเป็นพยานในคดีแพ่ง โจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานมาสืบตามภาระการพิสูจน์และต้องแพ้คดี

🔻ฎีกาที่ 5397/2553 (ประกันภัย-อ้างเหตุข้อยกเว้นจำกัดความรับผิด): โจทก์บรรยายฟ้องว่าสินค้าสูญหายเพราะจำเลยทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเพื่อก้าวข้ามข้อตกลงจำกัดความรับผิด โจทก์จึงมีภาระพิสูจน์ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน จำเลยย่อมมีสิทธิยกข้อจำกัดความรับผิดขึ้นอ้าง

🔻ฎีกาที่ 2210/2563 (สัญญาจะซื้อจะขาย-ศาลชั้นต้นกำหนดภาระการพิสูจน์ไม่ชอบ): โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญา จำเลยต่อสู้ว่าสัญญาเป็นโมฆะเพราะที่ดินเป็นที่ชายตลิ่งสาธารณะ โจทก์ย่อมมีภาระพิสูจน์ให้เห็นว่าสัญญามีผลบังคับได้ตามกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นผลักภาระให้จำเลยจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาแก้ไขได้

🔻ฎีกาที่ 131/2565 (ลาภมิควรได้-จุดนับอายุความ 1 ปี): โจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนฐานลาภมิควรได้ โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่าตนรู้สิทธิเรียกเงินคืนตั้งแต่เมื่อใดเพื่อเริ่มนับอายุความ เมื่อปรากฏว่าผู้ตายเคยทวงเงินก่อนตาย ถือว่ารับรู้สิทธิตั้งแต่วันนั้น เมื่อฟ้องเกิน 1 ปีคดีจึงขาดอายุความ

🔻ฎีกาที่ 907/2567 (ละเมิด-ภาระการพิสูจน์จำนวนค่าเสียหาย): ข้อเท็จจริงยุติว่าจำเลยทำละเมิดทุบรื้อกำแพงโครงการ แต่มีข้อพิพาทเรื่องจำนวนค่าเสียหาย ความเสียหายมีมากน้อยเพียงใดโจทก์มีภาระพิสูจน์ เมื่อโจทก์ไม่นำสืบพยานหลักฐานถึงค่าเสียหายโดยตรง ศาลจึงไม่กำหนดค่าเสียหายให้

📌2. ฝ่ายจำเลยยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ ย่อมมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นนั้น

🔻ฎีกาที่ 1446/2548 (ร้องขอคืนของกลาง-ข้ออ้างไม่รู้เห็นเป็นใจ): ผู้ร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ที่ศาลสั่งริบในคดีแข่งรถ การร้องขอตาม ป.อ. มาตรา 36 เป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่มีภาระพิสูจน์ว่าตนไม่รู้เห็นเป็นใจ เมื่อพฤติการณ์ชี้ว่าผู้ร้องปล่อยให้สามีนำรถไปใช้ได้ตลอดเวลา ถือว่ารู้เห็นเป็นใจแล้ว

🔻ฎีกาที่ 3215/2552 (รับขนของทางทะเล-อ้างว่าความเสียหายเกิดก่อนถึงตน): จำเลย (ผู้ขนส่ง) ต่อสู้ปฏิเสธความรับผิดว่าสินค้าสูญหายตั้งแต่ขั้นตอนการบรรจุที่ท่าเรือต้นทางโดยผู้ส่ง ถือเป็นเรื่องที่จำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เพื่อปฏิเสธความรับผิด จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์

🔻ฎีกาที่ 6325/2552 (ซื้อขาย/ค้ำประกัน-อ้างการชำระหนี้และการบอกเลิกสัญญา): จำเลยที่ 1 รับว่าซื้อสินค้าจริงแต่สู้ว่าสถาบันการเงินจ่ายแทนไปเกินแล้ว จำเลยร่วมรับว่าค้ำประกันจริงแต่สู้ว่าบอกเลิกค้ำประกันแล้ว เมื่อยอมรับมูลหนี้เดิมแต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ ภาระการพิสูจน์ตกแก่ฝ่ายจำเลย

🔻ฎีกาที่ 22631/2555 (กู้ยืม-จำเลยยอมรับหนี้แต่อ้างว่าชำระแล้ว): จำเลยยอมรับว่ากู้จริงแต่สู้ว่าชำระหนี้ครบแล้ว ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลย เมื่อจำเลยมีสมุดบันทึกที่โจทก์ลงชื่อกำกับ แม้ไม่ระบุว่าค่าอะไรแต่รายละเอียดสอดคล้องกับงวดหนี้ ถือเป็นหลักฐานการชำระหนี้เป็นหนังสือ จำเลยยกสู้ได้

🔻ฎีกาที่ 1518/2561 (ผู้จัดการมรดก-อ้างพินัยกรรมทำขึ้นเพราะถูกหลอก): ผู้ร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง ผู้คัดค้านรับว่ามีการทำพินัยกรรมจริงแต่ยกข้ออ้างใหม่ว่าผู้ตายถูกหลอกและสติไม่สมบูรณ์ ภาระการพิสูจน์ตกแก่ผู้คัดค้าน เมื่อไม่มีหลักฐานหักล้าง พินัยกรรมย่อมสมบูรณ์

🔻ฎีกาที่ 13965/2558 (ฟ้องหย่า-ศาลสั่งงดสืบพยานไม่ชอบ): โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยปฏิเสธ โจทก์มีภาระพิสูจน์และมีสิทธินำพยานเข้าสืบ คดีแพ่งสามัญกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจศาลเรียกพยานมาไต่สวนเองทั้งหมดแล้วสั่งงดสืบพยานคู่ความ
ฎีกาที่ 9173/2558 (ครอบครองปรปักษ์-การเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน): ผู้ร้องขอให้ศาลสั่งว่าตนได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์เกิน 10 ปี ผู้คัดค้านสู้ว่าอยู่โดยอาศัยสิทธิ์ของเจ้าของเดิม ผู้ร้องเป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่ผู้ร้อง

🔻ฎีกาที่ 2208-2209/2563 (ตั๋วเงิน-อ้างเหตุหักกลบลบหนี้ที่จ่ายเกิน): จำเลยยอมรับว่ากู้เงินและสั่งจ่ายเช็คจริงแต่สู้ว่าชำระหนี้ครั้งก่อน ๆ ไว้เกินจึงขอหักกลบลบหนี้ จำเลยอ้างข้อเท็จจริงใหม่เพื่อให้ตนพ้นผิดจึงมีภาระพิสูจน์ เมื่อนำสืบไม่ชัดเจนว่าชำระเกินไว้เท่าใด ข้ออ้างจึงฟังไม่ขึ้น

🔻ฎีกาที่ 1003/2566 (กู้ยืม-จำเลยต่อสู้ว่ามูลหนี้เดิมเป็นโมฆะ): โจทก์ฟ้องตามสัญญากู้ จำเลยยอมรับว่าทำสัญญาจริงแต่สู้ว่าหนี้บางส่วนมาจากค่าแชร์ที่เป็นโมฆะตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ฯ จำเลยเป็นฝ่ายอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เพื่อปฏิเสธหนี้ จำเลยจึงมีหน้าที่นำสืบ

🔻ฎีกาที่ 514/2567 (กู้ยืม-ข้อจำกัดเรื่องพยานบุคคลในการชำระหนี้): จำเลยรับว่ากู้จริงแต่วางข้อต่อสู้ใหม่ว่าชำระหนี้ครบแล้ว จำเลยมีภาระพิสูจน์เรื่องการชำระหนี้ เมื่อจำเลยมีเพียงพยานบุคคลเบิกความลอย ๆ ไม่มีหลักฐานชำระหนี้เป็นหนังสือ ย่อมต้องห้ามตามกฎหมาย ฟังไม่ได้ว่าชำระแล้ว

🔻ฎีกาที่ 4656/2567 (กรรมสิทธิ์รวม-อ้างตนเป็นผู้ผ่อนชำระฝ่ายเดียว): คู่หย่าอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่จดทะเบียน จำเลยต่อสู้ว่าตนเป็นผู้กู้เงินมาซื้อและผ่อนทรัพย์สินทั้งหมดเพียงผู้เดียว โจทก์ไม่เกี่ยวข้อง จำเลยอ้างข้อเท็จจริงใหม่เพื่อปฏิเสธกรรมสิทธิ์รวม จำเลยมีภาระพิสูจน์

🔻ฎีกาที่ 3615/2568 (แบ่งสินสมรส):
ประเด็นที่ 1: จำเลยรับว่าเคยมีสินสมรสแต่ปัจจุบันไม่มีอยู่แล้ว ถือเป็นข้ออ้างใหม่ ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลย
ประเด็นที่ 2: รถยนต์มีชื่อจำเลยขณะฟ้อง จำเลยให้การไม่ชัดแจ้งว่าจำหน่ายไปอย่างไร คำให้การที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบตามมาตรา 177 วรรคสอง ถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้อง และกฎหมายถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อนำมาจัดแบ่ง

🔻ฎีกาที่ 4158/2563 (คดีอาญา-คำแถลงประกอบคำรับสารภาพถือเป็นการปฏิเสธ): จำเลยยื่นคำแถลงประกอบคำรับสารภาพว่านำเงินไปใช้ในราชการ ไม่ได้แสวงประโยชน์โดยมิชอบ เป็นการยกข้อต่อสู้ใหม่ว่าไม่มีเจตนากระทำความผิด ถือเป็นคำให้การปฏิเสธ เมื่อศาลวินิจฉัยว่าข้ออ้างรับฟังไม่ได้ จำเลยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ได้

🔻3. ข้อยกเว้น: กรณีมีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายเป็นคุณแก่คู่ความ
ฎีกาที่ 1090/2558 (สิทธิครอบครองปรปักษ์ปะทะบุคคลภายนอกสุจริต): บุคคลภายนอกซื้อที่ดินจดทะเบียนถูกต้อง ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานกฎหมายว่ากระทำการโดยสุจริต จำเลยอ้างว่าบุคคลภายนอกรับโอนโดยไม่สุจริตเพราะรู้ว่าจำเลยครอบครองปรปักษ์อยู่ก่อน จำเลยจึงมีภาระพิสูจน์ เมื่อนำสืบไม่ได้จำเลยแพ้คดี

🔻ฎีกาที่ 6150/2558 (ข้อสันนิษฐานทางทะเบียนที่ดิน): โจทก์มีชื่อในทะเบียนที่ดิน ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย จำเลยกล่าวอ้างครอบครองปรปักษ์หักล้างทะเบียน ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลย

🔻ฎีกาที่ 6454/2558 (เพิกถอนนิติกรรม-ข้อสันนิษฐานความสุจริตทั่วไป): โจทก์ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินเนื่องจากทำใบมอบอำนาจปลอม จำเลยสู้ว่ารับโอนมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน กฎหมายสันนิษฐานว่าทุกคนกระทำโดยสุจริต จำเลยได้รับประโยชน์ โจทก์ผู้กล่าวอ้างความไม่สุจริตจึงมีภาระพิสูจน์

🔻ฎีกาที่ 3558/2553 และ 12476/2553 (ครอบครองปรปักษ์ปะทะโฉนดที่ดิน): โจทก์มีชื่อในโฉนดได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานทางทะเบียนตามมาตรา 1373 หน้าที่นำสืบหักล้างตกแก่จำเลยที่อ้างครอบครองปรปักษ์ แม้จำเลยจะมีคำสั่งศาลเดิมในคดีไม่มีข้อพิพาทมาแสดง ก็ต้องนำสืบพิสูจน์หักล้างในคดีใหม่นี้ให้ได้ความจริง

🔻ฎีกาที่ 1167/2562 (ตั๋วเงิน-ข้อสันนิษฐานการเป็นผู้ทรงโดยชอบ): โจทก์ถือเช็คที่จำเลยลงชื่อสั่งจ่าย โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้ทรงโดยชอบตามกฎหมาย จำเลยอ้างว่าโจทก์แอบหยิบเช็คไปลงวันที่เองโดยไม่ชอบ จำเลยจึงมีภาระพิสูจน์หักล้าง

🔻ฎีกาที่ 1478/2565 (ที่ดินโฉนดเป็นเอกสารมหาชน): โฉนดที่ดินเป็นเอกสารมหาชน ให้สันนิษฐานว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง โจทก์มีชื่อได้รับประโยชน์ จำเลยฟ้องแย้งอ้างว่าออกอุบายยกที่ดินให้เพื่อหลบเจ้าหนี้ จำเลยมีหน้าที่นำสืบหักล้าง

🔻ฎีกาที่ 2451/2567 (สัญญาจำนองระบุรับเงินเสร็จแล้ว): สัญญาจำนองทำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเอกสารมหาชน สันนิษฐานว่าถูกต้อง จำเลยสู้ว่ายังไม่ได้รับเงินจริง จำเลยมีภาระพิสูจน์ การที่โจทก์ไม่นำสืบหลักฐานการจ่ายเงินยังไม่พอให้ฟังว่าการกู้ยืมไม่บริบูรณ์

🔻ฎีกาที่ 3615/2568 (ประเด็นพระเครื่อง-ข้อสันนิษฐานสินสมรส): โจทก์ฟ้องแบ่งสินสมรส จำเลยสู้ว่าพระเครื่องเป็นสินส่วนตัว กฎหมายมีข้อสันนิษฐานว่าถ้าสงสัยให้ถือว่าเป็นสินสมรส โจทก์ได้รับประโยชน์ จำเลยอ้างเป็นสินส่วนตัวจำเลยมีภาระพิสูจน์หักล้าง เมื่อนำสืบเพียงพยานบุคคลผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ได้รู้เห็นการได้มา จึงหักล้างไม่ได้

📌4. ข้อยกเว้นตามกฎหมายพิเศษ และข้อสันนิษฐานตามปกติของเหตุการณ์
ฎีกาที่ 2065/2563 และ 454/2567 (คดีผู้บริโภค-ข้อเท็จจริงอยู่ในความรู้เห็นเฉพาะฝ่าย): โจทก์ฟ้องผู้ประกอบการเรื่องถมดินต่ำเป็นแอ่งกระทะและไม่ตรงตามแบบ ข้อเท็จจริงเรื่องสภาพธรณีวิทยาและการปรับถมที่ดินอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจำเลยที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจ ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลยตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา 29

🔻ฎีกาที่ 2624/2568 (คดีผู้บริโภค-ระบบความปลอดภัยบัตรเครดิต): ธนาคารฟ้องลูกค้าให้ชำระเงินเนื่องจากมีผู้ลักบัตรเครดิตไปรูดซื้อสินค้า ประเด็นระบบปลอดภัยของบัตรอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของธนาคารผู้ประกอบธุรกิจ ธนาคารจึงมีภาระพิสูจน์ตามมาตรา 29 เมื่อธนาคารไม่พิสูจน์ให้ชัดเจน จำเลยไม่ต้องรับผิด

🔻ฎีกาที่ 9813-9817/2560 (พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน): เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทำผิดมูลฐาน กฎหมายฟอกเงินให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิด ภาระการพิสูจน์ตกแก่ฝ่ายผู้คัดค้าน (จำเลยและญาติ) ที่ต้องนำสืบหักล้างว่าได้มาโดยสุจริต

🔻ฎีกาที่ 8718/2554 (กฎหมายพิเศษ-ข้อเท็จจริงอยู่ในความรู้เห็นฝ่ายเดียว): รัฐเรียกเก็บค่าใช้น้ำบาดาลอัตราสูงสุดเพราะจำเลยไม่ติดเครื่องวัด ปริมาณการใช้น้ำเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ความรู้เห็นของจำเลยฝ่ายเดียว รัฐได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานทางกฎหมายนี้ โจทก์ (รัฐ) ไม่มีหน้าที่ภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยใช้น้ำจริงหรือไม่

🔻ฎีกาที่ 5416/2560 (ข้อสันนิษฐานปกติธรรมดา-ทรัพย์มรดกตกแก่ทายาท): บุตรฟ้องรับมรดก จำเลยอ้างพินัยกรรมที่ทำขึ้นในเงื่อนไขผิดปกติวิสัยขณะป่วย ตามปกติมรดกย่อมตกแก่บุตร โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามปกติเหตุการณ์ โจทก์พิสูจน์เพียงว่าเป็นทายาทพอ ส่วนจำเลยมีภาระพิสูจน์ว่าพินัยกรรมไม่ใช่เอกสารปลอม

🔻ฎีกาที่ 1320/2559 และ 4238/2564 (ข้อสันนิษฐานปกติธรรมดา-ความรับผิดของต้นเพลิง/ผู้ครอบครอง): ไฟเริ่มไหม้จากบ้านจำเลยลามไปบ้านโจทก์ หรือไฟไหม้รถขณะอยู่ในความครอบครองของจำเลย โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานปกติธรรมดาของเหตุการณ์ว่าผู้ครอบครองดูแลไม่ดี ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลยที่ต้องนำสืบหักล้างว่าไม่ใช่ความประมาทของตน (หากจำเลยพิสูจน์ได้ว่าไฟไหม้จากระบบตัวรถเอง จำเลยพ้นผิด)

🔻ฎีกาที่ 5925/2562 (ทางสาธารณประโยชน์-อ้างเหตุธรรมชาติกัดเซาะ): จำเลยยอมรับที่ดินอยู่ในเขตโฉนดโจทก์ แต่สู้ว่าตกเป็นทางสาธารณะเพราะน้ำกัดเซาะกลายเป็นคลอง ถือเป็นข้ออ้างใหม่ ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ยังคงหวงกันและไปดูแลที่ดินทุกปี ที่ดินจึงยังเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์

📌5. ข้อจำกัดและข้อยกเว้นการใช้นำสืบ (ป.วิ.พ. มาตรา 84)

🔻ฎีกาที่ 2008/2567 (วินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นไม่ชอบด้วยกฎหมาย): โจทก์ฟ้องว่าไฟไหม้รถเพราะจำเลยประมาทไม่ดับไฟ ศาลอุทธรณ์ยกข้อสันนิษฐานมาตรา 84/1 เรื่องทรัพย์อันตราย (กระแสไฟฟ้าลัดวงจร) มาวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดเองโดยที่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องมา ถือเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

🔻ฎีกาที่ 13076/2558 (ข้อกฎหมายที่ศาลรู้ได้เองตามมาตรา 84): จำเลยแนบกฎกระทรวงท้ายอุทธรณ์เพื่อสู้คดีเรื่องขอบเขตความรับผิดโดยไม่ได้นำสืบในชั้นพิจารณา กฎกระทรวงที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับเช่นเดียวกับกฎหมาย ศาลย่อมรู้ได้เองตามมาตรา 84 แม้จำเลยไม่ได้นำสืบตามมาตรา 84/1 ศาลก็ยกขึ้นมาวินิจฉัยได้

🔻ฎีกาที่ 2278/2565 (พฤติการณ์สมัครใจเลิกสัญญาโดยปริยาย): โจทก์ส่งงานช้าแต่จำเลยอนุมัติจ่ายเงินโดยไม่โต้แย้ง แสดงว่าไม่ถือกำหนดเวลาเป็นสาระสำคัญ เมื่อจำเลยไม่จ่ายงวดถัดไปโจทก์มีสิทธิหยุดงาน การที่ต่างฝ่ายต่างเพิกเฉยและจำเลยไปจ้างบุคคลภายนอก ถือเป็นพฤติการณ์สมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย ศาลรับฟังจากพฤติการณ์ได้เอง คู่ความต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม

24/05/2026

✔️สรุปแนววินิจฉัยในประเด็น "ข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป" และ "สิ่งที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป"

1. ประเด็นที่เป็น "ข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป" (ไม่ต้องนำสืบ)

📌กลุ่มความผิดที่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมส่วนรวม

🔻คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5721/2544
• ข้อเท็จจริง: จำเลยมีความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษ (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำเลยสถานหนักโดยระบุว่ายาเสพติดเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม จำเลยฎีกาว่าศาลคิดไปเอง โจทก์ไม่ได้นำสืบพฤติการณ์นี้
• แนววินิจฉัย: ยาเสพติดแพร่ระบาดและทำลายเยาวชน รวมถึงความมั่นคงของชาติอย่างกว้างขวาง เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป ศาลหยิบยกมาประกอบดุลพินิจลงโทษสถานหนักได้โดยโจทก์ไม่ต้องนำสืบ

🔻คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4636/2543
• ข้อเท็จจริง: จำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ และศาลใช้เหตุผลเรื่อง "ภัยร้ายแรงต่อสังคมและประเทศชาติ" ในการไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลย
• แนววินิจฉัย: พิพากษาไปในแนวทางเดียวกันว่า เรื่องภัยร้ายแรงของยาเสพติดเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป ศาลใช้ประกอบดุลพินิจได้เอง

🔻คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1876/2533
• ข้อเท็จจริง: จำเลยร่วมกันมีและพกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนจำนวนมากไปในเมืองและทางสาธารณะ ศาลนำเรื่อง "ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน" มาเป็นเหตุผลในการลงโทษหนักและไม่รอลงอาญา
• แนววินิจฉัย: พฤติการณ์การพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะอันอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อสังคมส่วนรวม ถือเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป ศาลย่อมหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยประกอบดุลพินิจได้

📌กลุ่มวันหยุดราชการ และการเปลี่ยนแปลงของหน่วยงานรัฐ

🔻คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3230/2532
• ข้อเท็จจริง: โจทก์ยื่นฟ้องคดีในวันจันทร์ ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่าวันสุดท้ายของอายุความตรงกับวันอาทิตย์ จำเลยจึงสู้คดีว่าโจทก์มาฟ้องช้า คดีขาดอายุความไปแล้ว
• แนววินิจฉัย: ปฏิทินและ "วันใดเป็นวันหยุดราชการหรือไม่" เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป ศาลรู้ได้เอง เมื่อวันสุดท้ายตรงกับวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ โจทก์ย่อมยื่นฟ้องในวันเปิดทำการแรก (วันจันทร์) ได้ คดีจึงไม่ขาดอายุความ

🔻คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4806/2540
• ข้อเท็จจริง: คดีมีการอ้างถึงตำแหน่งหรือหน่วยงานราชการที่จำเลยสังกัดอยู่ แต่จำเลยโต้แย้งในประเด็นเรื่องชื่อของหน่วยงานที่เปลี่ยนไปตาม พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม
• แนววินิจฉัย: การประกาศเปลี่ยนชื่อหน่วยงานรัฐตามกฎหมาย (เช่น จากกรมพะลำภังค์ เป็น กรมการปกครอง) เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป ศาลรับรู้ได้เองโดยคู่ความไม่ต้องนำสืบ

📌กลุ่มถ้อยคำ วัตถุ และพฤติการณ์ทั่วไป

🔻คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3226/2525
• ข้อเท็จจริง: จำเลยยืนด่าผู้เสียหายต่อหน้าว่า "มารศาสนา" โจทก์ฟ้องฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า แต่ในชั้นศาล โจทก์ไม่ได้นำพยานมาสืบเพื่อแปลความหมายของคำนี้ จำเลยจึงสู้ว่าฟ้องไม่มีพยานหลักฐานรองรับ
• แนววินิจฉัย: คำว่า "มารศาสนา" ตามพจนานุกรมหมายถึงคนใจบาปหยาบช้าที่สาธารณชนรังเกียจ ถือเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป โจทก์ไม่ต้องนำสืบแปลความหมายอีก จำเลยมีความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าตาม ป.อ. มาตรา 393

🔻คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3604/2533
• ข้อเท็จจริง: จำเลยขับรถบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไปบนทางหลวงแผ่นดิน โจทก์ขอให้ศาลสั่งริบรถยนต์รถบรรทุกของกลาง จำเลยคัดค้านว่าการริบรถเป็นโทษที่รุนแรงเกินไป
• แนววินิจฉัย: การบรรทุกน้ำหนักเกินอัตราเป็นจำนวนมาก ย่อมทำให้ถนนหลวงชำรุดเสียหายและรัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม พฤติการณ์นี้เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป ศาลจึงนำมาใช้ประกอบดุลพินิจสั่งริบรถบรรทุกของกลางได้

🔻คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4944/2549
• ข้อเท็จจริง: ศาลชั้นต้นวินิจฉัยคดีโดยอ้างอิงข้อความใน "หนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ" เพื่ออธิบายกลไกการส่งสัญญาณของโทรศัพท์ จำเลยโต้แย้งว่าศาลนำข้อเท็จจริงนอกสำนวนที่ไม่มีใครนำสืบมาตัดสิน
• แนววินิจฉัย: ความหมายและกลไกทั่วไปของเทคโนโลยีโทรศัพท์ที่ค้นหาได้จากเอกสารอ้างอิงสากล เป็นสิ่งที่วิญญูชนทั่วไปทราบได้ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป ศาลหยิบยกมาวินิจฉัยได้เอง ไม่ถือเป็นการนำข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาตัดสิน

🔻คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4200/2559
• ข้อเท็จจริง: คดีความผิดต่อชีวิต (ป.อ. มาตรา 288) มีประเด็นต้องตีความนิยามคำว่า "ฆ่า" และสภาวะการตายของผู้เสียหาย
• แนววินิจฉัย: คำว่า "ฆ่า" เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไปว่าคือการทำให้คนตาย แต่ถ้าเป็นภาวะ "สมองตาย" (Brain Death) ในทางการแพทย์ ถือเป็นเรื่องเทคนิคเฉพาะทาง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั่วไป ศาลต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญนำสืบ

2. ประเด็นที่ "ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป" (ต้องนำสืบ)

📌กลุ่มอำนาจฟ้องและตำแหน่งบุคคล (เมื่อจำเลยปฏิเสธชัดแจ้ง)

🔻คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2431/2539
• ข้อเท็จจริง: โจทก์ (กรมสรรพากร) ยื่นฟ้องจำเลย โดยระบุในคำฟ้องว่าอธิบดีได้มอบอำนาจให้รองอธิบดีปฏิบัติราชการแทนและมีอำนาจฟ้องคดีนี้ แต่จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้ว่ารองอธิบดีไม่มีอำนาจฟ้อง และโจทก์ไม่ได้นำสืบพยานในประเด็นนี้เลย
• แนววินิจฉัย: การได้มอบอำนาจให้ฟ้องคดีแทนจริงหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงภายในหน่วยงาน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป เมื่อจำเลยโต้แย้ง โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานการมอบอำนาจเข้ามาในสำนวน เมื่อไม่นำสืบ ศาลต้องยกฟ้องเพราะถือว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

🔻คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4822/2533
• ข้อเท็จจริง: โจทก์ยื่นฟ้องจำเลย โดยจำเลยยื่นคำให้การปฏิเสธชัดเจนว่า บุคคลที่ลงชื่อในฟ้องไม่ใช่เป็นอธิบดีและไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ในขณะฟ้องคดี และโจทก์ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ตำแหน่งดังกล่าว
• แนววินิจฉัย: ตัวบุคคลที่ดำรงตำแหน่งและอำนาจการเป็นผู้แทนในขณะฟ้องคดี ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานตามประเด็นข้อพิพาทเพื่อแสดงอำนาจฟ้องของตน

🔻คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 917/2498
• ข้อเท็จจริง: โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาหมิ่นประมาทอธิบดีกรมอัยการ (หลวงอรรถปรีชาชนูปการ) แต่ในชั้นพิจารณา โจทก์ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานเพื่อยืนยันว่าหลวงอรรถปรีชาชนูปการดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมอัยการในขณะเกิดเหตุจริง
• แนววินิจฉัย: ข้อเท็จจริงที่ว่า "บุคคลใดดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอัยการ ณ ขณะเกิดเหตุ" ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลจะรู้ได้เองหรือรู้กันอยู่ทั่วไป โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานเข้ามาพิสูจน์ให้ได้ความตามฟ้อง

📌กลุ่มผลของคดีอื่น

🔻คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2394/2527
• ข้อเท็จจริง: โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีอาญาข้อหา "เบิกความเท็จ" (ตาม ป.อ. มาตรา 177) โดยโจทก์ส่งเพียงคำพิพากษาในคดีแพ่งก่อนหน้านี้ (ซึ่งศาลคดีแพ่งตัดสินว่าไม่เชื่อคำพยานของจำเลย และให้โจทก์ชนะคดีจนถึงที่สุดแล้ว) เพื่อให้ศาลคดีอาญาฟังทันทีว่าจำเลยมีความผิดฐานเบิกความเท็จ
• แนววินิจฉัย: คำพิพากษาในคดีแพ่งมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความ และมาตรฐานการวินิจฉัยคดีแพ่งกับคดีอาญาก็ต่างกัน ผลของคดีแพ่งจึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไปหรือไม่อาจโต้แย้งได้ โจทก์ในคดีอาญายังคงมีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความจริงใหม่ว่าจำเลยเบิกความเท็จ (มิฉะนั้นทุกคนที่แพ้คดีแพ่งจะต้องติดคุกฐานเบิกความเท็จเสมอไป)

ที่อยู่

41 จักรีประพาส
Bangkok
86000

เบอร์โทรศัพท์

+66858011180

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กฎหมายไทยผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์