ทนายแป๊ะ, สุรพร เธียรโชติ.

ทนายแป๊ะ, สุรพร  เธียรโชติ. ทนายความชาวบ้าน ; TEL= 081 452 6575 ติดต่อได้ ตลอด 24 ชั่วโมง..

โทร.081 452 6575.,
ประสบการณ์ผ่านงาน, เป็นทนายความประจำบริษัทประกันภัยนานกว่า 15 ปี ชำนาญการด้านงานคดีประกันภัย คดีอุบัติเหตุรถชน.ทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญา รวมทั้งอรรถคดีทั่วไป, รับว่าความทั่วราชอาณาจักร.../

 #โชคดีมีชัย_ครับพี่น้อง.. #ทนายความอาวุโส_คดีอุบัติเหตุรถชนฯ..  #ให้คำปรึกษาฟรี_ตลอด_24_ชั่วโมง.. #รับงาน_ว่าต่าง_แก้ต่...
19/09/2023

#โชคดีมีชัย_ครับพี่น้อง..
#ทนายความอาวุโส_คดีอุบัติเหตุรถชนฯ..
#ให้คำปรึกษาฟรี_ตลอด_24_ชั่วโมง..
#รับงาน_ว่าต่าง_แก้ต่าง_อรรถคดีความ.. คดีแพ่ง, คดีอาญา, คดีแรงงาน, คดีประกันภัย, คดีอุบัติเหตุรถชน, และคดีทั่วไป ทุกประเภท..!

#ทนายแป๊ะ, สุรพร เธียรโชติ.,
DTAC : 081 452 6575
AIS 1 : 081 926 5241
AIS 2 : 086 012 7704
Line id. : suraporn_lawyer.
Facebook.: SurapornThienchote
E-mail. : [email protected]
🚔🚔🚖🚘🚘🚖🚔🚔

 #สวัสดีมีโชคชัย_ครับพี่น้อง.. #ทนายความอาวุโส_คดีธุรกรรมการเงิน..  #ให้คำปรึกษาฟรี_ตลอด_24_ชั่วโมง.. #รับงาน_ว่าต่าง_แก...
18/09/2023

#สวัสดีมีโชคชัย_ครับพี่น้อง..
#ทนายความอาวุโส_คดีธุรกรรมการเงิน..
#ให้คำปรึกษาฟรี_ตลอด_24_ชั่วโมง..
#รับงาน_ว่าต่าง_แก้ต่าง_อรรถคดีความ.. คดีแพ่ง, คดีอาญา, คดีแรงงาน, คดีประกันภัย, คดีอุบัติเหตุรถชน, และคดีทั่วไป ทุกประเภท..!

#ทนายแป๊ะ, สุรพร เธียรโชติ.,
DTAC : 081 452 6575
AIS 1 : 081 926 5241
AIS 2 : 086 012 7704
Line id. : suraporn_lawyer.
Facebook.: SurapornThienchote
E-mail. : [email protected]
🚔🚔🚖🚘🚘🚖🚔🚔

 #สวัสดีมีความสุข_ครับพี่น้อง.. #ทนายความอาวุโส_คดีธุรกิจออนไลน์..  #ให้คำปรึกษาฟรี_ตลอด_24_ชั่วโมง.. #รับงาน_ว่าต่าง_แก...
17/09/2023

#สวัสดีมีความสุข_ครับพี่น้อง..
#ทนายความอาวุโส_คดีธุรกิจออนไลน์..
#ให้คำปรึกษาฟรี_ตลอด_24_ชั่วโมง..
#รับงาน_ว่าต่าง_แก้ต่าง_อรรถคดีความ.. คดีแพ่ง, คดีอาญา, คดีแรงงาน, คดีประกันภัย, คดีอุบัติเหตุรถชน, และคดีทั่วไป ทุกประเภท..!

#ทนายแป๊ะ, สุรพร เธียรโชติ.,
DTAC : 081 452 6575
AIS 1 : 081 926 5241
AIS 2 : 086 012 7704
Line id. : suraporn_lawyer.
Facebook.: SurapornThienchote
E-mail. : [email protected]
🚔🚔🚖🚘🚘🚖🚔🚔

 #สวัสดีมีความสุข_ครับพี่น้อง.. #ทนายความอาวุโส_คดีสินเชื่อเครดิต..  #ให้คำปรึกษาฟรี_ตลอด_24_ชั่วโมง.. #รับงาน_ว่าต่าง_แ...
16/09/2023

#สวัสดีมีความสุข_ครับพี่น้อง..
#ทนายความอาวุโส_คดีสินเชื่อเครดิต..
#ให้คำปรึกษาฟรี_ตลอด_24_ชั่วโมง..
#รับงาน_ว่าต่าง_แก้ต่าง_อรรถคดีความ.. คดีแพ่ง, คดีอาญา, คดีแรงงาน, คดีประกันภัย, คดีอุบัติเหตุรถชน, และคดีทั่วไป ทุกประเภท..!

#ทนายแป๊ะ, สุรพร เธียรโชติ.,
DTAC : 081 452 6575
AIS 1 : 081 926 5241
AIS 2 : 086 012 7704
Line id. : suraporn_lawyer.
Facebook.: SurapornThienchote
E-mail. : [email protected]
🚔🚔🚖🚘🚘🚖🚔🚔

 #สวัสดี_พี่น้องมิตรสหายทุกท่าน.. #ทนายความอาวุโส_คดีแรงงาน..  #ให้คำปรึกษาฟรี_ตลอด_24_ชั่วโมง.. #รับงาน_ว่าต่าง_แก้ต่าง...
15/09/2023

#สวัสดี_พี่น้องมิตรสหายทุกท่าน..
#ทนายความอาวุโส_คดีแรงงาน..
#ให้คำปรึกษาฟรี_ตลอด_24_ชั่วโมง..
#รับงาน_ว่าต่าง_แก้ต่าง_อรรถคดีความ.. คดีแพ่ง, คดีอาญา, คดีแรงงาน, คดีประกันภัย, คดีอุบัติเหตุรถชน, และคดีทั่วไป ทุกประเภท..!

#ทนายแป๊ะ, สุรพร เธียรโชติ.,
DTAC : 081 452 6575
AIS 1 : 081 926 5241
AIS 2 : 086 012 7704
Line id. : suraporn_lawyer.
Facebook.: SurapornThienchote
E-mail. : [email protected]
🚔🚔🚖🚘🚘🚖🚔🚔

 #สวัสดี_พี่น้องมิตรสหายทุกท่าน.. #ทนายความอาวุโส_คดีประกันภัย..  #ให้คำปรึกษาฟรี_ตลอด_24_ชั่วโมง.. #รับงาน_ว่าต่าง_แก้ต...
14/09/2023

#สวัสดี_พี่น้องมิตรสหายทุกท่าน..
#ทนายความอาวุโส_คดีประกันภัย..
#ให้คำปรึกษาฟรี_ตลอด_24_ชั่วโมง..
#รับงาน_ว่าต่าง_แก้ต่าง_อรรถคดีความ.. คดีแพ่ง, คดีอาญา, คดีแรงงาน, คดีประกันภัย, คดีอุบัติเหตุรถชน, และคดีทั่วไป ทุกประเภท..!

#ทนายแป๊ะ, สุรพร เธียรโชติ.,
DTAC : 081 452 6575

AIS 1 : 081 926 5241
AIS 2 : 086 012 7704
Line id. : suraporn_lawyer.
Facebook.: SurapornThienchote
E-mail. : [email protected]
🚔🚔🚖🚘🚘🚖🚔🚔

 #สวัสดี_พี่น้องมิตรสหายทุกท่าน.. #ทนายความอาวุโส_ยินดีรับใช้..  #ให้คำปรึกษาฟรี_ตลอด_24_ชั่วโมง.. #รับงาน_ว่าต่าง_แก้ต่...
13/09/2023

#สวัสดี_พี่น้องมิตรสหายทุกท่าน..
#ทนายความอาวุโส_ยินดีรับใช้..
#ให้คำปรึกษาฟรี_ตลอด_24_ชั่วโมง..
#รับงาน_ว่าต่าง_แก้ต่าง_อรรถคดีความ.. คดีแพ่ง, คดีอาญา, คดีแรงงาน, คดีประกันภัย, คดีอุบัติเหตุรถชน, และคดีทั่วไป ทุกประเภท..!

#ทนายแป๊ะ, สุรพร เธียรโชติ.,
DTAC : 081 452 6575
AIS 1 : 081 926 5241
AIS 2 : 086 012 7704
Line id. : suraporn_lawyer.
Facebook.: SurapornThienchote
E-mail. : [email protected]
🚔🚔🚖🚘🚘🚖🚔🚔

 #มีข้อกฎหมายดีๆ_มาเล่าสู่กันฟัง.. #พิเศษยิ่ง สำหรับเพื่อนชาวโลกออนไลน์ทั้งหลายทั้งปวง.., นักกฎหมายชั้นครูสั่งสอนกันมาว่...
18/08/2023

#มีข้อกฎหมายดีๆ_มาเล่าสู่กันฟัง..
#พิเศษยิ่ง สำหรับเพื่อนชาวโลกออนไลน์ทั้งหลายทั้งปวง.., นักกฎหมายชั้นครูสั่งสอนกันมาว่า อันชีวิตของมนุษย์เรา.ในแต่ละคนนั้นสูงส่งยิ่งนัก มิอาจประเมินค่าราคาให้เป็นยุติกันได้., โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสูญเสียชีวิตในกรณีอุบัติเหตุรถชนฯ ที่ซึ่งบริษัทประกันภัย.ให้ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ฯ กันเป็นล้านๆ - รับผิดแบบไม่จำกัดจำนวน (Unlimited) กันเป็นอย่างนี้แล้วเป็นต้น., ดังนั้น เมื่อฝ่ายผู้ประสบภัยฯ ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นล้านตามสิทธิอันพึงมีพึงได้ ซึ่งก็น่าจะได้กันเป็นล้านตามสิทธินั้นๆ.. แต่เพราะเหตุอันใด กลับได้เพียงแค่หลักแสน.เท่านั้น. มันเป็นได้อย่างไรกัน..
ก็เคยว่าไว้แล้วว่า, ทนายดี ทนายเก่ง.นั้นมีเยอะ แต่ทนายเฉพาะด้านเฉพาะทาง.นั้นก็มีน้อย.., โดยเฉพาะที่ชำนาญการพิเศษด้าน คดีอุติเหตุรถชน ละเมิด ประกันภัย. ยิ่งหายากกันไปอีก, ซึ่งหากว่าท่าน.ใช้บริการในแบบทนายทั่วไปแล้ว, อุบัติเหตุทางคดีของท่านนั้น ก็อาจเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ได้จริงๆ, อาจทำให้คดีเงินล้านของท่าน, ที่อยูดีๆ กลายกลับเป็นแค่เพียงคดีเงินแสน.ก็เป็นได้, คิดแล้วกลุ้มหลายเด้อ.. ครับพี่น้อง..
มีกรณีศีกษา ให้เป็นอุทาหรณ์อยู่เหมือนกัน...

#ศีกษาเป็นอุทาหรณ์_กันนะครับ..
(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 871/2565)
#คดีอุบัติเหตุรถชนฯ, ละเมิด เรียกค่าเสียหาย ประกันภัย..
ปพพ.มาตรา 420, 438, 443, 887, 1461
โจทก์. (เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย) ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสอง, ร่วมกันชำระเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์..
จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง..
ศาลชั้นต้นพิพากษา. ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 402,795.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท..

โจทก์อุทธรณ์..
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 304,562.40 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ 23,847 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ..

โจทก์ฎีกา, โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา..
ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์. (เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายขอผู้ตาย) จำเลยที่ 2 ( รับประกันภัยรถคู่กรณี) ในส่วนของประกันภัยภาคบังคับ จำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย 300,000 บาท/คน, สำหรับการเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพอย่างถาวร, ในส่วนประกันภัยภาคสมัครใจ จำนวนเงินเอาประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก กรณีความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย, อันเป็นส่วนเพิ่มขึ้นอีกจาก พ.ร.บ. ในวงเงินสูงสุดอัตรา 1,000,000 บาท/คน, และความเสียหายต่อทรัพย์สิน 5,000,000 บาท ต่อครั้ง, เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1(ผู้ก่อเหตุ/ผู้ทำละเมิด) ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปตามถนนมิตรภาพจากอำเภอสีคิ้วมุ่งหน้าอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ด้วยความประมาทโดยขับรถด้วยความเร็วสูงจนไม่สามารถห้ามล้อได้ทันเป็นเหตุให้ชนท้ายรถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่ผู้ตายขับในขณะแล่นอยู่ด้านหน้าในทิศทางเดียวกัน ทำให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหายและผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา โดยจำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทแต่เพียงฝ่ายเดียว, หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มอบเงินช่วยเหลืองานศพให้แก่ครอบครัวของผู้ตาย 20,000 บาท และจำเลยที่ 2 ชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ 300,000 บาท ให้แก่นางราตรี บุตรของผู้ตายเต็มตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถแล้ว โดยยังมิได้ชำระเงินค่าสินไหมทดแทน ก่อนคดีนี้ พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้วยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและทรัพย์สินเสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและวางเงินเพื่อบรรเทาผลร้ายให้แก่นางราตรีซึ่งเป็นโจทก์ร่วม 50,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย, แล้วจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กระทำละเมิด, และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ สำหรับค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลนั้น ศาลชั้นต้นกำหนดค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์เป็นเงิน 21,767 บาท คู่ความมิได้อุทธรณ์ ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับฎีกาโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระค่าขาดแรงงาน 750,000 บาท นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ จึงไม่กำหนดค่าขาดแรงงานให้ โจทก์มิได้อุทธรณ์ ค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว แต่ในชั้นฎีกาโจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าขาดแรงงานแก่โจทก์ ฎีกาของโจทก์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย..

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนของค่าขาดไร้อุปการะชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์อุทธรณ์ชัดแจ้งแล้วว่า การที่ผู้ตายถึงแก่ความตายทำให้โจทก์ต้องขาดไร้อุปการะขอเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 800,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ชอบนั้น ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่า ที่โจทก์อ้างว่าหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์ต้องป่วยซึมเศร้าและเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาอาการดังกล่าวนั้น ไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายที่จะเรียกได้ อย่างไรก็ตามสามีภริยามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามความสามารถและฐานะของตน เมื่อพิจารณาว่าผู้ตายมีอายุ 77 ปี และประกอบอาชีพเกษตรกร ศาลชั้นต้นจึงเห็นสมควรกำหนดค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์เป็นเงิน 432,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า โจทก์เป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว ต้องมีผู้ดูแล โจทก์สูญเสียคนสำคัญ ไม่อาจคิดเป็นตัวเงินได้ที่โจทก์เรียกร้องมาเหมาะสมแล้วนั้น เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนของค่าขาดไร้อุปการะนั้น เห็นว่า ตามอุทธรณ์ของโจทก์ขอเรียกค่าขาดไร้อุปการะ โดยอ้างว่าผู้ตายประกอบอาชีพเป็นกำลังหลัก แต่โจทก์กลับต้องสูญเสียคนสำคัญในการอุปการะเลี้ยงชีพ ข้ออ้างดังกล่าวเป็นการโต้แย้งเพื่อขอเรียกค่าขาดไร้อุปการะเพิ่มขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อผู้ตายซึ่งเป็นสามีโจทก์ ผู้ตายมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนได้ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการละเมิด รวมถึงค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ต้องเสียหายว่าเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคท้าย มาตรา 438 วรรคหนึ่ง และ มาตรา 443 วรรคท้าย เมื่อโจทก์นำสืบอาชีพหน้าที่การงานและรายได้ของผู้ตายก่อนถึงแก่ความตาย ถือว่าได้นำสืบและอ้างในอุทธรณ์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีอันเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นภริยาต้องขาดไร้อุปการะแล้ว จึงมีข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบที่จะวินิจฉัยค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยค่าเสียหายส่วนนี้โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย พิจารณาฎีกาของโจทก์ประกอบข้อเท็จจริงจากรายได้และอาชีพการงานของผู้ตาย เห็นว่า ก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ตายมีอายุ 77 ปี แม้อายุมากแต่ขับรถคันเกิดเหตุได้ แสดงว่ายังมีสายตาและสุขภาพแข็งแรง โจทก์นำสืบว่าผู้ตายมีรายได้จากการทำเกษตรปลูกข้าวหอมมะลิ 37 ไร่ มีรายได้ต่อปีประมาณ 1 ล้านบาท ปลูกข้าวโพดอีก 37 ไร่ มีรายได้ต่อปีประมาณ 270,000 บาท รายได้จากการทำเกษตรได้นำฝากธนาคาร ฝ่ายจำเลยไม่นำสืบหักล้างพยานหลักฐานโจทก์เป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายมีรายได้จากการทำเกษตรจริง พิจารณาทางนำสืบโจทก์ประกอบพฤติการณ์แล้วเห็นควรกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดไร้อุปการะให้โจทก์เป็นเงิน 650,000 บาท ฎีกาโจทก์ส่วนนี้ฟังขึ้นบางส่วน..
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการต่อมามีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นกับค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์แก่โจทก์เหมาะสมหรือไม่ สำหรับค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์เสียเงินค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพไปเป็นเงิน 398,450 บาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์จ่ายไปจริงและเป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดงานศพ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้กระทำละเมิดรับผิดใช้ค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นด้วย ซึ่งการกำหนดค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว ศาลจะต้องพิจารณาตามสมควร ตามความจำเป็น ทั้งต้องพิจารณาถึงการจัดงานศพตามประเพณีและตามฐานานุรูปของผู้ตาย เมื่อพิจารณารายการค่าใช้จ่ายในการจัดการศพของผู้ตาย โดยคำนึงถึงข้อพิจารณาต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว เห็นว่า โจทก์นำสืบโดยแสดงรายละเอียดแยกแยะแต่ละวันและแต่ละรายการที่ใช้จ่ายโดยบางส่วนมีใบเสร็จยืนยัน ฝ่ายจำเลยไม่นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นให้แก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท มานั้นต่ำเกินไป เห็นควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 350,000 บาท สำหรับค่าเสียหายเกี่ยวกับทรัพย์สินรถจักรยานยนต์และส่วนพ่วงข้าง โจทก์ฎีกาขอให้กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงิน 80,000 บาท นั้น โจทก์มีนายสมพร บุตรของผู้ตายเบิกความว่า ค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์คิดเป็นราคารถจักรยานยนต์ใหม่ 59,205 บาท และโจทก์เสียเงินค่าซื้อรถพ่วงข้าง 12,000 บาท กับค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 8,795.40 บาท แต่เมื่อพิจารณาสภาพความเสียหายของรถจักรยานยนต์แล้ว ปรากฏว่ารถจักรยานยนต์ไม่ได้เสียหายโดยสิ้นเชิงหรือถึงขนาดไม่อาจซ่อมให้อยู่ในสภาพเดิม เช่นนี้ โจทก์ย่อมไม่อาจเรียกราคาค่ารถจักรยานยนต์ 59,205 บาท ได้ เมื่อโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถจักรยานยนต์ให้กลับคืนสภาพเดิมเป็นเงิน 8,795.40 บาท และค่ารถพ่วงข้างอีกเป็นเงิน 12,000 บาท รวมเป็นเงิน 20,795.40 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าเสียหายในส่วนของทรัพย์สินรถจักรยานยนต์เป็นค่าซ่อมรถเป็นเงิน 20,795.40 บาท เหมาะสมแล้ว ส่วนค่าเสียหายกรณีความเสียหายต่อชีวิต เป็นค่าปลงศพ, ค่ารักษาพยาบาล และค่าขาดไร้อุปการะรวมเป็นเงิน 1,021,767 บาท เมื่อหักเงินค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้รับชดใช้แล้วเป็นเงิน 370,000 บาท จากค่าเสียหายในส่วนนี้ คงเหลือค่าสินไหมทดแทนกรณีความเสียหายต่อชีวิต 651,767 บาท และความเสียหายต่อทรัพย์สินในส่วนค่าซ่อมรถ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กระทำละเมิด และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทั้งสองส่วนแก่โจทก์เป็นเงิน 672,562.40 บาท ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย 1,000,000 บาท นั้น เมื่อความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ไม่เกินวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยทั้ง 2 ฉบับรวมกัน จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในส่วนนี้..
อนึ่ง จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้รับประกันภัยค้ำจุนมีความผูกพันต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัย ไม่ใช่ผู้ทำละเมิด จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด หากแต่ต้องรับผิดนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ผิดนัด โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 แต่หนังสือทวงถามของโจทก์ไม่ได้กำหนดเวลาให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ จึงเป็นกรณีที่ไม่ได้กำหนดเวลาอันจะพึงชำระหนี้ไว้ โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันและฝ่ายจำเลยที่ 2 ลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 เมื่อจำเลยที่ 2 รับหนังสือทวงถามในวันที่ 24 เมษายน 2561 แล้วไม่ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2561 และต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป และระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลัง, ปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาดังกล่าวมาเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 672,562.40 บาท แก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2561 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนทุนทรัพย์ 750,000 บาท ที่ไม่รับวินิจฉัยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ..

#ข้อคิดอันควรจดจำ..
ก็เป็นดั่งเคยว่าไว้ ทนายดี.ทนายเก่ง.นั้นมีเยอะ แต่ทนายเฉพาะด้านเฉพาะทางฯ นั้นมีน้อย. โดยเฉพาะที่มีความสามารถทำคดีอุบัติเหตุรถชน คดีละเมิด คดีประกันภัย.โดยตรงนั้น หายากยิ่งนัก, ซึ่งหากว่าท่าน.ใช้บริการในแบบทนายทั่วไป.แล้ว.., ผลในท้ายที่สุด. คดีเงินล้านของท่าน อาจมีค่าเพียงแค่คดีเงินแสน เท่านั้นเอง.. เฉกเช่นเดียวกันกับคดีนี้.. เป็นที่น่าเศร้าใจยิ่งนัก ครับพี่น้อง..

ทนายแป๊ะ, สุรพร เธียรโชติ.
Mr.Paa, Suraporn Thienchote.
Tel. : 081 452 6575 , 086 012 7704
Line id. : suraporn_lawyer.
E-mail. : [email protected]

 #มีข้อกฎหมายดีๆ_มาเล่าสู่กันฟัง.. #เป็นพิเศษยิ่ง สำหรับเพื่อนรักชาวโลกโซเชียลทั้งหลายทั้งปวง.. จงรับรู้ไว้เถิดว่า, ทนาย...
14/08/2023

#มีข้อกฎหมายดีๆ_มาเล่าสู่กันฟัง..
#เป็นพิเศษยิ่ง สำหรับเพื่อนรักชาวโลกโซเชียลทั้งหลายทั้งปวง.. จงรับรู้ไว้เถิดว่า, ทนายดี ทนายเก่ง.นั้นมีเยอะ แต่ทนายเฉพาะด้านเฉพาะทาง.นั้นมีน้อย, โดยเฉพาะที่ชำนาญการพิเศษด้าน คดีอุติเหตุรถชน ละเมิด ประกันภัย. ยิ่งหายากมากขึ้นไปอีก.., ซึ่งหากว่าท่าน.หันไปใช้บริการแบบทนายทั่วไป หรือทนายไปทั่ว.กันแล้วไซร้, อุบัติเหตุทางคดีของท่านนั้น ก็อาจเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกก็เป็นได้, อันทำให้ เถ้าแก่เจ้าของ และผู้ประกอบการขนส่ง (รถคู่กรณี) หลุดพ้นจากความรับผิดในทางคดีไปก็ได้, ก็คงเหลือเพียงแต่ผู้ก่อเหตุ ผู้ที่ทำละเมิด (ผู้ขับขี่รถคู่กรณีฯ) ที่มีรายได้สูงสุดวันละไม่กี่พันบาท จำต้องรับผิดใช้หนี้เงินล้านตามฟ้องฯ เพียงลำพังโด่เด่เท่านั้น, คิดแล้วกลุ้มหลายๆ ครับพี่น้อง..

#มีกรณีศีกษา_ให้เป็นอุทาหรณ์อยู่เนื่อง...
(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4478/2565)
#คดีอุบัติเหตุรถชนฯ, ละเมิด เรียกค่าเสียหาย ประกันภัย..

โจทก์. ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 3,000,000 บาท, พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์..
จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง..
ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามขอให้เรียกบริษัท ท. (บริษัทประกันภัย –ประเภท พ.ร.บ.) และบริษัท ส. (บริษัทประกันภัย-ภาคสมัครใจ) เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกว่าจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ต่อมาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยร่วมทั้งสองอ้างว่า จำเลยร่วมทั้งสองได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ครบจำนวนตามกรมธรรม์ประกันภัยทั้งสามฉบับแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยร่วมทั้งสองออกจากสารบบความ..
ศาลชั้นต้น. พิพากษาให้จำเลยที่ 1 (ผู้ขับขี่ฯ/ผู้ทำละเมิด) ชำระเงิน 1,220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 พฤศจิกายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ, ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 (เจ้าของรถฯ/นายจ้าง) และจำเลยที่ 3 ( ผู้ประกอบการขนส่ง/นายจ้างร่วม)..

โจทก์อุทธรณ์..
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 และในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ..

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา..
ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายมนัส ผู้ตาย จำเลยร่วมที่ 1 เป็นผู้รับประกันภัยประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ รถยนต์บรรทุกพ่วงส่วนหัวลาก และส่วนพ่วง ระยะเวลาประกันภัยระหว่างวันที่ 31 มีนาคม 2559 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 ส่วนจำเลยร่วมที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยภาคสมัครใจรถยนต์บรรทุกพ่วงส่วนหัวลาก ระยะเวลาประกันภัยระหว่างวันที่ 16 กรกฎาคม 2559 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2560 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 ในระหว่างระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยของจำเลยร่วมทั้งสอง จำเลยที่ 1 ทำละเมิดขับรถยนต์บรรทุกพ่วงที่จำเลยร่วมทั้งสองรับประกันภัยไปตามถนนสายหนองชาก - พนัสนิคม จากด้านตำบลหนองอิรุณ.มุ่งหน้าไปอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี. ด้วยความประมาท เมื่อถึงที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วเกินสมควรจนไม่สามารถหยุดรถเพื่อไม่ให้ชนรถคันหน้าจึงขับรถยนต์บรรทุกพ่วงหลบเข้าไปในทางเดินรถฝั่งตรงข้ามเฉี่ยวชนรถยนต์กระบะที่ผู้ตายขับมา, ทำให้รถยนต์ของผู้ตายเสียหาย ผู้ตายได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตาย, หลังเกิดเหตุ. พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรียื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นในข้อหาขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและทรัพย์สินได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ระหว่างพิจารณาคดีอาญาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยที่ 1 วางเงินบรรเทาความเสียหายแก่โจทก์ 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2560 จำนวน 5,000 บาท วันที่ 4 สิงหาคม 2560 จำนวน 10,000 บาท และวันที่ 5 ตุลาคม 2560 จำนวน 25,000 บาท รวมเป็นเงิน 40,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับไปแล้วตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น และคำร้องขอวางเงินของจำเลยที่ 1 จำเลยร่วมที่ 2 วางเงินชำระค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา 300,000 บาท เต็มตามวงเงินคุ้มครองความเสียหายต่อชีวิตส่วนเกินวงเงินสูงสุดตาม พ.ร.บ. เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2560 ซึ่งโจทก์ได้รับไปแล้ว ส่วนจำเลยร่วมที่ 1 ชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถยนต์บรรทุกส่วนหัวลากและส่วนพ่วงกรมธรรม์ละ 300,000 บาท รวม 2 กรมธรรม์เป็นเงิน 600,000 บาท เต็มตามความคุ้มครองแล้ว ดังนี้ วันที่ 21 เมษายน 2560 ชำระค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นค่าปลงศพตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถยนต์บรรทุกส่วนหัวลาก 35,000 บาท ให้แก่บริษัท ป. ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ฒน 8143 ที่ผู้ตายขับขี่ วันที่ 18 พฤษภาคม 2560 ชำระค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เหลือตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถยนต์บรรทุกส่วนหัวลากอีก 265,000 บาท ให้แก่โจทก์ และวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 ชำระค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เหลือตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถยนต์บรรทุกส่วนพ่วง 300,000 บาท ให้แก่โจทก์ ศาลล่างทั้งสองยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในประเด็นความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประเด็นนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์ 2,160,000 บาท โจทก์ไม่ฎีกา จำนวนค่าขาดไร้อุปการะจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2..
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงข้อเดียวว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 นำเงิน 600,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับจากจำเลยร่วมที่ 1 ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถมาหักออกจากค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ฟ้องชอบหรือไม่ เห็นว่า กรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถสำหรับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุส่วนหัวลากและส่วนพ่วงกำหนดให้จำเลยร่วมที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยระบุจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย 300,000 บาท ต่อหนึ่งคน สำหรับการเสียชีวิต ส่วนจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นสำหรับความเสียหายต่อชีวิตกำหนดไว้เป็นเงิน 35,000 บาท และกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยังระบุด้วยว่า จำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย แสดงว่าในกรณีที่ผู้รับประกันภัยได้ชำระค่าสินไหมทดแทนส่วนแรกเป็นค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยไป 35,000 บาทแล้ว ย่อมนำมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยที่ผู้รับประกันภัยต้องชำระทั้งหมด 300,000 บาทได้ ในกรณีเช่นนี้ ผู้ประสบภัยจะได้รับค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยจากผู้รับประกันภัยอีกเพียง 265,000 บาท การจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถดังกล่าวอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ซึ่งมาตรา 4 ให้คำจำกัดความค่าเสียหายเบื้องต้นในกรณีทำให้เขาถึงตาย ได้แก่ ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น และผู้ประสบภัยหมายความรวมถึงทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยที่ถึงแก่ความตายด้วย เช่นนี้ เฉพาะแต่ค่าสินไหมทดแทนส่วนแรกที่เป็นค่าเสียหายเบื้องต้นซึ่งผู้รับประกันภัยชำระแก่โจทก์ผู้เป็นทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยเท่านั้นที่ถือเป็นค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น ไม่รวมถึงค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าขาดไร้อุปการะตามที่โจทก์ฟ้องเรียกมา การที่ศาลล่างทั้งสองนำเงินค่าเสียหายเบื้องต้นตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถยนต์บรรทุกส่วนหัวลากและส่วนพ่วง กรมธรรม์ละ 35,000 บาท รวม 2 กรมธรรม์เป็นเงิน 70,000 บาท หักออกจากค่าขาดไร้อุปการะที่กำหนดให้โจทก์จึงไม่ถูกต้อง ส่วนค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ 265,000 บาท นั้น เมื่อพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มิได้บัญญัติไว้เฉพาะว่าเป็นความคุ้มครองความเสียหายในส่วนใด ทั้งกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของจำเลยร่วมที่ 1 ระบุว่า เป็นความคุ้มครองสำหรับการเสียชีวิต หรือทุพพลภาพอย่างถาวร ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถนี้จึงถือเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยความเสียหายใด ๆ อันเกิดจากการทำละเมิดกรณีผู้ถูกทำละเมิดถึงแก่ความตาย ซึ่งรวมถึงค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ฟ้องเรียกมาด้วย อย่างไรก็ตาม คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงตามเอกสารท้ายคำแถลงของจำเลยร่วมที่ 1 ฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 ว่า จำเลยร่วมที่ 1 ชำระค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถยนต์บรรทุกส่วนหัวลากให้แก่โจทก์ 265,000 บาท โดยระบุรายการสินไหมว่าเป็นค่าปลงศพ และชำระค่าเสียหายเบื้องต้นรวมกับค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถยนต์บรรทุกส่วนพ่วงให้แก่โจทก์ 300,000 บาท โดยระบุรายการสินไหมว่าเป็นค่าปลงศพเช่นเดียวกัน และโจทก์ได้รับเงินทั้งสองจำนวนไปครบถ้วนแล้ว พฤติการณ์แห่งคดีชี้ให้เห็นเจตนาของโจทก์กับจำเลยร่วมที่ 1 ว่า ทั้งสองฝ่ายประสงค์ให้ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถยนต์บรรทุกส่วนหัวลากและรถยนต์บรรทุกส่วนพ่วงเป็นจำนวนเงินเพื่อชดเชยค่าปลงศพเพียงอย่างเดียว ไม่รวมถึงค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ฟ้องเรียกมาด้วย จึงไม่อาจนำเงินซึ่งจำเลยร่วมที่ 1 ชำระแก่โจทก์เป็นค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถยนต์บรรทุกส่วนหัวลากและส่วนพ่วงกรมธรรม์ละ 265,000 บาท รวม 2 กรมธรรม์เป็นเงิน 530,000 บาท นี้ไปหักออกจากค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้แก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 นำเงิน 600,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับจากจำเลยร่วมที่ 1 ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถมาหักออกจากค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ฟ้องไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น คดีนี้ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์ 2,160,000 บาท เมื่อหักเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ 40,000 บาท และหักเงินค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ภาคสมัครใจที่จำเลยร่วมที่ 2 ชำระแก่โจทก์ 300,000 บาท แล้ว คงเหลือเงินซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ 1,820,000 บาท สำหรับความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าว โจทก์มีคำขอท้ายฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จึงกำหนดดอกเบี้ยให้ตามช่วงระยะเวลาที่โจทก์ขอ
อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) นอกจากนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นโดยกำหนดค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ 2,160,000 บาท แต่ให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมทั้งสองชำระแก่โจทก์แล้วหักออกจากค่าขาดไร้อุปการะที่กำหนดให้ คงเหลือค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์ 1,220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ศาลฎีกาอนุญาตให้โจทก์ฎีกาเฉพาะประเด็นที่โจทก์ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้ไม่นำเงิน 600,000 บาท ที่จำเลยร่วมที่ 1 ชำระตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไปหักออกจากจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลล่างทั้งสองกำหนด ซึ่งหากศาลฎีกาพิพากษาให้ตามคำขอท้ายฎีกาของโจทก์ โจทก์จะได้รับเงินเพิ่มขึ้นจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาอีก 600,000 บาท ทุนทรัพย์ชั้นฎีกาจึงเท่ากับส่วนต่างของจำนวนเงินที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากับจำนวนเงินที่โจทก์ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้คือ 600,000 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 12,000 บาท และค่าขึ้นศาลอนาคต 100 บาท ในส่วนดอกเบี้ย แต่โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามา 26,500 บาท เกินมา 14,400 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมานี้แก่โจทก์
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,820,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 พฤศจิกายน 2560) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมา 14,400 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2..

#ข้อคิดควรจดจำ..
ก็เป็นดั่งว่า ทนายดี.ทนายเก่ง.นั้นมีเยอะ แต่ทนายเฉพาะด้านเฉพาะทางฯ นั้นมีน้อย. โดยเฉพาะที่มีความสามารถทำคดีอุบัติเหตุรถชน คดีละเมิด คดีประกันภัย.โดยตรงนั้น หายากยิ่งนัก, ผลก็จะทำให้ เถ้าแก่เจ้าของรถฯ และผู้ประกอบการขนส่ง.ในคดีนั้นๆ เป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิดไป ก็เป็นได้นา.. เฉกเช่นเดียวกันกับจำเลยที่ 2,3 ในคดีนี้.. ให้เป็นที่โทรมนัสเศร้าใจยิ่งนัก ครับพี่น้อง..


ทนายแป๊ะ, สุรพร เธียรโชติ.
Mr.Paa, Suraporn Thienchote.
Tel. : 081 452 6575 , 086 012 7704
Line id. : suraporn_lawyer.
E-mail. : [email protected]

 #มีข้อกฎหมายดีๆ_มาบอกให้รู้กันไว้..เป็นพิเศษยิ่ง สำหรับเพื่อนๆ ชาวโลกออนไลน์ทั้งหลาย.. ที่อยู่ๆ ท่านก็ได้รับข้อความข่าว...
11/08/2023

#มีข้อกฎหมายดีๆ_มาบอกให้รู้กันไว้..
เป็นพิเศษยิ่ง สำหรับเพื่อนๆ ชาวโลกออนไลน์ทั้งหลาย.. ที่อยู่ๆ ท่านก็ได้รับข้อความข่าวสาร ทำนองว่า ท่านคือบุคคลผู้มีโชคหลายชั้น ได้รับของขวัญพิเศษที่มีค่าควรเมือง พร้อมกับเงินสกุลยูเอสดอลลาร์.อีกมากมายเหลือคณานับ, ก็ว่าสามารถที่จะซื้อประเทศฯ ไว้เป็นสมบัติส่วนตัวได้เลย, ดังนั้น จึงให้ท่าน. ได้โทรศัพท์ติดต่อกลับไปยังสถานทูตฯ ตามเบอร์ที่ให้มา.เป็นการด่วนที่สุด ก่อนที่อาจจะเสียสิทธิ์อันพึงมีพึงได้ๆ ตามแบบฉบับกลวิธีการของแกงค์มิจฉาชีพระดับสากล, ที่เข้ามาพำนักพักอาศัยอยู่ในประเทศบ้านเรา.. ได้บังอาจขายฝันสร้างกลลวง, กระตุ้นต่อมความโลภของพวกเราชาวไทยอาหมฯ.. จนกระทั้ง กลายกลับตกเป็นเหยื่อของความโชคดีที่ว่านั้น.., ในท้ายที่สุด.เกิดตวามสับสน ได้โอนเงินเป็นค่าภาษีล่วงหน้า, และหรือค่าฤชาธรรมเนียมต่างๆให้พวกเขาไปก่อน โดยที่ยังไม้ได้รับรางวัลแห่งความโชคดีนั้นๆ เลย.. มารู้สึกตัวอีกที ก็สายไปเสียแล้ว.. ติดต่อกลับไปยังสถานทูตฯ ก็มิได้เหมือนอย่างเคย.., ถึงได้รู้ว่าตกเป็นผู้โชคร้ายเสียแล้ว เมื่อสูญเสียให้กับแกงค์มิจฉาชีพฯ กันเป็นหมื่นเป็นแสน หรือเป็นล้านๆ ก็มีมากหลาย..

#โปรดศีกษา_ไว้เป็นอุทาหรณ์กันครับ..
(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2470 - 2471/2565)

ความผิดฐานฉ้อโกง, (ล่อหลอกให้โอนเงิน)
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341. 342 (1)
เป็นคดีความผิดต่อส่วนคคล, มีอัตราระวางโทษไม่สูง, คู่กรณี.สามารถเจรจาข้อพิพาทฯ กันได้ตลอดเวลา, ที่มีผลทำให้สิทธิการดำนินคดีอาญาฯ ระงับสิ้นไปตามกฎหมาย ..

เรื่องนี้ พนักงานอัยการสูงสุด (โจทก์) ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวน. ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 342 กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 4,392,500 บาท (ที่ถูก 4,392,000 บาท) แก่ผู้เสียหาย..
ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 3 ชำระเงินให้แก่ผู้เสียหาย 300,000 บาท ผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์จำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ..
จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (1) ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 กระทงละ 2 ปี รวม 18 กระทง เป็นจำคุกคนละ 36 ปี ความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 คนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) และให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 4,079,500 บาท แก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4..

และในระหว่างยื่นอุทธรณ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 5 ได้ชำระเงินคืนให้แก่ผู้เสียหาย 100,000 บาท ครบแล้ว ขอถอนคำร้องทุกข์จำเลยที่ 5 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 5 ออกจากสารบบความ..

โจทก์, จำเลยที่ 1, 2 อุทธรณ์..
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (1) ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นกรรมเดียว จำคุกคนละ 2 ปี, นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 3,979,500 บาทแก่ผู้เสียหาย..

โจทก์ฎีกา..
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องระบุวันเวลากระทำความผิดและจำนวนเงินที่ผู้เสียหายโอนให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกแต่ละครั้งตามคำหลอกลวง และผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานโจทก์ซึ่งมีการแจ้งข้อเท็จจริงในแต่ละครั้งเพิ่มเติมแตกต่างจากข้อเท็จจริงครั้งแรก เมื่อผู้เสียหายโอนเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกแต่ละครั้งเป็นความผิดสำเร็จทันที จึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน นั้น เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องและผู้เสียหายเบิกความแยกการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกมาเป็นหลายกรรมต่างกัน 18 ครั้ง คือ วันที่ 30 มีนาคม 2561 จำนวน 3 ครั้ง วันที่ 31 มีนาคม 2561 จำนวน 3 ครั้ง วันที่ 1 เมษายน 2561 จำนวน 1 ครั้ง วันที่ 3 เมษายน 2561 จำนวน 2 ครั้ง วันที่ 5 เมษายน 2561 จำนวน 1 ครั้ง วันที่ 10 เมษายน 2561 จำนวน 1 ครั้ง วันที่ 16 เมษายน 2561 จำนวน 1 ครั้ง วันที่ 17 เมษายน 2561 จำนวน 1 ครั้ง วันที่ 22 เมษายน 2561 จำนวน 1 ครั้งวันที่ 25 เมษายน 2561 จำนวน 2 ครั้ง วันที่ 27 เมษายน 2561 จำนวน 1 ครั้ง และวันที่ 22 พฤษภาคม 2561 จำนวน 1 ครั้ง ก็ตาม แต่ตามคำฟ้องโจทก์ สาเหตุที่ผู้เสียหายโอนเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวก 18 ครั้ง ดังกล่าวก็เนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายว่าเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทจัดส่งของ มีผู้ส่งของขวัญจากต่างประเทศมาให้ผู้เสียหายเป็นแหวนเพชร 1 วง มูลค่า 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเงินสด 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ อันเป็นความเท็จในเรื่องเดียวกัน และข้อเท็จจริงได้ความจากผู้เสียหายเบิกความว่า เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2561 นายวิลเลียมเพื่อนผู้เสียหายแจ้งผู้เสียหายว่าจะส่งของขวัญไปให้ผู้เสียหาย ต่อมาตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้อง มีหญิงคนหนึ่งอ้างว่าเป็นพนักงานของบริษัทรับขนของจากสถานทูตอังกฤษ (สหราชอาณาจักร) ประจำประเทศไทย โทรศัพท์ไปหาผู้เสียหายแจ้งว่ามีของส่งจากประเทศอังกฤษ แต่การรับของจะต้องเสียค่าธรรมเนียม ผู้เสียหายจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (อีเมล) สอบถามนายวิลเลียมซึ่งแจ้งว่าส่งของขวัญให้ผู้เสียหายเป็นแหวนเพชร 1 วง มูลค่า 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเงินสด 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ และแนะนำให้ผู้เสียหายชำระค่าธรรมเนียม ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากตามที่หญิงคนดังกล่าวแจ้ง แต่ผู้เสียหายยังคงไม่ได้รับของฯ จากนั้น ได้รับการติดต่อจากหญิงคนเดิมหลายครั้ง ซึ่งทุกครั้งจะมีการขอให้ผู้เสียหายโอนเงินไปให้เพิ่มเติมอ้างว่าเป็นค่าน้ำชา ค่าประกันของสถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ค่าเช่ารถคุ้มกันและค่ารักษาความปลอดภัยของสินค้าที่จัดส่ง ค่าภาษี ค่าเปลี่ยนชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ของสินค้าที่จัดส่ง และค่าล้างสารเคมีซึ่งนายวิลเลียมแนะนำให้ผู้เสียหายโอนเงินทุกครั้ง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากตามที่หญิงคนดังกล่าวแจ้ง แต่ผู้เสียหายไม่ได้รับของแต่อย่างใด โดยในระหว่างเกิดเหตุคดีนี้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งห้ากับพวก รวม 18 ครั้ง เป็นเงิน 4,392,000 บาท ทำให้เห็นได้ว่า การที่ผู้เสียหายโอนเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกในแต่ละครั้ง เป็นผลสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายครั้งแรกว่ามีการส่งของขวัญจากต่างประเทศไปให้ผู้เสียหายเป็นแหวนเพชร 1 วง มูลค่า 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเงินสด 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยผู้เสียหายจะต้องโอนเงินชำระค่าธรรมเนียม ค่าน้ำชา ค่ารักษาความปลอดภัยของสินค้าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพื่อที่จะได้รับสิ่งของดังกล่าวในวันเวลาต่อเนื่องใกล้เคียงกัน จึงเป็นการกระทำความผิดต่อเนื่องกันด้วยเจตนาอย่างเดียวเพื่อที่จะฉ้อโกงผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงเป็นความผิดกรรมเดียว หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น..
อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 3,979,500 บาท แก่ผู้เสียหายนั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายถูกคนร้ายหลอกลวงฉ้อโกงให้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 จำนวน 3 ครั้ง เป็นเงิน 937,500 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 จำนวน 2 ครั้ง เป็นเงิน 612,500 บาท และเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 4 จำนวน 5 ครั้ง เป็นเงิน 1,370,000 บาท โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยแต่ละคนร่วมรู้เห็นหรือได้รับผลประโยชน์ใด ๆ จากการเปิดบัญชีเงินฝากร่วมกัน กรณีเป็นเรื่องต่างคนต่างทำ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย แต่คงต้องรับผิดคืนหรือใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายจากผลเฉพาะที่ตนกระทำ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225..
ศาลฎีกา.พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย 937,500 บาท ให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย 612,500 บาท และให้จำเลยที่ 4 คืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย 1,370,000 บาท..

#ข้อคิดเตือนใจ..
คนโลภ ย่อมเป็นเหยื่อคนฉลาดฉันใด.., ความละโมบโลภมาก ก็ย่อมเป็นเหยื่อพวกมิจฉาชีพสิบแปดมงกุฎฯ ได้ฉันนั้น.. เฉกเช่นเดียวกันกับเหล่าบรรดาผู้เสียหายคดีนี้.. ครับพี่น้อง..

ทนายแป๊ะ, สุรพร เธียรโชติ.
Mr.Paa, Suraporn Thienchote.
Tel. : 081 452 6575 , 086 012 7704
Line id. : suraporn_lawyer.
E-mail. : [email protected]

ที่อยู่

บ้านเคหะเอื้ออาทรร่มเกล้า
Bangkok
10520

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ทนายแป๊ะ, สุรพร เธียรโชติ.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ทนายแป๊ะ, สุรพร เธียรโชติ.:

แชร์