18/08/2023
#มีข้อกฎหมายดีๆ_มาเล่าสู่กันฟัง..
#พิเศษยิ่ง สำหรับเพื่อนชาวโลกออนไลน์ทั้งหลายทั้งปวง.., นักกฎหมายชั้นครูสั่งสอนกันมาว่า อันชีวิตของมนุษย์เรา.ในแต่ละคนนั้นสูงส่งยิ่งนัก มิอาจประเมินค่าราคาให้เป็นยุติกันได้., โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสูญเสียชีวิตในกรณีอุบัติเหตุรถชนฯ ที่ซึ่งบริษัทประกันภัย.ให้ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ฯ กันเป็นล้านๆ - รับผิดแบบไม่จำกัดจำนวน (Unlimited) กันเป็นอย่างนี้แล้วเป็นต้น., ดังนั้น เมื่อฝ่ายผู้ประสบภัยฯ ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นล้านตามสิทธิอันพึงมีพึงได้ ซึ่งก็น่าจะได้กันเป็นล้านตามสิทธินั้นๆ.. แต่เพราะเหตุอันใด กลับได้เพียงแค่หลักแสน.เท่านั้น. มันเป็นได้อย่างไรกัน..
ก็เคยว่าไว้แล้วว่า, ทนายดี ทนายเก่ง.นั้นมีเยอะ แต่ทนายเฉพาะด้านเฉพาะทาง.นั้นก็มีน้อย.., โดยเฉพาะที่ชำนาญการพิเศษด้าน คดีอุติเหตุรถชน ละเมิด ประกันภัย. ยิ่งหายากกันไปอีก, ซึ่งหากว่าท่าน.ใช้บริการในแบบทนายทั่วไปแล้ว, อุบัติเหตุทางคดีของท่านนั้น ก็อาจเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ได้จริงๆ, อาจทำให้คดีเงินล้านของท่าน, ที่อยูดีๆ กลายกลับเป็นแค่เพียงคดีเงินแสน.ก็เป็นได้, คิดแล้วกลุ้มหลายเด้อ.. ครับพี่น้อง..
มีกรณีศีกษา ให้เป็นอุทาหรณ์อยู่เหมือนกัน...
#ศีกษาเป็นอุทาหรณ์_กันนะครับ..
(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 871/2565)
#คดีอุบัติเหตุรถชนฯ, ละเมิด เรียกค่าเสียหาย ประกันภัย..
ปพพ.มาตรา 420, 438, 443, 887, 1461
โจทก์. (เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย) ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสอง, ร่วมกันชำระเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์..
จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง..
ศาลชั้นต้นพิพากษา. ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 402,795.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท..
โจทก์อุทธรณ์..
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 304,562.40 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ 23,847 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ..
โจทก์ฎีกา, โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา..
ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์. (เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายขอผู้ตาย) จำเลยที่ 2 ( รับประกันภัยรถคู่กรณี) ในส่วนของประกันภัยภาคบังคับ จำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย 300,000 บาท/คน, สำหรับการเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพอย่างถาวร, ในส่วนประกันภัยภาคสมัครใจ จำนวนเงินเอาประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก กรณีความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย, อันเป็นส่วนเพิ่มขึ้นอีกจาก พ.ร.บ. ในวงเงินสูงสุดอัตรา 1,000,000 บาท/คน, และความเสียหายต่อทรัพย์สิน 5,000,000 บาท ต่อครั้ง, เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1(ผู้ก่อเหตุ/ผู้ทำละเมิด) ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปตามถนนมิตรภาพจากอำเภอสีคิ้วมุ่งหน้าอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ด้วยความประมาทโดยขับรถด้วยความเร็วสูงจนไม่สามารถห้ามล้อได้ทันเป็นเหตุให้ชนท้ายรถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่ผู้ตายขับในขณะแล่นอยู่ด้านหน้าในทิศทางเดียวกัน ทำให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหายและผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา โดยจำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทแต่เพียงฝ่ายเดียว, หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มอบเงินช่วยเหลืองานศพให้แก่ครอบครัวของผู้ตาย 20,000 บาท และจำเลยที่ 2 ชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ 300,000 บาท ให้แก่นางราตรี บุตรของผู้ตายเต็มตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถแล้ว โดยยังมิได้ชำระเงินค่าสินไหมทดแทน ก่อนคดีนี้ พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้วยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและทรัพย์สินเสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและวางเงินเพื่อบรรเทาผลร้ายให้แก่นางราตรีซึ่งเป็นโจทก์ร่วม 50,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย, แล้วจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กระทำละเมิด, และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ สำหรับค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลนั้น ศาลชั้นต้นกำหนดค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์เป็นเงิน 21,767 บาท คู่ความมิได้อุทธรณ์ ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับฎีกาโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระค่าขาดแรงงาน 750,000 บาท นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ จึงไม่กำหนดค่าขาดแรงงานให้ โจทก์มิได้อุทธรณ์ ค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว แต่ในชั้นฎีกาโจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าขาดแรงงานแก่โจทก์ ฎีกาของโจทก์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย..
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนของค่าขาดไร้อุปการะชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์อุทธรณ์ชัดแจ้งแล้วว่า การที่ผู้ตายถึงแก่ความตายทำให้โจทก์ต้องขาดไร้อุปการะขอเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 800,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ชอบนั้น ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่า ที่โจทก์อ้างว่าหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์ต้องป่วยซึมเศร้าและเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาอาการดังกล่าวนั้น ไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายที่จะเรียกได้ อย่างไรก็ตามสามีภริยามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามความสามารถและฐานะของตน เมื่อพิจารณาว่าผู้ตายมีอายุ 77 ปี และประกอบอาชีพเกษตรกร ศาลชั้นต้นจึงเห็นสมควรกำหนดค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์เป็นเงิน 432,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า โจทก์เป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว ต้องมีผู้ดูแล โจทก์สูญเสียคนสำคัญ ไม่อาจคิดเป็นตัวเงินได้ที่โจทก์เรียกร้องมาเหมาะสมแล้วนั้น เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนของค่าขาดไร้อุปการะนั้น เห็นว่า ตามอุทธรณ์ของโจทก์ขอเรียกค่าขาดไร้อุปการะ โดยอ้างว่าผู้ตายประกอบอาชีพเป็นกำลังหลัก แต่โจทก์กลับต้องสูญเสียคนสำคัญในการอุปการะเลี้ยงชีพ ข้ออ้างดังกล่าวเป็นการโต้แย้งเพื่อขอเรียกค่าขาดไร้อุปการะเพิ่มขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อผู้ตายซึ่งเป็นสามีโจทก์ ผู้ตายมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนได้ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการละเมิด รวมถึงค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ต้องเสียหายว่าเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคท้าย มาตรา 438 วรรคหนึ่ง และ มาตรา 443 วรรคท้าย เมื่อโจทก์นำสืบอาชีพหน้าที่การงานและรายได้ของผู้ตายก่อนถึงแก่ความตาย ถือว่าได้นำสืบและอ้างในอุทธรณ์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีอันเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นภริยาต้องขาดไร้อุปการะแล้ว จึงมีข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบที่จะวินิจฉัยค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยค่าเสียหายส่วนนี้โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย พิจารณาฎีกาของโจทก์ประกอบข้อเท็จจริงจากรายได้และอาชีพการงานของผู้ตาย เห็นว่า ก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ตายมีอายุ 77 ปี แม้อายุมากแต่ขับรถคันเกิดเหตุได้ แสดงว่ายังมีสายตาและสุขภาพแข็งแรง โจทก์นำสืบว่าผู้ตายมีรายได้จากการทำเกษตรปลูกข้าวหอมมะลิ 37 ไร่ มีรายได้ต่อปีประมาณ 1 ล้านบาท ปลูกข้าวโพดอีก 37 ไร่ มีรายได้ต่อปีประมาณ 270,000 บาท รายได้จากการทำเกษตรได้นำฝากธนาคาร ฝ่ายจำเลยไม่นำสืบหักล้างพยานหลักฐานโจทก์เป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายมีรายได้จากการทำเกษตรจริง พิจารณาทางนำสืบโจทก์ประกอบพฤติการณ์แล้วเห็นควรกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดไร้อุปการะให้โจทก์เป็นเงิน 650,000 บาท ฎีกาโจทก์ส่วนนี้ฟังขึ้นบางส่วน..
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการต่อมามีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นกับค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์แก่โจทก์เหมาะสมหรือไม่ สำหรับค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์เสียเงินค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพไปเป็นเงิน 398,450 บาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์จ่ายไปจริงและเป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดงานศพ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้กระทำละเมิดรับผิดใช้ค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นด้วย ซึ่งการกำหนดค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว ศาลจะต้องพิจารณาตามสมควร ตามความจำเป็น ทั้งต้องพิจารณาถึงการจัดงานศพตามประเพณีและตามฐานานุรูปของผู้ตาย เมื่อพิจารณารายการค่าใช้จ่ายในการจัดการศพของผู้ตาย โดยคำนึงถึงข้อพิจารณาต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว เห็นว่า โจทก์นำสืบโดยแสดงรายละเอียดแยกแยะแต่ละวันและแต่ละรายการที่ใช้จ่ายโดยบางส่วนมีใบเสร็จยืนยัน ฝ่ายจำเลยไม่นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นให้แก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท มานั้นต่ำเกินไป เห็นควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 350,000 บาท สำหรับค่าเสียหายเกี่ยวกับทรัพย์สินรถจักรยานยนต์และส่วนพ่วงข้าง โจทก์ฎีกาขอให้กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงิน 80,000 บาท นั้น โจทก์มีนายสมพร บุตรของผู้ตายเบิกความว่า ค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์คิดเป็นราคารถจักรยานยนต์ใหม่ 59,205 บาท และโจทก์เสียเงินค่าซื้อรถพ่วงข้าง 12,000 บาท กับค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 8,795.40 บาท แต่เมื่อพิจารณาสภาพความเสียหายของรถจักรยานยนต์แล้ว ปรากฏว่ารถจักรยานยนต์ไม่ได้เสียหายโดยสิ้นเชิงหรือถึงขนาดไม่อาจซ่อมให้อยู่ในสภาพเดิม เช่นนี้ โจทก์ย่อมไม่อาจเรียกราคาค่ารถจักรยานยนต์ 59,205 บาท ได้ เมื่อโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถจักรยานยนต์ให้กลับคืนสภาพเดิมเป็นเงิน 8,795.40 บาท และค่ารถพ่วงข้างอีกเป็นเงิน 12,000 บาท รวมเป็นเงิน 20,795.40 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าเสียหายในส่วนของทรัพย์สินรถจักรยานยนต์เป็นค่าซ่อมรถเป็นเงิน 20,795.40 บาท เหมาะสมแล้ว ส่วนค่าเสียหายกรณีความเสียหายต่อชีวิต เป็นค่าปลงศพ, ค่ารักษาพยาบาล และค่าขาดไร้อุปการะรวมเป็นเงิน 1,021,767 บาท เมื่อหักเงินค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้รับชดใช้แล้วเป็นเงิน 370,000 บาท จากค่าเสียหายในส่วนนี้ คงเหลือค่าสินไหมทดแทนกรณีความเสียหายต่อชีวิต 651,767 บาท และความเสียหายต่อทรัพย์สินในส่วนค่าซ่อมรถ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กระทำละเมิด และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทั้งสองส่วนแก่โจทก์เป็นเงิน 672,562.40 บาท ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย 1,000,000 บาท นั้น เมื่อความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ไม่เกินวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยทั้ง 2 ฉบับรวมกัน จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในส่วนนี้..
อนึ่ง จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้รับประกันภัยค้ำจุนมีความผูกพันต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัย ไม่ใช่ผู้ทำละเมิด จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด หากแต่ต้องรับผิดนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ผิดนัด โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 แต่หนังสือทวงถามของโจทก์ไม่ได้กำหนดเวลาให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ จึงเป็นกรณีที่ไม่ได้กำหนดเวลาอันจะพึงชำระหนี้ไว้ โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันและฝ่ายจำเลยที่ 2 ลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 เมื่อจำเลยที่ 2 รับหนังสือทวงถามในวันที่ 24 เมษายน 2561 แล้วไม่ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2561 และต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป และระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลัง, ปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาดังกล่าวมาเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 672,562.40 บาท แก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2561 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนทุนทรัพย์ 750,000 บาท ที่ไม่รับวินิจฉัยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ..
#ข้อคิดอันควรจดจำ..
ก็เป็นดั่งเคยว่าไว้ ทนายดี.ทนายเก่ง.นั้นมีเยอะ แต่ทนายเฉพาะด้านเฉพาะทางฯ นั้นมีน้อย. โดยเฉพาะที่มีความสามารถทำคดีอุบัติเหตุรถชน คดีละเมิด คดีประกันภัย.โดยตรงนั้น หายากยิ่งนัก, ซึ่งหากว่าท่าน.ใช้บริการในแบบทนายทั่วไป.แล้ว.., ผลในท้ายที่สุด. คดีเงินล้านของท่าน อาจมีค่าเพียงแค่คดีเงินแสน เท่านั้นเอง.. เฉกเช่นเดียวกันกับคดีนี้.. เป็นที่น่าเศร้าใจยิ่งนัก ครับพี่น้อง..
ทนายแป๊ะ, สุรพร เธียรโชติ.
Mr.Paa, Suraporn Thienchote.
Tel. : 081 452 6575 , 086 012 7704
Line id. : suraporn_lawyer.
E-mail. : [email protected]