25/05/2026
มาตรา 94 ป.วิ.พ.
📌กลุ่มที่ 1: กฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง
🔻ฎีกาที่ 5003/2565: โจทก์ฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิการเช่าเพราะจำเลยทำสัญญาโดยไม่มีอำนาจ ไม่ได้ฟ้องบังคับตามสัญญาเช่า กรณีนี้กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีพยานเอกสารมาแสดง จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 94 ศาลรับฟังพยานบุคคลได้
🔻ฎีกาที่ 2943/2565: ข้อบังคับของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรไม่ใช่พยานหลักฐานที่กฎหมายบังคับว่าต้องมีเอกสารมาแสดง จึงไม่เข้าข่ายต้องห้ามตามมาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) ในการนำพยานบุคคลมาสืบแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในเอกสารนั้น
🔻ฎีกาที่ 2530/2565: โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล (นิติกรรมการให้ที่ดิน) ไม่ใช่คดีฟ้องบังคับหรือปฏิเสธตามสัญญาให้ที่โจทก์เป็นคู่สัญญา ไม่อยู่ในบังคับมาตรา 94 (ข) จำเลยจึงนำสืบพยานบุคคลได้ว่าเป็นการให้โดยมีค่าตอบแทน
🔻ฎีกาที่ 6607/2561: การบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงาน (เลิกจ้างหรือลาออก) ไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือ จึงไม่ใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 94
🔻ฎีกาที่ 8484 - 8485/2559: การเลิกจ้างหรือลาออกไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 94 แม้ลูกจ้างจะลงชื่อในใบลาออกแล้ว ก็ยังสามารถนำพยานบุคคลมาสืบได้ว่าถูกบังคับขู่เข็ญให้เซ็นชื่อ
🔻ฎีกาที่ 15572/2558: โจทก์สืบพยานบุคคลว่าผู้มีชื่อในสัญญาซื้อขายและโฉนดที่ดิน เป็นตัวแทนของโจทก์ เพื่อเรียกทรัพย์คืนจากตัวแทน เป็นการสืบพยานในข้อพิพาทเรื่องตัวแทนอีกส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ข้อพิพาทระหว่างคู่สัญญาซื้อขายโดยตรง จึงไม่ใช่การสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสาร ไม่ขัดต่อมาตรา 94 (ข)
🔻ฎีกาที่ 5086/2558: โจทก์ฟ้องรับช่วงสิทธิและนำสืบพยานบุคคลว่าตนเป็นผู้รับประกันภัย โดยอ้างกรมธรรม์เป็นเพียงพยานประกอบ ไม่ได้ฟ้องบังคับตามกรมธรรม์โดยตรง แม้กรมธรรม์ไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ก็รับฟังได้ ไม่ติดขัดเรื่องการห้ามตามมาตรา 94
🔻ฎีกาที่ 4626/2558: โจทก์ฟ้องอ้างสิทธิความเป็นทายาทเพื่อเรียกทรัพย์มรดกคืนจากจำเลยที่ถือครองแทน มิใช่การใช้สิทธิฟ้องคดีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง มิให้อยู่ในบังคับมาตรา 94 และแม้แบบบันทึกการโอนมรดกจะเป็นเอกสารมหาชน (ตามมาตรา 127) แต่ก็สืบพยานบุคคลหักล้างความเป็นมาที่แท้จริงได้ ไม่ขัดต่อมาตรา 94
🔻ฎีกาที่ 1804/2558: คดีฟ้องถอนคืนการให้ ไม่ใช่คดีฟ้องบังคับตามสัญญาให้ จำเลยมีสิทธินำสืบพยานบุคคลได้ว่าเป็นการให้ที่มีค่าตอบแทน ไม่ใช่เรื่องต้องห้ามตามมาตรา 94
🔻ฎีกาที่ 1776/2558: การนำสืบพยานบุคคลถึงความเป็นมาอันแท้จริงของสัญญาซื้อขายที่ดินว่าเหตุใดจึงใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้รับโอน ไม่ใช่การนำสืบเพื่อบังคับตามสัญญาซื้อขายระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายโดยตรง จึงไม่เป็นการนำสืบเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร ย่อมไม่ต้องห้ามตามมาตรา 94
🔻ฎีกาที่ 16273/2557: การยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารต่อทางราชการ มิใช่แบบของนิติกรรมที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง โจทก์จึงสามารถนำพยานบุคคลมาสืบแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ว่าเป็นตัวแทนกันได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตามมาตรา 94
🔻ฎีกาที่ 10111/2556: การวินิจฉัยข้อตกลงและสิทธิตามสัญญาโอนหุ้นและกิจการเพื่อรับประโยชน์ในหนี้ภาษีอากร ไม่ใช่นิติกรรมที่กฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงไม่มีเหตุที่จะถือว่าการนำสืบพยานหลักฐานเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 94
🔻ฎีกาที่ 12628/2555: การยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง โจทก์จึงนำพยานบุคคลมาสืบได้ และการนำพยานบุคคลมาสืบประกอบเอกสารเพื่อแสดงถึงความมีอยู่จริงของข้อความหมายเหตุที่ปรากฏอยู่ในเอกสารอยู่แล้ว มิใช่นำสืบข้อความอื่นที่แตกต่างไป จึงมิใช่การนำสืบเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงข้อความ ย่อมไม่ต้องห้ามตามมาตรา 94
🔻ฎีกาที่ 3120/2555: สัญญาซื้อขายหลักทรัพย์และบัญชีเดินสะพัด มิใช่เอกสารที่ระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร แม้ไม่ปิดอากรแสตมป์ศาลก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ และคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ไม่จำต้องทำเป็นหนังสือเสมอไป ศาลจึงใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมายเรื่องการห้ามสืบพยานบุคคลตามมาตรา 94
🔻ฎีกาที่ 2303/2553: โจทก์ฟ้องขับไล่ตามสัญญาเช่าที่ดิน การที่จำเลยนำสืบว่าตนเองทำสัญญาเช่าในฐานะเป็น "ตัวแทนของตัวการไม่เปิดเผยชื่อ" (จำเลยร่วม) เพื่อให้ตัวการเข้ามารับผิดชอบชำระหนี้ตามสัญญา ถือเป็นการนำสืบความจริงในเรื่องความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างตัวการกับตัวแทน หาใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาเช่าที่ดินแต่อย่างใด จึงไม่ห้ามตามมาตรา 94
🔻ฎีกาที่ 9765/2552: ปัญหาว่าที่ดินเป็นของใคร ไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องมีพยานเอกสารมาแสดง โจทก์จึงสามารถนำสืบพยานบุคคลถึงสิทธิครอบครอง และสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารทะเบียนการครอบครองที่ดินได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 94
🔻ฎีกาที่ 9176/2552: ข้อพิพาทว่าที่ดินเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือไม่ ไม่ใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง จึงสามารถนำพยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสาร (ระวางรูปแผนที่ทางอากาศ) ได้
🔻ฎีกาที่ 6866/2552: สัญญาจ้างทำของเป็นสัญญาที่กฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง โจทก์จึงสามารถนำสืบพยานบุคคลว่าจำเลยตกลงให้ก่อสร้างเพิ่มเติมนอกเหนือจากแบบแปลนเดิมได้ ไม่เป็นการสืบเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารตามมาตรา 94 (ข)
🔻ฎีกาที่ 5658/2552: การพิสูจน์กรรมสิทธิ์รวมในที่ดินไม่ใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ลำพังบันทึกการแบ่งที่ดินฉบับเดียวไม่อาจตัดสิทธิ์โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธินำพยานหลักฐานอื่นมาสืบพิสูจน์ความเป็นเจ้าของรวมได้ ไม่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 94
🔻ฎีกาที่ 5027/2552: จำเลยนำสืบว่าราคาที่ชำระกันจริงต่างไปจากราคาที่ระบุในหนังสือสัญญาซื้อขาย เพื่อแสดงข้อเท็จจริงในคดีที่โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนการฉ้อฉล มิใช่เป็นการนำสืบเพื่อบังคับตามสัญญาซื้อขายฉบับนั้น จึงไม่ต้องห้ามนำสืบพยานบุคคล ตามมาตรา 94 (ข)
🔻ฎีกาที่ 3497/2551: โจทก์นำพยานบุคคลเข้าสืบเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นมาอันแท้จริงว่า จำเลยเป็นเพียงผู้รับจำนองที่ดินแทนโจทก์ (ความสัมพันธ์เรื่องตัวการตัวแทน) ซึ่งกฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงมิใช่เป็นการนำสืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน กรณีไม่ต้องด้วยข้อห้ามตามมาตรา 94 (ข)
🔻ฎีกาที่ 4742/2550: การนำสืบว่ามีการชำระหนี้เงินกู้ด้วยวิธีอื่น (ยอมให้โจทก์ตักหน้าดินไปขายเพื่อหักหนี้) ไม่ใช่การชำระด้วยเงิน จึงไม่อยู่ในบังคับเรื่องต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ และไม่ใช่กรณีที่กฎหมายบังคับว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือตามมาตรา 94 จำเลยจึงนำสืบพยานบุคคลได้
🔻ฎีกาที่ 2533/2549: จำเลยนำสืบพยานบุคคลว่าได้รับมอบโฉนดที่ดินมาเพื่อโอนชำระหนี้เงินยืม เป็นการสืบว่าได้โฉนดมาอย่างไร ไม่ใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง แม้ข้อเท็จจริงจะต่างจากข้อความในหนังสือสัญญากู้เงินที่ว่ามอบไว้เป็นประกัน ก็ไม่เป็นการสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความตามมาตรา 94
🔻ฎีกาที่ 139/2549: สำเนาใบส่งสินค้าและใบเสร็จรับเงิน มิใช่พยานหลักฐานที่มีกฎหมายบังคับว่าต้องมีเอกสารมาแสดง จึงไม่ต้องห้ามที่จะนำพยานบุคคลมานำสืบแก้ไข เพิ่มเติม หรือตัดทอนข้อความในเอกสาร ไม่ขัดต่อมาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข)
🔻ฎีกาที่ 8795/2548: จำเลยนำสืบว่าโจทก์ยังไม่ชำระค่าที่ดินตามสัญญาซื้อขาย เพื่อแสดงเหตุผลว่าทำไมจำเลยจึงยังมีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาท (ไม่ใช่การนำสืบเพื่ออ้างสิทธิหรือให้ตัวเองได้สิทธิจากสัญญาซื้อขายนั้น) จึงไม่ต้องห้ามนำสืบพยานบุคคลตามมาตรา 94 (ข)
กลุ่มที่ 2: ต้องห้ามตามมาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ก) หรือ (ข)
🔻ฎีกาที่ 6656/2567: การกู้เงินมีสัญญากู้ยืมเป็นหนังสือ ต่อมามีการขีดฆ่าแก้ไขลดจำนวนเงินกู้ในสัญญาแต่ไม่ได้ลงวันที่กำกับการแก้ไข การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อความว่าการแก้ไขนั้นเกิดขึ้นภายหลัง ย่อมเป็นการนำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข)
🔻ฎีกาที่ 2521/2559: สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเป็นกรณีที่คู่สัญญาเลือกทำหลักฐานเป็นหนังสือเพื่อให้ฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ เมื่อต้องการฟ้องบังคับจึงต้องมีเอกสารมาแสดงตามมาตรา 94 การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่ามีข้อตกลงด้วยวาจาเรื่องถนนทางเข้าออกเพิ่มเติม จึงต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข)
🔻ฎีกาที่ 12945/2558: หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายระบุราคาต่อตารางวาชัดเจนและไม่มีเงื่อนไขอื่น การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่ายังมีข้อตกลงนอกเหนือจากสัญญาให้จำเลยรังวัดกันส่วนแนวเสาไฟฟ้าออก ถือเป็นการสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมนอกเหนือสัญญา ต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข)
🔻ฎีกาที่ 6601/2558: สัญญาระบุชัดเจนว่าผู้ขายจะขายที่ดิน "เฉพาะส่วนของตน" การที่โจทก์เบิกความว่าตกลงขายที่ดิน "ทั้งแปลง" (รวมส่วนของเจ้าของรวมคนอื่นด้วย) ขัดกับเอกสารและเป็นการสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข)
🔻ฎีกาที่ 1323/2558: กฎหมายบังคับว่าสัญญาเช่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ เมื่อในสัญญาระบุระยะเวลาเช่าไว้แน่นอน การที่จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบหักล้างว่าเป็นสัญญาเช่าที่ไม่มีกำหนดเวลา ถือเป็นการนำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข)
🔻ฎีกาที่ 4694/2553: จำเลยทำสัญญาเช่าห้องแถวพิพาทกับโจทก์โดยไม่มีกำหนดระยะเวลา ต่อมาจำเลยให้การและนำสืบพยานบุคคลว่า เหตุที่ต้องยอมทำสัญญาเช่าเนื่องจากไม่สามารถทำสัญญาโอนสิทธิการเช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ การนำสืบเช่นนี้ถือเป็นการนำสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารสัญญาเช่า ต้องห้ามมิให้รับฟังตามมาตรา 94 (ข)
🔻ฎีกาที่ 5373/2552: สัญญาเช่าที่ดินระบุชัดเจนว่าเงิน 8,000,000 บาท เป็นการชำระค่าเช่าล่วงหน้า 21 ปี โจทก์จะนำสืบพยานบุคคลว่าเงินจำนวนนี้เป็น "เงินกินเปล่า" หรือค่าตอบแทนพิเศษไม่ได้ เพราะเป็นการสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสาร ต้องห้ามตามมาตรา 94 วรรคแรก (ข)
🔻ฎีกาที่ 2154/2552: สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทำเป็นลายลักษณ์อักษรระบุว่าโจทก์รับเงินค่าที่ดินครบแล้ว โจทก์จะนำพยานบุคคลมาสืบว่าความจริงได้รับเงินเพียงบางส่วน และส่วนที่เหลือให้จำเลยไปผ่อนธนาคารแทนไม่ได้ เพราะเป็นการสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข)
🔻ฎีกาที่ 1510/2552: สัญญาขายฝากที่ดินเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน เมื่อเอกสารระบุว่าผู้ขายฝากได้รับเงินครบถ้วนแล้ว ห้ามมิให้รับฟังพยานบุคคลที่ขอสืบว่ายังได้รับเงินไม่ครบ เพราะเป็นการสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารตามมาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข)
🔻ฎีกาที่ 14712/2551: เอกสารที่มีข้อความเพียงว่า "ได้รับเงินจำนวน 300,000 บาท" ไม่ได้ระบุว่าจำเลยเป็นหนี้หรือต้องคืนเงิน จึงไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินที่จะฟ้องร้องบังคับคดีได้ และไม่สามารถนำสืบพยานบุคคลเพื่อขยายความอธิบายให้เป็นสัญญากู้ยืมได้ตามข้อห้ามในมาตรา 94 (ข)
🔻ฎีกาที่ 10484/2551: จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินและรับเงินไปแล้ว การที่จำเลยอ้างว่าผู้ตายยกเงินจำนวนดังกล่าวให้โดยเสน่หา มิใช่การกู้ยืม เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญากู้ยืมเงิน ต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข)
🔻ฎีกาที่ 7319/2551: จำเลยจะนำพยานบุคคลมาสืบว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้กู้และรับเงินตามที่ระบุในสัญญา แต่มีบริษัทอื่นเป็นผู้รับเงินไป เป็นการนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข)
🔻ฎีกาที่ 6988/2551: สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่ามีข้อตกลง (นอกเหนือจากในสัญญา) ว่าเมื่อเลิกสัญญาจำเลยต้องคืนเงินประกัน เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสาร ต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข)
🔻ฎีกาที่ 5442/2551: หลักฐานการกู้ยืมเงินไม่ปรากฏข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ย การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่าจำเลยตกลงให้ดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นการนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมข้อความในเอกสาร จึงต้องห้ามตามมาตรา 94
🔻ฎีกาที่ 1602/2551: การกู้ยืมเงินกฎหมายบังคับให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนไปทำการกู้ยืมจึงต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือด้วย จำเลยจึงไม่อาจนำพยานบุคคลมาสืบว่าตนเองลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้แทนจำเลยร่วม เพราะต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข)
🔻ฎีกาที่ 8215/2550: สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารไม่ได้ระบุเรื่องการโฆษณาหรือร้านค้าเอาไว้ โจทก์จะนำพยานบุคคลมาสืบว่าจำเลยผิดสัญญาเพราะในโครงการยังไม่มีการก่อสร้างร้านค้าตามที่เคยโฆษณาไม่ได้ เพราะเป็นการนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข)
🔻ฎีกาที่ 5387/2549: โจทก์ฟ้องเรียกค่าเช่าในอัตราที่สูงกว่าที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญาเช่าเดิม โจทก์ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยมาแสดงว่าตกลงขึ้นค่าเช่า การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่าตกลงขึ้นค่าเช่าด้วยวาจา จึงต้องห้ามตามมาตรา 94
🔻ฎีกาที่ 2762/2549: สัญญากู้ยืมเงินระบุว่าคิดดอกเบี้ยตามกฎหมาย (ร้อยละ 7.5 ต่อปี) โจทก์จะนำพยานบุคคลมาสืบว่าได้ตกลงด้วยวาจาให้คิดดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อเดือนไม่ได้ ต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข)
📌กลุ่มที่ 3: ข้อยกเว้นตามมาตรา 94 วรรคท้าย (หนี้หรือสัญญาไม่สมบูรณ์ / ตีความหมายผิด)
🔻ฎีกาที่ 4209/2566: แม้สัญญากู้ยืมเงินต้องมีพยานเอกสารมาแสดง แต่หากจำเลยต่อสู้ว่าสัญญากู้ยืมนั้นเป็นเพียง "นิติกรรมอำพราง" การร่วมลงทุน (สัญญากู้ตกเป็นโมฆะ) ย่อมเป็นการอ้างว่าหนี้ไม่สมบูรณ์ จำเลยจึงมีสิทธินำสืบพยานบุคคลได้ ไม่เข้าข่ายต้องห้ามตามมาตรา 94 วรรคท้าย
🔻ฎีกาที่ 882/2566: จำเลยนำสืบพยานบุคคลและวัตถุว่าสัญญาจำนองระบุไม่มีดอกเบี้ย แต่ความจริงโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นการนำสืบว่าข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะและหนี้บางส่วนไม่สมบูรณ์ ศาลรับฟังพยานบุคคลได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 94 วรรคท้าย
🔻ฎีกาที่ 3949/2558: การนำสืบข้อเท็จจริงว่า บันทึกข้อตกลงค่าเสียหายตกลงกันเฉพาะค่าผลไม้ท้ายรถ ไม่รวมถึงค่าเสียหายของตัวรถยนต์ เป็นการนำสืบถึงเจตนาว่าคู่สัญญามีข้อตกลงกันอย่างไร มิใช่การสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร (เข้าลักษณะพิสูจน์ว่าอีกฝ่ายตีความหมายผิด) ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 94
🔻ฎีกาที่ 3876/2558: จำเลยนำสืบว่ากู้เงินโจทก์จริงน้อยกว่าจำนวนที่ระบุในสัญญา แต่ถูกฉ้อฉลให้เซ็นสัญญายอดสูงกว่า เป็นการนำสืบโต้แย้งว่าไม่ได้รับเงินครบตามสัญญา ถือเป็นการนำสืบถึง "ความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้" ตามมาตรา 94 วรรคท้าย สามารถทำได้
🔻ฎีกาที่ 2574/2556: จำเลยให้การต่อสู้ว่า สัญญาซื้อขายตามฟ้องแท้จริงแล้วเป็น "นิติกรรมอำพราง" สัญญากู้ยืมเงิน ถือเป็นการอ้างเหตุหนี้ไม่สมบูรณ์ตามมาตรา 94 วรรคท้าย จำเลยจึงมีสิทธินำพยานบุคคลเข้าสืบหักล้างสัญญาซื้อขายได้
🔻ฎีกาที่ 15379/2555: หนังสือสัญญาซื้อขายไม่ได้ระบุจำนวนเนื้อที่ดินไว้ การที่จำเลยนำสืบพยานบุคคลว่ามีการตกลงหักลดราคาค่าที่ดินออก 300,000 บาท เนื่องจากไม่สามารถโอนเนื้อที่ดินของบุคคลอื่นได้ เป็นเพียงการนำสืบถึงข้อตกลงต่างหากในเรื่องวิธีการชำระราคาและเจตนาในการตีความหมาย ไม่ใช่การสืบเปลี่ยนแปลงเอกสาร ย่อมทำได้
🔻ฎีกาที่ 6446/2552: จำเลยนำสืบว่ากู้เงินไปจริงเพียง 15,000 บาท แต่ในสัญญาระบุไว้ 40,000 บาทเพื่อเป็นประกัน ถือเป็นการนำสืบถึง "ความไม่บริบูรณ์ของสัญญากู้ยืม" เป็นการนำสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตามมาตรา 94 วรรคท้าย จึงสามารถนำสืบได้
🔻ฎีกาที่ 5598/2551: การนำสืบว่าหนังสือมอบอำนาจพิมพ์ชื่อกรรมการผิดจากตัวอักษร "ธ" เป็น "ช" (ธีระพงษ์ เป็น ชีระพงษ์) มิใช่การนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสาร แต่เป็นการนำสืบอธิบายความเป็นมาเพื่อยืนยันความถูกต้องทางกายภาพ สามารถทำได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 94
🔻ฎีกาที่ 4475/2551: แม้หนังสือสัญญาให้ที่ดินระบุว่าเป็นการให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน จำเลยก็มีสิทธินำสืบพยานบุคคลให้เห็นว่าเป็นการให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพันได้ เพื่อพิสูจน์ความสมบูรณ์และเนื้อหาแท้จริงของสัญญามิให้ถูกถอนคืนการให้ ถือเป็นข้อยกเว้นตามวรรคท้าย
🔻ฎีกาที่ 6146/2550: จำเลยนำสืบว่าตนเองได้รับเงินกู้จริงไม่ครบตามจำนวนที่ระบุในสัญญา เนื่องจากโจทก์นำดอกเบี้ยที่เกินอัตรากฎหมายมารวมเป็นเงินต้น ถือเป็นการนำสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตามมาตรา 94 วรรคท้าย จำเลยย่อมมีสิทธินำสืบได้
🔻ฎีกาที่ 1927/2550: จำเลยนำสืบว่าได้รับเงินกู้ยืมไปจริงน้อยกว่าจำนวนที่ระบุในเอกสารสัญญากู้ยืมเงิน เป็นการนำพยานบุคคลมาสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตามมาตรา 94 วรรคท้าย ไม่ใช่การนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร จำเลยย่อมนำสืบได้
🔻ฎีกาที่ 5487/2550: แม้รายการในสารบัญจดทะเบียนตามโฉนดที่ดินจะเป็นเอกสารมหาชน แต่โจทก์ก็สามารถนำพยานเข้าสืบเพื่อแสดงถึงความเป็นมาอันแท้จริงทางกฎหมายได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก หาฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 94 ไม่
🔻ฎีกาที่ 465/2549: โจทก์นำสืบว่าจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ แม้ชื่อตามลายมือนั้นจะไม่ตรงกับชื่อจริงของจำเลยก็ตาม ถือเป็นการนำสืบถึงตัวบุคคลผู้ทำสัญญาให้ตรงความจริง มิได้มีผลกระทบถึงข้อความหรือข้อตกลงในสัญญา จึงมิใช่การนำสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารตามมาตรา 94 (ข)
🔻ฎีกาที่ 3380/2549: จำเลยสืบว่าตนเองไม่ได้กู้เงินจริง แต่ลงชื่อในสัญญากู้ยืมที่ยังไม่ได้กรอกข้อความเพื่อค้ำประกันและขอผ่อนผันการจับกุมบุคคลอื่น เป็นการนำสืบถึงที่มาของลายมือชื่อเพื่อแสดงว่าไม่มีมูลหนี้ หรือหนี้ในเอกสารไม่สมบูรณ์ตามมาตรา 94 วรรคท้าย สามารถนำสืบได้
🔻ฎีกาที่ 3375/2549: เอกสารสัญญากู้ยืมเงินมีข้อความขัดแย้งกันเอง (พิมพ์ว่ายอมเสียดอกเบี้ย แต่ช่องว่างเขียนว่าไม่ต้องเสียดอกเบี้ย) โจทก์ย่อมมีสิทธินำสืบพยานบุคคลประกอบการแปลความหมายตามเจตนาแท้จริงได้ เพราะเป็นการนำสืบว่าคู่ความอีกฝ่ายตีความหมายผิดตามมาตรา 94 วรรคสอง (ท้าย)
🔻ฎีกาที่ 1482/2549: จำเลยนำสืบว่าตนเองทำสัญญากู้เงินเพื่อเป็นหลักฐานการรับเงินมัดจำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ไม่ได้กู้เงินจริง ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยมีสิทธินำสืบได้เพราะเป็นการนำสืบว่าสัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์ตามมาตรา 94 วรรคสอง (ท้าย)
🔻 ฎีกาที่ 228/2538 (ซื้อขายที่ดิน-โจทก์นำสืบว่ายังได้รับชำระราคาไม่ครบถ้วนตามความจริง): สัญญาซื้อขายฉบับจดทะเบียนระบุราคา 3,000,000 บาท และมีข้อความว่าผู้ขายได้รับเงินเรียบร้อยแล้ว แต่คู่ความต่างรับกันว่าราคาที่ซื้อขายกันจริงคือ 9,500,000 บาท ตามสัญญาจะซื้อขาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อคู่ความรับกันแล้วว่าราคาในเอกสารไม่ใช่ราคาที่แท้จริง การที่โจทก์นำสืบว่ายังได้รับชำระค่าที่ดินไม่ครบถ้วนตามราคาจริง จึงหาเป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาซื้อขายฉบับจดทะเบียนไม่ การนำสืบพยานบุคคลดังกล่าวจึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข)
📌กลุ่มที่ 4: คดีประเภทพิเศษ / ประเด็นทางเทคนิควิธีพิจารณาความ
🔻ฎีกาที่ 2699/2565: คดีผู้บริโภคอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ ซึ่งมีบทบัญญัติห้ามนำมาตรา 94 มาใช้บังคับแก่ผู้บริโภค ดังนั้นจำเลยในฐานะผู้บริโภคจึงนำพยานบุคคลมาสืบถึงการชำระหนี้โดยวิธีโอนเงินได้ ไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดของมาตรา 94
🔻ฎีกาที่ 169/2560: จำเลยฎีกาว่าศาลรับฟังคำเบิกความโจทก์หักล้างพยานเอกสารไม่ชอบด้วยมาตรา 94 แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้เบิกความเกี่ยวกับเอกสารนั้น มีเพียงจำเลยที่ตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ จึงฟังไม่ได้ว่าคำเบิกความขัดแย้งกับเอกสาร ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดี (เป็นประเด็นเทคนิคการพิจารณาหลักฐานในสำนวน)
ฎีกาที่ 2303/2553 (ประเด็นเพิ่มเติม): ปัญหาเรื่องการสืบแก้ไขเอกสารตามมาตรา 94 เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน สามารถยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้แม้ไม่ได้อุทธรณ์มาก่อน