เจนไพศิษฐ์ ทนายความ JP LAW

เจนไพศิษฐ์ ทนายความ  JP LAW บริการงานทนาย ทั้งในชั้นศาล และ ก่อนชั้นศาล,ร่างสัญญาต่ ,ยื่นจดทะเบียน,ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย

14/05/2026

UPDATE :​ ศาลแพ่งเปิดศูนย์ช่วยเหลือประชาชนที่ดำเนินคดีด้วยตนเอง นำร่องหนุนประชาชนสู้คดีโดยไม่ต้องจ้างทนายความ

วันนี้ (14 พฤษภาคม) สุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยถึงนโยบายเชิงรุกในการยกระดับการให้บริการประชาชนของศาลยุติธรรม โดยระบุว่า ปัจจุบันมีประชาชนจำนวนมากที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนทางแพ่ง แต่กลับเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ยาก โดยเฉพาะในกลุ่มคดีที่ไม่มีความซับซ้อนแต่มีข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์ ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งไม่สามารถแบกรับภาระค่าจ้างทนายความได้ และจำใจต้องเลือกที่จะสละสิทธิ์ในการเรียกร้องความเป็นธรรมของตนเอง เนื่องจากกังวลถึงขั้นตอนทางกฎหมายที่มีความยุ่งยาก

เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ศาลแพ่ง ภายใต้การนำของ ธานี สิงหนาท อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง และคณะผู้บริหาร จึงได้ขับเคลื่อนนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ด้วยการเปิดตัวศูนย์ช่วยเหลือประชาชนที่ดำเนินคดีด้วยตนเอง (Self-Represented Litigant Assistance Center) อย่างเป็นทางการ

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมด้วยตนเองแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิดหลักที่ว่าความยุติธรรมต้องเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งศูนย์แห่งนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการจ้างทนายความในคดีแพ่งที่ไม่มีความซับซ้อน เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับโอกาสในการปกป้องสิทธิของตนเองอย่างทั่วถึง สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ศาลยุติธรรม พ.ศ. 2569-2572 ในด้านการพัฒนาระบบการดำเนินคดีสำหรับประชาชนที่ดำเนินคดีด้วยตนเอง

สำหรับการให้บริการของศูนย์ช่วยเหลือประชาชนที่ดำเนินคดีด้วยตนเองในศาลแพ่งนั้น จะเปิดให้บริการครอบคลุมกลุ่มคดีที่มีเงื่อนไขทางกฎหมายไม่ซับซ้อน โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มแรก คือ คดีแพ่งสามัญและคดีมโนสาเร่ที่ไม่มีข้อยุ่งยากซับซ้อนและอยู่ในเขตอำนาจศาลแพ่ง เช่น การผิดสัญญากู้ยืมเงิน หรือคดีเช่าทรัพย์ ที่มีข้อพิพาททุนทรัพย์ไม่เกิน 1,000,000 บาท

กลุ่มที่สอง คือ คดีผู้บริโภคที่มีข้อพิพาทไม่ซับซ้อน ครอบคลุมทั้งกรณีที่ประชาชนเป็นผู้ซื้อแล้วถูกฉ้อโกง สั่งซื้อสินค้าออนไลน์แล้วได้ของไม่ตรงปก รวมถึงกรณีที่ผู้บริโภคถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีลักษณะเดียวกัน และ กลุ่มที่สาม คือ คดีไม่มีข้อพิพาทที่ไม่ซับซ้อน เช่น การยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้บุคคลเป็นคนสาบสูญ ทั้งนี้ จะมีข้อยกเว้นไม่รวมถึงคดีการร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดก เนื่องจากศาลแพ่งได้จัดตั้งศูนย์คดีจัดการมรดกเพื่อให้บริการครบวงจรแบบเสร็จสิ้นภายในวันเดียวแยกไว้เป็นการเฉพาะแล้ว

สุริยัณห์ อธิบายเพิ่มเติมถึงเบื้องหลังการออกแบบระบบของศูนย์แห่งนี้ว่า ทางศาลแพ่งได้นำแนวคิด Design Thinking หรือการคิดเชิงออกแบบมาใช้ โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ผ่านการระดมข้อมูลและประสบการณ์จริงจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้พิพากษา พนักงานอัยการ เจ้าพนักงานบังคับคดี ทนายความ ตลอดจนประชาชนที่เคยมีประสบการณ์ดำเนินคดีด้วยตนเอง เพื่อนำมาวิเคราะห์หาข้อขัดข้องและอุปสรรค

นำไปสู่การจัดตั้งระบบบริการที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานอย่างแท้จริงในรูปแบบบริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service) โดยศูนย์ฯ จะทำหน้าที่เสมือนผู้นำทาง (Guide) คอยให้ความช่วยเหลือและแนะนำขั้นตอนการดำเนินคดีตั้งแต่เริ่มต้นฟ้องร้องไปจนถึงศาลมีคำพิพากษา อย่างไรก็ตาม ศูนย์ฯ จะไม่ครอบคลุมถึงการให้คำปรึกษาเพื่อเอาชนะคดี หรือทำหน้าที่เป็นทนายความตัวแทนให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ทั้งนี้ ประชาชนที่สนใจสามารถเข้าใช้บริการศูนย์ช่วยเหลือประชาชนที่ดำเนินคดีด้วยตนเอง ได้ ณ อาคารศาลแพ่ง ชั้น 3 ถนนรัชดาภิเษก โดยเปิดให้บริการทุกวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ระหว่างเวลา 09.00 - 16.00 น. หรือสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-512-8236 และศึกษาข้อมูลเบื้องต้นผ่านทางเว็บไซต์ของศาลแพ่ง civil.coj.go.th

https://www.facebook.com/share/p/18fHgS5759/
24/04/2026

https://www.facebook.com/share/p/18fHgS5759/

ทนายความขอคัดทะเบียนราษฎร โดยอ้างว่าจะนำข้อมูลไปใช้ฟ้องคดีต่อศาล พร้อมแนบใบแต่งทนายความ ร่างคำฟ้องที่จัดทำขึ้นเองแต่ยังไม่ได้ประทับรับฟ้องจากศาล และสำเนาบัตรสมาชิกสภาทนายความ แบบนี้สามารถขอคัดข้อมูลได้หรือไม่?

คำตอบคือ ไม่สามารถทำได้ หากเอกสารดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะแสดงว่า ผู้ยื่นคำร้องเป็น “ผู้มีส่วนได้เสีย” ตามกฎหมาย

เนื่องจากข้อมูลทะเบียนราษฎรเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสิทธิส่วนบุคคล การขอตรวจ คัด หรือรับรองสำเนาข้อมูล ต้องเป็นไปตาม พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 6 และมาตรา 14 ซึ่งกำหนดให้ผู้ยื่นคำร้องต้องเป็นเจ้าของรายการ ผู้ได้รับมอบอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย และต้องมีพยานหลักฐานแสดงเหตุและความจำเป็นอย่างชัดเจน

กรณีอ้างว่าจะนำข้อมูลไปใช้ฟ้องคดีต่อศาล แต่มีเพียงร่างคำฟ้องที่จัดทำขึ้นเอง โดยยังไม่มีการประทับรับฟ้องจากศาล หรือไม่มีเอกสารรับรองจากหน่วยงานของรัฐ รวมถึงไม่มีหลักฐานที่แสดงความเกี่ยวข้องกับเจ้าของข้อมูลอย่างเพียงพอ
ย่อมไม่อาจใช้เป็นหลักฐานประกอบคำร้องขอคัดข้อมูลทะเบียนราษฎรของบุคคลอื่นได้

ทั้งนี้ แนวทางการพิจารณายังเป็นไปตาม ระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการคุ้มครองและจัดการข้อมูลทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2561 ซึ่งกำหนดให้นายทะเบียนต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นรายกรณี ว่าผู้ยื่นคำร้องมีอำนาจเข้าถึงข้อมูล หรือเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับรายการที่ขอคัดหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หากเป็นกรณีใบแต่งทนายความที่ผู้ยื่นคำร้องแต่งตั้งให้ตนเป็นทนายความจริง นายทะเบียนจะพิจารณาประกอบพยานหลักฐานอื่นเป็นรายกรณี ว่ามีส่วนได้เสียกับเจ้าของข้อมูลหรือไม่

เพื่อให้การเข้าถึงข้อมูลทะเบียนราษฎรเป็นไปตามกฎหมาย และคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลอย่างเหมาะสม เป็นธรรม

ที่มา:
หนังสือสำนักทะเบียนกลาง ที่ มท 0323/ว33 ลงวันที่ 9 เมษายน 2569
เรื่อง หารือการปฏิบัติเกี่ยวกับการขอคัดสำเนารายการทะเบียนราษฎร

(ร่างกฎหมายอาญา เรื่องเพศ และ การบูลลี่ )เรียนเชิญท่านผู้มีความสนใจร่วมแสดงความคิดเห็นที่มีต่อการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎห...
01/03/2026

(ร่างกฎหมายอาญา เรื่องเพศ และ การบูลลี่ )

เรียนเชิญท่านผู้มีความสนใจร่วมแสดงความคิดเห็นที่มีต่อการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นเพิ่มความผิดใหม่ในหมวดความผิดเกี่ยวกับเพศและเสรีภาพ เพื่อคุ้มครองเด็กและบุคคลจากการถูกล่วงละเมิดในหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการกระทำผ่านสื่อออนไลน์

📍 ความผิดหลักที่เพิ่มขึ้นใหม่มีดังนี้
• ความผิดฐานล่อล่วงเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ (grooming)
• ความผิดฐานสื่อสารเรื่องทางเพศที่ไม่เหมาะสม (sexting)
• ความผิดฐานข่มขู่เรื่องทางเพศเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ (sextortion)
• ความผิดฐานคุกคามโดยการเฝ้าติดตาม (stalking)
• ความผิดฐานการคุกคามโดยการกลั่นแกล้งรังแก (bullying)

อ่านร่างและร่วมแสดงความเห็นได้ที่

ระบบกลางทางกฎหมาย

https://www.facebook.com/share/p/17wjj8wLFP/
24/02/2026

https://www.facebook.com/share/p/17wjj8wLFP/

สรุปคดี ศาลแพ่งสั่งคืนทรัพย์ให้ทนายตั้มคดีฉ้อโกง

1. ผู้ร้องมีภาระหน้าที่ในการนำพยานหลักฐานมาไต่สวนจนมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 กระทำความผิดมูลฐานตามคำร้องจริง หรือมีความผิดมูลฐานตามคำร้องเกิดขึ้นจริง

2. ผู้ร้องมีพันตำรวจตรีธนภัทร กังรวมบุตร ตำแหน่งนักสืบสวนสอบสวนชำนาญการ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เข้าไต่สวนเป็นพยานเพียงปากเดียว แต่พยานปากนี้ไม่ใช่ประจักษ์พยาน พยานบอกเล่า หรือพยานแวดล้อมที่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดมูลฐานตามคำร้อง คงเป็นเพียงผู้รวบรวมเอกสารหลักฐานที่ได้รับจากเจ้าพนักงานตำรวจในชั้นสอบสวน ข้อเท็จจริงที่เบิกความมาจึงเป็นเพียงการสรุปความจากเอกสารในชั้นสอบสวนที่ได้รับมาจากเจ้าพนักงานตำรวจ มิใช่เป็นผู้สืบสวนและสอบสวนด้วยตัวเอง แม้ทางนำสืบของผู้ร้องจะอ้างว่ามีการดำเนินคดีอาญากับผู้คัดค้านทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกงและฐานฟอกเงินจนกระทั่งศาลออกหมายจับผู้คัดค้านทั้งสอง จากนั้นพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องผู้คัดค้านทั้งสองในข้อหาดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่จะให้รับเป็นที่ยุติทันทีว่าผู้คัดค้านทั้งสองกระทำความผิดมูลฐานแล้วหาได้ไม่ เนื่องจากผู้คัดค้านทั้งสองให้การปฏิเสธมาโดยตลอด และการสอบสวนดำเนินคดีในชั้นสอบสวนดังกล่าวกระทำการโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่ปรากฏว่าก่อนที่จะดำเนินการยื่นคำร้องขอออกหมายจับ หรือก่อนพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องนั้น ได้เปิดโอกาสให้ผู้คัดค้านทั้งสองหรือผู้ถูกกล่าวหาอื่น ๆ โต้แย้งคัดค้านหรือได้รับพยานหลักฐานจากฝ่ายผู้คัดค้านทั้งสองครบถ้วนแล้ว ซึ่งแตกต่างจากการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นศาลที่กฎหมายเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสโต้แย้งคัดค้านหรือให้นำพยานหลักฐานมาแสดงหักล้างข้ออ้างหรือข้อกล่าวหาของอีกฝ่ายหนึ่ง ศาลจึงไม่อาจรับฟังเพียงแต่พยานเอกสารในชั้นสอบสวนซึ่งไม่มีบุคคลผู้เกี่ยวข้องในการจัดทำพยานเอกสารมาเบิกความรับรองไปฝ่ายเดียวได้

3. ผู้ร้องไม่นำนางสาวจตุพร อุบลเลิศ ผู้เสียหายซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความเป็นพยานเพื่อให้ยืนยันข้อเท็จจริงต่อศาล หรือนำพนักงานสอบสวนผู้สอบปากคำมาเบิกความรับรองคำให้การชั้นสอบสวนของนางสาวจตุพรและพยานเอกสารในชั้นสอบสวนต่อศาล เพื่อให้มีน้ำหนักมากกว่าพยานเอกสารซึ่งผู้ร้องอ้างรวมส่งศาลไว้พร้อมกับพยานเอกสารอื่น ๆ

4. ผู้คัดค้านนำสืบนำสืบว่าผู้คัดค้านที่ 1 ไม่เคยชักชวนหรือหลอกลวงให้นางสาวจตุพรร่วมลงทุนทำแอฟพลิเคชันซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลในประเทศไทย ส่วนเงินจำนวน 71,076,764.70 บาท นั้น นางสาวจตุพรส่งมอบให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 โดยเสน่หาและด้วยความสมัครใจเพื่อต้องการช่วยเหลือผู้คัดค้านที่ 1 และครอบครัวด้วยความรักใคร่ชอบพอเป็นการส่วนตัว ผู้คัดค้านทั้งสองจึงมิได้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงนางสาวจตุพรอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ พร้อมอ้างข้อความการสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ระหว่างนางสาวจตุพรกับผู้คัดค้านที่ 1 และนางสาวปัทมพร แสงฤทธิ์ คนสนิทของนางสาวจตุพรเป็นพยานสนับสนุนคำคัดค้านและทางนำสืบ ส่วนผู้ร้องมิได้นำสืบหักล้างหรือถามค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่น

5. พยานผู้ร้องปากพันตำรวจตรีธนภัทรเพียงปากเดียวจึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังข้อเท็จจริงจนเป็นที่ยุติได้ว่า พฤติการณ์ของผู้คัดค้านทั้งสองตามคำร้องและทางนำสืบของผู้ร้องครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน

6. อีกทั้ง การร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ของผู้ร้องเป็นมาตรการในทางแพ่งเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สิน เป็นคนละส่วนกับการดำเนินการทางอาญา มิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จึงไม่ผูกพันในคดีอาญา

**ข้อกำหนดของศาลแพ่ง (Ai กับกระบวนการในชั้นศาล)***  ➡️  ในการจัดทำคำคู่ความหรือเอกสารหรือนำเนื้อส่วนใดที่ได้มาจากAi มายื...
19/11/2025

**ข้อกำหนดของศาลแพ่ง (Ai กับกระบวนการในชั้นศาล)***
➡️ ในการจัดทำคำคู่ความหรือเอกสารหรือนำเนื้อส่วนใดที่ได้มาจากAi มายื่นต่อศาล #ต้องเปิดเผยให้ศาลทราบว่าใช้Ai
คำคู่ความหรือเอกสารที่มีเนื้อหาซึ่งจัดทำโดย Ai หรือนำเนื้อหาส่วนใดที่ได้มาจากการใช้ Ai
ในส่วนท้ายของคำคู่ความหรือเอกสารดังกล่าวนั้นๆ #คู่ความต้องรับรองเนื้อหาโดยระบุข้อความ ดังต่อไปนี้
"ข้อความบางส่วนใน (ชื่อเอกสาร) ฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยอาศัยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และข้าพเจ้าได้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายก่อนยื่นต่อศาลแล้ว"

➡️ และคู่ความต้องรับผิดชอบทางกฎหมายและจริยธรรมต่อเนื้อหาที่จัดทำหรือได้มาจาก Ai ในคำคู่ความและเอกสารทุกส่วนที่ยื่นต่อศาล เสมือนหนึ่งจัดทำและเรียบเรียงด้วยตนเอง และถือว่าคู่ความตรวจสอบแล้วว่าเนื้อหาดังกล่าวไม่เป็นข้อมูลบิดเบือน ข้อมูลเท็จ และไม่มือคติในการใช้ข้อมูล โดยไม่สามารถอ้างความผิดพลาดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อหลีกเลียงความรับผิดชอบได้

➡️ กรณีพบการผ้าฝืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดฉบับนี้ ให้เจ้าหน้าที่หรือผู้พิพากษารายงานไปยังผู้บังคับบัญชาทราบเพื่อพิจารณาสังต่อไป และการผ้าฝืนดังกล่าวอาจถือเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (ละเมิดอำนาจศาล)

*** ประกาศ ณ วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2568**

ที่อยู่

293/47 ซอยร่มเกล้า 6/1 แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร
Bangkok
10510

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66882878963

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เจนไพศิษฐ์ ทนายความ JP LAWผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง เจนไพศิษฐ์ ทนายความ JP LAW:

ทางลัด

แชร์